รวมทริคจัดห้องนอน ตกแต่งง่าย ตามใจคุณ

รวมทริคจัดห้องนอน ตกแต่งง่าย ตามใจคุณ

เวลาเหนื่อยมากๆ คงไม่มีที่ไหนจะช่วยเยียวยาและชาร์จพลังให้กับได้ดีไปกว่าการนอนหลับอีกแล้ว และจะดีแค่ไหน หากได้นอนในห้องนอนที่เราชอบ ซึ่งห้องนอนที่แต่ละคนชอบก็แตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน เราจะขอไม่พูดถึงเรื่องของแนวการจัดห้องของแต่ละคน แต่บทความนี้จะขอเอาทริคเล็กๆ เคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับการจัดห้องนอนมาฝากทุกคน รับรองเลยว่า มีประโยชน์สำหรับมนุษย์ผู้รักการนอนอย่างเราๆแน่นอน

ทริคดีๆมีไว้จัดห้องนอนของคุณ ใครๆได้เห็นเป็นต้องอยากขอนอนด้วย

ห้อสวย ก็เป็นหน้าเป็นตาเจ้าของห้อง ยิ่งถ้ามีคนชื่นชมว่าห้องดี น่าอยู่ ใครๆก็ต้องปลื้มอกลื้มใจเป็นธรรมดา แบบนี้ถ้าหากเราจัดห้องได้ตามความต้องการของเรา รับรองได้ว่าเราจะมีพื้นที่ดีๆไว้พักผ่อน ไม่ต้องเสียพลังงานเพื่อไปเที่ยว หรือออกเดินทางเพื่อไปเติมพลังในวันหยุดสุดสัปดาห์อีกด้วย ลองมาดูทริคการจัดห้องดีๆกัน

ใช้ไฟวอร์มไลท์ หรือสีโทนอุ่น

ไฟวอร์มไลท์หรือไฟสีโทนอุ่นๆ นอกจากจะทำให้ห้องเราดูอบอุ่น บรรยากาศฟีลกู้ดแล้ว ยังช่วยในเรื่องของการถนอมสายตา อ่อนโดยต่อสายตาด้วย บรรยากาศมัวๆ สลัวๆ ทำให้การนอนหลับของเราดีขึ้นมากด้วย เมื่อเทียบกับไฟสีขาว หรือสีโทนร้อน

ใช้ม่านสองชั้น หรือม่านทึบกันแสง

เวลาที่เรานอน เราก็มักอยากนอนหลับสนิท โดยไม่มีอะไรมารบกวน การเลือกม่านจึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะถ้าเราใช้ม่านแบบบางๆที่แสงสว่างสามารถส่องผ่านได้ จะทำให้แสงพวกนี้แหละมารบกวนการนอนของเรา ทำให้เรานอนหลับไม่สนิท หรือตื่ก่อนความจำเป็น หากเราอยากนอนหลับสนิท ไม่มีอะไรมากวนใจ แนะนำว่าให้ใช้ม่านสีมึบในห้องนอน ช่วยป้องกันแสงแดดหรือรังสียูวี แต่ถ้าหากใครกังวลว่า ม่านทึบจะทำให้ห้องมืด แนะนำให้ใช้ม่านสองชั้น เพื่อกรองแสงเข้าห้องเมื่อเราไม่ต้องการให้ห้องมืดเกินไป 

เพิ่มลูกเล่นห้องนอนด้วยการเพิ่มกลิ่น

เวลาที่เราไปนอนพักที่โรงแรม หรือรีสอร์ทที่มีการบริการดีๆ เรามักจะได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของน้ำหอม หรือแม้แต่ควันเทียนกลิ่นต่างๆ เพื่อทำใ้ห้เรารู้สึกผ่อนคลาย และเพลิดเพลินไปกับในที่ที่มีกลิ่นหอมสะอาด  การนำต้นไม้ ดอกไม้ หรือเทียนหอมมาแต่งห้อง จะช่วยให้เราผ่อนคลายความเมื่อยล้า ตื่นมาพร้อมความสดชื่น แถมทำให้ห้องเราหอมขึ้นด้วยนะ

ดูแลความสะอาด ไม่ได้รก เปลี่ยนเครื่องนอนที่ชอบ

คงไม่มีใครอยากอยู่ในที่ไม่สะอาด รก สกปรก โดยเฉพาะ ห้องนอนของเรา เพราะฉะนั้น การให้ความใส่ใจกับความสะอาดของห้องและเครื่องนอนของเราจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะที่นอนคือจุดที่สำคัญที่สุดของห้องนอนและการนอน ถ้าหากของใช้เหล่านี้ไม่ถูกสุขลักษณะ จะรบกวนการนอนของเราเป็นอย่างมาก เราจึงจำเป็นที่จะต้องใส่ใจรายละเอียดเป็นอย่างมาก ทั้งรูปแบบ ดีไซน์ เนื้อผ้า หมอนที่นอนแล้วสบาย ของที่เราใช้แล้วชอบ จะช่วยให้เรามีความสุขเมื่อได้อยู่กับสิ่งนั้น

หารูปภาพ หรือของตกแต่งห้องที่เราชอบ

ถ้าเราได้ใช้เวลาอยู่กับสิ่งที่เราชอบ การใช้ชีวิตของเราก็จะมีความสุขมากขึ้น ดังนั้น การจัดห้องนอนให้เป็นสถานที่ที่เราชอบ เป็นพื้นที่ที่เราสามารถเสพความสุขได้ จึงเป็นเรื่องที่ควรทำ เชื่อว่าหลายคนคงมีแบบห้องที่ชอบอยู่ในใจ ลองหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติม อาจจะมาจากห้องที่เคยเห็นแล้วชอบ แล้วเอาไอเดียที่ได้เห็นแล้วชอบมาเนรมิตห้องนอนของเรา หารูปภาพสวยๆ ของตกแต่งที่เราชอบ โต๊ะ เตียง โคมไฟ หรือหามุมในห้องแล้วทำเป็นพื้นที่ส่วนตัว แค่นี้ห้องในฝันก็ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

คุมโทนสีของห้อง ทั้งของใช้และผนังห้อง

ห้องจะสวย ถ้าเราเลือกใช้สีสะอาดตา และเป็นไปในแนวเดียวกัน หากคุณเป็นคนที่หลงรักการไปคาเฟ่ หรือเป็นคนไม่ชอบสีสันากมาย การคุมโทนสีห้องเป็นเรื่องที่จะช่วยให้ห้องนอนของคุณดูมีระดับ มีสไตล์ในการใช้ชีวิต วิธีการง่ายๆเพียงค่การเลือกโทนสีให้ผนังห้องเป็นโทนสบายๆตา เช่น สีขาว สีครีม หรือสีทึบๆ แล้วพยายามจับข้างของเครื่องใช้ ให้เป็นในแนวเดียวกัน โทนสีใกล้เคียงกัน และไม่พยายามให้ไม่เกิน 3 สี จะทำให้ห้องของเราดูสวย แพง มีระดับมากๆเลยล่ะ

พยายามอย่าเอาเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ในห้อง

หากคุณเป็นคนนอนหลับยาก หรือมีปัญหาในการนอนหลับ การหลีกเลี่ยงไม่นำเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ไว้ในห้องเป็นเรื่องที่ควรทำอย่างมาก ที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือ มีเสียงรบกวนจากเสียงปลุก แสียงแจ้งเตือน และอีกหนึ่งภัยเงียบคือ เหล่าเครื่องมืออิเลกทรอนิกส์ทั้งหลาย เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ หรือคอมพิวเตอร์ มีคลื่นรังสีที่ส่งมารบกวนสมองของเรา และรบกวนการนอนของเราได้เป็นอย่างมาก ทำให้ประสิทธิภาพการนอนหลับของเราทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น หากหลีกเลี่ยงนำเครื่องมือเหล่านี้เข้าห้องนอนได้ เราจึงควรทำ 

