May 25, 2021 | บทความอสังหาฯ
จะแต่งบ้านทั้งที เรื่องที่ขาดไม่ได้เลยก็คือพรม เพราะจะปล่อยพื้นบ้านไว้โล่ง ๆ ก็เหมือนขาดอะไรไป แต่พอจะเลือกซื้อพรมปูพื้นก็ดันไม่รู้จะเลือกแบบไหน วันนี้ Kaidee จะพาคุณไปทำความรู้จักวิธีเลือกพรมปูพื้น และชนิดของพรมปูพื้นตามลักษณะวัสดุ รับรองว่าละเอียดยิบ ได้ความรู้แบบครบเครื่องแน่นอน
How to: เลือกพรมปูพื้น
การเลือกพรมปูพื้น ก่อนอื่นต้องดูจากลักษณะการใช้งาน ซึ่งจะมี 2 แบบหลัก ๆ คือ การเลือกพรมปูพื้นตามสถานที่ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีการเลือกพรมปูพื้นจากวัสดุที่ใช้อีกด้วย
1.เลือกพรมปูพื้นตามสถานที่
ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนั่งเล่น
ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนั่งเล่น ขอขอบคุณภาพจาก http://frontdoor.furniturerow.com/
เลือกขนาดพรมให้พอดีกับขนาดของชุดโซฟา หากไม่สามารถหาพรมปูพื้นที่ขนาดพอดีได้ ก็ควรเลือกพรมที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่ของชุดโซฟานั้น ๆ หากชุดโซฟาเป็นลักษณะสี่เหลี่ยม ไม่ควรใช้พรมปูพื้นที่มีรูปร่างโค้งมน ควรใช้พรมปูพื้นแบบขนสั้นในห้องนั่งเล่นเพราะเป็นพื้นที่ที่สมาชิกในบ้านใช้งานบ่อย
ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับบริเวณทานอาหาร
ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับบริเวณทานอาหาร ขอขอบคุณภาพจาก http://frontdoor.furniturerow.com/
ต้องเลือกพรมปูพื้นที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่เมื่อสมาชิกในบ้านใช้งานโต๊ะรับประทานอาหาร พูดอีกอย่างคือ เก้าอี้ไม่ควรเลยพรมปูพื้นออกมา สามารถใช้พรมปูพื้นรูปสี่เหลี่ยมหรือวงกลมก็ได้ ควรเป็นพรมปูพื้นแบบขนสั้นเหมือนในห้องนั่งเล่นเพราะมีการใช้งานบ่อย
ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนอน
ทิปส์ในการเลือกพรมปูพื้นสำหรับห้องนอน ขอขอบคุณภาพจาก http://frontdoor.furniturerow.com/
เลือกพรมปูพื้นแบบขนยาวหรือขนฟูเพราะห้องนอนเป็นสถานที่ที่เราควรได้รับความผ่อนคลาย ให้เลือกพรมปูพื้นที่มีขนาดเลยขอบเตียงออกมา เพื่อที่ว่าเท้าของเราจะได้สัมผัสพรมปูพื้นตอนก่อนนอนและหลังตื่นนอน
2.เลือกพรมปูพื้นจากวัสดุ
นอกจากจะเลือกพรมปูพื้นตามสถานที่ใช้งานแล้ว ยังต้องเลือกตามวัสดุที่ใช้อีกด้วย เราจะได้มั่นใจว่าพรมปูพื้นที่เลือกมานั้นถูกใจ 100%
ไขข้อข้องใจ พรมปูพื้นมีกี่แบบ
หากมองเผิน ๆ พรมปูพื้นอาจจะดูเหมือน ๆ กันหมด แต่หากแยกตามชนิดของวัสดุนั้น มีถึง 8 แบบ และหากแยกตามวัตถุประสงค์และวิธีการทอ ก็จะสามารถแบ่งได้อีกถึง 8 แบบเช่นกัน
ชนิดวัสดุของพรมปูพื้น
1. พรมปูพื้นแบบไนลอน
ข้อดี
-ทนทานมากที่สุดเมื่อเทียบกับพรมปูพื้นที่ทำจากวัสดุอื่น ๆ
-กันน้ำ กันรอย
-ทำความสะอาดง่าย
-มีอายุการใช้งาน 12- 15 ปี
ข้อเสีย
-ราคาสูงกว่าพรมปูพื้นที่ทำจากโพลีเอสเตอร์และโพลีโพรไพลีน
-สีซีดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน
2. พรมปูพื้นแบบโพลีโพรไพลีน
ข้อดี
-ป้องกันการเกิดครบสกปรกได้ดีที่สุด
-กันเชื้อรา
-เหมาะกับพื้นที่ที่มีการใช้งานเยอะเป็นพิเศษ
-ราคาถูกกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์ และไนลอน
ข้อเสีย
-ป้องกันน้ำได้น้อยกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากโพลีเอสเตอร์
3. พรมปูพื้นแบบโพลีเอสเตอร์
ข้อดี
-นุ่มสบายกว่าพรมปูพื้นชนิดอื่น
-กันน้ำ
ข้อเสีย
-ทำความสะอาดยาก
-สีซีดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน
-ไม่เหมาะกับพื้นที่ที่มีการใช้งานบ่อย ๆ
4. พรมปูพื้นแบบโพลีเอทิลีน
ข้อดี
-ทำมาจากวัสดุรีไซเคิล
-สี และ Texture หลากหลายกว่าพรมปูพื้นชนิดอื่น
-ไม่กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้
-ราคาไม่แพง
ข้อเสีย
-ไม่นุ่มสบายเพราะทำมาจากพลาสติก
5. พรมปูพื้นแบบขนสัตว์
ข้อดี
-ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ
-ให้ความรู้สึกนุ่มฟูมากที่สุด
-ทนทาน อายุการใช้งานยาวนาน
ข้อเสีย
-ทำความสะอาดยาก
-ราคาแพง
-สีซีดเมื่อโดนแสงแดดเป็นเวลานาน
-กระตุ้นให้เกิดภูมิแพ้
-อาจจะมีแมลงต่าง ๆ มาอาศัยอยู่ในพรม เพราะทำมาจากขนสัตว์
6. พรมปูพื้นแบบอะคริลิก
ข้อดี
-ให้ความรู้สึกนุ่มแบบพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์
-ราคาถูกกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์
-ไม่มีไฟฟ้าสถิตย์
-กันความชื้น
ข้อเสีย
-ไม่ทนทาน
-ไม่ควรวางไว้ในพื้นที่ที่ใช้งานบ่อย ๆ
7.พรมปูพื้นแบบทริเอกซ์ต้า
ข้อดี
-เส้นใยแข็งแรงทนทานกว่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากโพลีเอสเตอร์
-ยืดหยุ่น
-กันน้ำกันคราบสกปรก
ข้อเสีย
-ไม่นุ่มเท่าพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์
8.พรมปูพื้นแบบเส้นใยธรรมชาติ
ข้อดี
-แพทเทิร์นสวยงาน
-ทำจากวัสดุออร์แกนิค เช่น ป่าน ปอ ใยมะพร้าว
ข้อเสีย
-ไม่นุ่มเหมือนพรมปูพื้นที่ทำมาจากขนสัตว์หรือเส้นใยสังเคราะห์
ประเภทของพรมปูพื้น
1.พรมปูพื้นแบบดักฝุ่น
พรมปูพื้นแบบดักฝุ่น ขอขอบคุณภาพจาก https://www.kcandclean.com/
-ทำจาก PVC
-สามารถดักฝุ่นและดินที่ติดรองเท้ามาก่อนเข้าตัวตึก
-มักมีแผ่นยางรองด้านล่างแถมมาให้เพื่อกันลื่นและกักเก็บเศษดิน
-สั่งทำพิเศษได้
-ใช้เครื่องดูดฝุ่นในการทำความสะอาด
2.พรมปูพื้นแบบอัดเรียบ
พรมปูพื้นแบบอัดเรียบ ขอขอบคุณภาพจาก http://www.ptt-china.com/
-ทำจากการอัดเส้นใยสังเคราะห์ให้เป็นแผ่น จึงมีเพียงสีเดียวใน 1 ผืน
-ทำจากโพลิโพรพิลีน มีลักษณะขนที่สั้นและเป็นฝอย
-นิยมใช้ในห้องซ้อมดนตรีและห้องอัดเสียง เนื่องจากมีคุณสมบัติดูดซับเสียงได้ดี
-มีอายุการใช้งาน 2-5 ปี และติดตั้งง่าย ราคาไม่แพง
3.พรมปูพื้นแบบอัดลูกฟูก
พรมปูพื้นแบบอัดลูกฟูก ขอขอบคุณภาพจาก http://www.xn--l3ctjh5cya.com
-ลักษณะพรมเป็นแบบห่วงลอนลูกฟูก
-มักทำจากโพลิโพรพิลีนและโพลิเอสเตอร์
-ส่วนมากเป็นสีเดียวใน 1 ผืน และนิยมขายเป็นม้วน
-นิยมใช้ในห้องซ้อมดนตรีและห้องอัดเสียง เช่นเดียวกันกับพรมปูพื้นแบบอัดเรียบ
4.พรมปูพื้นแบบแผ่น
-ติดตั้งง่ายจึงได้รับความนิยมสูง
-นิยมใช้ในสำนักงาน เพราะสามารถเปลี่ยนเฉพาะแผ่นที่ชำรุดได้
-ทนทานไม่ฉีกขาดง่าย
-มีอายุการใช้งาน 7-10 ปี และทำความสะอาดง่าย
5.พรมปูพื้นแบบทอมือ
พรมปูพื้นแบบทอมือ ขอขอบคุณภาพจาก https://www.vintagecarpets.com/
-มีราคาแพงเนื่องจากใช้ฝีมือและระยะเวลาในการทอ
-มีอายุการใช้งานประมาณ 2-5 ปี และมีความละเอียดมากกว่าพรมปูพื้นแบบอื่น ๆ
-หากที่ฉลากระบุตัวอักษร ‘H’ หมายความว่าเป็น พรมปูพื้นทอมือที่ทำมาจากขนสัตว์
-หากที่ฉลากระบุตัวอักษร ‘SH’ หมายความว่าเป็น พรมปูพื้นทอมือที่ทำมาจากอะครีลิก
6.พรมปูพื้นแบบทอเครื่อง
พรมปูพื้นแบบทอเครื่อง ขอขอบคุณภาพจาก https://www.sourcebynet.com/
-มักเป็นลายแบบสลับสีเพราะทอโดยใช้เครื่องจักร
-ใช้เวลาทอไม่นานและเนื้อสัมผัสเรียบเนียนไม่เห็นรอยต่อ
-ราคาและอายุการใช้งานมักขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทอ
7.พรมทอวูเว่นวิลตัน (Woven Wilton)
พรมทอวูเว่นวิลตัน ขอขอบคุณภาพจาก https://wiltoncarpets.com/
-ไม่เห็นรอยต่อ
-มีการเล่นลวดลายมากขึ้น
-ลายที่ใช้จะเป็นลายที่มีสีไม่เกิน 5 สี และมักเป็นลายเรขาคณิต
-นิยมใช้ในโรงแรมเนื่องจากช่วยเพิ่มความหรูหราให้สถานที่
-ราคาและอายุการใช้งานมักขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทอ
8.พรมปูพื้นแบบเอ็กซ์มินเสตอร์ (Axminster)
พรมปูพื้นแบบเอ็กซ์มินเสตอร์ ขอขอบคุณภาพจาก carpetshow.en.aliba.com
-เป็นพรมปูพื้นที่สามารถเล่นสีและดีไซน์ได้มากที่สุด
-สีที่ใช้ในพรมปูพื้นชนิดนี้มีมากถึง 11 สี
-นิยมใช้ในห้องจัดเลี้ยงและทางเดินของโรมแรมเนื่องจากช่วยเพิ่มมิติ
-ราคาและอายุการใช้งานมักขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ทอ
สรุปท้ายบทความสารพัดเรื่องน่ารู้ของพรมปูพื้น
อ่านมาจนถึงตรงนี้ Kaidee หวังว่าเพื่อน ๆ คงจะมีแบบของพรมปูพื้นอยู่ในใจกันแล้ว เพราะว่ารายละเอียดเรียกได้ว่าเราจัดเต็มให้จริง ๆ หากใครอยากลองหาซื้อพรมปูพื้นลองกดมาดูได้ที่ Kaidee นะคะ
May 21, 2021 | บทความอสังหาฯ
การมี Walk-in Closet หรือห้องแต่งตัวเป็นของตัวเอง คือหนึ่งในความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ เหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ชื่นชอบการแต่งตัว และบรรดาขาช้อปที่มักเติมช่องว่างในตู้เสื้อผ้าให้เต็มอยู่ตลอดเวลา
Walk-in Closet ช่วยให้สาวๆ มีพื้นที่จัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับ แบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมยังเป็นเสมือนห้องลองชุดชั้นเลิศให้ได้เลือก Mix & Match เตรียมความพร้อมชุดสวยก่อนออกไปเฉิดฉายอย่างมั่นใจ
ไร้กังวลกับการวิ่งวุ่นตามหาข้าวของ ประเภทว่าชุดอยู่ในตู้เสื้อผ้าข้างบน กระเป๋าแขวนไว้ในห้องนอน หรือรองเท้าวางไว้อยู่หน้าบ้าน เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบบ้านในส่วนอื่นๆ ไปในตัวด้วยนั่นเอง
Walk-in Closet คืออะไร
เดิมทีคำว่า Closet นั้นหมายถึงห้องขนาดเล็กที่อยู่ติดกับห้องนอนหรือพื้นที่ส่วนตัว เพื่อใช้นั่งอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือไม่ก็ทำกิจกรรมที่เป็นความลับ (มีรากศัพท์จากภาษาละตินว่า Clausum แปลว่า ปิด) ต่อมามีการดัดแปลงห้องดังกล่าวให้เป็นที่เก็บของและพัฒนาจนกลายเป็น Walk-in Closet อย่างที่เรารู้จักกัน
Walk-in Closet เปรียบเสมือนตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ที่เราสามารถเดินเข้าไปด้านในตู้เพื่อเก็บเสื้อผ้า อุปกรณ์การแต่งตัวต่างๆ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่นานๆ จะหยิบมาใช้สักครั้ง อย่างกระเป๋าเดินทาง ผ้าปูที่นอนสำรอง เป็นต้น
ส่วนการติดตั้งมักเป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in เพื่อจะได้ใช้สเปซที่มีอย่างคุ้มค่าตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซึ่งตู้เก็บของแต่ละใบอาจมีหน้าบานประตูหรือไม่มีหน้าบานก็ได้ โดยขนาดจะถูกออกแบบไปตามพื้นที่ผ่าน 4 รูปแบบที่เห็นได้บ่อยๆ คือ
Single-Sided Walk-In Closet ลักษณะเป็นตู้เก็บของยาวไปตามผนังห้องด้านใดด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก
Double-Sided Walk-in Closet ตู้เก็บเสื้อผ้าแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางเป็นทางเดิน เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กถึงกลาง
Island Walk-In Closet รูปแบบนี้เรียกว่าเป็น Walk-in Closet ในฝันก็ว่าได้ เพราะจะประกอบไปด้วยตู้เก็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่อยู่ชิดกำแพง และมีตู้เคาน์เตอร์กลางตั้งอยู่ด้านหน้า เหมาะสำหรับห้องแต่งตัวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น
Wrap Around Walk-In Closet ตู้เสื้อผ้า Built-in จะโอบล้อมเป็นห้องแต่งตัวแบบรูปตัว U ทำให้มีช่องเก็บของจำนวนมาก สามารถดีไซน์กับพื้นที่ขนาดกลางจนถึงใหญ่
3 ข้อคำนึงก่อนดีไซน์ Walk-in Closet
การทำ Walk-in Closet ในบ้านหรือคอนโด ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากเลยเพราะมีบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในให้เลือกใช้บริการมากมาย อีกทั้งร้านขายเฟอร์นิเจอร์ แบรนด์ดังๆ ที่ถ้าเอ่ยชื่อมาทุกคนต้องร้องอ๋อก็มีบริการเฟอร์นิเจอร์กึ่งสำเร็จรูปให้เราได้เลือกปรับแต่งฟังก์ชันให้พอดีกับพื้นที่จนพอใจ
แต่ก่อนที่จะไปพูดคุยกับช่างรับเหมา หรือเข้าร้านไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ สิ่งสำคัญที่เราควรรู้และเตรียมตัวก่อนคือการรู้จักองค์ประกอบจำเป็นของ Walk-in Closet พร้อมทั้งสำรวจความต้องการของตัวเองว่าฟังก์ชันใดกันแน่ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงๆ โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องคำนึงดังนี้
พื้นที่โปร่ง ระบายอากาศดี
โดยปกติ Walk-in Closet มักอยู่ติดกับห้องน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใช้งานต่อเนื่อง ทำให้อาจมีความชื้นภายในห้องแต่งตัวได้ง่าย ดังนั้นการออกแบบ Walk-in Closet ที่ดีจึงต้องมีความโปร่งโล่ง มีอากาศถ่ายเทที่ดี หรือติดตั้งพัดลมระบายอากาศ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากส่วนเปียกของห้องน้ำอย่างน้อย 120 เซนติเมตร
เพื่อลดปริมาณความชื้นภายในห้องไม่ให้มากจนเกินไป เพราะอาจเข้าไปปะปนกับเสื้อผ้าจนทำให้เกิดกลิ่นอับหรือเชื้อราได้ อีกทั้งงานเฟอร์นิเจอร์ Built-in ในห้อง Walk-in Closet ส่วนใหญ่มักทำจากไม้อัดหรือไม้ปาร์ติเกิลปิดผิวซึ่งสามารถเสื่อมสภาพจากความชื้นได้เช่นกัน
เลือกแสงสว่างที่เป็นธรรมชาติ
ภายใน Walk-in Closet ที่ดี ควรมีช่องเปิดให้แสงสว่างธรรมชาติส่องถึง แต่หากไม่สามารถจัดให้ Walk-in Closet อยู่ในมุมที่มีหน้าต่างที่แสงอาทิตย์ทะลุเข้ามาได้ เราสามารถแก้ปัญหาโดยการเลือกใช้หลอดไฟแบบ Daylight หรือ Natural White (ค่าสีอยู่ระหว่าง 4000K – 5500K) ซึ่งให้โทนสีของแสงใกล้เคียงกับธรรมชาติทดแทนได้เช่นกัน
ข้อดีของ Walk-in Closet ที่มีแสงธรรมชาตินั้นจะทำให้เรามองเห็นค่าสีตรงกับความเป็นจริง เมื่อต้องแต่งตัวหรือจับคู่ชุดที่จะสวมใส่ร่วมกับเครื่องประดับหรือ Accessories อื่นๆ ก็จะเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่เกิดปัญหาสีชุดเพี้ยนหรือไม่เข้ากันเมื่อออกไปข้างนอก
และในกรณีคุณผู้หญิงที่ชอบแต่งหน้าก่อนออกจากบ้าน แสงธรรมชาติยังถือว่าเป็นแสงสว่างที่ดีที่สุดสำหรับการแต่งหน้าอีกด้วย เพราะทำให้โทนสีผิวที่ใกล้เคียงความจริง แต่งออกมาแล้วไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะวอก หรือคล้ำจนทำให้หมดความมั่นใจ
นอกจากการมีแสงธรรมชาติแล้ว ในส่วนของตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางต่างๆ เรายังสามารถเพิ่มไฟ LED ภายในช่องเก็บต่างๆ เพื่อส่องให้มองเห็นข้าวของได้ชัดเจน อีกทั้งเพิ่มมิติให้กับ Walk-in Closet เสมือนเรากำลังสนุกกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้านบูทีค
ฟังก์ชันเก็บของตามสไตล์
มีของอะไรที่จะเก็บในตู้บ้าง เสื้อผ้าพับหรือแขวนมากกว่ากัน มีกระเป๋าทั้งหมดกี่ใบ ฯลฯ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการออกแบบ Walk-in Closet ที่จะทำให้เราได้ห้องแต่งตัวที่ถูกใจและใช้งานได้จริง
โดยเราควรสำรวจสไตล์การแต่งตัวของตนเอง และลิสต์ออกมาว่ามีของอะไรบ้างที่ต้องการเก็บ (หากแบ่งประเภทและจำนวนได้จะดีมากๆ) และจัดเก็บด้วยวิธีการไหนถึงจะเหมาะสม กล่าวคือ เก็บเป็นระเบียบ มองเห็นได้ชัด และหยิบออกมาใช้งานได้ง่าย
จากนั้นจึงนำรายละเอียดเหล่านี้มาแมทช์กับเฟอร์นิเจอร์ในฟังก์ชันต่างๆ ยกตัวอย่างว่าเป็นคนที่ชอบใส่เสื้อยืด และเสื้อยืดนั้นใช้วิธีพับเก็บ ดังนั้นฟังก์ชันใน Walk-in Closet ที่ควรจะมีก็คือเป็นชั้นวางธรรมดา ความสูงต่อชั้นไม่ต้องมากนัก หรือให้นึกถึงชั้นดิสเพลย์ของร้านเสื้อในห้างสรรพสินค้าก็ได้
หรือหากเป็นหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องใส่เสื้อผ้าที่มีความเนี้ยบ รีดเรียบอยู่ตลอด ฟังก์ชันจำเป็นของเครื่องแต่งกายประเภทนี้คือราวแขวนและไม้แขวนเสื้อ ซึ่งเราสามารถลงดีเทลได้อีกว่าจะทำเป็นราวแขวนแบบชั้นเดียว (สำหรับเดรสยาว หรือกางเกง) หรือราวแขวนสองชั้น (สำหรับแขวนเสื้อผ้าที่มีความยาวไม่มาก เช่น เสื้อเชิ้ต สูท กระโปรงสั้น) เพื่อจะได้จัดเก็บเสื้อผ้าให้ได้คุ้มพื้นที่ที่สุด เป็นต้น
สรุปมุมแต่งตัว Walk-in Closet ที่สาวๆ อยากได้
เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไม่เพียงเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อควรคำนึงในการจัดสรรฟังก์ชันภายในที่อยู่อาศัย โดยมี Walk-in Closet เป็นดีไซน์ตอบโจทย์ที่ช่วยให้การจัดระเบียบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งในมิติของการใช้สเปซอย่างคุ้มค่าซึ่งเกิดจากการ Built-in เฟอร์นิเจอร์ให้พอดีกับพื้นที่ที่มี มิติของการใช้งานที่สนับสนุนให้กิจกรรมการแต่งตัวเป็นเรื่องง่ายและสนุก ตลอดถึงมิติเชิงลึกด้านความยั่งยืน (Sustainability) เนื่องจากการเก็บเสื้อผ้าที่เป็นหมวดหมู่ใน Walk-in Closet จะทำให้เราเห็นภาพรวมของทั้งหมด ซึ่งหากรู้จักนำมา Mix& Match ก็จะช่วยลดการซื้อชุดใหม่ หรือซื้อเสื้อผ้าซ้ำได้ และหากพบว่ามีเสื้อผ้าเกินความจำเป็น เรายังสามารถนำไปบริจาค เพื่อส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับเสื้อผ้าได้อีกด้วย
เห็นประโยชน์มากมายอย่างนี้แล้ว หากใครคิดอยากมี Walk-in Closet ที่มาพร้อมบ้านหรือคอนโดสวยๆ ก็สามารถเข้ามาค้นหาที่ Kaidee Property กันได้ เรารวบรวมโครงการที่อยู่อาศัยดีๆ ราคาโดนใจเอาไว้รอแล้ว
Apr 2, 2021 | บทความอสังหาฯ
ขอบคุณรูปจาก tdstelecom
| Manner maketh man |
แฟนๆ หนังแอ็คชั่น สายบู๊ เลือดสาด ทั้งหลาย คงไม่มีใครไม่รู้จักประโยคสุดไอคอนิคประโยคนี้ ซึ่งมาจากหนังแอ็คชั่น สัญชาติอังกฤษอย่างเรื่อง ‘The King’s man’ (เดอะ คิงส์แมน) อย่างแน่นอน ยิ่งถ้าใครเป็นแฟนหนัง ‘James Bond 007’ บอกได้เลยว่าเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงอยู่มาก นอกจากเนื้อเรื่องที่มาเป็นแนวภารกิจยอดสายลับเหมือนกันแล้ว การแต่งกาย (Suit and Tie) อาวุธที่ใช้ต่อสู้ รวมไปถึงวัฒนธรรมการดื่มเหล้ามาร์ตินี ที่คงเส้นคงวาตลอดทั้งเรื่อง ก็ยังเหมือนกันอีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก majorcineplex
The King’s Man เป็นอีกหนึ่งผลงานการกำกับฯ ภาพยนตร์ของ Matthew Vaughn ผู้กำกับหนังแอ็คชั่นชื่อดัง ที่ได้ทำลายสถิติรายได้ให้ค่ายหนังมาแล้วมากมาย อย่างเรื่อง Kick-Ass, X-Man: Firstclass เป็นต้น
นอกจาก The King’s Man จะมีผู้กำกับเป็นตัวการันตีความมันส์แล้ว เนื้อเรื่องก็เด็ดไม่แพ้กัน ซึ่ง The King’s Man ก็ได้สร้างความประทับใจให้คนดูมาแล้วถึง 2 ภาค
The King’s Man: The Secret Service
VIDEO
ภาคแรก เปิดฉากเรื่องราว ภารกิจของยอดสายลับฝีมือดีในอังกฤษ ที่เรียกตัวเองว่า Kingsman (คิงส์แมน)พวกเขาใช้ร้านตัดเสื้อสูทสำหรับสุภาพบุรุษ ที่มีชื่อว่าร้าน Kingsman เป็นที่บังหน้า ทั้งที่จริงๆ แล้ว ร้านนี้ เป็นกองบัญชาการลับของพวกเขา
หลังจากที่พวกเขาได้สูญเสียสมาชิกไปหนึ่งคน ก็ถึงวาระที่พวกเขาต้องเสาะหาเด็กที่มีความสามารถ มาฝึกฝน เพื่อแก่งแย่งเก้าอี้สมาชิก Kingsman คนต่อไป ซึ่งมีเก้าอี้เพียงแค่ 1 ที่เท่านั้น Harry (แฮรี่) สมาชิกอาวุโสฝีมือดีของแก๊ง ได้เลือก Eggsy (เอ๊กซี่) เด็กเกรียน ดูไร้อนาคต มาเข้าร่วมการฝึก เทรนนิ่งเพื่อชิงตำแหน่ง Kingsman คนต่อไป ขอบอกก่อนเลยว่า ฉากเทรนนิ่งของพวกเด็กๆ สนุกไม่แพ้กับฉากฟอร์มยักษ์ บู๊แตก กับเหล่าวายร้ายเลยทีเดียว
The King’s Man: The Golden Circle
VIDEO
ภาคสองเป็นเรื่องราวต่อจากภาคที่แล้ว แต่ภาคนี้ หนุ่ม Kingsman ได้ประสบปัญหาเนื่องจากองค์กรถูกวางระเบิด โดนทำลาย จนไม่เหลือซาก พวกเขาจึงต้องตระเวนหาหนทาง จนได้ไปเจอกับองค์กรสายลับใหม่ ภายใต้ชื่อว่า The Statemans (เดอะ สเตทส์แมน) พวกเขาจึงได้ร่วมมือกันต่อสู้ เพื่อเอาชนะกลุ่มวายร้ายไปด้วยกัน
แม้ว่าภาค 2 จะไม่เด็ด มันส์ ฮา เท่ากับภาคหนึ่งในความเห็นของใครหลายๆ คน แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้แฟนๆ ตั้งหน้า ตั้งตา รอภาค 3 กันอย่างใจจดใจจ่อแล้วล่ะค่ะ
แต่วันนี้ Kaidee ไม่ได้จะมารีวิวหนังอย่างเดียวนะคะ อีกสิ่งหนึ่งจากหนังเรื่อง The King’s Man ที่สะดุดตา นักวิจารณ์หนัง และคนดูทั่วโลกอย่างยิ่ง นั่นก็คือ อินทีเรียดีไซน์และเฟอร์นิเจอร์ของแต่ละฉากนั่นเอง เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าซีนไหนสร้างความประทับใจให้พวกเรากันบ้าง
1. ฉากต่อสู้ที่บาร์ (Iconic Bar Fight)
Bar – The King’s man: The Secret Service ขอบคุณรูปจาก decorsed
หนึ่งในฉากที่ทำให้หนังเรื่อง The King’s Man ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ก็คือฉากที่บาร์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ แฮรี่ กับ เอ๊กซี่ ได้เจอกันเป็นครั้งแรก และเป็นที่ๆ แฮรี่ได้โชว์ฝีมือการต่อสู้กับแก๊งอันธพาลต่อหน้าต่อตา เอ๊กซี่ อีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก movie-locations
จริงๆ แล้วบาร์นี้ไม่ได้เป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นมานะคะ บาร์นี้มีอยู่จริง ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน และมีชื่อร้านว่า ‘The Black Prince’ ค่ะ ส่วนอินทีเรียดีไซน์ในร้านก็ไม่ต่างกับที่เราเห็นกันในหนังเลยค่ะ
ภายในบาร์เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สีเข้ม โทนสีน้ำตาลแดง หรือโทนสีช็อกโกแลต ซึ่งไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์พวกนี้ ก็จะหนีไม่พ้นไม้จำพวก ไม้วอลนัท ไม้มะฮอกกานี ไม้เชอร์รี่ หรือไม้ไทเกอร์
นอกจากเฟอร์นิเจอร์ไม้แล้ว ทางร้านยังการันตีบรรยากาศความวินเทจ ด้วยการใช้วอลล์เปเปอร์แบบ ดามาร์ส (Damask) ซึ่งเป็นวอลล์เปเปอร์ที่มีลวดลาย หยก คล้ายดอกไม้ และเลือกใช้สีน้ำตาลครีม บวกกับการตกแต่งรอบร้านด้วยกรอบรูปสีทองสุดวินเทจ ทั้งนี้เพื่อเป็นการช่วยสร้างความอบอุ่นเหมือนดังบ้านหลังที่สองให้กับลูกค้าที่มาเยือน
2. ห้องประชุมสายลับคิงส์แมน (Kingmans Conference Room)
Kingsman conference room – The King’s man: The Secret Service ขอบคุณรูปจาก visitbritain
ฉากห้องประชุมของคิงส์แมนจริงๆ แล้วเป็นฉากที่ถูกสร้างขึ้นที่สตูดิโอของค่ายเจ้าของหนัง Warner Brothers โดยฝีมือของนักออกแบบโปรดักชัน เจ้าฝีมืออย่าง Jennifer Williams ที่ได้สร้างผลงานให้กับหนังดังมาแล้วหลายเรื่อง เช่น Transformer (Dark of the Moon), World War Z, Children of Men และ แน่นอนเรื่อง The King’s Man
ไฮไลท์ของห้องประชุมนี้คือของวอลล์เปเปอร์ที่เป็นสีเขียวเข้ม ตุ่นๆ ซึ่งขอบอกเลยว่าเข้ากับการตกแต่งสไตล์หรูหรา คลาสสิก ได้ดีมากๆ เพราะสีเขียวนั้น เป็นสีเอิร์ธโทน (Earth Tone) ดังนั้นจึงเข้ากันได้ดีกับสีน้ำตาล สีเบจ หรือแม้กระทั่งสีทอง และในฉากนี้ นักออกแบบ Jennifer เธอก็ได้นำเอาเฟอร์นิเจอร์ไม้ขัดเงา และกรอบรูปที่มีขอบเป็นสีทองลายหลุยส์มาตกแต่ง เพิ่มความดูดีมีราคาให้กับห้องประชุมสีเอิร์ธโทนนี้ได้อย่างสง่างาม
ที่สำคัญห้องนี้ยังมีการตกแต่งด้วยรูปปั้นหัวโรมันโบราณ ที่ปกติจะเป็นสีขาว แต่ในครั้งนี้ กลับถูกนำมาขัดเงาให้เป็นสีดำ เพื่อให้เข้ากับสีวอลล์เปเปอร์ บอกได้เลยว่า ห้องนี้ต้องเป็นห้องในฝันของใครหลายคนอย่างแน่นอน
3. ห้องทำงานของแฮรี่ (Harry’s Office)
Harry’s Office – The King’s man: The Secret Service ขอบคุณรูปจาก filmandfurniture
ผนังสีแดง เป็นอีกหนึ่งสีวอลล์เปเปอร์ ซึ่งมีน้อยคนที่กล้าใช้ ยิ่งถ้าใครไม่ใช่แฟนคลับ หรือหลงใหลในโลกของ อินทีเรียดีไซน์แล้วนั้น สีแดงถือว่าเป็นสีที่เล่นยากพอสมควร แต่เพื่อนๆ รู้ไหมคะว่าสีแดงนั้น เข้ากับสีของไม้ได้เป็นอย่างดี
ซึ่งจะเห็นได้จากออฟฟิศของแฮรี่ ที่เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็นองค์ประกอบหลัก เฟอร์นิเจอร์ที่เด่นที่สุด คงจะหนีไม่พ้น โต๊ะไม้ ขนาดยาว ซึ่งเป็นโต๊ะทำงานของแฮรี่ โต๊ะไม้ที่ว่านี้ มีชื่อว่า “Working Table” เป็นผลงานการดีไซน์ของ Bodil Kjaer สถาปนิกชาวเดนมาร์ก เธอได้ออกแบบมันมาเมื่อปี ค.ศ 1959
ความโดดเด่นของโต๊ะตัวนี้อยู่ที่ความเป็นมินิมอลคลาสสิก แต่ยังคงความโมเดิร์น ซึ่งสไตล์นี้มีชื่อเรียกว่า สไตล์ สแกนดิเนเวีย แบบโมเดิร์น (Scandinavian Modern Design) ซึ่งความป๊อปปูล่าของเจ้าโต๊ะตัวนี้ ก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้ว จากการที่มันได้เข้าไปอยู่ในหนังดังมากมาย เช่น Russia with Love, You Only Live Twice และล่าสุด The King’s Man: The Secret Service นั่นเอง
4. ออฟฟิศของป็อปปี้ (Poppy’s Office)
Poppy’s Office – The King’s man: The Golden Circle ขอบคุณรูปจาก grant-armstrong
ห้องทำงานของป๊อปปี้มีดีไซน์ที่ให้ฟิลคล้ายกับไดเนอร์คลาสสิกของอเมริกัน (American Diner) ในยุค 90s เซ็ตเฟอร์นิเจอร์ในฉากนี้ จะเน้นเป็นสีแดง สลับกับ สีเงินโครม และดำ ซึ่งเมื่อนำ 3 สีนี้ มารวมเข้าด้วยกันแล้ว กลับตัดกันได้อย่างลงตัว โดยไม่มีสีใดแย่งสีใดเด่นเลย นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มเฟอร์นิเจอร์สีแดงเข้าไป และเปลี่ยนสีพื้นกระเบื้องธรรมดาๆ ให้เป็นพื้นกระเบื้องลายลูกเต๋า ก็ช่วยคงบรรยากาศความเป็นร้านอาหารแนวอเมริกันย้อนยุคได้ราวกลับได้นั่งไทม์ แมชชีน กลับไป
ถึงแม้ว่าออฟฟิศของป็อปปี้จะไม่มีโซฟาลายทาง สีขาวแดง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของร้านอาหารแนวอเมริกันฟาสฟู้ด แต่บอกเลยว่าการใช้เก้าอี้สตูลบาร์สีเงาแทนนั้น ก็เพิ่มความโดดเด่นให้กับเฟอร์นิเจอร์ในร้าน แถมยังทำให้มีพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น และที่สำคัญไม่ทำให้ห้องนี้ดูเป็นร้านอาหาร หรือให้ความอบอุ่นมากเกินไป เพราะอย่าลืมนะคะว่า ป๊อปปี้ เป็นตัวร้ายของเรื่อง และการมาเยือนออฟฟิศของเธอ ซึ่งเป็นพล็อตสำคัญของภาคนี้ ต้องให้ความรู้สึกน่าขนลุก มากกว่าให้ความรู้สึกอบอุ่นฟิลต้อนรับนะคะ
สรุปท้ายบทความ
คิงส์แมนเป็นหนังแอ็คชั่นแนวสายลับอีกเรื่องที่ดังถล่มทลาย และเรียกได้ว่าเป็นหนังแจ้งเกิดให้กับพระเอกน้องใหม่ Taron Egerton เลยทีเดียว และด้วยเนื้อเรื่องที่ไม่แหวกแนว หรือฉีกกฏสายลับอะไรมากมาย แต่บรรยากาศ ฉาก เสื้อผ้า หน้าผมสุดเนี้ยบ สไตล์หนุ่มอังกฤษ รวมไปถึงเสน่ห์ของเครื่องดื่มมาร์ตินีที่ถูกสอดแทรกเข้ามาตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบเรื่อง ก็ดึงดูดความสนใจคอหนังทุกรุ่นทุกแนวได้อย่างเหลือเชื่อ
เพื่อนๆ คนไหน ติดใจ อยากลองเปลี่ยนห้องนอน ห้องรับแขก หรือแม้กระทั่งรีโนเวททั้งบ้านให้ได้สไตล์ตามที่ได้กล่าวมาข้างบน อย่ารอช้า เข้ามาแวะชมที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ เรามีเฟอร์นิเจอร์ คลาสสิก วินเทจ ให้เพื่อนๆ เลือกมากมายเลย
Apr 2, 2021 | บทความอสังหาฯ
Hello Summer!!!
ยินดีต้อนรับเข้าสู่ฤดูร้อนที่แสนละลายอย่างเป็นทางการค่ะ
เอาจริงๆ นาทีนี้คงไม่มีใครอยากเฉียดกายออกจากห้องแอร์อย่างแน่นอน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหน้าร้อนแบบนี้ นี่แหละที่เหมาะกับการออกไปผจญภัยกับกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม เซย์ฮัลโหลกับน้ำทะเลและเสียงคลื่นที่ชวนให้นึกถึงบิกินี่สีสันสดใส
แต่สำหรับใครที่ยังกล้าๆ กลัวๆ กับการออกจากบ้านเพราะกังวลใจกับ COVID-19 อยู่ล่ะก็ วันนี้ Kaidee มีไอเดียดีๆ ที่จะทำให้เพื่อนๆ สนุกกับซัมเมอร์ได้ที่บ้านหรือที่คอนโดของตัวเอง ด้วยการจัดหา Outdoor Furniture มาครีเอทเป็นมุมพักผ่อนเก๋ๆ เพื่อคลายร้อนโดยไม่ต้องเดินทางไกล
Tips : ถึงจะเป็นหน้าร้อนแต่เรายังควรสัมผัสแสงแดดอยู่เหมือนเดิม โดยเฉพาะในช่วงเวลาก่อน 9 โมงเช้า และหลัง 4 โมงเย็น ช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้ร่างกายได้รับวิตามินดีที่มีคุณสมบัติช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และสร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟัน
หามุมวาง Outdoor Furniture กันก่อน
ก่อนลงทุนซื้อเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง เราควรสำรวจพื้นที่กันก่อน สำหรับพื้นที่ในคอนโดนั้นไม่ยุ่งยากเพราะมีเพียงจุดเดียวที่สามารถจัดมุม Outdoor ได้นั่นคือ “ระเบียง” โดยเราต้องจดขนาดของพื้นที่ระเบียง ทั้งด้านกว้าง ด้านยาว และด้านสูงเอาไว้ เพื่อจะได้เล็งหาเฟอร์นิเจอร์ที่ฟิตพอดี เมื่อวางแล้วไม่อึดอัดจนเกินไป เช่น เลือกใช้เก้าอี้สตูลแทนอาร์มแชร์ หรือใช้โต๊ะเข้ามุมเพื่อประหยัดพื้นที่ เป็นต้น รวมถึงการมองหาของตกแต่งในแนวตั้งที่ช่วยเพิ่มสเปซการตกแต่งให้ระเบียงในฤดูร้อนดูน่าใช้งานยิ่งขึ้น
ส่วนใครที่อยู่บ้าน เพียงออกสำรวจมุมที่เหมาะสมและดูว่ารูปทรงของพื้นที่ Outdoor นั้นเป็นอย่างไร เช่น เป็นทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือเป็นพื้นที่ว่างริมกำแพงแบบเส้นก๋วยเตี๋ยว เพื่อจะได้จินตนาการออกหรืออย่างน้อยๆ ก็เอาไว้อธิบายให้ร้านเฟอร์นิเจอร์ฟังว่าพื้นที่ขนาดนี้ ควรใส่เฟอร์นิเจอร์ประมาณไหนได้บ้าง
โดยทั้งหมดควรอยู่ภายใต้ขอบเขตของ “Human Scale” หมายถึงสัดส่วนมนุษย์ที่สัมพันธ์กับการใช้พื้นที่และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ซึ่งกรณีจัดสรรพื้นที่พักผ่อนกลางแจ้งแบบนี้สำคัญคือ การเว้นระยะทางเดินให้กว้างไม่น้อยกว่า 60 เซนติเมตร เพื่อให้เดินเข้า-ออกได้อย่างสะดวกสบาย
รู้จักวัสดุที่ใช้ผลิต Outdoor Furniture
พอเห็นภาพพื้นที่ว่างสำหรับจัดสเปซเก๋ๆ รับซัมเมอร์กันแล้ว ขั้นถัดมาคือไปตามล่าหา Outdoor Furniture ที่สวยและเหมาะกับสเปซพักผ่อนของเรากัน
สำหรับ Outdoor Furniture ที่มีอยู่ในตลาดปัจจุบันมีความก้าวหน้าอย่างมาก ทั้งดีไซน์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์และความชื่นชอบของคนแต่ละเซ็กเมนท์ ไปจนถึงพัฒนาการของวัสดุที่นำมาผลิตเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่มีความแข็งแรงทนทานต่อสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ซึ่งวัสดุแต่ละชนิดมีข้อดีหรือข้อควรระวังในการใช้งานอย่างไรบ้าง ไปรู้จักกันได้เลย
ไม้เนื้อแข็ง
วัสดุดั้งเดิมที่คนไทยนิยมเลือกใช้เพื่อประดับในสวนหรือชานบ้าน โดยเฉพาะไม้สักที่ได้ชื่อว่ามีความทนทานสูง ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติ อบอุ่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากเนื้อไม้แต่ละต้นมีสีและลวดลายที่ต่างกัน แม้ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์ไม้จะได้รับการออกแบบให้ดูทันสมัยขึ้น แต่ด้วยราคาที่ค่อนข้างสูงจึงทำให้หลายคนหันไปใช้วัสดุชนิดอื่นที่ราคาย่อมเยากว่า นอกจากนี้วัสดุไม้ยังต้องการการดูแลสม่ำเสมอ ด้วยการลงน้ำมันรักษาเนื้อไม้ทุกๆ 8 – 12 เดือน เพื่อรักษาสีและคุณภาพของเนื้อไม้ให้สมบูรณ์ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
หวายเทียม / หวายสังเคราะห์
วัสดุเลียนแบบธรรมชาติที่ใช้อย่างแพร่หลายทั้งในระดับครัวเรือนและธุรกิจโรงแรม หวายเทียมส่วนใหญ่ผลิตขึ้นจากเม็ดพลาสติกประเภทต่างๆ เช่น PVC, Polyethylene (PE) และ High Desity Polyethylene (HDPE) สามารถให้สีและเนื้อสัมผัส (Texture) เสมือนหวายธรรมชาติ แต่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นกว่าทั้งในแง่ความยืดหยุ่น ความทนต่อรังสี UV และการสึกกร่อน ตลอดจนรองรับสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงจนสามารถใช้ได้ยาวนานนับ 10 ปี อย่างไรก็ตามหวายสังเคราะห์ยังมีข้อด้อยอยู่บ้างตรงที่ไม่ทนต่อสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง และราคาสูงกว่าหวายธรรมชาติถึง 20 เปอร์เซ็นต์
ไม้เทียม / ไม้สังเคราะห์
มีไม่จริงแล้วก็ต้องมีไม้เทียมด้วย โดยวัตถุดิบตั้งต้นของไม้เทียมนั้นมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับผู้ผลิตแต่ละราย อาทิ Wood Plastic Composite (WPC) เป็นส่วนผสมระหว่างผงไม้กับโพลิเมอร์พลาสติกฉีดให้ขึ้นสีและลายไม้ในตัว หรือไฟเบอร์ซีเมนต์ (Fiber cement) ที่ใช้เส้นใยเซลลูโลสผสมกับปูนซีเมนต์และซิลิก้านำมาอัดขึ้นรูปเป็นแผ่นไม้ ข้อดีของไม้สังเคราะห์เหล่านี้คือไม่ยืดหดตัวเหมือนไม้ในธรรมชาติ ไม่ต้องกลัวแมลงรบกวนหรือปลวกกัดกิน มีความแข็งแรง ทนความชื้นได้ดี ส่วนข้อเสียหลักๆ ของวัสดุประเภทนี้คือสีสันและผิวสัมผัสยังไม่เหมือนไม้จริงซะทีเดียว และซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ยากหากเกิดความเสียหายบนแผ่นไม้
หิน / คอนกรีต
ไม่ว่าจะเป็นม้าหินอ่อน โต๊ะหินขัดลายตารางหมากรุก หรือเก้าอี้ปูนปั้น นับเป็นวัสดุอีกชนิดที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์สนาม ปัจจุบันมีดีไซน์ให้เลือกหลากหลายตั้งแต่รูปทรงคลาสสิกอย่างชุดโต๊ะหินอ่อนพร้อมม้านั่ง 4 ตัว ไปจนถึงเซ็ตม้านั่งปูนเปลือยสไตล์ลอฟท์ คุณลักษณะพิเศษของวัสดุทั้งสองนี้คือแข็งแรง ทนแดดทนฝน ไม่ผุพังง่าย ในขณะที่ข้อเสียคือมีน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพื้นที่ระเบียงคอนโด
สแตนเลสสตีล / อลูมิเนียม
วัสดุสองชนิดนี้ส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นโครงสร้างของเฟอร์นิเจอร์ เช่น ขาโต๊ะ ที่วางแขนเก้าอี้ พนักพิง และเสริมการใช้งานด้วยงานไม้ หวาย หรือเบาะนุ่มๆ ซึ่งช่วยเบรกความแข็งของวัสดุลงได้ สำหรับข้อดีของสแตนเลสสตีลและอลูมิเนียมคือทนแดดทนฝน เคลื่อนย้ายง่าย แต่มีข้อควรระวังตรงที่หากใช้สแตนเลสเกรดต่ำจะสุ่มเสี่ยงที่เฟอร์นิเจอร์เป็นสนิม และไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่ต้องสัมผัสกับไอน้ำทะเลหรือน้ำเกลือริมสระว่ายน้ำโดยตรง เพราะทำให้เกิดการกัดกร่อนได้ง่าย
ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์
วัสดุชนิดสุดท้ายที่นำมาแนะนำกันคือ ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์ในรูปแบบเบาะเก้าอี้หรือโซฟา โดยมากทำจากพลาสติกประเภทโพลีเอสเตอร์ นอกจากนี้บางผู้ผลิตยังใช้ขวด PET มารีไซเคิลเป็นเส้นใยสำหรับเบาะหุ้มเฟอร์นิเจอร์สนามอีกด้วย โดยราคานั้นแตกต่างกันตามชนิดพลาสติก เทคนิคการทอ และสารเติมแต่งอื่นๆ เพื่อให้ผ้ามีคุณสมบัติที่ดี เช่น กันน้ำ ทนต่อแสงยูวี เป็นต้น
ครีเอทมุมคลายร้อนด้วย Outdoor Furniture สุดชิค
เมื่อมีพื้นที่จัดมุมคลายร้อนและรู้จักสเปควัสดุของ Outdoor Furniture กันแล้ว ขั้นสุดท้ายคือการออกไปช้อปปิ้ง ซึ่งเราสามารถ Mix & Match ในสไตล์ที่ชอบ หากใครสนใจแนวธรรมชาติลองดูเป็นชุดเก้าอี้ไม้จริง หรือไม้เทียมก็ได้ หากต้องการเซฟเงินในกระเป๋า
แต่ถ้าชอบสีสันหน่อย เราขอแนะนำเป็นโซฟาหวายสังเคราะห์สีธรรมชาติ แล้วเลือกเบาะบุผ้าหรือหมอนอิงสีสดใสเพื่อบ่งบอกความเป็นซัมเมอร์ ที่สำคัญอย่าลืมหาพร็อพเสริมความมีชีวิตชีวาอย่างต้นไม้ ดอกไม้ มาช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายที่จะเชื้อเชิญให้เราแวะมานั่งพักดับร้อนได้ทุกวัน
สรุปเทคนิคจัด Outdoor Furniture ให้เหมาะกับซัมเมอร์
โดยสรุปแล้ว การจัด Outdoor Furniture ให้เป็นมุมพักผ่อนหย่อนใจได้แม้ในยามที่อากาศจะร้อนละลาย คือการเลือกชนิดของเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะสมกับขนาดสถานที่ ไม่เล็กจนดูไม่น่าสนใจ หรือใหญ่จนกลายเป็นเกะกะพื้นที่
เวลาจัดวางควรเปิดทางให้อากาศถ่ายเทได้ดีด้วย ไม่จัดให้เฟอร์นิเจอร์ถูกแสงแดดโดยตรงตลอดทั้งวัน เพื่อยืดอายุการใช้งานให้นานขึ้น สุดท้ายคือประดับประดาด้วยต้นไม้ใบเขียวอีกนิดเพื่อเติมเต็มให้พื้นที่ระเบียงคอนโดหรือสวนหน้าบ้านของเรากลายเป็นมุมพักผ่อนที่แสนวิเศษตลอดซัมเมอร์นี้
ส่วนใครที่อยากสร้างสรรค์มุมคลายร้อนดูบ้าง สามารถแวะมาที่ Kaidee เรามีตั้งแต่ชุดม้านั่งหินขัดธรรมดา เก้าอี้ไม้เทียม โซฟาหวายสังเคราะห์ ไปจนถึงชิงช้าสุดอลังการเลยล่ะ
Mar 9, 2021 | บทความอสังหาฯ
อย่างที่ทราบกันดีว่าที่ Kaidee เราเป็นตลาดนัดออนไลน์ที่มีของขายตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือยนต์ มีทั้งของใหม่แกะกล่องและของมือสองให้เลือกสรร รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่จะเป็นไฮไลท์ของบทความนี้ ก็มีให้คุณได้ช้อปกันเพลินๆ อยู่ในเว็บไซต์ด้วยเช่นกัน
โดยวันนี้เราได้คัดเลือกสิ่งของ 9 ประเภทจาก Kaidee มาแมทช์กับไอเดียตกแต่งที่ได้มาจากการส่องรูปใน Pinterest หรือแพลทฟอร์มที่ได้ชื่อว่ารวบรวมรูปถ่ายและวิดีโอน่าสนใจจำนวนมาก และยังเป็นแหล่งอ้างอิงของนักออกแบบ อินทีเรียดีไซเนอร์ และนักสร้างสรรค์อีกหลากหลายอาชีพที่มักใช้เป็น Inspiration เพื่อต่อยอดผลงานในหลากหลายมิติ
เอาล่ะเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปดูกันเลยว่าของ 9 สิ่งที่เลือกมานั้นเมื่อนำไปตกแต่งอย่างมีสไตล์แล้วจะช่วยเสริมให้บ้านหรือคอนโดของเราน่าอยู่ขนาดไหน
ลังไม้พาเลทกับชั้นวางของที่ปรับเปลี่ยนได้ตลอด
ไม้พาเลทเป็นวัสดุที่ถูกนำกลับมาใช้งานได้ตลอด จากที่เป็นแผ่นรองของเพื่อการขนส่งระยะไกล เมื่อใช้งานเสร็จแล้วยังสามารถแปรรูปเป็นของใช้ได้อีกมากมาย หนึ่งในนั้นคือลังไม้พาเลท ซึ่งนอกจากจะเป็นลังใส่ของทั่วไปแล้ว หากเราใส่ไอเดียเพิ่มอีกนิดโดยการจับวางซ้อนสลับแนวตั้งแนวนอนยังสามารถทรานส์ฟอร์มเป็นชั้นวางของอเนกประสงค์ที่เราจะขยับขยายต่อเติมได้ไม่จำกัด
Tips : เราสามารถเพิ่มความสวยงามให้กับเนื้อไม้ด้วยการทาแล็กเกอร์เคลือบหรือจะทาสีในเฉดที่ชื่นชอบเพื่อให้บรรยากาศของห้องดูสดใสหรือเป็นธีมเดียวกันยิ่งขึ้น
กล้องฟิล์มเปลี่ยนผนังขาวให้มีสไตล์
ถึงไม่ใช่ตากล้องมืออาชีพแต่เราก็มีมุมไว้โชว์ไลฟ์สไตล์คูลๆ ได้ กับกล้องฟิล์มมือสองที่ซื้อมาจาก Kaidee งานนี้ไม่ต้องใช้ไอเดียอะไรมากแค่เลือกทรงกล้องสวยๆ หน่อยเพื่อโชว์ดีเทลความวินเทจ จากนั้นวางสลับให้มีจังหวะจะโคนที่ไม่เนียบมากแต่ดูรวมๆ แล้วสมดุลกันดี เท่านี้เราก็มีมุมเท่ๆ ไว้อวดสาวที่จะชวนมาเที่ยวบ้านแล้วล่ะ
เครื่องจักสานพื้นบ้านสู่งานอินทีเรียระดับโลก
ใครเลยจะคิดว่ากระด้งฝัดข้าว กระจาดใส่ของ หรือตะกร้าสานไม้ไผ่ที่คนไทยคุ้นเคยกันมาแต่อ้อนแต่ออกจะกลายเป็นไอเท็มระดับโลกที่ดีไซเนอร์หยิบมาใช้เป็นของตกแต่งบ้าน ตกแต่งผนังที่สร้างคาแรคเตอร์ให้กับห้องได้ในราคาที่ไม่แพงเลย สำหรับเทคนิคการตกแต่งผนังด้วยภาชนะสาน เราควรเลือกให้มีขนาดและลวดลายการสานแตกต่างกันเพื่อทำให้การจัดเรียงมีมิติที่สวยงาม นอกจากนี้ยังควรเรียงเครื่องจักรสานให้มีส่วนทับซ้อนกันบ้างเพื่อให้ทั้งหมดดูเป็นงานศิลปะเพียงชิ้นเดียว
Tips: ลักษณะของภาชนะสานจะร่องเล็กร่องน้อยที่เป็นตัวเก็บฝุ่นอย่างดี ดังนั้นเมื่อประดับเครื่องจักสานบนผนังแล้ว เราต้องหมั่นเช็ดทำความสะอาดบ่อยๆ เพื่อสุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัว
ขวดน้ำอัดลมเก่าแปลงร่างเป็นแจกันใหม่
อย่าเพิ่งมองข้ามภาชนะใช้แล้วอย่างขวดน้ำอัดลมหรือขวดน้ำอื่นๆ ที่ทำจากแก้ว โดยเฉพาะขวดที่มีทรวดทรงองค์เอวที่มีเอกลักษณ์นั้นสามารถแปลงร่างเป็นแจกันดอกไม้สไตล์วินเทจได้สวยๆ เลย และอาจเพิ่มลุคความสดใหม่ให้กับขวดเหล่านั้นด้วยการใช้เชือกป่านหรือเชือกปอมาพันตกแต่ง หรือติดสติ๊กเกอร์สีสวยๆ เป็นลูกเล่นที่ดึงให้มุมธรรมดาดูน่าสนใจมากขึ้น
Tips : ขวดแก้วเก่าเก็บหรือขวดน้ำอัดลมมือสองมักมีความขุ่นหรือมีคราบสกปรกติดแน่นซึ่งทำให้ไม่น่าใช้งานต่อ ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดโดยใช้ทรายหรือกรวดเล็กๆ เทใส่ในขวด เติมด้วยน้ำและผงซักฟอก เขย่าแรงๆ ต่อเนื่องสัก 2-3 นาที แล้วล้างน้ำเปล่าอีกครั้ง หรือจะใช้วิธีเทน้ำส้มสายชูผสมน้ำร้อนทิ้งไว้ในขวดค้างไว้หนึ่งคืนแล้วเขย่าเพื่อสลัดคราบให้หลุดออกก็ช่วยคืนชีวิตให้ขวดเก่าๆ ของเราได้เช่นกัน
จักรยานวินเทจอเนกประสงค์มากกว่าปั่นเล่น
จักรยานคันเก่าวางไว้เฉยๆ ก็รังแต่จะหมดสภาพไป ลองมา DIY กันใหม่ด้วยแนวคิด Upcycle ที่เป็นการต่อยอดจักรยานที่เคยปั่นให้เป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่และนั่นคือโต๊ะคอนโซลหรือโต๊ะอเนกประสงค์สำหรับการจัดวางของจุกจิกภายในบ้านที่รับรองว่ามีชิ้นเดียวในโลกอย่างแน่นอน สำหรับไอเดียตกแต่งบ้านแบบนี้หากใครสนใจทำจริงๆ คงต้องให้ช่างฝีมือช่วยด้วย เช่น ตัดท้อปไม้ และยึดล้อให้เป็นขาตั้งที่มั่นคง เป็นต้น
เครื่องลายครามตกแต่งบ้านงามหรู
ภาชนะกระเบื้องเนื้อขาวเขียนลายเป็นสีครามหรือที่เรียกว่า “เครื่องลายคราม” นั้นผูกพันกับสังคมไทยมาแต่โบราณเนื่องจากเป็นเครื่องราชบรรณาการที่ชาวจีนนำเข้ามาผูกสัมพันธ์ตั้งแต่สมัยอยุธยา ด้วยลวดลายที่อ่อนช้อยงดงามทำให้เครื่องลายครามไม่ใช่แค่ภาชนะใช้สอยในชีวิตประจำวัน แต่เป็นเครื่องแสดงฐานะมั่งคั่งของผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นของสะสมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น และนั่นทำให้เราเห็นเครื่องลายครามเป็นหนึ่งในของประดับตกแต่งบ้านที่ยกระดับความหรูหราได้อย่างง่ายดาย
สำหรับการจัดโชว์เครื่องลายครามให้ดูโดดเด่นน้้นมีทริคง่ายๆ คือวางในจุดนำสายตา (Focal Point) และเว้นสเปซว่างรอบๆ เครื่องลายครามเล็กน้อยเพื่อให้เขาได้อวดลวดลาย สามารถวางสลับภาชนะขนาดเล็กใหญ่ได้แต่ต้องคำนึงถึงพื้นที่ที่มี เพื่อให้ไม่ดูโหรงเหรงหรืออัดแน่นจนลายตาเกินไป หรือพูดง่ายๆ ว่าเน้นวางเครื่องลายครามน้อยชิ้นเพื่อสร้างความโดดเด่น ดีกว่าวางจำนวนมากชิ้นแล้วดูรกนั่นเอง
พื้นที่ดิสเพลย์สำหรับหมวกใบสวย
มีใครเป็นแบบนี้บ้างไหม? ซื้อหมวกไว้หลายใบ แต่เวลาจะหยิบมาใช้ดันหาหมวกที่เข้ากับเสื้อผ้าไม่เจอสักที วันนี้เรามีวิธีแก้ไขง่ายๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากภาพใน Pinterest นั่นคือการทำที่แขวนหมวกแบบ DIY ที่ใช้อุปกรณ์เพียงแค่ 1 อย่างเท่านั้น นั่นคือตะขอติดผนัง วิธีการนี้นอกจากจะจัดเก็บหมวกได้เป็นระเบียบเรียบร้อยแล้ว เรายังมองเห็นได้ง่าย จะหยิบมาสวมใส่ก็สะดวกยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังกลายเป็นของตกแต่งบ้านที่โชว์ความเก๋ไก๋ให้กับห้องของเราได้อีกด้วย
ตกแต่งบ้านด้วยกีตาร์ตัวโปรด
จะว่าไปแล้ว ฟอร์มของกีตาร์ที่วางเก็บอยู่บนขาตั้งนั้นสามารถใช้เป็นของตกแต่งบ้านได้ในตัวอยู่แล้ว แต่เรายังสามารถใส่สไตล์เพิ่มความเท่ขึ้นไปอีก เพื่อชูให้กีตาร์ตัวโปรดเป็นดั่งงานศิลปะที่เต็มไปด้วยเรื่องราวแห่งความทรงจำ โดยทำง่ายๆ เพียงจัดใส่กรอบไม้เปลือยขนาดใหญ่ แล้วติดตะขอแขวนกีตาร์ให้อยู่กึ่งกลางแฟรมเท่านั้น งานนี้นอกจากได้ผลงานอาร์ตที่ไม่เหมือนใครแล้ว หากวันไหนนึกอยากหยิบกีตาร์มาเล่นเพื่อผ่อนคลายก็ยังทำได้เหมือนเดิม
โหลแก้วและแสงเทียน ของตกแต่งบ้านสุดโรแมนติก
ปิดท้ายของแต่งบ้านที่หาได้ใน Kaidee เราขอยกให้กับ “โหลแก้ว” ที่จะว่าเป็นของธรรมดาก็ธรรมดา จะว่าไม่ธรรมดาก็ไม่ธรรมดา เพราะเราสามารถนำมาดัดแปลงเพื่อเป็นของตกแต่งบ้านที่แสนโรแมนติกได้ทันทีเมื่อผนวกกับเทียนหอม ซึ่งสามารถทำได้ทั้งจุดเทียนให้ไฟวิบวับสร้างบรรยากาศทผ่อนคลาย หรือจะวางไว้เฉยๆ ร่วมกับของจุกจิกอย่างเปลือกหอย ลูกสน หรือคริสตัล เพื่อเป็นพร๊อพประดับมุมต่างๆ ของห้องก็ย่อมได้
สรุปท้ายบทความ
เป็นอย่างไรกันบ้างกับของ 9 สิ่งจากเว็บไซต์ Kaidee ที่เราหยิบมาให้ชม คงพอเป็นน้ำจิ้มให้เพื่อนๆ ปิ๊งไอเดียลองนำไปตกแต่งบ้านหรือตกแต่งห้องของตัวเองกันดู แต่หากใครยังไม่จุใจ สามารถหาแรงบันดาลใจกันต่อได้ใน Pinterest และอย่าลืมแวะกลับมาช้อปของแต่งบ้านกับ Kaidee ด้วยล่ะ เราเปิดรอตลอด 24 ชั่วโมงเลย