ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าด้วย Multifunctional Furniture

ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าด้วย Multifunctional Furniture

จะดีสักแค่ไหนเชียวถ้าหากว่าเรามีเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายภายในชิ้นเดียว และด้วยสังคมยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตัวเมืองมาก มีการซื้อหรือเช่าพื้นที่ห้องอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยไม่มากนักจนอาจลำบากต่อการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องให้คุ้มค่าที่สุด แล้วจะดีสักแค่ไหนเชียวถ้าหากว่าเรามีเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายภายในชิ้นเดียวอย่าง Multifunctional Furniture เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้อย่างหลากหลาย

รู้จัก Multifunctional Furniture

เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อมุ่งเน้นประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลายเพื่อประหยัดพื้นที่ภายในห้องโดยใช้หลักการการใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดอย่างชาญฉลาดและก่อให้เกิดประโยชน์การใช้งานสูงสุด

ซึ่งนอกจากข้อดีหลัก ๆ ของ เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ ที่สามารถช่วยประหยัดได้เป็นอย่างดีแล้ว การซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เยอะชิ้น ทำให้พื้นที่การอยู่อาศัยของคุณมีการเปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และยังลดความน่าเบื่อเมื่อต้อง Work Form Home นาน ๆ อีกด้วย

แต่ในทางกลับกันผู้เลือกซื้ออาจต้องมีการคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนเพราะจะต้องมีการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนฟังก์ชันอยู่เป็นประจำ และจำเป็นต้องมีความเป็นมืออาชีพสักหน่อยเพราะเฟอร์นิเจอร์แบบนี้มักจะมีรูปร่างที่แปลกตาจนทำให้ตกแต่งให้สวยงามยากสักหน่อย

Multifunctional Furniture แบบไหนที่น่าใช้

เตียงนอนพร้อมที่เก็บของ

ขอบคุณรูปจาก: alexandercho

อย่างที่ทราบกันดีว่า “ฝุ่น” เป็นศัตรูตัวร้ายของคนที่มีปัญหาภูมิแพ้ และฝุ่นในห้องของเราที่มากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ฝุ่นในพื้นที่บริเวณใต้เตียงของเราที่มักจะเกิดขึ้นกับเตียงที่ด้านใต้เปิดโล่งเหมือนกับห้องเช่าส่วนใหญ่ และพื้นที่ใต้เตียงแบบนี้ก็เป็นพื้นที่ว่างที่ไม่ได้ประโยชน์มากนักนอกจากการวางของไว้ด้านล่าง ซึ่งยิ่งทำให้ฝุ่นเหล่านี้เกาะตัวมากขึ้นไปอีก ! จนปัจจุบันดีไซเนอร์ก็เห็นถึงปัญหาเหล่านี้และมีการออกแบบเตียงที่สามารถเป็นได้ทั้งที่นอนและที่เก็บของในเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นบริเวณใต้เตียงหรือหัวเตียง ส่งผลให้การเก็บของใต้เตียงของคุณดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ตู้รองเท้าพร้อมที่นั่ง

ขอบคุณรูปจาก: totallyfurniture.com

เราเชื่อว่า สาว ๆ หลายคนต้องประสบปัญหาจำนวนรองเท้าที่เยอะแยะมากมายจนไม่รู้จะวางไว้ที่ไหน และปล่อยให้ทางเดินเล็ก ๆ ก่อนเดินออกจากประตูบ้าน ให้โล่งจนไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งถ้าคุณเป็นหนึ่งในบุคคลนั้นที่เรากำลังพูดถึงอยู่ล่ะก็ การวางตู้รองเท้าเล็ก ๆ ที่สามารถเป็นเก้าอี้นั่งได้ในเวลาเดียวกันจะช่วยให้รองเท้าคู่โปรดของคุณมีที่วางอย่างเป็นระเบียบไม่ต้องเสียเวลาหาและมีที่นั่งใส่รองเท้าได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ

โซฟาเบด

ขอบคุณรูปจาก: planetfurniture.com.au

การนอนดูหนังหน้าจอโทรทัศน์พร้อมขนมขบเคี้ยวชามใหญ่น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคนแต่ด้วยพื้นที่ของห้องเล็กเอามาก ๆ จนไม่สามารถวางโซฟาตัวใหญ่เพื่อดูหนังอย่างสบายใจได้ ทำให้ปัจจุบันมีนักออกแบบมากมายที่ออกแบบโซฟาที่สามารถปรับให้กลายเป็นเตียงได้เช่นกัน รับรองว่าคุณจะมีที่พักผ่อนแบบสบายสุด ๆ แน่นอน

เตียงพับได้

ขอบคุณรูปจาก: wayfair.com

เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่อาจทำให้ห้องของคุณเหลือพื้นที่ใช้สอยเพียงเล็กน้อยแต่ปัญหานี้จะหมดไปอย่างง่ายได้เพียงแค่คุณใช้เตียงที่สามารถพับเก็บได้จนเหลือแค่ตู้เก็บของแบบเรียบง่ายสวยงาม ช่วยให้พื้นที่ทางเดินห้องของคุณเพิ่มขึ้นได้มากจนเดินได้อย่างสบาย ๆ 

เก้าอี้อเนกประสงค์

ขอบคุณรูปจาก: coolsfurnitures.blogspot.com

เชื่อไหมว่าเก้าอี้เพียงหนึ่งตัวที่พับได้จะสามารถกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เตียง หรือบันไดเล็ก ๆ ไว้หยิบของที่อยู่สูงซะจะเราไม่สามารถหยิบได้

ตู้กระจก

ขอบคุณรูปจาก: midwestliving.com

ห้องน้ำ เป็นห้องรวมสิ่งของมากมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เกะกะทั่วห้อง แต่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแห่งการออกแบบบ้านนั้น มีสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ห้องน้ำของคุณดูสะอาดตามากยิ่งขึ้น นั่นคือ ตู้กระจกที่มีชั้นเก็บของซ่อนอยู่ภายใน ไอเท็มลับที่เก็บของให้เรียบร้อยโล่งตา

สรุปข้อดี Multifunctional Furniture

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วผู้อ่านหลายท่านคงรู้ว่า การจัดเก็บบ้านให้กว้างขวางและใช้ประโยชน์ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นให้คุ้มค่าถือเป็นทักษะที่สำคัญมากในการตกแต่งบ้านของคุณให้น่าอยู่ ซึ่งนอกจากเฟอร์นิเจอร์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมี Multifunctional Furniture อีกมากมายที่ทำให้การใช้ชีวิตของคุณง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ก็มีราคาที่สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับเฟอร์นิเจอร์แบบปกติที่มีขายทั่วไป

