ต่อเติมหลังบ้าน ทำทั้งทีต้องใช้งานได้จริง

ต่อเติมหลังบ้าน ทำทั้งทีต้องใช้งานได้จริง

การต่อเติมหลังบ้าน เป็นสิ่งที่พบเห็นได้บ่อยในโครงการบ้านจัดสรรประเภทบ้านเดี่ยวขนาดเล็ก และทาวน์เฮ้าส์ โดยสาเหตุหลักของการต่อเติมหลังบ้านก็คือ ต้องการขยายพื้นที่ใช้สอยภายในตัวบ้านให้กว้างขึ้น เพื่อรองรับการอยู่อาศัยที่ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์จริงๆ หรือปรับปรุงให้เหมาะกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในครอบครัว 

เช่น ห้องครัวที่โครงการหมู่บ้านดีไซน์ไว้ เมื่อนำอุปกรณ์ของใช้ในครัวมาวางแล้วพบว่ามีพื้นที่ไม่เพียงพอ จึงต้องต่อเติมหลังบ้านเพื่อขยายครัวให้กว้างขึ้น หรือเดิมที่อาศัยอยู่ในทาวน์เฮ้าส์คนเดียว แต่พอมีพ่อแม่มาอยู่ด้วยเลยต้องต่อเติมฟังก์ชันบางอย่างเพื่อให้เหมาะกับจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้น เป็นต้น 

อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้การต่อเติมหลังบ้านเป็นโซนแรกๆ ที่ถูกปรับปรุงเมื่อคิดขยับขยายพื้นที่ใช้สอยก็เนื่องมาจากทำเลที่อยู่ด้านหลังอาคาร ซึ่งสามารถหลบสายตาผู้คนภายนอกได้และไม่ต้องกังวลกับความสวยงามเหมือนกับการต่อเติมหน้าบ้านและข้างบ้าน อีกยังเป็นพื้นที่จุดเดียวของที่อยู่อาศัยประเภททาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮมที่สามารถต่อเติมได้อีกด้วย 

ดังนั้นการต่อเติมหลังบ้านทุกวันนี้ จึงแทบเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็ทำกัน แต่จะทำอย่างไรให้การต่อเติมหลังบ้านนั้นออกมาใช้งานได้จริง ไร้ปัญหากวนใจ และไม่กระทบกับเพื่อนบ้านใกล้เคียง วันนี้ Kaidee มีคำตอบ 

ทำความเข้าใจ พรบ.ควบคุมอาคาร ก่อนต่อเติมหลังบ้าน

การต่อเติมหลังบ้านหรือส่วนใดๆ ก็ตาม เราสามารถทำได้ภายใต้กรอบที่กฎหมายกำหนด โดยมีพระราชบัญญัติควบคุมอาคารเป็นเสมือนคู่มือการต่อเติมที่ไม่เพียงสร้างความปลอดภัยแก่ผู้พักอาศัยเท่านั้น แต่ยังคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลไม่ให้เราเผลอไปละเมิดพื้นที่ข้างเคียงจนเกิดเป็นข้อพิพาทภายหลัง ซึ่งหากมีการฟ้องร้องก็อาจมีความผิดตั้งแต่ถูกปรับจนถึงจำคุกได้เลยทีเดียว

พรบ. ควบคุมอาคารที่เกี่ยวข้องกับการต่อเติมหลังบ้านที่เราต้องรู้ คือ การเว้นระยะห่างระหว่างอาคารที่ก่อสร้างกับแนวเขตที่ดินข้างเคียง (หรือรั้วที่ติดกับบ้านคนอื่นนั่นเอง)  แบ่งเป็น  

1. หากก่อสร้างเป็นผนังทึบ ต้องเว้นระยะห่างจากกำแพงเพื่อนบ้านไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร ยกเว้น ได้รับความยินยอมจากเจ้าของพื้นที่ข้างเคียงเป็นลายลักษณ์อักษร (มีหนังสือยินยอม) จึงสามารถสร้างชิดเขตแนวที่ดินได้

2. หากก่อสร้างโดยผนังมีช่องเปิด เช่น หน้าต่าง ประตู ช่องแสง ฯลฯ ต้องเว้นระยะห่างจากรั้วที่ดินคนอื่นไม่น้อยกว่า 2 เมตร

3. ระยะห่างชายคา/กันสาด (แบบขึ้นไปใช้งานไม่ได้) ต้องห่างจากแนวเขตไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร

4. การต่อเติมระเบียงชั้นบน หรือหลังคาที่สามารถถึงไปใช้งานได้ ต้องเว้นระยะห่างจากแนวรั้วที่ดินไม่น้อยกว่า 2 เมตร

ขออนุญาตต่อเติมหลังบ้านเพื่อความปลอดภัย 

เมื่อทราบข้อกำหนดของพรบ.ควบคุมอาคารในการต่อเติมหลังบ้านแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการออกแบบพื้นที่ ซึ่งเราควรปรึกษาวิศวกรเพื่อช่วยตรวจสอบโครงสร้างและฐานรากทั้งตัวบ้านหลักและงานต่อเติมเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อใช้งานไปนานๆ แล้ว บ้านและงานต่อเติมจะยังคงปลอดภัยสำหรับผู้พักอาศัย

ขั้นตอนการขออนุญาตก่อนต่อเติมหลังบ้าน 

เมื่อได้แบบก่อสร้างต่อเติมหลังบ้านจากวิศวกรแล้ว กฏหมายยังกำหนดให้เรายื่นขอใบอนุญาตโดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ 

1. ติดต่อสำนักงานเขตกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่บ้านเราตั้งอยู่ หรือแจ้งต่อองค์การบริหารจัดการส่วนท้องถิ่นของจังหวัดนั้นๆ

2. ยื่น “แบบขออนุญาตก่อสร้างอาคาร ดัดแปลงอาคาร รื้อถอนอาคาร” โดยระบุชื่อของผู้รับผิดชอบและผู้ควบคุมงานด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม พร้อมแผนผังบริเวณและแบบแปลนของบ้านที่จะดำเนินการต่อเติม

3. เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ให้เรายื่นขอรับใบอนุญาต กล่าวคือ แจ้งการออกใบอนุญาตก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอนอาคาร ภายใน 45 วัน นับแต่วันที่ขออนุญาต และขอรับใบอนุญาตฯ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งออกใบอนุญาตไว้

5 กรณียกเว้น ไม่ต้องขออนุญาตก็สามารถลงมือต่อเติมหลังบ้านได้เลย

อย่างไรก็ตาม หากเป็นงานต่อเติมขนาดเล็กที่ไม่กระทบโครงสร้างอาคารหลัก เราสามารถดำเนินการได้เลยใน 5 กรณี ดังต่อไปนี้

1. เพิ่มหรือลดเนื้อที่ของพื้นชั้นใดชั้นหนึ่งรวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน

2. เพิ่มหรือลดขนาดหลังคารวมกันไม่เกิน 5 ตารางเมตร และไม่มีการเพิ่มหรือลดจำนวนเสาหรือคาน

3. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุ ขนาด จำนวน และชนิดเดิม

4. การเปลี่ยนส่วนใด ๆ ภายในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร ด้วยการใช้วัสดุชนิดเดียวกับของเดิม หรือวัสดุชนิดอื่นที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างของอาคารเดิมเกิน 10% ของน้ำหนักเดิม 

5. การเปลี่ยน ต่อเติม เพิ่ม ลด เนื้อที่ส่วนใด ๆ ก็ตามในบ้านที่ไม่ใช่ส่วนที่เป็นโครงสร้างอาคาร และไม่เพิ่มน้ำหนักให้แก่โครงสร้างเกิน 10% ของโครงสร้างอาคารเดิม

รับมือกับปัญหาที่พบบ่อยในการต่อเติมหลังบ้าน

ปัญหาคลาสิกของการต่อเติมหลังบ้านที่พบบ่อยสุด มักเป็นเรื่องการทรุดตัวของส่วนต่อเติมจนเกิดรอยแยกระหว่างอาคาร และทำให้เกิดรอยรั่วซึมในจุดต่างๆ ตามมา รวมถึงการเปิดปิดประตูและหน้าต่างเริ่มฝืดหรือไม่พอดีกัน 

สาเหตุของปัญหาดังกล่าวเป็นผลมาจากการได้ช่างผู้รับเหมาที่ไม่มีคุณภาพ และตัวเจ้าของบ้านเองก็ขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยคิดว่าการต่อเติมนั้นเป็นเรื่องง่าย ใครก็ทำได้ ทั้งที่จริงแล้วเราจำเป็นต้องให้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่างวิศวกรช่วยประเมินการก่อสร้างต่อเติมให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ ทั้งในแง่การรับน้ำหนักของโครงสร้าง ชนิดของวัสดุ การเดินระบบไฟฟ้าและประปา ฯลฯ เพื่อให้ฟังก์ชันที่ต่อเติมหลังบ้านใหม่นั้นใช้งานได้จริง ปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งเจ้าของบ้านและเพื่อนบ้านใกล้เคียง 

สำหรับการรับมือปัญหาที่พบบ่อยในการต่อเติมหลังบ้าน มีข้อควรปฏิบัติสำคัญดังนี้ 

เตรียมความมั่นคงของพื้นดินก่อนต่อเติมหลังบ้าน 

เนื่องจากสภาพพื้นดินของประเทศไทยมีการทรุดตัวตามธรรมชาติอยู่แล้ว ยิ่งหากหมู่บ้านเราสร้างในที่ดินที่เคยชุ่มด้วยน้ำ ยิ่งมีโอกาสทรุดตัวง่ายเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง ในงานก่อสร้างบ้านจึงแก้ปัญหาด้วยการลงเสาเข็มยาวทะลุชั้นดินอ่อนลึกไปถึงชั้นดินแข็งที่มีความมั่นคงพอที่จะช่วยรับน้ำหนักของตัวบ้านไม่ให้ทรุดหรือเอียงในอนาคต 

ดังนั้นในการต่อเติมหลังบ้านให้หมดปัญหาการทรุดตัวจึงควรใช้หลักการเดียวกันคือตอกเสาเข็มที่มีความลึกถึงชั้นดินแข็ง แต่อย่างไรก็ตาม การตอกเสาเข็มให้ลึกถึงขั้นนั้นมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ทำให้เจ้าของบ้านที่มีงบต่อเติมจำกัดอาจต้องพิจารณาความเหมาะสมและปรึกษาวิศวกรอีกครั้ง

ควรตอกเสาเข็มให้ลึกถึงชั้นดินแข็ง เพื่อป้องกันโครงสร้างบ้านหรือส่วนต่อเติมทรุดตัว
ภาพจาก www.scghome.com

แยกโครงสร้างงานต่อเติมหลังบ้านออกจากโครงสร้างบ้าน

นอกจากการปรับพื้นดินและลงเสาเข็มเพิ่มความมั่นคงให้งานต่อเติมอยู่ในสภาพที่ดีได้นานๆ แล้ว การออกแบบโครงสร้างต่อเติมยังควรแยกจากโครงสร้างบ้านหลักด้วย โดยไม่เอาเสาหรือคานไปฝากยึดไว้กับตัวบ้าน เพื่อเวลาที่พื้นที่ส่วนต่อเติมทรุดตัว (มักเกิดในกรณีใช้เสาเข็มขนาดเล็กหรือตอกไม่ถึงชั้นดินแข็ง) จะได้ทรุดเพียงโซนเดียว ไม่รั้งให้ส่วนอื่นของตัวบ้านทรุดเอียงตามไป ซึ่งจะกลายเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่อันตรายและแก้ไขได้ยาก

เลือกวัสดุที่มีน้ำหนักเบาสำหรับงานต่อเติมหลังบ้าน

การเลือกวัสดุเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของฐานรากที่จะต่อเติมหลังบ้าน เพราะหากใช้เสาเข็มที่ตอกลึกเพียงชั้นดินอ่อน วัสดุที่อยู่ด้านบนทั้งหมดก็ควรมีน้ำหนักเบาไว้ก่อนเพื่อจะได้ไม่เป็นการเพิ่มโหลดน้ำหนักในพื้นยิ่งทรุดตัวเร็วขึ้น รวมถึงควรจัดแปลนฟังก์ชันการใช้สอยในส่วนต่อเติมหลังบ้านให้เฉลี่ยการกระจายน้ำหนัก เพื่อไม่ให้ด้านหนึ่งด้านใดหนักเกินไปจนเกิดการทรุดตัวแบบเอียงได้

สำหรับวัสุดน้ำหนักเบาที่ควรเลือกใช้ เช่น โครงสร้างเหล็ก หลังคาเมทัลชีท ผนังอิฐมวลเบา หรือผนังเบาชนิดโครงเหล็กปิดด้วยซีเมนต์บอร์ดหรือไม้เทียม เป็นต้น 

งานต่อเติมควรแยกจากโครงสร้างหลักของตัวบ้าน และควรใช้วัสดุที่น้ำหนักเบาไว้ก่อน
ภาพจาก www.scghome.com

สรุปการต่อเติมหลังบ้านที่ดี ต้องใช้ได้จริงและไม่สร้างปัญหากวนใจ

ไม่ว่าเราคิดจะต่อเติมหลังบ้านเพื่อทำเป็นครัวปิด ห้องเก็บของ หรือพื้นที่ใช้สอยอื่นๆ ในเมื่อจะต้องเสียเงินแล้วก็ควรจะทำให้ดีไปเลยในครั้งเดียว ซึ่งการต่อเติมบ้านที่ถูกต้องนั้น เราควรศึกษาข้อกฏหมายในพรบ.ควบคุมอาคาร เพื่อให้การออกแบบพื้นที่ต่อเติมนั้นใช้งานได้อย่างปลอดภัยและไม่ละเมิดสิทธิ์หรือทำให้เพื่อนบ้านได้รับความเดือดร้อน ซึ่งอาจทำให้เราต้องเสียเงิน เสียเวลา และเสียความรู้สึกที่ต้องรื้อถอนในภายหลัง

นอกจากนี้ ในขั้นตอนก่อสร้างส่วนต่อเติมหลังบ้านยังควรวางแผนการทำงาน ใช้หลักการทางวิศวกรรม และเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม ซึ่งจะช่วยลดปัญหาระหว่างการใช้งานได้ โดยเฉพาะการทรุดตัวของพื้นดินจนทำให้เกิดรอยแตกร้าวของอาคาร ที่จะส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา จนเราต้องตามแก้ไขแบบไม่มีวันสิ้นสุด และนั่นหมายถึงเงินที่ต้องจ่ายออกไปด้วย 

แต่สำหรับใครที่ไม่อยากมีปัญหากับการต่อเติมหลังบ้าน ลองมาเลือกซื้อบ้านกับ Kaidee Property เรามีแบบบ้านขนาดใหญ่ที่มีฟังก์ชันตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้เลย ไม่ต้องต่อเติมให้วุ่นวาย หรือจะเลือกซื้อที่ดินเปล่าเพื่อสร้างบ้านในฝันที่เว็บไซต์เราก็มีเช่นกัน

Somdul Agroforestry Home บ้านริมน้ำ วนเกษตร และคาเฟ่สุดชิล

Somdul Agroforestry Home บ้านริมน้ำ วนเกษตร และคาเฟ่สุดชิล

บรรยากาศบ้านริมน้ำและวิถีชีวิตริมแม่น้ำแม่กลองที่มองจากท่าน้ำของ Somdul Agroforestry Home

พูดถึงวิถีชีวิตริมน้ำหรือบรรยากาศความร่มรื่นของบ้านริมน้ำ เชื่อว่าหนึ่งในโลเคชันที่หลายๆ คนนึกถึงน่าจะมี “แม่น้ำแม่กลองแห่งจังหวัดสมุทรสงคราม” อย่างแน่นอน เพราะตลอดสองฝั่งแม่น้ำสายนี้เต็มไปด้วยบ้านริมน้ำน้อยใหญ่ บ้านเก่าดั้งเดิมสลับบ้านโมเดิร์นสร้างใหม่ ผสมผสานการใช้สอยทั้งที่เป็นบ้านพักอาศัยและพื้นที่ธุรกิจอย่างคาเฟ่และโฮมสเตย์ จนกลายเป็นเสน่ห์ของเมืองสามน้ำที่หลายคนปักหมุดจะไปเยือน

Somdul Agroforestry Home เป็นหนึ่งในบ้านริมน้ำที่สามารถดื่มด่ำความงามของแม่น้ำแม่กลองตลอดทั้งวัน ซึ่งวันนี้เราได้รับเกียรติจากหนึ่งในคีย์หลักของกลุ่มหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ช่วยกันสร้างสรรค์พื้นที่แห่งนี้  “เอี่ยม – อติคุณ ทองแตง” มาเป็นตัวแทนเล่าเรื่องราวของศูนย์เรียนรู้ด้านวนเกษตรและคาเฟ่นั่งสบายแห่งนี้

บ้านริมน้ำตากอากาศสู่วนเกษตรแห่งลุ่มน้ำแม่กลอง

ก่อนที่จะเป็น Somdul Agroforestry Home ที่เปิดต้อนรับทุกคนในวันนี้ ครั้งหนึ่งที่นี่เคยเป็นบ้านริมน้ำตากอากาศของครอบครัวทองแตง ซึ่งคุณพ่อของเอี่ยมซื้อไว้ตั้งแต่เอี่ยมยังไม่เข้าโรงเรียนประถมด้วยซ้ำ 

อาณาเขตของบ้านริมน้ำมีพื้นที่กว่า 15 ไร่ บริเวณทางเข้าที่ติดถนนหลักสายเดียวกับที่ใช้มาตลาดน้ำอัมพวาเต็มไปด้วยต้นสักสูงชะลูดซึ่งถูกไว้ตั้งแต่สมัยเจ้าของเก่า ผสมผสานกับร่องสวนมะพร้าวและส้มโอ อันเป็นภาพชินตาหากใครมาเที่ยวสมุทรสงครามบ่อยๆ ส่วนพื้นที่ด้านในที่ติดกับแม่น้ำแม่กลองถูกจัดสรรให้เป็นโซนพักอาศัย 

เอี่ยม-อติคุณ ทองแตง กับเจ้าบาน๊อฟฟี่ สุนัขขี้อ้อนที่พร้อมต้อนรับทุกคนสู่ Somdul Agroforestry Home

เอี่ยมเล่าจุดเริ่มต้นของการปรับบ้านริมน้ำที่เคยพักอาศัยมาเป็น Somdul Agroforestry Home ว่า

“ที่จริงส่วนที่เป็นคาเฟ่ เราไม่มีแพลนที่จะทำตั้งแต่แรก เราต้องการทำเกษตรมากกว่า เพราะกลุ่มเพื่อนที่ร่วมกันทำที่นี่ต่างเป็นนักอนุรักษ์ เป็นอาสาไปช่วยงานด้านการอนุรักษ์ตั้งแต่มหาวิทยาลัย เวลาเราไปอยู่ในป่า เราสัมผัสถึงอุณหภูมิที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด เราเห็นสิงสาราสัตว์ เห็นความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ เห็นการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ เลยเป็นแพชชันของกลุ่มว่า เราอยากทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม” 

อาคารหลังคาทรงจั่วดูกลมกลืนไปกับบริบทของวนเกษตร

ซึ่งแม้เอี่ยมจะเรียนจบด้านบริหารธุรกิจ แต่ด้วยความสนใจทำให้เขาและเพื่อนๆ ต่อยอดความรู้เกษตรกรรมในรูปแบบต่างๆ ทั้งอบรมศาสตร์พระราชากับศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง เรียนรู้เกษตรจากปราชญ์ชาวบ้าน และเข้าไปศึกษาดูงานอีกหลายที่ จนจบลงด้วยการตัดสินใจทำ “วนเกษตร” ซึ่งได้แรงบันดาลใจส่วนใหญ่มาจากบ้านสวนออนซอนของพ่อเลี่ยม บุตรจันทรา

“คอนเซ็ปต์ของ Somdul Agroforestry Home ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก คือ ธรรมชาติ สุขภาพ และการพึ่งพาตนเอง เราให้ความสำคัญกับธรรมชาติเป็นอันดับหนึ่ง ทุกอย่างที่ทำต้องไม่เบียดเบียนธรรมชาติ ของที่เรากินเราใช้ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ซึ่งหากเราทำได้สิ่งที่ตามมาก็คือเรื่องของสุขภาพ เพราะเราไม่เอาเคมีเข้าสู่ร่างกาย”

วนเกษตร คือ ระบบเกษตรกรรมที่ทำในพื้นที่ป่าและการสร้างระบบเกษตร ให้มีลักษณะเลียนแบบระบบนิเวศป่าธรรมชาติ เช่น ปลูกพืชแซมในพื้นที่ป่าธรรมชาติ นำสัตว์ไปเลี้ยงในป่า เก็บผลผลิตจากป่ามาใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันที่ Somdul Agroforestry Home ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมภายในสวนของตัวเอง

ดีไซน์วนเกษตรให้เหมาะกับชาวสวนบ้านริมน้ำ

เอี่ยมบอกกับเราว่า หลักการทำกสิกรรมยั่งยืนหรือการทำวนเกษตรนั้น จะต้องไม่ปรับเปลี่ยนอะไรที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ รวมไปถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ทำมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นการดีไซน์พื้นที่วนเกษตรของ Somdul Agroforestry Home จึงยังคงอยู่ในบริบทของชาวสวนบ้านริมน้ำที่เคยมีอยู่ก่อนหน้านี้ 

“เราไปเรียนมาหลายอย่าง แต่สุดท้ายต้องกลับมาดูพื้นที่ของเราว่ามีอะไรบ้าง แล้วจึงต่อ ยอดทางนั้น อย่างของเรามีร่องสวนซึ่งเป็นภูมิปัญญาที่ดีมากอยู่แล้วในการบริหารจัดการพืชสวนให้เขามีระบบน้ำที่สมบูรณ์ ทำให้พืชอยู่ได้ด้วยตัวเองและสร้างผลผลิตได้ดีตรงนี้เราก็เก็บไว้และพัฒนาให้ดีขึ้น หรืออย่างป่าสักด้านหน้าหรือต้นไม้ใหญ่ที่เรามี เราไม่ทำอะไรเลย แต่ใช้การปลูกเพิ่มเพื่อให้มันเกิดระบบนิเวศน์แบบป่า ตรงไหนว่างเราก็เอาไม้ใช้ประโยชน์อย่างไม้เนื้อแข็งมาลง เน้นปลูกครบไม้ 5 ระดับ สูง กลาง เตี้ย เรี่ย และไม้หัวใต้ดิน ตามหลักป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง”

ทางเข้าล้อมด้วยต้นสักอายุมากกว่า 30 ปี แทรกด้วยร่องสวนตามวิถีชีวิตดั้งเดิม

เอี่ยมยังโชว์ให้เราเห็นถึงการผสมผสานของต้นไม้ระดับต่างๆ ที่สามารถปลูกในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าแล้วสามารถเติบโตได้ดี ไม่ว่าจะเป็นต้นโกโก้ กาแฟ พืชสมุนไพร อย่างพิลังกาสา ชะวง เอื้องหมายนา โปร่งฟ้า อ่อมแซ่บ ผักสวนครัวต่างๆ ฯลฯ ตลอดจนการอยู่ร่วมกันกับผึ้งชันโรงที่ช่วยให้ระบบนิเวศเล็กๆ ของอดีตบ้านริมน้ำแห่งนี้อุดมสมบูรณ์ยิ่งขึ้น 

การทำวนเกษตรในบริบทของบ้านริมน้ำ เอี่ยมบอกว่าค่อนข้างยาก เพราะสภาพแวดล้อมแทบไม่ตรงกับในตำราที่ร่ำเรียนมาเลย อีกทั้งยังต้องอาศัยเวลาทำความรู้จักพื้นที่ของตัวเอง พร้อมกับเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น

“อย่างของกสิกรรมธรรมชาติเขาพูดเรื่องโคกหนองนา แต่พื้นที่ของเราเป็นที่ดินติดน้ำ เป็นร่องสวน เราจะขุดหนองทำไมในเมื่อมีน้ำอยู่รอบๆ เต็มไปหมด แต่ถึงเราไม่ต้องห่วงเรื่องไม่มีน้ำก็ต้องระวังเรื่องน้ำเค็ม เพราะช่วงหลังๆ มาน้ำทะเลหนุนมาถึงแถวนี้เลย ซึ่งเราต้องทำเขื่อนกักน้ำ หรือดึงน้ำขึ้นมาเก็บใส่ถังไว้ใช้ยามที่น้ำเค็ม แล้วก็ใช้เครื่องวัดความเค็มเข้ามาช่วย ไม่ต้องชิมน้ำเหมือนสมัยก่อน”

ดังนั้นการทำเกษตรจึงต้องปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของพื้นที่ รู้จักเลือกพันธุ์ไม้ให้เหมาะสม รวมไปถึงประยุกต์ความรู้ยิบย่อยเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

บ้านของผึ้งชันโรงมีอยู่ทั่วเขตบ้านริมน้ำ ซึ่งเอี่ยมเล่าว่าผึ้งนั้นเซ็นซิทีฟต่อยาฆ่าแมลงมาก หากสวนหรือฟาร์มไหนมีผึ้งอยู่อาศัยแล้วล่ะก็ สามารถใช้เป็นตัวชี้วัดการทำเกษตรแบบไร้สารเคมีได้เลย

เปลี่ยนบ้านริมน้ำให้กลายเป็นคาเฟ่สไตล์ Farm-to-Table

“พอเริ่มทำวนเกษตรได้พักหนึ่งก็ถึงจุดที่ว่าเราอยากทำให้มันเป็นศูนย์เรียนรู้ด้วย ให้คนอื่นได้เข้ามาเห็นเหมือนที่เราเคยไปดูจากหลายๆ ศูนย์ โดย Somdul Agroforestry Home ทำหน้าที่เป็นบันไดเชื่อมต่อระหว่างคนเมืองที่เหมือนกับเราทั้งหกคนอยู่ในเมืองทั้งหมดเลยแล้ว กับคนที่สนใจอยากทำเกษตรที่ยังอาจไม่เข้าใจ หรือไม่มี Know-How หรือไม่รู้ว่าจะไปทางไหนต่อ มาแลกเปลี่ยนกัน ให้คำแนะนำที่เรารู้ หรือแนะนำต่อเพื่อให้เขาได้คำตอบจากผู้รู้จริงๆ”

ดังนั้น เพื่อดึงดูดให้คนสนใจเข้ามาจึงมีการปรับปรุงบริเวณบ้านริมน้ำให้เป็นคาเฟ่สวย โดยสร้างอาคารหลังคาทรงจั่วสูงเพิ่มขึ้น 1 หลังเป็นผลงานออกแบบจากสถาบันอาศรมศิลป์ และต่อเติมบ้านริมน้ำหลังเดิมให้ทันสมัยและรองรับการใช้งานได้มากขึ้น 

มุมนั่งสบายท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ของคาเฟ่สไตล์บ้านริมน้ำ

บรรยากาศคาเฟ่ของ Somdul Agroforestry Home เป็นไปอย่างเรียบง่าย ร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน รวมไปถึงอิ่มอร่อยกับอาหารสไตล์ Farm-to-Table ที่พวกเขาตั้งใจปลูกในสิ่งที่กิน กินในสิ่งที่ปลูก

“เดิมทีหน้าบ้านริมน้ำจะเป็นสระว่ายน้ำและก็ถูกทิ้งร้างเป็นบ่อบัวอยู่พักใหญ่ ตอนรีโนเวทเราคิดหนักมากว่าจะเก็บบ่อไว้หรือทำอย่างไรดี สุดท้ายเราตัดสินใจทำบ่อให้แตกเผื่อต้นไม้จะไชรากต่อได้ และถมดินลงไปเพื่อทำเป็นแปลงผักสาธิตให้คนที่มาได้เรียนรู้ รวมถึงเอามาปรุงเป็นอาหารเสิร์ฟในร้านด้วย” 

เอี่ยมยังการันตีความสดใหม่ของอาหาร Farm-to-Table ด้วยเมนูที่ต่อยอดจากสิ่งที่มีในวนเกษตรของเขาบวกกับความสามารถที่ทำได้ดีจนสร้างสรรค์เป็นเมนูซิกเนเจอร์จากวัตถุดิบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเมนูจากน้ำผึ้งชันโรงกับ “Stingless Bee Honey and Cold Brew” ไข่สดจากแม่ไก่ที่เลี้ยงอยู่ในป่าสัก มะพร้าวน้ำหอมจากโซนร่องสวน รวมไปถึงไอศกรีมกะทิที่คั้นสดจากมะพร้าวแกงที่เพิ่งตัดภายใน 1 วัน 

“เราได้มะพร้าวเป็นลูกตอนเช้าแล้วเอามาปั้นคั้นแล้วทำเป็นไอศกรีมตอนเย็น เพราะฉะนั้นไอศกรีมจะเสร็จภายใน 1 วัน จึงสดมาก มันเลยเป็นสิ่งที่เราภูมิใจนำเสนอ ถ้าถามว่ามีร้านไหนขายไอศกรีมสดเท่าเรานี่อาจจะมีนะ แต่ถ้าชนะเรานี่หาได้ยาก เพราะถ้าไม่มีสวนเองทำไม่ได้อยู่แล้ว ซื้อที่ตลาดยังไงของก็พักค้างคืนมาวันหนึ่งแล้ว เรียกว่าเป็นไอศกรีมมะพร้าวออแกนิคมากและเรายังพัฒนาสูตรโดยหาเบลนด์กาแฟมาทำเป็น Affogato ซึ่งการทำกาแฟของสมดุลก็เป็นเรื่องที่ลงลึก เพราะตรงกับคอนเซ็ปต์วนเกษตร และเรายังหลงใหลเสน่ห์ของกาแฟที่มีทั้งกลิ่นและรสชาติให้ลิ้มลองไม่แพ้ไวน์เลยทีเดียว”

เปลี่ยนสระว่ายน้ำประจำบ้านริมน้ำให้กลายเป็นแปลงผักสวนครัว

Somdul Agroforestry Home บ้านริมน้ำ วนเกษตร และคาเฟ่สุดชิล

เรียกว่ามาที่เดียวได้ครบ ทั้งบรรยากาศสุดชิลของคาเฟ่บ้านริมน้ำและความรู้ด้านวนเกษตร ซึ่ง Somdul Agroforestry Home ยังคงพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสร้างเครือข่ายเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมในหลากหลายมิติ ผ่านเวิร์คช้อปต่างๆ เช่น การเลี้ยงผึ้งชันโรง ปลูกผักสลัด เวิร์คช้อปกาแฟ ไปจนถึงการฟื้นฟูนกนักล่า (นกแสก) เพื่อหวังในการลดประชากรหนูโดยไม่ต้องใช้ยาเบื่อ เป็นต้น 

โดยเอี่ยมบอกกับเราว่าพื้นที่แห่งนี้เปิดต้อนรับทุกคน แม้ความตั้งใจแรกจะเข้ามาเพราะเห็นภาพคาเฟ่สวยๆ  แต่ถ้าเข้ามาแล้วเขาได้สัมผัสกับความร่มรื่น รู้สึกว่ามีต้นไม้เยอะๆ แบบนี้ดี หรือเด็กๆ มาแล้วได้ใกล้ชิดธรรมชาติมากขึ้น ได้เข้าไปเก็บไข่และรู้ถึงการอยู่ร่วมกัน หรือมีคนสนใจมาแลกเปลี่ยนจนสร้างแรงบันใจให้เขาเหล่านั้นไปพัฒนาพื้นที่สีเขียวในบ้านของตัวเอง ก็เท่ากับเป็นผลกำไรความสุขของศูนย์เรียนรู้อย่าง “Somdul Agroforestry Home” ที่จะสร้างความสมดุลระหว่างธรรมชาติและมนุษย์ด้วยความเกื้อกูลและยั่งยืน

สำหรับใครที่อยากเป็นเจ้าของบ้านริมน้ำบรรยากาศดีสไตล์ Somdul Agroforestry Home หรือบ้านพร้อมที่ดินขนาดใหญ่เหมาะสำหรับทำวนเกษตร สามารถค้นหาเพิ่มเติมกับ  Kaidee Property กันได้เลย เรามีหลากหลายทำเลให้เลือกจนพอใจ

Somdul Agroforestry Home 

ที่อยู่ : 9 หมู่ 2 ตำบลบางพรม อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงคราม

โทร : 09 8362 9894

Facebook: www.facebook.com/somdulhome/

เช็กด่วน! คุณเป็น”อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) มั้ย?

เช็กด่วน! คุณเป็น”อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) มั้ย?

Work From Home แบบนี้เบื่อบ้านเหลือเกิน ยิ่งบางคนยิ่งอยู่บ้านยิ่งเหมือนจะเป็นบ้า หลายคนอาจจะเคยเป็น อาการไม่อยากอยู่ที่บ้าน ให้ตายยังไงก็ต้องหาวิธีออกจากบ้าน เพราะพออยู่บ้านดันรู้สึกหมดอาลัยตายอยากเหลือเกิน ให้ลุกไปทำงานก็ไม่อยากทำ ฟังแล้วน่าเหนื่อยใจดีนะคะ 

ก่อนจะไปต่อว่า “อาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever นับเป็นโรคไหมนะ 

เรามาเช็กอาการกันก่อนว่า ใครเป็นบ้างอาการแบบนี้และเข้าข่ายเป็น “อาการเบื่อบ้าน” หรือเปล่า

อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever)

Girl lying on sofa

คำตอบสำหรับ “อาการเบื่อบ้าน” นับเป็นโรคหรือเปล่านั้น ขอบอกว่าไม่ใช่นะคะ อาการนี้ไม่ใช่โรคแน่นอน เป็นสภาวะที่จิตใจโดนกดดันนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งในอาการที่จิตใจโดนกดดันแต่ก็ไม่ควรปล่อยผ่านนะคะ 

อาการเบื่อบ้านหรือที่เราเรียกอีกชื่อว่า “ไข้กระท่อม” นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็น Seasonal Affective Disorder (SAD) อาการนี้มักจะเกิดขึ้นในฤดูหนาวที่คนในแถบอเมริกาเหนือจำต้องอาศัยอยู่แต่ในบ้านนาน ๆ จนเกิดอาการเครียดและอาจส่งผลให้อยากทำร้ายตนเองและคนใกล้ตัวขึ้นมาซะงั้นก็เป็นได้ ฉะนั้นเรามาลองเช็กกันดีกว่า ว่าคุณมีอาการดังกล่าวหรือเปล่า 

1.รู้สึกกระสับกระส่าย ไม่อยากอยู่เฉยๆ

นั่ง ๆ อยู่ก็อยากลุกไปทำนู่นทำนี่ เพราะนั่งอยู่กับที่แล้วรู้สึกว่าไม่สามารถนั่งเฉย ๆ ได้ เห็นอะไรนิดหน่อยก็ต้องลุกไปจัดให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ามีอาการนี้ เบรกก่อนนะคะว่า คุณอาจไม่ใช่ OCD ก็ได้ แต่เป็นอาการเบื่อที่รู้สึกอยู่เฉย ๆ แล้วจะเป็นบ้าให้ได้ นั่นคือหนึ่งในอาการของสภาวะ “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) ก็ได้ค่ะ

2.เบื่อหน่าย

ในช่วงหลังจาก WFH มานี้คุณคงเคยรู้สึกเบื่อหน่าย เบื่อบ้าน เบื่อไปหมด หันซ้ายก็เบื่อ หันขวายิ่งเบื่อ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วไม่ใช่คนเบื่อง่ายแบบนี้ และออกจะเป็นคนเอเนอเจติกเสียใคร ๆ ก็บอกว่าคุณน่ะคือ ดวงอาทิตย์ท่ามกลางกลุ่มคน 

ถ้าเกิดอาการแบบนี้ขึ้น ขณะที่ต้องทำงานหรืออยู่แต่บ้านล่ะก็ แสดงว่าคุณอาจกำลังเผชิญสภาวะทางจิตใจที่เรียกว่า “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) อยู่ก็เป็นได้ค่ะ

3.รู้สึกซึมและสิ้นหวัง

ความสิ้นหวังและซึมจนไม่อยากจะทำอะไร แม้ว่าจะมีเรื่องให้ทำมากมาย หรือแรงบังดาลใจที่เคยมี จู่ ๆ ก็เหมือนถูกคลื่นโถมซัดจนไฟดับมอดไปแบบนี้ จะให้ทำอะไรใหม่ก็รู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง แถมน่าจะทำไม่ได้อีกด้วย แนะนำเบื้องต้นให้คุณลองออกไปข้างนอกมากขึ้น หรือหาอะไรทำเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ชีวิต นี่อาจช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นก็เป็นได้นะคะ แต่ถ้าลองแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำลองปรึกษากับจิตแพทย์นะคะ

4.ทานอาหารมากกว่าปกติ

การทานอาหารมากกว่าปกติ เป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายที่สุดแล้ว สำหรับบรรดาอาการต่าง ๆ ของสภาวะดังกล่าว เพราะคุณจะอยากทานของไม่หยุด โดยเฉพาะของมัน ๆ และของหวานที่ช่วยให้สมองคุณไม่รู้สึกล้า พอจะไม่กินก็รู้สึกว่าไม่กินไม่ได้ ต้องกินเท่านั้นถึงจะมีแรงทำอะไรต่อ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการดังกล่าวนอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายและสมองคุณกำลังเหนื่อยล้าแล้ว 

5.นอนไม่หลับหรือหลับได้ยากกว่าปกติ

อาการนอนไม่หลับไม่ใช่เกิดขึ้นจากความเครียดอย่างเดียว แต่ “อาการเบื่อบ้าน”(Cabin Fever) ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันค่ะ เพราะเวลาคุณทำงานที่บ้านจะสร้างความเครียดและความกดดันทางจิตใจให้แก่ตนเอง ทำให้คุณรู้สึกว่าบ้าน ไม่ใช่ บ้าน อีกต่อไป

ดังนั้นตอนจะนอนยิ่งทำให้คุณรู้สึกไม่คุ้นชินกับการนอนโดยที่ต้องแบกสภาวะความอึดอัดในใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม บางคนถึงจะนอนไม่หลับ แต่กลับหลับยากกว่าปกติ เช่น ความรู้สึกไม่อยากนอนทั้งที่ดึกแล้ว หรือนอนไม่หลับเลยก็มี ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณอยากใช้เวลากับตัวเองที่แทบหาไม่ได้ในตอนกลางวัน ในช่วงกลางคืนวันให้มากที่สุดนั่นเอง

6.ไม่มีสมาธิและคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ออก

อีกอาการที่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี คือการที่คุณทำงานที่บ้านและคิดไอเดียใหม่ ๆ ไม่ออก ยิ่งนอนทำงานอยู่บ้านยิ่งคิดงานไม่ออก ต้องพาร่างตัวเองออกไปข้างนอก เพื่อนั่งคาเฟ่ทำงาน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วการนั่งทำงานที่บ้านในห้องตัวเองเพียงลำพัง น่าจะทำให้คุณมีสมาธิมากกว่าการออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ 

7.ขาดความอดทนในสิ่งต่าง ๆ

“ฉันจะไม่อดทนอีกต่อไป!” 

ถ้าคุณนั่งทำงานหรือนั่งในบ้านเฉย ๆ แต่กลับมีความคิดว่า “ฉันจะไม่ทนอีกต่อไป” ขึ้นมาพร้อมกับการถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ประหนึ่งว่าคุณต้องใช้ความอดทนในการอยู่บ้านตนเอง แถมเวลาที่คนในบ้านหยิบจับอะไรสักอย่าง คุณก็รู้สึกไม่พอใจแล้ว ทำไมมันช่างน่าหงุดหงิดเช่นนี้!

แบบนี้คุณต้องลองเช็กตัวเองแบบด่วนเลยค่ะว่า คุณกำลังเป็นอาการเบื่อบ้านอยู่หรือเปล่า ?

8.อารมณ์แปรปวน

ความแปรปวนทางอารมณ์ไม่ได้เกิดแค่กับผู้หญิงในช่วงรอบเดือนและคนสูงอายุวัยที่เข้าสู่วัยทองเพียงอย่างเดียว แต่อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever) ก็คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คุณเกิดอารมณ์แปรปวนได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ตื่นเช้ามาที่บ้าน คุณอารมณ์ดีสุด ๆ แต่พอตกบ่ายคุณกลับหงุดหงิดจนไม่รู้จะทำยังไงเลย หาทางออกไม่ได้ นี่อาจเป็นหนึ่งอาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever ก็ได้ค่ะ

สาเหตุของอาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever)

พูดเลยว่า “อาการเบื่อบ้าน” หรือ Cabin Fever ไม่ใช่โรคแต่อย่างใด ทว่าก็ไว้วางใจไม่ได้ เนื่องจากอาการเบื่อบ้านดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดตามมาในภายหลังได้ 

จริงๆ แล้ว อาการเบื่อบ้าน(Cabin Fever) มีคำอธิบายก็สาเหตุการเกิดอาการเหล่านี้อยู่ อย่าง Valie Wright นักจิตวิทยาและผู้อำนวยศูนย์คลินิกวิจัยและคุณภาพของสมาคมจิตวิทยาสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประเด็นอาการเหล่านี้ไว้ว่า 

เป็นหนึ่งในสภาพของการถูกกดดันทางจิตใจเนื่องจากต้องกักตัวหรืออาศัยอยู่ในอาณาบริเวณคับแคบที่เรียกว่าบ้านแต่อย่างเดียว ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจและความรู้สึกทางลบจากการโดนจำกัดพื้นที่

แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิด “อาการเบื่อบ้าน” หรือ Cabin Fever กลุ่มที่มีโอกาสเป็นคือ กลุ่ม Extrovert มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งและออกไปพบเจอผู้คน ทำให้ไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

ขณะเดียวกันเปอร์เซ็นต์ที่กลุ่ม Extrovert มีโอกาสเผชิญอาการเบื่อบ้านจะมากกว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่ได้ความว่าอาการเช่นนี้จะไม่เกิดกับคนกลุ่มอื่นเลย เพราะบางกลุ่มอาจถูกความ “วิตกกังวล” ของการกักตัวเข้ามารุมเร้าได้ เช่นว่า เราจะต้องอยู่ในสภาพกักตัวเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร ? 

แน่นอนว่า การถูกกักตัวหรือให้ Work From Home แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในกรงที่ต้องนั่งทำงานในบ้านแทนที่จะได้ออกไปหาอิสระนอกบ้าน

จะสังเกตได้ว่าการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home ฉากหน้าเหมือนจะดูสบาย มีความชิลในการทำงานอยู่ที่บ้านของตนเองไม่ต้องออกไปพบเจอผู้คน แต่รู้หรือไม่ว่าการทำงานแบบ Work From Home จะยิ่งกระตุ้นการเกิดของสภาพกดดันทางจิตใจอย่าง “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) ได้มากกว่าการออกไปทำงานอีก

การออกไปทำงานที่บริษัก นอกจากจะทำให้เราพบเจอผู้คนมากมายและทิวทัศน์ถึงไม่เหมือนเดิมแล้ว ยังทำให้คุณรู้สีกว่า “บ้าน” เป็นบ้านมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการอาศัยในสิ่งที่เราเรียกว่า “บ้าน” มักจะเป็นจุดที่เราพักจิตใจและโยนความเหนื่อยล้าออกไปได้อย่างเต็มที่

ทว่าภายหลังเนื่องจากการทำงานอยู่ที่บ้านทำให้คนไม่ต้องเดินทางและมีเวลามากขึ้น การทำงานจึงไม่ได้จบที่เวลาเลิกงานอีกต่อไป บ้างก็ให้พนักงานทำงานต่อไปจนถึงห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนก็มี โดยที่พนักงานคนนั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่า OT เสียด้วยซ้ำ ฟังแล้วดูโหดร้ายมากเลยใช่ไหมล่ะคะ ? แต่นี่แหละคือเรื่องจริงของการทำงานที่บ้านของใครหลายคน 

ด้วยอาการที่ทำให้คุณ “ต้องอยู่แต่บ้าน” นอกจากจะเสี่ยงการเกิด “อาการเบื่อบ้าน”(Cabin Fever) แล้ว การถูกให้ทำงานและแบกรับความเครียดในสถานที่ที่เคยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจของคุณ ยิ่งทำให้คุณกลายเป็นไร้ที่พักใจและไร้ความสุขในสถานที่อันคุ้นเคย จนเกิดความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ในสถานที่ที่คุณอาศัยอยู่อีกด้วย

อย่างที่ได้เล่าไปในข้างต้นว่า “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) แม้ไม่ใช่โรคหรืออาการที่น่ากลัวอะไร แต่การปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นผสมกับการที่ต้องทนรับความกดดันภายในที่ทำงานจะยิ่งทำให้อาการและสภาพจิตใจของคุณยิ่งแย่ลง แนะนำว่าหากเกิดอาการดังกล่าวและทำอย่างไรก็ยังไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ถึงจะดีที่สุดนะคะ 

ในเบื้องต้นวิธีการรักษาอาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever ก็คือการหากิจกรรมให้ตนเองทำ อย่างการตกแต่งบ้าน ตกแต่งห้อง และพยายามพาตนเองออกไปพบเจอผู้คนให้มากขึ้น ซึ่งคุณสามารถเริ่มทำได้ง่าย ๆ อย่างการดูเรฟแต่งห้องต่าง ๆ และซื้อของแต่งห้องแบบนั้นมาเนรมิตให้ห้องคุณกลายเป็น “บ้านและห้องที่น่าอยู่”

โดยอุปกรณ์การตกแต่งห้องสามารถหาได้ง่ายที่ Kaidee สั่งปุ๊ปเนรมิตได้ปั๊ปเลยล่ะ

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร ไปดูกัน!

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร ไปดูกัน!

โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อผู้คนเป็นอย่างมาก และยังนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงในชีวิตประจำวันที่เราไม่ทันตั้งตัว ทั้งอาหารเดลิเวอรี่ที่มีอัตราการเติบโตสูง ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่ต้องปรับเปลี่ยน และรูปแบบการทำงานที่บ้าน ที่หลายคนปรารถนามาแสนนาน

“การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ส่งผลให้ผู้คนต้องอยู่บ้านมากขึ้น ในระยะเวลาที่นานขึ้น”

นอกจากพื้นที่พักผ่อนยามค่ำคืน บ้านยังต้องผสมผสานระหว่างศูนย์รวมความบันเทิง และพื้นที่การทำงานเข้าไว้ด้วยกัน การออกแบบบ้านในปี 2021 เป็นต้นไปนี้ จึงต้องคำนึงถึงข้อนี้เป็นหลัก

การออกแบบบ้านในยุคโควิด-19 เป็นอย่างไร

วันนี้ kaidee property ขอเชิญชวนผู้อ่านทุกคนมาดูเทรนด์การออกแบบบ้านที่เปลี่ยนไปเพราะสถานการณ์โควิด-19 ในปัจจุบัน หากใครอ่านจบแล้ว ก็สามารถนำไปเป็นไอเดียการออกแบบบ้านใหม่ หรือรีโนเวทบ้านหลังเดิมของคุณได้ทันที

แต่ก่อนอื่นเลย ต้องบอกสักนิดว่าเทรนด์เหล่านี้ล้วนมาจากต่างประเทศแทบทั้งสิ้น หากจะนำมาปรับใช้กับที่อยู่อาศัยในประเทศไทย อาจจำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนสักเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไร ก็ถือเป็นแนวทางเริ่มต้นในการออกแบบบ้านที่ดีไม่น้อยเลย

Wood Bagot และการออกแบบบ้านที่ปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้ตามใจชอบ
ขอบคุณภาพจาก Builder News

พื้นที่บ้านที่ปรับเปลี่ยนได้ดั่งใจต้องการ

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของพื้นที่ภายในบ้าน เพราะอย่างที่กล่าวไป ผู้คนต้องหันมาใช้ชีวิตภายในบ้านมากขึ้น ซึ่งหมายความว่า 1 ห้องภายในบ้านจะต้องทำหน้าที่มากกว่า 1 อย่าง

ห้องนั่งเล่นอาจกลายเป็นห้องรับแขก และห้องทำงานในเวลากลางวัน หรือฟิตเนสในตอนเย็น ก่อนที่จะกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงครบวงจรในตอนกลางคืน

นั่นหมายความว่า พื้นที่ภายในห้องเหล่านี้จะต้องกว้างขวาง อีกทั้งมีความยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของผู้ใช้งาน หรืออาจถึงขั้นเพิ่มลดขนาดของห้องได้อย่างอิสระเลยทีเดียว ฉากกั้นห้องอาจตอบโจทย์ในเรื่องนี้ได้พอตัว

แต่หากจะนึกถึงงานออกแบบที่ฉีกกรอบเรื่องของการเพิ่มลดขนาดห้องได้อย่างอิสระ Wood Bagot ถือเป็นตัวอย่างในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ด้วยดีไซน์เรียบง่าย แต่แฝงด้วยฟังก์ชันสุดล้ำคือคุณสามารถเลื่อนกำแพงไปมาเพื่อปรับขนาดของแต่ละห้องได้ตามใจชอบ

นอกจากจะเพิ่มประโยชน์ใช้สอยให้พื้นที่ภายในบ้านเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังเป็นการประหยัดการใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์เชื่อมต่อของแต่ละห้องอีกด้วย

พื้นที่กลางแจ้งที่ส่วนตัว เพลงใหม่ Getsunova

ต่อให้สถานการณ์ในปัจจุบันจะเป็นอย่างไร ธรรมชาติกับมนุษย์ก็เป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้อยู่ดี ยิ่งในเวลาที่ทุกสิ่งไม่เป็นใจเช่นนี้ เราอาจยิ่งโหยหาธรรมชาติมากขึ้นก็เป็นได้

การออกแบบบ้านต่อจากนี้ไปจึงให้ความสำคัญกับพื้นที่บริเวณรอบบ้าน โดยการนำพื้นที่กลางแจ้งมาผสานเข้ากับตัวบ้านให้ลงตัวมากขึ้น หน้าที่ของนักออกแบบคือการผนวกสองพื้นที่นี้ให้เข้ากันแบบไร้รอยต่อมากที่สุด เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยไม่ถูกตัดขาดจากธรรมชาติ

พื้นที่กลางแจ้งภายในบ้านจะยิ่งมีบทบาทมากยิ่งขึ้น
ขอขอบคุณภาพจาก Street Easy

สิ่งที่เราจะเห็นได้ชัดในงานออกแบบประเภทนี้คือ ลานหน้าบ้านที่ต่อเข้าโดยตรงห้องรับแขก สวนหย่อมขนาดเล็กหลังบ้าน หรือระเบียงกว้างหน้าห้องนอนที่สามารถเปิดรับบรรยากาศในยามเช้า

Working from Home Design

แน่นอนว่าสถานการณ์ปัจจุบันบีบคั้นให้หลายบริษัทต้องเริ่มนำนโยบายการ Work From Home มาใช้อย่างเร่งด่วน ซึ่งหากยังจำกันได้ เราจะเคยได้ยินเสียงโอดครวญจากบรรดาพนักงานในช่วงแรกของการทำงานที่บ้าน เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สภาพแวดล้อมของบ้านจะเหมาะสมต่อการทำงาน อีกทั้งการทำงานที่โต๊ะกินข้าวตลอดทั้งวันก็ไม่ใช่อะไรที่เจริญหูเจริญตานัก

พื้นที่ทำงานและพื้นที่อยู่อาศัยคือคนละส่วนกันอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ บ้านจึงต้องถูกออกแบบให้สอดรับกับการทำงานแบบ Remote (ทางไกล) มากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่แน่นอนแล้วว่า Remote Working จะกลายเป็นมาตรฐานของการทำงานในอนาคต เราจะเห็นดีไซน์การออกแบบบ้านห้องทำงานที่ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น สามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างเต็มที่

Buried Studio ไอเดียห้องทำงานสุดล้ำ
ขอบคุณภาพจาก Architizer

หรือจะเป็นตัวอย่างการออกแบบนี้จากนักออกแบบชาวบราซิลกับผลงานที่มีชื่อว่า “สตูดิโอจมธรณี” (Buried Studio) ซึ่งจับห้องทำงานมาฝังไว้ท่ามกลางธรรมชาติได้อย่างสวยงามลงตัว รวมกันออกมาเป็น Home Office ที่ดูโดดเด่นภายใต้ความกลืนไปกับธรรมชาติ

Mudroom ที่ไม่ได้แปลว่าห้องโคลน

พื้นที่ระหว่างประตูกับส่วนอื่นของบ้านจะได้รับความสำคัญมากขึ้น

คนไทยอาจไม่ค่อยคุ้นชินกับคำนี้สักเท่าไร ด้วยความที่ห้องดังกล่าวไม่เป็นที่พบเห็นในบ้านในประเทศไทยเท่าไรนัก

Mudroom คือห้องหรือพื้นที่ขนาดเล็กที่ติดกับประตูทางเข้าบ้าน เป็นส่วนที่มีไว้ให้ผู้อยู่อาศัยหรือแขกถอดเก็บรองเท้า แขวนเสื้อคลุมก่อนเข้าตัวบ้าน ซึ่งบ้านในประเทศไทยมักไม่ค่อยแยกพื้นที่นี้ออกจากห้องรับแขก แต่หากดูสไตล์การออกแบบบ้านในต่างประเทศ เราจะเห็น Mudroom แยกออกมาเป็นอีกห้องหนึ่งเลยทีเดียว

ด้วยความที่สุขอนามัยเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน Mudroom จึงได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เพราะถือเป็นพื้นที่ให้เราได้จัดการตัวเอง ทั้งถอดรองเท้า เก็บสัมภาระ หรือแม้แต่การทำความสะอาดตัวเองก่อนเข้าสู่ตัวบ้าน

Home Fitness สุขภาพดีเริ่มได้ที่บ้าน

แม้ว่าการออกไปนอกบ้านจะเป็นเรื่องลำบาก แต่การสะสมตัวของไขมันกลับง่ายกว่าที่ใครหลายคนคาดคิด เพราะฉะนั้น เรื่องของสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

เมื่อฟิตเนสหรือสวนสาธารณะไม่ใช่คำตอบ การเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นยิมส่วนตัวจึงดูเป็นหนทางเดียวที่เราจะรักษาสุขภาพได้ พื้นที่ภายในบ้านจึงต้องกว้างขวางพอที่จะตอบรับการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระ

และยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการออกกำลังกาย อย่างระบบเสียงและความคมชัดของภาพ ก็เป็นสิ่งที่เริ่มมีความจำเป็นมากขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนด์การออกกำลังกายที่บ้าน (Work out from Home) ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งรวมถึงเทรนด์อย่าง Online Trainer หรือการฝึกกับเทรนเนอร์ผ่าน Video Calling ด้วย

สีแนวเอิร์ธโทนกำลังมาแรง

คงไม่มีใครปฏิเสธว่า สีของตัวบ้านสามารถสื่อสารอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป สีสว่างจะช่วยให้ตัวบ้านดูมีสีสันตลอดเวลา ส่วนสีโทนมืดจะให้ผลลัพธ์ในเชิงตรงกันข้าม คือให้ความรู้สึกสุขุมนุ่มลึก สงบเรียบร้อยภายในบ้าน

สีเอิร์ธโทน
สีเอิร์ธโทนทำให้เรามีสมาธิและความผ่อนคลาย

ผู้เชี่ยวชาญการออกแบบบ้านชื่อดังอย่าง Natasha Bradley เสนอให้มีการใช้สีเอิร์ธโทนในการตกแต่งบ้าน เพราะสีโทนนี้มีประโยชน์มากกว่าที่ใครหลายคนคิด เป็นโทนสีที่ช่วยสร้างเสริมสมาธิในการทำงาน และช่วยสร้างความผ่อนคลาย มอบความเย็นตาให้กับผู้มอง โดยแนวคิดมาจากเทรนด์การทำงานที่ผู้คนต้องทำงานที่บ้านมากขึ้นนั่นเอง

เพิ่มอากาศบริสุทธิ์ด้วยระบบฟอกอากาศ

ส่วนเรื่องสุดท้ายนี้ อาจไม่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์โควิด-19 เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของคุณภาพอากาศภายในประเทศที่ย่ำแย่มาสักพักหนึ่งแล้ว หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าจุดจบจะเป็นภูมิแพ้หรือโควิด-19 ก่อนกัน

ด้วยเหตุนี้ ผู้คนจึงมองหาตัวช่วยที่อย่างน้อย จะทำให้อากาศที่ไหลเวียนเข้ามาภายในบ้านเป็นอากาศบริสุทธิ์ เราจะพบเห็นการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายในบ้านมากขึ้น หรือการที่ผู้คนเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีระบบฟอกอากาศในตัวเครื่อง มากกว่าระบบปรับอากาศแบบเดิมๆ

เครื่องฟอกอากาศ
อากาศดี เป็นใครก็ชอบ

จะดีกว่าไหม ถ้ามีตัวช่วยเรื่องการออกแบบ

สถานการณ์โควิด-19 ที่อยู่กับเรามาร่วมปีนั้น ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย หนึ่งในนั้นคือเรื่องของการออกแบบบ้านให้สอดรับกับความปลอดภัย และตอบสนองต่อการอยู่อาศัยมากขึ้น ทั้งการใช้สอยพื้นที่ให้เกิดประโยชน์มากขึ้น การให้ความสำคัญกับพื้นที่รอบบ้าน หรือการใช้สีเพื่อเสริมสร้างบรรยากาศด้านบวกภายในตัวบ้าน

แต่ไม่ว่าเทรนด์การออกแบบบ้านของคุณจะเป็นอย่างไร หากคุณต้องการตัวช่วยในเรื่องการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นวัสดุอุปกรณ์ หรือของใช้แต่งบ้านเพิ่มเติม เราขอแนะนำให้แวะที่ kaidee.com เพราะมีครบทั้งของใช้ ของแต่งบ้าน หรืออยากได้บ้านใหม่ทั้งหลังก็เข้าไปดูได้เลย

10 ไอเดียตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ เติมเต็มฝัน

10 ไอเดียตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ เติมเต็มฝัน

ห้องนอน ถือเป็นห้องที่เจ้าของห้องมีไว้เพื่อการพักผ่อนทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้นการตกแต่งห้องนอนของเราให้สวยงามและตรงใจเราอยู่เสมอก็นับเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทางเราเชื่อว่าการ์ตูนดิสนีย์หลาย ๆ เรื่องก็เป็นการ์ตูนในดวงใจของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเด็ก ๆ หลายคนอย่างแน่นอน และเนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้เราได้รวบรวมไอเดียการตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ ถึง 10 เรื่อง มาให้ทุกคนได้ชมกัน

ดิสนีย์ ค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ในดวงใจใครหลายคน

บริษัท เดอะวอลต์ดิสนีย์ เป็นหนึ่งในบริษัทสื่อบันเทิงและสวนสนุกอันดับหนึ่งของโลกที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ก่อตั้งโดยสองพี่น้องตระกูลดิสนีย์ นามว่า วอลต์ ดิสนีย์ และ รอย ดิสนีย์ ซึ่งเป็นพี่ชายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2466 จากการเป็นสตูดิโอภาพยนตร์การ์ตูนในเครือฮอลลีวูดโดยใช้ชื่อว่า ดิสนีย์บราเธอร์สการ์ตูนสตูดิโอ หลังจากนั้นจึงกระจายขอบเขตไปยังสวนสนุก ภาพยนตร์แอ็คชัน และ โทรทัศน์ และในปี พ.ศ. 2526 ก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เดอะวอลต์ดิสนีย์ เหมือนปัจจุบัน

สำหรับบริษัทในเครือของดิสนีย์ในปัจจุบันมีทั้งหมด 4 บริษัทด้วยกัน แบ่งเป็น บริษัท เดอะวอลต์,ดิสนีย์สตูดิโอส์ วอลต์ดิสนีย์พาร์ก, ดิสนีย์ มีเดีย เน็ตเวิร์ก และ ดิสนีย์ไดเรกต์-ทู-คอนซูเมอร์แอนด์อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งครอบคลุมความบันเทิงแทบจะทุกช่องทางเลยทีเดียว

เคล็ดลับการแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ ให้สวยงาม

เลือกสี ห้องนอนดิสนีย์ ให้เหมาะสม

อันดับแรกในการรีโนเวทคงจะหนีไม่พ้นการเลือกสีห้องให้เหมาะสมและสวยงาม โดยหลักการเลือกสีห้องนั้นสามารถที่จะอิงตามหลักจิตวิทยา ความมงคล หรือความชอบได้เลย เช่น การเลือกสีเหลืองเพื่อให้ห้องดูกว้าง การเลือกสีเบจเพื่อเสริมความมั่นคง หรือการเลือกสีม่วงที่เราชอบ เป็นต้น แต่ในการเลือกสีเหล่านี้เราก็ควรที่จะคำนึงถึงเฉดของห้องนอนไม่ให้เข้มหรืออ่อนจะเกิดไปเพราะอาจจะทำให้มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน

เคล็ดลับเลือกสีห้องตามหลักจิตวิทยาสี

เลือกสีห้องนอนตามวันเกิด ดวงปัง ชีวิตรุ่ง !

เพิ่มสีสัน ห้องนอนดิสนีย์ เป็นบางจุด

การใช้สีโทนเดียวทั้งห้องคงจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อจนเกินไป ดังนั้นการเพิ่มการตกแต่งต่าง ๆ ด้วยสีสันที่ตัดกับสีห้องหรือเพิ่มความสดใสเข้าไปยังจุดต่าง ๆ จะทำให้ห้องนอนของคุณมีชีวิตชีวาได้มากขึ้นเลยทีเดียว โดยสามารถเพิ่มความสดใสได้จาก พรมปูพื้น ปลอกหมอน การเพ้นท์ผนัง หรือโคมไฟ ในสไตล์ต่าง ๆ ก็น่าสนใจไม่น้อย

เพิ่มแสงสว่างภายในห้อง

แสงสว่าง เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ห้องเล็กดูโปร่งสบายได้ โดยคุณสามารถจัดรูปแบบของแสงให้แตกต่างด้วยการเลือกสี และตำแหน่ง ซึ่งทริคในการเลือกนั้นควรจะให้ห้องนอนมีไฟโทนสีที่อบอุ่นและผ่อนคลายอย่างสีส้มอ่อนหรือเหลืองอมส้ม ส่วนตำแหน่งของไฟที่สามารถทำได้ ได้แก่ ไฟกลางห้อง โคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งโต๊ะ เป็นต้น

เพิ่มการตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในห้อง

นอกจากเตียงนอนแล้ว ก็ตกแต่งห้องนอนให้สวยงามและตรงใจด้วยของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต้นไม้ พรม หรือรูปภาพสวย ๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับห้องนอนของคุณได้ โดยต้องคำนึงถึงจำนวนและขนาดของสิ่งเหล่านั้นให้มีความพอดี ไม่เช่นนั้นห้องนอนของคุณอาจดูรกหรือโล่งจนเกินไปได้เช่นเดียวกัน !

