Feb 22, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทุกวันนี้เทรนด์อสังหาฯ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตามการหมุนรอบตัวเองของโลกและ แปรผันไปตามความสนใจของผู้บริโภค ทำให้การแข่งขันกันในวงการนี้ค่อนข้างดุเดือดและมีสีสัน ฝั่ง Developer จึงพากันงัดกลยุทธ์กันสุดฤทธิ์ เพื่อจูงใจลูกค้าให้เลือกโครงการของเรา
นอกจากปัจจัยหลักอย่างเรื่องทำเล ราคาและสิ่งอำนวยความต่างๆ ที่ Developer นำมาชูเป็นจุดขายสำคัญแล้ว ดีไซน์ที่สวยเก๋ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แตกต่างอย่างมีสไตล์ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ลูกค้าระดับกลางไปถึงบน นำมาพิจารณาไม่แพ้กัน
5 อสังหาฯ สุดเจ๋ง เด่นสถาปัตย์
วันนี้อยากให้ทุกคนทิ้งเรื่องทำเลและราคาเอาไว้ข้างหลัง แล้วเดินไปข้างหน้ากับเรา ด้วย 5 โครงการอสังหาฯ ดีไซน์เจ๋ง โดดเด่นด้วยงานสถาปัตยกรรมไอเดียดี เพลิดเพลินกับแนวความคิดที่หลากหลาย ทั้งทาวน์โฮมและคอนโด ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
1. บ้านภูริปุรี
Credit : www.baanpuripuri.com/
โครงการนี้คือการรวมกลุ่มกันของสถาปนิกและบริษัทแอสเซทไวส์ เพื่อสร้างบ้านขนาดเล็ก ทว่าเต็มไปด้วยฟังก์ชันดีๆ ที่เต็มเปี่ยมด้วยคุณภาพ ทั้งยังไก๋เก๋ด้วยดีไซน์ ด้วยการนำเอาแนวคิดสถาปัตยกรรมไทย “ย่อมุมไม้สิบสอง” มาใช้เป็นแผงกันแดด ให้ร่มเงา กั้นความร้อนไม่ให้เข้าอาคาร (ศิลปะแนวนี้มักพบตามวัดหรือพิพิธภัณฑ์)
จุดเด่นของ “บ้านภูริปุรี” คือการใช้ศิลปะไทยผสานกับความโมเดิร์นได้อย่างมีระดับ ทั้งยังมีสวนเล็กๆ ให้คุณดื่มด่ำกับพื้นที่สีเขียวได้อย่างลงตัว และด้วยไอเดียที่แข็งแกร่งแบบนี้ โครงการดังกล่าวจึงได้รับรางวัลอสังหาฯ เพื่อคุณภาพชีวิตประเภทบ้านดีเด่น (ราคาต่ำกว่า 10 ล้าน) จากสมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA Real Estate Development Award 2019)
เพราะทางแอสเซทไวส์และบ้านภูริปุรีเชื่อว่า “บ้านที่ดี” คือจุดเริ่มต้นของความสุขและความสำเร็จในชีวิต
ราคาเริ่มต้น : 9.9 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.baanpuripuri.com/
2. อณาสิริ รังสิต-คลอง 2
Credit : www.sansiri.com
หนึ่งในโครงการพร้อมอยู่ของแสนสิริ ซึ่งเป็นไวรัลอยู่ในทวิตเตอร์ช่วงหนึ่ง ด้วยเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมที่เข้าไปในหัวใจคนรุ่นใหม่ เรียบง่ายในสไตล์ Modern Japanese ให้คุณสัมผัสกลิ่นอายญี่ปุ่นได้อย่างแนบชิด ทั้งการออกแบบและการตกแต่ง ไปจนถึงสภาพแวดล้อมโครงการทั้งหมด
นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกที่หลากหลาย ทั้งบ้านเดี่ยวและบ้านแฝด แถมบ้านแต่ละประเภทยังมีรายละเอียดการตกแต่งแตกต่างกัน ด้วยการอิงจากฤดูกาลในญี่ปุ่น อย่าง ฟุยุ ฤดูหนาว, อะกิ ฤดูใบไม้ร่วง, ฮารุ ฤดูใบไม้ผลิ ฯลฯ เน้นตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง ด้วยการชูเรื่องวิถีสมดุลแนวตะวันออกเป็นจุดขาย
ไม่ว่า “ความพอดี” ของคุณจะเป็นแบบไหน อณาสิริก็ให้คุณได้ทุกความต้องการ ทั้งยังใส่ใจกับทุกรายละเอียดของชีวิต ไหนจะบริการหลังการขายอันยอดเยี่ยมของแสนสิริ ที่ได้รับคำชื่นชมจากลูกบ้านมากมาย
ราคาเริ่มต้น : 3.9 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.sansiri.com/singlehouse/anasiri-rangsit-klong2/th
3. 98 Wireless
Credit : www.98wireless.com
“คอนโดมิเนียมระดับเวิลด์คลาสเจ้าแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”
คือจุดขายสำคัญของ 98 Wireless ที่ทางแสนสิริตั้งใจทำมาเพื่อเจาะกลุ่มตลาดระดับบนโดยเฉพาะ
ความ Super Luxury ของที่นี่ อลังการตั้งแต่เม็ดเงินลงทุนที่มากกว่า 8,000 ล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่มากสุดในรอบ 33 ปีของแสนสิริ ภายใต้แนวคิด “The Best Comes as Standard” ทั้งยั้งนำความคลาสิคของศิลปะโบซาร์ (Beaux-arts) ที่รุ่งเรืองในอเมริกาและยุโรปช่วงศตวรรษที่ 19-20 ผสานกับงานฝีมือชั้นสูง
Credit : www.98wireless.com
นอกจากนี้ยังเป็นโครงการแรกของแสนสิริ ซึ่งใช้บริษัทที่ปรึกษาด้านดีไซน์ เพื่อพัฒนาคอนโดแห่งนี้ให้สวยงามตามที่ตั้งใจ ตลอดจนใช้เฟอร์นิเจอร์ Ralph Lauren Home ตกแต่งทั้งหมด จนเป็นโครงการเดียวของไทยที่ได้เข้าชิงรางวัลระดับโลก “Best Luxury Residence – Global” จากเวที The International Design & Architecture Awards 2017 ของอังกฤษ
Credit : www.98wireless.com
ราคาเริ่มต้น : 70 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : http://www.98wireless.com/
4. Ashton Asoke-Rama 9
Credit : www.ananda.co.th
นอกจากจะมีทำเลสุดโดดเด่นในย่านพระรามเก้า New CBD แห่งใหม่ของกรุงเทพแล้ว โครงการนี้ยังสะดุดตาด้วยตึกแฝดดีไซน์หรูเหนือระดับ ภายใต้แนวคิด Alpha & Omega ที่โดดเด่นและสง่างามกว่าใคร เปรียบเสมือนงานประติมากรรมสำคัญของเมือง
ทางอนันดาเชื่อว่า คอนโดที่ดีต้องเป็นมากกว่าที่พักอาศัย “All Corner Window unit with bay window” จึงเป็นคอนเซปต์หลักของการออกแบบห้องพักของ Ashton ด้วยการให้ห้องพักทุกห้องอยู่ตรงมุมทั้งหมด เพื่อให้มีอากาศถ่ายเท ได้รับลมและแสงธรรมชาติอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน
Credit : www.ananda.co.th
ราคาเริ่มต้น : 6.49 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.ananda.co.th/th/condominium/ashton-asoke-rama-9
5. Magnolias Ratchadamri Boulevard
Credit : www.magnolias-ratchadamri
หนึ่งในโครงการ Super Luxury-Mix Used แห่งย่านราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ในอาคารเดียวกับ “Waldorf Astoria Bangkok” โรงแรมหรู 5 ดาว ที่ผสานเอาความสมัยใหม่และความหรูหราให้อยู่คู่กับค่านิยมเดิมอย่างลงตัว เพื่อให้คุณได้ประสบการณ์ชีวิตที่ไม่เหมือนใคร ภายใต้คอนเซปต์ “Truly High Performance Building” แห่งเมืองหลวง
ส่วนตัวอาคารได้รับแรงบันดาลใจจาก “กลีบดอกแมกโนเลีย” ตามชื่อโครงการ ทำให้ตัวตึกมีลักษณะคล้ายกลีบดอกไม้ หมุนวนขึ้นไปเรื่อยๆ ตามความสูงของคอนโด ให้ฟีลนุ่มนวล นับเป็นความงามอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนตัวตนของ Magnolias Ratchadamri Boulevard ได้เป็นอย่างดี
Credit : www.magnolias-ratchadamri
ราคาเริ่มต้น : 30 ล้านบาทรายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.magnolias-ratchadamri.com/
สรุปท้ายบทความ
จะเห็นได้ว่าเทรนด์อสังหาฯ บ้านเรา ใช้ปัจจัยหลายอย่างเข้ามาช่วยเรื่องการตลาด ด้วยความเชื่อที่ว่า “บ้านเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย” ทำให้ Developer หลายเจ้าต่างพากันงัดกลยุทธ์มาเอาใจผู้บริโภคสุดฤทธิ์
อย่างเรื่องดีไซน์ที่สวยงามและแตกต่างก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้โครงการนั้นๆ ได้รับความนิยมจากลูกค้า จะเห็นได้ว่าโครงการที่เราแนะนำไป ส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พิสูจน์ได้ว่า การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์จะช่วยให้เข้าถึงกลุ่มผู้ซื้อได้ชัด และตรงมากขึ้น
นอกจาก 5 โครงการอสังหาฯ ที่เราแนะนำไปแล้ว ยังมีบ้านสวยๆ คอนโดเจ๋งๆ ให้เข้าไปดูเป็นแรงบันดาลใจอีกมากที่ Kaidee Property คลิกเลย!
Feb 19, 2021 | บทความอสังหาฯ
ถ้าพูดถึงอสังหาริมทรัพย์ หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วการลงทุน อสังหาฯ นับว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก แต่คิดจะลงทุนทั้งที .. ความเข้าใจของการลงทุนแต่ละประเภทก็เป็นอีกส่วนที่ต้องให้ความสำคัญ เพื่อผลดีอาจตามมาในภายภาคหน้า ไม่มานั่งเสียใจภายหลัง แล้วมือใหม่อย่างเราควรรู้อะไรบ้างก่อนลงสนามจริง วันนี้เราหาคำตอบมาให้แล้ว
อสังหาริมทรัพย์คืออะไร?
อสังหาริมทรัพย์คือ (Real Estate) หรือสิ่งที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ต้องอยู่ติดกับที่ (Immovable) เช่น คอนโดมิเนียม อาคารบ้านเรือน สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ไปจนถึงที่ดิน และทรัพยากรตามธรรมชาติที่อยู่กับที่ดินนั้น ไม่ว่าจะเป็นดิน แม่น้ำ ฯลฯ
ซึ่งจะตรงกันข้ามกับสังหาริมทรัพย์ ที่หมายถึง สิ่งที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ (Movable) เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ เป็นต้น และถ้ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นที่ดิน อาคาร บ้านเรือน ในทางกฎหมายแล้วต้องทำสัญญาให้เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โฉนด หรือทะเบียนที่ดินเป็นเอกสารที่แสดงความเป็นเจ้าของที่ดินแปลงนั้น ๆ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ เป็นทรัพย์สินทีมีมูลค่าสูง จึงต้องมีกฎหมายควบคุมเพื่อป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
ประเภทของอสังหาริมทรัพย์
ในทางกฎหมายมีการแบ่งอสังหาริมทรัพย์ออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่
1. ที่ดิน เช่น พื้นที่ราบ ภูเขา พื้นที่ชายฝั่งทะเล เป็นต้น 2. ทรัพย์ที่ประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน เช่น หิน ดิน ทราย 3. ทรัพย์สิทธิ เช่น กรรมสิทธิ์ในที่ดิน สิทธิครอบครองที่ดิน สิทธิจำนองที่ดิน เป็นต้น 4. ทรัพย์ติดที่ดินทั้ง 2 แบบ คือแบบที่ติดกับที่ดินโดยธรรมชาติ เช่นต้นไม้ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่นั้นมาอย่างยาวนาน และแบบทรัพย์ที่ติดกับที่ดินโดยมีผู้นำมาติด ยกตัวอย่างเช่น สิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ที่เราเห็นกันโดยทั่วไป ตั้งแต่บ้าน คอนโด ตึกออฟฟิศ รวมไปถึงอาคารต่าง ๆ
นอกจากการแบ่งประเภทตามกฎหมาย อสังหาฯยังมีการจัดกลุ่มตามลักษณะการประกอบธุรกิจหรือการใช้ประโยชน์ ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้
1. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโด ทาวน์โฮม หอพัก อพาร์ตเมนต์ 2. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ โรงแรม ตลาด ออฟฟิศ 3. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรม เช่น โรงงาน นิคมอุตสาหกรรม สวนอุตสาหกรรม ห้องเย็น คลังสินค้า 4. อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักผ่อน เช่น โรงแรม โฮสเทล รีสอร์ต บ้านพักตากอากาศ 5. อสังหาริมทรัพย์เพี่อการเกษตร เช่น ไร่ นา สวน หรือพื้นที่ประโยชน์ที่ดินเพื่อการทำเกษตรกรรม
