Walk-in Closet มุมแต่งตัวที่สาวๆ อยากได้

Walk-in Closet มุมแต่งตัวที่สาวๆ อยากได้

การมี Walk-in Closet หรือห้องแต่งตัวเป็นของตัวเอง คือหนึ่งในความฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะสาวๆ เหล่าแฟชั่นนิสต้าที่ชื่นชอบการแต่งตัว และบรรดาขาช้อปที่มักเติมช่องว่างในตู้เสื้อผ้าให้เต็มอยู่ตลอดเวลา 

Walk-in Closet ช่วยให้สาวๆ มีพื้นที่จัดเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับแบบตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า แถมยังเป็นเสมือนห้องลองชุดชั้นเลิศให้ได้เลือก Mix & Match เตรียมความพร้อมชุดสวยก่อนออกไปเฉิดฉายอย่างมั่นใจ 

ไร้กังวลกับการวิ่งวุ่นตามหาข้าวของ ประเภทว่าชุดอยู่ในตู้เสื้อผ้าข้างบน กระเป๋าแขวนไว้ในห้องนอน หรือรองเท้าวางไว้อยู่หน้าบ้าน เรียกว่าเป็นการจัดระเบียบบ้านในส่วนอื่นๆ ไปในตัวด้วยนั่นเอง

Walk-in Closet คืออะไร

เดิมทีคำว่า Closet นั้นหมายถึงห้องขนาดเล็กที่อยู่ติดกับห้องนอนหรือพื้นที่ส่วนตัว เพื่อใช้นั่งอ่านหนังสือ สวดมนต์ หรือไม่ก็ทำกิจกรรมที่เป็นความลับ (มีรากศัพท์จากภาษาละตินว่า Clausum แปลว่า ปิด) ต่อมามีการดัดแปลงห้องดังกล่าวให้เป็นที่เก็บของและพัฒนาจนกลายเป็น Walk-in Closet อย่างที่เรารู้จักกัน 

Walk-in Closet เปรียบเสมือนตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ที่เราสามารถเดินเข้าไปด้านในตู้เพื่อเก็บเสื้อผ้า อุปกรณ์การแต่งตัวต่างๆ ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ที่นานๆ จะหยิบมาใช้สักครั้ง อย่างกระเป๋าเดินทาง ผ้าปูที่นอนสำรอง เป็นต้น 

ส่วนการติดตั้งมักเป็นเฟอร์นิเจอร์ Built-in เพื่อจะได้ใช้สเปซที่มีอย่างคุ้มค่าตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ซึ่งตู้เก็บของแต่ละใบอาจมีหน้าบานประตูหรือไม่มีหน้าบานก็ได้ โดยขนาดจะถูกออกแบบไปตามพื้นที่ผ่าน 4 รูปแบบที่เห็นได้บ่อยๆ คือ

Single-Sided Walk-In Closet ลักษณะเป็นตู้เก็บของยาวไปตามผนังห้องด้านใดด้านหนึ่ง เหมาะสำหรับพื้นที่ขนาดเล็ก

Double-Sided Walk-in Closet ตู้เก็บเสื้อผ้าแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ตรงกลางเป็นทางเดิน เหมาะสำหรับห้องที่มีขนาดเล็กถึงกลาง 

Island Walk-In Closet รูปแบบนี้เรียกว่าเป็น Walk-in Closet ในฝันก็ว่าได้ เพราะจะประกอบไปด้วยตู้เก็บเสื้อผ้าขนาดใหญ่อยู่ชิดกำแพง และมีตู้เคาน์เตอร์กลางตั้งอยู่ด้านหน้า เหมาะสำหรับห้องแต่งตัวที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เท่านั้น

Wrap Around Walk-In Closet ตู้เสื้อผ้า Built-in จะโอบล้อมเป็นห้องแต่งตัวแบบรูปตัว U ทำให้มีช่องเก็บของจำนวนมาก สามารถดีไซน์กับพื้นที่ขนาดกลางจนถึงใหญ่

3 ข้อคำนึงก่อนดีไซน์ Walk-in Closet 

การทำ Walk-in Closet ในบ้านหรือคอนโด ปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยากเลยเพราะมีบริษัทรับเหมาตกแต่งภายในให้เลือกใช้บริการมากมาย อีกทั้งร้านขายเฟอร์นิเจอร์แบรนด์ดังๆ ที่ถ้าเอ่ยชื่อมาทุกคนต้องร้องอ๋อก็มีบริการเฟอร์นิเจอร์กึ่งสำเร็จรูปให้เราได้เลือกปรับแต่งฟังก์ชันให้พอดีกับพื้นที่จนพอใจ

แต่ก่อนที่จะไปพูดคุยกับช่างรับเหมา หรือเข้าร้านไปเลือกเฟอร์นิเจอร์ สิ่งสำคัญที่เราควรรู้และเตรียมตัวก่อนคือการรู้จักองค์ประกอบจำเป็นของ Walk-in Closet พร้อมทั้งสำรวจความต้องการของตัวเองว่าฟังก์ชันใดกันแน่ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงๆ โดยมี 3 ประเด็นที่ต้องคำนึงดังนี้  

พื้นที่โปร่ง ระบายอากาศดี

โดยปกติ Walk-in Closet มักอยู่ติดกับห้องน้ำ เนื่องจากเป็นพื้นที่ใช้งานต่อเนื่อง ทำให้อาจมีความชื้นภายในห้องแต่งตัวได้ง่าย ดังนั้นการออกแบบ Walk-in Closet ที่ดีจึงต้องมีความโปร่งโล่ง มีอากาศถ่ายเทที่ดี หรือติดตั้งพัดลมระบายอากาศ รวมถึงควรเว้นระยะห่างจากส่วนเปียกของห้องน้ำอย่างน้อย 120 เซนติเมตร 

เพื่อลดปริมาณความชื้นภายในห้องไม่ให้มากจนเกินไป เพราะอาจเข้าไปปะปนกับเสื้อผ้าจนทำให้เกิดกลิ่นอับหรือเชื้อราได้ อีกทั้งงานเฟอร์นิเจอร์ Built-in ในห้อง Walk-in Closet ส่วนใหญ่มักทำจากไม้อัดหรือไม้ปาร์ติเกิลปิดผิวซึ่งสามารถเสื่อมสภาพจากความชื้นได้เช่นกัน 

เลือกแสงสว่างที่เป็นธรรมชาติ 

ภายใน Walk-in Closet ที่ดี ควรมีช่องเปิดให้แสงสว่างธรรมชาติส่องถึง แต่หากไม่สามารถจัดให้ Walk-in Closet อยู่ในมุมที่มีหน้าต่างที่แสงอาทิตย์ทะลุเข้ามาได้ เราสามารถแก้ปัญหาโดยการเลือกใช้หลอดไฟแบบ Daylight หรือ Natural White (ค่าสีอยู่ระหว่าง 4000K – 5500K) ซึ่งให้โทนสีของแสงใกล้เคียงกับธรรมชาติทดแทนได้เช่นกัน 

ข้อดีของ Walk-in Closet ที่มีแสงธรรมชาตินั้นจะทำให้เรามองเห็นค่าสีตรงกับความเป็นจริง เมื่อต้องแต่งตัวหรือจับคู่ชุดที่จะสวมใส่ร่วมกับเครื่องประดับหรือ Accessories อื่นๆ ก็จะเป็นไปอย่างง่ายดาย ไม่เกิดปัญหาสีชุดเพี้ยนหรือไม่เข้ากันเมื่อออกไปข้างนอก 

และในกรณีคุณผู้หญิงที่ชอบแต่งหน้าก่อนออกจากบ้าน แสงธรรมชาติยังถือว่าเป็นแสงสว่างที่ดีที่สุดสำหรับการแต่งหน้าอีกด้วย เพราะทำให้โทนสีผิวที่ใกล้เคียงความจริง แต่งออกมาแล้วไม่ต้องกลัวว่าหน้าจะวอก หรือคล้ำจนทำให้หมดความมั่นใจ

นอกจากการมีแสงธรรมชาติแล้ว ในส่วนของตู้เสื้อผ้าหรือชั้นวางต่างๆ เรายังสามารถเพิ่มไฟ LED ภายในช่องเก็บต่างๆ เพื่อส่องให้มองเห็นข้าวของได้ชัดเจน อีกทั้งเพิ่มมิติให้กับ Walk-in Closet เสมือนเรากำลังสนุกกับการเลือกซื้อเสื้อผ้าในร้านบูทีค 

ฟังก์ชันเก็บของตามสไตล์ 

มีของอะไรที่จะเก็บในตู้บ้าง เสื้อผ้าพับหรือแขวนมากกว่ากัน มีกระเป๋าทั้งหมดกี่ใบ ฯลฯ รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจของการออกแบบ Walk-in Closet ที่จะทำให้เราได้ห้องแต่งตัวที่ถูกใจและใช้งานได้จริง 

โดยเราควรสำรวจสไตล์การแต่งตัวของตนเอง และลิสต์ออกมาว่ามีของอะไรบ้างที่ต้องการเก็บ (หากแบ่งประเภทและจำนวนได้จะดีมากๆ) และจัดเก็บด้วยวิธีการไหนถึงจะเหมาะสม กล่าวคือ เก็บเป็นระเบียบ มองเห็นได้ชัด และหยิบออกมาใช้งานได้ง่าย 

จากนั้นจึงนำรายละเอียดเหล่านี้มาแมทช์กับเฟอร์นิเจอร์ในฟังก์ชันต่างๆ ยกตัวอย่างว่าเป็นคนที่ชอบใส่เสื้อยืด และเสื้อยืดนั้นใช้วิธีพับเก็บ ดังนั้นฟังก์ชันใน Walk-in Closet ที่ควรจะมีก็คือเป็นชั้นวางธรรมดา ความสูงต่อชั้นไม่ต้องมากนัก หรือให้นึกถึงชั้นดิสเพลย์ของร้านเสื้อในห้างสรรพสินค้าก็ได้ 

หรือหากเป็นหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องใส่เสื้อผ้าที่มีความเนี้ยบ รีดเรียบอยู่ตลอด ฟังก์ชันจำเป็นของเครื่องแต่งกายประเภทนี้คือราวแขวนและไม้แขวนเสื้อ ซึ่งเราสามารถลงดีเทลได้อีกว่าจะทำเป็นราวแขวนแบบชั้นเดียว (สำหรับเดรสยาว หรือกางเกง) หรือราวแขวนสองชั้น (สำหรับแขวนเสื้อผ้าที่มีความยาวไม่มาก เช่น เสื้อเชิ้ต สูท กระโปรงสั้น) เพื่อจะได้จัดเก็บเสื้อผ้าให้ได้คุ้มพื้นที่ที่สุด เป็นต้น

สรุปมุมแต่งตัว Walk-in Closet ที่สาวๆ อยากได้   

เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มไม่เพียงเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ของการดำรงชีวิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของข้อควรคำนึงในการจัดสรรฟังก์ชันภายในที่อยู่อาศัย โดยมี Walk-in Closet เป็นดีไซน์ตอบโจทย์ที่ช่วยให้การจัดระเบียบเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายต่างๆ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งในมิติของการใช้สเปซอย่างคุ้มค่าซึ่งเกิดจากการ Built-in เฟอร์นิเจอร์ให้พอดีกับพื้นที่ที่มี มิติของการใช้งานที่สนับสนุนให้กิจกรรมการแต่งตัวเป็นเรื่องง่ายและสนุก ตลอดถึงมิติเชิงลึกด้านความยั่งยืน (Sustainability) เนื่องจากการเก็บเสื้อผ้าที่เป็นหมวดหมู่ใน Walk-in Closet จะทำให้เราเห็นภาพรวมของทั้งหมด ซึ่งหากรู้จักนำมา Mix& Match ก็จะช่วยลดการซื้อชุดใหม่ หรือซื้อเสื้อผ้าซ้ำได้ และหากพบว่ามีเสื้อผ้าเกินความจำเป็น เรายังสามารถนำไปบริจาคเพื่อส่งต่อให้กับผู้ด้อยโอกาส อันเป็นการยืดอายุการใช้งานให้กับเสื้อผ้าได้อีกด้วย

เห็นประโยชน์มากมายอย่างนี้แล้ว หากใครคิดอยากมี Walk-in Closet ที่มาพร้อมบ้านหรือคอนโดสวยๆ ก็สามารถเข้ามาค้นหาที่ Kaidee Property กันได้ เรารวบรวมโครงการที่อยู่อาศัยดีๆ ราคาโดนใจเอาไว้รอแล้ว

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ในปี 2564

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ในปี 2564

ความน่าสนใจของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid นั้นเริ่มมีกระแสเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในประเทศไทย ข้อดีของ Plug-in-Hybrid / Hybrid คืออะไรทำไมค่ายเหล่านี้ถึงให้ความสนใจมากขึ้น นอกจากปัจจัยเรื่องข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แล้ว

รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ได้เริ่มมีการเผยโฉมมากขึ้น ภายหลังจากเริ่มมีการนำเข้ารถ EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาเป็นทางการ ค่ายรถยักษ์ใหญ่ในประเทศไทยที่เล็งเห็นโอกาสเหล่านี้ จึงเริ่มนำเข้ารถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เข้ามามากขึ้น หวังเทียบเคียงกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีคนให้ความสนใจมากมาย 

เหตุผลน่าซื้อรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid-Hybrid

ข้อดีสุดน่าสนใจสำหรับ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid นั้นมีอะไรบ้าง ทำไมถึงน่าซื้อกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมัน เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จัดว่าเป็นรถที่อยู่กึ่งกลางระหว่างการผันเปลี่ยนกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% และ รถที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปอยู่

ดังนั้นข้อดีที่น่าสนใจและดึงให้คนที่ใช้รถยนต์ที่ยังเป็นเครื่องยนต์อยู่ หันมาใช้รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มากขึ้น นอกจากความเงียบอันเป็นที่เลื่องลือสำหรับรถยนต์ประเภทนี้อยู่แล้ว ยังมีข้อดีอะไรอีกที่ทำให้รถยนต์ประเภทนี้เป็นที่บูมอย่างมากในหลายค่ายรถยนต์ จนเรียกได้ว่า ค่ายไหนไม่เปิดตัว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ล่ะก็จะจัดเป็นค่ายรถที่เอ้าท์เทรนด์ไปเลย 

plug-in-hybrid-charging-box

ทั้ง ๆ ที่ เรื่องของปั๊มไฟฟ้า หรือ จุดชาร์จอยู่ในขั้นของการกำลังติดตั้งให้ทั่วประเทศ ไม่เหมือนกับปั๊มน้ำมันที่เราสามารถหาเติ่มได้ทั่วประเทศ เรามาดูกันเลยดีกว่า ว่ารถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มีอะไรที่โดดเด่นกว่ารถน้ำมันบ้าง

1.ความประหยัด

ข้อดีข้อแรกของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid อันเป็นที่ประจักษ์ในสายตาของใครหลายคน ก็คือเรื่องของความประหยัดที่ดีจนใครหลายคนบอกว่า สามารถช่วยรถค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมันลงไปได้ เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เป็นการใช้เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าผสมกัน 

ผู้ขับสามารถเลือกได้ว่าจะขับรถยนต์ด้วยเครื่องยนต์ชนิดใด หรือจะเป็นการเลือกออโต้โดยรถยนต์ก็ได้ แต่โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ขับมักเลือกช้อยส์การขับเป็นตัวมอเตอร์ไฟฟ้าเสียมากกว่า เพราะนอกจากจะช่วยลดการเผาผลาญน้ำมันแล้ว ยังช่วยให้รถมีความเงียบกว่าการขับด้วยเครื่องยนต์สันดาป (เครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน) อีกด้วย

2.ช่วยลดมลพิษ

เรื่องถัดมาสำหรับสายรักษ์โลกต้องไม่พลาด เพราะรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid เน้นการใช้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตจากตัวมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน พูดได้ว่าตัวไฟฟ้าถือเป็นพลังงานบริสุทธิ์ปราศจากการเผาไหม้ที่จะส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม

ถึงอย่างนั้นก็มีคำกล่าวจากหลายฝ่ายว่า รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ยังมีการใช้เครื่องยนต์สันดาปที่ต้องเผาไหม้น้ำมันเพื่อผลิตแรงขับเคลื่อนอยู่ดี เช่นนั้นก็ไม่นับว่าเป็นการลดมลพิษหรือเปล่า แต่หากลองพิจารณาดูดีๆ นั้น แท้จริงแล้ว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ช่วยลดการปล่อยมลพิษได้พอสมควรเลย 

เนื่องจากโดยส่วนใหญ่ผู้ขับมักจะเลือกขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้ามากกว่าเครื่องยนต์อยู่แล้ว โดยเฉพาะตัวรถ รถ Plug-in-Hybrid ที่สามารถเติมไฟฟ้าจากการชาร์จข้างนอกได้ ไม่ต้องใช้การเก็บพลังงานจากแรงเบรคเหมือนรถ Hybrid จึงสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่า รถรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid สามารถช่วยลดมลพิษได้จริง

3.ช่วยลดการเสื่อมของเครื่องยนต์

อย่างที่ได้บอกไปแล้วในข้อข้างต้นว่าผู้ขับขี่รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มักจะนิยมใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลักมากกว่าการใช้เครื่องยนต์สันดาป นั่นจึงเป็นเหตุผลที่จะช่วยลดการเสื่อมของเครื่องยนต์สันดาปลงได้

เพราะการที่ใช้งานน้อยลง ย่อมหมายถึงความเสื่อมของสิ่งนั้นย่อมน้อยตามลงไป เรียกได้ว่าปัญหาที่มักเกิดกับเครื่องยนต์และต้องคอยเข้าศูนย์เพื่อซ่อมบำรุงอยู่บ่อยครั้งแบบนี้ จะลดน้อยลงไปทำให้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้หายไปด้วย 

แต่เมื่อใช้งานไปถึงปีที่ 6-10 แล้ว ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมอเตอร์ไฟฟ้าและซ่อมบำรุงเหล่านี้อาจมาแทนที่ ทว่าถึงจะมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง แต่ปัญหายิบย่อยที่มักเกิดกับเครื่องยนต์สันดาปก็หายไปเกือบจะ 100% ถ้านับเรื่องของการใช้งานและค่าซ่อมบำรุงระยะยาว รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จะมีความคุ้มกว่าแน่นอน

4.สมรรถนะที่ดี

มอเตอร์ไฟฟ้านั้นมีข้อดีที่เห็นได้ชัด นอกจากเรื่องของความเงียบที่จัดเป็นสมรรถนะหนึ่งที่รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมอบให้ไม่ได้แล้ว ตัวมอเตอร์ไฟฟ้าสามารถเร่งความเร็วได้ดีขึ้น ตอบสนองต่ออัตราเร่งที่ทันใจผู้ขับขี่ หรือพูดง่าย ๆ คือ ตอบสนองต่อการกดคันเร่งแทบจะทันที

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปผลิตพลังในการขับเคลื่อนนั้น ต้องใช้การเผาไหม้น้ำมันเสียก่อนจึงจะส่งกำลังได้ แต่มอเตอร์ไฟฟ้านั้นใช้เพียงไฟฟ้าที่กักเก็บอยู่ในแบตเตอรี่เพียงเท่านั้น ก็สามารถส่งกำลังในทันทีไม่มีสะดุด 

เราสามารถเห็นได้เลยว่า รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) ค่อนข้างชูจุดเด่นในเรื่องสมรรถนะและความเร็วเหล่านี้เป็นจุดขาย ซึ่งแน่นอนว่าหากมีกำลังเงินถึงใครหลายคนก็ต้องการครอบครองรถดังกล่าวเป็นแน่แท้ เพราะมันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้มอีก

5.ขับเคลื่อนได้ทั้ง 2 ระบบ

โดยคร่าว ๆ แล้ว การขับเคลื่อนรถ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid จะแบ่งออกเป็นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์สันดาป (เครื่องยนต์น้ำมัน) และมอเตอร์ไฟฟ้า โดยผู้ขับขี่สามารถเลือกเองได้ ยกเว้นในรถ Hybrid บางรุ่นที่จะบังคับให้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าก่อนจะสลับมาเป็นเครื่องยนต์สันดาปเมื่อแบตเตอรี่หมด

โดยการชาร์จไฟของมอเตอร์ไฟฟ้าในรถ รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ก็มีความแตกต่างกัน เพราะตัว Plug-in-Hybrid นั้นสามารถเลือกชาร์จไฟฟ้าได้จากภายนอกเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% (EV) เลย ขณะที่ตัว Hybrid จะใช้การปั่นแรงเบรคมาสะสมเป็นประจุไฟฟ้าภายในแบตเตอรี่ 

ฉะนั้นการเลือกเครื่องยนต์หรือมอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนจัดเป็นข้อดีสำหรับรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ที่ผู้ขับสามารถเลือกได้ดั่งใจว่าจะขับด้วยระบบไหน รวมถึงไม่ต้องกังวลในกรณีที่ใช้ไฟฟ้าล้วนเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถหาจุดเติมไฟฟ้าใกล้ ๆ ได้ อีกด้วย

สรุปแล้วข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แบบไหนที่คุ้มดีลที่สุด

หากให้สรุปตามความจริงแล้ว ตัวรถ Plug-in-Hybrid จะมีความคุ้มที่สุดในการซื้อ เพราะผู้ขับขี่สามารถเลือกที่จะชาร์จพลังงานไฟฟ้าจากภายนอกหรือไฟบ้านก็ได้ ไม่ต้องรอการสะสมแรงเบรคให้แบตเตอรี่เต็มเหมือนรถ Hybrid ที่ต้องใช้เวลามากกว่าการชาร์จ

แต่ทั้งนี้รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid ทั้งสองประเภท ก็มีข้อดีที่คุ้มดีลในตัวมันอยู่แล้ว ทั้งเรื่องของการประหยัดน้ำมันที่รถค่าใช้จ่ายประจำสัปดาห์ไปได้ ไหนจะเรื่องของการช่วยมลพิษที่ช่วยให้โลกน่าอยู่และลดการปล่อยควันพิษอันเป็นอันตรายต่อปอดของคนในประเทศได้อีก

นอกจากผู้ใช้เก่าที่ติดในเรื่องของสมรรถนะและข้อดีของรถ Plug-in-Hybrid / Hybrid แล้ว ยังมีกลุ่มผู้ใช้ใหม่หลายคนที่กำลังพิจารณาว่าจะซื้อรถยนต์เหล่านี้อยู่ ซึ่งกำลังชั่งใจว่าจะซื้อดีหรือไม่ 

หากคุณลังเลอยู่ล่ะก็ ลองดูเป็น รถ Plug-in-Hybrid / Hybrid มือสองดูก่อนไหม เพราะคุณจะได้ลองขับขี่และใช้จริงในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แถมรถมือสองสมัยนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะเก่า เพราะคนดูแลรถมักใช้งานอย่างดี ทำให้รถเหล่านี้ดูใหม่เสมอ 

อีกข้อที่น่าสนใจคือเรื่องราคาที่ไม่สูงเท่ามือหนึ่ง แต่ได้คุณภาพใกล้เคียงกัน ดังนั้นหากคุณยังไม่มั่นใจหรือพุ่งเป้าไปที่รถมือสองแล้วล่ะก็ ลองดูที่ Kaidee ที่ดีที่เดิมเลย

ผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

ผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

“ผ่อนคอนโด” เป็นหนึ่งใน Bucket list ที่หลายๆ คนตั้งใจไว้ โดยเฉพาะบรรดาหนุ่มสาววัยทำงานที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอย่างอิสระ สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวก รวมไปถึงการเลือกซื้อคอนโดใกล้ที่ทำงาน เพื่อจะได้มีเวลาส่วนตัวและยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น  

การผ่อนคอนโดไม่ว่าจะโครงการใหม่หรือผ่อนคอนโดมือสองยังตอบโจทย์ประโยคที่ว่า “ซื้อคุ้มกว่าเช่า” เพราะไหนๆ ต้องควักเงินจ่ายออกจากกระเป๋าแล้ว ก็ควรให้เงินนั้นรีเทิร์นกลับมาเป็นทรัพย์สินได้ด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาอย่างหนึ่งของการผ่อนคอนโดที่เราพบกันบ่อยๆ คือ “ผ่อนไม่ไหว” เนื่องจากคอนโดมีราคาค่อนข้างสูง ยิ่งถ้าอยู่ในทำเลดีๆ ใกล้รถไฟฟ้าราคาขายคอนโดเหล่านั้นจะกระโดดไปเป็นห้องละหลายๆ ล้านบาทเลยทีเดียว

ดังนั้นเพื่อไม่ให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประเมินศักยภาพของตัวเองก่อนตัดสินใจจองหรือซื้อคอนโด ทั้งในแง่รูปแบบการผ่อน แหล่งที่มาของรายได้ สภาพคล่องทางการเงิน รวมไปถึงวินัยการใช้จ่ายเงินที่จะส่งผลการต่อพิจารณาเงินกู้ของธนาคาร

ผ่อนคอนโด VS ผ่อนดาวน์คอนโด 

มีคนจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด คิดว่า “ผ่อนคอนโด” กับ “ผ่อนดาวน์คอนโด” เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในความจริงแล้วทั้งสองคำมีความแตกต่างกัน กล่าวคือ “ผ่อนคอนโด” ใช้กับการผ่อนคอนโดที่สร้างเสร็จแล้ว ได้ทั้งคอนโดมือหนึ่งและคอนโดมือสอง โดยผู้ซื้อส่วนใหญ่ (เกือบ 100%) ขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยจากธนาคารเพื่อนำเงินไปจ่ายเต็มจำนวนให้กับเจ้าของโครงการ (ไม่รวมเงินดาวน์ที่จ่ายไปก่อนหน้านั้นแล้ว) จากนั้นจึงทำการผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนให้กับธนาคารเป็นงวดๆ ไปจนครบ 

ส่วน “ผ่อนดาวน์คอนโด” ใช้กับโครงการที่เพิ่งเปิดตัว (Pre-sale) หรืออยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยผู้ซื้อทยอยส่งเงินดาวน์ (ไม่มีดอกเบี้ย) ให้กับเจ้าของโครงการตามเงื่อนไขที่กำหนด อาจเป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกเดือน หรือมีบางงวดจ่ายเป็นเงินก้อนใหญ่ก็ได้ (เรียกว่างวดบอลลูน)

ยอดเงินดาวน์สำหรับผ่อนนั้นคิดจากราคาขายคอนโดประมาณ 5-10% ส่วนระยะการผ่อนดาวน์ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการก่อสร้างแล้วเสร็จ ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดระยะเวลาที่ 1-3 ปี ทำให้เงินผ่อนแต่ละงวดไม่สูงมาก อาจอยู่ที่หลักพันต้นๆ ก็เคยมีปรากฏมาแล้ว เช่น คอนโดขายอยู่ที่ 1 ล้านบาท คิดเงินดาวน์ 5% เท่ากับ 50,000 บาท ระยะผ่อนเท่าๆ กัน 24 งวด เท่ากับว่าเราผ่อนดาวน์คอนโดเดือนละ 2,083.33 บาทเท่านั้น 

ภายหลังจากผ่อนดาวน์คอนโดเรียบร้อยพร้อมกับคอนโดสร้างเสร็จแล้ว ผู้ซื้อต้องทำการขอสินเชื่อกับธนาคารอีกครั้ง เพื่อจ่ายส่วนที่เหลือให้กับเจ้าของโครงการ (จากตัวอย่างเราต้องจ่ายให้เจ้าของโครงการอีก 950,000 บาท) และผ่อนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยคืนธนาคารตามแบบ “ผ่อนคอนโด” ข้างต้น  

เช็คฐานะทางการเงินเพื่อให้การผ่อนคอนโดไม่หนักเกินไป

ถึงหลายคนจะมีตัวเลขการผ่อนในใจ เช่น อยากผ่อนคอนโดเดือนละ 3,000 บาท แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถผ่อนได้ตลอดรอดฝั่ง หรือผ่อนได้แต่ชีวิตไม่มีความสุขเหมือนเดิม ซึ่งเราสามารถเช็คความพร้อมล่วงหน้าได้โดยใช้สูตรมาตรฐานเดียวกับธนาคารที่ใช้ปล่อยวงเงินกู้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ความสามารถในการผ่อนต่อเดือน 

แม้บางธนาคารจะประเมินความสามารถในการผ่อนชำระหนี้สินให้ได้สูงสุดถึง 70% ของรายได้ต่อเดือนของลูกหนี้ แต่ก็นับเป็นตัวเลขที่สูงและอาจทำให้การใช้จ่ายในชีวิตประจำวันขัดสนได้ โดยเฉพาะกับคนที่มีรายได้จากงานประจำเพียงอย่างเดียว 

ดังนั้น เพื่อให้การผ่อนคอนโดสบายขึ้น และไม่เหนื่อยกับการก้มหน้าก้มตาสะสมเงินจนเกินไป ธนาคารจึงกำหนดเรทความสามารถในการผ่อนชำระลงเหลืออยู่ที่ 35-40% จากนั้นนำมาลบกับหนี้สินที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต ค่าผ่อนรถ ค่าใช้จ่ายจิปาถะในการดำรงชีวิต และคำนวนเป็นสูตรง่ายๆ ดังนี้

 เงินเดือน X 40% – หนี้สินที่มีอยู่ = ความสามารถในการผ่อนแต่ละเดือน 

ตัวอย่างเช่น เรามีเงินเดือน 30,000 บาท หนี้บัตรเครดิตและค่าใช้จ่ายทั่วไป 5,000 บาท ดังนั้นความสามารถในการผ่อนคอนโดแบบสบายๆ ไม่เป็นภาระเกินหนักจะเท่ากับ 7,000 บาทต่อเดือน (30,000 บาท X 40% – 5,000 บาท = 7,000 บาท)  ในกรณีเดียวกัน หากใครไม่มีภาระหนี้สินใดๆ ก็จะผ่อนคอนโดได้มากขึ้นเป็น 12,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะส่งผลดีต่อการผ่อนในระยะยาวได้ด้วย

ราคาคอนโดที่ผ่อนซื้อได้

นอกจากเช็ครายได้และหนี้สิ้นเพื่อดูความสามารถในการชำระเงินกู้แล้ว อีกหนึ่งสูตรที่ใช้ตรวจสอบความพร้อมของตัวเองก็คือการหาว่าฐานเงินเดือนของเราสามารถซื้อคอนโดมูลค่าเท่าไร โดยส่วนใหญ่ธนาคารจะให้วงเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยประมาณ 50 เท่าของฐานเดือนเงินหรือรายได้สุทธิที่เท่ากับสูตร

เงินเดือนหรือรายได้สุทธิ X 50 = ราคาคอนโดที่กู้เงินซื้อได้

ในกรณีนี้หากเรามีเงินเดือน 30,000 บาท ยอดเงินสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ธนาคารจะปล่อยให้คือ 1,500,000 บาทนั่นเอง 

อย่างไรก็ตาม จำนวน 50 เท่าของฐานเงินเดือนนี้เป็นเพียงค่าเฉลี่ยทั่วไป หากใครเป็นลูกค้าประจำธนาคารที่มีประวัติการชำระหนี้ดี มีเครดิตดี หรือมีหลักฐานแสดงความมั่นคงในอาชีพการงาน ธนาคารอาจให้วงเงินสินเชื่อมากกว่านี้ได้เช่นกัน 

นอกจากนี้ยังอาจใช้สูตร “ผ่อนล้านละ 7,000” เพื่อเช็คราคาคอนโดที่เราสามารถขอวงเงินสินเชื่อได้ ซึ่งเป็นตัวเลขเฉลี่ยที่ธนาคารคำนวนมาเรียบร้อยแล้วว่าหากผ่อนคอนโดเดือนละเท่านี้จะไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตในส่วนอื่นๆ โดยคำนวนจาก

(ความสามารถในการผ่อนคอนโดต่อเดือน X 1,000,000) ÷ 7,000 = วงเงินกู้สูงสุด

จากตัวอย่างที่ผ่านมา หากความสามารถในการผ่อนของเรามีภาระหนี้เพียงคอนโดอย่างเดียวจะเท่ากับ 12,000 บาทต่อเดือน ดังนั้นวงเงินกู้ซื้อคอนโดราคาสูงสุดจะมีมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านบาท 

รายได้เท่านี้ ผ่อนคอนโดเดือนละเท่าไรดี

จากสูตรคำนวนการผ่อนคอนโด และหาราคาคอนโดที่เหมาะสมข้างต้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายได้จริงเราพอสรุปได้ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ

กลุ่มพนักงานปฏิบัติการ หรือ Junior Level 

กลุ่มนี้จะมีฐานเงินเดือนประมาณ 15,000 – 30,000 บาท จึงเหมาะกับคอนโดที่มูลค่าไม่สูง เช่น คอนโดมือสอง หรือคอนโดไซส์ห้องสตูดิโอ 20-30 ตารางเมตร ที่ราคาต่อตารางเมตรไม่เกิน 50,000 บาท โดยจะผ่อนเริ่มต้นที่ 6,000 – 12,000 บาทต่อเดือน  

กลุ่มหัวหน้างานหรือพนักงานระดับ Senoir 

ขยับฐานเงินเดือนเพิ่มขึ้นสำหรับคนทำงานกลุ่มนี้จะอยู่ที่ 35,000 – 60,000 บาท ความสามารถในการผ่อนต่อเดือนก็สูงขึ้นมาที่ 14,000 – 24,000 บาท ส่งผลให้มีโอกาสเป็นเจ้าของคอนโดทำเลดีๆ หรือซื้อห้องที่ขนาดใหญ่ขึ้นได้ ในราคาสูงสุดถึง 3.5 ล้านบาท 

กลุ่มผู้บริหารระดับกลางหรือผู้จัดการ

รายได้ของกลุ่มนี้เริ่มต้นที่ 60,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ทำให้มีกำลังซื้อสูงพอที่จะมองหาคอนโดติดรถไฟฟ้า หรือคอนโดที่อยู่ใจกลางเมืองได้อย่างสบาย สนนราคาต่อห้องตั้งแต่ 3 ล้านกลางๆ จนถึง 5 ล้านปลายๆ ส่วนอัตราการผ่อนต่อเดือนนั้นจะอยู่ประมาณ 24,000 – 40,000 บาท

กลุ่มผู้บริหารระดับสูง CEO หรือเจ้าของธุรกิจ

ถือเป็นกลุ่ม Top Level ที่มีสถานะทางการเงินมั่นคง ด้วยเงินเดือนตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป ทำให้มีอิสรภาพมากพอที่จะเลือกคอนโดที่ชอบบนทำเลที่ใช่ได้ตามต้องการ โดยคนกลุ่มนี้สามารถซื้อคอนโดที่มีมูลค่ามากกว่า 5 ล้าน และเริ่มผ่อนสบายๆ ที่ 40,000 บาทต่อเดือนเป็นต้นไป

ตัวอย่างคอนโดย่านมีนบุรี “The Origin Ram 209 Interchange” ราคาเริ่มต้นล้านนิดๆ
เหมาะสำหรับคนทำงานรายได้ในระดับ Junior

สรุปผ่อนคอนโดอย่างไรไม่ให้เป็นภาระหนักเกินไป

การตัดสินใจซื้อและผ่อนคอนโดเป็นเรื่องที่ต้องวางแผนการเงินให้ดี เพราะเป็นหนี้ระยะยาวที่ต้องอาศัยทั้งกำลังกายในการทำงานหารายได้เข้ามาเพื่อจ่ายค่างวดในแต่ละเดือน และกำลังใจที่จะฟันผ่าอุปสรรคระหว่างทาง รวมไปถึงวินัยทางการเงินที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการนำพาให้เราเป็นเจ้าของคอนโดได้อย่างแท้จริง

หากใครยังไม่แน่ใจว่าตัวเองจะผ่อนคอนโดได้หรือไม่ ลองใช้สูตรคำนวนในบทความนี้เป็นเครื่องมือพิจารณา และเมื่อตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะผ่อนคอนโดแล้วก็สามารถเข้ามาค้นหาคอนโดราคาดีๆ กับเว็บ Kaidee Property กันได้เลย 

4 คอนโดพญาไท เอาใจนักศึกษา

4 คอนโดพญาไท เอาใจนักศึกษา

หากพูดถึงคอนโดที่ทำเลดี ใจกลางเมือง ใกล้ศูนย์รวมแหล่งช้อปปิ้ง และใกล้สถานศึกษาชั้นนำแล้ว คงหนีไม่พ้นคอนโดพญาไท เพราะด้วยความที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินทางสะดวก และเป็นแหล่งของกินนั้นทำให้มี คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นต์ และสถานที่ราชการ ตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ Demand ของคอนโดพญาไทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

ส่วนความเป็นมาของย่านพญาไทอันเก่าแก่นั้นสามารถนับย้อนไปถึง พ.ศ.2509 หรือปี ค.ศ. 1966 กันเลยทีเดียว โดยย่านนี้ถูกตั้งชื่อตามพระราชวังพญาไทสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง 

3 เหตุผลว่าทำไมคอนโดพญาไทถึงเหมาะกับนักศึกษา

เมื่อความต้องการของคอนโดพญาไทกำลังพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เราจะมาดูกันว่าทำไมคอนโดพญาไทถึงเหมาะกับนักเรียน และนิสิตนักศึกษา

1.การเดินทางสะดวก

ย่านพญาไทนั้นถือว่าเป็นย่านศูนย์รวมการคมนาคมเลยก็ว่าได้ เพราะมีทั้ง BTS และ Airport Rail Link ที่สามารถเชื่อมต่อไปได้ทุกมุมเมือง แถมยังสามารถเดินทางต่อไปที่ MRT ณ สถานี BTS อโศกได้อีกด้วย

BTS ที่ว่านี้จะเป็น BTS สายสุขุมวิทหรือสายสีเขียวเข้ม นับเป็นสายรถไฟฟ้าเส้นทางหลักของกรุงเทพมหานคร เนื่องจากเชื่อมต่อ ถนนสุขุมวิท ถนนพหลโยธิน และ ถนนเพลินจิตเข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ปัจจุบันยังเปิดให้บริการแล้วครบทุกสถานีโดยพาดผ่าน 3 จังหวัด ตั้งแต่ ปทุมธานี กรุงเทพ จนถึง สมุทรปราการ เป็นระยะทางกว่า 70 กิโลเมตร 

ยิ่งไปกว่านั้น BTS สายสุขุมวิทนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับสายสีลมได้ที่สถานีสยามอีกด้วย โดยที่สายสีลมจะไปสิ้นสุดที่บางหว้า

ในส่วนของ Airport Rail Link นั้นทำให้เราสามารถเดินทางต่อเดียวถึงสนามบินสุวรรณภูมิได้ในเพียง 30 นาที จึงทำให้คอนโดพญาไทนั้นสะดวกสำหรับนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่มาจากต่างจังหวัดด้วย เพราะลงจากเครื่องมาก็นั่ง Airport Rail Link เข้าคอนโดได้เลย

2. ใกล้สถานศึกษาทั้งมัธยมและมหาวิทยาลัยชั้นนำ

อีกปัจจัยหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้คือคอนโดพญาไทนั้นอยู่ใกล้สถานศึกษามาก ๆ ! เริ่มกันที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาซึ่งห่างจาก BTS พญาไทเพียง 2 สถานีเท่านั้น โรงเรียนนี้เป็นโรงเรียนระดับม.ปลายแบบสหศึกษาแห่งแรกของไทยที่มาประวัติยาวนานมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2480 

โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษานั้นมีชื่อในด้านที่มีนักเรียนประสบความสำเร็จทางด้านวิชาการมากมาย อีกทั้งทางโรงเรียนได้มีหลักสูตรที่หลากหลายเพื่อรองรับความสนใจในด้านต่าง ๆ ของนักเรียนอีกด้วย เช่น วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์, ภาษา-คณิตศาสตร์ และ ภาษา-ภาษา ซึ่งสามารถเลือกได้ 6 ภาษา คือ

ภาษาฝรั่งเศส, ภาษาเยอรมัน, ภาษาญี่ปุ่น, ภาษาสเปน, ภาษาจีน และ ภาษาเกาหลี 

มาต่อกันที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ที่มีประวัติยาวนานไม่แพ้กันเนื่องจากก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ.2469 ซึ่งในปัจจุบันได้จัดการเรียนการสอนแบบสองภาษาและได้รับรองว่าเป็นโรงเรียนที่มีมาตรฐานของโรงเรียนแห่งการคิดที่แรกและที่เดียวในไทยอีกด้วย โรงเรียนแห่งนี้ใช้เวลาเดินจาก BTS พญาไทเพียง 10 นาที เท่านั้น หากว่าอยู่คอนโดพญาไทด้วยแล้ว จะยิ่งใกล้และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น 

พูดถึงโรงเรียนไปแล้ว ไม่พูดถึงมหาวิทยาลัยก็คงไม่ได้ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” นับเป็นอีกหนึ่งสถานศึกษาที่อยู่ใกล้คอนโดย่านพญาไทมาก เพียงแค่นั่ง BTS มา 2 สถานีเท่านั้น

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และในแต่ละปีนั้นมีนักเรียนสนใจเข้าศึกษาเป็นจำนวนมาก โดยผลโพลยังพบอีกว่านักเรียนส่วนใหญ่ที่ทำคะแนนรวมได้สูงนั้นจะเลือกเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้นั่นเอง

ในปัจจุบัน จุฬาฯ เปิดสอนครอบคลุมหลายสาขาตั้งแต่ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ 

โดยสรุปแล้วการที่มีสถานศึกษาชั้นนำอยู่ใกล้ ๆ คอนโดพญาไทนั้นทำให้คอนโดในย่านนี้เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการซื้อเพื่ออยู่อาศัยหรือลงทุนนั่นเอง

3.แหล่งของกิน

แน่นอนว่าอีกเหตุผลหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้คือเรื่องของกิน เนื่องจากพญาไทมีผู้อยู่อาศัยพอสมควรจึงทำให้ร้านอาหารต่าง ๆ ทยอยเข้ามาเปิดเป็นทิวแถว วันนี้ Kaidee จะยกตัวอย่างสัก  2 ร้านให้พอหอมปากหอมคอ

‘ร้านพี่อ้อ’ โด่งดังมานับสิบปี จากเมนูเด็ด “ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมันกุ้งน้ำข้น หมูคุโรบูตะไข่ต้ม” หากเราชอบกุ้งเป็นพิเศษ พี่อ้อเองก็มีเมนูแบบ Exclusive ที่เอากุ้ง Lobster ตัวโต ๆ มาใส่ในก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย 

ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมันกุ้งน้ำข้น หมูคุโรบูตะไข่ต้ม
ขอขอบคุณภาพจากร้านพี่อ้อ

ร้านอ้วนกิ่งเพชร

ร้านขายขนมปังปิ้งและเครื่องดื่มที่มีความพิเศษคือ เครื่องดื่มจะใช้นมสดส่งตรงจากสหกรณ์โคนมที่ราชบุรี ซึ่ง Kaidee คิดว่านี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ร้านอยู่มานานกว่า 40 ปี มาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากนี้ ขนมปังปิ้งจะปิ้งด้วยเตาถ่านเรียกได้ว่า Back to Basic สุด ๆ

ขนมปังปิ้งเตาถ่าน
ขอขอบคุณภาพจากร้านอ้วนกิ่งเพชร

ส่อง “คอนโดพญาไท” ราคาดีสำหรับนักศึกษา

1.Ideo Mobi Phayathai

ห่างจาก BTS พญาไท 350 เมตร

ราคาเช่า 15,000 – 20,000 บาท/เดือน (ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง)

Ideo Mobi Phayathai
ขอขอบคุณภาพจาก Terrabkk

ด้วยความที่โครงการ Sold Out หมดแล้ว จึงทำให้ปัจจุบันคอนโดนี้จะเป็นรูปแบบปล่อยเช่า หรือ Re-Sale มากกว่า ตัวโครงการจะตั้งอยู่บนถนนศรีอยุธยา และเลยไปไม่ไกลจะเป็นแยกพญาไทที่เชื่อมถนนจตุรทิศ ถนนพญาไท และถนนศรีอยุธยา เข้าไว้ด้วยกัน ทำให้คนที่มีรถยนต์ส่วนตัวจะเดินทางสะดวกสบายเป็นอย่างมาก 

ใต้ตัวตึกจะมีร้านสะดวกซื้อ MaxValu ที่มีทั้งผัก ผลไม้ อาหารแช่แข็ง และขนมต่าง ๆ ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องมื้อดึกเลย นอกจากนี้ ใกล้ ๆ คอนโดยังมีร้านอาหารสไตล์จีนไหหลำในตำนานอย่างร้าน “ไชยโรจน์” ทำให้ไม่ต้องเดินไปไหนไกลก็อิ่มท้องได้ทุกมื้อ

นอกจากนี้ ในฝั่งตรงกันข้ามของถนน จะมีตึกสำนักงานที่เป็นที่รู้จักกันดีอย่าง CP Tower ทำให้ไม่ว่าจะเช่าไว้อยู่ใกล้ที่ทำงาน หรือเช่าไว้ให้ลูกเรียนหนังสือก็ถือว่าคุ้มค่าในเรื่องของทำเลเป็นที่สุด

2. Park Origin Phayathai

ห่างจาก BTS พญาไท 300 เมตร

สถานะ: อยู่ระหว่างการก่อสร้าง

Park Origin Phayathai

นับว่าเป็นคอนโดที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์แหวกแนวอย่าง Vertical Garden หรือ สวนแนวตั้ง เพื่อให้ห้องทุกชั้นสามารถเข้าถึงพื้นที่สีเขียวได้ นอกจากนี้ทางโครงการยังผสมผสานเทคโนโยีกับการใช้ชีวิตได้อย่างลงตัวด้วยการใช้ระบบ Home Automation, Energy Control, Smart Mirror และ Digital Door Lock

สำหรับคอนโดพญาไทโครงการนี้มาจากแบรนด์ Park Origin ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับไฮเอนด์จาก Origin นั่นเองค่ะ โดยโครงการนี้ตั้งอยู่บนถนนพญาไท ซึ่งสามารถขับรถมุ่งเข้าสู่ใจกลางเมืองอย่างสยามได้ภายในไม่กี่นาที อีกทั้งในบริเวณที่ตั้งของโครงการนี้ยังรายล้อมไปด้วยโรงพยาบาลและสถานที่สำคัญทางราชการต่าง ๆ

ในส่วนของ Facility ก็จัดเต็มอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วย Cascade Pool, Healing Terrace, Starry Sky Lounge, Double Volume Sky Lounge, และ Mini Theatre 

3. The Address Phayathai

ห่างจาก BTS พญาไท 450 เมตร

ราคาเช่า 25,000 – 30,000 บาท/เดือน (ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง)

The Address Phayathai
ขอขอบคุณรูปภาพจาก Hipflat

The Address Phtayathai คอนโดพญาไทแบบ High Rise ทั้งหมด 35 ชั้น ตั้งอยู่ที่ถนนศรีอยุธยา คอนโดนี้เหมาะสำหรับคนที่รักความเป็นส่วนตัวเนื่องจากออกแบบผังอาคารให้มีเพียง 4 ห้อง ต่อ 1 ชั้น จึงมั่นใจได้ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณจะไม่ถูกรบกวน สามารถพักผ่อนได้อย่างสบายใจและไร้กังวล

การออกแบบที่เน้นความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้พักอาศัย เพราะมีเพียง 152 ห้องจากทั้งหมด 35 ชั้น

รูปแบบของห้องจะมี 3 รูปแบบคือ 1 ห้องนอน (38.71 – 52.03 ตร.ม.), 2 ห้องนอน (61.01 – 65.36 ตร.ม.),

3 ห้องนอน (102.46 – 141.29 ตร.ม.)

4. Ideo Q Phayathai

ห่างจาก BTS พญาไท 350 เมตร

ราคาเช่า 20,000 – 25,000 บาท/เดือน (ขึ้นอยู่กับขนาดห้อง)

Ideo Q Phayathai
ขอขอบคุณภาพจาก Homenayoo

Ideo Q Phayathai คอนโดพญาไทแบบ High Rise ทั้งหมด 38 ชั้น ที่ตั้งอยู่บนถนนพญาไท และสามารถเข้าถึงได้จากถนน 2 สายคือ จากถนนเพชรบุรี และถนนศรีอยุธยา

โครงการนี้มีห้องทั้งหมด 476 ห้อง และมี 3 แบบให้เลือกคือ 1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน และ Duplex ขนาดตั้งแต่ 35-61.00 ตร.ม. 

ใครที่รักการจิบกาแฟ คอนโดเหมาะเป็นอย่างมากเพราะด้วยความที่มี Starbucks อยู่ใต้ตัวตึก จึงทำให้ไม่ว่าจะมานั่งจิบเครื่องดื่มหรืออ่านหนังสือก็จะได้รับบรรยากาศชิลๆ ของคาเฟ่ไปด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวกในคอนโดพญาไทแห่งนี้ก็พร้อมสรรพ ไม่ว่าจะเป็น  Business Center, Aerobic Room, Children’s Room, Swimming Pool แถมยังหายห่วงเรื่องความปลอดภัยเพราะที่นี่ใช้ระบบของ  Access Card Control 

สรุปท้ายบทความคอนโดพญาไทเอาใจนักศึกษา

เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ 4 คอนโดพญาไทเอาใจนักศึกษา ที่ทั้งทำเลดีและ Facility ครบครัน คอนโดดีๆ แบบนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้วะนะคะนอกจากที่ Kaidee  หากสนใจซื้อคอนโดพญาไทแล้วล่ะก็ คลิกเข้ามาดูก่อนได้ที่นี่เลยนะคะ

เลือกสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ฉบับอัปเดตล่าสุด

เลือกสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ฉบับอัปเดตล่าสุด

เลือกสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ยังไงให้ปัง? จะเลือกชอปกระเป๋าสักใบ ต้องดูอะไรบ้างน้า หลายคนอาจจะเลือกยี่ห้อ ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน แต่สำหรับสายมูอย่างเรา แค่นั้นไม่พอค่ะ ของแบบนี้ต้องเลือกสีให้เสริมกับดวงแต่ละด้านด้วย เพราะฉะนั้นเราเลยต้องมีการเลือกสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ฉบับอัปเดตล่าสุดกันสักหน่อย ไปตามเช็กกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าคนเกิดวันไหนต้องใช้กระเป๋าสีอะไรถึงจะเป๊ะปัง

รวมสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 เกิดวันไหน ใช้สีอะไรถึงจะปัง?

เหล่าบรรดาสายมู ไม่ว่าจะเกิดวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ หรือ อาทิตย์ มารวมตัวกันตรงนี้ได้เลยค่ะ เรามาดูกันดีกว่า ว่าวันไหนควรใช้กระเป๋าสีอะไรเพื่อเสริมโชคลาภในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านอำนาจบารมี โชคลาภ และเงินทอง 

ไปดูกันเลยดีกว่า ว่าจะเลือกสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ยังไงให้เหมาะกับคุณ

วันจันทร์

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันจันทร์

สีเสริมโชคลาภ:

สีม่วง  สีน้ำตาลเข้ม  สีดำ

กระเป๋าแนะนำ:

Prada Cleo Brushed Leather Shoulder Bag

ขอแนะนำเป็นกระเป๋าใบเล็ก ๆ สะพายง่าย น่าเอ็นดู เข้าได้กับทุกลุคอย่าง Prada Cleo Brushed Leather Shoulder Bag จะถือหรือสะพายก็แมชทุกลุค ไม่เชื่อลองสอยไปลองแต่งเพลิน ๆ ยิ่งสอยเป็นสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 รับรองว่ายิ่งเลิศ

ราคาประมาณ 59,000 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีเหลืองเข้ม สีแสด สีทอง สีส้ม

กระเป๋าแนะนำ:

Tory Burch Miller Metal-logo Slouchy Hobo

กระเป๋าถือหนังสีส้มอมน้ำตาลที่มีความเหมาะกับลุค working woman จะถือเข้าออฟฟิศเก๋ ๆ หรือไปเดินเล่นในวันพักผ่อนก็เหมาะ แถมยังจุของได้เยอะด้วย 

ราคาประมาณ 23,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:

สีเหลือง  สีเทา  สีเขียว สีเหลืองอ่อน สีขาว

กระเป๋าแนะนำ:

Alexander McQueen Jeweled Satchel สีขาว

ใครชอบความขาวคลีน ใส่ได้ตั้งแต่ลุคหรูหราออกงานจนถึงไปนั่งจิบกาแฟชิล ๆ ที่คาเฟ่ต้องใบนี้เลยค่ะ จะใส่เป็น Shoulder bag คล้องไหล่ สะพายข้าง มาพร้อมกับดีเทลหัวกระโหลกเล็ก ๆ เพิ่มความเก๋ไก๋ ให้ดูชิค ไม่จืดจนเกินไป 

ราคาประมาณ 57,000 บาท

วันอังคาร

สีกระเป๋าตามวันเกิด อังคาร

สีเสริมโชคลาภ:  

สีเหลืองเข้ม สีส้ม สีทอง สีแสด 

กระเป๋าแนะนำ:

Off-White Orange Arrows Tote Bag สีส้ม

เอาใจสายสตรีทแฟชันกับ Tote bag ใบใหญ่ใส่ของได้แบบจัดเต็ม ใช้ได้ทั้งคุณผู้หญิงและคุณผู้ชาย แนะนำว่าถ้าใครชอบแแต่งตัวเท่ ๆ คูล ๆ และมองหากระเป๋าสวย ๆ ไม่เหมือนใคร สอยไปเก็บไว้สักใบก็เป็นความคิดที่ดีนะคะ

ราคาประมาณ 9,700 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีเทาเข้ม

กระเป๋าแนะนำ:

Balenciaga small Neo Classic City tote bag

กระเป๋าหนังสีเทากันตายที่ได้ทั้งลุคทางการและลุคสบาย ๆ เหมาะกับคนที่มองหากระเป๋าเรียบ ๆ ตัวดีไซน์เน้นความเรียบง่ายให้เข้าลุคของสาวทันสมัย 

ราคาประมาณ 77,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:  

สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ สีโอลด์โรส สีชมพู 

กระเป๋าแนะนำ:

Bottega Veneta The Chain Cassette shoulder bag สีม่วง

กระเป๋าหนังแท้ที่ดูนุ่มนิ่ม มาพร้อมสีพาสเมลม่วง สีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ของคนที่เกิดวันอังคารและอยากเสริมบารมี ให้ความละมุนละไม เหมาะใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ใครที่ชอบกระเป๋าน่ารักมุ้งมิ้ง มีความเข้ากับวัยรุ่น ขอแนะนำใบนี้เลยค่ะ รับรองว่าถูกใจแน่นอน สีม่วงกำลังมาเลยนะคะ รีบสอยกันดีกว่า

ราคาประมาณ 136,000 บาท

วันพุธ (กลางวัน)

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันพุธกลางวัน

สีเสริมโชคลาภ: 

สีเทาเข้ม 

กระเป๋าแนะนำ:

Givenchy  Grey Grained Small Antigona Bag สีเทา

กระเป๋าสะพายใบขนาดพอเหมาะ ไม่เล็กหรือใหญ่จนเกินงาม ทำจากหนังแกะ เมดอินอิตาลี ถือแล้วเพิ่มความพรีเมียมให้ลุคของคุณได้เป็นอย่างดี 

ราคาประมาณ 72,000 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีคราม สีฟ้า   สีน้ำเงิน 

กระเป๋าแนะนำ:

Christian Dior Trotter Saddle Handbag Pouch Navy

กระเป๋ารูปทรงตัวยูขนาดกะทัดรัดสไตล์วินเทจ ความเก๋คือการผสมผสานสีระหว่างสีน้ำเงิน ขาวและสัญลักษณ์ CD ได้แบบลงตัว เหมาะกับลุคสบาย ๆ แค่สบายกระเป๋าใบนี้ก็ดูชิคขึ้นมาได้ไม่ยาก แนะนำว่าต้องมีจริง ๆ ค่ะ

ราคาประมาณ 114,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:

สีเขียว  สีเหลืองเข้ม  สีแสด สีส้ม สีทอง  

กระเป๋าแนะนำ:

Marc Jacobs Snapshot Cane Bag

กระเป๋าสะพายข้างรุ่นฮฺตของ MARC JACOBS ที่มาในลวดลายเก๋ ๆ ชิค ๆ สีน้ำตาลทอง ใครชอบกระเป๋าที่มีลวดลายไว้แมชกับเสื้อผ้าเรียบ ๆ มินิมอล ๆ ก็ลองดูเป็นตัวเลือกได้เลยค่ะ 

ราคาประมาณ 15,000 บาท

วันพุธ (กลางคืน)

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันพุธกลางคืน

สีเสริมโชคลาภ:

สีขาว สีเทา สีเหลืองอ่อน 

กระเป๋าแนะนำ:

CHANEL White Sequin Classic New Mini Flap Bag

เอาใจสาวหวานกับ Chanel White Sequin Classic New Mini Flap Bag ขนฟุ้ง ๆ บวกกับสีขาวนุ่มนวลที่เข้ากันได้กับเสื้อผ้าแทบทุกโทนสี สายหวานมุ้งมิ้ง ชอบอะไรน่ารัก ๆ ต้องใบนี้ค่ะ

ราคาประมาณ 163,000 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีชมพู สีโอลด์โรส   

กระเป๋าแนะนำ:

JACQUEMUS Pink ‘Le Grand Chiquito’ Bag

มองหากระเป๋าสีชมพูสดใสสักใบ ทางเราขอแนะนำเป็น JACQUEMUS Pink ‘Le Grand Chiquito’ Bag กระเป๋าใบกะทัดรัด สามารถถอดสายได้ สายแฟชอบแต่งตัว อยากได้กระเป๋าสีชมพูช็อกกิงพิงค์สักใบ 

ราคาประมาณ 26,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:

สีแดง  สีเทาเข้ม 

กระเป๋าแนะนำ:

Versace La Medusa Medium Handbag 

กระเป๋าหรูหราสีแดงสไตล์วินเทจ เพิ่มความปังด้วยดีเทลสีทองของห่วงต่าง ๆ และมีหัวเมดูซ่าประดับ ขอบอกว่าใบนี้สวยมาก ๆ คนเลิฟสีแดงต้องตำสถานเดียวค่ะ

ราคาประมาณ 83,500 บาท

วันพฤหัสบดี

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันพฤหัส

สีเสริมโชคลาภ:

สีแดง

กระเป๋าแนะนำ:

Off-White Medium Logo-Print Box Bag

กระเป๋าสุดเท่สำหรับสาวที่เลิฟสตรีทแฟชันเป็นชีวิตจิตใจ เห็นแล้วต้องตกหลุมรักแน่นอนกับ Off-White Medium Logo-Print Box Bag

ราคาประมาณ 40,000 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีขาว สีเทา สีเหลืองอ่อน 

กระเป๋าแนะนำ:

CHLOÉ Yellow Croc Drew Bag

กระเป๋าหนังลูกวัวสีเหลืองอ่อนแบบ cross-body ขนาดกำลังพอดี ไม่ใหญ่จนเกินไป เน้นใช้วันสบาย ๆ ลุคเบา ๆ 

ราคาประมาณ 66,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:  

สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเหลืองเข้ม สีส้ม สีทอง สีแสด  

กระเป๋าแนะนำ:

ALEXANDER WANG Blue Small Ryan Bag

Alexander Wang ไม่เคยทำให้ผิดหวังในเรื่องความชิคอยู่แล้ว กระเป๋า Alexander Wang Blur Small Ryan Bag ตัวนี้มาในสี Baby blue สีฟ้าพาสเทล ตัวเนื้อผ้าเป็นซาตินนุ่มลื่น สายคล้องกระเป๋าเป็นหนังลูกวัวทนทาน

ราคาประมาณ 16,000 บาท

วันศุกร์

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันศุกร์

สีเสริมโชคลาภ:

สีชมพู สีโอลด์โรส

กระเป๋าแนะนำ:

Kate Moss Saint Laurent Sac De Jour Handbag

กระเป๋าถือสีชมพูโอลด์โรสที่แสนจะละมุนละไม ทำจากหนังแท้ สวยงามเข้าได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะลุคหวาน ๆ ในวันธรรมดา หรือลุค Business woman 

ราคาประมาณ 105,000 บาท 

สีเสริมเงินทอง: 

สีเขียว

กระเป๋าแนะนำ:

MARNI Green & Blue Small Soft Museo Tote

กระเป๋าหนังลูกวัวสีเขียวเข้มในดีไซน์แสนจะมินิมอล ตัวกระเป๋าเป็นลักษณ์ Tote bag จุของได้เยอะ ใครชอบแต่งตัวแนวคลีน ๆ มินิมอล หรือสายสตรีทแฟชัน มีติดตัวสักใบน่าจะเลิศไม่เบา

ราคาประมาณ 32,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:

สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน สีเหลือง สีเหลืองอ่อน สีขาว สีเทา     

กระเป๋าแนะนำ:

Stella McCartney Mini Falabella Tote

กระเป๋าทรงคุ้นหน้าคุ้นตาสีเทา ดูเรียบง่าย แต่ใช้ได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ มีใบเดียวคุ้ม แถมยังใส่ของได้เยอะอีกด้วย 

ราคาประมาณ 34,000 บาท

วันเสาร์

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันเสาร์

สีเสริมโชคลาภ:

สีคราม สีฟ้า สีน้ำเงิน

กระเป๋าแนะนำ:

Saint Laurent Medium Cassandra Monogram Calfskin Envelope Bag

กระเป๋า Tote bag สีน้ำเงินเข้ม ตัดกับโลโก้ YSL ยอดนิยมสีทอง ให้ความรู้สึกหรูหราและเรียบง่าย หยิบมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน บอกเลยว่าสีน้ำเงินเข้มเขากำลังมา ไปตามหามาจับจองเป็นเจ้าของสักใบก็ดีนะคะ

ราคาประมาณ 80,000 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีแดง

กระเป๋าแนะนำ:

Gucci GG Marmont mini bag

Gucci แบรนด์กระเป๋าในฝันของใครหลายคน ลวดลายหนังเชฟรอน สีแดงสวย เรียกได้ว่ารุ่นนี้เป็นรุ่นที่อาจจะได้เห็นกันบ่อย เพราะฮอตมาก ไอเทมในฝันของสาว ๆ หลายคนเลยทีเดียว

ราคาประมาณ 65,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:

สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ  สีเทาเข้ม

กระเป๋าแนะนำ:

Chanel Boy 

อีกหนึ่งตำนานที่หาใครล้มได้ยากก็คงต้องยกให้ Chanel Boy ลูกรักลูกในฝันของหลาย ๆ คน มีทั้งแบบหนังแกะ หนังลูกวัว หรือหนังลูกวัวลายไข่ปลาคาเวียร์ ส่วนสีอะไหล่ก็มีตั้งแต่สีเงิน สีทอง และสีรมควัน ใครชอบสีแนวไหนก็ไปตำกันได้ตามแต่ใจต้องการเลยค่ะ ด้านตัวสายโซ่ก็ปรับได้ทั้งให้เป็นแบบ cross body หรือสะพายไหล่สายคู่ ขอบอกว่าใบนี้นี่แมชได้ทุกลุคอีกแล้ว แถมสีดำนี่ก็ถือว่าคลาสสิกสุด ๆ มีติดบ้านไว้ใช้นานแสนนานเลยค่ะ

ราคาประมาณ 172,000 บาท

วันอาทิตย์

สีกระเป๋าตามวันเกิด วันอาทิตย์

สีเสริมโชคลาภ:

สีเขียว

กระเป๋าแนะนำ:

Fendi Peekaboo Iconic Large Green leather interlace bag

ประเดิมด้วยกระเป๋าสะพายสีเขียวสดใส จุของได้แบบเน้น ๆ แน่น ๆ ตัวกระเป๋าทำจากหนังลายสานและหนังวัวนิ่ม ละเอียดละออด้วยดีเทลตั้งแต่ชื่อ peekaboo ที่บ่งบอกถึงตัวกระเป๋าที่แยกเป็นสองชั้น ซ่อนความเก๋ไก๋เอาไว้ บอกเลยว่าใบนี้น่ารักโดนใจสุด ๆ รับรองว่าใครรับไปเป็นลูก ไม่มีผิดหวัง

ราคาประมาณ 227,000 บาท

สีเสริมเงินทอง: 

สีม่วง สีน้ำตาลเข้ม สีดำ 

กระเป๋าแนะนำ:

LOEWE Puzzle Nano Bag

มาต่อกันที่กระเป๋าสีน้ำตาลเข้มอย่าง LOEWE Puzzle Nano Bag ใบเล็ก ๆ ที่มีดีไซน์เรียบง่าย Unisex จะสะพายคล้องบ่า พาดไหล่ หรือเอาสายออก ถือติดมือก็น่ารักไม่เบา 

ราคาประมาณ 43,000 บาท

สีเสริมอำนาจบารมี:

สีชมพู  สีโอลด์โรส  สีแดง

กระเป๋าแนะนำ:

Louis Vuitton Pre-Owned Alma BB Monogram Handbag

ปิดท้ายกันด้วยกระเป๋าแบรนด์ดังขวัญใจสาว ๆ อย่าง Louis Vuitton ใบนี้เป็นรุ่น pre-owned Alma BB monogram handbag ทรงยอดฮิต ที่มาในสีแดงสดใส 

ราคาประมาณ 68,000 บาท

สรุปสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 คนเกิดวันไหน ควรใช้สีอะไร 

การเลือกสีกระเป๋าเสริมดวงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านโชคลาภ การเงิน และบารมีก็ยังคงได้รับความนิยมกันเรื่อยมา สำหรับสีกระเป๋าตามวันเกิด 2564 ฉบับอัปเดตล่าสุด ใครอยากเสริมดวงด้านไหนก็สามารถเช็กกันได้เลย ถ้าได้สีโทนที่ถูกใจที่เสริมดวงที่ถูกด้านแล้ว อยากได้กระเป๋าสวย ๆ เก๋ ๆ ราคาดี ๆ สักใบก็สามารถเข้ามาชอปกันได้ที่ Kaidee

วันนี้ Kaidee เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ KD Pay ตัวช่วยรับและชำระเงินผ่าน Kaidee โดยตรง สะดวก ปลอดภัย มั่นใจได้ ผู้ซื้อมั่นใจ ผู้ขายปิดการขายง่าย เพียงแค่ซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ KD Pay วันนี้ หากไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าไม่ตรงปก สามารถขอคืนเงินได้ภายใน 7 วัน ใครพร้อมแล้ว ไปชอปกันเลย