Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การย้ายเข้าบ้านหรือคอนโดใหม่ถือเป็นเรื่องใหญ่ เราทุกคนต่างตื่นเต้นและรอคอยวันนี้กัน แต่การย้ายเข้าไปอยู่นั้น นอกจากการเตรียมตัวย้ายข้าวของเข้าไปแล้วก็ยังมีเคล็ดมงคลตามความเชื่อไม่ว่าจะแบบจีนหรือแบบไทยมากมาย ที่ช่วยให้เจ้าของบ้านเกิดความสบายใจในการเริ่มต้นใช้ชีวิตในสถานที่ใหม่ การทำตามเคล็ดความเชื่อต่างๆจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราทำกันแทบทุกบ้าน แต่เคล็ดเหล่านี้มีมากมายหลายอย่างและถ้าใครกำลังนึกไม่ออก ลองใช้เคล็ดมงคลง่ายๆเหล่านี้ที่ทาง Kaidee ได้นำมาบอกต่อกันเพื่อความปังในการเข้าอยู่บ้านใหม่ได้เลย
1.วันเข้าบ้านใหม่พกอะไรติดมือไปสักหน่อย
ตามความเชื่อของจีนนั้น ในวันแรกของการเข้าอยู่ควรพกของมีค่าติดตัวไว้ เช่น พกสมุดบัญชีเข้าบ้านใหม่หรือพกเงิน 138 หยวนใส่ซองแดง โดยเงิน 138 หยวนมีความหมายมงคลคือความก้าว หน้าหรือการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งถ้าเป็นไทยเราสามารถใช้เป็นเงินบาทแทนได้เช่นกัน การพกของมีค่าเข้าบ้านใหม่ในวันแรกนั้นหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ดี อยู่นานไปยิ่งร่ำรวยยิ่งก้าวหน้า แต่พกไปแล้วก็อย่าลืมเก็บให้ดีระวังหล่นหายด้วยล่ะ!
2.ห้องสะอาด พร้อมรับสิ่งใหม่ๆ
ก่อนจะย้ายเข้าอยู่อย่างจริงจังนั้น ห้องควรต้องทำความสะอาดและเปิดหน้าต่างให้ลมเข้าในบ้าน เพื่อให้อากาศถ่ายเท หรือถ้าใครเป็นสายรักษ์โลก ก็สามารถวางต้นไม้เล็กๆในห้องนั่งเล่น เพื่อปรับอากาศภายในห้องได้ วิธีเหล่านี้นอกจากจะสร้างความอนามัยกับตัวเราแล้ว ทางความเชื่อยังถือเป็นการล้างสิ่งไม่ดีออกไปให้เราพร้อมรับกับความโชคดีและข่าวดีที่จะมาหาในอนาคตอีกด้วย
3.เลือกเวลาให้ดี
แน่นอนว่าเราทุกคนต่างย้ายเข้าบ้านใหม่ในช่วงเวลาที่ยังมีแสงจากดวงอาทิตย์ ไม่ตอนเช้าก็ตอนบ่าย เพื่อความสะดวกต่อการหยิบยกสิ่งของ การย้ายของเข้าบ้านในช่วงสายหรือบ่ายนั้น ยังเป็นช่วงเวลาที่ไม่รบกวนเพื่อนบ้านจนเกินไปหากมีเสียงดัง ส่วนวันและเวลาที่ดีนั้น เราสามารถเปิดดูได้จากปฏิทินไม่ว่าจะปฏิทินไทยหรือจีน แต่หากปฏิทินจีนก็จะมีบอกเวลาที่ค่อนข้างละเอียดมากกว่า
4.เจ้าของบ้านต้องเข้าบ้านใหม่เป็นคนแรก
หลังจากบ้าน-คอนโดสร้างเสร็จพร้อมที่จะย้ายของเข้าไปแล้ว ก่อนที่จะให้พนักงานขนของย้ายของเข้าไปนั้น เจ้าของบ้านต้องเข้าไปอยู่ในบ้านก่อนเป็นคนแรกเพื่อเป็นการสร้างพลังชีวิตในบ้าน ซึ่งในความเป็นจริงเมื่อเจ้าของบ้านเข้าไปอยู่ก่อนแล้ว ก็จะสามารถคอยดูแลจัดแจงการวางสิ่งของต่างๆในบ้านได้ และยังเป็นการระวังสิ่งของหายการจากขนย้ายอีกด้วย
5.ทำอาหารทานในวันย้ายเข้า
หลังจากข้าวของทุกอย่างลงตัวแล้ว การทำอาหารทานในวันย้ายเข้าถือเป็นเรื่องมงคลเช่นกัน โดยอาหารมื้อนี้มีความหมายคือการมีกินมีใช้ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นอาหารมื้อใหญ่ อาจทำเป็นซุปง่ายๆดื่ม หรือแค่การต้มน้ำให้เดือดก็ถือเป็นการสร้างความมงคลเช่นกัน ซึ่งน้ำเดือดนั้นเปรียบเสมือนผลกำไรหรือความร่ำรวยที่ไหลเข้ามาในทุกทิศทาง ทำสิ่งใดก็จะราบรื่น นอกจากนี้อาจมีไก่ต้มหรือไก่ย่างสักหนึ่งตัว ที่ให้ความหมายถึงการเริ่มต้นใหม่ที่ดีของเจ้าของบ้าน
6.จัดปาร์ตี้
วิธีง่ายๆที่ทั้งสร้างความเป็นมงคลและความสนุกสนานให้กับเจ้าของบ้านคือการชักชวนเพื่อนหรือญาติมาพบปะกินข้าวกันที่บ้านใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นวันแรกที่ย้ายเข้าบ้านใหม่ เพื่อเป็นการสร้างบรรยากาศความอบอุ่นภายในบ้านและสร้างความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างญาติพี่น้องคนในบ้านหรือเพื่อนๆที่มาร่วมงานกันด้วย
สรุป
นอกเหนือจากเคล็ดเหล่านี้แล้ว ยังมีอีกหลากหลายวิธีที่เป็นเคล็ดมงคลในการย้ายเข้าบ้านใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการไหว้บูชาหรือพิธีต่างๆ อย่างไรก็ตามสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงความเชื่อที่มนุษย์สร้างขึ้น ตามหลักความจริงแล้วจะเห็นผลชัดเจนหรือไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำของตัวเราเองด้วย หากใครกำลังมองหาบ้านหรือคอนโดมือสองที่จะย้ายเข้าไปอยู่ใหม่ก็สามารถจดเคล็ดมงคลเหล่านี้ไว้ใช้เพื่อเป็นสิริมงคลตอนวันย้ายเข้าได้เลย แต่ถ้าใครยังไม่เจอบ้านหรือคอนโดมือสองสภาพน่าอยู่พร้อมราคาดี ลองเข้ามาดูที่ BaanKaidee ที่มีทั้งบ้านและคอนโดมือสองพร้อมเข้าอยู่มากมาย ให้คุณได้เลือกในราคาที่คุณจะต้องยิ้มได้อย่างแน่นอน