10 ไอเดียตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ สุดน่ารัก

Finding Nemo

finding nemo
ขอบคุณรูปจาก: Colorsandjoy.com

Finding Nemo เป็นเรื่องราวการผจญภัยของเจ้าปลาการ์ตูนสีขาวส้มสุดน่ารักที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนมีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าตัวละครเอกของเรื่องอย่าง ‘นีโม่’ คือชื่อพันธุ์ปลาชนิดหนึ่ง ซึ่งการตกแต่งห้องนอนให้กลายเป็นใต้ท้องทะเลเหมือนคุณเป็นเจ้านีโม่ สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทาสีฟ้ารอบห้องนอน เพ้นท์ลายให้คล้ายกับท้องทะเล และใช้ผ้าปูที่นอนลายกระดองเต่าสุดน่ารักเพื่อเพิ่มความน่ารักให้มากขึ้นไปอีก

Peter Pan

peter pan
ขอบคุณรูปจาก: Ikeximo.blogspot.hu

ถ้าหากพูดถึง ‘เด็กชายผู้ไม่มีวันโต’ หลาย ๆ คน ก็คงนึกถึงปีเตอร์แพนจากเรื่อง Peter Pan นิทานเด็กอันโด่งดังที่ค่ายดิสนีย์จับมาทำเป็นการ์ตูนแอนิเมชันสุดน่ารักทำให้การ์ตูนเรื่องนี้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก แล้วถ้าอยากมีห้องนอนแบบเวนดี้ นางเอกของเรื่องล่ะ ? ลองเพ้นท์สีกำแพงห้องให้คล้ายกับอยู่บนท้องฟ้าพร้อมหอนาฬิกาอันยิ่งใหญ่ แล้วตกแต่งด้วยพรมปูพื้นสีแดงเข้ม ผ้าปูที่นอนและเครื่องนอนต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใสเหมือนห้องนอนของเวนดี้

Aladdin

aladdin
ขอบคุณรูปจาก: Decoist.com

Aladdin อีกหนึ่งการ์ตูนดิสนีย์อันโด่งดังจากพรมวิเศษบินได้ เจ้าชายอะลาดิน และเจ้าหญิงจัสมินอันสวยงดงามที่เด็ก ๆ หลายคนชื่นชอบ และถ้าคุณอยากมีห้องนอนที่สวยหรูเหมือนเจ้าหญิงจัสมินเพียงแค่ตกแต่งห้องนอนด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์อินเดียสีฟ้าและสีเบจ ให้เข้ากับชุดส่าหรีอันสวยงามของเจ้าหญิงก็ดูดีและหลับสบายแล้ว

The Lion King

lion king
ขอบคุณรูปจาก: Topdreamer.com

‘นาาาา ซินกอนยา’ คำขึ้นต้นเพลงยอดฮิตจากการ์ตูนเรื่อง The Lion King ที่เป็นแอนิเมชันในดวงใจของคนทั่วโลกมากกว่า 26 ปี ซึ่งแอนิเมชันเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องที่อยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาทวีปแอฟริกา ดังนั้นการตกแต่งห้องนอนให้เหมือนกับการ์ตูนเรื่องนี้จึงควรที่จะใช้โทนสีส้มคล้ายกับพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น เพ้นท์ผนังห้องลายสัตว์แอฟริกา และใช้ผ้าปูที่นอนสีน้ำตาลอ่อนให้นึกถึงสีของทรายและการตั้งแคมป์นั่นเอง

Cinderella

cinderella
ขอบคุณรูปจาก: Galleryhip.com

ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนานเข้าใจง่ายทำให้ Cinderella กลายเป็นแอนิเมชันเจ้าหญิงที่ได้รับความนิยมอย่างทั่วโลก เห็นได้จากการดัดแปลงและผลิตซ้ำในรูปแบบต่าง ๆ กว่าพันครั้ง รวมถึงจากค่ายดิสนีย์ ซึ่งแน่นอนว่าห้องนอนของเจ้าหญิงซินเดอเรลล่าต้องมีความหรูหราน่ารัก ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเพ้นท์ห้องรูปปราสาทและตกแต่งเตียงนอนด้วยผ้าม่านและผ้าปูที่นอนสีชมพูหวาน

Mickey Mouse

mickey mouse
ขอบคุณรูปจาก: Bestofinteriors.com

เจ้าหนูสีดำ สวมกางเกงเอี๊ยมสีแดงอย่าง Mickey Mouse ถือเป็นสัญลักษณ์ของค่ายดิสนีย์เลยก็ว่าได้ และเป็นตัวการ์ตูนที่ครองใจคนหลายช่วงวัยทั้งเพศหญิงและชาย ซึ่งการทำให้ห้องนอนกลายเป็นห้องเจ้าหนู มิกกี้ เมาส์ สามารถทำให้ด้วยการเพ้นท์ห้องลายฟิล์ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดิสนีย์ ตกแต่งห้องเล็กน้อยด้วยสีแดงและสีดำ เพียงแค่นี้ก็เหมือนอยู่ในห้องนอนของเจ้าหนูแล้ว

Frozen

frozen
ขอบคุณรูปจาก: Lojapersonalize.com.br

ทำให้ห้องกลายเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งเหมือนกับอยู่ในห้องนอนของเจ้าหญิงเอลซ่าและอันนา 2 พี่น้องแห่งเมืองเอเรนเดลจากเรื่อง Frozen ตัวการ์ตูนสุดฮิตในดวงใจของเด็กหญิงหลายคน ด้วยการทาผนังห้องสีฟ้าอ่อนเพ้นท์ลายน้ำแข็ง ตกแต่งเตียง 2 ชั้นด้วยสีเทาให้คล้ายกับปราสาทน้ำแข็ง และใช้ผ้าปูที่นอนสีฟ้าสวยงามเหมือนน้ำแข็ง

The Little Mermaid

little mermaid
ขอบคุณรูปจาก: Homebnc.com

ถ้าหากพูดถึงตัวละครที่มีเสียงไพเราะ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงเจ้าหญิงแอลเรียลจาก The Little Mermaid เงือกน้อย ผมสีแดงสลวยพร้อมฝูงปลายน้อยใหญ่ โดยการรีโนเวทห้องนอนให้เหมือนเจ้าหญิงดิสนีย์องค์นี้แค่หารูปสวย ๆ ใต้ทะเลมาติด ใช้เฟอร์นิเจอร์สีม่วงอ่อนเหมือนเอลซูล่า และสร้างเต็นท์สีขาวโปร่งดั่งไข่มุกเป็นที่ประทับให้เจ้าหญิงองค์น้อยพร้อมหมอนสีสันสดใส

Winnie the Pooh

winnie the pooh
ขอบคุณรูปจาก: Advenaes.org

ด้วยความน่ารักสดใสของเจ้าหมีสีเหลืองจาก Winnie the Pooh ก็ทำให้หมีพูห์กลายเป็นอีกหนึ่งตัวการ์ตูนที่ได้รับความนิยมจากค่ายดิสนีย์ไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ และการทาสีเหลืองและเขียวสดใสที่ทำให้นึกถึงเจ้าหมีพูห์และใช้เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เตียง ตู้ โต๊ะทำงาน หรือของตกแต่งอื่น ๆ ที่มีสีคล้ายกันก็ทำให้ห้องนอนของลูกกลายเป็นเมืองแห่งป่าได้แล้ว

Disney Princess

disney princess
ขอบคุณรูปจาก: Advenaes.org

ความโด่งดังของ Disney Princess องค์ต่าง ๆ นั้นเรียกได้ว่าแต่ละองค์มีความสูสีจนมีเด็กหญิงหลายคนที่เลือกไม่ได้ว่าชอบใครมากที่สุด และถ้าหากลูกของคุณเป็นเช่นนั้นก็แค่ทำห้องนอนให้กลายเป็นห้องเจ้าหญิงน้อยสุดน่ารักด้วยวอลล์เปเปอร์สีชมพูสดใส และเตียงนอนสีขาวหรือชมพูอ่อน รวมถึงพรมปูพื้นสีม่วงอ่อนเพิ่มความหรูหราให้กับห้องนอน

ดิสนีย์แลนด์มีที่ไหนบ้างนะ ?

หลังจากที่ได้รู้จักกับการแต่งห้องนอนให้เหมือนกับโลกดิสนีย์แล้ว หลายคนคงอยากที่จะบุกเข้าไปในโลกแห่งดิสนีย์จริง ๆ ซึ่งวิธีการที่จะเข้าไปได้นั้นคงจะหนีไม่พ้นการ ไปเที่ยวสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ตามที่ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลกดังนี้

  • Disneyland L.A California
  • Disney World Orlando Florida
  • Tokyo Disneyland
  • Disneyland Paris
  • Hongkong Disneyland
  • Disneyland shanghai

สรุปไอเดียแต่ง ห้องนอนดิสนีย์

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้วหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะนำไอเดียที่เราให้ไว้ไปปรับใช้และตกแต่งห้องนอนเป็นของขวัญวันเด็กให้กับลูกของคุณกันนะคะ เด็ก ๆ จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน