รถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของคนมีรถ

รถยนต์ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของคนมีรถ

อย่างที่รู้ ๆ กันว่า หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โลกของเรามีมลพิษมากเพิ่มขึ้นคงจะหนีไม่พ้นควันจากรถยนต์ที่เราขับกันในปัจจุบัน จนส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันของสภาพอากาศและฝุ่น PM 2.5 ซึ่งเป็นปัญหาที่ประเทศไทยและหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ ทำให้อุตสาหกรรมยานยนต์ในยุคนี้ต่างมุ่งเป้าไปเพื่อการผลิตรถยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และรถยนต์ที่ว่านั่นก็คือ รถยนต์ไฟฟ้า ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจนรถมีการปล่อยไอเสียน้อยลงกว่าเดิมมาก แต่ก็คงมีน้อยคนที่จะรู้ถึงรายละเอียดของรถยนต์ประเภทนี้ว่าเป็นอย่างไร วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟังกัน

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle) หรือ ที่เรียกว่า EV เป็นรถยนต์ที่ถูกขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์พลังงานไฟฟ้า 100% จากเก็บในแบตเตอรี่ส่งผลให้รถยนต์ประเภทนี้มีอัตราการเร่งเครื่องที่เร็วและเรียบ และด้วยหลักการที่ว่าข้างต้นนี้เองที่ทำให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถที่ช่วยให้รักษาโลกของเราให้มีความสะอาดและน่าอยู่ ซึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าถูกคิดค้นสำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900 แต่ทั่วโลกเพิ่งจะหันมาสนใจรถยนต์พลังงานไฟฟ้าอย่างจริงจังใน พ.ศ. 2544 (ช่วงศตวรรษที่ 21) นี้เอง

การทำงานของรถยนต์ไฟฟ้า

เนื่องจากรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไม่ได้เป็นรถยนต์ที่มีการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงเพื่อการขับเคลื่อนเหมือนกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน การทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าจึงเริ่มต้นที่ แบตเตอรี่ ซึ่งมีหน้าที่ในการเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ถูกชาร์จเข้ามา โดยปัจจุบันแบตเตอรี่ที่นิยมใช้กัน ได้แก่ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่สามารถกักเก็บไฟฟ้าได้เยอะและทนทาน หลังจากนั้นพลังงานไฟฟ้านี้ก็จะถูกส่งไปยัง อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า เพื่อเปลี่ยนจากไฟฟ้ากระแสตรงให้กลายเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ แล้วจึงเข้าไปที่ มอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อกระจายพลังงานไฟฟ้าไปยังส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์นั่นเอง

ขอบคุณรูปจาก: afdc.energy.gov

ข้อดีของรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากข้อดีของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีเครื่องยนต์เงียบ ไม่มีไอเสีย ดีต่อสภาพอากาศของโลกเราแล้ว ยังมีข้อดีต่อผู้ขับขี่อีกมากมายดังนี้

ประหยัดค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน

ค่าน้ำมันสำหรับใครหลายคนถือเป็นค่าใช้จ่ายอันหนักอึ้งที่ต้องเสียเมื่อมีรถยนต์ เพราะราคาน้ำมันในตลาดมีความไม่แน่นอน บางวันก็สูงบางวันก็ต่ำจนคาดเดาอะไรไม่ค่อยได้เท่าไรนัก ยังไม่นับการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องที่ต้องจัดการอยู่บ่อย ๆ การมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนโดยไม่ต้องใช้น้ำมันจึงสามารถช่วยลดค่าน้ำมันและการซ่อมบำรุงต่าง ๆ ให้กับเราได้มากเลยทีเดียว

การทำงานมีเสียงเบาเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน

เนื่องจากของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทำงานด้วยการใช้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่โดยที่ไม่ได้มีการเผาไหม้เหมือนกับรถยนต์ปกติทั่วไปทำให้เสียงของรถยนต์ประเภทนี้มีเสียงเครื่องยนต์ที่เบากว่ารถยนต์ที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงหลายเท่า และยังมีอัตราเร่งที่รวดเร็วอีกด้วย

ไม่เสียเวลาแวะเติมน้ำมัน

ในเวลาเร่งรีบที่ปั๊มน้ำมันมีคิวอันแสนยาวการต่อคิวเติมน้ำมันก็คงเป็นเรื่องเสียเวลาเป็นอย่างมาก แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเราใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า เพราะการเติมไฟฟ้านี้สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเสียบชาร์จแบตจากปลั๊กไฟบ้านได้ในตอนกลางคืน นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมี EV Charger ซึ่งเป็นสถานที่ในการชาร์จพลังงานไฟฟ้าให้กับรถยนต์ของเราอีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก: DELTA Thailand

ประเภทรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่เรารู้จักคงจะมีเพียงประเภทเดียว แต่รู้ไหมว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์พลังงานไฟฟ้าสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภทย่อย ๆ ได้มากมาย โดยวันนี้เราจะยกตัวอย่างระบบที่นิยมใช้ 5 ระบบด้วยกัน ดังนี้

รถยนต์ไฟฟ้า (EV)

เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ใช้พลังงานพลังไฟฟ้าจากตัวแบตเตอรี่เพียงอย่างเดียว ไม่มีการปล่อยควันไอเสียสู่อากาศซึ่งรถยนต์ประเภทนี้สามารถชาร์จพลังงานไฟฟ้าได้ภายในเวลาเพียง 6-8 ชั่วโมง หรืออาจเพียง 2-4 ชั่วโมง หากมีการชาร์จแบบรวดเร็ว

รถยนต์ไฟฟ้าอี พาวเวอร์ (E-Power)

เทคโนโลยีการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้าที่ผสมผสานระหว่างระบบ Hybrid และ EV โดยมีเครื่องยนต์ที่ใช้ปั่นกระแสและไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่เพื่อใช้งานต่อไป หรือเข้าใจง่าย ๆ ว่า เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้าจากเครื่องยนต์แต่ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าด้วยการเติมน้ำมันเหมือนรถยนต์ทั่วไปก็พอแล้ว

รถยนต์ไฟฟ้าไฮบริด (HEV)

ระบบการทำงานรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานเชื้อเพลิงผสมผสานกับพลังงานไฟฟ้าโดยเครื่องยนต์ของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริด จะมีการขับเคลื่อนด้วยพลังงานเชื้อเพลิงแต่เมื่อพลังงานเชื้อเพลิงได้หมดลง ระบบจะทำการดึงพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ที่ได้สะสมไว้จากการชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแทนการทำงานทั่วไป

รถยนต์ไฟฟ้าปลั๊ก-อิน ไฮบริด (PHEV)

หนึ่งในระบบการทำงานของรถยนต์พลังงานไฟฟ้าไฮบริดที่มีการผสมผสานกันระหว่างเครื่องยนต์ (เบนซิน หรือ ดีเซล) กับ แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้พลังงานไฟฟ้าแบบรถยนต์ EV หรือ พลังงานเชื้อเพลิงแบบรถยนต์ไฮบริด ได้

รถพลังงานไฮโดรเจน (Fuel Cell)

ประเภทรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีการใช้พลังงานสะอาดอย่างไฮโดรเจนเพื่อแปลงกระแสไฟฟ้าให้รถยนต์มีการขับเคลื่อน ซึ่งต้องมีการเติมไฮโดรเจนเหลวเข้าไปกักเก็บในแผงเซลล์เชื้อเพลิง สร้างกระแสไฟฟ้าในตัวแบตเตอรี่ และส่งไปยังมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อให้เครื่องยนต์มีการขับเคลื่อนเกิดขึ้น

รถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย

ในปัจจุบัน มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามากมายหลายยี่ห้อและรุ่นให้เราได้เลือกใช้งาน ไม่แพ้กับประเทศอื่น ๆ เลย โดยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่น่าใช้มีดังนี้

