Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เทรนด์ดอกไม้นั้นฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทุกๆ อย่างล้วนมีดอกเดซี่เป็นส่วนประกอบ ทั้งเสื้อผ้า ยางมัดผม กระเป๋า ฯลฯ ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ไฮเอนด์ไปจนถึงตลาดนัด มองไปทางไหนก็เจอแต่เจ้าน้องเดซี่
ด้วยความน่ารักจุ๋มจิ๋มของดอกไม้ชนิดนี้ ทำเราใจอ่อนได้เสมอ เห็นทีไรเป็นต้องหยิบ เป็นต้องเอฟ ไหนๆ แล้วเรามาทำความรู้จักกับเจ้าเดซี่สุดคิวต์กันหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้ที่เราเห็นแล้วเอ็นดูนั้นไม่ได้มีดีเพียงความสวย
เรื่องราวของดอกเดซี่
ที่มาที่ไปของเดซี่นั้นค่อนข้างหลากหลาย บ้างก็เชื่อกันว่าเจ้าดอกไม้ชนิดนี้มีอายุกว่า 4,000 ปีเลยทีเดียว บ้างก็ว่าถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1884 ในทวีปอเมริกาใต้ ทว่าบางข้อมูลก็บอกว่า จริงๆ แล้วถูกพบทางยุโรปตอนเหนือและตอนกลางต่างหาก
จนถึงตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้แต่อย่างใด แต่ก็เข้าใจได้นะคะ ความที่ดอกไม้นี้มีหลากหลายสายพันธุ์มาก อาจจะกระจายกันไปเติบโตในที่ๆ ต่างกัน
ส่วนชื่อ “เดซี่ (Daisy )” นั้น มาจากคำว่า “Daes Eage” ในภาษาแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxons) หรือภาษาอังกฤษแบบเก่า ซึ่งมีความหมายได้ว่าดวงตาของวัน
มาจากลักษณะของดอกไม้นี้ ที่มักจะบานตอนเช้าและหุบเมื่อแสงหมดหลังพระอาทิตย์ตก เปรียบเสมือนสัญลักษณ์การเริ่มต้นใหม่ของวัน ซึ่งปัจจุบันเนเธอร์แลนด์และโคลัมเบีย ถือเป็นผู้ผลิตดอกเดซี่รายใหญ่ของโลก
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดอกเดซี่
นอกจากความน่ารักที่เด่นชัดแล้ว ดอกเดซี่ยังมีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงความเชื่อที่เขาว่ากันว่าอยู่หลายเรื่อง ซึ่งจะเป็นในแง่มุมไหนบ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ
1.เดซี่กับความเชื่อเรื่องสุขภาพ
ในอดีตมีความเชื่อทางการแพทย์ว่า การกินดอกเดซี่จะช่วยเรื่องการมองเห็นให้ชัดขึ้นได้ แถมยังถูกใช้เป็นส่วนผสมหนึ่งของไวน์ เพราะเชื่อว่าดื่มแล้วจะช่วยให้ผ่อนคลาย แก้ปัญหาที่คอยรบกวนใจ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า ในยุคกษัตริย์เฮนรีที่ 8 (Henry VIII) ของอังกฤษ นิยมกินดอกไม้ดังกล่าวเพื่อรักษาโรคกระเพาะอีกด้วย
2.เดซี่กับความสวยความงาม
ชาวอัสซีเรียน (Assyria) นิยมนำดอกเดซี่มาบดละเอียดให้เป็นผง ก่อนนำไปผสมกับน้ำมันย้อมผม เพราะเชื่อว่าดอกไม้ชนิดนี้ มีคุณสมบัติช่วยให้ผมกลับมาดกดำเงางามอย่างธรรมชาติ ทั้งยังช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงขึ้น
3.เดซี่กับการให้กำลังใจ
ย้อนกลับไปในอดีต “กลุ่มเซลติกส์ (Celts)” ชาวเผ่าโบราณในยุโรปตะวันตก เชื่อว่า หากบ้านไหนมีเด็กเสียชีวิตทันทีหลังคลอด พวกเขาจะรวมตัวกันไปโปรยดอกเดซี่ที่บ้านของพ่อแม่ผู้โชคร้าย เนื่องจากอยากให้กำลังใจให้พวกเขาลุกขึ้นสู้ต่อ
ดอกเดซี่เป็นสัญลักษณ์ของความร่าเริงสดใส และความไร้เดียงสา ด้วยสีสันอั้นสดใสและรูปลักษณ์
ภายนอกที่แสนจะจุ๋มจิ๋มน่าเอ็นดู จึงไม่แปลกใจที่สินค้าเกี่ยวกับดอกไม้ดังกล่าวจะแสนฮิต
หากไม่เชื่อลองเข้าไปดูใน Kaidee สิคะ จะเห็นได้ว่า สินค้าที่มีเดซี่เป็นส่วนประกอบนั้นมีละลานตามาก
ถ้าดูแล้วเกิดชอบใจขึ้นมาก็อย่ารอช้า กดซื้อได้เลย!