หาแรงบันดาลในใจการแต่งห้องเพิ่มเติม

ปัจจุบันสื่อโซเชียลมีเดีย ช่วยให้เราหาแรงบันดาลใจในการทำสิ่งต่างๆได้อย่างมากมาย รวมถึงการจัดห้องด้วย มีหลายที่ที่จะช่วยให้เรามองภาพได้อย่างชัดเจน เช่น Pinterest, Instragram และเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับเรื่องบ้าน การแต่งบ้านง่ายๆมีอยู่มากมาย คอยให้บริการคุณ เพียงแค่กดค้นหาแบบห้องที่สนใจ บทความทั้งหมดจะขึ้นมาให้เลือกมากมาย

ถ้าการตกแต่งห้องเป็นเรื่องยาก ซื้อบ้านใหม่ ห้องถูกใจ ที่ Kaidee Property

ถ้าหากห้องหรือบ้านของเรามีอายุมากจนไม่สามารถจะแต่งห้องได้แล้ว ถ้ารีโนเวทอาจจะต้องเสียเงินที่เยอะมาก ไม่ได้แบบที่ถูกใจ แถมยังทำได้แค่ห้องเดียว มันก็ไม่คุ้มค่าที่เราจะเสียเงินไป แบบนี้เราเอาเงินไปซื้อบ้านที่ถูกใจ ห้องที่ตกแต่งง่าย แถมราคาไม่แพงได้ที่ kaidee property บ้านดี ห้องสวย มีให้เลือกเยอะเลยนะ

ห้องนอน ไม่ใช่แค่เอาไว้นอน แต่เป็นสถานที่แห่งการปลดปล่อยจิตวิญญาณของคุณ

หากเราจัดห้องนอนให้ถูกสุขลักษณะ จัดให้เป็นระเบียบ ออกแบบตกแต่งให้ถูกใจเจ้าของห้อง คุณจะรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงหลังจากที่ห้องเสร็จแล้ว ห้องนอนของคุณจะกลายเป็นสถานที่ที่คุณอยากคลุกตัวอยู่ในห้องนอน แค่ได้นอนพักอยู่ในห้องก็เป็นการเติมพลังให้คุณสำหรับเช้าวันใหม่ ยิ่งถ้าวันไหนที่คุณรู้สึกเหนื่อยล้ามากๆ ห้องนอนจะช่วยเยียวยาคุณจากความอ่อนล้า และทำให้คุณกล้าทำอะไรที่ไม่เคยทำในพื้นที่ส่วนตัวที่ถูกใจของคุณ

รวมทริคแต่งห้องรับปีใหม่ สุขกายสบายใจ พร้อมรับสิ่งดี ๆ

รวมทริคแต่งห้องรับปีใหม่ สุขกายสบายใจ พร้อมรับสิ่งดี ๆ

เทศกาลปีใหม่นี้ เชื่อว่าคงมีเพื่อน ๆ หลายคน ที่ไม่ได้ออกไปสังสรรค์หรือเที่ยวที่ไหนไกล วันนี้เราเลยอยากชวนเพื่อน ๆ มาแต่งห้องต้อนรับเทศกาลปีใหม่กันสักหน่อย เพราะนอกจากจะเป็นการทำความสะอาด ปรับมุมต่าง ๆ ของห้องให้เหมือนใหม่ ดูเป็นระเบียบมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการเตรียมพร้อมรับพลังงานดี ๆ ในช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย

เตรียมตัวแต่งห้องรับปีใหม่ ด้วย 8 ขั้นตอนง่าย ๆ

แต่งห้องใหม่แต่ละครั้ง จะว่าง่ายก็ไม่ง่าย แต่จะว่ายากก็ไม่ยาก ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดีก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะทำให้การแต่งห้องของคุณดูง่ายและได้ห้องในฝันเร็วมากขึ้น แต่ถ้ายังรู้สึกไม่มั่นใจ เรามีขั้นตอนง่าย ๆ มาฝาก ทำตามได้แน่นอน

1. ประเมินการใช้งานห้องที่ต้องการตกแต่ง

ขั้นแรกคือ ตั้งคำถามง่าย ๆ ยกตัวอย่างเช่น ห้องนี้เป็นห้องแบบไหน ใครใช้ห้องนี้บ้าง ใช้เวลาที่ห้องนี้นานเท่าไหร่ อยากให้เป็นพื้นที่ส่วนตัวของตัวเองหรือไม่ เป็นต้น 

ที่ต้องตั้งคำถามก่อน เพราะการตกแต่งแต่ละห้องภายในบ้านนั้นล้วนมีความแตกต่างกัน ซึ่งคำตอบที่ได้จากคำถามเหล่านี้จะช่วยคุณกำหนดแนวทางการตกแต่งได้ตรงความต้องการมากที่สุด รวมไปถึงการตั้งงบประมาณ และการตัดสินใจซื้อเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งด้วย

2. คิดเพิ่มอีกนิดว่า “คุณต้องการห้องแบบไหน”

เพื่อให้สิ่งที่คิดเป็นจริงมากที่สุด อย่าลืมถามตัวเองเพิ่มอีกสักนิดว่าคุณต้องการห้องแบบไหน และใช้ห้องนั้นไว้ทำอะไร ทั้งนี้ก็เพื่อกำหนดเฟอร์นิเจอร์ที่ต้องมีในห้องให้ครอบคลุมกับความต้องการ ตัดสิ่งของที่ไม่จำเป็นออก เพื่อจะไม่ต้องหาซื้อเพิ่มเติมในภายหลัง

3. คำนึงถึงไลฟ์สไตล์ตัวเองเป็นหลัก

อีกส่วนประกอบสำคัญของการตกแต่งห้องก็คือ การใส่สไตล์ของตัวเองลงไปในนั้นด้วย แต่ถ้าคิดไม่ออกว่าสไตล์ของตัวเองเป็นอย่างไร อาจจะลองเปิด Pinterest, Instagram, หรือ Blog ต่าง ๆ ดูด้วยก็ได้ เผื่อจะได้แรงบันดาลใจ หรือไอเดียใหม่ ๆ เพิ่มเติม

เมื่อได้ไอเดียที่ต้องการแล้ว ให้จดบันทึก หรือเซฟไอเดียเหล่านั้นไว้ จากนั้นให้ลองประมวลผลว่ามีอะไรที่ต้องแก้ไขปรับเปลี่ยนหรือไม่ ตัวอย่างเช่น คุณชอบสไตล์มินิมอล ต้องการห้องสีขาวเรียบๆ แต่คุณมีเจ้าตัวเล็กวัยกำลังซนอยู่ในบ้าน คุณอาจจะต้องคำนึงถึงเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับพวกเขาด้วย เป็นต้น 

4. เริ่มวาง Layout ให้ห้อง

ขั้นตอนนี้จะว่าไม่สำคัญก็ไม่ได้ เพราะการวางโครงร่างที่เหมาะสมจะช่วยให้คุณตกแต่งห้องได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น คุณมีห้องนอนขนาดใหญ่ มีพื้นที่นั่งเล่นค่อนข้างกว้าง แต่มีผนังเพียงด้านเดียว ดังนั้นคุณอาจจะต้องใช้ประโยชน์จากพื้นที่บริเวณผนังและลงทุนกับโคมไฟมากขึ้น เป็นต้น

paid

5. ประเมินค่าใช้จ่ายที่ต้องเสีย

ได้โครงร่างแล้ว เราไปต่อกันในส่วนของค่าใช้จ่ายเลยดีกว่า คุณอาจกำหนดงบประมาณในใจไว้ก็ได้ จากนั้นเริ่มเข้าเว็บไซด์ หรือแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อซื้อของที่คุณต้องการได้เลย บวกลบคูณหารตามใจชอบ หรือจะซื้อจาก Ikea, หรือห้างสรรพสินค้าไปเลยก็ได้ จะได้เห็นสินค้าจริงด้วย 

6. ซื้อและจัดวางเฟอร์นิเจอร์

ได้ Layout ห้องแล้วใช่ไหม ? มาเริ่มซื้อและจัดวางเฟอร์นิเจอร์กันดีกว่า โดยเริ่มจากจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ก่อน ยกตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่นอาจจะเป็นโซฟา หรือโต๊ะวางทีวี ห้องนอนอาจจะเป็นเป็นเตียง หรือเก้าอี้นั่งเล่น แต่ถ้าทำแล้วไม่ถูกใจก็สามาถเปลี่ยนการจัดวางหรือขยับได้ตามใจชอบ แต่ถ้ายังรู้สึกว่ายังไม่แฮปปี้จะซื้อใหม่เพิ่มเติมก็ได้ทั้งนั้น

7. แต่งเติมสิ่งของเล็กๆ เข้าไป

วางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ ๆ เรียบร้อยแล้ว อย่าลืมใส่ของตกแต่งเพิ่มเติมด้วยสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ เพื่อให้ห้องของคุณน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น แจกันดอกไม้ กรอบรูปน่ารัก ๆ พรมโทนสีสบายตา ถ้าพอเห็นภาพแล้ว เริ่มเลย !