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การจะได้เป็นเจ้าของบ้านสักหลัง เป็นเรื่องแสนยากเย็นอยู่แล้ว แต่การจะมีบ้านสวยถูกใจนั้นเป็นเรื่องยากกว่า เชื่อว่าคนมีบ้านทุกคนล้วนมีบ้านในฝันในสไตล์ที่เราชอบ
หากรวบรวมกำลังเงินและมีกำลังแรงพร้อมจะลุยแล้ว อย่าปล่อยให้ความฝันลอยอยู่อย่างนั้น เรามาทำมันให้เป็นจริง ด้วยการเริ่มต้นที่ 5 วิธีรีโนเวทบ้านอย่างไรให้ปัง! มาทำบ้านของเราให้มีชีวิตและสีสันกันค่ะ
1.ตั้งงบประมาณให้ชัดเจน
ข้อแรกของการรีโนเวทบ้าน คือการวางงบประมาณให้ชัดเจน ดูว่าเราไหวในตัวเลขกลมๆ ที่เท่าไร ลองคำนวนค่าใช้จ่ายคร่าวๆ ดูก่อนก็ได้ค่ะ แจกแจงออกมาเป็นส่วนๆ
อย่างเช่น ค่าเฟอร์นิเจอร์ ค่าแรงช่าง ค่าปูกระเบื้อง ค่าอุปกรณ์ตกแต่ง ฯลฯ อย่าทำไปเรื่อยๆ โดยไม่วางแผน ค่าใช้จ่ายบานปลายแน่นอน
การที่เราเห็นตัวเลขทั้งหมดจะช่วยให้เห็นภาพรวม ช่วยให้หักลบค่าใช้จ่ายส่วนเกินได้ง่ายขึ้น บางทีอาจจะไม่ถึงตัวเลขที่วางไว้ หรือถ้าเกินก็น่าจะเป็นตัวเลขซึ่งเรายอมรับได้หรือพอกลั้นใจจ่ายไหว
2.ศึกษาแนวทางที่ใช่
เมื่อได้จำนวนเงินที่มีอยู่ในมือแล้ว ก็ได้เวลาตามหาจิ๊กซอว์ของความฝัน มาต่อเติมบ้านของเราให้กลายเป็นความจริง ด้วยการเอาไอเดียของเรามาต่อยอด หาตัวอย่างห้องสวยๆ เฟอร์นิเจอร์ดีๆ ได้ใน Pinterest Facebook หรือแหล่งไอเดียอื่นๆ
ยิ่งเราดูและให้เวลากับตรงนี้มากเท่าไร จะยิ่งช่วยให้เรามองภาพบ้านได้ชัดขึ้น เลือกอะไรที่แมทช์และมีโทนสีเข้ากัน ทั้งนี้ถ้าใครเงินถึงปรึกษาอินทีเรียก็เป็นตัวเลือกอันยอดเยี่ยมเลยนะคะ
3.ตรวจสอบบ้านและสิ่งที่ต้องปรับปรุง
ได้แนวทางที่ใจใฝ่ฝันแล้ว ทีนี้มาตรวจสอบสภาพบ้านและห้องต่างๆ ซึ่งต้องการปรับปรุง ซึ่งตรงนี้อยากให้ระมัดระวังนิดหนึ่ง หากบ้านที่เราจะรีโนเวทเป็นอาคารเก่า มีโครงสร้างดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก การทำผนัง รื้อคาน ปูพื้นใหม่ ฯลฯ อาจจะไม่ตอบโจทย์เท่าไร
บางทีการทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่อาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า อย่าเลือกอยู่กับความเสี่ยงเพียงเพราะต้องการประหยัดงบ ระวังจะเป็นแบบ “เสียน้อยเสียมาก เสียยากเสียง่าย” เอานะคะ
4.ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและดูเรื่องกฎหมาย
หากประเมินคร่าวๆ แล้วรู้สึกว่ามีส่วนที่อยากต่อเติมหรือทุบทิ้งค่อนข้างเยอะ แนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า ให้เขาช่วยดูว่าแนวคิดของเรานั้น พอจะเป็นไปได้ไหมในราคาประมาณนี้ ต้องทำหรือลดอะไรบ้าง
รวมถึงการหาผู้รับเหมาที่ถูกใจ ซึ่งขั้นตอนนี้บอกได้เลยว่าค่อนข้างยาก ปัญหาช่างกับการทำบ้านนั้นเป็นปัญหาสุดแสนคลาสิค ถ้าได้ช่างดีก็ดีไป
อย่างไรก็ดีการรีโนเวทบ้านถือเป็นการดัดแปลงอาคาร จึงมีรายละเอียดทางกฎหมายซึ่งต้องระวังพอสมควร เช่น การลดหรือเพิ่มน้ำหนักหลังคาต้องไม่เกินร้อยละ 5 จากของเดิม ต่อเติมจากโครงสร้างเดิมได้ไม่เกินร้อยละ 10 จากของเดิม ฯลฯ หากมากกว่านั้นต้องทำเรื่องขอไปยังสำนักงานเขต แต่ถ้าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่ค่อยมีปัญหา
5.หาแหล่งวัสดุในราคาย่อมเยา
ลิสต์ข้าวของที่จะซื้อและอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต้องมีเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาจับจ่ายใช้สอย หนึ่งในความสนุกของการรีโนเวทบ้านอยู่ตรงนี้แหละค่ะ หลายคนอาจมองว่าเหนื่อยแสนเหนื่อย แต่การได้เลือกของทีละชิ้นๆ ด้วยมือตัวเอง เราว่าเป็นความสนุกปนความสุข
ทั้งนี้ยังเป็นวิธีช่วยคุมงบได้ดีอีกด้วย ที่สำคัญการไปเดินสำรวจตลาดบ่อยๆ จะช่วยให้เรารู้ราคามาตรฐาน ยิ่งถ้าได้แหล่งที่ถูกใจในราคาย่อมเยา จะเป็นอะไรสุดแสนเพอร์เฟคมากๆ
รีโนเวทบ้านจนสวยดังใจคิดแล้ว ใครเริ่มรู้สึกว่าอิ่มเอมและดื่มด่ำกับบรรยากาศจนเต็มที่แล้ว อยากเพิ่ม
มูลค่าให้บ้านมากกว่าเดิม จะนำมาปล่อยเช่ารายเดือน หรือลงขายใน Kaidee ก็ได้นะคะ ถือเป็นอีกหนึ่ง
การลงทุนอันคุ้มค่า เป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัวด้วย
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ทุกคนที่มีบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ อาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าบ้านของตัวเองมีอาการทรุดแล้วหรือยัง แต่รู้สึกได้ว่าบ้านนั้นมีสิ่งที่ผิดแปลกไปจากตอนแรกที่ซื้อบ้านมา ทำให้เราต้องมานั่งปวดหัวอยู่เสมอๆ ว่ามันเกิดขึ้นจากอะไร มีสาเหตุมาจากอะไรและมีวิธีแก้ไขอย่างไรได้บ้าง วันนี้เดี๋ยวจะมารู้ไปพร้อมๆกัน
บ้านทรุดคืออะไร?