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เครื่องแรงตอนซื้อใหม่ เวลาผ่านไปเครื่องเริ่มอืด อาการที่ผู้ใช้โน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์พบเป็นประจำพอใช้งานไปสักพักหนึ่ง บางคนอาจคิดว่าต้องยกโน๊ตบุ๊คไปให้ช่างดูอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วเราสามารถสังเกตอาการและปรับแก้เบื้องต้นง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง ทาง Kaidee จึงได้นำ 5 วิธีที่ปรับโน๊ตบุ๊คที่ช้าของคุณให้กลับมาแรงอีกครั้ง ก่อนที่จะยกไปให้ช่างดูนะ
ระยะเวลาการใช้งานของโน๊ตบุ๊ค
โดยเฉลี่ยแล้วโน๊ตบุ๊คหนึ่งเครื่องมีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่มีระยะการใช้งานตั้งแต่ 5 – 8 ปี เพราะสามารถปรับแต่งชิ้นส่วนได้หลากหลายกว่าโน๊ตบุ๊ค ซึ่งแน่นอนว่าในการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ย่อมมีการเสื่อมของวัสดุอุปกรณ์อยู่แล้ว แต่เราสามารถใช้งานให้ถูกวิธีเพื่อให้ระยะเวลาการใช้งานถูกยืดระยะให้นานตามความสามารถของอุปกรณ์
แต่ปกติแล้วพอผ่านไปสักสองสามปีเราก็มักจะซื้อโน๊ตบุ๊คตัวใหม่ เพราะเทคโนโลยีถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และบางครั้งด้วยการตลาดที่น่าดึงดูดใจของแต่ละแบรนด์ก็ทำให้เราอดใจไม่ไหวที่จะเปลี่ยนรุ่นใหม่ได้
ปัจจัยที่อาจทำให้โน๊ตบุ๊คมีปัญหา
เมื่อใช้งานไปได้สักระยะแล้ว เราควรหมั่นสังเกตตัวเครื่องว่ามีปัญหาใดหรือไม่ เพราะแม้ว่าเครื่องจะผ่าน Quality Check จากการผลิตมาแล้ว แต่เมื่อใช้งานจริงอาจมีปัญหาที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆได้
1.สิ่งแวดล้อมการใช้งาน
ประเด็นหนึ่งที่คนไทยรู้กันดีคือบ้านเราเป็นบ้านเมืองร้อน ดังนั้นอากาศร้อนอาจส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น การพกไปทำงานข้างนอก และต้องใช้ทำงานเป็นระยะเวลานานหรือทำงานหนักๆเช่นกราฟฟิกหรือตัดต่อ การทำงานของตัวเครื่องก็จะทำงานหนักกว่าปกติ และความร้อนที่มีในตัวเครื่องก็จะสูงขึ้นด้วย อาจส่งผลต่อแบตเตอรี่ให้เสื่อมไวขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆได้อีกด้วย
2.การพกพา
การพกโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอกบ้านหรือออฟฟิศก็ควรใส่กระเป๋าเพื่อป้องกันการกระแทก ซึ่งบางทีเราอาจพลาดทำตกพื้นได้ ซึ่งผลต่อมาอาจทำให้ชิ้นส่วนภายนอกแตกหักหรือชิ้นส่วนภายในหลุดได้ ดังนั้นควรใส่กระเป๋าที่ป้องกันตัวเครื่องอย่างหนาแน่นเวลาจำเป็นต้องพกออกไปข้างนอก
3.การใช้งาน
การใช้งานถือเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้โน๊ตบุ๊คมีปัญหา เช่น ปัญหาเครื่องช้าก็อาจมาจากการใช้งานหลายๆโปรแกรมพร้อมกัน หรือการเปิดเว็บหลายๆแท็บพร้อมกัน นอกจากนี้การโหลดไฟล์หรือโปรแกรมไว้ในเครื่องมากๆ ก็ส่งผลให้เครื่องช้าได้เช่นกัน
5 วิธีปรับโน๊ตบุ๊คให้กลับมาเร็วเหมือนซื้อใหม่
เมื่อรู้สึกว่าโน๊ตบุ๊คของเราเริ่มอืด ช้า ใช้งานได้ไม่เหมือนตอนแรก ให้ลองสังเกตและปรับตั้งค่าตามวิธีเหล่านี้ก่อนจะตัดสินเจ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ว่าเสีย เพื่อลดเวลาการเอาไปซ่อม ลดความไม่สบายใจที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าซื้อเครื่องใหม่ ลองทำดูตามนี้เลย
1.รีบู๊ทเครื่อง
ไม่ว่าโน๊ตบุ๊คจะเป็นรุ่นตัวท็อปหรือสเปคเทพแค่ไหน ต่างก็ต้องการการรีบู๊ท ทั้งหมด เปรียบเทียบง่ายๆกับร่างกายของคนเรา เมื่อใช้ชีวิตมาทั้งวันก็ต้องนอนหลับเพื่อพักผ่อน โน๊ตบุ๊คก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีชีวิตและไม่ต้องการการพักผ่อนก็ตาม แต่การทำงานภายในระบบของโน๊ตบุ๊คนั้นยังคงต้องการรีบู๊ทเพื่อเริ่มต้นระบบใหม่หลังจากการทำงานอันแสนยาวนานหรือหลังจากการอัปเดตโปรแกรมต่างๆ เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบู๊ทเครื่องทุกวัน แต่เมื่อใดที่มีการติดตั้ง อัปเดตโปรแกรม หรือเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มสังเกตได้ว่าโน๊ตบุ๊คของเราเริ่มช้าก็ควรรีบู๊ทสักครั้งก็จะสามารถแก้ไขอาการโน๊ตบุ๊คอืดเบื้องต้นได้
2.มีโปรแกรมเริ่มใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องมากเกินไป
บางคนอาจะสงสัยว่าทำไมเวลาเปิดเครื่องแล้วมีอาการค้างหรืออืดมาก ต้องรอสักพักถึงจะกลับมาเป็นปกติ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเข้าไปตั้งค่าปิดการทำงานของโปรแกรมบางตัวที่ถูกตั้งให้เปิดใช้งานพร้อมกับตอนเปิดเครื่อง โดยการเปิด Task Manager (กด Alt + Ctrl + Delete พร้อมกัน) คลิกที่หัวข้อ Startup แล้วตรวจดูว่าโปรแกรมไหนถูกตั้งค่าให้เริ่มต้นใช้งานพร้อมเปิดเครื่องบ้าง ถ้าไม่อยากให้โปรแกรมไหนถูกเริ่มต้นพร้อมกับตอนเปิดเครื่อง ให้คลิกในแถว Status แล้วเปลี่ยนจาก Enable เป็น Disable แทน เท่านี้ก็จะช่วยลดการทำงานของโน๊ตบุ๊คตอนเปิดเครื่องได้และอาการช้าหรือค้างตอนเปิดเครื่องก็จะดีขึ้น
3.ปิดโปรแกรมที่ทำงานพื้นหลัง
เมื่อใช้งานไปสักพัก โปรแกรมต่างๆที่ทำงานอยู่เบื้องหลังก็อาจมีเพิ่มมากขึ้นหรือโปรแกรมบางตัวก็ใช้พื้นที่การทำงานของระบบค่อนข้างมาก ส่งผลให้เครื่องช้า การแก้ไขสามารถทำได้ด้วยการเปิด Task Manager ขึ้นมาเช่นเคย กด More Detail ด้านล่าง แล้วเราจะเห็นได้ว่าโปรแกรมไหนกำลังทำงานอยู่และใช้เนื้อที่ของระบบเท่าไหร่ ถ้าโปรแกรมไหนที่เราไมไ่ด้ใช้ก็กดเลือกที่แถบโปรแกรมนั้น แล้วกด End task เราก็จะได้เนื้อที่การทำงานของระบบกลับคืนมา
4.ปรับ Power Mode ให้ตรงกับการใช้งาน
วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจมองข้ามนั่นคือการปรับโหมดการทำงานของเครื่อง โดยขั้นตอนคือกดปุ่มแบตเตอรี่ที่อยู่ใน Task Bar แล้วเลือกโหมดตามความเหมาะสม ถ้าหากเครื่องของคุณค่อนข้างช้าอยู่แล้ว ก็ควรปรับเป็น Better Performance ที่จะช่วยให้เครื่องทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะหากเลือกเป็นโหมด Power Saver หรือ Battery Saver เครื่องก็จะลดประสิทธิภาพลงและยิ่งช้ามากขึ้น แต่ข้อควรทราบคือยิ่งปรับให้เครื่องทำงานได้ดียิ่งขึ้น การใช้งานของแบตเตอรี่ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
5.เพิ่มแรม
เครื่องจะทำงานเร็วหรือไม่นั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือแรม (Ram) ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง ปัจจุบันเมื่อซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาก็จะมีติดตั้งไว้ขั้นต่ำที่ 2 GB แต่ถ้าตามการใช้งานจริง บางครั้งแรม 4 GB ก็ยังเกิดอาการเครื่องช้าหรืออืดได้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากหายห่วงเรื่องโน๊ตบุ๊คอืด ควรมีแรมขั้นต่ำ 8 GB อยู่ในเครื่อง ยิ่งในช่วงนี้ราคาของแรมก็อยู่ในเรทที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนที่สุดหรืออาจพูดง่ายๆว่าเป็นวิธีที่ใช้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง
สรุป
นอกเหนือจากนี้ยังมีการอัปเดตวินโดว์ให้อยู่ในเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ เพราะในการอัปเดตแต่ละครั้งก็จะช่วยปิดช่องโหว่ของการถูกแฮคและป้องกันเครื่องของคุณจากปัญหาซอฟต์แวร์ที่อาจเกิดขึ้นได้กับเครื่องของคุณ ในขั้นตอนทั้งหมดนี้คุณสามารถลงมือทำได้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องเสียเวลาแบกโน๊ตบุ๊คของคุณไปให้ช่างซ่อม เพราะขั้นตอนแรกๆที่ช่างจะทำกับโน๊ตบุ๊คของคุณก็มีวิธีเหล่านี้ปนอยู่ด้วยเสมอ
และที่สำคัญหากคุณคอยสังเกตและดูแลโน๊ตบุ๊คของคุณให้อยู่ในสภาพดีไม่ว่าจะตัวเครื่อง ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ก็จะช่วยให้การขายต่อโน๊ตบุ๊คของคุณ ขายออกได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งใน Kaidee ของเราก็มีหมวดหมู่ทั้งโน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้เข้าชมและวางขายได้อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นหากคุณมีโน๊ตบุ๊คสภาพดีพร้อมขายต่ออยู่ในมือแล้วล่ะก็ มาโพสขายกับทาง Kaidee ได้เลย !
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เมื่อใช้เงินหนักมือไปหน่อย ก็จะต้องมาประหยัดตรงค่าอาหารให้ลดลง หลายคนหันไปพึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือข้าวกล่องแช่เย็นในร้านสะดวกซื้อ หรือถ้าหนักกว่านั้นก็คงเป็นข้าวเปล่าคลุกน้ำปลาที่เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดในการประหยัดเงิน แต่เชื่อเถอะว่าถึงแม้จะประหยัดเงินได้มาก แต่เงินที่คุณประหยัดไว้จะต้องกลายมาเป็นค่ารักษาสุขภาพของคุณในวันข้างหน้า
ในหนึ่งวันร่างกายต้องการอะไรบ้าง?
ตามหลักแล้วร่างกายต้องได้รับสารอาหารเพื่อนำไปฟื้นฟูและให้พลังงานภายในร่างกาย โดยสารอาหารหลักๆก็คือ สารอาหาร5หมู่ ที่ต้องได้รับในแต่ละวันในปริมาณที่เหมาะสม
1.โปรตีน
สารอาหารที่พบได้ในกลุ่มเนื้อสัตว์ นมและถั่ว ซึ่งจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย และที่สำคัญในโปรตีนจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยหลากหลายด้านในร่างกายเช่น ช่วยเรื่องการนอน กระตุ้นการเจริญเติบโตเป็นต้น
2.คาร์โบไฮเดรต
สารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานแรกที่ร่างกายจะนำไปใช้เป็นอันดับแรกก่อนโปรตีน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตจะช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมันในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งภายในของมันยังประกอบด้วยกลูโคส (Glucose) ที่ช่วยเรื่องการทำงานของสมอง
3.ไขมัน
แหล่งให้พลังงานที่มากที่สุด ช่วยเรื่องการละลายและดูดซึมวิตามินให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งร่างกายของเรายังต้องการไขมันในทุกๆวัน แต่ต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับอายุและวัยของเราเองด้วย ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลมากมายต่อร่างกายได้
4.เกลือแร่
เกลือแร่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานภายในร่างกาย และยังช่วยควบคุมการทำงานส่วนต่างๆรวมถึงเรื่องฮอร์โมน ที่สำคัญยังช่วยควบคุมระดับน้ำในร่างกายอีกด้วย
5.วิตามิน
วิตามินทุกชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยในหลากหลายส่วนเช่น วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิวพรรณ วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และวิตามินบี 9 ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ เป็นต้น
ข้าวนั้นสำคัญไฉน?