8. Check Check แล้วก็ Check

จัดวางเสร็จแล้ว ขั้นตอนท้ายสุดจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากตรวจสอบความเรียบร้อย และทำความสะอาด สำคัญที่สุดคือ จงยึดมั่นในสไตล์และความต้องการของตัวเอง เพราะคุณคือคนที่ใช้งานห้องนี้จริง ๆ อย่าคิดมาก อยากแต่งห้องแบบไหน ลุยเลย !!

แต่งห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย เงินเข้ารัว ๆ ชีวิตก้าวหน้า

Bedroom

เพิ่มความศิริมงคลกันอีกสักนิดด้วยทริคเล็กๆ ในการตกแต่งห้องนอนตามหลักฮวงจุ้ย ก็ห้องนอนคือพื้นที่ที่เราใช้เวลาเป็นประจำวันทุกวัน เราจึงไม่ควรละเลยที่จะใส่ใจห้องๆ นี้ 

หัวเตียงช่วยดึงดูดพลังงานบวกได้

ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว เมื่อเรานอนหลับ หัวเตียงจะเปรียบเสมือนกับที่พิงหลังของเก้าอี้ ดังนั้นการมีหัวเตียงที่ดี ที่สามารถ Support ศรีษะหรือร่างกายของเราได้ ก็จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับได้นั่งเก้าอี้นุ่ม ๆ นั่นเอง

สีเอิร์ธโทนช่วยได้

ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว สีเอิร์ธโทนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สีน้ำตาลเหลืองอ่อน หรือสีเบจ จะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัว อีกทั้งสีโทนนี้จะให้ความรู้สึกที่ดูอบอุ่นอีกด้วย

อย่าปล่อยให้เตียง และพื้นที่รอบ ๆ ไม่สบายตา

เพื่อไม่ให้ห้องนอนดูอึดอัดจนเกินไป อย่าลืมที่จะรักษาความสะอาดของห้องนอนอย่างสม่ำเสมอ ที่สำคัญอย่าปล่อยให้บริเวณห้องนอนของคุณเต็มไปด้วยสิ่งของที่ไม่เกี่ยวกับการนอน เพราะนอกจากจะรบกวนสมาธิแล้ว ยังทำให้ห้องนอนดูรก ไม่น่านอนอีกด้วย

แต่งเติมห้องด้วยรูปธรรมชาติ

เพราะภาพเกี่ยวกับธรรมชาติช่วยสร้างความผ่อนคลายได้ดี ภาพที่ใช้ตกแต่งจึงควรเป็นภาพวิวธรรมชาติที่มีสีเขียว สำหรับภาพที่ไม่ควรใช้ ได้แก่ ภาพน้ำทะเลหรือทะเลสาป เพราะจะทำให้อับจน การเงินขัดสนได้

ควรมีพื้นที่โล่งๆ ใต้เตียง

เพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้ดี เตียงนอนควรจะมีความสูงจากพื้นที่พอเหมาะพอดีพอ และไม่ควรจะมีของอยู่ใต้เตียง เพราะจะทำให้พลังงานไหลเวียนได้ไม่ดี เวลาที่คุณนอนหลับ

รักษาระยะห่างระหว่างประตูกับเตียงนอนให้มากที่สุด

การวางเตียงนอน ควรวางไว้มุมห้องตรงข้ามกับประตู หรือไม่ให้อยู่ในแนวเดียวกับประตูห้องนั้นเอง และควรวางให้ห่างที่สุด เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว หากเตียงนอนอยู่ใกล้กับประตู อาจจะทำให้การพักผ่อนถูกรบกวนจากเสียงภายนอกได้

room decorate1

เก็บเครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็คทรอนิกส์ต่างๆ ให้ห่างจากเตียง

ตามหลักแล้วเราไม่ควรวางโต๊ะทีวี หรือโต๊ะทำงานไว้ในห้องนอน เพราะห้องนอนนั้นคือสถานที่พักผ่อน จึงไม่ควรมีอุปกรณ์ที่ไม่จำเป็นอื่นๆ แต่ถ้าเราอยู่ในหอพักหรือคอนโดที่มีพื้นที่จำกัด แนะนำให้ใช้ผ้าคลุมทีวี หรือคอมพิวเตอร์ในห้องเมื่อไม่ได้ใช้งาน

พื้นที่รอบเตียงควรมีทางเดินสะดวก

การจัดห้องนอนให้มีพื้นที่โล่งๆ รอบเตียงสำหรับเดินนั้น เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเสียทีเดียว นอกจากจะช่วยให้เดินได้สบายแล้ว ยังสวยงามและดูเป็นสัดส่วนอีกด้วย อีกทั้งยังช่วยให้พลังชี่ไหลเวียนได้อย่างสะดวก

ข้อควรจำ

หลีกเลี่ยงการวางกระจกโดยหันหน้าไปทางเตียง

ไม่ควรวางกระจกให้หันหน้าไปที่เตียง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ติดมุมที่ไม่หันหน้าและสะท้อนไปที่เตียงโดยตรง อาจจะมีการเบี่ยงมุม หรือติดในมุมอื่น ๆ แทน เพราะตามหลักฮวงจุ้ยแล้วการวางกระจกให้หันหน้าไปที่เตียง ส่งผลให้พลังงานฟื้นฟูไม่เต็มที่ และรบกวนการพักผ่อน

หลีกเลี่ยงการวางเตียงไว้ใต้แสงจากหลอดไฟโดยตรง

เพราะแสงไฟจะสร้างความรู้สึกกดดันและจะรบกวนการนอนหลับ ถ้าไม่สามารถย้ายเตียงหรือแก้ไขปัญหานี้ได้ อาจจะคลุมหลอดไฟด้วยผ้าบางๆ เพื่อกรองแสงด้วยก็ได้

หลีกเลี่ยงการวางเตียงไว้ชิดมุมห้อง

ไม่ควรวางเตียงไว้ชิดมุมห้อง เพราะการกระทำดังกล่าวจะทำให้พลังงานไม่ไหลเวียน ส่งผลต่อความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ เนื่องจากเวลานอน ต้องมีใครคนใดคนนึงต้องนอนชิดกำแพง ซึ่งจะสร้างความรู้สึกอึดอัดเหมือนติดกับดักในความสัมพันธ์ ทำให้ชีวิตคู่ไม่มีความสุขได้

ไม่ควรวางต้นไม้ในห้องนอน

เนื่องจากต้นไม้มีพลังหยางค่อนข้างสูง อาจทำให้พลังงานของเราไม่หยุดนิ่ง ส่งผลให้การนอนหลับไม่เต็มที่ ดังนั้นให้วางไว้นอกห้องหรือวางให้พ้นสายตาจะดีกว่า

สรุปท้ายบทความ

ปีใหม่ทั้งที ลองลุกขึ้นมาจัดห้องดูสักนิดก็ไม่เสียหาย หรือจะชวนสมาชิกในครอบครัวช่วยจัดบ้านไปด้วยกันก็น่ารักไปอีกแบบ มาเริ่มต้นสิ่งใหม่ พร้อมเปิดรับสิ่งดี ๆ ที่จะมาถึงในปีใหม่กันดีกว่า ทางเราหวังว่าเพื่อน ๆ ทุกคนจะมีความสุขกายสบายใจ พร้อมรับปีใหม่กันนะ

