Nov 20, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ต้นไม้มงคลยังคงกระแสดีไม่มีแผ่วมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน คงเพราะแค่ได้ยินว่าต้นไหนพันธุ์อะไรจัดอยู่ในหมวดหมู่ต้นไม้มงคล ก็เพิ่มระดับความน่าปลูกสำหรับสายมูได้แล้ว
หากจะเจาะลึกอีกนิด ต้นไม้มงคลนั้นสามารถแบ่งออกตามด้านที่ช่วยเสริมสิริมงคล เช่น ความรัก การงาน สุขภาพ และโชคลาภเงินทอง
วันนี้เรารวบรวม 10 ต้นไม้มงคลที่ช่วยเสริมดวงเรียกทรัพย์ให้มั่งมีเงินทองโดยเฉพาะมาฝาก เลื่อนลงไปดูกันดีกว่าว่ามีต้นไหนบ้าง
ไผ่กวนอิม
ต้นไม้ที่ขาดไม่ได้ในวงการฮวงจุ้ย ไผ่กวนอิมจัดอยู่ในประเภทไม้พุ่มเลี้ยงง่าย คนโบราณเชื่อว่าปลูกไผ่กวนอิมแล้วจะช่วยส่งเสริมโชคลาภ ความมั่งคั่งด้านเงินทอง และนำพลังด้านบวกมาสู่ครอบครัว ปกติจะนิยมปลูกต้นไผ่กวนอิมทางทิศตะวันออกเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้พักอาศัย
วิธีดูแล
การปลูกต้นไผ่กวนอิมทำได้ทั้งในดินและน้ำ ขั้นตอนการปลูกในดินอย่างแรกคือเตรียมดิน แนะนำว่าควรเป็นดินแห้ง ๆ มาผสมกับดินที่มีความร่วนชื้นให้ได้ดินที่เหมาะแก่การปลูกไผ่กวนอิม
เนื่องจากไผ่กวนอิมเป็นต้นไม้ที่ชอบน้ำมาก จึงต้องหมั่นรดน้ำเมื่อเห็นว่าดินเริ่มแห้ง หลังใส่ปุ๋ยครั้งแรกก็เว้นไป 3 – 4 เดือนค่อยใส่ ให้โดนแสงแดดพอประมาณเพื่อไม่ให้ใบโตเร็วเกินไป
ส่วนการปลูกในน้ำคือเติมน้ำสะอาดลงในกระถาง หากเป็นน้ำที่มีคลอรีน แนะนำให้กรองให้สะอาดก่อนเพราะคลอรีนอาจจะทำให้ใบไผ่ไหม้ได้ จากนั้นก็ใช้ก้อนกรวดยึดให้ต้นไผ่ตั้งตรงอยู่ในน้ำ ต้องคอยเปลี่ยนน้ำทุก ๆ 7 – 10 วัน รวมทั้งหมั่นทำความสะอาดภาชนะและก้อนกรวดที่ใส่ด้วย
โป๊ยเซียน
ไม้ประดับที่จัดเป็นหนึ่งในต้นไม้มงคลยอดฮิตในแขนงการเสริมดวงเรียกทรัพย์ ดอกมีหลากหลายสีสัน อาทิ แดง เหลือง ชมพู ขาว เรียกว่าได้ทั้งความมงคลและความสวยงามในต้นเดียวเลย
เชื่อว่าปลูกดอกโป๊ยเซียนแล้วจะนำพาบารมี อำนาจวาสนาและโชคลาภเข้ามาในชีวิต หากบ้านไหนปลูกต้นโป๊ยเซียนแล้วออกดอกเกิน 8 ดอก จะทำให้เจ้าบ้านและคนในครอบครัวมีเงินทองไหลมาเทมา
วิธีดูแล
โป๊ยเซียนเป็นดอกไม้ที่เลี้ยงง่ายและทนทาน เจ้าไม้ประดับชนิดนี้ชื่นชอบแสงแดดเอามาก ๆ จึงควรปลูกไว้ในที่ที่โดนแดดและดินร่วนซุย ไม่จำเป็นต้องรดน้ำทุกวันเนื่องจากโป๊ยเซียนสามารถเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างมาก
เศรษฐีพันล้าน
ฟังจากชื่อก็รู้ว่ามงคลด้านไหน! ไม้ประดับล้มลุกชนิดนี้เลี้ยงง่าย เชื่อกันว่าถ้าครอบครัวไหนมีต้นเศรษฐีพันล้าน จะยิ่งมีโชคลาภเงินทองหลั่งไหลมาเทมา ทำมาค้าขายอะไรก็มือขึ้นไปหมด บอกเลยว่าคนทำธุรกิจไม่ควรพลาด
วิธีดูแล
ต้นเศรษฐีพันล้านเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท สามารถเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดี แค่รดน้ำพอประมาณ และให้โดนแดดตลอดทั้งวัน
มะม่วง
ไม้ผลที่คุ้นหูคุ้นตากันดีอย่างมะม่วงก็เป็นต้นไม้มงคลที่ช่วยเสริมโชคลาภเช่นกัน คนสมัยก่อนเชื่อว่ามะม่วงช่วยให้คนในบ้านมีฐานะร่ำรวยขึ้น แถมยังช่วยปัดรังควานสิ่งไม่ดีที่จะเข้ามาด้วย ทิศที่แนะนำว่าปลูกแล้วจะยิ่งส่งเสริมเรื่องฐานะเงินทองให้ร่ำรวยยิ่งขึ้นคือทิศใต้
วิธีดูแล
การปลูกมะม่วงในบ้านอาจจะต้องอาศัยการดูแลอย่างต่อเนื่อง มะม่วงจะเติบโตได้ดีในดินร่วนซุย และการให้น้ำอย่างเพียงพอ ในช่วงปลูกแรก ๆ ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ จนกว่าต้นมะม่วงจะตั้งต้นได้ ปุ๋ยที่ใช้บำรุงควรเป็นปุ่ยอินทรีย์ เช่น ปุ๋ยคอก ใส่ปีละสองครั้งก่อนเพียงพอแล้ว
กระบองเพชร
รู้หรือไม่ว่ากระบองเพชร พรรณไม้ยอดฮิตขวัญใจคนสมัยนี้จัดเป็นต้นไม้มงคลได้เช่นกัน ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนอาจจะเคยมีคนบางกลุ่มที่มองว่าพืชหนามดูไม่มงคล แต่สมัยนี้ก็มีความเชื่อใหม่ว่าเจ้ากระบองเพชรช่วยเสริมโชคลาภ ให้เงินทองงอกงาม หน้าที่การงานก้าวหน้า
วิธีดูแล
กระบองเพชรเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี ดูแลง่าย รดน้ำอาทิตย์ละครั้งแบบชุ่ม ๆ ก็เพียงพอ หรือรดเมื่อเห็นว่าดินเริ่มแห้งประมาณ 1-2 วันต่อครั้ง และให้เจ้ากระบองเพชรได้ออกไปรับแสงอย่างเพียงพอ
กุหลาบหิน
ไม้อวบน้ำหน้าตาน่ารักที่นอกจากบางคนจะนิยมปลูกเพื่อความสวยงามแล้ว ยังเสริมโชคลาภด้านเงินทองได้ ว่ากันว่าใครปลูกแล้วจะได้เป็นเศรษฐี มีเงินทองเข้ามาไม่ขาดมือ
วิธีดูแล
กุหลาบหินมีหลากหลายสายพันธุ์มาก บางพันธุ์ชอบแดดจัด ในขณะที่บางพันธุ์ชอบแดดปานกลาง เราจึงต้องดูแลให้เหมาะสมกับพันธุ์ที่เลี้ยงด้วย แต่โดยรวมกุหลาบหินจะไม่ชอบพื้นที่ที่อับชื้น ควรปลูกไว้บริเวณที่ลมพัดอากาศถ่ายเทสะดวก
ดินที่เหมาะสมในการปลูกกุหลาบหินคือดินร่วนซุย ระบายน้ำได้ดี และเก็บความชื้นไว้ได้บ้าง เราสามารถเตรียมดินสำหรับปลูกกุหลาบหินเองได้ด้วยการผสมดินร่อนกับทรายและใส่ปุ๋ยชีวภาพกับเศษขุยมะพร้าว
การรดน้ำให้รดอาทิตย์ละสองครั้ง ห้ามรดน้ำตอนอยู่กลางแดดจัด ๆ เพราะจะทำให้ต้นกุหลาบหินไหม้
เงินไหลมา
อีกหนึ่งไม้มงคลที่แค่ฟังชื่อก็อยากมีไว้ครอบครอง เงินไหลมาเป็นพรรณไม้เลื้อยที่คนโบราณเชื่อว่านำมาปลูกในบริเวณบ้านแล้วจะทำให้มีเงินทองเข้ามาไม่ขาดสาย ทำมาค้าขายขึ้น ควรปลูกในทิศตะวันออกเฉียงใต้เพื่อเสริมสิริมงคล
วิธีดูแล
เงินไหลมาเป็นต้นไม้ที่สามารถปลูกได้ทั้งในและนอกอาคาร เจ้าเงินไหลมาจะชอบแดดรำไร แม้ว่าจะเป็นต้นไม้ที่ปลูกในอาคารได้ แต่ก็ควรเป็นพื้นที่ที่มีแสงแดดส่องถึง ชอบดินร่วนซุยและชอบน้ำมาก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเพื่อไม่ให้ใบแห้ง และให้ปุ๋ยบำรุง 1 – 2 เดือนต่อครั้ง
สาลิกาลิ้นทอง
บางคนอาจจะพอได้ยินชื่อนี้มาบ้าง สาลิกาลิ้นทองไม่ใช่แค่ชื่อเครื่องรางที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์มหานิยม พูดอะไรก็ดี มีแต่คนชื่นชมอย่างเดียว แต่ยังเป็นชื่อไม้ประดับมงคลที่สายมูนิยมนำไปปลูกบริเวณบ้านหรือร้านค้า
เนื่องจากมีความเชื่อตั้งแต่สมัยโบราณว่าต้นสาลิกาลิ้นทองช่วยเสริมโชคลาภด้านการเจรจา ช่วยในการลงทุน ทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรือง
วิธีดูแล
เราสามารถปลูกสาลิกาลิ้นทองได้ในดินทุกประเภท เจ้าไม้ประดับชนิดนี้ชื่นชอบแสงแดดรำไร ต้องการน้ำไม่มากนัก รดอาทิตย์ละ 2 – 3 ครั้งก็เพียงพอแล้ว
วาสนา
ต้นไม้ประดับชนิดนี้ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางที่มีใบสวยงาม เหมาะแก่การปลูกประดับบ้าน เชื่อกันว่าถ้านำมาปลูกในบ้านให้ออกดอกออกใบสวยงาม จะช่วยให้เรามีอำนาจวาสนา ไม่ว่าจะเรื่องเงินทอง ยศตำแหน่ง และเกียรติยศ
วิธีดูแล
สามารถปลูกได้ทั้งแบบลงดินเลยหรือปลูกในกระถาง ถ้าปลูกในกระถาง แนะนำให้เปลี่ยนกระถางทุก 1 – 2 ปีหรือเมื่อรากแน่นเกินไป ควรปลูกทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเสริมดวง
ต้นวาสนาเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทราย ชื่นชอบน้ำปานกลางเพราะถือเป็นพืชที่ทนแล้งได้ดี ต้องการแสงแดดรำไร
ใบนาค
ไม้ประดับยืนต้นใบหลากสีขนาดเล็ก เชื่อกันว่าใครนำมาปลูกในบ้านจะทำให้มีโชคลาภด้านเงินทอง เงินจะไหลมาเทมา คนสมัยก่อนจะนิยมนำใบนาคมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น ทำน้ำพระพุทธมนต์ขึ้นบ้านใหม่
วิธีดูแล
ควรปลูกในดินร่วนซุย ความชื้นสูง ต้องการแสงแดดรำไรและน้ำปานกลาง แนะนำว่าควรใส่ปุ๋ยคอกบำรุงปีละ 4 – 5 ครั้งเพื่อให้ต้นใบนาคเติบโตไวทันใจ
สรุป
ต้นไม้มงคลที่คนนิยมนำมาปลูกในบริเวณบ้านเพื่อเสริมดวงด้านโชคลาภเงินทองมีมากมายหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นไม้ประดับตั้งแต่ขนาดเล็กกะทัดรัดไปจนถึงไม้ยืนต้นออกดอกออกผลเลย แต่ละต้นก็มีวิธีการปลูกและดูแลต่างกันไป
ดังนั้นเราแนะนำให้ทุกคนที่สนใจจะหาต้นไม้มงคลเรียกทรัพย์ไปปลูกสักต้น ลองคิดดูว่าตัวเองมองหาต้นไม้แบบไหน การดูแลต้องมากน้อยอย่างไร
ใครที่สนใจอยากลองหาซื้อต้นไม้มงคลตามลิสต์ที่เรารวบรวมมาให้วันนี้ ไม่ต้องไปไหนไกลค่ะ แวะเข้ามาที่ Kaidee และค้นหาต้นไม้ที่ถูกใจคุณได้เลย
Nov 20, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทุกคนเจอหนังสือเล่มโปรดที่ตราตรึงใจตอนอายุเท่าไรคะ เราเชื่อว่าหลายคนอาจจะได้รู้จักหนังสือเล่มโปรดจากห้องสมุดโรงเรียน มหาวิทยาลัย หรือในช่วงวัยรุ่น เพราะเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน
แม้เวลาจะผ่านไปหลายปี บางประโยคจากหนังสือบางเล่มก็ยังคงอยู่ในใจหรือมีพลังมากพอจะเปลี่ยนมุมมองความคิดเราที่มีต่อบางเรื่องได้
วันนี้เราเลยขอเอาใจนัก(ชอบ)อ่านด้วยการมัดรวม 5 วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังจากห้าประเทศที่ชีวิตนี้ควรอ่านมาฝาก! มาทำความรู้จักทั้งห้าเล่มนี้ไปพร้อมกันเลยค่ะ
To Kill a Mockingbird – สหรัฐอเมริกา
(Credit: Harpercollins Publisher)
‘To Kill a Mockingbird’ หรือในชื่อไทย ‘ ฆ่าม็อกกิ้งเบิร์ด’ เป็นวรรณกรรมสัญชาติอเมริกันซึ่งเป็นที่รักของคนหลากรุ่นหลายวัย ผลงานของ ‘Harper Lee’ นักเขียนชาวอเมริกันชื่อดัง การันตีคุณภาพด้วยรางวัล ‘Pulitzer Prize’ และยอดตีพิมพ์กว่า 30 ล้านเล่มทั่วโลก!
เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ ‘Atticus Finch’ ทนายหนุ่มที่พยายามล้างมลทินให้ ‘Tom Robinson’ ชายผิวดำผู้ถูกกล่าวหาว่าข่นขืนหญิงสาวผิวขาวในปี 1930
ด้วยเนื้อหาที่สอดแทรกประเด็นสังคมในสมัยนั้น ทั้งความอยุติธรรมทางชาติพันธ์ุ สิทธิที่พลเมืองพึงมีอย่างเท่าเทียม การกล่าวโทษผู้บริสุทธิ์ รวมทั้งบทบาททางเพศ ซึ่งน่าเศร้าที่หลายประเด็นยังคงไม่หายไปจากสังคมเสียทีเดียว
จึงไม่แปลกใจที่ To Kill a Mockingbird จะได้รับความรักอย่างท่วมท้นและกลายเป็นหนังสือที่ถูกบรรจุในการหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนในสหรัฐอเมริกาหลายแห่ง ทว่าก็มีบางที่มองว่าเนื้อหารุนแรงจนถึงขั้นแบนหนังสือเล่มนี้ในโรงเรียนเลยทีเดียว
My Sweet Orange Tree – บราซิล
(Credit: Candlewick Press)
หากใครเคยแวะเวียนหรือแวบผ่านหมวดวรรณกรรมตามร้านหนังสือ อาจจะพอคุ้นชื่อ ‘My Sweet Orange Tree’ หรือ ‘ต้นส้มแสนรัก’ บ้าง
วรรณกรรมเล่มนี้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของ ‘José Mauro de Vasconcelos’ นักเขียนบราซิล ตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาโปรตุเกสเมื่อปี 1968 ปัจจุบันได้รับการแปลแล้วกว่า 32 ภาษาและตีพิมพ์กว่า 19 ประเทศทั่วโลก
เรื่องราวของ ‘Zeze’ เด็กชายวัยห้าขวบแสนซน จินตนาการกว้างไกล ขี้แกล้ง ผู้เชื่อว่าเขามีปีศาจอยู่ในตัว เด็กชายต้องเผชิญกับเรื่องราวทุกข์ใจสารพัดทั้งความยากไร้ ครอบครัว และสังคม เราจะได้เห็นชีวิตเด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นท่ามกลางบาดแผลและความงดงาม
นอกจาก ‘My Sweet Orange Tree’ หรือ ‘ต้นส้มแสนรัก’ จะได้ตีพิมพ์ทั่วโลก ยังมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ด้วย สามารถไปหาดูเพื่อเพิ่มอรรถรสได้เลยค่ะ
Stay Where You Are and Then Leave – ไอร์แลนด์
(Credit: Penguin Random House Children's UK)
‘Stay Where You Are and Then Leave’ วรรณกรรมสัญชาติไอริชที่ถูกนำมาแปลเป็นไทยในชื่อแสนกินใจ ‘พ่อกับผมและบางสิ่งที่หายไปในสงคราม’ แต่งโดย ‘John Boyne’ นักเขียนชาวไอริชเจ้าของผลงาน ‘The Boy in the Striped Pajamas’ หรือ ‘เด็กชายในชุดนอนลายทาง’
ในหนังสือเล่มนี้ คุณจะได้พบกับเรื่องราวครอบครัว ‘Summerfield’ ที่อาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ชีวิตในวัยห้าขวบหมาด ๆ ของ ‘Alfie’ พลิกผันเมื่อสงครามปะทุขึ้นและผู้เป็นพ่อต้องไปเป็นทหารสู้รบในสงครามครั้งยิ่งใหญ่
นับเป็นเรื่องราวแสนเศร้าที่ถ่ายทอดได้อย่างงดงาม คุณจะได้เห็นอีกแง่มุมผลกระทบที่เกิดจากสงครามซึ่งไม่เพียงกระทบในระดับชาติหรือระดับโลกเท่านั้น แต่ยังส่งผลกับชีวิตคนธรรมดาเดินดินทั่วไปทั้งช่วงสงครามและหลังสงคราม บางสิ่งในชีวิตพวกเขาถูกสงครามพรากไปตลอดกาลและไม่อาจหวนคืนได้
Animal Farm – อังกฤษ
(Credit:Houghton Mifflin Harcourt)
นิยายสั้นเชิงอุปมานิทัศน์ เสียดสีสังคมแสบ ๆ คัน ๆ จากอังกฤษของ ‘George Orwell’ นักเขียนระดับตำนาน เรื่องนี้บอกเลยว่าต้องอ่าน!
‘George Orwell’ เขียนนิยายเรื่องนี้เพื่อเสียดสีการปฏิวัติรัสเซีย ค.ศ. 1917 และการปกครองของ Stalin โดยถ่ายทอดผ่านเรื่องราวของกลุ่มสัตว์ที่ลุกขึ้นมาปฏิวัติมนุษย์เจ้าของฟาร์ม หวังสร้างสังคมสัตว์ที่ปกครองกันเองด้วยความเท่าเทียม ทว่าภายใต้การปกครองของ ‘Napoleon’ เจ้าหมูเผด็จการ ทุกอย่างกลับค่อย ๆ ย่ำแย่เหมือนก่อนปฏิวัติ
วรรณกรรมเรื่องนี้อาจต้องอาศัยภูมิหลังความรู้ด้านประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์จริงเล็กน้อยเพื่อให้เราสนุกและเข้าใจเนื้อหาที่ต้องการสื่อมากขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าเล่มนี้อ่านแล้ววางไม่ลงแน่นอน!
Life of Pi – แคนาดา
(Credit:Houghton Mifflin Harcourt)
ปิดท้ายกันที่นิยายปรัชญาสัญชาติแคนาดาของนักเขียนชาวแคนาดา-ฝรั่งเศสอย่าง ‘Yann Martel’ ที่ได้ตีพิมพ์ใน 50 ประเทศและขายได้กว่า 12 ล้านเล่มทั่วโลก!
ไม่เพียงเท่านั้น! นิยายเล่มนี้ยังถูกดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ชื่อดัง แถมได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Golden Globe Awards ถึงสามสาขา!
‘Life of Pi’ เป็นเรื่องราวของ ‘Pi’ เด็กหนุ่มชาวอินเดียผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เรือแตก เขาใช้เวลากว่า 227 วันเอาตัวรอดท่ามกลางธรรมชาติ แต่เขาไม่ได้อยู่เพียงลำพัง มีเสือเบงกอลหนึ่งตัวที่จะร่วมผจญภัยไปด้วยกัน
ทว่านี่กลับไม่ใช่แค่เรื่องราวการผจญภัยธรรมดา คุณจะได้ร่วมไตร่ตรองและตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นว่ามันเป็นเรื่องจริงหรือแค่เรื่องเล่าจากมุมมองของคนคนหนึ่งเท่านั้น
ต้องบอกว่าวรรณกรรมเยาวชนทั้งห้าเล่มที่หยิบยกมาเล่าสู่กันฟังคร่าว ๆ ครั้งนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหนังสือที่อยากให้ทุกคนได้อ่าน สำหรับใครที่กำลังมองหาหนังสือคุณภาพดีมือสองมาอ่านสักเล่มสองเล่ม แวะเข้าไปลองเสิร์ชและเลือกซื้อได้ที่ Kaidee เลยค่ะ เจอเล่มไหนถูกใจอยากแชร์ ก็บอกกันได้นะคะ ทางเราพร้อมอ่านมากค่ะ
Nov 20, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ยุคนี้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องอาหารเท่านั้น แต่ยังใส่ใจไปถึงสิ่งของเครื่องใช้รอบตัวที่เราต้องใช้อยู่เป็นประจำ เช่น เก้าอี้ ที่ส่วนใหญ่เราต้องใช้งานเจ้าสิ่งนี้มากกว่า 7 ชั่วโมงต่อวัน จึงเกิดเก้าอี้ที่รองรับสรีระร่างกายของเราหรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพขึ้นในปัจจุบัน
เก้าอี้เกมมิ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเป็นไหม?
การเล่นเกมที่แต่ก่อนเป็นเพียงการผ่อนคลายหรือเพื่อความเพลิดเพลิน แต่ในวันนี้เกมบางประเภทถูกพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในกีฬาที่มีการแข่งขันในระดับสากลทั่วโลก ซึ่งเกมในยุคนี้ แน่นอนว่ามีการพัฒนาหลายๆด้าน ระยะเวลาการเล่นจึงยาวนานขึ้นกว่าจะจบส่วนหลักหรือที่เรียกกันว่าเนื้อเรื่องหลักของเกม
และเมื่อต้องนั่งเล่นเป็นเวลานานๆ แน่นอนว่าอาการปวดเมื่อยตามตัวก็ย่อมตามมาเช่นกัน เก้าอี้เกมมิ่งจึงเกิดขึ้น เพื่อรองรับสรีระร่างกายในการนั่งอย่างถูกวิธี ทำให้นั่งได้สบายมากขึ้น และลดอาการปวดเมื่อยที่จะเกิดขึ้นได้
ที่สำคัญเมื่อมีเก้าอี้เกมมิ่งแล้ว จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการเล่นเกมให้ดีขึ้นได้อีกด้วย ยิ่งเกมที่เล่นในคอมพิวเตอร์ หากเรามีสรีระที่ถูกต้อง จะทำให้เราขยับแขนขยับมือเพื่อคลิ้กปุ่มต่างๆได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
นั่งแบบไหนถึงจะถูกต้องตามสรีรศาสตร์นะ?
เพื่อลดอาการปวดเมื่อย โดยเฉพาะอาการปวดหลัง การนั่งจึงควรนั่งอย่างถูกวิธี ตามวิธีดังนี้
1.นั่งเต็มเก้าอี้
การนั่งให้เต็มเก้าอี้โดยให้บั้นทานแนบกับมุมของพนัก จะทำให้น้ำหนักลงไปที่บริเวณบั้นทายของเราอย่างเท่ากันทั้งสองด้าน และจะไม่ทำให้ปวดหลังอีกด้วย
2.หลังชิดพนัก
ไม่ควรนั่งเอนไปด้านหลังมากเกินไป หรือนั่งแอ่นหลังมากเกินไป ควรนั่งให้หลังชิดพนักและเอนตัวไปด้านหลังเล็กน้อย
3.ศีรษะ
ตั้งศีรษะตรงและเอนลงเล็กน้อย เพื่อมองหน้าจอหรือคีย์บอร์ด ไม่ก้มมากเกินไป เพราะจะทำให้ปวดคอและทำให้อาการปวดศีรษะตามมา
4.แขน ข้อศอก ข้อมือ
เก้าอี้ส่วนมากจะมีที่พักแขน ให้เราวางข้อศอกไว้และยื่นแขนไปอยู่บริเวณใกล้กับเมาส์และคีย์บอร์ด
5. วางเท้าให้เต็ม
หากนั่งสบายแล้วแต่ส่วนเท้ายังไม่สัมผัสพื้นเต็ม ให้นำหมอนหรือเบาะมารองไว้ให้เท้าแนบกับพื้นเต็มส่วน เพื่อลดการกดทับบริเวณขาหนีบกับเบาะรองนั่งเก้าอี้
วิธีการเลือกซื้อเก้าอี้เกมมิ่ง
ตลาดเก้าอี้เกมมิ่งในตอนนี้มีเก้าอี้ให้เลือกเยอะแยะมากมาย ทั้งแบรนด์ไทยแบรนด์ต่างประเทศ แต่การที่เราจะซื้อเก้าอี้เกมมิ่งสักตัวให้คุ้มค่ากับเรามากที่สุด ต้องดูอะไรบ้างล่ะ เรามีข้อแนะนำ 3 ข้อดังนี้
1.ดูจุดประสงค์
แน่นอนว่าคนที่จะซื้อเก้าอี้เกมมิ่งต้องซื้อไปเพื่อนั่งเล่นเกมอยู่แล้ว แต่บางคนอาจใช้เก้าอี้ตัวนี้นั่งทำงาน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ ดูหนังไปหรือพูดง่ายๆคือเป็นเก้าอี้ที่ใช้เอนกประสงค์ในห้องของเรา ซึ่งหากเราจะใช้แบบนี้ ให้เลือกเก้าอี้ที่สามารถปรับได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเอนพนัก ปรับขึ้น-ลง ซ้าย-ขวาที่พักแขน รวมถึงปรับเก้าอี้ขึ้น-ลงได้ เพื่อเราสามารถปรับเปลี่ยนท่าทาง เวลาเมื่อยหรือต้องการพัก
2.ดูวัสดุที่ใช้
เก้าอี้เกมมิ่งในปัจจุบันราคามักเริ่มต้นที่หลักพัน ซึ่งหากคนที่ไม่ได้ศึกษาดูราคาเก้าอี้เกมมิ่งมาก่อน ก็อาจคิดในใจว่าราคาค่อนข้างสูง ดังนั้นควรเลือกตัวที่มีวัสดุที่แข็งแรงและมีคุณภาพ เช่น เบาะหนัง PU หรือโครงสร้างทำจากอลูมิเนียมที่แข็งแรง รวมถึงรับน้ำหนักได้มาก ซึ่งเราควรไปนั่งลองเองที่ร้านเพื่อความมั่นใจว่าสรีระของเราเหมาะกับเก้าอี้ตัวนั้นจริงๆ
3.เลือกแบรนด์ที่ไว้วางใจ
เมื่อไปเลือกดูตามร้านหรือดูตามแอปช้อปปิ้ง จะเห็นเก้าอี้เกมมิ่งหลากหลายแบรนด์ รวมถึงไม่มีแบรนด์ก็มี เราควรเลือกดูอย่างละเอียดไม่ว่าจะดูรีวิวหรือสัมผัสตัวเก้าอี้ ลองนั่ง และหากมีแบรนด์ที่ชื่นชอบอยู่แล้วก็จะทำให้เลือกง่ายขึ้น เพราะในหนึ่งแบรนด์ก็จะมีไลน์สินค้าหลายระดับ ยิ่งระดับสูงก็จะยิ่งมีราคาที่สูงขึ้น รวมถึงวัสดุและฟังก์ชันการใช้งานของเก้าอี้ก็ยิ่งดีมากขึ้นด้วย
แนะนำ 5 รุ่นเก้าอี้เกมมิ่ง
1.FANTECH GC-181A ALPHA
เก้าอี้เกมมิ่งราคาดีกับแบรนด์ Fantech ในรุ่น GC-181A Alpha พูดถึงวัสดุที่นำมาทำกันก่อน ตัวหนังเป็นเบาะหนังเทียมแบบ PU คุณภาพสูง มีความหนา ทนทานต่อการขีดข่วนและแรงกดทับเป็นเวลานาน ตัวฐานรองเป็นอลูมิเนียมที่รับน้ำหนักได้มากถึง 150 กก.