เราต่างรู้กันว่าข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักจะชอบกินข้าวกับเมนูต่างๆ มากกว่ากินพร้อมกับข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าข้าวนั้นประกอบด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เราหยิบเอาข้อมูลบางส่วนจากสถาบันวิจัยโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับข้อมูลปริมาณสารอาหารของข้าวขาวขัดสี มาดังนี้
1. คาร์โบไฮเดรต
ข้าวมีคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานต่อร่างกาย โดยมีประมาณร้อยละ 79.4 กรัมต่อข้าว 100 กรัม
2. โปรตีน
โปรตีนที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย มีปริมาณร้อยละ 6.7 กรัมต่อข้าว 100 กรัม
3. ไขมัน
ไขมันที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานและเป็นตัวที่ช่วยละลายและดูดซึมวิตามินเข้าสู่ร่างกาย มีปริมาณร้อยละ 0.8 ต่อข้าว 100 กรัม
4. ใยอาหาร
สารอาหารมีประโยชน์มากมาย เช่นเพิ่มภูมิต้านทานโรคกับร่างกายหรือช่วยเรื่องการขับถ่าย มีปริมาณร้อยละ 0.7 ต่อข้าว 100 กรัม
5. วิตามินบี 1 และบี 2
วิตามินบี 1 ช่วยในการเจริญเติบโตและช่วยเรื่องระบบประสาท ส่วนวิตามินบี 2 ช่วยเรื่องผิวหนัง ระบบประสาทและช่วยบำรุงสายตา มีอยู่ในข้าวในปริมาณร้อยละ 0.07 และ 0.02 มิลลิกรัม
10 เมนูข้าวกล่องแนะนำ
นอกจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ช่วยต่อชีวิตถึงสิ้นเดือนได้แล้วนั้นยังมีข้าวกล่องอีกนะ แถมได้ประโยชน์มากกว่าอีกด้วย เรามี 10 เมนูข้าวกล่องแนะนำตามนี้เลย
1.ข้าวไข่ตุ๋นหมูสับ
เริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆทำเองได้ที่บ้าน และยังได้สารอาหารเช่นโปรตีนและวิตามินจากไข่ไก่อีกด้วย แต่หากต้องการความเร็วก็สามารถซื้อไข่ตุ๋นจากร้านสะดวกซื้อมากินกับข้าวสวยร้อนๆได้เช่นกัน
2.ข้าวหมูสไลด์ ไข่ต้ม
ต่อกันด้วยเมนูที่หาซื้อวัตถุดิบได้จากร้านสะดวกซื้ออย่างหนึ่งเมนู หมูสไลด์ที่ตอนนี้สามารถซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือซื้อเนื้อหมูชิ้นใหญ่มาจากตลาดแล้วนำมาหั่นและหมักไว้ก็ได้ ส่วนไข่ต้มก็สามารถต้มเองได้ง่ายๆ อยากจะต้มเป็นไข่ยางมะตูมหรือสุกทั้งใบก็ตามชอบได้เลย
3.ข้าวไข่ชะอมน้ำพริกกะปิ
หนึ่งในเมนูคู่ครัวของคนไทย ชะอมมีกากใยสูงช่วย และยังมีวิตามินเอ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ส่วนน้ำพริกกะปินั้นมีทั้งโซเดียม ไอโอดีนและวิตามินบี 12 ซึ่งหากมีปลาทูอีกสักตัวก็คงเป็นมื้อที่มีสารอาหารเยอะสุดๆ
4.ข้าวราดผัดบล็อกโคลี่หมูสับ
บล็อกโคลี่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณ สายตา และยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งหมูสับหรือหมูชิ้นที่ให้โปรตีนเพิ่มอีก และหากใครงบเหลือหน่อยก็สามารถเพิ่มกุ้งลงไป ก็จะได้วิตามินเพิ่มขึ้นอีกด้วย
5.ข้าวราดผัดผักรวม
สำหรับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์หรือเป็นมังสวิรัติก็สามารถทำเมนูนี้เป็นข้าวกล่องได้ ผักที่นำมาผัดส่วนมากจะมีบล็อกโคลี่ ถั่วลันเตา เห็ดฟาง ข้าวโพดอ่อนและแครอทเป็นต้น แต่หากใครไม่ได้เป็นมังสวิรัติก็สามารถเพิ่มกุ้ง หมูหรือเนื้อสัตว์ต่างๆที่ต้องการได้ แต่ขอแนะนำว่าเมื่อทำเป็นข้าวกล่องให้แยกข้าวกับผัดผักไว้ก่อน เพราะน้ำมันหรือน้ำที่ใช้ผัดผักอาจซึมลงข้าว และอาจทำให้ข้าวแฉะไม่อร่อยได้
6.ข้าวคลุกกะปิ
หนึ่งในเมนูที่มีสารอาหารมากมาย เพราะประกอบด้วยส่วนผสมหลากหลายชนิด เช่น หอมแดง แตงกวา ถั่วฝักยาว พริก มะม่วง เป็นต้น ซึ่งหากทำเองก็อาจต้องใช้เวลาในการหาวัตถุดิบและการทำ แต่ในปัจจุบันมีร้านค้าที่ขายข้าวกล่องแบบปรุงเสร็จมากมาย และแน่นอนว่าจะต้องมีเมนูนี้แน่นอน
7.ข้าวห่อสาหร่าย
ใครเบื่อๆอยากทำข้าวกล่องง่ายๆแบบง่ายสุดๆเอง เมนูข้าวห่อสาหร่ายและไข่ม้วนก็เหมาะมากๆ หากตามต้นตำรับก็จะใช้ข้าวญี่ปุ่น แต่ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ข้าวหอมมะลิหุงพร้อมข้าวเหนียวแทนก็ได้เช่นกัน หลังจากนั้นก็เพิ่มแตงกวาหั่น ปูอัดหรือไข่ม้วนและห่อด้วยสาหร่าย อุปกรณ์ห่อก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าราคาเดียว
8.ข้าวอกไก่ ไข่ต้ม
เมนูที่เหมาะมากๆสำหรับใครที่กำลังฟิตร่างกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เพราะอกไก่และไข่ต้มก็เป็นอาหารที่ให้โปรตีนมากอยู่แล้ว การกินพร้อมข้าวสวยในปริมาณกำลังดีก็จะเพิ่มส่วนของคาร์โบไฮเดรตเข้าไปอีกด้วย
9.ข้าวอกไก่ผัดซอส
หากใครที่ซื้ออกไก่จากตลาดมาหมักเก็บไว้ ก็สามารถนำมาปรุงได้อีกหลากหลายเมนูเช่นในเมนูนี้ ข้าวอกไก่ผัดซอส อาจเพิ่มมะเขือเทศ บล็อกโคลี่หรือกะหล่ำดอกเข้าไป เพื่อเพิ่มใยอาหารและวิตามิน
10.ข้าวกะเพราหมูสับ
หากหมดแรงในการคิดเมนูใหม่ๆ ข้าวกะเพราหมูสับก็ยังคงเป็นเมนูยืนพื้นที่ทำให้เราอิ่มอร่อยได้อยู่เสมอ จะผัดเองก็ทำได้ง่ายๆ สั่งตามร้านข้าวก็ยิ่งง่ายเช่นกัน แต่หากไปกินที่ร้านหรือกินเป็นข้าวกล่องแช่แข็งก็อาจต้องดูเรื่องผงชูรสและส่วนผสมอื่นๆ
สรุป
เรายังสามารถประยุกต์เมนูข้าวกล่องได้อีกมากมายตามใจชอบ โดยใช้วัตถุดิบจากร้านสะดวกซื้อหรือทำเองแบบง่ายๆไม่ต้องจ่ายแพง แถมยังหายห่วงเรื่องความสะอาดและปลอดภัยต่อร่างกายของเราเองด้วย หรืออาจเป็นเมนูที่ไม่มีข้าวประกอบเช่น สุกี้แห้ง ผัดมักกะโรนี หรือแซนวิชทูน่า เป็นต้น
และหากใครต้องการอุปกรณ์ทำครัวไว้ทำข้าวกล่องแสนอร่อยไปเรียนหรือทำงานล่ะก็ Kaidee ของเรามีหมวดเครื่องครัวให้คุณได้เข้าไปเลือกซื้อหรือลงขายไดอย่างสะดวกเลยนะ ลองเข้ามาดูกัน
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หญิงสาวกับเครื่องสำอางเป็นสิ่งอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร 5,000 ปีก่อนตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผู้หญิงในที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมียนำอัญมณีมาบดเป็นผงละเอียด แล้วนำมาเม็ดสีที่ได้มาทาปาก
กระทั่งปี ค.ศ.1500 เทรนด์การแต่งหน้าเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทว่าสังคมในสมัยนั้นมองว่าเป็นสิ่งไม่ดี มีเพียงผู้หญิงกลางคืนและสตรีชั้นสูงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์แต่งแต้มสีสันบนใบหน้า
ราวปี ค.ศ. 1884 การทาปากเริ่มกลายมาเป็นแฟชั่นยอดนิยม ด้วยอิทธิพลของดารานักแสดงในยุคดังกล่าว ถือกำเนิดแบรนด์ลิปสติกชื่อดังของโลกที่พากันเปิดตัวกันอย่างเฟื่องฟู ถึงตอนนี้ผู้หญิงกับความสวยความงามก็ยังเป็นเรื่องขาดกันไม่ได้
ลิปสติกเองถือเป็นปราการด่านแรกที่ทำให้ลุคของเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน วันนี้เราพามาดู 5 ลิปสติกสีสวยฮอตฮิตใน ค.ศ.นี้ รับรองว่าทาอย่างไรก็รอด วันไหนก็ปัง!
1.M.A.C Liptensity Lipstick : Smoked Almond
Credit : M·A·C Cosmetics Thailand
สียอดฮิตอมตะนิรันดร์กาลของ M.A.C เชื่อว่าสาวๆ ที่เป็นสาวกแบรนด์นี้ มั่นใจว่าต้องมีสักแท่งติดกระเป๋าแน่นอน ด้วยความที่เป็นลิปสติกโทนสีส้มอมชมพู ทาแล้วดูสุภาพนุ่มนวลแบบผู้ดี เข้าได้ง่ายกับทุกสภาพผิว ไม่ต้องกังวลว่าทาแล้วหน้าจะลอยแต่อย่างใด ที่สำคัญยังใช้ได้ทุกวันเป็น Everyday Look ได้แบบสบายๆ
ทั้งยังมีเม็ดสีละเอียดแน่นสวยงาม ที่สำคัญเนื้อครีมแบบแอมพลิฟายด์ (Amplified) สไตล์ M.A.C ช่วยบำรุงริมฝีปากของเราให้ชุ่มชื้นระหว่างวัน ปกปิดได้ดี ทาแล้วดูอวบอิ่ม ช่วยให้เรียวปากของคุณดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องทาลิปสติกแล้วตกร่องค่ะ
ราคาประมาณ 1,000 บาท
2.YSL Milk Tea : No. 139 Beige Cremeux
Credit : YSL Beauty Thailand
หนึ่งในลิปสติกรุ่น Limited Edition ของ YSL ซึ่งทันทีที่ปล่อยออกมานั้นเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวๆ เป็นจำนวนมาก ขึ้น Sold Out อย่างรวดเร็ว ด้วยคอลเลกชันเฉดสี Milk Tea ที่แสนจะสุดคิวต์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องดื่มแสนอร่อยอย่าง “ชานม”
นอกจากจะทำให้ริมฝีปากของเรามีสีสันสวยงามแล้ว ยังมีกลิ่นชาหอมอ่อนๆ เพิ่มความสนุกในการแต่งหน้ามากยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อลิปเป็นแบบซาติน (Satin) คือแน่นกว่าลิปมันแต่ไม่หนาถึงขนาดลิปเนื้อครีม ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าใช้ง่าย ทาสบายไม่หนักปาก ให้เนื้อสีชัดเจนงดงาม
ราคาประมาณ 1,390 บาท
3.Tom Ford Ultra Shine Lip Color : 108 La Notte
Credit : Tom Ford
ไม่นานมานี้ Ultra Shine Lip สี 108 La Notte จู่ๆ ก็ฮอตฮิตติดตลาด บรรดาบล็อกเกอร์พากันรีวิวชื่นชมกันเยอะมาก จนตัวเราเองตกเป็นเหยื่อการตลาด เผลอใจพุ่งไปชอป Tom Ford กับเขาเหมือนกัน ซึ่งทันทีที่บอกชื่อรุ่นและสีไป พนักงานก็บอกทันทีว่า สินค้าหมดทั่วประเทศและยังไม่มีกำหนดเข้าเร็วๆ นี้
ความที่ลิปสติกเนื้อครีมรุ่นนี้มีสีสุดแสนคลาสิค “ชมพูคอรัล” ทาแล้วให้ฟีลลิงคณหนูสุขภาพดี ดูแพงแบบธรรมชาติ ที่สำคัญใช้ง่ายมาก ทาได้ทุกวันเหมาะกับทุกลุค จะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้าก็เอาอยู่ ทั้งยังมีความเงางามเหมือนเราทา Lip Gloss และยังช่วยบำรุงริมฝีปากได้แบบ Lip Balm เรียกว่าได้ทั้งสวยด้วยบำรุงด้วย
ราคาประมาณ 1,800 บาท
4.Bobbi Brown Luxe Lip Color : Rare Ruby
Credit : Bobbi Brown Thailand
แนะนำลิปสีธรรมชาติทาได้ทุกลุคกันไป 3 แบรนด์แล้ว ทีนี้เปลี่ยนลุคมาเป็นสาวแซ่บกันบ้าง ครั้งนี้เราขอนำเสนอสี Rare Ruby สีแดงเข้มสุดเจิดจรัสของ Bobbi Brown นอกจากจะมีความเก๋เป็น Limited Edition ออกมาเฉพาะช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาแล้ว
ลิปสติกยังเป็นเนื้อครีมเกลี่ยง่าย มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ปกปิดริ้วรอยต่างๆ ได้ดีเยี่ยม ทั้งยังโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มเปล่งประกาย ทารอบเดียวก็ให้สีเด่นชัด เป็นตัวช่วยทำให้วันนั้นๆ ของเรามีสีสันขึ้นมาทันตาเห็น หากสาวๆ คนไหนเป็นสาย “ปากไม่แดงไม่มีแรงเดิน” เชิญตรงไปที่ชอปได้เลย
ราคาประมาณ 1,450 บาท
5.Fenty Beauty Slip Shine Sheer Shiny Lipstick : Goji Gang
Credit : Fenty Beauty
แบรนด์เครื่องสำอางของนักร้องในดวงใจเรา และเชื่อว่าคงเป็นขวัญใจของใครอีกหลายคน แม้ใครๆ จะค่อนขอดเธอว่า ไม่ยอมกลับมาทำหน้าที่นักร้องสักที แต่ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า “ริฮานนา (Rihanna)” พา Fenty Beauty มาไกลและประสบความสำเร็จพอตัวเลย จุดเด่นของยี่ห้อนี้ หนีไม่พ้นเรื่องคุณภาพของสินค้าสุดดีงามในราคาไม่เกินเอื้อม
ที่สำคัญมีเฉดสีหลากหลาย ครอบคลุมทุกสีผิว ซึ่งลิปสติกรุ่น Slip Shine Sheer Shiny สี Goji Gang ที่เลือกมาแนะนำวันนี้ นอกจากจะมีเนื้อสีชมพูอมม่วงที่สวยงามสะดุดตาแล้ว เนื้อยังบางเบา มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากทับทิม ช่วยให้ริมฝีปากคุณดูได้รูปและอิ่มฟูมากขึ้น
ราคาประมาณ 850 บาท
สาวทั้งหลายๆ มักเข้าใจกันดีว่า การมีลิปสติกสีคล้ายเดิม ต่างเฉด ต่างยี่ห้อไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด อะไรที่เป็นความสุขในชีวิตเราก็อย่าลังเลค่ะ ซื้อตามกำลังเท่าที่ไหว แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีเยอะจนเริ่มหาแท่งโปรดไม่เจอ ลองจัดหาวิธีระเบียบด้วยการเข้ามาหาชั้นวางเครื่องสำอาง กล่องใส่ลิปสติกเก๋ๆ ที่ Kaidee ดูสิคะ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยให้ความสวยของเราง่ายสะดวกขึ้นเยอะ
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในตลาดกล้องมีแบรนด์กล้องนับสิบแบรนด์ที่พัฒนาและผลิตกล้องรุ่นใหม่ๆมาในทุกๆปี หนึ่งในนั้นคือแบรนด์กล้องยอดฮิตติดเทรนตลอดกาล “Canon” หลายๆครั้งเราอาจเห็นแบรนด์นี้อยู่ในมือของช่างกล้องมืออาชีพ ที่ใช้ในสตูดิโอหรือตามงานต่างๆ ไปจนถึงตากล้องมือใหม่ใจรักการถ่ายภาพ ใช้ถ่ายลงเพื่อแชร์เรื่องราวดีๆลงในโลกออนไลน์
กล้อง Canon
แบรนด์กล้องที่เริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่น ที่เมื่อพูดถึงกล้อง Canon แล้ว ใครๆก็มักจะนึกถึงแบรนด์ที่มีกล้องหลากหลายรุ่นในแต่ละระดับ ราคาที่ตอบโจทย์ไม่ว่าจะทั้งมือใหม่หรือมือโปร อีกทั้งความหลากหลายของเลนส์ที่มีให้เลือก จึงไม่แปลกเลยที่ Canon จะเป็นหนึ่งในแบรนด์อันดับต้นๆที่คนเลือกใช้กัน
เลนส์ Canon มีกี่แบบ?
1.EF (Electro-Focus)
เลนส์สำหรับกล้องประเภท DSLR แบบ Full Frame ที่ในปัจจุบัน Canon มีเลนส์ EF มากถึง 90 กว่ารุ่นให้เลือก เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกระยะที่นำไปใช้ถ่ายได้ ซึ่งนอกจากนี้ยังสามารถใช้งานกับกล้อง APS-C และ Mirrorless ได้
หากจะใช้งานเลนส์ EF นี้ร่วมกับกล้อง Mirrorless ก็จะต้องใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์ เลนส์ชนิดนี้มักถูกนำไปใช้ในการถ่ายระดับกลางถึงระดับโปรและราคาจะค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน
2.EF-S (Short Back Focus)
เลนส์สำหรับกล้อง DSLR แบบ APS-C (กล้องตัวคูณ) เนื่องจากเลนส์ EF นั้นมีราคาที่สูงและเมื่อนำมาใช้ในกล้อง APS-C ก็จะถูกครอบภาพออกเนื่องจากขนาดเซนเซอร์ของกล้องที่ต่างกัน แคนนอนจึงผลิตเลนส์ EF-S ขึ้นมาเพื่อกล้อง DSLR แบบ APS-C โดยเฉพาะ
เลนส์ EF-S นี้สามารถใช้งานกับกล้อง Mirrorless ได้ผ่านการต่ออแดปเตอร์ แต่จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับกล้อง Full Frame ได้
3.EF-M
เลนส์สำหรับกล้อง Mirrorless ตระกูล EOS M ที่เป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่หัดถ่ายรูปหรือคนที่ชื่นชอบกล้องแบบทั่วไปไม่ได้ใช้ในระดับโปรมากนัก ตัวเลนส์ชนิดนี้ส่วนมากจะมีขนาดและน้ำหนักที่เบา รวมถึงราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ที่สำคัญคือเลนส์ชนิดนี้ใช้ได้เฉพาะกล้อง Mirrorless เท่านั้น
4.RF
เลนส์ที่มาพร้อมกล้องไลน์ใหม่ล่าสุดจากแคนนอน คือ Mirrorless-Fullframe ตระกูล EOS R โดยเลนส์ชนิดนี้ส่วนมากจะมีกันสั่นด้วย ซึ่งด้วยประสิทธิภาพของตัวกล้องในตระกูล EOS R ที่มีเซนเซอร์แบบ Full Frame บวกกับเลนส์ RF ก็จะได้ภาพและวีดีโอที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ราคาของเลนส์ก็สูงตามด้วยเช่นกัน
แล้วใช้เลนส์ตัวไหนดีนะ?
ในแต่ละประเภทของเลนส์ก็จะมีเลนส์หลากหลายระยะ ที่ตอบโจทย์การใช้งานประเภทต่างๆ และหากตอนนี้คุณกำลังสงสัยว่าใช้เลนส์ไหนดีอยู่ล่ะก็ เริ่มดูจากจุดประสงค์ที่เราจะถ่ายภาพว่าส่วนใหญ่เราถ่ายภาพแบบไหนหรือชอบถ่ายแนวไหน ตามด้านล่างนี้
1.ถ่ายภาพบุคคล
เมื่อนึกถึงภาพ Portrait หรือภาพถ่ายบุคคลแล้ว เราคงนึกถึงภาพหน้าชัดพื้นหลังเบลอ ที่ทำให้ตัวคนในภาพดูโดดเด่นขึ้น ซึ่งหากคุณต้องการภาพรูปแบบนี้ในการถ่ายด้วยกล้องแคนนอน เราแนะนำเลนส์ดังนี้
1.1 EF 50mm f/1.8 STM
เลนส์ EF ที่ใช้ได้ทั้งกล้องเซ็นเซอร์ APS-C และ Full Frame ด้วยขนาดที่เล็ก น้ำหนักที่เบา ระยะที่กำลังดี รวมถึงค่ารูรับแสงที่กว้าง เรียกได้ว่าตอบโจทย์ผู้ใช้กล้องเป็นจำนวนมาก ทำให้เลนส์ตัวนี้เป็นหนึ่งในเลนส์ขายดีของ Canon นอกจากนี้ยังราคาถูกอีกด้วย เรียกว่าเหมาะทั้งมือโปรและมือใหม่ที่อยากได้ภาพละลายหลังหรือเน้นถ่าย Portrait สุดๆ
1.2 EF-M32mm f/1.4 STM
เลนส์ Fix ระยะ 32mm ค่ารูรับแสงกว้าง 1.4 ที่ออกมาสำหรับกล้อง Mirrorless ตระกูล EOS M เลนส์ระยะนี้จะเทียบเท่าระยะ 51 mmของระยะฟูลเฟรม ซึ่งด้วยค่ารูรับแสง 1.4 ทำให้ได้ภาพละลายหลังที่ชัดเจน ถูกใจสายพอร์ทเทรตแน่นอน นอกจากนี้ตัวกล้องยังมี STM ที่ช่วยเรื่องโฟกัสให้สมูทและเงียบยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอให้ดีขึ้นอีกด้วย
2.ถ่ายวีดีโอและถ่ายภาพมุมกว้าง
สายถ่ายวีดีโอแบบตั้งถ่ายหรือเดินถือถ่ายเป็น Vlog ก็จะใช้งานเลนส์ที่ให้ภาพค่อนข้างกว้าง คนดูจะได้ไม่อึดอัดกับภาพที่ใกล้หน้าจนเกินไป ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์สวยๆแบบเก็บรายละเอียดได้ครบอีกด้วย
2.1 EF-M11-22mm f/4-5.6 IS STM
เลนส์สำหรับกล้อง Mirrorless ตระกูล EOS M ที่มีระยะหลากหลาย ตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงสามารถใช้ถ่าย Portrait ละลายหลังก็ยังได้ แต่จุดเด่นที่ทำให้เหมาะกับการถ่ายวีดีโอ นั่นคือมีระบบกันสั่นในเลนส์ (IS) และยังมี STM ที่ช่วยเรื่องความสมูทของโฟกัสอีก ทำให้เหมาะมากๆสำหรับการถ่ายวีดีโอ ยิ่งใครที่ใช้ถ่าย Vlog แล้วต้องเดินถ่าย ก็จะได้ภาพที่นิ่งกว่าเลนส์ Fix อื่นๆ
2.2 EF-S10-18mm f/4.5-5.6 IS STM
เลนส์สำหรับกล้องเซ็นเซอร์ APS-C ที่เป็นมุมกว้างแบบ Ultra Wide อีกทั้งยังมี IS และ STM ที่ช่วยเรื่องการโฟกัสและความนิ่งของภาพ ซึ่งความกว้างที่ได้จากเลนส์นี้จะกว้างกว่าเลนส์ EF-M 11-22MM รวมถึงเรื่องน้ำหนักที่เบา และราคาที่ถูกและคุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่เลนส์ตัวนี้ทำได้
3.ถ่ายรูป Macro
ใครที่ชอบถ่ายดอกไม้หรือของชิ้นเล็กในระยะใกล้ๆ เลนส์ Macro จะเหมาะมากที่สุดเพราะระยะของเลนส์และการโฟกัสที่ทำได้ดีในระยะใกล้
3.1 EF 100mm f/2.8 Macro USM
เลนส์มาโครที่ใช้ได้ทั้งกล้องเซ็นเซอร์ APS-C และ Full Frame ที่ให้ภาพที่ซูมใกล้ระดับ Macro และโฟกัสได้ชัดเจนและเปลี่ยนโฟกัสแบบ Manual ได้ทันทีด้วย USM ที่มีมาในเลนส์ ซึ่งจุดสังเกตอย่างหนึ่งของเลนส์ตัวนี้คือน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก (580 กรัม)
3.2 EF-M28mm f/3.5 Macro IS STM
เลนส์มาโครขนาดเล็กและน้ำหนักเบาสุดๆสำหรับกล้อง Mirrorless ที่มีจุดเด่นคือ Macro Lite ที่เปรียบเสมือนไฟวงขนาดย่อ ปรับได้ 2 ระดับที่ติดอยู่ด้านหน้าของเลนส์ รวมถึงระบบ IS และ STM ทำให้เลนส์รุ่นนี้เป็นที่นิยมกับคนที่ใช้กล้องแคนนอนตระกูล EOS M มากๆ โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องถ่ายซูมเมคอัพหรือหนุ่มๆที่ชอบถ่ายพระเครื่อง แมลงเกาะดอกไม้ต่างๆ เป็นต้น
4.ชอบถ่ายหลายแบบหลายแนว
ใครที่ไม่ได้เจาะจงการถ่ายภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็แนะนำให้ใช้เลนส์ที่มีระยะกำลังดีถ่ายได้ทั้งบุคคลและวิวทิวทัศน์ ที่สำคัญคือไม่ต้องพกเลนส์หลายตัว และต้องคอยเปลี่ยนเลนส์อยู่บ่อยๆ (แต่ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะเมื่อมีเลนส์ตัวแรกแล้ว ตัวที่สองก็มักจะตามมาอีกเสมอนะ)
4.1 EF-S18-135mm f/3.5-5.6 IS USM
เลนส์สำหรับกล้อง APSC ที่ใครหลายคนต่างยกให้เป็นเลนส์ครอบจักรวาลสำหรับกล้อง DSLR ด้วยระยะตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงระยะเทเล ทำให้ได้ภาพที่หลากหลายในหนึ่งเลนส์ อีกทั้งยังมีกันสั่นในเลนส์ รวมถึง USM แบบ Nano ที่ช่วยให้โฟกัสได้ไวและเงียบมากขึ้น ดังนั้นใครที่ไม่อยากพกเลนส์หลายชิ้น ก็ขอแนะนำตัวนี้ ที่แม้ว่าราคาอาจจะค่อนข้างสูง แต่ตัวเดียวเอาอยู่ไม่ว่าจะถ่ายวิวหรือถ่ายคน
4.2 EF-M22mm f/2.0 STM
เลนส์ Fix สำหรับกล้อง Mirrorless ที่ถูกเรียกว่า “เลนส์แพนเค้ก” เพราะด้วยขนาดที่บางกว่าเลนส์รุ่นอื่นๆ และน้ำหนักที่เบา ทำให้เป็นเลนส์ติดกล้องแบบพกใส่ลงกระเป๋าได้อย่างง่ายๆ ในระยะ 22mm นี้เทียบเท่า 35mm ในระยะฟูลเฟรม ระยะนี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับกล้องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับถ่ายทั่วๆไปได้ทุกอย่าง และด้วยค่า F ที่กว้าง 2.0 ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี รวมถึงสามารถละลายหลังเมื่อถ่ายบุคคลในระยะที่เหมาะสมได้อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
กล้องและเลนส์ของ Canon มีหลากหลายรุ่นและระดับ ซึ่งการเลือกเลนส์นั้นสิ่งที่สำคัญคือการดูเป้าหมายของการถ่ายภาพของเรา และยิ่งไปกว่านั้นคืองบประมาณที่เรามีและกล้องที่เราใช้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งหากใครหากล้องหรือเลนส์มือสองอยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดกล้องโดยเฉพาะ ให้คุณได้เลือกซื้ออย่างสะดวก ลองเข้าไปดูกันเลย