ปัจจัยหลักในการลงทุนอสังหาฯ
ตัวอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการ ราคา ทำเล ปริมาณอสังหาฯ ความต้องการซื้ออสังหาฯ อัตราดอกเบี้ย มาตรการของภาครัฐ
ทำความรู้จักการลงทุนอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ
ลงทุนแบบเก็งกำไร
นักลงทุนมือใหม่มักลงทุนในรูปแบบดังกล่าว ด้วยเหตุผลง่าย ๆ คือ ใช้เงินลงทุนไม่เยอะ ได้ผลตอบแทนเร็ว อธิบายง่าย ๆ คือ เป็นการลงทุนกับใบจองห้องชุดในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมขายใบจองในระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกรับการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดที่ตนเองได้จองไว้
สำหรับเงินลงทุนในการซื้อใบจองจะอยู่ที่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน โดยขึ้นอยู่กับข้อกำหนด และตัวทำเลของโครงการ ส่วนโครงการที่ปล่อยง่าย และได้กำไรสูง มักอยู่ในย่านชุมชน ใกล้รถไฟฟ้า ใกล้แหล่งงาน
แต่การลงทุนประเภทนี้ต้องศึกษาเรื่องความต้องการของผู้ซื้อ รวมถึงจำนวนโครงการคอนโดที่ขายและเรื่องของทำเลอย่างรอบคอบ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ขายใบจองได้รวดเร็วและไม่ขาดทุน
ลงทุนปล่อยเช่ารายเดือน
อีกหนึ่งประเภทของการลงทุนที่ได้รับความนิยมในวงการนักลงทุนอสังหาฯ เนื่องจากสามารถสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้การลงทุนดังกล่าว อาจต้องมีเงินเย็นหรือเงินเก็บในการลงทุน เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต ประกอบกับการที่ต้องใช้เงินส่วนนี้ในการเลือกซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็น บ้าน คอนโด หรือแม้แต่ที่ดิน เพื่อปล่อยเช่าเป็นรายเดือน ซึ่งนักลงทุนสามารถตกแต่งห้องหรืออสังหาฯ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ ที่ปล่อยเช่าได้อีกด้วย แต่การลงทุนแบบปล่อยเช่ารายเดือนจำเป็นต้องเลือกทำเลที่ดี มีราคาที่เหมาะสม เพื่อเปรียบเทียบกับความเป็นไปได้ของการตั้งราคาค่าเช่า สิ่งสำคัญคืออย่าลืมว่ายิ่งอสังหาฯ ทำเลดีมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถตั้งราคาเช่าได้สูงมากขึ้นเท่านั้น เมื่อเป็นดังนั้นนักลงทุนก็จะได้ผลกำไรที่มากขึ้นด้วย
ลงทุนปล่อยเช่ารายวัน
การลงทุนปล่อยเช่าแบบรายวัน มีความคล้ายคลึงกับการปล่อยเช่าแบบรายเดือน แต่จะแตกต่างตรงที่รูปแบบของการปล่อยเช่ารายวันจะเหมาะกับอสังหาฯ ที่ทำเลตั้งอยู่ในย่านท่องเที่ยว เช่น ทองหล่อ ถนนข้าวสาร หรือจังหวัดยอดนิยมอย่าง ภูเก็ต เชียงใหม่ ฯลฯ เนื่องจากทำเลดังกล่าวมีความต้องการจากกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก นักลงทุนอสังหาจึงสามารถใช้โอกาสนี้ในการตกแต่งบ้าน อาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่คอนโด ให้กลายเป็น Hostel หรือ Airbnb เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยว เวลาพวกเขาค้นหาห้องหรือบ้านพักในราคาที่ถูกกว่าโรงแรม
นอกจากนั้นการตกแต่งก็นับว่าเป็นตัวช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ดีเช่นกัน นักลงทุนจึงควรใส่ใจและพยายามตกแต่งให้ดูทันสมัย และตอบโจทย์ความต้องการของพวกเขา
ลงทุนรีโนเวท เพิ่มมูลค่าบ้าน-คอนโดฯ
รูปแบบสุดท้ายของการลงทุนด้านอสังหาฯ คือการซื้ออสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโด ในรูปแบบมือสองหรือแบบห้องใหม่โครงการใหม่ ที่ถูกทอดขายในตลาดมาตกแต่งใหม่ตามสไตล์ต่างๆ ตามที่ตัวเองต้องการ ซึ่งรูปแบบการลงทุนนี้จะเน้นลงทุนต่ำ แต่ได้ผลตอบแทนสูง แต่นักลงทุนบางคนอาจเลือกซื้ออสังหาฯ จากสถาบันการเงิน หรือกรมบังคับคดี เพื่อมาตกแต่ง แต่ทำเลที่ได้มักจะอยู่ในเกณฑ์ที่พอใช้ แต่โครงสร้างมีความแข็งแรง และราคาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไป
ลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ
นักลงทุนมือใหม่หลายคนอาจกลัวความรู้สึกว่าตนเองกำลังขาดทุน ซึ่งการลงทุนกับกองทุนอสังหาฯ ก็เป็นอีกหนึ่งการลงทุนที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ อีกทั้งรูปแบบของการลงทุนประเภทนี้ สามารถทำได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะกับนักลงทุนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง
ต่อเนื่องอย่างไร อธิบายแบบเห็นภาพก็คือเพียงมีเงินแค่หลักพัน ก็สามารถซื้อกองทุนรวมอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอในระยะยาวได้แล้ว และยังได้รับการบริหารจัดการเงินลงทุนแบบมืออาชีพอีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน
เพราะการลงทุนทุกครั้งก็มักจะมาคู่กับสิ่งเหล่านี้เสมอ ดังนั้นการเตรียมตัวที่ดี ศึกษาข้อมูลให้รอบคอบ พยายามปรับปรุงจุดแข็งจุดอ่อนอย่างสม่ำเสมอ จึงเป็นหลักการสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เมื่อคิดว่าพร้อมแล้ว เลือกการลงทุนที่ใช่แล้วลงมือได้เลย อนาคตคุณอาจจะรวยจากการลงทุนก็ได้ใครจะรู้
Jan 31, 2021 | บทความอสังหาฯ