ตัวเก้าอี้สามารถปรับได้หลากหลายส่วน เริ่มที่ส่วนพนัก สามารถปรับเอนได้ถึง 180 องศา ความสูงของเก้าอี้ก็สามารถปรับขึ้นลงได้เช่นกัน และยังสามารถล็อกไม่ให้โยกได้ผ่านที่ปรับความสูงของเก้าอี้ด้วยการดึงออกหรือดันเข้า และสุดท้ายคือส่วนของที่วางแขน ที่สามารถปรับขึ้นลงและปรับเอียงซ้ายขวาได้
เก้าอี้รุ่นนี้ยังมาพร้อมหมอนรองคอและรองหลัง เพื่อความสบายมากยิ่งขึ้นเวลานั่ง ดังนั้นเก้าอี้รุ่นนี้จึงเหมาะมากสำหรับเกมเมอร์หรือแม้กระทั่งหนุ่มสาวออฟฟิศใช้นั่งทำงานก็ได้ ดูหนังก็ดี
2.MSI MAG CH120X
เก้าอี้เกมมิ่งจากแบรนด์โน๊ตบุ๊คเกมมิ่งแบรนด์ดัง โครงสร้างหลักของเก้าอี้เป็นเหล็กที่เชื่อมกับเบาะโฟมที่มีความหนาแน่นสูง รวมถึงส่วนฐานที่เป็นเหล็กเช่นเดียวกัน ทำให้เก้าอี้มีความแข็งแรงทนทาน ใช้งานได้ยาวๆ ตัวหนังเป็น PVC ที่มีความยืดหยุ่นรับการกดทับได้ ทำให้นั่งได้สบาย และตัวลูกล้อเป็น PU ลดเสียงรบกวนและลดการขีดข่วนลงบนพื้นเมื่อเลื่อนเก้าอี้
ตามสัดส่วนของเก้าอี้รุ่นนี้เหมาะกับคนที่มีความสูงประมาณ 170 ขึ้นไป ตัวเก้าอี้รองรับน้ำหนักได้มากถึง 180 กิโลกรัม สามารถปรับเอนขึ้น-ลงได้ พนักพิงปรับได้ตั้งแต่ 90 – 180 องศา ที่พักแขนก็สามารถปรับได้มากถึง 4 ระดับ ได้แก่ ขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา เพื่อความสะดวกสบายเวลาเล่นเกม และยังมาพร้อมหมอน 2 ชิ้นนั่นคือหมอนรองคอและรองหลัง
สรุปแล้วเก้าอี้ตัวนี้เหมาะมากสำหรับชาวเกมเมอร์ที่มีงบประมาณสูงขึ้นมาหน่อย ด้วยราคาที่อยู่ราวๆ 7-8 พัน เราจะได้เก้าอี้ที่มีวัสดุทนทาน และคุณภาพดีคุ้มราคาแน่นอน
3.NUBWO NBCH-007
อีกหนึ่งแบรนด์ดังด้านคอมพิวเตอร์ที่มีอุปกรณ์มากมายหลายชนิด โดยหนึ่งในนั้นคือเก้าอี้เกมมิ่งที่มีหลากหลายรุ่น ซึ่งในรุ่น NBCH-007 นี้มีสีให้เลือกมากถึง 7 สี โครงหลักของเก้าอี้ทำจากเหล็ก และล้อที่เป็นมาตรฐานสากล ทำให้เก้าอี้รองรับน้ำหนักได้มากกว่า 160 กิโลกรัม ตัวเบาะเป็นเมมโมรี่โฟมที่รองรับน้ำหนักเวลานั่งได้ดี
เก้าอี้มาพร้อมหมอนรองคอและรองเอวหรือหลัง ตัวเก้าอี้ปรับขึ้น-ลงได้ ตัวพนักพิงสามารถปรับเอนนอนได้ถึง 180 องศา ที่พักแขนสามารถปรับขึ้น-ลงได้อย่างเดียว ตามขนาดและสัดส่วนของเก้าอี้ เหมาะกับคนที่มีส่วนสูงตั้งแต่ 160 – 190 เซนติเมตร
ด้วยราคาที่อยู่ในระดับกลางๆประมาณ 4-5 พันบาท จึงทำให้เหมาะมากสำหรับใครที่มองหาเก้าอี้เกมมิ่งราคากำลังดี และยังได้วัสดุที่มีคุณภาพอีกด้วย
4.DX RACER OH-KS06-N
DX Racer แบรนด์ดังจากอเมริกา ที่ทำเก้าอี้เกมมิ่งที่รองรับสรีระร่างกายอย่างถูกต้อง โดยใน King Series นี้จะมีวัสดุเป็นหนัง PVC ดูแลและทำความสะอาดง่าย โครงสร้างเก้าอี้ทำจากเหล็ก ฐานเก้าอี้เป็นอลูมิเนียมและล้อวัสดุ PU เคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย รองรับน้ำหนักได้มากถึง 180 กิโลกรัม
ฟังก์ชันมากมายของเก้าอี้รุ่นนี้ทำให้เป็นจุดเด่นหนึ่งเลยก็ว่าได้ เริ่มจากที่พักแขนแบบ 4D ที่สามารถปรับได้มากถึง 8 ทิศทาง การปรับขึ้น-ลงของเก้าอี้ พนักพิงสามารถปรับเอนได้ถึง 135 องศา และตัวเก้าอี้ยังสามารถโยกได้ถึง 12 องศา
DX RACER OH-KS06-N นี้มีสีให้เลือกมากถึง 6 สี และนอกจากจะเป็นเก้าอี้เกมมิ่งแล้วยังสามารถนำมาใช้นั่งทำงานทั่วไปได้อย่างสะดวกสบายเช่นกัน โดยมีจุดสังเกตอย่างหนึ่งคือเรื่องของราคาที่ค่อนข้างสูง แต่หากคุณมีงบประมาณถึงก็เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่คุ้มค่าต่อการใช้งาน
5.ANDA-SEAT KAISER Series
Anda-Seat แบรนด์ดังสินค้าระดับพรีเมี่ยมแบรนด์หนึ่งในตลาดตอนนี้ โดยมีหนึ่งในสินค้ายอดฮิตนั่นคือเก้าอี้เกมมิ่งสุดหรูรุ่น Kaiser นั่นเอง โดยรุ่นนี้เป็นเก้าอี้หนัง PVC เกรดพรีเมี่ยมขนาดใหญ่ ตัวเก้าอี้มีโครงเหล็กที่แข็งแรง รวมถึงฐานอลูมิเนียมแบบ 5 แฉกและล้อเลื่อนขนาดใหญ่ ทั้งหมดนี้ทำให้เก้าอี้ตัวนี้รองรับน้ำหนักได้มากถึง 200 กิโลกรัม
ด้วยขนาดเก้าอี้ที่ใหญ่เป็นพิเศษทำให้มีหมอนรองคอและหมอนรองหลังขนาดใหญ่ที่ทำจากเมมโมรี่โฟมทั้งชิ้นด้วย ตัวเก้าอี้สามารถปรับได้หลากหลาย ทั้งพนักพิงที่ปรับเอนได้ 90 – 160 องศา ที่พักแขนแบบ 4D ปรับได้ทั้งขึ้น-ลง ซ้าย-ขวา และการปรับเก้าอี้ขึ้น-ลงด้วยลูกสูบไฮดรอลิกระดับ 4 ที่เป็นระดับที่ดีที่สุด
แน่นอนว่าความพรีเมี่ยมของตัวแบรนด์และวัสดุต่างๆ ทำให้ราคาก็อยู่ในระดับพรีเมี่ยมตาม ดังนั้น ANDA-SEAT KAISER Series นี้จึงเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลงทุนเก้าอี้ดีๆสักตัวที่สามารถใช้งานได้ในระยะยาว ทั้งดีไซน์สุดหรูและฟังก์ชันที่ครบครัน ทำให้คุณได้เพลิดเพิลนต่อการเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
สรุป
เก้าอี้เกมเมอร์กลายเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยให้เรานั่งหน้าคอมเล่นเกมหรือทำงานเป็นเวลานานได้อย่างสบายมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม เราควรลุกขึ้นเพื่อยืดเส้นยืดสาย ยืดกล้ามเนื้อไม่ให้เกร็งตลอดเวลา และยังเป็นการพักสายตาและพักสมองให้ผ่อนคลายสักครู่ แล้วเมื่อกลับไปเล่นเกมหรือทำงานต่อก็จะได้ประสิทธิภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น
หากใครมองหาเก้าอี้เกมเมอร์หรือเก้าอี้เพื่อสุขภาพอยู่ละก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดเฟอร์นิเจอร์ให้คุณได้เลือกซื้ออย่างสะดวก ลองเข้ามาดูกันเลย
Nov 19, 2020 | บทความยานยนต์
ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราถูกเจ้าโควิดกักบริเวณไม่ให้เดินทางไปไหนจนใจเฉา ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น ลองหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองและคนที่คุณรักดูบ้าง ยิ่งช่วงกลางฤดูฝนใกล้ฤดูหนาวแบบนี้ ถือเป็นช่วงฮอตฮิตเหมาะกับการออกไปสำรวจโลกกว้าง
หากใครยังกังวลไม่อยากเที่ยวที่ๆ มีคนเยอะ หรือใช้ระบบคมนาคมสาธารณะร่วมกับคนหมู่มาก การขับรถเที่ยวเป็นทางออกที่ตอบโจทย์สุด ได้ทั้งความสะดวกและสบายใจ ซึ่งวันนี้เรามี 10 ถนนสวยๆ ในประเทศไทย เหมาะกับการขับรถเที่ยวมาฝากกัน
1.ทางหลวงหมายเลข 106 ถนนต้นยาง-เชียงใหม่ลำพูน
Credit : https://thailandtourismdirectory.go.th/
ตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตร บนถนนทางหลวงหมายเลข 106 จาก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เชิงสะพานนวรัตน์ไปจนถึง ต.หนองหอย จ.ลำพูน เราจะพบกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันสวยงามของต้นยางสูงใหญ่กว่า 1,500 ต้น ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง
ทั้งนี้หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า พอพ้นเขตเชียงใหม่แล้ว จากต้นยางจะกลายเป็นต้นขี้เหล็กเข้ามาแทน นับเป็นการแบ่งเขตจังหวัดที่ใช้ธรรมชาติเข้ามาเป็นตัวช่วย
ส่วนที่มาของต้นยางเหล่านั้น มาจากหลวงเจ้าพระยาสุรสีหวิสิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงคนแรกของมณฑลพายัพ ได้นำต้นยางนาและต้นขี้เหล็กหลายพันต้น เข้ามาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดแนวถนนเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งต้นยางลำต้นใหญ่สุดเท่าที่เราเห็นอยู่นี้ ในประเทศมีให้เห็นแค่ที่นี่เท่านั้น จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะยกให้ถนนเส้นนี้เป็นหนึ่งในถนนสายโรแมนติกและร่มรื่นมากสุดในไทย
พิกัด : ถนนเชียงใหม่-ลำพูน (ต้นยางใหญ่สองข้าง) ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่
หรือ https://goo.gl/maps/FBa6iftZ2SLuhkhK7
2.ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต-จันทบุรี
Credit : https://thai.tourismthailand.org
ถนนเลียบชายทะเลที่มีความยาวมากสุดในประเทศไทย (ประมาณ 100 กิโลเมตร) เริ่มต้นเส้นทางจากชลบุรี ระยอง จันทบุรี ก่อนไปสุดที่ตราด โดยจุดยอดนิยมที่ได้ชื่อว่าสวยงามนั้น อยู่ระหว่างปากน้ำประแส จ.ระยองไปสิ้นสุดยังจุดชมวิวเนินนางพญา บริเวณชายหาดคุ้งวิมาน จ.จันทบุรี
ถนนเพื่อการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลระดับสากลอย่างยั่งยืน (Scenic Route) แห่งแรกของไทย ทั้งยังมีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดในภาคตะวันออก
หากคุณอยากได้ฟีลขับรถเที่ยว กินลมชมทะเลกับเพื่อนสบายๆ รายล้อมด้วยวิวทะเลและภูเขาสุดลูกหูลูกตา มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง ได้ทั้งเดินเล่นรับลมริมหาดคุ้งวิมาน หรือจะขึ้นเขาดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเจดีย์บ้านหัวแหลม ก็โรแมนติกไม่น้อย ที่สำคัญตลอดเส้นทางมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจจำนวนมาก รวมทั้งเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย
พิกัด : เริ่มตั้งแต่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แล้วไปยังทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท-อ่าวไข่)
วิ่งเลียบชายฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ และสุดทางที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี
หรือ https://goo.gl/maps/GmWkUffNYNyeiqwe7
3.ทางหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์
Credit : https://thai.tourismthailand.org
หลายครั้งที่ความสวยงามมักแลกมาด้วยความยากลำบาก เส้นทางนี้ค่อนข้างปราบเซียนอยู่ไม่น้อย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทำให้จำนวนโค้งค่อนข้างเยอะและลาดชัน ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าฝนต้องใช้ความระวังในการขับเป็นพิเศษ
ทว่าระหว่างทางเราจะได้พบกับรางวัลทางธรรมชาติสุดล้ำค่า “ท้องฟ้า ภูเขา และทะเลหมอก” จะออกมาต้อนรับผู้มาเยือนแบบในระยะประชิด งดงามราวกับสวรรค์บนดิน
ตลอดเส้นทางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราเพลิดเพลินได้แบบไม่มีเบื่อ ทั้งร้านกาแฟ หมู่บ้านชาวเขา วัด ร้านอาหาร ฯลฯ หรือจะขับลุยขึ้นไปกางเตนท์นอนต่อชิลๆ ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หรือภูทับเบิก ก็ถือเป็นอีกทริปน่าสนใจไม่น้อย
พิกัด : ถนนหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์
หรือ h ttps://goo.gl/maps/sPmktBYicmM7yvqG7
4.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน
Credit : Amazingthaitour
เส้นทางนี้เหมาะกับการมาขับรถเที่ยวในฤดูหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี เหล่าดอกบัวตองจะพากันอวดโฉม โชว์ความงามเหลืองอร่ามไปทั่วดอยแม่อูคอ ซึ่งที่นี่ถือเป็นทุ่งดอกบัวตองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่กว่า 500 ไร่
ฉะนั้นความอลังการไม่ต้องพูดถึง มองไปทางไหนก็ชื่นใจ เรียกว่าสวยจนแทบหยุดหายใจ ซึ่งหนึ่งปีมีให้เห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น
ขึ้นชื่อว่าแม่ฮ่องสอนแล้วการันตีได้เลย ว่าเส้นทางไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องฝ่าฟันลุยไปหลายพันโค้งอยู่เหมือนกัน แต่ขอให้มั่นใจว่า ปลายทางที่รอเราอยู่นั้นแสนคุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากจะเพลินไปกับความงามของดอกไม้แล้ว ยังเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรือโครงการหลวงขุนวางต่อได้อีกด้วย
พิกัด : ทางหลวงชนบท 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน
หรือ https://goo.gl/maps/Mouijk7S2ofqpTum9
5.ทางหลวงหมายเลข 1178 ดอยอ่างขาง-เชียงใหม่
Credit : http://www.tourismchiangmai.org/
ต่อกันที่อีกหนึ่งถนนสวยๆ ของภาคเหนือ ทางหลวงหมายเลข 1178 หรือรู้จักกันดีในนาม “เส้นทางขึ้นดอยอ่างขาง” โดยไฮไลต์ของถนนเส้นนี้คือ ดอกพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ที่พากันออกดอกคึกคักในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ตลอดสองข้างทางจะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอันสดใส และบางช่วงหนาแน่นมาก เสมือนซุ้มดอกไม้เหมือนมีใครเอามาจัดวาง
ที่สำคัญถนนแห่งนี้ยังดีงามอยู่ที่มีอากาศเย็น 15-17 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี หากไม่ได้มาช่วงดอกพญาเสือโคร่งบาน ก็ไม่ถือว่าเสียเที่ยวแต่อย่างใด แค่มาสูดออกซิเจนให้เต็มปอดก็ชื่นใจแล้ว นอกจากนี้ยังมีที่เที่ยวอีกเพียบ ทั้งแปลงผลไม้เมืองหนาว สวนดอกไม้ต่างๆ หรือใครที่อยากเรียนรู้วิถีชุมชน จะแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาก็ย่อมได้
พิกัด : จากเชียงใหม่วิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 107 จนถึง อ.เชียงดาว
จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกเมืองงาย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 เพื่อขึ้นดอยอ่างขาง
หรือ https://goo.gl/maps/ZfZ7ChpYp7HHGH5w9
6.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ-ชลบุรี
Credit : https://thai.tourismthailand.org/
ขึ้นเขาลงห้วยเที่ยวถนนสวยๆ ทางภาคเหนือมากันเยอะแล้ว ทีนี้ขยับมาใกล้กรุงเทพกันบ้าง ใครจะรู้ว่าชลบุรีเองมีถนนรอบอ่างเก็บน้ำบางพระ อันขึ้นชื่อเรื่องความร่มรื่นของต้นไม้นานาพันธุ์ และทัศนียภาพที่งดงามริมสันเขื่อน ตลอดจนความสวยของ “ดอกเสลา” ซึ่งจะเผยโฉมสีม่วงชมพู ให้เราเห็นทุกปลายเดือนกุมภาพันธ์
นอกจากจะมีวิวทิวทัศน์แสนสบายตาสบายใจแล้ว ถนนสายนี้ยังเป็นเส้นทางยอดฮิตของบรรดานักปั่นจักรยาน และความที่สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ แถมอากาศก็ดี
ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมนกหายาก ซึ่งบรรดาคนรักนกทั้งหลายโปรดปรานเป็นพิเศษ ทั้งยังมีกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ ทั้งล่องเรือ เล่นน้ำ ชมพระอาทิตย์ตก หรือใครจะนั่งกินส้มตำแซบๆ เพิ่มพลังก็ได้
พิกัด : ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ
หรือ https://goo.gl/maps/qRqN7zRnTUEBhzDd8
7.สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย)-พัทลุง
Credit : https://www.facebook.com/PhatthalungToday
ด้วยความยาว 14 กิโลเมตร ทำให้สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาหรือ “สะพานแห่งความสุข” คว้าตำแหน่งสะพานที่ยาวสุดในประเทศไทยไปครองแบบไร้คู่แข่ง ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง จ.สงขลาและ จ.พัทลุงเข้าด้วยกัน
นอกจากวิวทะเลสาบอันงดงามตลอดสองฝั่งสะพานแล้ว เราอาจจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอันแสนเรียบง่าย สัตว์ท้องถิ่นอย่างควายน้ำและนกนานาชนิด จึงไม่แปลกใจที่หลายๆ คนจะขนานนามว่าเป็น สะพานแห่งความสุข
ระหว่างทางเราสามารถแวะจอดรถตามไหล่ทาง เพื่อชมวิวสวยๆ หรือจะแอคท่าถ่ายรูปก็ได้ ทั้งนี้ใครเป็นสายนักปั่น ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางสุดยอดเยี่ยม ส่วนชื่อ “สะพานเอกชัย” ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากนั้น มาจากนักร้องลูกทุ่ง “เอกชัย ศรีวิชัย” นั่นแหละค่ะ เพราะระหว่างการก่อสร้าง เขามาเปิดคอนเสิร์ตสมทบทุนสร้างสะพานดังกล่าว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น
พิกัด : สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง
หรือ https://goo.gl/maps/xGkTaJswd5Ze8qsf7
8.ทางหลวงหมายเลข 1256 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา-น่าน
Credit : http://www.doh.go.th/
เส้นทางสุดหฤหรรษ์ที่พาเราเดินทางจาก อ.ปัว สู่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน ตลอดระยะทางของ “ถนนลอยฟ้า” เส้นนี้จะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้น จากที่ราบสู่สันเขาอันสลับซับซ้อน ก่อนเดินทางขอให้เตรียมใจกับโค้งจำนวนมากให้ดี เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ และแน่นอนว่าย่อมแลกมาด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
ยิ่งถ้าเรามาช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแบบใกล้ชิด ม่านหมอกที่ลอยปกคลุม กลิ่นชื้นของดินและหญ้าอันแสนสดชื่น วิวทุ่งนาสลับทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ไหนจะอากาศสดชื่นเย็นกำลังดี เรียกว่ามารับพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่แท้จริง
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1256 (เส้นทางสาย อ.ปัว- อ.บ่อเกลือ) จ.น่าน
หรือ https://goo.gl/maps/jUFoMc9SrT7fNMSR7
9.ทางหลวงหมายเลข 1148-น่าน พะเยา
Credit : Twitter-Amazing Thailand
จ.น่าน นอกจากจะมีทางหลวงหมายเลข 1256 เป็นถนนสวยเอาใจขาเที่ยวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งถนน Scenic Route ชื่อดัง คอยเชื่อมระหว่าง อ.ท่าวังผา จ.น่าน และ อ.เชียงคำ จ.พะเยา แล้วยังเป็นหนึ่งในทางหลวงที่ได้ชื่อว่า “โรแมนติก” เอามากๆ ท่ามกลางเส้นทางอันคดเคี้ยว ขึ้นเขาสลับกับทางราบ ทว่ารายล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียวอันตระการตา
ใครที่เพิ่งเริ่มขับรถเที่ยว แนะนำให้เริ่มต้นด้วยเส้นทางนี้จะสบายใจหน่อย (ระยะทาง 113 กิโลเมตร) เพราะด้วยเส้นทางที่ขับง่ายกว่าเส้นทางขึ้นเขาอื่นๆ แถมรถค่อนข้างน้อย แวะถ่ายรูปง่าย เนื่องจากคนยังไม่นิยมรูทนี้สักเท่าไหร่ และถ้าโชคดีมาตรงกับช่วงที่มีทะเลหมอก ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลชีวิตเลยนะคะ
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) อ.ท่าวังผา จ.น่านและ อ.เชียงคำ จ.พะเยา
หรือ https://goo.gl/maps/6Uidn9P7rLDCLt7bA
10.ทางหลวงหมายเลข 3502 สามชุก-สุพรรณบุรี
Credit : http://www.doh.go.th/
ปิดท้ายกับถนนสายดอกไม้ “ตาเบบูญ่า” หรือ “เหลืองปรีดียาธร” หนึ่งในเส้นทางชมธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพ ขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ความพิเศษของถนนทางหลวงหมายเลข 3502 นั้น คุณจะได้เพลิดเพลินกับความงามของดอกตาเบบูญ่าตลอดสองข้างทาง มองไปทางไหนก็ละลานตาไปด้วยสีเหลืองอร่ามอันแสนสดใส
ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ไล่ไปตั้งแต่หน้าวัดสุวรรณตะไล อ.สามชุกเป็นต้นไป ซึ่งใน 1 ปีจะมีความเก๋แค่เดือนมีนาคมและเมษายนเท่านั้น แถมต้องรีบมาด้วยนะคะ เจ้าดอกนี้จะบานเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น
พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 3502 อ.สามชุก-อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี
หรือ https://goo.gl/maps/FaTxz5V36svWbqoV8
สรุปท้ายบทความ
เมืองไทยเองมีถนนสวยๆ ทัศนียภาพงดงามไม่แพ้ต่างประเทศ ลองเปิดใจเลือกสักหนึ่งเส้นทาง พาคนที่เรารักเดินทางและใช้เวลาดีๆ ไปด้วยกัน มั่นใจได้ว่าจะเป็นอีกความทรงจำที่น่าประทับใจไปตลอดชีวิต แค่นึกถึงก็ทำให้เรายิ้มได้ ที่สำคัญอย่าลืมหาพาหนะคู่ใจดีๆ สักคัน ที่จะพาเราลุยไปได้ทุกที่ทุกเส้นทาง เพียงแค่กดเข้ามาใน Kaidee รับรองว่ามีตัวเลือกเจ๋งๆ ให้เปรียบเทียบราคาจำนวนมาก
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมเพลงสมัยก่อนโดยเฉพาะยุค 90’s (ค.ศ. 1900-1999) ถึงดังแบบเหนือกาลเวลา มีคอนเสิร์ตของนักร้องช่วงนี้ทีไร บัตรมักหมดเร็วจนต้องเพิ่มรอบกันแทบทุกครั้ง ซึ่งเราเองเป็นหนึ่งคนที่ชอบไปดูคอนเสิร์ตอยู่เป็นประจำ ทั้งที่ลิสต์เพลงก็คล้ายเดิมแต่ก็ยังอยากไปดูอยู่เกือบทุกครั้ง
บางคนมักชอบบอกว่าตัวเองเกิดไม่ทัน เพราะกลัวโดนคนอื่นล้อว่าแก่ เชื่อเถอะค่ะ ว่าต้องมีสักเพลงในยุคนั้น ที่แค่ทำนองขึ้นต้องคุ้นหู เผลอๆ อยากออกสเต็ปตามจังหวะเสียด้วยซ้ำ ดนตรีเป็นเรื่องรสนิยมและความชอบส่วนบุคคล ไม่มีใครแก่เพราะแค่ฟังเพลงเก่าหรอกค่ะ
ทำไมยุค 90’s ถึงเป็นยุคทองของวงการเพลง
VIDEO
Credit : YouTube – GMM GRAMMY OFFICIAL
เราเคยหาคำตอบให้เรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ถกเถียงกับเพื่อนก็บ่อย ด้วยเหตุที่ว่าบางเพลงในยุคนั้นที่ร้องกันแสนคล่องปาก เนื้อเพลงกลับไม่ได้มีความหมายใดๆ แถมไม่มีความสวยงามทางภาษาเลยด้วยซ้ำ ไม่นับเรื่องความเป็นเหตุเป็นผล
เอาง่ายๆ เพลง “แมลง” ของ “ทาทายัง” ที่เนื้อเพลงทั้งหมด บอกว่าโลกนี้มีแมลงป็นพันล้าน มีทั้งเดิน คลานแล้วก็บินได้ จากนั้นก็ร้องเป็นชื่อแมลงทางวิทยาศาสตร์จนจบเพลง ยังดังเป็นพลุแตก เต้นกันสุดฤทธิ์จนถึงปัจจุบัน
เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า เพลงที่ดังไม่จำเป็นต้องมีเนื้อเพลงที่สวยงามดี หรือทำนองที่ไพเราะเสมอไป แค่มีเอกลักษณ์ชัดเจนเข้าใจง่ายก็ฮิตได้
ถึงตรงนี้อย่ามัวแต่คิดแล้วก็สงสัย นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปพร้อมๆ กัน ว่าทำไมเพลงในยุคนั้นถึงมีอิทธิพลต่อจิตใจเหล่าวัยรุ่น 90’s กันนัก
1.กว่าจะได้ฟังเพลงแต่ละครั้งเป็นเรื่องยาก
ช่องทางการฟังเพลงในยุคนั้น มีเพียง 3 ช่องทางคือ โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นเทปหรือซาวน์เบาท์ ฉะนั้นเพลงไหนที่ฮอตฮิตติดชาร์ต ดีเจมักจะเปิดวนๆ อยู่หลายเดือน ทำให้เราติดหูไปโดยปริยาย ที่สำคัญธุรกิจเพลงช่วงนั้นบูมมากๆ การทำเพลงแต่ครั้งจึงค่อนข้างพิถีพิถันมาก ผ่านกระบวนการผลิตจากบรรดาหัวกะทิในวงการเพลงทั้งนั้น
สังเกตได้ว่าบางเพลง ทั้งซาวน์และเนื้อเพลง ณ ตอนนี้ยังดูทันสมัยอยู่เลย สิ่งที่คนฟังในยุคนั้นทำได้อย่างเดียว คือ “เฝ้ารอ” กว่าศิลปินคนโปรดจะออกอัลบั้มอีกครั้ง ระหว่างนั้นเราเลยมีเวลาละเมียดละไม ใส่ใจอ่านเนื้อเพลง ดูเครดิตคนทำงาน
จนเกิดเป็นความผูกพันแบบไม่รู้ตัว ต่างจากสมัยนี้ที่แค่พิมพ์ชื่อเพลงในอินเทอร์เน็ตก็ขึ้นมาให้ฟังแล้ว อย่าลืมว่า คุณค่าของการเฝ้ารอมักมีผลต่อความทรงจำเสมอ
VIDEO
Credit : YouTube – GMM GRAMMY OFFICIAL
2.เพลงกับคนฟังโตมาด้วยกัน
เรื่องราวในเพลงกับเรื่องจริงของคนฟัง ดูจะไม่ใช่เรื่องราวแตกต่างกันเท่าไร จึงไม่แปลกที่ช่วงชีวิตหนึ่งเราจะอินกับเพลงบางเพลงมากเป็นพิเศษ และทุกครั้งได้ฟังเพลงพิเศษนั้น ต่อมความทรงจำก็จะเริ่มทำหน้าที่ทันที
เพลงยุค 90 หล่อหลอมและหล่อเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก จนบัดนี้เราๆ เติบใหญ่สู่วัยกลางคน เพลย์ลิสต์เพลงของหลายคนยังคล้ายๆ เดิม มีเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็ยังวนกลับไปฟังเพลงโปรด เรียกว่า “โตมาด้วยกัน” ของแท้
จึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะมีเรื่องราวทั้งดีไม่ดีอยู่ในบทเพลง อย่างที่เขาว่ากันว่า เราซ่อนใครบางคนไว้ในเพลงเสมอ เห็นจะเป็นจริงดังนั้น
3.เนื้อเพลงง่ายๆ กับจังหวะที่สนุก
VIDEO
Credit : YouTube – Songtopia / รายการนักผจญเพลง
ยุค 90’s เป็นยุคทองของวงการดนตรีบ้านเราเลยก็ว่าได้ เป็นช่วงแรกๆ ที่เพลงไทยได้รับการยอมรับในวงกว้าง เริ่มถูกเปิดในสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนชื่อดังในสมัยนั้น จากแต่เดิมที่เปิดเฉพาะเพลงสากล เป็นไทม์มิงของเพลงไทยเริ่มรันวงการ
ด้วยเนื้อเพลงที่เข้าถึงง่าย ใช้ภาษาที่ทัชหัวใจคนทุกเพศทุกวัย ไม่ต้องฟังแล้วไปตีความกับเพื่อนให้ปวดหัว ทั้งยังมีจังหวะสนุกสนาน ได้ยินแล้วชวนลุกขึ้นเต้นเสมอ
ไม่อย่างนั้นจะเป็นลิสต์เพลงอมตะประจำร้านเหล้าจนถึงทุกวันนี้เหรอคะ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเช็ดหน้า Triumphs Kingdom, รบกวนมารักกัน ทาทายัง, L.O.V.E คูณสามซุปเปอร์แกงค์ ฯลฯ
เสียงเพลงเปรียบเสมือนตัวแทนถ่ายทอดเรื่องราวของเรา ช่วยให้โลกนี้ดูไม่เงียบเหงาจนเกินไป
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า เราไม่ได้โศกเศร้ากับเรื่องนี้เพียงลำพัง ใครที่กำลังเหงาหรือเศร้าซึม ลองทำให้
หัวใจให้มีจังหวะอีกครั้ง ด้วยการเข้าไปหาเทปของนักร้องคนโปรดของเราในวัยเด็ก หรือเครื่อง
เล่นเทปเก่าๆ ที่ยังใช้งานได้ใน Kaidee ดู บางทีการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ก็ได้รอยยิ้มคืนมา
เหมือนกันนะคะ