รถยนต์ไฟฟ้า MG ZS EV

mg zs ev
ขอบคุณรูปจาก: mgcars.com

MG ZS EV รถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกของแบรนด์ MG ที่มีระบบพลังงานแบบ EV มีการใช้พลังงานไฟฟ้าถึง 100% เต็มภายใต้แนวคิดด ‘BRIT DYNAMIC’ ที่มีความสมบูรณ์แบบทั้งสมรรถนะ การควบคุม การออกแบบ และความปลอดภัย ที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ราคา 1,190,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า Nissan Leaf

nissan leaf
ขอบคุณรูปจาก: nissan.co.th

Nissan Leaf อีกหนึ่งรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่มีดีไซน์ภายนอกโฉบเฉี่ยวทรงพลังโดดเด่นไม่เหมือนใครพร้อมการตกแต่งภายในสีดำลุคสปอร์ต มีฟังก์ชันล้ำสมัยที่เชื่อมต่อทุกความสบายด้วยการเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่าน Bluetooth หรือสาย USB และระบบ INTELLIGENT SAFETY SHIELD TECHNOLOGIES ดูแลความปลอดภัยของคุณขณะเดินทาง

ราคา 1,990,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า FOMM ONE

fomm one
ขอบคุณรูปจาก: fomm.co.th

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง FOMM ONE ที่มีการผสมผสานเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างลงตัว และด้วยขนาดที่เล็กกะทัดรัดจนสามารถเข้าในซอยเล็ก ๆ ได้อย่างสะดวกสบาย รวมถึงคุณสมบัติพิเศษที่สามารถขับขี่ในน้ำตื้นรองรับกับเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นประจำได้อีกด้วย

ราคา 664,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า Hyundai Ioniq Electric

hyundai loniq electric
ขอบคุณรูปจาก: hyundai.co.th

Hyundai Ioniq Electric รถยนต์แฮ็ทช์แบ็กพลังงานไฟฟ้าดีไซน์สปอร์ต ด้วยแนวคิด ‘Purified High-Tech’ ที่ภายในเรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยฟังก์ชันสุดไฮเทคทั้งเบรกมือไฟฟ้า ระบบเปลี่ยนเกียร์แบบปุ่ม ที่ชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย และ เครื่องเสียงจอสัมผัสขนาด 5 นิ้ว ที่รองรับการใช้งานผ่าน USB และ Bluetooth

ราคา 1,749,000 บาท

รถยนต์ไฟฟ้า MINI Cooper SE

mini cooper se
ขอบคุณรูปจาก: mini.co.th

MINI Cooper SE รถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ถูกพัฒนาจาก MINI Cooper รุ่นรถยนต์ดีไซน์น่ารักที่ได้รับความนิยมมากมายจากสาว ๆ โดยเป็นรุ่นที่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่ครบครันอย่างจอแสดงผลสีดิจิทัลต่าง ๆ รองรับ Apple CarPlay ไร้สาย แท่นชาร์จไร้สาย ระบบเซ็นเซอร์จอดรถ และ ระบบ Cruise Control

ราคา 2,290,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

จะเห็นได้ว่ารถยนต์พลังงานไฟฟ้าเป็นรถยนต์ที่สามารถช่วยให้โลกของเรามีความน่าอยู่มากขึ้น และยังแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิง จนสามารถช่วยให้ผู้ขับขี่อย่างเรา ๆ มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ซึ่งในประเทศไทยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ยังมีราคาที่มากพอสมควรจนหลายคนอาจไม่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ แต่ใน Kaidee Auto ก็มีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่คุณอาจซื้อได้เช่นกัน

อ่านบทความเกี่ยวกับ ยานยนต์ ที่นี่

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

คนซื้อรถมือสองควรรู้ เลือกซื้อยังไงให้ปัง ไม่ใช่พัง!

ในปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ได้เปิดตัวรถยนต์ภายใต้แบรนด์ของตัวเองมาเยอะมาก บางคนซื้อเพื่อใช้งานยาวหลายปี แต่บางคนซื้อมาใช้เพื่อขายต่อแล้วเปลี่ยนเป็นรุ่นใหม่ไปเรื่อย ๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการรุ่นปีที่ใหม่ล่าสุดและทันสมัยอยู่ตลอด จึงทำให้ตลาดรถยนต์มือสองนั้นมีรถยนต์ที่นำมาขายเต็นท์รถเยอะมาก มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ หลากหลายราคา 

ทำให้ตลาดรถยนต์มือสองคึกคัก เนื่องจากรถยนต์บางรุ่นห่างจากรุ่นใหม่เพียงแค่ 1 รุ่นก็มี บางรุ่นสภาพใหม่มาก ตัวเลขไมล์น้อย ซึ่งทำให้คนที่กำลังหารถยนต์มือสองอยู่มีตัวเลือกมากมาย แต่เพื่อน ๆ ทุกคนรู้หรือไม่ว่ารถยนต์มือสองบางคันอาจจะทำให้ดูใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนชิ้นส่วนมาก็ได้ วันนี้เรามีวิธีการดูรถยนต์มือสอง ว่าก่อนซื้อควรดู ควรเช็กอะไรบ้าง จะได้ไม่ต้องเสียเวลา ไม่ต้องโดนหลอก มาดูกันเลย 

1. ตัวถังรถ

สิ่งแรกที่จะต้องเห็นก่อนเป็นอันดับแรก คือ ตัวรถยนต์ ให้สังเกตและเดินดูด้วยตาว่ารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีรอยบุบ รอยยุบจากการกระแทกใด ๆ สีมีถลอกหรือไม่ มีอะไรที่ผิดสังเกต ถ้ามีตั้งแต่ข้อแรกนี้ ให้เปลี่ยนคันหรือเปลี่ยนเต็นท์รถได้เลย เพราะถ้ามีรถลักษณะแบบนี้แล้ว ให้คิดว่ารถยนต์คันอื่น ๆ ในเต็นท์นี้คงจะมีอีกแน่ ไม่น่าไว้วางใจที่จะซื้อและดูต่อในข้อที่ต่อไปแล้วนะครับ 

2. ชิ้นส่วนน็อต

น็อตคือสิ่งที่จะบ่งบอกได้เหมือนกันว่ารถได้ผ่านการปรับแต่ง ถอดชิ้นส่วนออกไปแล้วใส่กลับคืนมาบ้างหรือไม่ โดยจะสังเกตได้จากหลายจุด เช่น น็อตในฝากระโปรงรถ ข้างรถยนต์ เป็นต้น ถ้ามีการขันน็อต ตัวน็อตจะมีรอยของการถูกขันไว้ ให้ตีความได้เลยว่า รถยนต์คันนี้ผ่านการปรับเปลี่ยนมานั่นเองครับ 

3. เลขไมล์

สิ่งที่สำคัญอีกหนึ่งอย่างเลย คือ ตัวเลขการวิ่งของรถยนต์คันนี้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว ซึ่งถ้าเลขไมล์เยอะ แสดงว่ารถคันนี้อาจจะใช้งานมาหนัก เครื่องอาจจะเสื่อมสภาพได้ อีกข้อสังเกต คือ ถ้ารถสภาพสมบูรณ์มาก ๆ แล้วเลขไมล์น้อย เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากรถหลายปีแล้ว เลขไมล์น้อยแบบผิดสังเกต ให้ตีความได้เลยว่า รถอาจจะผ่านการกรอเลขไมล์มาได้ 

4. เครื่องยนต์ 

เป็นอีกหนึ่งสิ่งและเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อที่ต้องมีในการขับเคลื่อน แนะนำให้ตรวจและเช็กเครื่องยนต์อย่างละเอียดโดยการสตาร์ทรถยนต์ ดูการทำงานของเครื่องยนต์ว่ามีจุดไหนผิดปกติหรือไม่ และดูส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่ น้ำมันเครื่อง หม้อพักน้ำว่าถูกเปลี่ยนหรืออยู่ในสภาพสมบูรณ์หรือไม่ 

5. ระบบช่วงล่าง

จุดนี้อาจจะต้องใช้เครื่องยกรถยนต์ขึ้นเพื่อดูใต้ท้องรถว่ามีจุดไหนที่ผิดปกติหรือไม่ เช่น มีจุดรั่วซึมของเหลวตรงจุดไหนบ้างหรือเปล่า มีจุดฉีกขาดหรือโดนขูดไหม ระบบโช๊คอัพ ยางรถมีรอยแตกหรือไม่ เป็นต้น

6. ทดลองขับ 

ขั้นตอนที่สำคัญคงหนีไม่พ้นการได้ทดลองขับรถจริง ซึ่งจะทำให้ได้รู้ว่ามีสิ่งผิดปกติตรงจุดไหนบ้างจากการขับจริง มีเสียงตรงไหน ระบบช่วงล่างเป็นอย่างไร ระบบไฟฟ้าของรถยนต์เป็นอย่างไร อัตราเร่งเป็นอย่างไร หรือเครื่องยนต์กระตุกหรือไม่ ซึ่งขั้นตอนนี้เราจะสามารถตัดสินใจได้ทันทีที่เราได้ทดลองขับเสร็จ แนะนำให้ขับให้นานหน่อยนะครับ เพื่อที่จะได้ทดสอบรถยนต์จริง ๆ อาจจะมีอาการที่ผิดปกติแสดงออกมาตอนที่ได้ขับขี่อยู่นั่นเอง 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับเพื่อน ๆ กับวิธีเช็กรถยนต์มือสอง ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนกำลังจะซื้อรถยนต์มือสอง แล้วอยากได้รถที่ดี มีคุณภาพ แถมราคาที่ถูกกว่า ลองมาดูที่ Kaidee Auto ก่อนได้นะครับ เรามีรถยนต์มือสองสภาพดี มีคุณภาพ และราคาที่ดีมาก ๆ นัดดูรถและนำวิธีดูรถยนต์มือสองไปใช้ดูได้เลยนะครับ   

น้ำมันรถแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร รถคันไหนเติมได้บ้าง

น้ำมันรถแต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร รถคันไหนเติมได้บ้าง

เชื้อเพลิงเป็นสิ่งที่คอยให้พลังงานในการขับเคลื่อนให้แก่รถยนต์ ซึ่งน้ำมันที่เราเติม ๆ กันอยู่ทุกวันก็เป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงที่ช่วยให้รถยนต์สามารถเคลื่อนตัวไปได้ ซึ่งหากมาลองมอง ๆ ดูกันให้ดีแล้ว จะพบได้เลยว่าที่ปั๊มน้ำมันที่เราเข้าไป มีน้ำมันอยู่หลากหลายประเภทเสียเหลือเกิน บางชนิดเราก็อาจจะไม่รู้จักเลยก็ได้

วันนี้เราจะพาไปดูกันว่าน้ำมันสำหรับเติมรถเนี่ย มีกี่ประเภท และแต่ละประเภทนั้นแตกต่างกันอย่างไร แล้วรถที่รถขับ ๆ กันอยู่ทุกวันเนี่ย ควรจะต้องเลือกเติมน้ำมันอย่างไรให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีที่สุดและคุ้มค่าที่สุด

น้ำมันคืออะไร

หลาย ๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าน้ำมันแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่ น้ำมันเชื้อเพลิงที่เราใช้ ๆ กันในปัจจุบันนั้น คือ ของเหลวชนิดหนึ่งที่ได้มาจากการทำปิโตเลี่ยม และได้ออกมาเป็นน้ำมันดิบ ก่อนที่จะผ่านกระบวนการการกลั่นน้ำมัน เพื่อแยกน้ำมันดิบเหล่านี้มาเป็นส่วนต่าง ๆ และนำเอาไปใช้ประโยชน์แตกต่างกันออกไปตามชั้นของน้ำมันที่ได้ ซึ่งก่อนที่จะไปดูประเภทของน้ำมัน มาทำความรู้จักคำศัพท์คำนี้เสียก่อน

  • ค่าออกเทน

คำศัพท์สำคัญเลยที่จะทำให้ทราบถึงประโยชน์ของน้ำมันแต่ละชนิดได้ในระดับหนึ่ง ค่าออกเทน คือ ค่ามาตรฐานในการกำหนดความสามารถของเชื้อเพลิงในการที่นำมาใช้กับเครื่องยนต์ชนิดต่าง ๆ ซึ่งตัวเลขของค่าออกเทนนั้นบ่งบอกถึงเปอร์เซ็นต์ในการต่อต้านการจุดระเบิดตัวเอง (Self-Ignition) ซึ่งหลาย ๆ คนเข้าใจผิดมาโดยตลอดว่ายิ่งค่าสูงรถยนต์จะยิ่งเร็วและแรง

ประเภทของน้ำมันรถและความแตกต่าง

ได้ทราบถึงความหมายและที่มาของน้ำกันไปแล้ว ทีนี้มาดูกันว่าน้ำมันแต่ละประเภทนั้นมีอะไรบ้าง ซึ่งน้ำมันที่สามารถนำมาใช้กับรถยนต์ได้นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ซึ่งทุกท่านน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ได้แก่

1. น้ำมันเชื้อเพลิงเบนซิน (GASOLINE)

น้ำมันเบนซินเป็นน้ำมันที่มีความเบาที่สุด โดยได้มากจากการกลั่นน้ำมันดิบ แล้วนำมาปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้สามารถมาใช้กับรถยนต์ได้ โดยน้ำมันชนิดนี้แบ่งออกได้มากมายตามค่าของออกเทน

  • น้ำมันเบนซิน 95

เป็นหนึ่งในน้ำมันที่มีราคาสูงที่สุดในตลาดของน้ำมันแล้วก็ว่าได้ เป็นน้ำมันที่มีค่าออกเทนสูงถึง 95 แถมยังไม่มีส่วนผสมของ เอทิลแอลกอฮอล์ ทำให้มีความเป็นน้ำมันบริสุทธิ์สูง ทำให้มีผลดีอย่างมากต่อรถยนต์ เพราะช่วยให้รถยนต์นั้นตอบสนองต่อการขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น

  • น้ำมันเบนซิน 91

น้ำมันชนิดนี้มีความคล้ายคลึงอย่างมากกับ น้ำมันเบนซิน 95 ที่ไม่มีเอทิลแอลกอฮอล์เช่นเดียวกัน แต่ความแตกต่างนั้นอยู่ที่ค่าออกเทนที่ลดลงเป็น 91 ซึ่งส่งผลต่อรถยนต์เพียงเล็กน้อยจนแทบแยกไม่ออก

  • น้ำมันเบนซินธรรมดา

เป็นน้ำมันเบนซินแบบเดียวกับน้ำมันเบนซิน 91 ที่มีค่าออกเทนอยู่ที่ 91 แต่สิ่งที่ทำให้น้ำมันชนิดนี้นั้นแตกต่างก็คือ น้ำมันชนิดนี้จะไม่ผสมสารตะกั่วเข้าไปด้วย ปัจจุบันนั้นหาเติมได้ยากมากแล้ว เนื่องจากไม่เป็นที่นิยมเท่าไหร่นัก

  • น้ำมันเบนซินพิเศษ

น้ำมันเบนซิน 95 ที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกันทุกประการ แต่สิ่งที่แตกต่างกันเลยคือเป็นน้ำมันไร้สารตะกั่ว ซึ่งปัจจุบันนั้นได้เลิกผลิตและเลิกใช้งานไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95

เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนการใช้น้ำมันแบบเบนซิน 95 ซึ่งแก๊สโซฮอล์ 95 นั้นมีส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ถึง 99.5% โดยใช้อัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วนที่นอกจากจะให้ประสิทธิภาพใกล้เคียงกับน้ำมันเบนซิน 95 เดิมแล้ว ยังไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์อีกด้วย ทำให้มีราคาที่ถูกลง แถมช่วยโลกให้มีพลังงานทดแทนมากขึ้นอีกด้วย

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91

เป็นน้ำมันพลังงานทดแทนเช่นเดียวกันกับแก๊สโซฮอล์ 95 ที่นำเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ 99.5% นำมาผสมเข้ากันในอัตราส่วน น้ำมัน 9 ส่วน ต่อแอลกอฮอล์ 1 ส่วน แต่ที่แตกต่างกันออกไปเลยก็คือค่าออกเทนที่ลดลงให้เหลือ 91 

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20

น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 เป็นอีกหนึ่งพลังงานที่ต้องนำน้ำมันเบนซินเดิม ๆ มาเพิ่มเติมส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ แต่ทั้งนี้มันต่างอย่างไรกับแก๊ซโซฮอล์ปกติล่ะ มันต่างกันที่อัตราส่วนในการผสมของน้ำมันกับแอลกอฮอล์ โดยที่ E20 นั้นจะใช้น้ำมัน 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 20 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนอยู่ที่ 95 จึงได้มาเป็นชื่อนี้ว่า E20 นั่นเอง

  • น้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85

อีกหนึ่งน้ำมันที่ส่วนผสมของเมทิลแอลกอฮอล์บริสุทธิ์เช่นด้วยกัน ซึ่งน่าจะพอเดา ๆ กันได้แล้วล่ะว่าจุดที่แตกต่างคืออะไร นั่นก็คืออัตราส่วนในการผสมนั่นเอง โดยส่วนผสมของน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 คือ น้ำมัน 85 เปอร์เซ็นต์ ต่อ เมทิลแอลกอฮอล์ 15 เปอร์เซ็นต์ และให้ค่าออกเทนที่ 95 แบบเดียวกับ E20

2. น้ำมันเชื้อเพลิงดีเซล (DIESEL)

เป็นน้ำมันส่วนหนึ่งที่ถูกกลั่นออกมาจากน้ำมันดิบ ที่เหมาะกับรถยนต์ที่ต้องการทำรอบเครื่องที่สูง รวดเร็วและมีแรงอัดสูง สามารถจุดระเบิดด้วยตัวเองได้  ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะเป็นรถยนต์ประเภทกระบะและรถบรรทุก นั่นเอง

เลือกน้ำมันแบบไหนดีจึงเหมาะกับรถยนต์ของเรา?

แล้วทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่าจริง ๆ แล้วรถยนต์ของเรานั้นเหมาะกับน้ำมันประเภทไหน แล้วควรที่จะเลือกเติมอย่างไรไม่ให้รถยนต์ของเราพัง ซึ่งวิธีง่าย ๆ และเป็นวิธีเดียวเลยที่เราจะรู้ก็คือการดูสติ๊กเกอร์อยู่ใต้ฝาถังน้ำมัน เมื่อเปิดออกออกจากจะสามารถพบเห็นได้ในทันที ซึ่งบนสติ๊กเกอร์นั้นจะมีข้อมูลไว้ ดังนี้

1. สติ๊กเกอร์ระบุว่า E0-E85

หากเปิดฝาเติมน้ำมันมาแล้วพบว่ามีสติ๊กเกอร์ที่เขียนแบบนี้แสดงว่ารถยนต์ของคุณนั้นสามารถเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 หรือออกเทน 91 ขึ้นไป

Tips : หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุว่า E85 ห้ามเติมน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 เด็ดขาดเนื่องจากเป็นน้ำมันชนิดพิเศษที่ต้องปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้น้ำมันชนิดนี้ได้

2. สติ๊กเกอร์ระบุว่า 91-E20

สติ๊กเกอร์นี้หมายถึงรถยนต์ที่สามารถเติมน้ำมันได้ตั้งแต่ น้ำมันที่มีค่าออกเทน 91 ไปจนถึง แก๊สโซฮอล์ E20 ได้นั้นเอง

Tips : เช่นเดียวกันกับกรณี E85 หากไม่มีสติ๊กเกอร์ที่ระบุเอาไว้ว่าสามารถเติม E20 ได้ ห้ามเติมน้ำมันชนิดนี้อย่างเด็ดขาด ต้องนำรถยนต์ไปปรับแต่งเครื่องยนต์ให้สามารถเผาไหม้ได้เสียก่อน

3. สติ๊กเกอร์ระบุชนิดน้ำมันแต่ละชนิดเลย

เป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด เมื่อเปิดมาแล้วพบน้ำมันชนิดใด ก็เลือกเติมน้ำมันชนิดนั้นได้เลย ซึ่งจะมีประเภทของน้ำมันแยกมาให้ตามที่ได้บอกข้อมูลไปแล้วในข้างต้น ทีนี้ก็จะสามารถเลือกเติมน้ำมันที่ดีที่สุดและปลอดภัยต่อรถยนต์ของคุณแล้ว

เติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดที่สุด

หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่ามีเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการเติมน้ำมันที่จะให้รถยนต์ของคุณนั้นดึงน้ำมันออกมาใช้ได้อย่างคุ้มค่าและประหยัดที่สุด โดยมีวิธีง่าย ๆ ทั้ง 3 เทคนิค ดังนี้

1. เติมน้ำมันก่อนที่จะหมดถัง

การที่เรานั้นควรเติมน้ำมันก่อนที่จะหมดนั้น หากลองสังเกตเวลาเราขับรถยนต์หลังจากที่เราเติมน้ำมันเสร็จใหม่ ๆ น้ำมันรถของเราจะหมดลงช้ามาก แต่เมื่อเลยครึ่งถึงไปแล้วกลับลดลงเร็วกว่าเดิม นั่นเป็นเพราะว่าเมื่อมีพื้นที่ว่างของถังน้ำมันเป็นจำนวนมากแล้ว จะทำให้น้ำมันที่เหลืออยู่นั้นได้ง่ายและเร็วขึ้น เมื่อพบว่าน้ำมันของเราเหลือ 1 ใน 4 ของถังแล้วให้รีบเติม

2. เติมน้ำมันช่วงเวลากลางคืน

เทคนิคนี้ก็เป็นในเรื่องของกฎการระเหยของน้ำมันอีกเช่นเดิม หากเติมน้ำมันในเวลากลางวันนั้น ด้วยความที่อากาศมีอุณหภูมิค่อนข้างสูงทำให้ระหว่างที่เติมน้ำมันไปนั้น มีโอกาสที่น้ำมันจะระเหยได้ง่าย การเติมน้ำมันในช่วงเวลากลางคืนจึงช่วงลดปัญหานี้ลงไปได้นั่นเอง

3. กดปุ่ม ECO ที่มีอยู่ในรถยนต์

ปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นคันเล็ก หรือว่าจะเป็นคันใหญ่ก็ตาม มักจะมีฟังก์ชันให้ผู้ขับขี่นั้นสามารถประหยัดน้ำมันในการขับขี่ลงไปได้ โดยต้องแลกกับความเร็วและอัตราเร่งของรถยนต์ที่ลดลงในการที่ประหยัดน้ำมัน จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดน้ำมันได้

สรุปท้ายบทความ

ได้รู้กันไปแล้วกับความแตกต่างของน้ำมันแต่ละประเภท แต่ละชนิด ซึ่งส่งผลให้แก่รถยนต์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นควรเลือกใช้น้ำมันให้ตรงความต้องการของผู้ขับขี่ รวมไปถึงข้อกำหนดที่รถยนต์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อกำหนดมาให้อย่างเหมาะสมในรถยนต์แต่ละคัน

นอกจากนี้ยังได้ทราบถึงวิธีเติมน้ำมันอย่างไรให้คุ้มค่าและประหยัดมากที่สุด เนื่องจากน้ำมันนั้นเป็นอะไรที่ระเหยได้ค่อนข้างง่าย อุณหภูมิจึงเป็นเรื่องสำคัญเอาอย่างมากในระหว่างการเติม รวมไปถึงรูปแบบการขับขี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้เช่นเดียวกัน

หากใครที่รู้สึกว่ารถยนต์ของตัวเองนั้นขับแล้วไม่ประหยัดน้ำมันเอาเสียเลย อยากจะลองหารถยนต์สักคันที่สามารถแบ่งเบาภาระอันมหาศาลส่วนนี้ได้แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูรถยนต์ ECO Car ดูสักคันได้ที่ Kaidee Auto

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

วิธีเลือกประเภทของรถยนต์ ซื้อแบบไหนเหมาะกับคุณที่สุด?

ถ้าพูดถึงประเภทของรถยนต์ในปัจจุบันที่มีหลากหลายประเภทให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นประเภทกระบะ รถเก๋ง รถ SUV และรถตู้ เป็นต้น รถยนต์แต่ละประเภทย่อมตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน บางประเภทอาจจะตอบโจทย์ในด้านจุคนได้เยอะ เหมาะสำหรับครอบครัวหรือบางประเภทเหมาะสำหรับใช้ขนของ 

แต่หากว่าคุณกำลังจะเลือกซื้อรถยนต์สักคัน แต่ยังไม่รู้ว่าจะซื้อประเภทไหน ในบทความนี้จะบอกในสิ่งที่คุณอยากรู้และช่วยให้ตัดสินใจซื้อรถยนต์ได้แบบตอบโจทย์กับคุณแน่นอน 

ปัจจัยในการเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุด

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับตัวเองนั้นไม่ยากเลย แต่จะมีหลายปัจจัยในการเลือก เช่น การใช้งาน จำนวนสมาชิกในครอบครัว เน้นการขับขี่ไปที่ไหน เน้นเรื่องประหยัดน้ำมัน เน้นเรื่องความสะดวกสบายในการใช้ การรับประกันหลังการขาย หรือจะเป็นเรื่องราคาและค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา เป็นต้น 

หลาย ๆ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้เราตัดตัวเลือกและเลือกรถที่ตรงกับความต้องการของเราได้มากที่สุดครับ

รถยนต์แต่ละประเภทตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน

1. รถเก๋ง

รถเก๋ง หรือ Sedan รถที่เราได้เห็นเยอะที่สุดบนท้องถนน โดยรถเก๋งนั้นจะมีหลายขนาด หลายความจุ ให้เลือกหลากหลายแบรนด์ แล้วแต่ความชอบและกำลังซื้อของแต่ละคน

ซึ่งรถประเภทนี้ เหมาะสำหรับคนที่อยู่คนเดียวหรืออยู่เป็นครอบครัวก็ได้ ชอบความคล่องตัวในการเดินทาง สามารถจุของได้แบบพอดี แล้วแต่ขนาดของรถ ทุกอาชีพสามารถใช้ได้ โดยรถยนต์ประเภทรถเก๋ง หรือ Sedan ก็จะมีหลายประเภทย่อยให้เลือก ตั้งแต่ระดับ Eco Car ถึง ขนาดใหญ่หรูหรา 

รถ Eco Car

ขนาดเครื่องยนต์ 1.0 – 1.4 ลิตร เหมาะกับใครบ้าง?  

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 4 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองมากที่สุดหรือออกต่างจังหวัดบางครั้ง 
  • ประหยัดน้ำมัน คล่องตัวในการขับขี่ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋ง ประเภท Eco car จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 650,000 บาท  

ตัวอย่างรถยนต์ Eco Car 

  • Toyota Yaris
  • Mitsubishi Mirage
  • Nissan Almera

รถยนต์นั่งขนาดเล็ก 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ประหยัดน้ำมันและสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างเหมาะสม 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดเล็กจะอยู่ในช่วง 650,000 ถึง 1,250,000 บาท 

ตัวอย่างรถยนต์ขนาดเล็ก 

  • Toyota Vios
  • Toyota Corolla Altis
  • Honda Civic

รถยนต์นั่งขนาดกลาง 

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • ค่อนข้างประหยัดน้ำมันและมีสะดวกสบายมาก เพราะห้องโดยสารที่ค่อนข้างใหญ่  
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับขนาดของรถ 
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดกลางจะอยู่ในช่วง 1,000,000 ถึง 1,900,000 บาท

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดกลาง 

Honda Accord Toyota Camry และ Nissan Teana เป็นต้น   

รถยนต์นั่งขนาดใหญ่

  • เหมาะกับคนที่มีสมาชิกในครอบครัว 1 – 6 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ด้วยห้องโดยสารขนาดใหญ่และหรูหรา
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาค่อนข้างสูง
  • ช่วงราคาของรถเก๋งประเภทรถยนต์นั่งขนาดใหญ่จะอยู่ในช่วง 3,000,000 ถึง 9,000,000 บาท

ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัว กำลังทรัพย์ และปัจจัยอื่น ๆ ในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคนด้วย

ตัวอย่างรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ 

  • Mercedes Benz S-Class
  • BMW 7 Series
  • Audi A8
  • Lexus LS

2. รถยนต์ประเภท Hot Hatch

รถยนต์ประเภทนี้มีความกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการใช้งาน ขับง่าย โดยรถยนต์ประเภท Hot Hatch เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถประเภท Hot Hatch จะอยู่ในช่วง 450,000 ถึง 3,000,000 บาท

โดยรถยนต์ประเภทนี้ก็มีหลากหลายรุ่นให้เลือกเช่น 

  • Honda Civic Hatchback 
  • Mercedes-AMG A45 
  • BMW M140i 
  • Audi S3 MK3  

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัยในการตัดสินใจซื้อด้วยนะครับ 

3. รถยนต์อเนกประสงค์ MPV 

รถประเภทนี้ เป็นรถที่มีขนาดเล็กกว่ารถตู้ และคล่องตัวกว่า นั่งได้สบายกว่า สมรรถนะดี ใช้ขับขี่ทางไกลได้ดี โดยรถยนต์ประเภท MPV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 8 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ MPV จะอยู่ในช่วง 1,300,000 บาท ถึง  7,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท MPV ก็มีหลากหลายแบรนด์ เช่น 

  • Honda Freed 
  • Hyundai-H1 
  • Toyota Alphard 
  • Toyota Vellfire 
  • Lexus LM300h

4. รถยนต์อเนกประสงค์ SUV

รถยนต์ประเภท SUV เป็นรถยนต์ที่มีความอเนกประสงค์ มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่ารถยนต์ทั่วไป แต่ยังคงความเป็นรถยนต์ที่ดูสวยงาม ขับขี่ได้ทุกวัน แต่ความแตกต่างก็คือ สามารถขับลุยได้ในทุก ๆ ที่ที่มากกว่ารถยนต์ทั่วไป โดยรถยนต์อเนกประสงค์ประเภท SUV เหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 7 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย คล่องตัวในการขับขี่ ช่วงล่างแข็งแรง ลุยได้ทุกที่
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถเอนกประสงค์ SUV จะอยู่ในช่วง 800,000 ถึง 2,000,000 บาท

สำหรับรถประเภท SUV ก็มีหลากหลายรุ่นในไทย เช่น 

  • Toyota Fortuner 
  • Mitsubishi Pajero Sport 
  • Ford Everest 
  • lsuzu Mu-X     

5. รถกระบะ (Pick-UP)

รถกระบะ หรือ รถพิกอัป เป็นรถยนต์ที่มีข้างหน้าเป็นห้องโดยสาร ข้างหลังสามารถขนของและเปิดท้ายได้ จึงทำให้คนไทยนิยมเรียกรถนี้ว่า ‘รถพิกอัป’ ขึ้นชื่อว่าเป็นรถประเภท กระบะ แน่นอนว่าจะต้องสามารถขนของได้เยอะ และมีสมรรถนะช่วงล่างที่ดี สามารถขับลุยไปที่ไหนก็ได้ โดยรถประเภทกระบะเหมาะสำหรับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 5 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการขนของ สมรรถนะ 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถกระบะจะอยู่ในช่วง 750,000 ถึง 1,100,000 บาท

โดยรถประเภทนี้ก็มีหลายหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในไทย เช่น 

  • Isuzu D-MAX 
  • Toyota Revo 
  • Chevrolet Colorado
  • Mazda BT-50 

6. รถตู้  

รถประเภทนี้จะมีลักษณะโครงสร้างที่ใหญ่ขึ้นจากรถประเภท MPV สามารถจุคนได้เยอะกว่า สามารถใช้ขับขี่ทางไกลได้อย่างสะดวก โดยรถตู้เหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 12 คน 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบายในการโดยสาร
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาเหมาะสมกับประเภทของรถ
  • ช่วงราคาของรถตู้จะอยู่ในช่วง 900,000 ถึง 1,300,000 บาท

ส่วนใหญ่จะเห็นรถประเภทนี้อยู่ในรถเช่า รถโดยสารข้ามจังหวัดนั่นเอง 

โดยรถตู้ที่คุ้นชินตากันมากในไทย คือ Toyota Commuter ยังมี Nissan Urvan และ MG V80 ที่ทำการตลาดในไทยด้วยเช่นกัน  

7. รถยนต์สปอร์ต

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสปอร์ต ก็ต้องมากับรูปทรงที่ดูโฉบเฉี่ยว มีเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะดีเยี่ยม แถมราคาก็สูงปรี๊ด แน่นอนครับว่า รถยนต์ประเภทสปอร์ตนั้นเป็นรถยนต์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองกันมาก เพราะว่าตัวรถมีรูปทรงที่ดูเท่ ดูโฉบเฉี่ยว พร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรง สมรรถนะยอดเยี่ยม ขับไปที่ไหน ผู้คนก็ต่างให้ความสนใจ แต่ก็มากับราคาที่สูงด้วยเช่นกัน โดยรถยนต์ประเภทสปอร์ตเหมาะกับ

  • ครอบครัวที่มีสมาชิก 1 – 2 คน หรือมีมากกว่า (มีรถยนต์อยู่แล้วหลายคัน) 
  • เหมาะกับการขับขี่ใช้งานในเมืองและออกต่างจังหวัด 
  • เน้นความสะดวกสบาย ความเร็ว คล่องตัว 
  • ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูง
  • ช่วงราคาของรถสปอร์ตจะอยู่ในช่วง 3,500,000 ถึง 10,000,000 บาท

โดยปกติแล้วรถยนต์ประเภทนี้คนที่มีกำลังทรัพย์ค่อนข้างเยอะ จะอยู่คนเดียวหรือจะมีรถครอบครัวหลายคันแล้ว แต่ก็พอใจที่จะซื้อมาเพื่อมาประดับบารมีของตัวเอง 

ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้ก็จะมีหลากหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เช่น 

  • Toyota Supra  
  • BMW Z4
  • Mazda MX-5
  • Ford Mustang  

สรุปท้ายบทความ

การเลือกประเภทรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดนั้นไม่ยากเลย เพราะเลือกได้จากความชอบ แต่การที่จะซื้อรถยนต์คันหนึ่งเข้ามาใช้ในชีวิตประจำวันนั้นต้องขึ้นอยู่กับอีกหลาย ๆ ปัจจัยด้วย สุดท้ายรถยนต์ที่เหมาะกับคุณที่สุดจะถูกกรองจากปัจจัยต่าง ๆ และการตัดสินใจของตัวคุณเองครับ 
เพื่อน ๆ คนไหนสนใจรถยนต์ประเภทไหนอยู่บ้าง? ทาง Kaidee Auto เรามีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกชมเกือบจะทุกประเภทเลย แวะเข้ามาชมกันก่อนได้นะ การันตีว่าดีทั้งราคาและคุณภาพ

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

สำหรับใครที่รู้จักรถยนต์ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้า แน่นอนว่าการทำงานของรถยนต์ประเภทนี้ ล้วนใช้ไฟฟ้าในการสร้างการขับเคลื่อน ดังนั้นคงขาดไม่ได้เลยหากไม่มีการเติมไฟฟ้าให้รถยนต์ เพราะรถยนต์ EV นั้นปราศจากเครื่องยนต์สันดาป และมีเพียงแบตเตอรี่เท่านั้นที่ชาร์จมาจากพลังงานไฟฟ้า ที่จะช่วยให้รถวิ่งต่อไปได้ 

รถยนต์ EV มีวิธีการทำงานอย่างไร

การทำงานของรถยนต์ EV มีหลักการทำงานที่ไม่ยาก ภายหลังจากนำเอาเครื่องยนต์สันดาปออกไป ทำให้เหลือเพียงตัวแบตเตอรี่ ตัวเปลี่ยนกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น 

วิธีการทำงานจะเริ่มจากการชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ และส่งต่อกระแสไฟฟ้าไปยังตัวแปลงกระแสไฟ ให้ไฟฟ้ากระแสตรงกลายเป็น กระแสสลับ(AC) แล้วจึงส่งไฟฟ้าต่อไปที่ตัวมอเตอร์เพื่อปั่นไฟฟ้าให้เกิดการขับเคลื่อนของล้อทั้งสี่

หัวชาร์จรถยนต์ EV มีกี่ประเภทและสำคัญอย่างไร

เหตุผลหลักที่ควรจะรู้จักหัชาร์จรถยนต์ EV เพราะในอนาคตอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า รถยนต์ทั่วโลกมีโอกาสเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ EV จนหมด จากการรักษาสภาพแวดล้อมของโลกไม่ให้แย่ไปมากกว่านี้ เน้นลดการปล่อยมลพิษจากควันรถ ทำให้กระแสรถยนต์ EV กำลังมาในหลายประเทศทั่วโลก 

ยกตัวอย่างเช่น ประเทศจีน ที่เป็นแหล่งผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ และประเทศเยอรมันที่มีการยกเว้นภาษีของรถยนต์EV 5-10 ปี รวมถึงมอบเงินชดเชยหากคุณทำการซื้อรถประเภทนี้ถึง 5,000 ยูโรอีกด้วย

โดยหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าหลัก ๆ แล้วมีทั้งหมด 6 แบบ แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามลักษณะการชาร์จ ได้แก่ 

1.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว(Quick Charger) 

2.หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม(Combined Charging System) 

3.หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ (Normal Charger)

ซึ่งจะอธิบายรายละเอียดรวมถึงคุณสมบัติของหัวชาร์จแต่ละประเภท ให้ได้ทราบถึงความแตกต่างและแยกได้อย่างชัดเจนว่า หัวชาร์จไหนใช้สำหรับอะไรได้บ้าง

1. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบเร็ว (Quick Charger)

หัวชาร์จประเภทนี้มักปรากฎให้เห็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า หรือ ตามห้างสรรพสินค้าที่ติดตั้งตู้ชาร์จเอาไว้ เนื่องจากการชาร์จไฟฟ้าแบบเร็ว ที่เป็นไฟฟ้ากระแสตรง(DC) นั้นต้องมีการลงทุนเพื่อสร้างแท่นชาร์จประเภทนี้ออกมา เพราะกำลังไฟฟ้าจะต้องมากถึง 110 kwh เลยทีเดียว

การชาร์จประเภทนี้ สามารถเติมแบตเตอรี่ของคุณได้เต็มได้มากสุดถึง 80% ในระยะเวลา 40-60 นาที ซึ่งจัดว่าเร็วมาก หากเทียบกับการชาร์จหัวไฟฟ้ากระแสสลับ โดยประเทศไทย โดยหัวชาร์จประเภทการชาร์จแบบเร็วที่มักพบเห็นได้ในประเทศเทยคือ หัวชาร์จแบบ CHAdeMo นั่นเอง

  • CHAdeMO

หัวชาร์จแบบ CHAdeMo ย่อมาจาก CHArge de Move ที่แปลได้ว่า ชาร์จเพื่อไปต่อ บ่งบอกถึงลักษณะและคุณสมบัติของหัวชาร์จประเภทนี้ได้เป็นอย่างดี

สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลาย จากรถยนต์ที่นำเข้าหรือจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในรถยนต์ EV ที่มีหัวชาร์จประเภทนี้คือ Nissan Leaf เพื่อไว้ใช้ในการชาร์จแบบเร็วตามสถานีอัดประจุไฟฟ้าต่าง ๆ ซึ่งมีติดตั้งทั่วประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง

CHAdeMo : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V

  • GB/T 

แม้จะเป็นหนึ่งในหัวชาร์จแบบเร็ว ทว่าหัวชาร์จประเภทนี้กลับไม่ได้แพร่หลายในต่างประเทศนัก เพราะเป็นหัวชาร์จที่ใช้กับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศจีน จึงจัดได้ว่าเป็นหัวชาร์จแบบพิเศษที่ใช้อย่างแพร่หลายแค่ภายในประเทศจีนเท่านั้น 

GB/T : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 250A / 750

2. หัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (Combined Charging System / CCS)

หลายคนคงสับสนหัวชาร์จสำหรับการชาร์จแบบผสม (CCS) กับหัวชาร์จแบบปกติ (Normal Charger) เนื่องจากมีรูปลักษณ์ที่ใกล้เคียงกันอย่างมาก แท้จริงแล้วหัวชาร์จสองประเภทนับได้ว่าเป็นแบบเดียวกัน 

แต่หัวชาร์จแบบ CCS สามารถชาร์จได้ทั้งไฟฟ้ากระแสตรง(DC) ซึ่งเป็นการชาร์จแบบเร็วและไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ซึ่งเป็นการชาร์จปกติ ภายในหัวชาร์จอันเดียว 

  • CCS Type 1

หัวชาร์จ CCS Type 1 มีรูปลักษณ์เหมือนหัวชาร์จแบบปกติ AC Type 1 เพียงแต่เพิ่มหัวชาร์จแบบชาร์จเร็วเข้ามาด้านล่างด้วย หัวชาร์จประเภทนี้จะมีขนาดเล็กกว่า CCS Type 2 ทำให้กำลังไฟฟ้าลดน้อยลงตามไปด้วย หัวชาร์จไทป์ 1 นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือรถยนต์ที่จำหน่ายในประเทศดังกล่าว 

CCS Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 600V 

  • CCS Type 2

CCS Type 2 เป็นหัวชาร์จที่รวมตัวหัวชาร์จแบบ AC Type 2 กับ หัวชาร์จแบบชาร์จเร็วไว้ด้วยกัน ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้ว่าจะเลือกชาร์จแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง(DC) หรือ ชาร์จปกติด้วยไฟฟ้ากระแสสลับ(AC)  หัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศฝั่งยุโรป ซึ่งมีขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และให้กำลังไฟมากกว่าหัวชาร์จ CCS Type 1 อย่างมาก

CCS Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 200A / 1000V

3. หัวชาร์จสำหรับชาร์จปกติ(Normal Charger)

การชาร์จปกตินั้นคือการชาร์จผ่านตู้ติดตั้งตามห้างสรรพสินค้า หรือจะเป็นการติดตั้ง Wall Box Charger ที่กำแพงบ้าน โดยกระแสไฟที่ใช้ในการชาร์จจะเป็นไฟฟ้ากระแสสลับ(AC) ทำให้ชาร์จได้ช้ากว่าไฟฟ้ากระแสตรง(DC) เนื่องจากตัวแบตเตอรี่จะกักเก็บไฟฟ้าในรูปแบบไฟฟ้ากระแสตรง(DC) จึงทำให้ต้องมีการแปลงกระแสไฟก่อนเก็บเข้าแบตเตอรี่ 

ชื่อเรียกอีกอย่างของหัวชาร์จประเภทนี้คือ AC Charging สำหรับแบตเตอรี่ขนาดเล็ก 24 กิโลวัตต์ ระยะเวลาการชาร์จต่อครั้งเฉลี่ยประมาณ 4-7 ชั่วโมง และสำหรับแบตเตอรี่ขนาด 30 กิโลวัตต์ เฉลี่ยเวลาอยู่ที่ 9 ชั่วโมงครึ่ง

  • AC Type 1 (SAEJ1772)

หัวชาร์จประเภท AC Type 1 จะให้กำลังไฟที่น้อยกว่าหัวชาร์จ AC Type 2 เพราะมีขนาดที่เล็กกว่าและมีรูชาร์จอยู่เพียง 5 รูเท่านั้น ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศญี่ปุ่น คล้ายคลึงกับตัวหัวชาร์จประเภท CCS Type 1 เลย

AC Type 1 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 32A / 250V

  • AC Type 2 (IEC 62196-2 )

ในประเทศไทยมักนิยมชาร์จด้วยหัวชาร์จประเภท AC Type 2 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าส่วนใหญ่ในไทยมักผลิตและรองรับหัวชาร์จไทป์ 2 เป็นหลัก จึงสามารถเห็นได้ว่า ตามตู้ชาร์จหรือสถานีชาร์จต่าง ๆ จำเป็นต้องมีหัวชาร์จแบบนีเป็นหลัก 

ซึ่งหัวชาร์จประเภทนี้นิยมใช้และติดมากับรถยนต์ที่ผลิตและส่งตรงมาจากประเทศแถบยุโรปที่ใช้หัวชาร์จประเภทนี้กันอย่างแพร่หลาย มากกว่าประเทศแถบเอเชีย ด้วยขนาดหัวชาร์จที่ใหญ่และมีถึง 7 รูทำให้กำลังไฟของหัวชาร์จประเภทนี้มีเยอะว่าไทป์ 1 อย่างมาก

AC Type 2 : มีกำลังไฟฟ้าอยู่ที่ 70A / 250V สำหรับเฟสแรก

  63A / 480V สำหรับเฟสสาม

อย่างที่ได้ทราบกันไปเกี่ยวกับประเภทของหัวชาร์จแล้ว หัวชาร์จบางประเภทก็ไม่ได้รับความนิยมหรือถูกนำมาใช้ในประเทศไทย ซึ่งหัวชาร์จหลัก ๆ ที่สามารถพบเห็นและใช้งานในไทยอย่างแพร่หลายได้แก่ หัวชาร์จแบบ AC Type2(ชาร์จปกติ), CCS Type 2(ชาร์จแบบผสม) และCHAdeMo 

(ชาร์จเร็ว)

รถยนต์ประเภทใดบ้างที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้

สำหรับรถยนต์ไฟฟ้านั้น รู้หรือไม่ว่า รถยนต์ไฟฟ้าที่เราเรียก ๆ กันนั้น ไม่ได้รวมถึงแค่ตัว รถยนต์แบบ BEV เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงรถยนต์ที่มีการนำไฟฟ้ามาขับเคลื่อนร่วมกับน้ำมันอย่างตัว Hybrid และ Plug-in Hybrid ด้วย

แต่มีเพียงแค่รถยนต์ไฟฟ้าแบบ Plug-in Hybrid และ BEV เท่านัน้ที่สามารถชาร์จไฟฟ้าได้ โดยจะอธิบายรายละเอียดรถยนต์สองประเภทนี้ให้ฟังโดยสังเขป

Plug-in Hybrid

รถยนต์ประเภทนี้เป็นรถยนต์ที่น้ำมันและไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยสามารถเลือกโหมดในการขับขี่ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์ประเภท Hybrid ทว่ารถยนต์ประเภท Plug-in Hybrid จะเป็นการนำไฟฟ้าจากการชาร์จไฟจากข้างนอกมากักเก็บไว้ในแบตเตอรี่และสร้างการขับเคลื่อนต่อไป 

ในขณะที่แบบHybrid คือการสร้างกระแสไฟฟ้าจากการเผาไหม้ของน้ำมันแล้วนำมาปั่นเป็นกระแสไฟเพื่อเก็บไว้ในแบตเตอรี่อีกที

Battery Electric Vehicle (BEV)