บ้านทรุดเป็นหนึ่งในอาการยอดนิยม ที่ใครซื้อบ้านนั้นจะต้องเจอ ไม่ว่าจะเร็วหรือจะช้าก็ตาม ซึ่งบ้านบ้านทรุดคืออะไร… บ้านทรุดคือที่ดินที่เป็นพื้นรองรับน้ำหนักของตัวบ้านนั้น รับน้ำหนักมาเป็นเวลานาน หรือตัวบ้านมีน้ำหนักที่มากเกินกว่าที่พื้นดินจะรับได้ไหว ทำให้ดินนั้นเกิดการทรุดตัวลงไปเรื่อยๆ จะเป็นปัญหาที่ส่งต่อมาถึงตัวบ้าน ทำให้บ้านเกิดการชำรุดและเสียหายได้ ในระยะยาวนั้นอาจทำให้บ้านนั้นพังและแก้ไขได้ยากจนอาจไม่มีวิธีแก้ไขเลยก็เป็นได้ หากบ้านไหนที่พบปัญหาหรือมีอาการตามที่กำลังจะบอกต่อจากนี้แล้วล่ะก็ เตรียมรับมือกับการซ่อมแซมไว้ได้เลย!!
อาการของบ้านทรุด
บ้านทรุดนั้นมีสาเหตุได้จากหลายหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่นั้นมักเป็นผลมาจากการวางเสาเข็มของบ้านและพื้นดินที่ใช้ในการปูพื้นเพื่อที่จะรองรับน้ำหนักของบ้านได้ไม่เพียงพอ โดยเหตุผลเหล่านี้จะแสดงอาการอย่างเห็นได้ชัดที่ตัวบ้านของเราได้ ดังนี้
- เกิดรอยร้ายบนผนังบ้าน
- พื้นภายนอกของบ้านมีการแยกตัว
- รั้วบ้านแยกออกจากกัน
- ผนังบ้านเริ่มแยกออกจากตัวบ้าน
- พื้นดินนอกบ้านยุบเป็นโพรง
- พื้นบ้านเริ่มเอียง
วิธีแก้ไขและรับมือ
การแก้ไขบ้านทรุดนั้นมีได้หลากหลายวิธี แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพและอาการที่เกิดขึ้นกับตัวบ้าน ดังนั้นต้องสังเกตและรับมืออย่างถูกต้องด้วยวิธีเหล่านี้!!
1. ปรับพื้นโดยฉีดสารโพลียูรีเทน
การปรับพื้นโดยการฉีดสารโพลียูรีเทนนั้นจะทำก็ต่อเมื่อพื้นดินรอบๆตัวบ้านนั้นเกิดเป็นรูโพรงขึ้น ซึ่งเป็นเป็นอาการที่ไม่ใหญ่มากนัก หากบ้านเริ่มมีอาการนี้แล้ว การแก้ไขด้วยวิธีนี้จะเป็นการนำสารนี้มาเติมเต็มพื้นดินที่เป็นโพรงลงไปได้
2. ฝังเสาเข็มไมโครไพล์
ด้วยความที่เสาเข็มที่เราลงหลักปักฐานให้กับตัวบ้านนั้นอาจจะสั้นเกินไป ลงเสาเข็มได้ไม่ลึกพอ หรืออาจจะเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนสร้างบ้านเลยก็เป็นได้ การฝังเสาเข็มไมโครไพล์นั้นจะเป็นเสาเข็มตัวเล็กๆ ที่มีหน้าที่แทนเสาเข็มหลักช่วยเพิ่มความเข็งแรงในการรับน้ำหนักของตัวบ้านได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น
3. ปรึกษาวิศวกรโครงสร้าง
หากพบปัญหาเกือบทุกอย่างที่ได้บอกไปก่อนหน้าแล้วนั้น นั่นแสดงว่าคุณกำลังพบปัญหาที่หนักหน่วงเอามากๆกับบ้านของคุณ ดังนั้นสิ่งที่คุณสามารถทำได้คือการหาผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อย่าง “วิศวกรโครงสร้าง” ซึ่งถ้าหากคุณอยากประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณแล้วล่ะก็ สามารถติดต่อ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยจะมีการให้บริการด้านการปรึกษาเรื่องบ้านทุกๆวันเสาร์สุดท้ายของแต่ละเดือน ตั้งแต่เวลา 13.00-17.00 น. ฟรี!! หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ติดต่อ โทร. 02-184-4600-9
4. ซื้อบ้านใหม่!!
หนทางสุดท้ายแล้วจริงๆ หากไม่อยากแก้ไขใดๆ การใช้เงินแก้ปัญหาก็เป็นทางออกสุดท้ายที่จะสามารถทำได้ การซื้อบ้านใหม่นั้นก็ลดความเสี่ยงในการเกิดอาการบ้านทรุดไปได้ เรียกได้ว่าแทบไม่มีความเสี่ยง แต่หากเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ ก็ยังสามารถฟ้องร้องเจ้าของหมู่บ้านหรือนิติบุคคลของที่นั้นๆได้
หารใครที่พบปัญหาบ้านทรุดอยู่กับบ้านของตัวเองแล้วล่ะก็ ลองแก้ไขตามวิธีที่บอกไว้ได้เลย แต่ถ้าหากรู้สึกว่าการแก้ปัญหาดูยุ่งยากเกินไป ก็สามารถเข้ามาดูบ้าน คอนโด สภาพดีๆ ราคาที่เหมาะสมกับคุณได้เลยที่ Kaidee Property
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การตกแต่งบ้านให้สวยงามคงเป็นสิ่งที่ถูกใจใครหลายคนเพราะยิ่งมีบ้านสวยก็ยิ่งทำให้เราอยากอยู่บ้านมากขึ้น และ พรมปูพื้น เป็นหนึ่งในอุปกรณ์การตกแต่งบ้านให้ดูเรียบหรูหลากหลายสไตล์ได้ง่าย ๆ โดยที่ไม่ต้องมีการทุบ สร้าง หรือทาสีใหม่ให้ยุ่งยาก เพียงแค่หาพรมปูพื้นที่สวยงามและเข้ากับบ้านเราก็ทำให้บ้านสวยงามขึ้นได้แล้ว และวันนี้เรามีไอเดียการแต่งบ้านด้ว ยพรมปูพื้น ให้เรียบ หรู และดูดีได้ มาฝากกันทั้งหมด 7 ไอเดีย
ประเภทของ พรมปูพื้น
สิ่งแรกที่ผู้ตกแต่งบ้านควรรู้ก่อนที่จะเริ่มทำการปูพื้นด้วยพรม คือ ประเภทของพรมปูพื้น เพราะพรมปูพื้นแต่ละแบบแต่ละชนิดก็มีลักษณะและการใช้งานที่แตกต่างกันไป โดยสามารถแบ่งออกเป็น 8 ชนิดดังนี้
พรมไนล่อน
พรมปูพื้นยอดฮิตที่ป้องกันน้ำ สารเคมี และเชื้อราต่าง ๆ ได้ ทนทานต่อการใช้งาน สามารถรับน้ำหนักได้ เหมาะกับห้องหลายสไตล์ มีสีและลายให้เลือกมากมาย ดูแลง่าย และราคาถูก แต่ข้อเสียของพรมไนล่อนคือมีโอกาสทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตได้มาก เหมาะกับห้องที่มีการใช้งานอยู่เป็นประจำอย่างห้องนั่งเล่นและห้องอาหาร
พรมเส้นใยธรรมชาติ
พรมปูพื้นที่ผลิตมาจากธรรมชาติ เช่น ใยมะพร้าว ฝ้าย ปอ เป็นต้น ซึ่งถึงแม้ว่าพรมธรรมชาติจะไม่ได้มีความนุ่มเท่าพรมเส้นใยสงเคราะห์หรือพรมขนสัตว์ แต่ก็มีความสวยงามและโดดเด่นจากธรรมชาติ นอกจากนี้ พรมปูพื้นประเภทนี้ยังมีความเหนียว แข็งแรง ทนทาน และสามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่าพรมแบบอื่น ๆ
พรมโพลีเอทิลีน
พรมโพลีเอทิลีนเป็นพรมปูพื้นที่ถูกผลิตขึ้นจากพลาสติกรีไซเคิล จึงถือว่าเป็นพรมปูพื้นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและราคาไม่สูง เหมาะกับครอบครัวที่มีเด็กเพราะพรมปูพื้นชนิดนี้สามารถป้องกันคราบหรือฝุ่นต่าง ๆ ได้ดี แต่ด้วยวัสดุของพรมชนิดนี้คือพลาสติก ทำให้พรมปูพื้นโพลีเอทิลีนจึงไม่ได้มีความนุ่มสบายเท่าไรนัก
พรมโพลีโพรไพลีน
อีกหนึ่งพรมปูพื้นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะราคาที่ถูกและคุณสมบัติซึ่งมีความนุ่มคล้ายขนสัตว์ สามารถป้องกันคราบสกปรกต่าง ๆ ได้ และทำความสะอาดง่าย พรมโพลีโพรไพลีนจึงเหมาะกับคนที่มีงบจำกัดและพื้นที่ที่ต้องรับน้ำหนักมากอย่างห้องนั่งเล่น แต่มีข้อเสียคือดูดซับน้ำมันและมีสีที่ซีดลงเมื่อโดนแดดมาก ๆ
พรมอะคริลิค
พรมอะคริลิคถูกผลิตขึ้นมาเพื่อลอกเลียนแบบพรมขนสัตว์ทำให้มีสัมผัสคล้ายกับพรมขนสัตว์เป็นอย่างมาก และมีราคาที่ถูกกว่าอีกด้วย การปูพรมปูพื้นด้วยพรมชนิดนี้จึงให้ความรู้สึกหรูหราและมีความนุ่มนวล และมีจุดเด่นคือลวดลายที่หลากหลาย แต่ไม่ทนทานเท่าไรจึงเหมาะกับการปูในห้องนอนที่ไม่ได้ถูกใช้งานมากนัก
พรมขนสัตว์
สำหรับพรมขนสัตว์นั้น เป็นพรมปูพื้นที่มีความสวยงาม หรูหรา และหนานุ่มมากที่สุด เพราะเป็นพรมที่ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ แต่ด้วยข้อดีเหล่านี้เอาที่ทำให้พรมขนสัตว์มีราคาที่สูงมาก และยังต้องแลกกับการดูแลรักษาที่ยากและละเอียดอ่อนเป็นอย่างมากเช่นกัน
พรมโพลีเอสเตอร์
พรมปูพื้นที่มีคุณสมบัติในการกันน้ำ ให้ความรู้สึกนุ่ม หรูหรา และสามารถป้องกันสิ่งสกปรกต่าง ๆ ได้ แต่มีข้อเสียคือ สีซีดได้เมื่อโดนแดดเป็นเวลานาน ทำความสะอาดยากและไม่เหมาะสำหรับการใช้งานหนัก หลาย ๆ คนจึงนิยมปูพรมปูพื้นชนิดนี้ไว้ในห้องนอน
พรมทริเอกซ์ต้า
พรมทริเอกซ์ต้าเป็นพรมที่มีความคล้ายคลึงกับพรมโพลีเอสเตอร์ แต่สามารถป้องกันสิ่งสกปรก กันน้ำ นุ่ม มีความทนทานและยืดหยุ่นกว่าพรมโพลีเอสเตอร์จึงถือว่าเป็นพรมปูพื้นที่เป็นตัวเลือกใหม่และทันสมัยกว่าเดิม
วิธีการเลือก พรมปูพื้น
ในการเลือกซื้อพรมปูพื้นให้เหมาะสมกับการแต่งบ้านในสไตล์ต่าง ๆ นั้น ควรคำนึงถึงปัจจัยหลาย ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นการใช้งาน สี หรือวัสดุของพรมปูพื้น ดังนี้
เลือกจากลักษณะห้องและการใช้งาน
ห้องนั่งเล่นหรือห้องรับแขก
เนื่องจากห้องนั่งเล่นเป็นห้องที่มีการใช้งานมากและมีเฟอร์นิเจอร์ที่กดทับพรมปูพื้น จึงควรใช้พรมปูพื้นที่มีขนสั้นหรือมีพื้นผิวเรียบ ซึ่งสามารถอ้างอิงขนาดพรมปูพื้นจากขนาดของชุดโซฟาเป็นหลัก โดยเลือกพรมปูพื้นที่มีขนาดใหญ่หรือเล็กกว่าชุดโซฟาเพียงเล็กน้อย
ห้องรับประทานอาหาร
สำหรับห้องรับประทานอาหาร ควรใช้พรมที่มีพื้นผิวเรียบหรือขนสั้นเหมือนห้องนั่งเล่นเพราะสามารถดูและทำความสะอาดง่ายเมื่อมีเศษอาหารตกลงไป ส่วนขนาดพรมปูพื้นในห้องนี้ควรมีขนาดพอดีหรือเลยขาเก้าอี้เล็กน้อยเพื่อความปลอดภัยในการนั่งนั่นเอง
ห้องนอน
ในห้องนอนซึ่งเป็นห้องที่มีการผ่อนคลายมาก การเลือกพรมปูพื้นในห้องนี้จึงควรเลือกพรมปูพื้นที่มีขนหนาแน่น ยาว และนุ่มฟู และจำเป็นที่จำต้องเลือกพรมปูพื้นที่มีแนวยาวจนเลยเตียงทั้งสองข้างเพื่อให้เท้าสัมผัสพรมเมื่อขึ้นหรือลงจากเตียง
เลือกจากสีหรือดีไซน์ของ พรมปูพื้น
การแต่งบ้านก็เหมือนงานศิลปะที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีถูกหรือผิด แต่ก็มีการจับคู่สีและลวดลายที่เหมาะสมกันให้บ้านสวยงามมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นการเลือกพรมปูพื้นก็ควรจะคำถึงสีสันและลวดลายที่เหมาะสมกับเฟอร์นิเจอร์หรืออารมณ์ของบ้านเพื่อให้ไปในทิศทางเดียวกัน
พรมปูพื้นสีอ่อน การใช้พรมปูพื้นที่มีสีอ่อนจะช่วยให้ห้องมีความผ่อนคลาย สบายตา และสว่างมากขึ้น แต่ไม่ควรปูในห้องที่มีฝุ่นหรือคราบเยอะเพราะจะทำให้ดูสกปรก
พรมปูพื้นสีปานกลาง สำหรับพรมปูพื้นสีปานกลางนั้นเป็นพรมที่มีความง่ายในการจับคู่ และมีความกลมกลืนไม่ทำให้มีส่วนใดของห้องโดดเด่นจนเกินไป
พรมปูพื้นสีเข้ม ถึงแม้ว่าพรมปูพื้นสีเข้มจะทำให้ห้องดูมืดและอึมครึม แต่การปูพรมสีเข้มนั้นมีข้อดีในการเพิ่มความเป็นทางการและหรูหราให้มากยิ่งขึ้น และยังไม่เห็นคราบสกปรกที่ชัดมากนักอีกด้วย
เลือกจากวัสดุของพรมปูพื้น
เมื่อคำนวณพื้นที่และวิธีการใช้งานของห้องต่าง ๆ ภายในบ้านแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงวัสดุพรมปูพื้นที่เลือกใช้ว่าวัสดุของพรมแบบไหนที่เหมาะสมกับการใช้งานภายในห้องต่าง ๆ บ้างตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น
รวมไอเดียแต่งบ้านด้วย พรมปูพื้น
พรมปูพื้น ลวดลายสวยงาม
เพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับห้องรับแขกด้วยพรมปูพื้นลวดลายสวยงาม เข้ากับห้องรับแขก อย่างห้องรับแขกห้องนี้ที่มีสีสันสวยงามอยู่ก่อนแล้ว และถ้าหากว่าเลือกพรมปูพื้นที่มีสีสันฉูดฉาดอาจทำให้ห้องสีสันแสบตาจนเกินไปได้
พรมปูพื้นสีเรียบง่าย
ถ้าอยากให้บ้านมีคอนเซปต์เก๋ ๆ ในแต่ละห้อง ก็ทำการคุมโทนสีของห้องต่าง ๆ ด้วยพรมปูพื้นสีที่คล้ายกับเฟอร์นิเจอร์ในห้อง โดยเฉพาะสีขาวหรือเท่าที่สามารถเข้ากับสีอื่น ๆ ได้ง่าย
พรมปูพื้นขนยาว
เสริมความอบอุ่นในห้องรับแขกที่มีเตาผิงด้วยพรมปูพื้นขนยาวที่ให้อารมณ์ความรู้สึกเหมือนอยู่ในต่างประเทศมากยิ่งขึ้น
พรมปูพื้นสีสันลวดลายมีเอกลักษณ์
นอกจากการวางตุ๊กตา ต้นไม้ และหมอนลายกระบองเพชรแล้ว การวางพรมลวดลายอินเดียก็ยังช่วยสร้างเอกลักษณ์และสีสันให้กับห้องนอนลูกเล็กได้เช่นกัน
พรมปูพื้นสไตล์โมเดิร์น
การแต่งห้องนอนด้วยพรมปูพื้นสไตล์โมเดิร์นขนยาวสีขาว ดำ หรือเทา ทำให้ห้องมีความเรียบง่ายแต่มีความหรูหรา
พรมปูพื้นสีธรรมชาติ
วางพรมปูพื้นแบบเส้นใยธรรมชาติหรือพรมชนิดอื่น ๆ สีน้ำตาลอ่อน เพื่อเพิ่มความเป็นธรรมชาติให้ห้องนั่งเล่นสไตล์ Loft ที่มีความแข็งทื่อจากปูน
พรมปูพื้นสีสันสวยงาม
ห้องนอนลูกที่ต้องการความสดใสก็วางพรมปูพื้นสีสันสวยงาม อย่าง แดง เหลือง หรือสีอื่น ๆ สามารถเสริมจินตนาการให้กับเด็ก ๆ ได้มากมาย
การดูแลทำความสะอาดพรมปูพื้น
ถึงแม้ว่าพรมปูพื้นจะช่วยเพิ่มความเรียบหรูได้เยอะ แต่พรมปูพื้นก็เป็นแหล่งสะสมของฝุ่นและเชื้อโรคต่าง ๆ มากมาย ผู้อยู่อาศัยจึงจำเป็นที่จะต้องทำความสะอาดอย่างถูกวิธีเพื่อความสะอาดและสวยงามอย่างยาวนานดังนี้
- กำจัดฝุ่นโดยการโรยน้ำยาซักแห้งฝุ่นสำหรับพรมปูพื้น นำแปรงขนอ่อนถูเบา ๆ จึงดูดฝุ่น
- ปล่อยให้พรมปูพื้นแห้งสนิทก่อนนำเฟอร์นิเจอร์มาวางทับป้องกันการเกิดหลุมบนพรมปูพื้น
- ทำให้พรมปูพื้นดูใหม่ด้วยการนำผ้าชุบน้ำหมาด ๆ เช็ด
- ดูดฝุ่นอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
สรุปท้ายบทความ
นี่คือเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้การแต่งบ้านของคุณเรียบเงียบและหรูหราขึ้นได้ง่าย ๆ ด้วยพรมปูพื้น แต่ไม่ว่าจะเลือกพรมปูพื้นประเภทไหน การดูและรักษาพรมปูพื้นภายในบ้านก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด และปัจจุบันก็มีพรมปูพื้นให้เลือกมากมายหลากหลายประเภท นอกจากนี้การเลือกเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ ที่เข้ากับบ้านของคุณก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ บ้านใหม่ ของคุณสวยงามขึ้นอีกด้วย
อ่านบทความ หาแรงบันดาลใจจาก 7 รายการแต่งบ้าน ใน Netflix
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
อยู่กับบรรยากาศเดิมๆ มาหลายปี ถึงเวลาเปลี่ยนแล้วหรือยัง ? แต่จะรีโนเวทใหม่ทั้งหมดก็กลัวงบบานปลาย วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมาเปลี่ยนห้องเก่าเป็นห้องใหม่ง่ายๆ ด้วยวอลเปเปอร์ติดผนัง จะห้องไหนๆ ก็เปลี่ยนได้ รับรองสวยเฉียบ เหมือนได้ห้องใหม่
วอลเปเปอร์ (Wallpaper) คืออะไร
วอลเปเปอร์ คือ กระดาษคุณภาพสูงหรือเรียกว่าจะวัสดุบุผนังก็ได้ ซึ่งใช้ในการตกแต่งภายในบ้านส่วนผนังของห้องให้สวยงามมากยิ่งขึ้น ตัววอลเปเปอร์นั้นถูกผลิตจากวัสดุประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กระดาษ ยิปซั่ม หรือผ้า จากนั้นเคลือบผิวหน้าด้วยโฟม ไวนิล PVC หรือแม้แต่เส้นใยธรรมชาติพร้อมการพิมพ์ลวดลายต่างๆ
ทำความรู้จักวอลเปเปอร์ประเภทต่าง ๆ
ในปัจจุบันพบว่า วัสดุที่ใช้ในการทำวอลเปเปอร์ติดผนังมีทั้งหมด 9 ประเภทด้วยกัน ซึ่งแต่ละประเภทมีข้อดี-ข้อจำกัด ดังต่อไปนี้
Vinyl Wallpaper
วัสดุที่นิยมใช้มากที่สุด ผลิตจากกระดาษเคลือบผิวหน้า (Surface) ด้วยสารประเภทไวนิลพิมพ์สี และใช้การกดลาย (Emboss) และในบางชนิดมีการทำรีจิสเตอร์ (Register) เพื่อเพิ่มเส้นของลวดลายต่างๆ ให้กับวอลเปเปอร์ ซึ่งวอลเปเปอร์ชนิดนี้สร้างมิติของลายได้อย่างหลากหลาย และยังสามารถกำหนดรายละเอียด ความตื้นลึกของลายได้อีกด้วย
ข้อดี – มีความทนทาน ลองรับการขูดขีดได้ดี สามารถเช็ดทำความสะอาดได้ด้วยน้ำ ดูแลรักษาง่าย ไม่อมฝุ่น ซึ่งเหมาะกับการแต่งผนังห้องทั่วไป
ข้อจำกัด – สี และลวดลายจางเร็ว หากเจอแสงแดดบ่อยๆ
Duplex Wallpaper
วอลเปเปอร์ชนิดกระดาษ นิยมใช้ผลิตเป็นวอลเปเปอร์สำหรับเด็ก มีความหนาน้อยกว่าวอลเปเปอร์แบบอื่น โดยจะเน้นไปที่ลายและสีสัน ผลิตจากกระดาษพิมพ์ลายอย่างเดียว ไม่มีการเคลือบผิวหน้า หรืออาจจะเพียงเคลือบมันบางๆ บนผิวหน้าเท่านั้น
ข้อดี – หาง่าย ราคาไม่สูง
ข้อจำกัด – ไม่เหมาะกับการติดในห้องที่มีความชื้นหรือเปียก ลวดลายไม่ค่อยมีมิติ
Textile Wallcovering
วอลเปเปอร์ชนิดหลังกระดาษ (Paper Black) แล้วใช้ใยสังเคราะห์ หรือ เส้นใยธรรมชาติ เช่น โพลีเอสเตอร์ ฝ้าย ไหม ทอเป็นลวดลายบนกระดาษ
ข้อดี – มีเส้นสายชัดเจน โดดเด่น สร้างความหรูหราให้กับผนังได้เป็นอย่างดี (ส่วนมากวอลเปเปอร์ประเภทนี้จะเป็นแบบหน้ากว้าง)