สีทาบ้าน ไอเท็มที่หลาย ๆ คนต้องการเมื่อรีโนเวทบ้าน เพราะการทาสีผนังห้องด้วยสีเฉดต่าง ๆ จะสร้างบรรยากาศให้กับบ้าน ซึ่งรู้ไหมว่าแท้จริงแล้ว สีทาบ้านสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทนอกจากสีทาภายในและภายนอก โดยแต่ละประเภทก็เหมาะกับการใช้งานและการดูแลที่แตกต่างกันไป ดังนั้น ก่อนที่เริ่มทำการทาสีบ้านเราก็ควรที่จะศึกษาประเภทของสีทาบ้าน และวิธีการเลือกซื้อสีทาบ้าน ให้เหมาะกับห้องเพื่อความสวยงามและสีที่ติดทนนาน
ขอบคุณรูปจาก: Jacob Elliott
ประเภทของ สีทาบ้าน
สีทาบ้านสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้ดังนี้
สีน้ำอะคริลิกหรือสีน้ำพลาสติก
สีทาบ้านที่ได้รับความนิยมมาก มีส่วนประกอบของน้ำในการทำละลาย ซึ่งเป็นสีประเภทที่เหมาะสำหรับการทาบนพื้นปูน พื้นซีเมนต์ หรือพื้นคอนกรีต สีทาบ้านประเภทนี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
สีภายนอก มีราคาที่มากกว่าสีทาภายใน เป็น สีทาบ้าน ที่ใช้ในการทาสีภายนอกบ้าน มีส่วนประกอบของอะคริลิก และสารอื่น ๆ ที่ช่วยป้องกันความร้อน ฝน และสิ่งสกปรกอื่น จากสภาพอากาศภายนอกได้ และถ้าหากเลือกสีทาบ้านประเภทนี้ไม่ดีพอก็อาจทำให้เกิดการหลุดลอกของสีได้ ซึ่งสีภายนอกสามารถใช้ได้ทั้งภายนอกและภายในเลยทีเดียว
สีทาภายใน โดยปกติแล้ว สีทาภายในเป็นสีทาบ้านที่มีส่วนผสมของเนื้อสีแทบจะ 100% โดยไม่มีสารอื่น ๆ ยกเว้นเสียว่าจะมีการเพิ่มสารที่มีคุณสมบัติพิเศษอื่น ๆ เช่น สารที่ช่วยให้ทำความสะอาดง่าย หรือสารที่ทำให้สีทาบ้านมีความแวววาวมากขึ้น โดยสีทาบ้านประเภทสีทาภายในนั้น ผลิตขึ้นเพื่อการทาภายในอาคาร ทำให้ถ้าหากนำสีเหล่านี้ไปทาภายนอกบ้าน สีอาจเกิดการหลุดลอกหรือซีดจางได้ ซึ่งข้อดีของสีทาภายในคือมีสารเคมีและกลิ่นที่น้อยกว่าสีทาภายนอก
ขอบคุณรูปจาก: Sean Litchfield
สีย้อมไม้
สีทาบ้านที่ใช้ทาเฟอร์นิเจอร์ไม้ สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ สีรองพื้นและสีทาไม้จริง ซึ่งสีย้อมไม้เป็น สีทาบ้านที่นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้ว ยังช่วยในการรักษาเนื้อไม้ให้มีสภาพดีอีกด้วย นอกจากนี้อาจใช้แชร็ค แลคเกอร์ หรือยูรีเทน ซึ่งเป็นสีย้อมไม้เพื่อเพิ่มความสวยงามให้กับไม้ต่าง ๆ
สีน้ำมัน
สีทาบ้านที่มีความเงาสวยจากส่วนผสมของน้ำมันหรือทินเนอร์ซึ่งเป็นตัวทำละลาย มักจะใช้ทาบนไม้หรือเหล็ก แต่สามารถทาบนพื้นคอนกรีตหรือปูนได้เช่นกัน และด้วยเหตุผลนี้เองที่ทำให้สีน้ำมันเป็นสีทาบ้านที่ทำความสะอาดได้ง่าย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่แพงและแห้งช้า
สีหลังคา
หรือที่นิยมเรียกว่าสีทากระเบื้องหลังคา ซึ่งสีทาบ้านประเภทนี้เป็นสีอะคริลิกพอลิเมอร์ ที่ผสมกับสารสะท้อนรังสียูวี หรือสารที่ป้องกันความร้อนไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้าน แต่ก็มีข้อเสียคือสีทาบ้านประเภทนี้จะทำให้สีหลังคามีความซีดจางลง หรือหากต้องการป้องกันความร้อนเราก็สามารถใช้ฉนวนกันความร้อนได้เช่นกัน คลิกดูบทความ >> เปลี่ยนบ้านร้อนเป็นบ้านเย็นด้วยฉนวนกันความร้อนหลังคา
สีรองพื้นปูน
สีทาบ้านที่ช่วยลดความเป็นกรดของพื้นคอนกรีต ปูน ก่อนลงสีอื่น ๆ ทับลงไป นอกจากนี้การใช้สีทาบ้านประเภทนี้ยังเป็นการเพิ่มความเหนียวแน่นของสีในการยึดกับผนังให้แน่นขึ้น แบ่งเป็น 2 ชนิด ได้แก่ สีรองพื้นปูนใหม่ และสีรองพื้นปูนเก่า
สีกันสนิม
เป็นสีทาบ้านที่ใช้วัสดุที่เป็นเหล็กเพื่อกันสนิมก่อนทาสีน้ำมันทับลงไป เป็นสีทาบ้านที่มีคุณสมบัติให้สีเคลือบติดกับวัสดุแน่นยิ่งขึ้น กันสนิม หรือยืดเวลาการเกิดสนิมได้ ซึ่งสีทาบ้านประเภทนี้สามารถแบ่งเป็นสีรองพื้นกันสนิมเหล็กทั่วไป และ สีรองพื้นกันสนิมเหล็กอุตสาหกรรม
สีกัลวาไนซ์
สีทาบ้านที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน มีคุณสมบัติในการป้องกันการกัดกร่อนและเพิ่มความทนทานให้กับเหล็ก สามารถแห้งได้ภายใน 1-2 ชม. ซึ่งด้วยเหตุผลนี้เองที่สีกัลวาไนซ์เป็นสีทาบ้านที่มีความประหยัดคุ้มค่ามากกว่าสีน้ำมัน รวมถึงยังสามารถยึดเกาะวัสดุได้มากกว่าอีกด้วย
คัลเลอร์ซีเมนต์
นวัตกรรมการผสมสีทาบ้านกับเนื้อซีเมนต์ มีคุณสมบัติในการยึดเกาะผิวซีเมนต์ได้ดี ทำให้มีความทนทานมาก ช่วยปกปิดรอยแตกขนาดเล็ก ไม่มีปัญหาการหลุด ปลอดภัยกับธรรมชาติ และสามารถทาสีด้วยวิธีต่าง ๆ ที่แตกต่างกันได้โดยที่ไม่ต้องรองพื้นก่อน
การเลือก สีทาบ้าน
การทาสีบ้านที่ดีควรจะเลือกสีทาบ้านที่เหมาะสมและใส่ในรายละเอียดต่าง ๆ ในการเลือกเพื่อความคงทนของสีและพื้นผิวบ้านของเราโดยเฉพาะการเลือกเกรดสีที่มีคุณภาพดีหรือคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ ดังนี้
พื้นผิวของวัสดุที่ต้องการจะทา และประเภทสีทาบ้านมีผลต่อความสามารถในการยึดเกาะพื้นผิว ดังนั้น การเลือกสีที่เหมาะสมกับพื้นผิวจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ
พื้นที่ที่ต้องการทา อยู่ที่บริเวณใด ถ้าหากว่าเป็นบริเวณภายนอกอาหาร การทาสีทาภายในอาจทำให้สีหลุดลอกได้ง่าย รวมถึงการทาสีภายในบ้านด้วยสีทาภายนอกอาจส่งผลต่อสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่ในบ้านได้เช่นกัน
เฉดสีที่ต้องการ สามารถเลือกเฉดสีที่ต้องการทาโดยอาจอ้างอิงจาก สีมงคล จิตวิทยา หรือตามความชอบส่วนตัวของตนเอง
คลิกดูบทความ >> เคล็ดลับเลือกสีห้องตามหลักจิตวิทยาสี
คลิกดูบทความ >> เลือกสีห้องนอนตามวันเกิด ดวงปัง ชีวิตรุ่ง !
เกรดของ สีทาบ้าน ที่เราควรรู้
เกรดสีของสีทาบ้านสามารถแบ่งเป็น 4 เกรด ได้แก่ A, B, C และ D ซึ่งแต่ละเกรดก็มีคุณสมบัติที่ความแตกต่างกันดังนี้
เกรด A (เกรด Premium) มีส่วนผสมของอะคริลิก 100% ถือเป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวถึง 5-10 ปี นำเข้าจากฝั่งทวีปยุโรป
เกรด B (เกรด Medium) มีส่วนผสมของอะคริลิก 100% เป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพกลาง มีอายุการใช้งานยาว 3-5 ปี นำเข้าจากฝั่งทวีปเอเชีย
เกรด (C เกรด Econom) มีส่วนผสมของอะคริลิก 70% เป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพพอใช้ มีอายุการใช้งานยาว 1-3 ปี
เกรด D เป็นสีทาบ้านที่มีคุณภาพต่ำที่สุด เพราะมีสารอื่น ๆ นอกเหนือจากอะคริลิกถึง 30% และจะน้อยลงตามราคาของสีนั้น ๆ
ขั้นตอนการทาสีบ้านให้เรียบเนียนสวยงาม
ใครว่าการทาสีบ้านเป็นเรื่องยาก วันนี้เรามาแนะนำวิธีการทาสีบ้านง่าย ๆ ให้บ้านของเรามีสีสันสวยงามคงทนเหมือนมืออาชีพ ที่ใคร ๆ ก็ทำได้ !
ขอบคุณรูปจาก: Dennis Oblander
เช็กสภาพและเตรียมพื้นผิว
การเช็กสภาพพื้นผิวบ้านก่อนทาสีบ้าน เป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะพื้นผิวที่แตกต่างกันจำเป็นจะต้องใช้สีทาบ้านที่ต่างกัน โดยสามารถแบ่งพื้นผิวเป็น 2 ชนิด ดังนี้
พื้นผิวปูนเก่า มีสิ่งสกปรกจากฝุ่นหรือคราบไขมันจึงต้องลอกสีเดิมออกให้หมดก่อนและทำความสะอาดให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ 1 วัน ก่อนทาสีใหม่
พื้นผิวปูนใหม่ ตรวจสอบสิ่งสกปรกจากฝุ่น และตัวพื้นผิวชนิดนี้ ปูนฉาบจะมีการคายความชื้นออกมาจึงต้องมีการทิ้งให้แห้งอย่างน้อย 1 เดือน ก่อนการทาสีใหม่เพื่อป้องกันเชื้อราและคราบด่าง
เตรียมอุปกรณ์ทาสี
เลือกอุปกรณ์ทาสีบ้านให้มีคุณภาพดีและเหมาะสมกับพื้นผิวนั้น ๆ ทั้งสีทาบ้าน แปรงทาสี เกรียง ลูกกลิ้ง และเทปกาวในการกั้นสีให้ไม่ออกนอกพื้นที่
ทาสีรองพื้น
การทาสีรองพื้นจะช่วยให้สีทาทับมีความเรียบเนียน ไม่หลุดลอก เกิดเชื้อรา หรือมีความซีดจางได้ ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ สีรองพื้นปูนใหม่ และสีรองพื้นปูนเก่า
เริ่มทา สีทาบ้าน
โดยคำนึงถึงเฉดสี สูตรสีทาบ้านประเภทต่าง ๆ คุณสมบัติพิเศษ และอายุในการใช้งานของสีทาบ้าน โดยการใช้ลูกกลิ้ง แปรง หรือเกรียงในการทาสี
เก็บงานและตรวจความเรียบร้อย
ลอกเทปกาวที่กั้นพื้นที่สีทาบ้านออกมาหลังจากที่ทาสีเสร็จอย่างน้อย 1 วัน หลังจากนั้นจึงเก็บงานให้เรียบร้อยที่สุดเพื่อความสวยงาม
สรุปการใช้ สีทาบ้าน
เห็นได้ว่า สีทาบ้าน แต่ละประเภทก็มีความแตกต่างกัน มีความเหมาะสมกับสภาพผิวที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้น เราจึงควรเลือกสีทาบ้านให้ถูกประเภทและวิธีการดูแลที่ถูกต้องที่สุด เพื่อความสวยงามของบ้าน ซึ่งใน Kaidee ก็มีอุปกรณ์ทาสีบ้านให้คุณได้เลือก หรือจะมาซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่คุณชื่นชอบใน Kaidee Property ก็ได้เช่นกัน 🙂
Jan 29, 2021 | บทความอสังหาฯ
พื้นที่แสนกว้างแต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ แถมอยากได้ห้องใหม่จะทำอย่างไร ถ้าไม่อยากเสียเงินเยอะ ผนังเบา ก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่สามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้หายไปได้ ซึ่งการใช้ผนังเบาในการกั้นห้องก็ไม่มีความแตกต่างกับการก่อกำแพงปูนหรืออิฐทั่วไปมากนัก โดยมีโครงไม้ อะลูมิเนียม หรือเหล็กอยู่ด้านใน และปิดด้วยบอร์ดผนังทำจากวัสดุต่าง ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีคานรองรับ ทำให้เหมาะกับการกั้นห้องที่เพิ่มขึ้นในภายหลัง เรียกได้ว่าประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณเลยทีเดียว
ข้อดีและข้อจำกัดของ ผนังเบา
การเปรียบเทียบข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ผนังเบาในการก่อสร้าง ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญก่อนการตัดสินใจเลือกใช้การก่อ ผนังเบา ซึ่งสามารถแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ได้ดังนี้
ข้อดีของ ผนังเบา
ไม่เปลืองค่าใช้จ่าย วัสดุที่ใช้ในการผลิตผนังเบาอย่าง ยิปซัมบอร์ด ไม้อัดซีเมนต์บอร์ด หรือวัสดุอื่น ๆ เป็นวัสดุที่มีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบกับการก่อผนังด้วยอิฐ ทำให้การก่อผนังเบาเป็นการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่าการก่อผนังอิฐ
ติดตั้ง รื้อถอน หรือแก้ไขได้ง่าย ประหยัดเวลา ด้วยวัสดุที่เบาทำให้การก่อผนังเบาทำได้ด้วยความง่ายดายและรวดเร็ว จึงเหมาะกับการต่อเติมกั้นห้องในอสังหาฯ ประเภทคอนโดมิเนียมที่เปลี่ยนแปลงโครงสร้างได้ไม่มากนัก
ไม่ต้องมีคานรองรับน้ำหนัก ในการติดตั้งผนังเบาไม่จำเป็นจะต้องใช้คานในการรองรับน้ำหนัก สามารถติดตั้งบนพื้นดินได้เลย แตกต่างจากการก่อผนังด้วยปูนหรืออิฐ ทำให้ผนังเบาสามารถก่อตั้งได้ง่ายและอิสระ
มีวัสดุให้เลือกใช้หลายชนิด ผนังเบามีวัสดุหลายชนิดและราคาให้เลือกใช้เพื่อความเหมาะสมกับพื้นที่แต่ละรูปแบบ
ติดตั้งและวางระบบน้ำและไฟง่าย สามารถออกแบบให้ระบบต่าง ๆ อยู่ภายใต้ผนังเบา แล้วจึงใช้แผ่นบอร์ดปิดทับ
ป้องกันความร้อนหรือเสียงดังรบกวนได้ โดยเฉพาะแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์หรือแผ่นเซลโลกรีตที่สามารถกันเสียงได้เยอะกว่าผนังเบาชนิดอื่น ๆ รวมถึงการก่อผนังเบายังสามารถติดตั้งฉนวนกันความร้อนภายในตัวโครงได้อีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก: Alexei Golub & Alexey Seldin
ข้อจำกัดของ ผนังเบา
แข็งแรงทนทานน้อยกว่าผนังอิฐ เพราะผลิตจากแผ่นบอร์ดที่มีความเบาบางทำให้ไม่เหมาะในการเจาะหรือแขวนสิ่งของที่มีน้ำหนักเยอะ
ป้องกันความชื้นได้ไม่ดีในระยะยาว จนอาจเกิดการบวม ขาด หรือเปื่อย ทำให้ไม่เหมาะกับห้องที่มีความชื้นสูงอย่างห้องน้ำหรือห้องครัว
รับน้ำหนักได้ไม่มากนัก เนื่องจากโครงสร้างภายในไม่ได้มีความความแข็งแรงมากพอ ถ้าหากต้องการให้ผนังเบาสามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น สามารถทำได้ด้วยการลดระยะห่างของโครงให้ลดลง
เกิดการรั่วซึมได้ ด้วยลักษณะของผนังเบาที่เกิดจากการนำผนังแผ่นต่าง ๆ มาเชื่อมต่อกัน ทำให้ผนังเบาส่วนมากจะมีรอยช่องว่างระหว่างแผ่นซึ่งสามารถเกิดการรั่วซึมได้หรือแตกหักได้ง่าย
ประเภทของ ผนังเบา
การเลือกใช้วัสดุของผนังเบาจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ได้ ซึ่งสามารถแบ่งวัสดุของผนังเบาได้เป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
ยิปซัมบอร์ด
วัสดุยอดนิยมในการก่อผนังเบา เป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีผิวที่เรียบเนียนซึ่งเกิดจากการนำกระดาษมาปิดด้านหน้าและหลังของผงแร่ยิปซัมอัด มีให้เลือกใช้หลายรูปแบบตามความเหมาะสมของพื้นที่ต่าง ๆ สามารถติดตั้งได้สะดวกรวดเร็ว แต่ก็ไม่ได้มีความแข็งแรงมากเท่าไรนัก ซึ่งมักจะใช้ในการปิดผนังอิฐเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้น
ไม้อัดซีเมนต์บอร์ด
หรือที่เรียกว่า วีว่าบอร์ด เป็นวัสดุที่ผลิตขึ้นมาจากขี้เลื่อยของไม้ และ ปูนซีเมนต์ นำมาอัดด้วยแรงดันความสูง และอบเพื่อลดความชื้นภายในตัวบอร์ด มีความแข็งแรง ทนทานต่อแดดและฝน และยังมีพื้นผิวที่สวยงาม แต่ข้อจำกัดของผนังเบาชนิดนี้คือ มีน้ำหนักเยอะและราคาสูง
ไฟเบอร์ซีเมนต์บอร์ด
หรือ สมาร์ตบอร์ด ผนังเบาที่ผลิตขึ้นมาจากปูนซีเมนต์ เส้นใยเซลลูโลส และ ทรายซิลิกา แล้วนำไปอบไอน้ำแรงดันสูง ทำให้มีความแข็งแรง ทนแดดและฝน แต่ผิวด้านหน้าไม่สวยเท่าไรนัก รวมถึงยังซ่อมแซมได้ยากอีกด้วย
แผ่นเซลโลกรีต
อีกหนึ่งวัสดุผนังเบาที่ได้รับความนิยมเพราะมีคุณสมบัติที่คล้ายกับแผ่นยิปซัมบอร์ดซึ่งมีน้ำหนักเบา ผลิตจากเส้นใยฝอยของไม้ที่มีเนื้ออ่อนและปูนซีเมนต์อัดแผ่น มีลวดลายที่สวยงาม สามารถป้องกันความร้อนและเก็บเสียงได้ รวมถึงแมลงต่าง ๆ ที่จะมากัดกินแผ่นเซลโลกรีต
ขอบคุณรูปจาก: chango.co
ความแตกต่างของการกั้นผนังเบาภายในและภายนอกบ้าน
นอกจากการแบ่งประเภทของผนังเบาด้วยวัสดุแล้ว เราก็ยังสามารถแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เช่นกัน ได้แก่ ผนังเบาที่เหมาะกับการกั้นห้องภายนอกบ้าน และ ผนังเบาที่เหมาะกับการกั้นห้องภายในบ้าน ซึ่งผนังเบาแต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไป ทั้งความแข็งแรง ทนทานต่อแดดและฝน ทำให้เจ้าของบ้านจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาถึงความเหมาะสมในการใช้งานก่อนที่จะตัดสินใจ
การกั้นผนังเบาภายในบ้าน
การกั้นห้องด้วยผนังเบาภายในบ้านถือเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการก่ออิฐหรือผนังปูนเพราะความไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว ทำให้ไม่สิ้นเปลืองเวลาในการติดตั้ง ซึ่งเราก็จำเป็นที่จะต้องเลือกวัสดุของผนังเบาเพื่อการกั้นห้องอยากเหมาะสมเช่นการใช้ผนังเบาที่มีคุณสมบัติในการทนความร้อนเพื่อกั้นห้องครัว เป็นต้น
การกั้นผนังเบาภายนอกบ้าน
การกั้นห้องภายนอกบ้านด้วยผนังเบาจะมีความยุ่งยากมากกว่าภายในบ้าน เพราะด้วยสภาพอากาศภายนอกบ้านที่ผนังภายนอกบ้านต้องโดนทั้งแดดและฝน การกั้นผนังเบาภายนอกบ้านจึงจำเป็นที่จะต้องมีคุณสมบัติในการป้องกันความร้อนและน้ำได้ดี รวมถึงป้องกันเสียงภายในบ้านไม่ให้เล็ดลอดออกไปได้ โดยการกั้นผนังเบาภายนอกบ้านนั้นก็ต้องมีการคำนวณความหนาของผนังเบาให้เหมาะสมอีกด้วย
การติดตั้งผนังเบาด้วยตนเอง
การกั้นผนังเบาไม่จำเป็นต้องเรียกช่างมาทำการติดตั้งก็ได้ถ้าหากเราสามารถเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญพอในการลงมือทำงานช่างด้วยตัวเอง โดยมีวิธีการดังนี้
อุปกรณ์การติดตั้งผนังเบา
สว่านไขควง เลื่อยลันดาหรือเลื่อยฉลุไฟฟ้า ค้อน ตลับเมตร และดินสอ ระดับน้ำคัตเตอร์ฟุตเหล็กตะปูหรือสกรู ไม้ทําโครงคร่าว (1-1.5 × 3 นิ้ว) บักเต้าหรือด้ายตีเส้น ปูนยิปซัม แผ่นยิปซัมขนาดมาตรฐาน (1.20 × 2.40 เมตร หนา 10-12 มิลลิเมตร)
ขั้นตอนการติดตั้งผนังเบา
กำหนดตำแหน่งที่ต้องการกั้นผนังเบา วัดขนาดของผนังเบานั้น ทำการแบ่งระยะของโครงสร้างให้มีสัดส่วนเท่ากัน แล้วจึงตีเส้นด้วยด้ายตีเส้น วางไม้โครงคร่าวระยะห่างกันประมาณ 60 เซนติเมตร ตามที่ขีดเส้นไว้ โดยใช้การตอกตะปูยึดหรือเจาะผนังเพื่อใช้สกรูยึดเข้ากับผนังปูน นำไม้ที่ตัดไว้มาประกอบยึดกับเสาเพื่อเสริมความแข็งแรง ปิดโครงคร่าวด้วยแผ่นผนังเบาตามขนาดที่วางไว้ โดยให้รอยต่ออยู่บริเวณแนวไม้โครงคร่าวเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการยึด กรุแผ่นผนังเบาให้เข้ากับไม้โครงคร่าวด้วยสกรูหรือตะปูทุก 20 เซนติเมตร โดยให้หัวตะปูจมเข้าไปในผนังเบา ปิดรอยต่อของผนังเบาด้วยการฉาบปูนยิปซัมหรือหมั่นโป๊ แล้วใช้เทปผ้าปิดรอยแตก รีดเทปผ้าให้เรียบ และฉาบด้วยปูนยิปซัมอีกครั้ง ทิ้งให้แห้งสนิทแล้วจึงใช้กระดาษทรายขัดให้เรียบเสมอกันเป็นอันเสร็จเรียบร้อย
สรุปท้ายบทความ
ด้วยคุณสมบัติที่เบา ติดตั้งง่าย และมีราคาที่น้อยกว่าการก่อผนังอิฐ ทำให้ผนังเบาเป็นหนึ่งเป็นตัวเลือกการกั้นห้องแบบง่าย ๆ ที่ทำได้จริง ซึ่งการติดตั้งผนังเบานั้นเราก็ควรที่จะมีการเลือกวัสดุของผนังเบาให้เหมาะสมกับการใช้งานของแต่ละห้องและต้องมีการดูแลที่ถูกต้องเพื่อรักษาผนังเบาให้มีสภาพที่ดีอยู่เสมอ
fและนอกจากนี้แล้ว Kaidee ยังมีบทความที่ให้ความรู้เรื่องอสังหาริมทรัพย์มากมายให้คุณได้เลือกอ่านกันได้ ที่นี่ รวมถึงเรายังมีอสังหาริมทรัพย์มากมายให้เลือกซื้อที่ Kaidee Property อีกด้วย เราหวังว่าทุกคนจะได้ความรู้และสิ่งดี ๆ กลับไปเมื่อเข้ามาที่ Kaidee
Jan 25, 2021 | บทความอสังหาฯ
ถ้าหากเพื่อนๆ ได้รับพรหนึ่งข้อที่ทำให้สิ่งที่ปรารถนาเป็นจริงในปี 2021 พรข้อนั้นคงหนีไม่พ้นความหวังให้โรคระบาดโควิด-19 จากเราไปเสียทีใช่ไหมคะ ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย ถึงแม้ว่าความเสียหายยังถือว่าฟื้นตัวได้ แต่ความเสียหายที่ส่งผลยาวนานนั้น ทำให้ธุรกิจหลายประเภทเริ่มได้รับผลกระทบกันไปตามๆ กัน แน่นอนว่าภายใต้วิกฤตการณ์ที่ยากลำบากนี้ ก็มีธุรกิจหลายประเภทที่กลับได้รับความนิยมมากขึ้น อย่างเช่นธุรกิจ Delivery ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดี อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้ได้ส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจมากกว่าผลดีอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับธุรกิจ B2C ที่ต้องพบปะกับลูกค้าโดยตรง เช่น ธุรกิจค้าขาย ท่องเที่ยว ร้านอาหาร และอสังหาริมทรัพย์
ดังนั้นผู้ประกอบการและผู้บริหารทั้งหลายจึงต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่คาดว่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน หนึ่งในธุรกิจที่ปรับตัวได้อย่างน่าทึ่งในปีที่ผ่านมานั้นก็คือ ธุรกิจอสังหาฯ ซึ่งได้นำเทคโนโลยีภาพเสมือนจริง 360 องศา หรือ Virtual Reality 360 มาช่วยในการนำเสนอบ้าน หรือคอนโดให้ลูกค้าได้เห็นผ่านทั้งอุปกรณ์แสดงภาพสามมิติ หรือแว่นวีอาร์ (VR) และหน้าจอคอมพิวเตอร์ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาเห็นสถานที่จริง ดังนั้น หายห่วงเรื่อง “เว้นระยะห่าง 6 นิ้ว” แน่นอน
ทำความรู้จักเทคโนโลยี VR (Virtual Reality)
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Director.Uk
Virtual Reality (VR) หรือเทคโนโลยีโลกเสมือนจริงแบบ 360 องศา เป็นเทคโนโลยีที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน ซึ่งเทคโนโลยี VR นี้ต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์แว่นวีอาร์ หรือ จอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ หรือ สมาร์ทโฟน เพื่อแสดงภาพสามมิตินั่นเอง นอกจากผู้ใช้จะได้เห็นภาพเสมือนจริงในมุมกว้างแบบ 360 องศาแล้ว ยังสามารถรับรู้ถึงประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น เสียง สัมผัส หรือแม้กระทั่งกลิ่น ด้วยเหตุนี้ VR จึงถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมายหลายแขนง เช่น เพื่อใช้จำลองการฝึกขับเครื่องบินของนักเรียนการบิน หรือเพื่อการศึกษา ช่วยให้นักศึกษาแพทย์ได้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นอกจากเทคโนโลยี VR จะทำให้เห็นภาพเสมือนจริงแล้ว ยังสามารถทำในทางตรงกันข้าม อย่างการสร้างภาพจินตนาการได้อีกด้วย ซึ่งจะเห็นได้จากบริษัทพัฒนาเกมต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยี VR จำลองภาพเหตุการณ์ในเกม ทำให้ผู้เล่นรู้สึกเหมือนได้หลุดเข้าไปในโลกเกมอย่างแท้จริง
ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เอง ก็ได้เริ่มทยอยใช้เทคโนโลยี VR เพื่อให้ลูกค้าได้เห็นภาพจำลองห้อง หรือบ้าน ทั้งที่ตกแต่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว หรือพื้นที่ห้องเปล่า โดยที่ลูกค้าไม่จำเป็นต้องไปถึงสถานที่จริงค่ะ
ความมีประโยชน์ และความสนุกที่ได้จากเทคโนโลยี VR นี้ ทำให้เทคโนโลยีนี้เริ่มเป็นที่จับตามอง จำนวนผู้ใช้งาน VR จากต้นปี 2020 มีมากถึง 950,000 เครื่อง และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆเลยทีเดียว
หลักการการทำงานของเทคโนโลยี VR
การสร้างเทคโนโลยี VR นั้นจำเป็นต้องใช้พื้นที่ความจุ และหน่วยความจำคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาล เนื่องจากภาพสามมิติที่เราเห็นผ่านจอมอนิเตอร์บนอุปกรณ์สวมศีรษะนั้น เป็นภาพกราฟิกที่ถูกสร้างขึ้นจำนวน 30 ครั้งต่อวินาที ทั้งนี้เพื่อให้ภาพตรงกับตำแหน่งการหมุนศีรษะของผู้ใช้ในขณะเคลื่อนไหว ให้ได้เห็นภาพเหตุการณ์เสมือนมองด้วยตาเปล่านั่นเองค่ะ
ประโยชน์ของ VR ต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ลูกค้าได้รับความรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าของ
ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้นว่า เทคโนโลยี VR เป็นเทคโนโลยีแสดงภาพเหตุการณ์เสมือนจริงแบบ 360 องศา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นเปรียบเสมือนผู้ใช้ได้หลุดเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่ผู้ใช้เห็นผ่านหน้าจอ แน่นอนว่าลูกค้าที่ใช้เทคโนโลยี VR ในการรับชมภาพแบบจำลองห้อง หรือบ้าน ย่อมได้รับประสบการณ์ที่พิเศษกว่าการรับชมภาพ 2 มิติทั่วไปจากเว็บไซต์อย่างแน่นอน และนอกจากนี้ การได้สัมผัสประสบการณ์ภาพสามมิติยังช่วยให้ลูกค้าจดจำภาพได้ดีขึ้น ได้เดินรอบห้อง เก็บรายละเอียดทุกมุม และยังสามารถปรับตกแต่งห้องตามใจชอบ ทั้งหมดนี้เพียงแค่มองผ่านหน้าจอแว่นวีอาร์ หรือจอมอนิเตอร์คอมพิวเตอร์ที่บ้านนั่นเอง และความรู้สึกเหล่านี้เองนำมาซึ่งความรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของ หรือที่เรียกตามหลักจิตวิทยาว่า “Psychological Ownership” นั่นเองค่ะ
ซึ่ง Psychological Ownership หรือการศึกษานิสัยของผู้บริโภคตามหลักจิตวิทยาการ ได้อธิบายว่าเมื่อผู้บริโภคมีความรู้สึกเหมือนได้เป็นเจ้าของของสินค้านั้น จะส่งผลทำให้เกิดความเต็มใจที่จะซื้อสินค้าตัวนั้น และถึงขั้นยอมซื้อในราคาที่แพงกว่าเลยทีเดียว
ประหยัดเวลา
อีกหนึ่งผลประโยชน์ที่ชัดเจน นั้นก็คือการช่วยประหยัดเวลา การใช้เทคโนโลยี VR จะช่วยประหยัดเวลาได้ทั้งกับผู้ขาย และลูกค้า เนื่องจากลูกค้าสามารถสวมใส่อุปกรณ์ VR เพื่อเข้าชมพื้นที่ตัวอย่างได้ง่ายจากที่บ้าน จึงไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องเดินทางมาไกลจากต่างจังหวัด
การที่ไม่ต้องเผื่อเวลาเดินทางนั่นก็หมายความว่า ลูกค้าเองสามารถเข้าเยี่ยมชมดูพื้นที่ตัวอย่างได้ตลอดเวลาตามสะดวก และยังไม่ถูกจำกัดเวลาอีกด้วย ซึ่งนี่เองทำให้ลูกค้าได้เห็นรายละเอียดของตัวห้องและบ้านอย่างครบถ้วนก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งนั่นยังช่วยเพิ่มโอกาสในการขายของผู้ขายอีกด้วย
ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ชัดเจน
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Techninasia
เทคโนโลยีโลกเสมือนจริงอันนี้ ยังสามารถเพิ่มฟังก์ชันมีประโยชน์อื่นๆ เข้าไปเพื่อเพิ่มโอกาสในการขายให้กับผู้ขายได้ด้วย อย่างเช่น ฟังก์ชันคัสตอม (Custom Function) ซึ่งในขณะที่ลูกค้าชมภาพสามมิติจากอุปกรณ์ VR นั้น ลูกค้าสามารถลองปรับเปลี่ยนสีวอลล์เปเปอร์ ตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ สีพื้นกระเบื้อง หรือแม้กระทั่งเพิ่มของตกแต่งในห้องตามต้องการได้ง่ายๆ เพียงแค่ปลายนิ้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้เห็นภาพห้องที่สมบูรณ์มากกว่าการเข้าดูสถานที่จริงแล้วจินตนาการเองแน่นอน
เพิ่มโอกาสขาย
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Inc
เมื่อลูกค้าเห็นรายละเอียดของอสังหาฯ มากขึ้น คำถามก่อนตัดสินใจซื้อยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย เพราะการใช้เทคโนโลยี VR นอกจากจะสามารถแสดงภาพห้องที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว ทางผู้ประกอบการสามารถสร้างภาพสามมิติที่แสดงให้เห็นแค่โครงสร้างของตัวห้อง หรือบ้านได้อีกด้วย ซึ่งนี่เองทำให้ลูกค้ามีคำถามมากขึ้น และถ้าผู้ขายสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยการหลีกเลี่ยงคำตอบ Yes หรือ No แต่ตอบด้วยจุดขาย รับรองว่าจะสามารถมัดใจลูกค้าได้อย่างแน่นอน
มนุษย์เราไม่ว่าจะประสบกับเหตุการณ์ร้ายแรงแค่ไหน แต่เพื่อความอยู่รอดนั้น ย่อมหาหนทาง และทางออกจนได้ เทคโนโลยี VR ก็เป็นอีกหนึ่งหนทางที่ธุรกิจอสังหาฯ นำมาใช้เพื่อดึงดูดลูกค้า และที่สำคัญเพื่อให้ธุรกิจอยู่รอดนั่นเอง แต่ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยี VR มีราคาค่อนข้างสูง นายหน้าอสังหาฯ จากบริษัทรายย่อย จึงไม่นิยมลงทุนกับเทคโนโลยีอัจฉริยะตัวนี้มากนัก ถ้าเพื่อนๆ สนใจจะซื้อคอนโด หรือบ้านสักที่ในขณะนี้ แต่ไม่อยากเสี่ยงติดเชื้อโควิดออกเดินทางไปตระเวนหา เราแนะนำ Kaidee เลยค่ะ เรามี คอนโดและบ้าน หลายแบบ หลายราคา ให้เลือกสรรมากมายเลย