เนื่องจากเป็นรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้าแบบ 100% ปราศจากการใช้น้ำมันและยกเอาตัวเครื่องยนต์สันดาปภายในออก รถยนต์คันนี้จึงถูกเรียกว่า Battery Electric Vehicle (BEV) กล่าวคือเป็นรถยนต์ที่ใช้แบตเตอรี่ในการขับเคลื่อนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น 

จึงจำเป็นที่จะต้องชาร์จไฟฟ้าเพื่อกักเก็บไว้ในตัวแบตเตอรี่ โดยรถยนต์ประเภทนี้ ก็คือรถยนต์ EV ที่เราเรียกและเห็นได้แพร่หลายในประเทศไทยนั้นเอง

สถานที่ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า

นอกจากเรื่องหัวชาร์จแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยที่ควรคำนึงถึงเมื่อคุณเป็นผู้ขับรถยนต์ EV คือสถานที่เติมไฟฟ้าให้แบตเตอรี่ของคุณเต็มและพร้อมเดินทาง ในปัจจุบันนอกจากการชาร์จภายในบ้านแล้ว หลายสถานที่ภายในประเทศไทยก็ได้ติดตั้งตู้ชาร์จเพื่อรองรับการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตไว้บ้างแล้ว สถานที่ที่มีตู้ติดตั้งตัวชาร์จให้คุณขับเข้าไปชาร์จได้มีดังนี้

1.ห้างสรรพสินค้า

ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำในประเทศไทยหลายเครือ เริ่มนำตู้ชาร์จไฟฟ้ามาติดตั้งเพื่อให้บริการสำหรับรถยนต์ EV โดยเฉพาะ อย่างเช่น เครือเซ็นทรัล ที่เริ่มให้มีตู้ในห้างใหญ่ ๆ ในกรุงเทพมหานคร และตามหัวเมืองต่าง ๆ ซึ่งสามารถเช็กกับทางห้างได้อีกทีว่า สถานที่ที่คุณไปจะมีที่ชาร์จหรือเปล่า เพื่อความมั่นใจ

2. สถานีอัดประจุไฟฟ้า ของการไฟฟ้านครหลวง (MEA)

ภายในกรุงเทพมหานคร นอกจากสถานที่ชาร์จตามห้างสรรพสินค้าแล้วนั้น ยังมีจุดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวงถึง 10 ที่ในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอีกด้วย ได้แก่ กฟน. สำนักงานใหญ่, เขตวัดเลียบ, เขตสามเสน, เขตบางขุนเทียน, เขตลาดกระบัง, เขตราษฎร์บูรณะ, เขตบางเขน, เขตบางใหญ่, กฟน.สมุทรปราการ และ กฟน. บางพูด

3.สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

สำหรับสถานีชาร์จรถยนต์ EV ที่ให้บริการโดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในปัจจุบันนั้นมีถึง 11 ที่ด้วยกัน โดยมีที่จังหวัดอยุธยา, นครปฐม, นครราชสีมา(ปากช่อง), ประจวบคีรีขันธ์(หัวหิน) และกรุงเทพมหานครเป็นสำนักงานใหญ่ ซึ่งในปัจจุบันยังมีแผนการพัฒนาจุดให้บริการในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 10 จุดด้วยกัน

4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT)

ปัจจุบันการไฟฟ้าฝ่ายผลิตได้ติดตั้งสถานีชาร์จไฟฟ้าในพื้นที่ กฟผ. สำนักงานกลาง และโรงไฟฟ้าของกฟผ. จำนวน 23 สถานี แบ่งออกเป็น สถานีชาร์จไฟฟ้าแบบปกติ(ชาร์จปกติ) 11 สถานี และแบบชาร์จเร็วอีก 12 สถานี

5.ปั๊มน้ำมันและสถานีให้บริการอัดประจุไฟฟ้า

นอกจากจุดชาร์จสถานีไฟฟ้าที่ตั้งมาโดยเฉพาะจากการไฟฟ้าแล้ว ทางด้านผู้นำเข้าน้ำมันอย่างปั๊มน้ำมันใหญ่ ปตท.(PTT) และ บางจากก็ได้เริ่มโครงการสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าโดยเฉพาะสำหรับรถยนต์ EV แล้วด้วยเช่นกัน อย่างทางบางจากก็ได้เปิดบริการแล้ว 2 สถานี และในอนาคตยังมีแพลนที่จะขยายไปตามปั๊มน้ำมันต่างๆ ตามเส้นทางหลักของประเทศไทย รวม 62 สถานีอีกด้วย

ส่วนทางปตท.(PTT) ก็ได้เปิดสถานีบริการชาร์จไฟฟ้า รวม 14 แห่งทั่วประเทศ หรือ PTT EV STATION โดยมีจุดให้บริการดังต่อไปนี้ ปตท. วังน้อย อยุธยา, สระบุรี, สมุทรสาคร, คลองหลวง ปทุมธานี, พุทธมณฑล สาย 5 นครปฐม, สาขาโรงแยกก๊าซระยอง ระยอง, เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา, ราษฎร์บูรณะ, ลาดพร้าว-วังหิน นวลจันทร์

6.EA Anywhere

เป็นบริษัทและโปรเจกต์ที่เข้าร่วมกับบริษัทใหญ่อย่าง บริษัทปั๊มน้ำมัน Caltex, CP ALL, Bridgestone, A.C.T และ Robinson เพื่อที่สร้างสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลมากถึง 400 กว่าแห่งทั่วประเทศ สามารถเช็กสถานีชาร์จได้จากทางแอปพลิเคชันของ EA Anywhere เลย

7.ChargeNow 

ChargeNow นั้นให้บริการโดยค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากประเทศยุโรปอย่าง BMW ที่ร่วมทุนกับ Central Group และ AP เพื่อสร้างจุดบริการชาร์จไฟฟ้าแก่รถยนต์ EV ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 50 สถานีทั่วประเทศ สามารถเช็กจุดชาร์จได้จากทางเว็บไซต์ ChargeNow Thailand [http://chargenow-th.greenlots.com/] 

8.EQ 

เมื่อพูดถึงจุดชาร์จไฟฟ้าภายในห้างสรรพสินค้าไปแล้ว คงขาดไม่ได้เลยสำหรับการชาร์จไฟฟ้าภายในโรงแรม ทาง EQ ที่ให้บริการโดยบริษัท Mercedes-Benz ก็ได้ขยายจุดบริการชาร์จเช่นเดียวกัน โดยจะเน้นไปในด้านการจับมือคู่กับทางโรงแรมชื่อดังระดับประเทศอย่าง Mariott International, Minor Hotels และ Hilton 

ในปัจจุบันการขยายสถานีบริการชาร์จไฟฟ้าของทาง EQ ได้เปิดบริการแล้วกว่า 63 จุดทั่วประเทศ สามารถหาข้อมูลจุดบริการชาร์จไฟฟ้าของ EQ ได้จากแอปพลิเคชัน EQ Ready ที่มีให้โหลดทั้งในระบบ IOS และ Android พร้อมรองรับและบริการผู้ใช้รถยนต์ EV อย่างแท้จริง

สรุปท้ายบทความ

สำหรับใครที่กำลังตัดสินใจว่าจะซื้อรถยนต์ EV ไม่ต้องรอช้าค่ะ เพราะตอนนี้ทั้งสถานีให้บริการการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้านั้นมีตามจุดต่าง ๆ ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นตามสถานีอัดประจุไฟฟ้า, ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือ โรงแรม ก็พร้อมให้บริการเติมไฟฟ้าให้เต็มแบตเตอรี่ของคุณแล้ว 

แต่หากคุณไม่แน่ใจและลังเลใจที่จะซื้อรถยนต์ EV มือหนึ่ง ถ้าเป็นเช่นนั้นรถยนต์ EV มือสองก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีอันหนึ่งเลยค่ะ เพราะนอกจากจะซื้อมาขายต่อได้ง่ายแล้ว ราคายังไม่ตกอีกด้วย ถ้าสนใจสามารถกดปุ่มด้านล่างเพื่อหารุ่นที่ถูกใจคุณได้แล้วตอนนี้!