ดังนั้นการซื้อบ้านใหม่จาก Kaidee Property มันซะเลย ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะที่นี่เป็นเว็บไซต์รวบรวมอสังหาริมทรัพย์ราคาหลากหลายไว้มากมาย

ก่อนที่จะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ อย่างลืมทิ้งของเก่า ๆ ที่ไม่ใช้และจัดระเบียบให้เรียบร้อย มิเช่นนั้นบ้านคุณอาจจะกลายเป็นบ้านของสัตว์และแมลงต่าง ๆ แทน และถ้าใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองอ่าน บทความ จัดบ้านรกให้เรียบร้อยสไตล์ ‘มาริเอะ คอนโดะ’ เพื่อเป็นไอเดียในการโละของใช้ต่าง ๆ แล้วบ้านของคุณจะสะอาดตาเหมือนใหม่เลยล่ะ

กู้ซื้อบ้าน หลังแรกเริ่มต้นไม่ถูก เข้ามาที่นี่เลย !

กู้ซื้อบ้าน หลังแรกเริ่มต้นไม่ถูก เข้ามาที่นี่เลย !

ต้องยอมรับเลยว่า หนึ่งในความมั่นคงของชีวิตคือการซื้อที่อยู่อาศัยให้กับตัวเราเอง และบ้านหลังที่เราตัดสินใจเลือกแล้วก็อาจจะเป็นบ้านที่เราอยู่ต่อไปทั้งชีวิตของเรา แต่เชื่อได้เลยว่า ผู้อ่านหลายคนที่ซื้อบ้านเป็นหลังแรกก็คงจะเริ่มต้นไม่ถูกและไม่รู้ถึงขั้นตอนหรือเคล็ดลับการ กู้ซื้อบ้าน ให้ผ่านแบบง่าย ๆ ซึ่งบทความนี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้คุณเอง

ขอบคุณรูปจาก: stories

กู้ซื้อบ้าน หลังแรกต้องทำอย่างไร ?

หาบ้านที่ถูกใจ

ก่อนการตัดสินใจ ซื้อบ้าน สักหลัง การหาข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้ตรงใจเรามากที่สุดก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้ศึกษาก็สามารถดูความพึงพอใจจาก ราคา รูปแบบบ้าน ที่ตั้ง และรายละเอียดของบ้านแต่ละประเภทเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้

โครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยส่วนใหญ่แล้ว โครงการอสังหาริมทรัพย์แทบทุกโครงการจะมีเว็บไซต์หลักของโครงการ เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นกับผู้ที่สนใจจากฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างการนำชมเสมือนจริง หรือการติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโครงการนั้น ๆ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม รวมถึงเดินทางไปยังตัวโครงการเพื่อดูบ้านหรือคอนโดมิเนียมแต่ละหลังจริงๆ ซึ่งการติดต่อโครงการโดยตรงแบบนี้อาจจะทำให้มีโปรโมชั่นลดราคาหรือบริการเสริมอื่น ๆ ที่มาจากโครงการโดยตรง

นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ตัวกลางการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตั้งแต่การพูดคุย การเสนอราคา การดูสถานที่จริง และเจรจา โดยนายหน้าส่วนมากนั้นจะได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณ 3% จากตัวอสังหานั้น หรืออาจมากกว่าและน้อยกว่าตามแต่ตกลง

เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ สำหรับบ้านมือสอง การ ซื้อบ้าน จากเจ้าของบ้านถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะมีข้อดีคือมีราคาที่อาจไม่แพงมากนักและเรายังสามารถตกลงราคาได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ซึ่งอสังหาริมทรัพย์แบบนี้อาจมีการลงขายในเว็บไซต์สื่อกลางต่าง ๆ นั่นเอง

เว็บไซต์สื่อกลาง เว็บไซต์ที่มีอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้เลือกมากมายทั้งโครงการเก่า ใหม่ หรืออสังหาริมทรัพย์มือสอง ซึ่งมีราคาที่ไม่แพงเท่ากับการซื้อบ้านมือหนึ่ง ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้อาจมีเครื่องมือการคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้น มีคำแนะนำต่าง ๆ ในการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือการรีวิวโครงการอสังหาริมทรัพย์ และ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน

เว็บไซต์ Kaidee.com

เตรียมความพร้อมด้านการเงิน

เมื่อตัดสินใจเลือกบ้านที่ชอบแล้วขั้นตอนต่อไปในการ ซื้อบ้าน คือ การคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการซื้อบ้านหลังนี้ตั้งแต่ ราคาบ้าน ดอกเบี้ย และค่าตกแต่งบ้าน ซึ่งเราสามารถติดต่อกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อวัดความสามารถทางการเงินและเปรียบเทียบความคุ้มค่าของสินเชื่อระหว่างธนาคาร โดยทางธนาคารจะมีการตรวจสอบความสามารถทางการเงินของเราผ่านหน่วยงาน 2 หน่วยงาน ได้แก่

สถาบันการเงิน มีหน้าที่ในการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้านประกอบไปด้วย รายได้ ความเสี่ยงภาระหนี้สิน และการเดินบัญชีธนาคาร ซึ่งถ้าหากธนาคารไม่มั่นใจในคุณสมบัติทางการเงินของเราก็สามารถปฏิเสธการยื่นกู้หรือลดวงเงินที่เรายื่นกู้ได้เช่นกัน

เครดิตบูโร ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของผู้กู้ซื้อบ้านว่ามีประวัติธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทว่ามีแนวโน้มที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร และรายงานเพื่อพิจารณาการยื่นกู้สินเชื่อ

การดำเนินการเพื่อเป็นเจ้าของบ้าน

ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่ธนาคารอนุมัติการยื่นกู้ซื้อบ้าน คือการดำเนินการเพื่อให้ผู้ซื้อกลายเป็นเจ้าของบ้านตัวจริงซึ่งผู้ซื้อต้องทำการติดต่อหน่วยงานอีก 2 หน่วยงานดังนี้

วิศวกรตรวจสอบบ้าน ก่อนการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการ เราจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความเรียบร้อยของอสังหาริมทรัพย์หลังนั้น ซึ่งผู้ซื้อบ้านส่วนมากก็นิยมใช้บริการวิศวกรในการตรวจสอบความเรียบร้อยของอสังหาฯ โดยมีการตรวจสอบตั้งแต่พื้นที่ด้านนอกบ้าน โครงสร้าง หลังคา พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ประตู หน้าต่าง ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำ ว่ามีความไม่แข็งแรง ความไม่เรียบร้อย รอยร้าว รอยเปื้อน หรือรอยรั่วหรือไม่

เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เพื่อเป็นพยานในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การประเมินทุนทรัพย์ และเก็บค่าธรรมเนียมซึ่งในปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งก็มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อโดยการมอบอำนาจเพื่อดำเนินการในส่วนนี้แทน

เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้าน ได้แค่ไหน ?

เคยสงสัยไหมว่าถ้าหากเรามีเงินเดือนเท่านี้ จะสามารถกู้เงินซื้อบ้านได้สูงสุดแค่ไหนกัน แล้วมันมีวิธีคำนวณหรือไม่วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง

ถ้าหากว่าเรามีเงินเดือน 25,000 บาท

ราคาบ้านที่เราสามารถกู้ซื้อได้คือเท่าไร ?

เราต้องคำนวณความสามารถของราคาบ้านที่ต้องการกู้ซื้อโดยใช้สูตร

รายได้ต่อเดือน *60 = ราคาบ้านที่กู้ซื้อได้

25,000 * 60 = 1,500,000 บาท

แล้วสามารถผ่อนได้เดือนละเท่าไรกัน ?

จากคำกล่าวที่ว่า การผ่อนชำระเงินต่อเดือนสูงสุดจะทำได้ไม่เกิด 40% ของรายได้ ทำให้เราสามารถคำนวณสูตรในการคิดรายการผ่อนต่อเดือนคือ

25,000 * 40% = 10,000 บาท

ซึ่งในกรณีนี้คือการคำนวณแบบที่ผู้ยื่นกู้ไม่ได้มีภาระหนี้อื่น ๆ ด้วย

และถ้าผู้ยื่นกู้มีภาระหนี้อยู่ก่อนแล้วเดือนเท่าไร ก็จะต้องทำการหักออกจากส่วนที่สามารถกู้ได้สูงสุด เช่น ถ้าหากมีการผ่อนชำระรถอยู่แล้วเดือนละ 5,000 ผู้ยื่นกู้ก็จะมีความสามารถผ่อนชำระบ้านได้สูงสุดเพียง 5,000 บาท

แล้วมีวงเงินกู้สูงสุดเท่าไรล่ะ ?

การคำนวณวงเงินกู้สามารถคิดจากสูตร

(1,000,000 * ความสามารถผ่อนชำระ) ÷7,000 = (วงเงินที่สามารถกู้ได้)

(1,000,000 * 10,000) ÷7,000 = 1,428,571 นั่นเอง

เคล็ดลับการยื่น กู้ซื้อบ้าน ให้ผ่านฉลุย

ขอบคุณรูปจาก: jcomp

‘กู้ซื้อบ้าน’ คำที่หลายคนฟังแล้วกลัวจะไม่ผ่านง่าย ๆ จากเหตุผลต่าง ๆ นานาทั้งเป็นเด็กจบใหม่ ทั้งมีหนี้ผ่อนชำระค้างแต่วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่นำไปใช้แล้วการกู้บ้านของคุณอาจจะผ่านฉลุยไปง่าย ๆ !

อันดับแรกคือ การรู้ถึงความสามารถทางการเงิน ของเราจากสูตรข้างต้น ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะกู้ได้มากที่สุดแค่ไหนเพราะถ้าหากเรายื่นกู้เกินความสามารถของเราก็มีสิทธิ์ทำให้ถูกปฏิเสธการกู้ซื้อบ้านก็เป็นได้

อย่างที่บอกไปว่าการตรวจสอบบัญชีธนาคารเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ดังนั้นการทำบัญชีธนาคารของเราให้สวยงาม ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยการมีจำนวนเงินในบัญชีที่สม่ำเสมอและมีการดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีนั้นอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มทำการซื้อบ้าน

อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถยื่นกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นคือ การ เตรียมเอกสารของคุณให้ครบถ้วน ทั้งสลิปเงินเดือน ใบรับรองการทำงาน หรือหลักฐานรายได้พิเศษที่จะทำให้ธนาคารรู้ถึงรายได้ของคุณว่ามีมากแค่ไหนและช่วยให้คุณกู้ผ่านได้ง่ายขึ้น

นอกจากนี้ การยกเลิกบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น หรือ การชำระหนี้อย่างตรงต่อเวลา ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ช่วยให้สถานะทางการเงินของคุณมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และยิ่งถ้าคุณสามารถปิดหนี้ต่าง ๆ ก่อนการกู้ซื้อบ้านได้ยิ่งดี เพราะมันจะเป็นหลักประกันว่าคุณสามารถผ่อนบ้านได้ตรงต่อเวลายังไงล่ะ !

สรุปการ กู้ซื้อบ้าน ด้วยตัวเอง

นอกจากเงินที่เราเสียไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในการ ซื้อบ้าน หลังนี้คือ ตัวของคุณเองที่ต้องตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้บ้านที่ถูกใจซึ่งสามารถหาได้ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปด้านต้น

เพราะบ้านที่ถูกใจจะทำให้บ้านกลายเป็นบ้านของเราจริง ๆ <3

กรุงเทพตะวันออก (รอบนอก) ทำเลน่าลงทุน

กรุงเทพตะวันออก (รอบนอก) ทำเลน่าลงทุน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา การพัฒนาพื้นที่เมืองได้ฉายแสงมายังกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก โดยไล่มาตั้งแต่พระราม 9 ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น New CBD ที่มีอัตราเติบโตสูงไปเรียบร้อยแล้ว มุ่งสู่ย่านรามคำแหง บางกะปิ กรุงเทพกรีฑา และแตกแขนงกว้างขึ้นในโซนลาดกระบัง คลองสามวา และมีนบุรี อันเป็นพื้นที่ชานเมืองที่ได้รับอานิสงค์จากการมาถึงของโครงการรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีส้ม จนทำให้เป็นที่จับจองของนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์จำนวนมาก 

ร่างผังเมืองใหม่ ขยายความเป็นเมือง 

แม้จะยังไม่ประกาศใช้อย่างเป็นทางการ แต่การเปิดเผย (ร่าง) ผังเมืองรวมกรุงเทพ (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ก็แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ที่ขยายความเจริญออกสู่ชานเมือง โดยเฉพาะที่ดินตามแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ ทั้งที่เป็นส่วนต่อขยายและโครงการรถไฟฟ้าที่กำลังก่อสร้าง  

เปรียบเทียบการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 ฉบับบังคับใช้ปัจจุบัน และ (ร่าง) ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 4) ซึ่งจะประกาศใช้ในอนาคตอันใกล้
(ภาพจาก สํานักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร )

จากภาพเปรียบเทียบข้างต้นจะเห็นว่าพื้นที่สีเหลือง (หมายถึงพื้นที่ที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย) ถูกปรับเป็นสีส้ม (ที่อยู่หนาแน่นปานกลาง) กว่าเท่าตัว โดยเฉพาะในฝั่งกรุงเทพตะวันออก ช่วงเขตสวนหลวง บางกะปิ บึงกุ่ม และคันนายาว อันเป็นผลพวงมาจากการก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 สาย ได้แก่ สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) สายสีเหลือง (ลาดพร้าว-สำโรง) ซึ่งหากไม่มีอะไรผิดพลาดเราจะได้ใช้บริการครั้งแรกในปลายปี 2564 และสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมฯ-มีนบุรี) ที่จะแล้วเสร็จในปี 2567

นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงของเขตสีขาวมีกรอบและเส้นทแยงสีเขียว ซึ่งเป็นที่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม หรือที่รู้จักกันกันในนามของพื้นที่รองรับน้ำของกรุงเทพ (Flood Way) โดยโซนมีนบุรีและคลองสามวาถูกเทิร์นเป็นพื้นที่สีเขียวมากกว่าครึ่ง เพื่อขยายประโยชน์การใช้พื้นให้เหมาะกับการพัฒนาที่ดินซึ่งปัจจุบันพื้นที่เกษตรกรรมถูกเปลี่ยนเป็นโครงการบ้านจัดสรรไปก่อนล่วงหน้าแล้ว 

พื้นที่รับน้ำในเขตคลองสามวา มีนบุรี หนองจอก และลาดกระบังถูกปรับไซส์เล็กลง
เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้ประโยชน์ที่ดินให้มากขึ้น
(ภาพจาก สํานักการวางผังและพัฒนาเมือง กรุงเทพมหานคร )

ในร่างดังกล่าวยังปรับ “รหัสพื้นที่” ให้ละเอียดขึ้นซึ่งจะส่งผลต่อ “อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน” (FAR :  Floor to Area Ratio) กล่าวคือ ในที่ดินแปลงเดียวกันอาจสามารถปลูกสร้างอาคารให้มีพื้นที่ใช้สอยมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเพิ่ม FAR Bonus หรือมาตรการส่งเสริมการพัฒนาด้วยการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว ซึ่งจะทำให้ที่ดินนั้นๆ สามารถปลูกสร้างอาคารได้มากขึ้น

โดยพื้นที่ในโซนกรุงเทพตะวันออกที่ได้รับอานิสงค์จากการปรับค่า FAR มากที่สุดคือเขตมีนบุรีบริเวณที่เป็นจุดให้บริการของสถานีรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีส้ม โดยมีการปรับจากที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง (ย.6) เป็นพื้นที่พาณิชยกรรม (พ.5) และขยายจาก FAR 4.5 เป็น FAR 7 เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางธุรกิจในย่านนั้น  

ราคาประเมินอัปขึ้นยกโซน 

นอกจากร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครที่ใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเจริญที่คืบคานสู่กรุงเทพรอบนอก ราคาประเมินก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ใช้พิจารณาความร้อนแรงของพื้นที่ ข้อมูลจากประชาติธุรกิจกับการสัมภาษณ์ “ฐนัญพงษ์ สุขสมศักดิ์” ผู้อำนวยการกองประเมินราคาทรัพย์สิน กรมธนารักษ์ เมื่อปีที่แล้ว ระบุว่าในโซนกรุงเทพตะวันออก พื้นที่เขตหนองจอกปรับตัวสูงสุดถึง 6.68% โดยบริเวณถนนบุรีภิรมย์ ตลาดหนองจอก วงเวียนหนองจอก และซอยเลียบวารี ปรับขึ้นเฉลี่ย 15,000-35,000 บาท/ตารางวา

ในขณะที่เขตลาดกระบัง ปรับขึ้น 3.52% โดยมีราคาประเมินสูงถึง 50,000-65,000 บาท/ตารางวา สำหรับถนนลาดกระบังช่วงสะพานข้ามคลองลำตาพุก สะพานข้ามคลองหนองตะกร้า สะพานข้ามคลองหนองปรือ และตลาดหัวตะเข้

ส่วนเขตมีนบุรีและคลองสามวาแม้จะปรับตัวขึ้นเพียง 2.98% แต่ราคาเฉลี่ยต่อตารางวากลับมีราคาสูงขึ้นหลักแสนบาท เช่น ถนนสีหบุรานุกิจ ราคา 60,000-110,000 บาท/ตารางวา ถนนรามอินทรา ราคา 100,000 บาท/ตารางวา ถนนรามคำแหง ราคา 52,000-90,000 บาท/ตารางวา และถนนเสรีไทย ช่วงคู่ขนานกาญจนาภิเษก-แยกมีนบุรี ราคา 80,000 บาท/ตารางวา เป็นต้น

าพมุมสูงของเขตมีนบุรีที่มีทั้งรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสีส้มวิ่งผ่าน ส่งผลให้ราคาประเมินที่ดินสูงขึ้น
(ภาพจาก เพจเฟซบุ๊คโครงการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองมีนบุรีและพื้นที่ต่อเนื่อง)

“มีนบุรี” เซ็นเตอร์เศรษฐกิจใหม่แห่งกรุงเทพตะวันออก

เมื่อนำข้อมูลของผังเมืองใหม่และราคาประเมินล่าสุดมาวิเคราะห์ร่วมกันจะพบว่า “มีนบุรี” กลายเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโซนกรุงเทพตะวันออก ที่ครบครันด้วยแหล่งที่อยู่อาศัย ย่านพาณิชย์ แหล่งช้อปปิ้ง และพื้นที่สีเขียว ที่สำคัญยังเป็นจุดหมายปลายทางของโครงการรถไฟฟ้าทั้งสายสีชมพูและสายสีส้ม และยังถูกวางตัวให้เป็น Sub-Center หรือศูนย์ชุมชนชานเมืองเพื่อยกระดับสู่ย่านธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ในระยะเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า

โดยมีการศึกษาความเป็นไปได้ผ่าน “โครงการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองมีนบุรีและพื้นที่ต่อเนื่อง” ภายใต้แนวคิด “มีนบุรีเมืองแห่งความมีชีวิตชีวา” โดยโฟกัสไปที่การพัฒนาพื้นที่รอบสถานีรถไฟฟ้าตามหลักการพัฒนาพื้นที่เปลี่ยนถ่ายการสัญจร (Transit Oriented Development หรือ TOD) เพื่อสร้าง Traffic การใช้พื้นที่ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ตลอดจนคํานึงถึงสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสำหรับการขยายตัวของเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสำนักการวางผังและพัฒนาเมืองกรุงเทพมหานครมีแผนพัฒนาโครงการนำร่องด้วยพื้นที่สวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติ ร.9 บนที่ขนาด 6 ไร่ ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นที่สำคัญคือ ตรงข้ามสำนักงานเขตมีนบุรี ด้านหลังติดคลองแสนแสบ ด้านหน้าติดถนนสีหบุรานุกิจ

คีย์การพัฒนาใน “โครงการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองมีนบุรีและพื้นที่ต่อเนื่อง”
ภายใต้แนวคิด “มีนบุรีเมืองแห่งความมีชีวิตชีวา”
(ภาพจาก เพจเฟซบุ๊คโครงการพัฒนาศูนย์ชุมชนชานเมืองมีนบุรีและพื้นที่ต่อเนื่อง)

นอกจากการพัฒนาของภาครัฐแล้ว ภาคธุรกิจและนักลงทุนรายใหญ่ก็มีข่าวว่ากลุ่มเดอะมอลล์ได้ซื้อที่ดินในรอบรัศมีสถานีรถไฟฟ้ามีนบุรีเพื่อเตรียมพัฒนาศูนย์การค้าพื้นที่ไม่ตํ่ากว่า 1 แสนตารางเมตร โดยคาดการณ์กันว่าหารถไฟฟ้าเปิดใช้อย่างเต็มระบบแล้ว ราคาที่ดินในแถบนี้จะขยับสูงถึง 2 แสนบาทต่อตารางวาเลยทีเดียว

สรุปท้ายบทความ

การขยายเส้นทางของโครงการรถไฟฟ้าหลากสีทำให้ย่านชานเมืองกลายเป็นทำเลที่คึกคัก และยังส่งผลต่อการเตรียมปรับผังรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งช่วยให้การใช้ประโยชน์จากที่ดินสูงขึ้น โดยเฉพาะโซนกรุงเทพตะวันออกที่มีความหนาแน่นของการอยู่อาศัยมากกว่าเท่าตัว และยังมีหมุดหมายให้ “มีนบุรี” เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจใหม่ ท่ามกลางทำเลบรรจบของรถไฟฟ้าสายสีมชมพูและสีส้มที่ช่วยเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างกรุงเทพตะวันออก กรุงเทพตะวันตก และเขตเมืองชั้นในเข้าไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ยังได้แต้มต่อจากสนามบินสุวรรณภูมิ และการเป็นเขตพื้นที่ติดต่อกับพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ซึ่งจะมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับมากมาย จนทำให้มีนบุรีและเขตปกครองกรุงเทพตะวันออกรอบนอกเป็นอีกหนึ่งโลเคชันน่าจับจองและลงทุนเพื่อโอกาสการเติบโตในอนาคต

Fully Fitted และ Fully Furnished เลือกอะไรดีนะ ?

Fully Fitted และ Fully Furnished เลือกอะไรดีนะ ?

ในปัจจุบันมีอสังหาริมทรัพย์ผุดขึ้นมามากมาย ทำให้การแข่งขันกันระหว่างโครงการคอนโดมิเนียมต่าง ๆ สูงขึ้นจนอาจมีราคาที่ลดลงมาก และตัวเลือกก็ยิ่งมากขึ้นทำให้เราต้องมีการศึกษาหาข้อมูลเปรียบเทียบแต่ละโครงการ ซึ่งในเวลาที่เราหาข้อมูลของโครงการคอนโดมิเนียมหลายแห่ง ถ้าหากเราสังเกตดี ๆ จะเห็นได้ว่า ในคอนโดมิเนียมแทบทุกโครงการที่เปิดให้เราซื้อนั้นจะมีตัวหนังสือภาษาอังกฤษเล็ก ๆ เขียนไว้ว่า Fully Fitted หรือ Fully Furnished

รู้ไหมว่า คำนี้เองที่เป็นตัวแบ่งจำนวนของเฟอร์นิเจอร์ที่ทางโครงการให้มาพร้อมกับห้อง แต่เราเชื่อว่าก็คงมีหลายคนที่ไม่รู้ว่าทั้ง 2 คำนี้มีความแตกต่างอย่างไรบ้าง และ ห้องแต่ละประเภทเหมาะกับคนกลุ่มไหน วันนี้เราจะมาอธิบายให้ฟังกัน อย่ารอช้า ไปอ่านกันเลย

Fully Fitted คืออะไร ?

เป็นประเภทห้องของทางโครงการคอนโดมิเนียมที่ขายห้องยูนิตให้พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์บางส่วนที่สำคัญอย่าง เคาน์เตอร์ครัว อ่างล้างจาน ตู้เก็บของ และชุดสุขภัณฑ์ในห้องน้ำ (โถสุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า กระจก และฝักบัว) ซึ่งแต่ละโครงการก็มีความแตกต่างกัน มีทั้งแบบ Built-in เช่น ชั้นวางโทรทัศน์ หรือ ตู้เสื้อผ้า ตามพื้นที่และนโยบายของคอนโดมิเนียมแต่ละโครงการ

ข้อดีของห้อง Fully Fitted

เมื่อทางโครงการมีการให้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่ต้อง Built-in มา ทำให้ห้องประเภทนี้มีราคาที่ถูกกว่า และถ้าหากคุณกลัวในเรื่องของสไตล์การตกแต่งของโครงการคอนโดมิเนียม คุณก็สามารถออกแบบห้องของคุณเองได้ตามใจชอบ เพราะห้องประเภทนี้จะให้เพียงเฟอร์นิเจอร์สำคัญซึ่งช่วยให้เราใช้สอยพื้นที่ได้อย่างคุ้มค่าด้วยตัวเอง รวมถึงยังไม่ต้องลำบากในการ Built-in เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ที่พอดีเหมาะสมกับขนาดห้องอีกด้วย

ข้อด้อยของห้อง Fully Fitted

สำหรับข้อด้อยของห้องแบบนี้คงจะหนีไม่พ้น ระยะเวลาในการตกแต่งห้องที่อาจยืดเยื้อกินเวลามากเพราะไม่สามารถหาเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจได้ รวมถึงราคารวมหลังจากตกแต่งเรียบร้อยก็มีโอกาสแพงกว่าห้องที่ให้เฟอร์นิเจอร์มาแบบครบถ้วนได้ถ้าไม่มีการคำนวณราคาของเฟอร์นิเจอร์ชิ้นต่าง ๆ ให้ดี

แล้วห้องประเภทนี้เหมาะกับใคร ?

แน่นอนว่าห้องประเภทนี้ที่ไม่ได้ให้เฟอร์นิเจอร์มาให้ทั้งหมด ต้องเหมาะกับคนที่ชื่นชอบการแต่งห้อง ต้องการประหยัดงบในการลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ ไม่ได้รีบร้อนในการเข้าอยู่ และเป็นคนอาศัยเอง เพราะถ้าหากเราได้เฟอร์นิเจอร์ที่ถูกใจก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของเราที่มีต่อบรรยากาศในห้อง

ห้อง Fully Furnished คืออะไร ?

fully finished
ขอบคุณรูปจาก: katemangostar

คือห้องยูนิตที่ทางโครงการให้พร้อมกับเฟอร์นิเจอร์เต็มรูปแบบ ทั้งแบบลอยตัวและ Built-in ไม่ว่าจะเป็น โซฟา เตียง ชั้นวางโทรทัศน์ โต๊ะรับแขก และอื่น ๆ อีกมากมาย แม้กระทั่งผ้าม่าน เครื่องใช้ไฟฟ้าก็อาจมีมาให้ เรียกได้ว่าสามารถเข้าอยู่ได้ทันทีเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละโครงการด้วยว่าจะให้มาในรูปแบบไหน อาจมีให้เลือกหลายเซตหรือเซตเดียวก็ได้

ข้อดีของห้อง Fully Furnished

อย่างที่บอกไปว่าห้องประเภทนี้จะได้เฟอร์นิเจอร์แบบเต็มรูปแบบทำให้ผู้ซื้อสามารถเข้าอยู่ได้ทันทีไม่ต้องรอเวลาในการตกแต่งห้องก่อนเข้าอยู่ ไม่ยุ่งยากในการขนย้าย ส่วนภายในห้องก็จะได้เฟอร์นิเจอร์ที่ครบครันสะดวกสบายต่อการใช้ชีวิตโดยที่ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม และยังสามารถแบ่งสัดส่วนของห้องได้อย่างลงตัว

ข้อด้อยของห้อง Fully Furnished

ในคอนโดมิเนียมบางแห่งอาจให้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ได้มีคุณภาพเพื่อลดต้นทุนในการขาย หรือมีจำนวนที่เยอะจนเกะกะตา และไม่เข้ากับความชอบของเราเสียทั้งหมด เราจึงจำเป็นต้องทำการตรวจสอบของจริงให้ดีก่อนที่จะทำการตกลงซื้อขายไม่เช่นนั้นอาจได้เฟอร์นิเจอร์ที่ไม่ถูกใจได้

แล้วห้องประเภทนี้เหมาะกับใคร ?

สำหรับห้องที่ให้เฟอร์นิเจอร์มาแบบครบครันแบบนี้ เหมาะกับนักลงทุนที่ซื้อเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อไม่จำเป็นต้องเข้าอยู่เอง โดยอาจมีการเพิ่มฟังก์ชันอื่น ๆ ที่ทำให้เฟอร์นิเจอร์ครบครันมากขึ้นไปอีกทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือของประดับตกแต่งต่าง ๆ หรืออาจเป็นบุคคลที่ต้องการเข้าอยู่ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เสียเวลา

ห้อง No Furnished คืออะไร ?

นอกจากห้องทั้งสองแบบที่ได้อธิบายไปแล้ว ยังมีห้องที่ไม่ได้ให้เฟอร์นิเจอร์อะไรเลย อาจมีเพียงแค่ชุดสุขภัณฑ์หรือการเดินระบบไฟฟ้าและน้ำมาให้ ทำให้เราสามารถตกแต่งห้องได้แบบจัดเต็มเหมือนกับการซื้อบ้านในหมู่บ้าน ซึ่งอาจจะต้องมีการควบคุมงบประมาณให้ไม่บานปลายมากกว่าที่ตั้งไว้อย่างระมัดระวัง ห้องประเภทนี้เหมาะกับคนที่มีเฟอร์นิเจอร์ครบถ้วนหรือไม่ได้ต้องการความสะดวกสบายมากนัก เรียกได้ว่าถ้าหากว่ามีเฟอร์นิเจอร์จะได้ไม่เสียดายถ้าหากต้องทิ้งนั่นเอง

สรุปท้ายบทความ

หวังว่าหลังจากอ่านแล้วจะทำให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจซื้อคอนโดใหม่หรือหาคอนโดเช่าอยู่เองจะสามารถไตร่ตรองอย่างระมัดระวังว่าตนเองเหมาะกับห้องประเภทไหน ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับความชื่นชอบและงบประมาณที่มีอยู่ว่าลงทุนแบบไหนคุ้มค่ามากกว่ากัน รวมถึงวัตถุประสงค์ในการลงทุนว่าเพื่อปล่อยเช่าหรืออยู่อาศัยเอง

แนะนำว่าก่อนการตัดสินใจว่าจะซื้อห้องยูนิตแบบไหนขอให้ได้มีการศึกษาหาข้อมูลเรื่องโปรโมชั่นของโครงการ งบประมาณที่ต้องใช้ ทำเลของโครงการคอนโดมิเนียม และความถูกใจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบความคุ้มค่าที่จะได้รับเมื่อซื้อคอนโดมิเนียมที่ต้องการ แล้วคุณจะได้ห้องที่ใช่สำหรับคุณที่สุดอย่างแน่นอน

แล้วอย่าลืมเข้าไปอ่านบทความรีวิวอสังหาริมทรัพย์ในทำเลต่าง ๆ ที่ต้องการได้จากบทความใน เทรนด์อสังหาฯ ที่มีรีวิวคอนโดมิเนียมมากมาย เพื่อเป็นตัวช่วยให้คุณได้อ่านและเลือกโครงการคอนโดมิเนียมที่ถูกใจ

และถ้าหากว่าตัดสินใจได้แล้ว ใน Kaidee Property ก็มีคอนโดมิเนียมให้เลือกซื้อมากมายหลากหลายราคา รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ๆ ที่นี่ก็มีให้ได้เลือกเช่นเดียวกัน

สุดท้ายนี้ Kaidee ขอให้ทุกคนได้คอนโดมิเนียมที่ใช่ ในราคาที่ชอบจากที่นี่นะคะ

ขายอสังหาฯ มือสอง…ขายเองหรือฝากขาย แบบไหนดีกว่ากัน?

ขายอสังหาฯ มือสอง…ขายเองหรือฝากขาย แบบไหนดีกว่ากัน?

“แกๆ แม่ฉันอยากขายบ้าน แกว่าฉันควรขายเองหรือฝากขายดีอ่ะ?” 

คำถามเบสิคที่ถ้าใครมีที่อยู่อาศัยหรือที่ดินอยากขาย คงต้องเคยมีคำถามนี้ผุดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่ไม่ต้องสงสัยกันนานค่ะ วันนี้ Kaidee รวบรวมข้อมูลน่าสนใจมาช่วยเพื่อนๆ พิจารณากันแล้วว่าแบบไหนจะเหมาะกว่ากัน 

ขายบ้านเอง นักเลงพอ

“เสียดายค่านายหน้า 3%” คือเหตุผลหลักของคนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจขายอสังหาฯ มือสองด้วยตัวเอง และถ้าใครได้ลองค้นกระทู้ในพันทิปมาอ่านจะพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของคนที่แสดงความคิดเห็นล้วนเชียร์ให้เจ้าของทรัพย์ประกาศขายเองทั้งนั้นเพื่อไม่ต้องเสียเงินส่วนต่างดังกล่าว ซึ่งคงพอทำให้มือใหม่อุ่นใจได้บ้าง 

อย่างไรก็ตาม การเก็บเงินที่ได้จากการขายอสังหาฯ แบบเต็มจำนวนจำเป็นต้องแลกด้วยเวลาและกำลังแรงกายแรงใจของเจ้าของทรัพย์ในการทำการบ้านหาข้อมูล ถ่ายภาพ ลงประกาศขายบ่อยๆ และดำเนินธุรกรรมเมื่อถึงเวลาที่ขายได้ ซึ่งอาจกินระยะเวลามากน้อยแตกต่างกันไป

เทคนิคขายเองให้ได้ผล

สิ่งสำคัญคือการหาและให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน เริ่มตั้งแต่หาข้อดีของพื้นที่โดยรอบที่ตั้งของทรัพย์สินเพื่อใช้เป็นจุดขายมาจูงใจผู้ซื้อ เช่น ใกล้ห้างสรรพสินค้า มีทางด่วนวิ่งเข้าใจกลางเมืองได้ง่าย หรือแปลงที่ดินติดถนนใหญ่ เป็นต้น รวมทั้งสำรวจราคาตลาดว่าโปรดักส์ที่เราจะขาย คนอื่นๆ ที่อยู่บริเวณนั้นเขาขายกันเท่าไร เพื่อกำหนดราคาขายที่เหมาะสม เพราะหากเราตั้งราคาสูงเกินไปก็จะทำให้ขายยากหรือถ้าขายก็อาจใช้เวลานานนับปี 

นอกจากนี้ยังควรศึกษาแผนพัฒนาผังเมืองเพื่อทราบศักยภาพของทำเลในอนาคต อาทิ เป็นทำเลที่มีโครงการรถไฟฟ้าวิ่งผ่านในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือเป็นโซนที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์กำลังเข้ามาพัฒนา ซึ่งจุดนี้มีส่วนช่วยให้เราสามารถอัปราคาได้อีกและไม่ต้องมานั่งเสียใจภายหลังเพราะ “ขายหมู” (ขายได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้) โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่รอเวลาขายได้ 

Sell Property by Myself

ขั้นตอนถัดมาที่เจ้าของทรัพย์ต้องทำคือป่าวประกาศเพื่อให้ผู้คนได้ทราบมากที่สุด ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ทั้งโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์อสังหาฯ มือสอง หรือมาประกาศในเว็บ Kaidee.com ก็ได้นะ และที่ขาดไม่ได้คือการบอกต่อให้บรรดาบ้านใกล้เรือนเคียง เพื่อนร่วมคอนโด หรือแม้แต่นิติฯ หมู่บ้านได้ทราบว่าเรามีที่ดิน มีบ้าน มีห้องที่พร้อมจะขาย โดยพบว่า เปอร์เซ็นต์การขายอสังหาฯ ด้วยตัวเองที่มาจากการบอกแบบปากต่อปากนั้นสามารถปิดจบการขายได้เร็วกว่าช่องทางอื่นๆ 

นอกจากนี้เจ้าของทรัพย์ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างจริงใจโดยเฉพาะเรื่องของสภาพทรัพย์สินที่จะขาย (ภาพถ่ายตรงปก) แผนที่ตั้ง (แชร์โลเคชันด้วยจะดีมากๆ) และราคา พร้อมทั้งปิดป้ายประกาศ ณ จุดขายให้ชัดเจน เพราะพฤติกรรมคนซื้อส่วนใหญ่มักแวะเวียนมาดูสินค้าก่อนเสมอ ป้ายเหล่านี้จึงเป็นตัวแทนผู้ขายได้อีกทางหนึ่ง

เมื่อเจรจาต้าอ่วยตกลงซื้อขายกันได้เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เจ้าของทรัพย์ต้องปฏิบัติคือการทำ “สัญญาจะซื้อจะขาย” หรือเรียกอีกอย่างว่า “สัญญาวางเงินมัดจำ” เพื่อการันตีว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคตแน่ๆ รวมทั้งเป็นสัญญาที่แสดงข้อตกลงความรับผิดชอบค่าใช้จ่าย อาทิ ค่าธรรมเนียมโอน ภาษีเงินได้ หัก ณ ที่จ่าย และค่าจดจำนอง ฯลฯ ว่าใครต้องจ่ายส่วนไหนบ้างเพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในวันโอน ซึ่งหลังจากทั้งสองฝ่ายเคลียร์เอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้วจึงจบลงด้วยการโอนกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินเป็นลำดับสุดท้าย 

ฝากขาย สบายกว่า

สำหรับใครที่ไม่มีเวลาหรือยุ่งเกินกว่าจะรับโทรศัพท์เพื่อตอบคำถามมากมายจากผู้สนใจซื้อ การฝากให้ตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ช่วยดูแลถือว่าตอบโจทย์ เพราะคนเหล่านี้จะทำหน้าที่แทนเจ้าของทรัพย์ในส่วนที่เป็นงานติดป้ายประกาศตามสื่อต่างๆ เป็นตัวกลางเจรจาต่อรองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ให้คำแนะนำแก่ผู้ซื้อเพื่อขอกู้สินเชื่อกับธนาคาร รวมถึงจัดการเอกสารสัญญาต่างๆ โดยเราไม่ต้องจ่ายค่าจ้างใดๆ จนกว่าทรัพย์นั้นจะขายได้ 

ส่วนเจ้าของทรัพย์ยังคงต้องทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นเช่นเดียวกับการประกาศขายอสังหาฯ เอง ว่าจะขายอะไร มีภาพถ่ายอย่างไร สภาพของบ้านมีเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งรวมด้วยไหม ราคาขายหรือราคาปล่อยเช่าเท่าไร (หากอสังหาริมทรัพย์ของเรามีศักยภาพ เช่น อยู่ในทำเลดี มีความต้องการซื้อสูง หรือสามารถนำไปพัฒนาเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ได้ เอเจนท์มืออาชีพส่วนใหญ่จะช่วยประเมินราคาที่เหมาะสมให้ด้วย) ราคาดังกล่าวรวมค่าคอมมิชชันแล้วหรือยัง และในกรณีทรัพย์รอขายเป็นที่ดินเรายังต้องแสดงเอกสารหลังโฉนดเพื่อยืนยันว่าเป็นเจ้าของที่ดินตัวจริง และหากเป็นที่ดินแปลงใหญ่ก็ต้องเตรียมใบระวางที่ดินให้เอเจนท์ด้วย

Sell Property by Agency

ค้นหาตัวแทนขายอสังหาฯ มืออาชีพ

ปัจจุบันมีตัวแทนขายอสังหาฯ ให้เลือกจำนวนมากทั้งในรูปแบบบริษัทและรับงานอิสระ ซึ่งเราอาจพิจารณาเลือกใช้บริการโดยดูจากชื่อเสียง หรือขอคำแนะนำจากผู้ที่เคยใช้บริการ หรืออาจลองให้นายหน้าเหล่านั้นได้ลงมือทำงานจริงและวัดผลในช่วง 3-4 เดือน หากไม่มีอะไรคืบหน้าก็เปลี่ยนเจ้าใหม่ เพราะเรื่องแบบนี้ค่อนข้างฟันธงยากว่าเจ้าไหนจะขายได้ราคาดีหรือเร็วกว่ากัน เนื่องจากมีปัจจัยที่ต้องคำนึงทั้งในฝั่งผู้ขาย เช่น กำหนดราคาไว้สูงไหม ทำเลที่ตั้งอสังหาฯ ดีหรือเปล่า ระดับความต้องการปล่อยขายทรัพย์เร็วหรือรอได้ ฯลฯ และในฝั่งนายหน้าว่ามีประสบการณ์มากน้อยแค่ไหน ฐานลูกค้าในมือแน่นหรือเปล่า รวมไปถึงพันธะสัญญาระหว่างเอเจนท์กับผู้ขายที่เป็นทั้งภาระผูกพันและแรงจูงใจในเวลาเดียวกัน 

กล่าวคือ หากมีการผูกขาดสิทธิ์ไว้กับเอเจนท์รายใดรายหนึ่ง (ทำสัญญาแบบปิด) หรือเจ้าของทรัพย์ยินดีให้ค่าตอบแทนมากกว่ามาตรฐาน 3% ก็จะยิ่งกระตุ้นให้ตัวแทนรายนั้นโฟกัสการขาย ทำการบ้านมากขึ้นเพื่อซัพพอร์ทให้ทรัพย์ของเราสามารถดึงดูดความสนใจผู้ซื้อ หรือเลือกทรัพย์ของเราไปนำเสนอลูกค้าเป็นลำดับต้นๆ ซึ่งนั่นหมายถึงโอกาสที่เราจะปล่อยของได้เร็วขึ้นด้วย ทั้งนี้ กรณีทำสัญญาแบบมีเอ็กซ์คลูซีฟเอเจนท์ หากเจ้าของอสังหาริมทรัพย์เป็นผู้หาลูกค้าได้เองก็ยังต้องจ่ายค่าคอมมิชชันให้นายหน้าเช่นเดิม  

ในทางกลับกันหากเจ้าของทรัพย์ทำสัญญาแบบเปิดหรือพูดง่ายๆ ว่าฝากขายกับนายหน้าหลายๆ เจ้าพร้อมกัน (รวมถึงประกาศขายเองด้วย) แม้จะหว่านของขายได้กว้างขึ้น เข้าถึงผู้ซื้อได้หลายกลุ่ม แต่ในมุมมองของเอเจนท์ วิธีการนี้คือความไม่แน่นอนและไม่มั่นคงขั้นสุด เนื่องจากไม่มีอะไรการันตีได้ว่าเขาจะได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม ดังนั้นระดับความทุ่มเทใส่ใจจึงน้อยกว่าแบบสัญญาปิด และนายหน้ามืออาชีพส่วนใหญ่ก็ไม่นิยมร่วมวงไพบูลย์ทำตลาดในกลุ่มนี้ด้วย  

สรุปท้ายบทความ

การขายอสังหาฯ มือสองแบบขายเองหรือฝากขายเปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่มีข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกันไป หากเรามีเวลาและต้องการรับเงินจากการขายเต็มจำนวน การลงมือขายโดยทำเองทุกขั้นตอนย่อมเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ในมุมกลับกันถ้าเราไม่อยากเสียเวลาจุกจิกหรือเห็นว่ามีกิจกรรมอื่นที่สร้างรายได้ได้มากกว่าค่านายหน้า การใช้บริการตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ก็นับเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าแล้วจริงๆ  

แต่ไม่ว่าเราจะเลือกวิธีการไหนก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าเมื่อประกาศขายแล้วจะมีคนซื้อทันที เพราะอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม หรือที่ดินล้วนเป็นสิ่งที่มีมูลค่าสูงและมีปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ซื้อได้หลายมิติ ทั้งทำเลที่ตั้ง สภาพแวดล้อม ราคา ความต้องการของผู้ซื้อ ตลอดจนจังหวะเวลาและความเชื่อ “บ้านเลือกคน ที่ดินเลือกเจ้าของ” ที่ยากจะพิสูจน์ได้อีกด้วย 

เอาล่ะ! ใครอ่านมาถึงบรรทัดนี้แล้วอย่าให้เสียเวลาเปล่า ลงมือประกาศขายอสังหาฯ มือสองที่ Kaidee Property กันสักตั้งดีกว่า อย่างน้อยๆ ก็เป็นสำรวจตลาดก่อนตัดสินใจว่าจะขายเองหรือฝากขายดี