ข้อจำกัด – ดูแลรักษาค่อนข้างยาก เนื่องจากต้องระมัดระวังไม่ให้โดนฝุ่น และความชื้น เพราะทำมาจากเส้นใยธรรมชาติซึ่งมีความเปราะบาง
Non-Woven Wallpaper
วอลเปเปอร์นวัตกรรมใหม่ผลิตจากเส้นใยเซลลูโลส ไม่ต้องใช้เยื่อไม้จากป่าสนในการทำวัตถุดิบ และยังเป็นเทคโนโลยีจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในตลาดฝั่งยุโรป
ข้อดี – น้ำหนักเบา ฉีกขาดยาก ติดตั้งง่ายกว่ากระดาษ และทนทานมากกว่าในเรื่องความเหนียว ระบายความชื้นได้ดีกว่ากระดาษ ลอกออกง่ายสำหรับการเปลี่ยนวอลเปเปอร์ (Repealable)
ข้อจำกัด – อาจมีการลอกหรือหลุดบริเวณรอยต่อ หรือ ขอบ
Wood Backing Wallpaper
วอลเปเปอร์ที่ผิวหน้าเป็นไม้จริง ใช้วัสดุที่เป็นธรรมชาติ เช่น ไม้คอร์ก ไม้ไผ่ มาทำลามิเนตกับกระดาษหนังไก่ ไม่มีการเคลือบผิวหน้าเหมือนประเภทอื่นๆ
ข้อดี – สวยงาม และให้ผิวสัมผัสแบบธรรมชาติ
ข้อจำกัด – ต้องระมัดระวังเรื่องความชื้น
Fabric Backing Wallpaper
วอลเปเปอร์ที่ใช้วัสดุสิ่งทอเป็นด้านหลังแทนกระดาษ และเคลือบผิวหน้าด้วยสารพีวีซี (PVC)
ข้อดี – ทนทาน ป้องกันการกระแทกได้ดี เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการใช้งานมาก
ข้อจำกัด – ควรระมัดระวังเรื่องของความชื้น
Photo Wall
วอลเปเปอร์ชนิดภาพวิว กระดาษติดผนังที่พิมพ์เอาลวดลายหรือรูปภาพที่ถ่ายจากธรรมชาติหรือภาพเขียน ภาพถ่าย โดยมีลักษณะเป็นภาพเดียวทั้งผนัง เช่น ภาพบรรยากาศเมือง ภาพวิวธรรมชาติ ภาพบุคคล เป็นต้น
ข้อดี – สวยงาม ดูมีเรื่องราว
ข้อจำกัด – ต้องใช้ความแม่นยำในการวัดขนาดพื้นที่ให้แน่นอน เพราะถ้าหากไม่เตรียมพื้นที่ อาจทำให้เมื่อติดตั้งไปแล้ว ภาพที่ได้ไม่สวยงามอย่างที่ควรจะเป็น
Fiber Wall
วอลเปเปอร์แบบไฟเบอร์ เป็นวอลเปเปอร์ที่แตกต่างจากวอลเปเปอร์อื่นๆคือ ผลิตจากวัสดุแผ่น ที่เป็นแผ่นยิปซัมรีดบาง แล้วเคลือบผิวหน้าด้วยการใช้เส้นใยไฟเบอร์มาถักเป็นโครงสร้างเส้นใย (NET) จากนั้นทำการพิมพ์สีลวดลายให้สวยงาม
ข้อดี – ป้องกันการรั่วซึมของน้ำได้ดี อีกทั้งโครงข่าย (NET) ของไฟเบอร์มีความเหนียว ยึดผนังได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยผนังให้ไม่เกิดรอยร้าว และป้องกันรอยแยกได้ในระดับหนึ่ง
ข้อจำกัด – อาจเกิดรอยลอก ล่อน ที่สี หรือพื้นบนผิวผนังเดิมเมื่อทำการลอกออก
Foam Wallcovering
วอลเปเปอร์ชนิดหลังกระดาษ (Paper Back) เคลือบผิวหน้าด้วยสารพีวีซี (PVC) หรือโฟมพิมพ์สี จากนั้นทำการอบนูนเพื่อให้เป็นลวดลาย เหมาะสำหรับติดตั้งห้องที่ฝุ่นค่อนข้างน้อย เช่น ห้องนอน ห้องทำงาน
ข้อดี – ลวดลายเด่นชัด มีความหนานุ่ม สามารถทำความสะอาดได้ง่าย บดบังความไม่เรียบร้อยของผนังได้ดี นอกจากนี้ยังมีน้ำหนักเบากว่าวอลเปเปอร์ประเภทอื่น ทำให้สามารถติดบนเพนดานได้อีกด้วย
ข้อจำกัด – ในกรณีที่นำไปติดบนเพดาน ควรระวังเป็นพิเศษในเรื่องของความชื้นจากฝ้าเพดาน เพราะอาจเกิดหยดน้ำจากความเย็นบริเวณช่องแอร์แบบฝังเพดาน หรือ หลังคารั่วแล้วน้ำหยดซึมลงเพดานได้ เป็นต้น
เลือกลายวอลเปเปอร์ติดผนังอย่างไรให้ตรงใจ
- วอลเปเปอร์ลายใหญ่สีเข้ม ไม่เหมาะกับห้องขนาดเล็กหรือแคบ แต่ถ้ายังต้องการติดก็สามารถทำได้ แต่ควรติดกับผนังด้านใดด้านหนึ่ง หรือแค่บางส่วนของห้องเท่านั้น เช่น บริเวณหัวเตียง หรือในส่วนที่ต้องการความโดดเด่น
เพิ่มเติม : ไม่ควรเลือกวอลเปเปอร์ลายดังกล่าวทั้งห้อง เนื่องจากวอลเปเปอร์บางลายอาจดูรก ลายตา ส่งผลให้รู้สึกเวียนหัว เบื่อเร็ว อีกทั้งยังทำให้ห้องดูแคบ และยังเปลืองงบประมาณอีกด้วย
- วอลเปเปอร์ที่มีสีอ่อน ลายเรียบ ลายเล็ก จะช่วยทำให้ห้องกว้าง เหมาะกับการตกแต่งห้องที่มีเฟอร์นิเจอร์ Build-In ห้องที่มีการตกแต่งลายละเอียดมากๆ ห้องขนาดเล็กมีพื้นที่จำกัด เพราะวอลเปเปอร์ดังกล่าวจะยิ่งช่วยทำให้ห้องสว่าง ดูกว้าง และสบายตามากขึ้น อีกทั้งประหยัดการใช้ปริมาณวอลเปเปอร์ เนื่องจากการต่อลายเสียเศษน้อยกว่า
- วอลเปเปอร์ลายทาง/ลายเส้น ช่วยทำให้ห้องดูสูงขึ้น จึงเหมาะสำหรับห้องที่มีเพดานเตี้ย แต่ก็ควรเลือกลายวอลเปเปอร์ ให้เข้ากับสไตล์การตกแต่ง หรือแนวใดแนวหนึ่งตามการออกแบบ แต่ถ้าต้องการผสม ต้องดูสีหรือลายให้ไปด้วยกันได้ โดยอาจจะนำมาเปรียบเทียบกับหลายๆโทนสี ซึ่งการเลือกใช้สีไม่จำเป็นกลมกลืนเพียงอย่างเดียว อาจใช้สีอื่นมาตัดหรือผสมกันได้ ซึ่งจะช่วยสร้างความโดดเด่น แตกต่าง สะดุดตาเพิ่มขึ้น
4 ข้อควรคำนึงก่อนการเลือกซื้อวอลเปเปอร์ติดผนัง
1. ชนิดของห้อง
เพื่อให้ได้วอลเปเปอร์ติดผนังที่เหมาะสมกับห้อง คุณจึงควรพิจารณาก่อนว่าคุณต้องการติดวอลเปเปอร์ที่ห้องไหน เช่น ห้องนอน ให้ใช้วอลเปเปอร์สีอ่อน หรือลายดอกไม้เล็กๆ เพื่อให้ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
2. ขนาดห้อง
ขนาดห้องมีส่วนเป็นอย่างมากในการเลือกใช้วอลเปเปอร์ โดยเฉพาะในเรื่องของสี
2.1 ห้องขนาดใหญ่ ควรใช้วอลเปเปอร์ที่มีสีค่อนข้างเข้ม สามารถเลือกวอลเปเปอร์ลายลายเล็กหรือลายใหญ่ก็ได้
2.2 ห้องขนาดเล็ก ควรใช้วอลเปเปอร์ที่มีสีอ่อน เพื่อให้ห้องดูกว้างขึ้น สว่างขึ้น ไม่ควรเลือกวอลเปเปอร์ลายใหญ่เกินไป เพราะทำให้ดูอึดอัดและลายตา
2.3 ห้องที่มีความสูงมากๆ ควรใช้วอลเปเปอร์ที่มีลายขวาง
2.4 ห้องที่ความสูงไม่มาก ควรใช้วอลเปเปอร์ที่มีลายทางตามความสูงจะทำให้ห้องดูสูงขึ้น
3. สีของเฟอร์นิเจอร์
เพื่อให้การติดวอลเปเปอร์ดูสวยงามมากยิ่งขึ้น จึงควรเลือกสีหรือลวดลายวอลเปเปอร์ให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ที่จะใช้หรือมีอยู่
4. บรรยากาศของห้องที่ต้องการ
เพราะตัวของคุณใช้เวลาอยู่ในห้องแทบทุกวัน คุณจึงควรรู้ความต้องการของตนเอง ว่าอยากให้บรรยากาศของห้องออกมาในรูปแบบใด ทั้งนี้ก็เพื่อให้สุขภาพจิตและอารมณ์ของคุณมีแต่ความสบายใจยังไงล่ะ
ข้อดีของวอลเปเปอร์ติดผนัง
- ช่วยบดบังความไม่เรียบร้อยต่างๆของผนัง เช่น รอยปูนฉาบที่ไม่เรียบ รอยปูนแตกลาย หรือรอยร้าวบนผนัง
- ใช้ตกแต่งตาม Style ต่างๆ เช่น Modern, Classic, Plain & Texture, Special, Variety, Contemporary, Natural & Vintage
- ช่วยให้การตกแต่งภายในเสร็จได้ภายในเวลาสั้นๆ สามารถเข้าอยู่ได้ทันที ไร้กลิ่นเหม็นรบกวน
- ลดเสียงรบกวน จากผนังห้องได้ดีกว่าผนังทาสี
- ช่วยมลภาวะทางเสียงที่อาจจะได้รับจากห้องติดกัน และช่วยป้องกันเสียงจากห้องตัวเองที่อาจหลุดลอดออกไปรบกวนห้องข้างเคียงอีกด้วย
- ไม่มีกลิ่น ไม่เลอะเทอะ เหมือนกับการทาสีถึงแม้บางคนจะบอกว่าสีรุ่นใหม่ที่ดีจะไม่ค่อยมีกลิ่น แต่อย่างไรในการทาสีก็ต้องมีกลิ่นหลงเหลืออยู่บ้าง แต่การติดวอลเปเปอร์จะไม่มีกลิ่นติดเสร็จสามารถเข้าอยู่ได้เลย
- เปลี่ยนจากห้องโล่งๆ ให้กลายเป็นห้องที่น่าสนใจได้ง่ายๆ เนื่องจากวอลเปเปอร์มีลวดลายสวยให้เลือกมากมาย เช่น ลายไม้ ลายอิฐ ภาพวิว
- เป็นฉากถ่ายรูปภายในบ้านได้ ไม่ต้องไปสตูดิโอถ่ายภาพ
ข้อจำกัดของวอลเปเปอร์ติดผนัง
- ปัญหาราขึ้น ถึงแม้ว่าการติดวอลเปเปอร์ติดผนังจะติดในบ้านใหม่ หรือห้องใหม่ แต่ถ้าเจอน้ำฝนรั่วเข้ามาใส่หรือน้ำต่างๆ แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาคือเชื้อรา
- อายุการใช้งานที่น้อยกว่าการทาสี ถึงแม้ว่าวอลเปเปอร์ติดผนังนั้นจะมีคุณภาพที่ดีก็ตาม อีกทั้งในเรื่องของการทำความสะอาดมักจะเช็ดล้างไม่สะอาดเท่ากับการทาสี
- วอลเปเปอร์สามารถหลุดลอกได้ โดยอาจจะเริ่มลอกตามมุมเล็กๆ ตามรอยต่อก่อน ถ้าหากไม่รีบซ่อมแซมก็จะหลุดออกมามากจนดูไม่สวยงามได้
ปัญหาน้ำซึมเข้าไปอยู่หลังวอลเปเปอร์ติดผนัง เนื่องจากมีการรั่วบริเวณต่างๆ พอเวลาผ่านไปวอลเปเปอร์ติดผนังของเราก็จะมีราขึ้น ส่งผลให้มีคราบราที่เป็นจุดๆ ทำความสะอาดได้ยาก
สรุปท้ายบทความ
อยากเปลี่ยนห้องใหม่ แต่จะให้รีโนเวททั้งหมดอาจจะดูมากเกินไป ดังนั้นการลองเปลี่ยนแค่วอลเปเปอร์ก็เป็นตัวเลือกที่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าอยากให้ห้องออกมาในรูปแบบใด ลองกำหนดงบคร่าวๆ แล้วอ่านบทความนี้อีกสักรอบ รับรองไอเดียบรรเจิดอย่างแน่นอน