ด้วยรัก จาก Kaidee

5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

5 โฮมออฟฟิศดีไซน์ เพิ่มไอเดียในการทำงาน

Home-office

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าปี 2020 ที่ผ่านมา เราประสบกับสิ่งเลวร้ายมามากมาย ถึงแม้ว่าจะเป็นปีที่เหน็ดเหนื่อย แต่เราก็ได้เรียนรู้ และได้สร้าง New Routine ให้กับตัวเอง นอกจากนิสัยการสร้างสุขอนามัยที่ดี อย่างการสวมใส่หน้ากากอนามัย และการหมั่นล้างมือเป็นประจำ อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมาซึ่งที่ไม่ว่าเพื่อนๆ จะอยู่ที่ใดในโลกต่างก็ประสบปัญหาเดียวกัน นั่นคือการกักตัวอยู่บ้านเพื่อลดความเสี่ยงของการติดโรคโควิด 19 หรือที่เราเรียกกันสั้นๆว่าการ “ควอรันธีน” (Quarantine) นั่นเอง ซึ่งนอกจากจะทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่บ้านเป็นเดือนๆแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันเราในหลายๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือลักษณะการทำงาน เพราะหลายๆคนต้องทำงานที่บ้านแทนการทำงานที่ออฟฟิศ ทำให้เทรนด์การสร้างบ้านแบบโฮมออฟฟิศนั้นเป็นที่นิยมอย่างมากในปีที่ผ่านมา 

วันนี้ Kaidee ได้รวบรวม 5 โฮมออฟฟิศไอเดีย ที่จะช่วยเนรมิตบ้านเพื่อนๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ทำงาน แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ทิ้งบรรยากาศ “โฮม” ซึ่งเป็นหัวใจของบ้านแบบโฮมออฟฟิศ ทั้งนี้เพื่อให้เพื่อนๆ รู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลายไปบรรยากาศบ้าน แถมยังมีประสิทธิภาพการทำงานมากขึ้นด้วยสภาพแวดล้อมแบบออฟฟิศ รับรองว่าทั้ง 5 โฮมออฟฟิศดีไซน์นี้จะช่วยบูสต์ความคิดสร้างสรรค์ให้เพื่อนๆ กับเพื่อนร่วมงานได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยค่ะ

เรามาเริ่มกันจากข้อดีของบ้านแบบโฮมออฟฟิศกันก่อนเลยดีกว่าค่ะ 

ข้อดีของบ้านโฮมออฟฟิศ

ข้อดีของ home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Sitchu 

หนึ่งในข้อดีที่เด่นที่สุดของการสร้างบ้านลักษณะโฮมออฟฟิศนั่นคือ พื้นที่ใช้สอยในบ้านที่มีการแบ่งพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน แตกต่างจากบ้านแบบทาวน์โฮมโดยสิ้นเชิง โฮมออฟฟิศโดยทั่วไปนั้นแบ่งสัดส่วนเป็น 2 พื้นที่ใหญ่ๆ คือ พื้นที่ทำงาน และพื้นที่พักอาศัย ดังนั้นบรรยากาศการทำงานในโฮมออฟฟิศก็จะค่อนข้างผ่อนคลาย และเป็นกันเองมากกว่าการทำงานในออฟฟิศปกติทั่วไป รวมไปถึงการแต่งตัว และ Culture ในการทำงานก็จะยืดหยุ่นมากขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นการซื้อโฮมออฟฟิศ หรือการแต่งบ้านโดยแยกพื้นที่พักอาศัยกับพื้นที่ทำงานออกจากกันจึงเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่นักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีไลฟ์สไตล์การทำงานที่ไม่สามารถระบุเวลาการทำงานที่ชัดเจนได้ บ้านลักษณะนี้เองยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัท start-up ที่เน้นความยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการทำงานมากกว่าความเป็นทางการในสถานที่ทำงาน

1. โฮมออฟฟิศ สไตล์มินิมอล (Minimal Home-Office) 

minimal Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Home-Design     

ถ้าเพื่อนๆ จะเลือกตกแต่งห้องสักห้องในบ้านด้วยสไตล์มินิมอล ห้องนั้นควรเป็นห้องทำงานหรือไม่ก็ห้องนอน ในช่วงหลายๆปีที่ผ่านมา เทรนด์การตกแต่งบ้านแบบมินิมอลเป็นที่นิยมอย่างมาก เพราะแนวมินิมอลนั้นนอกจากจะทำให้บ้านเพื่อนๆ ดูโมเดิร์นแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากต่อจิตใจผู้อาศัยอีกด้วย เพราะการที่ห้องมีความเป็นระเบียบด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น จะสามารถช่วยลดความตึงเครียด ความโปร่งโล่งและสีที่สว่างของห้องจะช่วยลดอาการซึมเศร้า การตกแต่งที่เรียบง่ายจะทำให้เพื่อนๆ รู้สึกใจเย็น เป็นต้น

ดีไซน์โฮมออฟฟิศแบบมินิมอล จะเน้นการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นแทนการวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กหลายๆชิ้น ทั้งนี้เพื่อให้ห้องไม่ดูรก และเพิ่มมิติให้ห้องดูพื้นที่มากขึ้น ส่วนในเรื่องของสีวอลล์เปเปอร์นั้นจะเน้นสีสว่าง เช่น สีขาว สีครีม หรือสีไม้อ่อนๆ เพราะสีเหล่านี้จะช่วยทำให้ห้องดูโอ่โถง ถ้าใครคิดว่าห้องแบบมินิมอลนั้นดูโล่งเกินไป เพื่อนๆ สามารถตกแต่งห้องด้วยต้นไม้เล็กๆตามมุมห้อง หรือใช้กรอบรูปสีโมโนโทนที่เข้ากับสีหลักของห้อง เพิ่มเติมได้ตามใจชอบได้เลยค่ะ

2. โฮมออฟฟิศ สไตล์ลอฟท์ (Loft Home-office)

loft Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Behance.net

ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสนุกกับการทำงานในห้องโล่งๆ สำหรับคนบางคนแล้วการได้ทำงานในห้องที่เต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายนั้น นำมาซึ่งไอเดียได้ดีกว่าการทำงานในห้องโปร่งโล่งซะอีก โฮมออฟฟิศดีไซน์ลอฟท์ (loft) หรือ อินดัสเทรียล ลอฟท์ (Industrial Loft) เป็นอีกหนึ่งดีไซน์ที่ได้รับความนิยมมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ สไตล์ลอฟท์เป็นการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างดีไซน์โมเดิร์น และอินดัสเทรียลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ทำให้ผลลัพธ์ออกมาดูคูล บ่งบอกถึงตัวตนของผู้อาศัยที่ชัดเจน แถมยังคงความทันสมัย ถูกใจคนยุคใหม่นั้นเอง

หัวใจหลักของดีไซน์ลอฟท์ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนแบบลอฟท์ หรือโฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์นั้น ได้แก่ ผนังปูนเปลือย และการโชว์การเดินท่อสายไฟบนเพดานค่ะ  นอกจากดีไซน์ที่ดูเท่แล้ว การตกแต่งแบบลอฟท์ยังให้ประโยชน์เรื่องพื้นที่การใช้สอยอีกด้วย เนื่องจากดีไซน์นั้นจะมีเพดานสูง และมีผนังด้านใดด้านหนึ่งที่เปิดรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ สิ่งเหล่านั้นเองจะช่วยสร้างมิติให้ห้องดูใหญ่ขึ้น 

เพื่อนๆสามารถเพิ่มความคูล แบบอินดัสเทรียลเข้าไปอีกด้วยการปูพื้นไม้ กับการใช้เฟอร์นิเจอร์โทนสีเข้มอย่างสีดำ หรือสีเทา เท่านี้ก็จะได้โฮมออฟฟิศที่ดูกว้างขวาง แถมยังเท่ไม่ซ้ำใคร

โฮมออฟฟิศสไตล์ลอฟท์เหมาะอย่างยิ่งสำหรับออฟฟิศที่เน้นการใช้ความคิดสร้างสรรค์ รับรองได้เลยว่าเพื่อนๆ กับทีมจะได้ไอเดียใหม่ๆไม่ขาดสายแน่นอน

3. โฮมออฟฟิศ สไตล์คัลเลอร์ฟูล (Colorful Home-Office)

colorful Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก  Allmodern

ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท ประเภทแรกคือพวกที่เชื่อว่าการทำงานในที่โล่ง สะอาดๆจะช่วยสร้างสมาธิให้คิดงานออกมาได้ไว เนื่องจากไม่มีสิ่งรอบข้างคอยรบกวน ในขณะเดียวกันก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสีสันสามารถช่วยทำให้เกิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อนๆเชื่อหรือไม่ว่ามีผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์มากมายที่ยืนยันว่า สีมีส่วนช่วยเรื่องประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานออฟฟิศ เช่น สีเขียวจะช่วยให้ผ่อนคลาย สีเหลืองช่วยให้เราแอคทีฟ สีขาวช่วยเรื่องความคิดที่ละเอียดอ่อน และสีม่วงช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ 

แต่ถ้าหากตกแต่งห้องด้วยการทาสีไปบนผนังห้องโดยตรง อาจจะทำให้ห้องทำงานของเพื่อนๆ ดูไม่แพง เสมือนห้องสำหรับเด็กเล็ก และที่สำคัญยังลดความน่าเชื่อถืออีกด้วย ดังนั้นควรจะเลือกสีห้องเรียบๆอย่างสีขาว หรือสีครีม และแนะนำให้เพื่อนๆ เล่นสีสันที่ตัวเฟอร์นิเจอร์ และของตกแต่งห้องทำงานของเพื่อนๆ แทน เช่น กรอบรูป แจกันดอกไม้ โคมไฟ เป็นต้น 

เพื่อนๆ ยังสามารถเติมสีเขียวให้ห้องได้ง่ายๆ โดยการวางต้นไม้ ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ตามมุมห้อง หรือตามขอบหน้าต่าง หรือแม้กระทั่งบนโต๊ะทำงาน เพื่อเพิ่มสีเขียวได้ง่ายๆเลยค่ะ 

4. โฮมออฟฟิศ แบบโมเดิร์น (Modern Home-Office)

Modern Home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Wallpaper

ถ้าเพื่อนๆ อ่านมาถึงตรงนี้ เพื่อนๆ คงมีไอเดียโฮมออฟฟิศมากมายในหัวแล้วใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งด้วยสีสันเอย สไตล์คูลๆแบบลอฟท์เอย หรือรักษาความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์แบบไหน สุดท้ายแล้วโฮมออฟฟิศของเพื่อนๆ ควรให้ความสะดวกสบายกับพนักงาน และสามารถใช้งานได้จริง 

โมเดิร์นเป็นอีกดีไซน์ที่ยังคงความเรียบง่ายแบบมินิมอล แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกที่ทันสมัยแบบโมเดิร์น ด้วยใช้เฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรขาคณิต และรักษาธีมของสีห้องเป็นหลักนั้นเอง 

อีกหนึ่งเหตุผลที่แนวโมเดิร์นได้รับความนิยมอย่างมากนั้น เป็นเพราะว่าการตกแต่งสไตล์นี้เน้นการใช้งานได้จริงเป็นหลัก ตามหลักการ “Form Follows Function”  โดยการออกแบบตัวห้องให้สะดวกสบายต่อผู้ใช้งาน และเน้นการจัดวางเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งเพียงน้อยชิ้น เพียงพอแค่การใช้งานค่ะ ถึงแม้ว่าสไตล์โมเดิร์นจะดูนิ่ง และไม่มีความยูนิคเท่าไรนัก แต่สไตล์นี้ก็มีความเป็นอมตะ ซึ่งไม่ว่าเวลาจะผ่านไปแค่ไหนก็ไม่ตกเทรนแน่นอน 

5. โฮมออฟฟิศ แบบญี่ปุ่นร่วมสมัย (Contemporary Japanese Home-Office)

home-office
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Balance.net

ดีไซน์แบบญี่ปุ่นร่วมสมัยจะเน้นการใช้ไม้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นที่ตัวผนังห้อง พื้น หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งการตกแต่งด้วยไม้นั้น จะให้ความรู้สึกที่เงียบสงบ ผ่อนคลายได้เป็นอย่างดี อีกสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกถึงสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้โด่ดเด่น นั่นก็คือการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ๆแต่น้อยชิ้น รวมถึงการใช้ประตู หน้าต่างบานใหญ่เพื่อต้อนรับแสงธรรมชาติแทนการใช้แสงจากโคมไฟค่ะ 

การตกแต่งสไตล์นี้ จะใช้สีเพียงไม่กี่สีเท่านั้นนะคะ นั้นก็คือ สีไม้ สีน้ำตาล และสีดำ ซึ่งสีเหล่านี้เองล้วนเป็นสีเอิร์ธโทน ซึ่งจะเข้ากันได้ดีกับสีธรรมชาติของไม้ ซึ่งเป็นกุญแจหลักของการตกแต่งห้องสไตล์ญี่ปุ่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัวค่ะ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ สำหรับการตกแต่งห้องสไตล์นี้ เราแนะนำให้เพื่อนๆวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงแค่หนึ่งชิ้นไว้กลางห้อง ทั้งนี้เพื่อสร้างมิติให้ห้องดูโอ่โถงมากขึ้น และมีทางเดินมากขึ้นนั้นเอง

สรุปท้ายบทความ

บรรยากาศในที่ทำงานเป็นปัจจัยหลักๆที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ถ้าพื้นที่ทำงานของเพื่อนๆไม่เอื้ออำนวย ไม่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และในขณะเดียวกันก็ไม่เหมาะสมสำหรับทำงาน สิ่งเหล่านั้นจะทำให้ความมุ่งหมั่นในการทำงานของเพื่อนๆน้อยลง เพื่อนๆจะใช้เวลาทั้งวันไปกับการจ้องหน้าปัดนาฬิกา เพื่อเคาท์ดาวน์เวลาเลิกงาน แทนที่จะทำงานนะคะ ดังนั้นเพื่อความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว เริ่มมองจากจุดเริ่มต้น สิ่งที่เราทำงานด้วยทุกวัน ก็สำคัญนะคะ 

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ มีไอเดียใหม่ๆ ในการตกแต่งโฮมออฟฟิศให้น่าทำงานมากขึ้น ถ้าเพื่อนๆ สนใจอยากครอบครองโฮมออฟฟิศสักหลัง แต่ไม่รู้จะเริ่มศึกษาจากตรงไหน โฮมออฟฟิศแบบไหนที่เหมาะกับการทำงานของเพื่อนๆ เราขอแนะนำให้เริ่มจากที่เว็บ Kaidee ที่เว็บเรามีโฮมออฟฟิศหลากหลายรูปแบบ ให้เลือกมากมาย ทั้งมือหนึ่ง และมือสองเลยค่ะ

‘โคมไฟ’ ไอเทมวิเศษเนรมิตบรรยากาศบ้านแสนสุข

‘โคมไฟ’ ไอเทมวิเศษเนรมิตบรรยากาศบ้านแสนสุข

เชื่อหรือไม่? ในห้อง 2 ห้องที่มีขนาดและการตกแต่งที่เหมือนกัน สามารถสร้างบรรยากาศและให้ความรู้สึกที่ไม่เหมือนกันได้ เพียงแค่เราเปลี่ยนโคมไฟและโทนสีของหลอดไฟเท่านั้น 

และนั่นทำให้ “โคมไฟ” ได้ชื่อว่าเป็นไอเทมวิเศษสำหรับงาน Lighting Design และเป็นของประดับที่ถูกนำมาเสริมความน่าสนใจให้กับมุมของห้องต่างๆ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างความสว่างไสวให้กับโซนนั้นๆ ให้สามารถใช้งานได้ดียิ่งขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้น การส่องสว่างของโคมไฟและการสะท้อนกลับของแสงยังช่วยงานออกแบบตกแต่งของ Interior Designer ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อใดที่เกิดแสงย่อมปรากฏเงาตามมาเสมอ และนั่นทำให้พื้นที่เรียบๆ อย่างผนัง เพดาน มีมิติเชิงสถาปัตยกรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

ในขณะเดียวกันก็ให้อิมแพคทางอารมณ์ ที่สร้างสรรค์ให้บ้านหรือห้องนั้นๆ มี Mood&Tone ไปตามที่ผู้อยู่อาศัยต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความอบอุ่น น่าอยู่ หรือความรู้สึกปลอดโปร่งที่เหมาะกับการทำงาน โดยวันนี้ Kaidee จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับโคมไฟเพื่อการตกแต่งให้มากขึ้น และไปดูกันว่าแต่ละห้องที่เราใช้งานนั้นควรเลือกโคมไฟแบบไหนดี 

โคมไฟตั้งโต๊ะบริเวณหัวเตียง ให้ทั้งแสงสว่าง สร้างบรรยากาศผ่อนคลาย และเป็นของประดับห้องที่สวยงาม

ประเภทของโคมไฟ 

โคมไฟตกแต่งที่ขายอยู่ตามท้องตลาดนั้นมีหลากหลายดีไซน์ โดยเราสามารถแบ่งประเภทได้ตามการติดตั้ง 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ 

โคมไฟแบบติดเพดาน

เป็นโคมไฟที่ใช้งานง่ายและเป็นที่นิยมโดยทั่วไป ส่วนใหญ่มาในรูปแบบดาวน์ไลน์หรือโคมไฟกลมที่เรียกว่า “โคมซาลาเปา” เน้นให้แสงสว่างทั่วถึงเพื่อเวลาใช้งานพื้นที่จะได้สะดวกสบาย อยากหยิบจับอะไรก็คล่องมือ เห็นชัดเจน มากกว่าประดับประดาเพื่อสร้าง Mood ของห้อง   

โคมไฟแบบติดห้อย หรือโคมไฟระย้า

โคมไฟลักษณะนี้ปลายด้านหนึ่งยึดติดกับเพดาน ส่วนตัวโคมไฟจะห้อยลงมาด้านล่าง นิยมใช้กับพื้นที่ที่มีเพดานสูงแบบ Double Volume หรือเหนือโต๊ะรับประทานอาหาร  สำหรับดีไซน์โคมไฟแขวนประเภทนี้มีให้เลือกตั้งแต่สไตล์คลาสิกโชว์ความหรูหราเป็นประกายของเม็ดคริสตัล ไปจนถึงสไตล์โมเดิร์นที่มีฟอร์มง่ายๆ แต่สะดุดตา 

โคมไฟแบบติดผนัง

บางครั้งอาจเรียกว่า “โคมไฟกิ่ง” สามารถติดตั้งเพื่อให้แสงสว่างในบริเวณนั้นๆ แบบตรงๆ เช่น โซนโต๊ะแต่งตัว ระเบียงบ้าน หรือกำแพงภายในรอบบ้าน เป็นต้น หรือจะใช้ตกแต่งเพื่อสร้างอารมณ์ที่แตกต่างก็ได้ ซึ่งหากเป็นการติดตั้งเพื่อวัตถุประสงค์นี้ การส่องสว่างของโคมไฟมักเป็นแบบ Indirect กล่าวคือ ส่องแสงเข้าผนังหรือเพดานแล้วกระจายแสงไปรอบๆ ห้อง ทำให้ได้แสงที่นุ่มนวลกว่าไฟที่ส่องโดยตรง

โคมไฟตั้งโต๊ะ หรือโคมไฟตั้งพื้น

เป็นโคมไฟที่เราคุ้นเคยกันดี โดยเฉพาะบนโต๊ะทำงาน มุมอ่านหนังสือ หรือบริเวณหัวเตียง โคมไฟประเภทนี้มักให้แสงที่นุ่มนวล กระจายแสงในมุมแคบเพื่อให้พอดีกับการที่ใช้งานเท่านั้น และยังนิยมใช้โคมไฟแบบตั้งพื้นเพื่อเสริมบรรยากาศในมุมที่มืดของบ้านสว่างขึ้นได้ด้วย อย่างเช่น พื้นที่ว่างข้างโซฟา เป็นต้น 

โคมไฟแบบติดห้อยช่วยสร้างบรรยากาศที่โอ่โถง เหมาะสำหรับห้องที่มีเพดานสูง
(ขอบคุณภาพจากคอนโด Ramada Plaza Residence Sukhumvit 48)

โคมไฟกับโทนสีของแสง

นอกจากประเภทของโคมไฟที่มีผลต่องานตกแต่งแล้ว สิ่งสำคัญที่เราควรรู้ไปพร้อมกับการเลือกโคมไฟคือหลอดไฟที่เป็นตัวเปลี่ยนอารมณ์และบรรยากาศของห้องแบบคนละทิศละทางได้เลย เราเรียกกันว่า “โทนสีของแสง” ซึ่งมีให้เลือกอยู่ 3 โทนสีหลัก คือ 

หลอดไฟ Warm White

เป็นแสงโทนส้มที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น ผ่อนคลาย เป็นกันเอง และยังให้ความรู้สึกโรแมนติกอีกด้วย ดั่งจะเห็นได้จากบรรดาโรงแรมหรือสถานที่สวยงามมักใช้หลอดไฟชนิดนี้ประดับตกแต่งพื้นที่เป็นหลัก

หลอดไฟ Daylight

ถือเป็นมาตรฐานโทนสีของแสงที่นิยมใช้มากที่สุด เพราะมีความใกล้เคียงกับสีจากแสงของดวงอาทิตย์ เมื่อสะท้อนกับวัตถุใดๆ ก็จะไม่เพี้ยนหรือหลอกตา อีกทั้งยังสามารถ Mix & Match ไปกับ Cool White และ Warm White เพื่อสร้างบรรยากาศเฉพาะในแต่ละโซนของบ้านได้ด้วย

หลอดไฟ Cool White 

เป็นโทนสีของแสงที่อยู่กึ่งกลางระหว่าง Warm White และ Daylight โดยให้แสงออกไปทางสีขาวอมฟ้านิดๆ แต่โดยรวมแล้วจะดูสบายตา สามารถเห็นรายละเอียดของพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน 

ทุกครั้งที่จะแต่งห้องด้วยโคมไฟ ต้องเลือกให้เหมาะกับสเปซและความต้องการใช้งานเสมอ
(ขอบคุณภาพจากคอนโด Groove Scape ลาดพร้าว-สุทธิสาร)

Mix & Match จับคู่โคมไฟให้เหมาะกับห้องต่างๆ 

เมื่อทราบประเภทของโคมไฟและโทนสีของหลอดไฟในโคมแล้ว คราวนี้ก็มาถึงภาคปฏิบัติ Mix & Match โคมไฟให้เข้ากับโซนต่างๆ ของบ้าน โดยแต่ละห้องจะมีจุดไหนที่แต่งเสริมเติมสวยด้วยโคมไฟได้บ้าง ไปดูพร้อมกันเลย 

ห้องนอน 

เป้าหมายหลักของการติดตั้งโคมไฟในห้องนอนก็เพื่อเสริมบรรยากาศให้เกิดความผ่อนคลายสูงสุด เพื่อเตรียมเข้าสู่โหมดนอนหลับพักผ่อน โทนสีของไฟที่ควรเลือกใช้จึงต้องเป็น Warm White ที่ให้แสงนวลตาและอบอุ่น โดยจุดที่นิยมติดตั้งโคมไฟจะอยู่บริเวณหัวเตียง สามารถใช้ได้ตั้งแต่โคมไฟแบบแขวน โคมไฟติดผนัง และโคมไฟตั้งโต๊ะ 

ห้องนั่งเล่น

เป็นโซนที่สมาชิกครอบครัวมาใช้พื้นที่ร่วมกัน ดังนั้นบรรยากาศจึงเป็นไปแบบสบายๆ เป็นกันเอง ซึ่งเราสามารถติดโคมไฟระย้าเพื่อเพิ่มความโอ่โถงของพื้นที่ หรือใช้เพียงโคมไฟติดเพดานเพื่อเพิ่มความสว่างก็ได้ รวมถึงใช้โคมไฟแบบตั้งพื้นวางไว้ข้างโซฟาเพื่อเพิ่ม Mood & Tone ให้ห้องมีเอกลักษณ์ยิ่งขึ้น สำหรับโทนสีของหลอดไฟสามารถใช้ได้ทั้ง Warm White และ Cool White  

ห้องรับประทานอาหาร / แพนทรี 

เป็นอีกจุดที่เราสามารถใช้โคมไฟเพื่อเพิ่มบรรยากาศระหว่างนั่งรับประทานอาหาร หรือสังสรรค์กันเล็กๆ บนแพนทรีครัว ส่วนใหญ่นิยมติดโคมไฟแบบห้อยลงมาจากเพดาน โดยควรมีระยะห่างระหว่างโคมไฟกับท้อปโต๊ะอาหารหรือท้อปเคาน์เตอร์ประมาณ 60-80 เซนติเมตร ก็จะช่วยให้ใช้งานพื้นที่ได้โดยไม่รู้สึกอึดอัด ส่วนหลอดไฟมักเป็นโทน Warm White เพราะจะเสริมให้อาหารบนโต๊ะดูน่าอร่อยยิ่งขึ้น   

มุมทำงาน / มุมเรียนหนังสือ

ไม่ว่าจะบ้านหรือคอนโดในปัจจุบัน เริ่มให้ความสำคัญกับมุมทำงานหรือมุมเรียนหนังสือกันมากขึ้น การจัดวางโคมไฟในพื้นที่เหล่านี้ต้องเน้นประโยชน์ใช้สอยคือให้แสงสว่างระหว่างทำงานหรือเรียนได้อย่างเหมาะสม โคมไฟที่ตอบโจทย์จึงหนีไม่พ้นโคมไฟแบบตั้งโต๊ะ มาพร้อมหลอดไฟแบบ Daylight ที่ช่วยถนอมสายตาและยังเพิ่มความกระปรี้กระเปร่าได้อีกด้วย

ห้องน้ำ

การติดโคมไฟในห้องน้ำต้องคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นลำดับแรก ประเภทโคมที่เหมาะสมจึงอยู่ในกลุ่มโคมไฟติดผนัง หรือโคมไฟติดเพดาน โดยเราสามารถใช้โคมไฟเป็นตัวเพิ่มแสงสว่างเฉพาะจุดที่ต้องการเน้นเป็นพิเศษ เช่น ด้านข้างของกระจกเงา หรือบริเวณทางเข้าส่วนเปียก เพื่อช่วยให้การมองเห็นในจุดอับดียิ่งขึ้น โดยสามารถใช้หลอดไฟแบบ Daylight เมื่อต้องการความสว่างทั่วไป และใช้แบบ Warm White เมื่ออยากให้บรรยากาศของห้องน้ำมีความผ่อนคลายและโรแมนติก

ใช้แสงสว่างจากโคมไฟสร้างบรรยากาศน่าอยู่ให้กับพื้นที่ของคุณ

สรุปไอเดียใช้ไอเทมวิเศษ ‘โคมไฟ’ ในการแต่งบ้าน

การเลือกใช้โคมไฟเพื่อสร้าง Mood & Tone ให้กับบ้านนั้นไม่มีข้อกำหนดที่ตายตัว ขึ้นอยู่กับความชอบและเป้าหมายของการติดตั้งโคมไฟของแต่ละคนมากกว่า

หากต้องการแสงสว่างเป็นหลักโคมไฟประเภทติดเพดาน ติดผนัง และโคมไฟแบบตั้งโต๊ะก็นับเป็นตัวเลือกที่ดี แต่ถ้าต้องการใช้โคมไฟเพื่อเสริมให้ห้องดูดียิ่งขึ้น ก็ควรเลือกโคมไฟระย้า โคมไฟตั้งพื้น หรือโคมไฟติดผนังแบบส่องแส่ง Indirect แทน 

หลังจากตัดสินใจเลือกประเภทโคมไฟที่เหมาะกับการใช้งานและพื้นที่แล้ว ขั้นถัดไปคือการเลือกโทนสีของหลอดไฟ ซึ่งสามารถเป็นไปได้ทั้ง Warm White, Daylight และ Cool White ตามแต่ความต้องการของเจ้าของบ้านได้เลย

เสริมห้องสวยด้วยการปูพื้นลามิเนต

เสริมห้องสวยด้วยการปูพื้นลามิเนต

การปูพื้นลามิเนต (Laminate Flooring) เป็นหนึ่งวัสดุปูพื้นยอดนิยม เนื่องจากให้ฟิลลิ่งเสมือนเดินอยู่บนพื้นไม้จริงๆ ในขณะที่ราคาถูกกว่าไม้จริงหลายเท่า อีกทั้งยังมีความแข็งแรงด้วยนวัตกรรมการผลิตที่ปรับปรุงจนมีคุณภาพดีทนทานต่อการใช้งาน และติดตั้งได้ง่าย จึงทำให้หลายๆ คนเลือกใช้ รวมถึงโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดด้วย

ส่วนประกอบของไม้พื้นลามิเนต 

คำว่า ‘ลามิเนต’ หมายถึงกระบวนกาารผลิตวัสดุโดยนำวัสดุต่างๆ (อาจเหมือนหรือต่างชนิดกัน) มาซ้อนเป็นชั้นๆ แล้วอัดประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุใหม่ ซึ่งพื้นลามิเนตที่ใช้ปูกันอยู่ทุกวันนี้มีส่วนประกอบ 4 ชั้นหลักๆ ไล่จากบนสุดจนถึงล่างสุด ดังนี้ 

ภาพจาก https://equewood.com.my/

ชั้นเคลือบผิว (Overlay) เป็นส่วนที่อยู่บนสุดของพื้นลามิเนต ทำหน้าที่ปกป้องพื้นผิวด้านหน้าไม่ให้เป็นรอยขีดข่วนง่าย และปกป้องไม่ให้ลวดลายหรือเนื้อไม้ที่อยู่ในชั้นถัดไปได้รับความเสียหายง่าย

ชั้นผิวลายไม้ตกแต่ง (Decorative Layer) เนื่องจากวัสดุที่เป็นแกนหลักของไม้พื้นลามิเนตไม่มีลวดลายใดๆ จึงต้องเพิ่มชั้นที่เป็นลวดลายไม้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสวยงาม และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้งานตกแต่งภายในมีสไตล์หลากหลายยิ่งขึ้น

ชั้นแกนหลัก (Core Board) วัสดุที่ใช้ทำชั้นแกนหลักคือแผ่น HDF (High Density Fiberboard) ซึ่งเป็นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติที่มีความหนาแน่นสูง ผลิตจากเส้นใยไม้ผสมกาวและสารเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ นำมาบีบอัดเข้าด้วยกันผ่านความร้อนและแรงดันสูงจนเป็นแผ่นไม้ที่มีความแข็งแรง

ชั้นแผ่นรองพื้น (Backing Layer) ชั้นล่างสุดของพื้นลามิเนตทำหน้าป้องกันความชื้นจากพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งไม่ให้เข้าสู่แผ่นไม้ HDF โดยตรง ทำให้พื้นไม้ลามิเนตมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น 

เคล็ดลับการเลือกซื้อ ก่อนปูพื้นลามิเนต 

หากมองพื้นลามิเนตที่โชว์อยู่ตามร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพียงผิวเผิน เราอาจเห็นความแตกต่างของพื้นไม้แต่ละชิ้นผ่านลวดลายและสีสันเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วไม้พื้นลามิเนตแต่ละชิ้นยังมีรายละเอียดที่เราต้องพิจารณาเลือกซื้อเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ปลอดภัย และคุ้มค่า ดังนี้ 

ความหนาของไม้พื้นลามิเนต 

ไม้พื้นลามิเนตที่ขายอยู่ทั่วไปมี 2 ขนาดความหนา คือ 8 และ 12 มิลลิเมตร ซึ่งหากเราปูพื้นลามิเนตในห้องนอน หรือพื้นที่ที่มีการสัญจรน้อย การเลือกใช้พื้นลามิเนตหนา 8 มิลลิเมตรก็เพียงพอแล้ว แต่หากเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่มีคนใช้งานจำนวนมาก เช่น ออฟฟิศหรือห้องนั่งเล่น เราควรเลือกไม้พื้นลามิเนตหนา 12 มิลลิเมตร เนื่องจากมีความแข็งแรงมากกว่า แต่ราคาก็จะสูงกว่าด้วยเช่นกัน  

ระดับความคงทนของผิวหน้าพื้นไม้ (AC Rating)

การผลิตไม้พื้นลามิเนตมาตรฐานต้องมีการทดสอบความทนทาน หรือ AC Rating เป็นค่าที่มีความสำคัญต่อการเลือกซื้อพื้นลามิเนต เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าพื้นลามิเนตนั้นๆ มีความทนทานแค่ไหน และเหมาะกับการใช้งานแบบใด โดย AC Rating มีค่าตั้งแต่  AC1 ถึง AC 5 ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้ดี หากจะใช้พื้นลามิเนตสำหรับภาคครัวเรือนที่อยู่อาศัย เราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ระดับ AC1 – AC3

ระดับฟอร์มัลดีไฮด์

เนื่องจากวัสดุหลักที่ใช้ผลิตไม้พื้นลามิเนตคือแผ่นไม้ HDF ซึ่งมีส่วนผสมของกาวหรือสารเคมีสังเคราะห์ประเภทฟอร์มัลดีไฮด์ที่มีโอกาสระเหยออกมาจากไม้ และหากผู้ใช้งานสัมผัสเข้าก็จะมีอาการระคายเคืองผิว แสบจมูก หรืออาจอันตรายถึงขั้นเป็นมะเร็งเลยก็ได้ ดังนั้นจึงมีการควบคุมปริมาณการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ Formaldehyde Emission กำหนดเป็นมาตรฐานสากลใช้กันทั่วโลก และแบ่งเกรดไม้ออกเป็น E2 E1 E0 และ Super E0 ไล่เรียงตั้งแต่ความปลอดภัยระดับทั่วไป (E2) จนถึงไม่ก่ออันตรายต่อผู้บริโภค (Super E0) ซึ่งหากใครให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษก็อาจมองหาพื้นลามิเนตที่มีระดับฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำอย่าง E0 หรือ Super E0 ได้   

รูปแบบการปูพื้นลามิเนต

พอทราบข้อมูลพื้นฐานของไม้พื้นลามิเนตกันแล้ว ก่อนที่จะเริ่มติดตั้งพื้นลามิเนต เรายังต้องมาทำความรู้จักกับรูปแบบการปูพื้นลามิเนตหรือแพทเทิร์นการเรียงไม้แต่ละแผ่น ซึ่งไม่เพียงทำให้ห้องนั้นดูสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคำนวนจำนวนไม้ที่ต้องซื้อด้วย โดยมี 3 รูปแบบสำคัญ  

ปูพื้นลามิเนตแบบกึ่งกลาง

มีลักษณะคล้ายการก่ออิฐ กล่าวคือแถวที่อยู่ถัดไปจะต้องวางให้สับหว่างกัน และจำเป็นต้องดูแนวรอยต่อของหัวและท้ายไม้แต่ละแถวให้ตรงกัน เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบสวยงาม สำหรับการปูพื้นลามิเนตแบบกึ่งกลางนั้นมีโอกาสเสียเศษปลายไม้ค่อนข้างมาก จึงต้องคำนวณไม้เผื่อเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8-10%

ปูพื้นลามิเนตแบบขั้นบันได

การปูพื้นลามิเนตแบบขั้นบันไดจะใช้การวางไม้แต่ละแถวเหลื่อมกันในอัตราส่วน 1/3 ของแผ่น และไหลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนสุดขอบห้อง แพทเทิร์นการติดตั้งแบบนี้จะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและไม่แข็งกระด้าง การปูลักษณะนี้สามารถลดปริมาณแผ่นไม้สำรองได้มากกว่าการปูแบบกึ่งกลาง หรือประมาณ 6-8% 

ปูพื้นลามิเนตแบบไหลต่อเนื่อง

หากต้องการประหยัดจำนวนไม้พื้นลามิเนตที่ต้องซื้อ การเลือกเรียงไม้ด้วยรูปแบบไหลต่อเนื่องนับว่าตอบโจทย์ เพราะสามารถปูพื้นลามิเนตได้อิสระตามความยาวของแผ่นไม้ โดยมีข้อแม้เพียงว่าต้องให้ไม้ที่อยู่ติดขอบผนังห้องยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับจำนวนพื้นลามิเนตที่ต้องซื้อเผื่อคือ 4-6% เท่านั้น

ขั้นตอนการปูพื้นลามิเนต

ไม้พื้นลามิเนตปัจจุบันมักติดตั้งด้วยระบบ Click-Lock ทำให้การต่อไม้แต่ละชิ้นทำได้ง่ายและรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งวัสดุยึดติดใดๆ และนั่นทำให้คนทั่วไปก็สามารถปูพื้นลามิเนตด้วยตนเองผ่าน 4 สเต็ปง่ายๆ 

ขั้นตอนที่ 1 เช็คความเรียบร้อยของพื้นที่

ก่อนปูพื้นลามิเนต เราควรกวาดสิ่งสกปรกและฝุ่นออกไปให้หมดก่อน จากนั้นจึงสำรวจพื้นผิวว่ามีความเรียบเสมอกันหรือมีระดับพื้นสูง-ต่ำ ± ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร โดยไม้พื้นลามิเนตนั้นสามารถปูบนพื้นคอนกรีต หรือทับพื้นเดิม (เช่น พื้นกระเบื้อง) ได้เลย 

ขั้นตอนที่ 2 ปูแผ่นรอง

ทำการปูแผ่นโฟม PE หรือแผ่นยางซับเสียง EVA ให้ทั่วพื้นที่ที่จะปูพื้นลามิเนต โดยใช้เทปกาวยึดแต่ละแผ่น และต้องพยายามวางแผ่นโฟมไม่ให้เหลื่อมกันเพื่อเวลาปูพื้นลามิเนตแล้วจะได้เรียบเสมอกันทั้งห้อง แผ่นโฟมนี้จะช่วยป้องกันความชื้นจากพื้นผิวด้านล่าง และลดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขณะเดินบนพื้นไม้ 

ขั้นตอนที่ 3 ปูพื้นลามิเนต

การปูพื้นลามิเนตควรเริ่มจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง โดยวางเว้นระยะห่างจากผนังทุกด้านประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แล้วจึงเรียงไม้ที่เหลือจนเต็มพื้นที่ การเว้นระยะว่างนั้นก็เพื่อรองรับการขยายตัวตามธรรมชาติของไม้เมื่อสัมผัสความชื้น จะได้ไม่เกิดปัญหาพื้นไม้เบียดดันจนกระเดิดขึ้นมา ในระหว่างปูพื้นลามิเนตต่อกันด้วยระบบ Click Lock เราสามารถใช้ค้อนยางทุบเพื่อให้แผ่นไม้พื้นแนบสนิทกัน  

ขั้นตอนที่ 4 เก็บรายละเอียดติดไม้บัวเชิง

ขั้นตอนสุดท้ายของการปูพื้นลามิเนตคือปิดช่องว่างระหว่างไม้พื้นกับผนังด้วยไม้บัวล่าง โดยใช้ตะปูกาวหรือซิลิโคนช่วยยึดติด รวมถึงติดตั้งตัวจบสำหรับพื้นที่เปิดอย่างประตูหรือขอบบันไดด้วย 

สรุปการปูพื้นลามิเนตช่วยเนรมิตห้องสวย

การปูพื้นลามิเนตเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยเนรมิตห้องให้สวย ได้อารมณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีตัวเลือกของพื้นลามิเนตให้ต้องพิจารณามากกว่าแค่สีสันและลวดลาย เพื่อจะได้นำมาใช้งานได้เหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่า ส่วนการติดตั้งนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงรูปแบบการปูพื้นลามิเนตด้วย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการคำนวนจำนวนของที่ต้องซื้อเพื่อจะได้ล็อตสินค้าที่มีสีและลายใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยเสริมให้ห้องดูสวยงาม น่าอยู่ และกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน