วิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ให้อยู่กับเราไปนานๆ

วิธีดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ให้อยู่กับเราไปนานๆ

แบตเตอรี่รถยนต์นั้นเรียกได้ว่าเป็นหัวใจหลักของรถยนต์เลยก็ว่าได้ เพราะทุกอย่างภายในรถนั้นทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้าจ่ายไปเพื่อให้เครื่องยนต์ทำงาน หรือแม้กระทั่งอุปกรณ์ต่างๆภายในรถนั้นก็ต้องอาศัยแหล่งพลังงานไฟฟ้าเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการรักษาแบตเตอรี่ให้อยู่กับรถของเราไปให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้นั้น จึงดีกว่าการที่จะต้องเสียเงินเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ เพราะอายุการใช้งานของแบตเตอรี่รถยนต์นั้นก็ไม่ได้มีอายุการใช้งานที่ยืนยาวอะไรมากนัก โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2-3 ปี หากใช้ได้น้อยกว่านั้น คงต้องมาดูกันแล้วว่ามีสาเหตุจากอะไรและมีทางแก้อย่างไรได้บ้าง บทความนี้หาคำตอบมาให้แล้ว

ประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์

หลายๆคนที่เป็นมือใหม่ในเรื่องของรถยนต์ หรือสาวๆที่อาจไม่เก่งในด้านนี้มากนัก อาจจะยังไม่ทราบว่าแบตเตอรี่รถยนต์นั้นไม่ได้มีแค่แบบเดียว ซึ่งประเภทของแบตเตอรี่นั้นก็มีด้วยกันถึง 3 ประเภท และมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ดังนี้

1. แบตเตอรี่แบบน้ำ

เป็นแบตเตอรี่ที่น่าจะคุ้นเคยกันมากที่สุด และเป็นแบตเตอรี่แบบดั้งเดิมที่ต้องหมั่นคอยเติมน้ำกลั่นอยู่เสมอๆ แต่ในปัจจุบันมักไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไรนัก

2. แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง

เป็นแบตเตอรี่ที่พัฒนามาจากแบบน้ำ แต่ยังคงต้องเติมน้ำกลั่นอยู่บ้าง บำรุงน้อยกว่าแบบแรก แถมยังให้แรงของประจุไฟฟ้าที่มาก

3. แบตเตอรี่แบบแห้ง

แบตเตอรี่ประเภทนี้ก็ตามชื่อเลยว่า “แบบแห้ง” ดังนั้นจะไม่ต้องกังวลเรื่องการที่มาคอยเติมน้ำกลั่น เพราะว่าแบตเตอรี่แบบนี้จะไม่มีช่องให้เติม มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าประเภทอื่นๆ ซึ่งปัจจุบันรถยนต์ส่วนใหญ่จะนิยมใช้แบตเตอรี่ประเภทนี้เป็นอย่างมาก

แบตเตอรี่รถยนต์หมดเกิดจาก?

แบตเตอรี่รถยนต์หมดนั้นเกิดได้จากหลากสาเหตุ ไม่ว่าจะเกิดจากการใช้งานของผู้ขับขี่หรือว่าจะเกิดจากความผิดพลาดของแบตเตอรี่เองก็ตาม ซึ่งสามารถสรุปออกมาได้ดังนี้

1. เปิดไฟหน้ารถทิ้งไว้

น่าจะเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนที่ขับรถในช่วงเวลากลางคืนน่าจะได้พบเจอปัญหานี้อยู่บ้าง พอขับรถมาจอดแล้วดันลืมไปเสียสนิทเลยที่จะต้องปิดไฟ นั่นทำให้มีการใช้งานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ตลอดทั้งคืน เพราะแบตเตอรี่นั้นไม่สามารถชาร์จพลังงานได้ด้วยตัวเองได้หากไม่ได้สตาร์ทรถยนต์อยู่ ทำให้แบตเตอรี่นั้นหมดลงไปเรื่อยๆนั่นเอง

2. แบตเตอรี่เสื่อมสภาพ

สาเหตุหลักๆนั้นมีได้หลากหลายอย่างมาก ซึ่งมาจากการใช้งานที่อาจจะผิดหรือว่าความเสียหายของตัวแบตเตอรี่เองก็ตาม ซึ่งสามารถแบ่งได้ 4 สาเหตุ ดังนี้

Under Charging 

การที่ไดชาร์จทำงานผิดปกติ จึงทำให้ชาร์จไฟในขณะที่สตาร์ทรถ ได้น้อยกว่าปกติ หากปล่อยไว้นานๆจะทำให้เกิดคราบสีขาวบนแผ่นธาตุขึ้น ทำให้แบตเตอรี่นั้นเสื่อมและเก็บไฟได้น้อยลง

Over Charging

น้ำกลั่นที่มีอยู่ในแบตเตอรี่นั้นลดลงเหลือน้อยเกินไป ทำให้แบตเตอรี่ร้อนขึ้น แผ่นธาตุจึงเสื่อมสภาพลงและชาร์จไฟในขณะที่สตาร์ทรถ มากเกินกว่าปกติ เป็นสาเหตุที่แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ลดลง

Short Circuit

แบตเตอรี่เกิดการลัดวงจร ซึ่งอาจจะเกิดมาจากการที่แผ่นธาตุมีความเสียหาย ทำให้แบตเตอรี่นั้นไม่สามารถกักเก็บประจุไฟฟ้าเอาไว้ได้

3. ระบบไฟในรถยนต์มีปัญหา

เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่น่าปวดหัว เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดปัญหานี้อย่างแน่นอน โดยสาเหตุที่ทำให้ระบบไฟในรถยนต์มีปัญหานั้นเกิดมาจาก การที่เจ้าของรถไปติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น เครื่องเสียง กล้องติดรถยนต์ อุปกรณ์แปลงไฟเพื่อใช้ภายในรถ ส่งผลให้ไฟฟ้าในแบตเตอรี่ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมลงได้

4. อายุการใช้งานของแบตเตอรี่

อย่างที่รู้ๆกันว่าแบตเตอรี่ของรถยนต์นั้นมีอายุการใช้งานเพียงแค่ 1-2 ปีเท่านั้น หากใช้งานมากไปกว่านั้น ก็ไม่แปลกที่แบตเตอรี่นั้นจะเสื่อมสภาพและแบตหมดลงในที่สุด หากรู้ว่าแบตเตอรี่ที่ติดรถมานานแล้ว ก็ควรเปลี่ยนให้เรียบร้อย

แบตเตอรี่ใกล้หมดจะมีอาการอย่างไร??

อาการเบื้องต้นที่ผู้ขับขี่รถยนต์นั้นสังเกตได้ง่ายๆ ว่าแบตเตอรี่ของคุณนั้นใกล้จะหมดแล้ว เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ก่อนที่รถยนต์ของคุณจะสตาร์ทไม่ติด ซึ่งมีวิธีเบื้องต้นให้สังเกตได้ ดังนี้

1. สตาร์ทรถได้ยากขึ้น

เป็นอย่างแรกเลยที่ต้องทำก่อนจะใช้งานรถยนต์ หากตอนที่สตาร์ทแล้วนั้นรู้สึกว่ารถยนต์ของเราสตาร์ทติดได้ยากขึ้น บิดกุญแจอยู่นานกว่าจะติด นั่นเป็นสัญญาณเตือนแรกที่บ่งบอกได้ว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของคุณใกล้จะหมดลง เพราะนั่นหมายถึงว่าไฟฟ้าไม่เพียงพอในการจุดระเบิดของไดสตาร์ท

2. ไฟหน้าสว่างน้อยลง

ระหว่างที่ขับรถช่วงกลางคืน หากเปิดไฟหน้าแล้วความสว่างที่ได้นั้นน้อยลงจากเดิม หรือว่าพอเปิดไฟแล้ว ไฟกะพริบและค่อยๆหรี่ลงเรื่อยๆ ใฟ้คิดไว้ได้เลยว่าแบตเตอรี่รถยนต์ของเรานั้นเริ่มมีปัญหา ไม่ก็แบตใกล้ที่จะหมด

3. อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ไฟฟ้าภายในรถเริ่มไม่ทำงาน

เนื่องจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกภายในรถยนต์นั้นใช้ไฟฟ้าในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเสียง วิทยุ รวมไปถึงกระจกไฟฟ้าก็ตาม หากเริ่มทำงานผิดปกติ เปิดไม่ติดบ้างหรือว่าทำงานได้ช้าลงบ้าง ในเวลาพร้อมๆกัน สังเกตได้เลยว่าแบตเตอรี่ใกล้จะหมดอย่างแน่นอน

How To ดูแลรักษาแบตเตอรี่

แล้วทีนี้การดูแลล่ะ ต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าอยากจะให้แบตเตอรี่ของรถเราอยู่ได้นานขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนอะไรบ่อยนัก ซึ่งวิธีที่จะมอบให้ต่อไปนี้ ก็ขึ้นอยู่กับวินัยของเจ้าของรถด้วยว่าจะหมั่นคอยดูแลรักษามาก-น้อยแค่ไหน ซึ่งมีวิธีง่ายๆ ตามนี้เลย

1. ตรวจเช็คระดับของน้ำกลั่น (เฉพาะแบตเตอรี่แบบน้ำและกึ่งแห้ง)

การตรวจสอบเรื่องระดับของน้ำกลั่นนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งอย่างน้อยควรจะตรวจอาทิตย์ละครั้ง เพราะแบตเตอรี่แบบน้ำนั้นมีความละเอียดอ่อนที่สุด หากน้ำกลั่นหมดแบตเตอรี่ก็จะไม่สามารถกักเก็บประจุไฟฟ้าได้อีกต่อไป และการเติมน้ำกลั่นนั้นควรเติมให้พอดี ไม่มากไปหรือน้อยไป เติมตามที่แบตเตอรี่กำหนดไว้ โดยสังเกตได้จากเส้นระดับที่อยู่ในช่องเติม 

2. ตรวจเช็คและทำความสะอาดขั้วของแบตเตอรี่

การที่ขั้วของแบตเตอรี่นั้นไม่สะอาด มีคราบของสนิมและขี้เกลือ ถือเป็นผลเสียอย่างมากทั้งกับแบตเตอรี่และรถยนต์ของเรา เพราะมันจะทำให้ประจุไฟฟ้านั้นไหลผ่านได้ไม่ดีเท่าที่ควร จึงควรหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอๆ โดยการเอาผ้าชุบน้ำร้อนและค่อยๆถูออก หลังจากนั้นให้นำน้ำยาเคลือบมาทาเพื่อป้องกันการเกิดคราบในอนาคต

3. ตรวจเช็คไดชาร์จแบตเตอรี่

ไดชาร์จแบตเตอรี่นั้นเป็นสิ่งที่ทำให้แบตเตอรี่มีไฟฟ้าในการสะสมอยู่ หากไดชาร์จเกิดการเสียหายแล้วล่ะก็ เท่ากับว่าก็จะไม่มีไฟฟ้าเข้าไปอยู่ในแบตเตอรี่ อาจจะทำให้เรานั้นคิดผิดก็เป็นไปได้ว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ แต่จริงๆนั้นไม่ใช่

4. ตรวจเช็คค่ากำลังไฟของแบตเตอรี่

โดยส่วนมากแล้วแบตเตอรี่รถยนต์นั้นจะต้องอ่านค่าไฟได้อยู่ที่ประมาณ 12.4-12.6 โวลด์ หากนำตัวอ่านค่าไฟมาจิ้มเข้ากับขั้วของแบตเตอรี่แล้วค่าออกมาน้อยกว่านี้ ควรนำแบตเตอรี่ยกไปให้ที่ร้านชาร์จหรือมีวิธีที่ง่ายกว่านั้น คือข้อถัดไปหลังจากนี้เลย

5. สตาร์ทรถยนต์

หลายๆคนคงงงว่า การสตาร์ทรถนั้นช่วยรักษาแบตเตอรี่ได้ยังไง ขอต่อจากข้อที่แล้วเลย การสตาร์ทรถยนต์นั้นจะทำหน้าที่ให้กับไดชาร์จนั้นทำงานและมีหน้าที่ชาร์จไฟฟ้าเข้าสู่แบตเตอรี่ของเรานั่นเอง ทำให้แบตมีค่าไฟฟ้าคงอยู่ตามที่กำหนดไว้นั่นเอง แค่นี้ก็ช่วยถนอมแบตเตอรี่ให้อยู่ได้นานขึ้นแล้ว

สรุปท้ายบทความ

แบตเตอรี่ของรถยนต์ก็เป็นเหมือนหัวใจของรถยนต์ที่คอยช่วยในการขับเคลื่อน และเริ่มการทำงานของระบบต่างๆภายในรถยนต์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้นการที่เราหมั่นตรวจสอบและบำรุงรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ของเรา จะช่วยยืดอายุการใช้งานให้ได้มากยิ่งขึ้น รวมไปถึงไม่ต้องเสียเงินในการที่จะต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่อย่างไม่จำเป็นอีกด้วย

บทความนี้จึงสรุปทุกอย่างที่จำเป็นมาให้แล้วกับการดูแลรักษาว่าจะทำอย่างไรให้แบตเตอรี่อยู่ได้นาน เมื่อรู้ทุกอย่างแล้วการดูแลแบตเตอรี่รถนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ หากว่าคุณรักรถของคุณเองแล้วล่ะก็ ห้ามลืมและอย่ามองข้ามจุดเล็กๆเรื่องนี้ไปเสียล่ะ

หากทราบแล้วว่ารถของคุณนั้นแบตใกล้จะหมดแล้วล่ะก็ ควรจำรีบเปลี่ยนก่อนที่รถยนต์ของคุณจะดับอยู่กลางทางและสตาร์ทไม่ติดเสียก่อน ลองเข้ามาดูแบตเตอรี่รถยนต์หรืออุปกรณ์พ่วงแบตเตอรี่ติดตัวไว้เผื่อฉุกเฉิน ได้ที่ Kaidee

รวม 5 เกจิเจิมรถในตำนาน เจิมแล้วมีแต่ปัง!!

รวม 5 เกจิเจิมรถในตำนาน เจิมแล้วมีแต่ปัง!!

คงต้องมีกันบ้างเวลาที่ซื้อรถคันใหม่มาสักคัน แล้วรู้สึกว่ารถจะต้องให้สิริมงคลและโชคลาภให้กับผู้ขับขี่รถคันนี้ ไม่ว่าเป็นเรื่องงาน เรื่องเงินทอง หรือแม้กระทั่งแคล้วคลาดปลอดภัยจากการขับขี่บนท้องถนน ทำให้คนที่มีความเชื่อถึงกับต้องสรรหาพระอาจารย์ชื่อดังที่ได้รับความนิยมสูง เพื่อความสบายใจ

พระอาจารย์ประสิทธิ์ – วัดซับกองทอง จังหวัดเพชรบูรณ์

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Pravit Thongsang

พระอาจารย์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างมากจากช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆในช่วงเวลาหนึ่ง ด้วยความที่คิวทอง หาตัวจับได้ยาก รวมไปถึงการเจิมยันต์ที่มีความสวยงามราวกับเขียนงานศิลปะที่มีผืนผ้าใบเป็นรถยนต์ ยันต์ที่พระอาจารย์จะเจิมนั้นเป็น “ยันต์มหามงคล” เสริมบารมี ปลอดภัยจากอันตรายทังปวง ซึ่งท่านจะเริ่มเจิมตั้งแต่ ฝากระโปรงหน้ารถ ไฟหน้า-ไฟท้าย หลังคารถ และพวงมาลัย ซึ่งหลังเสร็จพิธีเจิมเสร็จแล้ว ท่านจะให้เราเลื่อนรถและจอดไปทางทิศตะวันออก เพื่อรับแสงอาทิตย์ ซึ่งในการเจิมยันต์แต่ละครั้งจะใช้เวลา 4-5 ชั่วโมงกันเลยทีเดียว เรียกได้ว่าต้องเตรียมตัวและเวลาให้พร้อม ต้องมีเวลาให้ท่านถึงครึ่งวันกันเลยทีเดียว

พระอาจารย์อ๊อด – วัดสายไหม จังหวัดปทุมธานี

ขอบคุณภาพจาก Facebook : ศิษย์หลวงพ่ออ๊อด วัดสายไหม

น่าจะเคยผ่านตามาบ้างกับการที่พระอาจารย์อ๊อดนั้นไปเจิมเครื่องบินพาณิชย์ของ Nok Air ที่สร้างความแปลกใหม่ในวงการเจิมเป็นอย่างมาก ด้วยความศรัทธาที่ทุกคนมีให้ต่อท่านจึงทำให้ท่านถูกเหล่าผู้คนที่มีความเชื่อในเรื่องของการเจิมนั้น มานิมนต์ท่านเพื่อไปเจิมบ้าน รถยนต์ อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งยันต์ที่พระอาจารย์อ๊อดเจิมให้นั้นจะเป็น “ยันต์ 5 ยอด” ที่ช่วยในเรื่องของความแคล้วคาดปลอดภัย มีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ปกป้องรักษา ทำมาค้าขึ้น ค้าขายรุ่งเรือง

พระอาจารย์สมปนโน – วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ขอบคุณภาพจาก : watnatangnok.com

พระอาจารย์สัมปันโน หรือที่รู้จักกันในนาม หลวงพ่อแม้น ผู้ที่ได้รับฉายาว่า เทพเจ้าแห่งความเมตตาแห่งกรุงเก่า จึงทำให้ดาราตลกอย่างบอล เชิญยิ้ม รวมไปถึงศูนย์วิทยุรวมใจ ยังนิมนต์ท่านไปเจิมรถพยาบาล เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ผู้ปฏิบัติงาน นั่นทำให้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผู้คนตามนิมนต์ท่านไปเพื่อเจิมรถให้ โดยที่คนที่นิมนต์ท่านไปนั้นต้องเตรียมของในการเจิมไว้ให้ท่านเลย ประกอบด้วย

  • ดอกไม้ 5 คู่
  • เทียน 5 คู่ 
  • พวงมาลัย 1 พวง
  • ผ้า 3 สี

พระอาจารย์แป๊ะ วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครปฐม

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Thanyalak Wongwaranon

ใครก็ตามที่ผ่านไปไหว้พระในช่วงเช้าที่วัดสว่างอารมณ์ จะสังเกตเห็นได้เลยว่า ทำไม?? คนถึงขับรถมาเรียงๆกัน เหมือนกับต่อคิวกับอะไรสักอย่าง!! คำตอบไม่ยากเลย ผู้คนต่างนำรถยนต์ของตัวเองมาเพื่อให้พระครูยติธรรมานุยุตหรืออาจารย์แป๊ะ มาเจิมรถยนต์กันนั่นเอง ท่านเจิมรถมามากมายจนกลายเป็นที่รู้จักทั่วทั้งประเทศ ไม่ว่าใครมาจากที่ไหนเป็นต้องยอมมา แต่หากใครที่สนใจให้ท่านเจิมรถต้องไปหาท่านก่อน 8 โมงเช้า โดยสิ่งของสำหรับทำพิธีที่ต้องเตรียมไปเองด้วย คือ

  • พวงมาลัย 3 พวง
  • ผ้า 3 สี
  • ทองคำเปลว 9 แผ่น

พระอาจารย์กุ่ย วัดโปรยฝน จังหวัดปทุมธานี

ขอบคุณภาพจาก Facebook : Najanew

สุดท้ายแล้วกับเกจิท่านสุดท้าย เกจิอาจารย์ที่ดังในสายมูเตลู สายเรียกทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นการเจิมกระเป๋าเงิน เจิมหน้าผาก รวมไปถึงการเจิมรถยนต์ โดยเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของวัดโปรยฝนที่ว่า “หลังจากเจิมไปแล้วประสบความสำเร็จกันแทบทุกราย” ทำให้ผู้คนต่างแห่กันไปวัดและให้ท่านเจิมรถให้นั่นเอง

ได้รู้ไปแล้วกับเกจิอาจารย์ที่รับเจิมรถยนต์มาแล้วทั่วทุกสารทิศ ให้รู้เป็นข้อมูลกันไว้ แต่ก่อนที่จะเตรียมนำรถยนต์ไปเจิมได้นั้น ต้องหารถดีๆสักคันที่แหมาะกับสไตล์และการใช้งานซะก่อน ลองเข้ามาดูรถดีๆได้เลยที่ Kaidee Auto ที่มีรถยนต์ให้คุณทุกแบบ ทุกความต้องการของคุณอย่างแน่นอน

5 งานประกวดพระประจำปี มีที่ไหนบ้าง?

5 งานประกวดพระประจำปี มีที่ไหนบ้าง?

พระเครื่องเป็นวัตถุมงคลที่อยู่กับคนไทยมายาวนาน บางคนเช่าเพื่อบูชาตามความศรัทธา บางคนเช่ามาสวมใส่เพื่อเป็นสิริมงคลและความสบายใจ ดังนั้นถือเป็นวัตถุสำคัญอย่างหนึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทย

พระเครื่อง

ตามตำราหรือจากแหล่งข้อมูลต่างๆมักให้ข้อมูลว่า เริ่มแรกนั้นเกิดพระกริ่งและพระพิมพ์ขึ้นก่อนในประเทศไทย โดยไทยเราได้รับอิทธิพลความเชื่อจากอินเดีย จึงมีการสร้างพระพิมพ์ขึ้นเพื่อสืบทอดและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ต่อมาพระพิมพ์จึงเริ่มเป็นวัตถุที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อด้านสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์ ในท้ายที่สุดก็ได้กลายมาเป็นเครื่องรางของขลังตามความศัทธาที่เปลี่ยนไปของผู้คน พระพิมพ์ที่กลายเป็นของขลังสิ่งศักดิ์สิทธิจึงกลายเป็นพระเครื่องในที่สุด

พระเครื่องยอดนิยม หายาก ราคาแพง

ในตลาดพระเครื่องปัจจุบันมีพระเครื่องหลายองค์ที่ขึ้นหิ้งกลายเป็นของหายากและมีราคาแพง นักสะสมหรือเซียนพระทั้งหลายอาจมีพระเครื่องเหล่านี้เก็บสะสมไว้หรือติดตัว

1.พระปิดตา 

พระปิดตาที่มีชื่อเสียงมีมากมายหลายองค์จากหลายวัด อาทิ พระปิดตาหลวงพ่อโตจากวัดเนินในจังหวัดชลบุรี ที่ถือเป็นพระปิดตาที่มีราคาแพงและหายากมากองค์หนึ่ง หรือจะเป็นพระปิดตามหาอุด พิมพ์นั่งยอง ที่หายากและเป็นที่ขึ้นชื่อเรื่องเสริมดวงชะตาและเรื่องเมตตามหานิยม 

2.เหรียญหลวงปู่ไข่ วัดเชิงเลน

เหรียญหลวงปู่ไข่เป็นเหรียญที่มีราคาแพงและหายากมากๆ เนื่องจากมีจำนวนที่น้อย แต่ในตลาดพระมีการทำของปลอมขึ้นมากมาย แต่ในหมู่เซียนพระและผู้ที่สนใจต่างรู้กันว่าเหรียญหลวงปู่ไข่มีจำนวนที่น้อย และไม่ค่อยเกิดการแลกเปลี่ยนนัก ด้วยความศักดิ์สิทธิ์และหายากทำให้เหรียญนี้กลายเป็นตำนานหนึ่งก็ว่าได้ 

3.พระหูยาน

พระหูยาน จังหวัดลพบุรีถูกค้นพบที่กรุวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จ.ลพบุรี และยังค้นพบในกรุอื่นๆอีกหลายจังหวัด พระหูยานมีหลายขนาดตั้งแต่พิมพ์เล็ก พิมพ์กลาง และพิมพ์ใหญ่ เริ่มแรกนั้นถูกเรียกว่าพระกุเก่า ซึ่งเป็นที่นิยมสำหรับนักสะสมและเซียนพระที่ขึ้นชื่อเรื่องความขลังและศักดิ์สิทธิ์

งานประกวดพระคืออะไร?

เมื่อมีผู้คนนิยมเช่าหรือสะสมพระเครื่องกันมากขึ้น และพระเครื่องหายากราคาแพงก็มีอยู่ในท้องตลาด บางองค์มีจำนวนไม่มาก หายากสุดๆ หรือบางองค์มีอายุยาวนานแต่สภาพภายนอกยังครบสมบูรณ์ เหล่าสมาคมพระตามเขตหรือจังหวัดต่างๆ จึงเริ่มมีการจัดประกวดพระขึ้น เพื่อให้ผู้ที่มีพระเครื่องสะสมไว้ สามารถนำออกมาให้เหล่ากรรมการที่มีประสบการณ์ตรวจดูและตัดสินว่าพระเครื่ององค์ไหนมีความงามและสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งหลายๆที่ก็มีของรางวัลชนะเลิศมากมาย ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ผู้เล่นพระติดตามกัน 

5 งานประกวดพระประจำปี 

งานประกวดพระเกิดขึ้นทั่วทั้งประเทศไทยในหนึ่งปี ซึ่งก็ถือเป็นงานที่ทำให้เหล่าผู้เล่นพระหรือเซียนพระต่างๆได้มาพบเจอกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารต่างๆ หรือบางที่อาจจัดขึ้นเพื่อเป็นการระดมทุนช่วยเหลือหน่วยงานต่างๆในสังคม 

1.มหกรรมประกวดพระเครื่อง พระบูชาและเหรียญคณาจารย์ทั่วประเทศ

งานประกวดพระเครื่องครั้งยิ่งใหญ่ระดับประเทศ ที่มีชมรมพระเครื่องในภาคอีสานเป็นเจ้าภาพในงานนี้ด้วย ซึ่งในการประกวดนี้นอกจากจะหาพระเครื่องฯที่สวยงามที่สุดแล้ว ยังระดมเงินเพื่อไปบริจาคและมอบให้แก่องค์กรหน่วยงานต่างๆอีกด้วย 

2.งานประกวดและอนุรักษ์พระเครื่อง พระบูชา เหรียญคณาจารย์และเครื่องราง โดยชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์-พระเครื่องไทย

งานประกวดพระเครื่องฯ ที่จัดโดยชมรมอนุรักษ์พุทธศิลป์-พระเครื่องไทยที่จัดขึ้นทุกปี ซึ่งปี 2020 นี้จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์เพื่ออนุรักษ์ความงดงามของพระเครื่อง โดยการตรวจสอบพระเครื่องฯ ในงานนี้มีความพิเศษคือการใช้กล้องจุลทรรศน์ที่ขยายภาพได้สูงเพื่อตรวจสอบมวลของพระเครื่อง

3.งานประกวดอนุรักษ์พระเครื่อง ณ วัดพระรูป จังหวัด สุพรรณบุรี 

งานประกวดพระเครื่องท้องถิ่นที่จัดขึ้นทุกปี โดยในปี 2020 นี้ จัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งจะเป็นการรวมเกจิอาจารย์ในจังหวัดสุพรรณบุรี และมีรายการประกวดภายในงานทั้งหมด 383 รายการ ถือว่าเป็นงานประกวดพระอีกที่หนึ่งที่มีหลากหลายรายการและมีผู้เข้าร่วมมากมาย

4.นิทรรศการประกวดการอนุรักษ์พระบูชา พระเครื่องและเหรียญคณาจารย์ จังหวัดนครปฐม

งานประกวดพระเครื่องนี้จัดขึ้นโดยสมาคมผู้นิยมพระเครื่องพระบูชาไทย จังหวัดนครปฐม โดยในปี 2020 นี้จัดขึ้น ณ วัดไร่ขิง พระอารามหลวง อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยจัดขึ้นเพื่ออนุรักษ์พุทธะศิลปะไทย สร้างความสามาัคคีในหมู่ประชาชน และนำรายได้ไปจัดกิจกรรมสาธารณะประโยชน์ 

5.งานประกวดพระเครื่องพระบูชา เหรียญคณาจารย์ และเที่ยวงานประเพณีวิ่งควาย

งานประกวดพระที่จัดขึ้นที่เทศบาลชลบุรี โดยมีชมรมพระเครื่องศรีนครินทร์ร่วมกับเทศกาลเมืองชลบุรีจัดตั้งงานนี้ขึ้น ซึ่งนอกจากจะมีการประกวดพระเครื่องแล้ว ยังมีประเพณีวิ่งควายที่เป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของไทย ถือว่าได้มาทั้งประกวดหรือชื่นชมพระเครื่องสวยงามและยังเป็นการอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามต่อไปอีกด้วย

สรุป

การประกวดพระเครื่องและวัตถุบูชาอันเป็นสิริมงคลทั้งหลายนี้ สร้างกิจรรมที่เป็นเหมือนการอนุรักษ์และสืบทอดประเพณีความเชื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทยต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งความงามของสังคมไทยที่ใครได้สัมผัสหรือศรัทธาจะเข้าใจอย่างดี 

หากใครกำลังมองหาแหล่งพระเครื่องอยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดพระเครื่องโดยเฉพาะให้คุณได้เข้าไปรับชมเลือกดูได้อย่างสะดวก ลองเข้าไปดูกันเลย 

5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย

5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย

คนไทยส่วนมากนับถือศาสนาพุทธ ซึ่งในพุทธศาสนานั้นก็มีศีลธรรมและคำสั่งสอนที่ดีงาม และยังมีการไหว้พระบูชาที่เป็นอีกหนึ่งการกระทำอันดีที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจของเรา ซึ่งนอกจากจะมีพระพุทธรูปแล้ว ยังมีพระเครื่องหรือพระพิมพ์องค์เล็กๆเช่นในปัจจุบัน ที่ผู้คนต่างเช่ามาบูชาหรือสวมใส่เพื่อความสบายใจ

พระเครื่องคืออะไร?

พระเครื่องหรือพระพิมพ์ในสมัยก่อนที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นการเสริมบารมีของผู้ใส่ ในปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในเครื่องรางของขลังที่เราต่างเช่ามาสวมใส่เพื่อปกป้องคุ้มครอง เป็นสิริมงคลและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ 

พระเครื่องและความเชื่อ

คนไทยเราใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องความเชื่อมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติหรือวัตถุสิ่งของต่างๆ ก็เกิดความเชื่อที่เกี่ยวโยงกันขึ้น ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็กลายเป็นต้นกำเนิดของประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆที่สืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน

ซึ่งหนึ่งในวัตถุสิ่งของที่เกี่ยวโยงกับความเชื่อและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนไทยนั่นคือพระเครื่องนั่นเอง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็จะมีผู้ที่ชื่นชอบ สะสม และศรัทธาในพระเครื่องเป็นอย่างมากที่มักจะถูกเรียกว่าเซียนพระ     

แต่เดิมนั้นพระเครื่องจะเป็นที่นิยมกันในเฉพาะกลุ่มเซียนพระและผู้ที่มีความศรัทธากับพระบางองค์บางวัด และต่อมาพระเครื่องเริ่มเป็นที่นิยมของผู้คนทั่วไปมากขึ้น เมื่อมีวัดใดให้เลขดังจนมีคนถูกหวยหรือเมื่อมีข่าวที่เกี่ยวข้องกับผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงที่ได้สวมใส่พระเครื่องรุ่นต่างๆ จึงทำให้ผู้คนเริ่มเช่าพระเครื่องและนำมาสวมใส่เพื่อความเป็นสิริมงคลและปกป้องกันมากขึ้น และยังเป็นการช่วยให้วัดแต่ละที่ มีผู้คนเข้ามาสักการะบูชากันมากขึ้น

การเล่นพระ

เดิมทีที่พระเครื่องเป็นวัตถุมงคลและของคลังที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคน ทำให้ผู้คนบางกลุ่มเริ่มสะสมพระเครื่องกันมากขึ้น ซึ่งเริ่มแรกนั้นก็อาจสะสมเป็นความชื่นชอบ หรือเพื่อบูชาส่วนตัว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์หรือปาฏิหารย์ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อและพระเครื่องทำให้ผู้คนทั่วไปเริ่มหันมาสนใจกันมากขึ้น

เมื่อผู้คนต่างหันมาสนใจ ศรัทธาและเชื่อในความขลังหรือปาฏิหารย์ต่างๆที่เกิดขึ้นจากการครอบครองหรือสวมใส่พระเครื่อง ทำให้เกิดความต้องการที่มากขึ้นตามไปด้วย ยิ่งหากพระเครื่ององค์นั้นมีการบอกต่อพูดคุยถึงเหตุการณ์ปาฏิหารย์ที่เคยเกิดขึ้นกับผู้สวมใส่ ก็จะทำให้ราคาพระเครื่ององค์นั้นหรือรุ่นนั้นมีราคาที่สูงขึ้นไปอีก 

ซึ่งพระเครื่องบางรุ่นนั้นเริ่มแรกอาจมีราคาเพียงหลักร้อยหรือหลักพัน แต่สุดท้ายก็ถูกความต้องการและความเชื่อต่างๆทำให้ราคาพระเครื่ององค์นั้นสูงขึ้นจนอาจถึงหลักล้านได้ และเป็นธรรมดาที่เมื่อวัตถุสิ่งของที่มีราคาหลักร้อย กลับสูงขึ้นเป็นหลักหมื่น แสนหรือล้าน ก็ย่อมมีการแลกเปลี่ยนซื้อขายหรือเราอาจะเรียกว่าการ “เล่น” เกิดขึ้น 

การเล่นพระเครื่องคล้ายกับการสะสมพระเครื่องหายากหรือการซื้อมา-ขายไปของคนที่มีอาชีพรับซื้อของโบราณหรือพระเครื่อง และเมื่อเวลาผ่านไป วงการและตลาดของพระเครื่องเริ่มกว้างมากขึ้น ทำให้เกิดศูนย์พระเครื่องขึ้นมากมายในแต่ละพื้นที่และจังหวัด 

5 ศูนย์พระเครื่องสุดดังประจำประเทศไทย

ศูนย์พระเครื่องในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายพื้นที่ในหลายจังหวัด ซึ่งส่วนมากเซียนพระและผู้ที่เล่นพระอย่างจริงจังมักจะวิ่งหาพระเครื่องทุกที่อยู่แล้ว ดังนั้นในบทความนี้เรายกเอา 5 ศูนย์พระเครื่องที่เป็นที่นิยมและเซียนพระต่างรู้จักมาแนะนำกัน

1.ศูนย์พระเครื่องบางกะปิ

ในเขตบางกะปิที่เป็นหนึ่งในโซนที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาก และมีสถานที่เช่นห้างสรรพสินค้ามากมาย รวมถึงยังเป็นหนึ่งแหล่งธุรกิจในกรุงเทพอีกด้วย ซึ่งหากพูดถึงศูนย์พระเครื่องในเขตนี้แล้วก็ต้องพูดถึงศูนย์พระเครื่องบางกะปิ 

ศูนย์พระเครื่องบางกะปินี้ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาบางกะปิ เปิดและปิดตามเวลาห้าง ซึ่งในศูนย์พระเครื่องนี้มีร้านพระเครื่องมากมายหลายร้าน มีทั้งพระเครื่อง วัตถุมงคล และสิ่งของศักดิ์สิทธิ์มากมายให้เช่ากัน หากใครอยู่ละแวกเขตนี้ก็สามารถลองมาเดินชมกันได้ 

2.ศูนย์พระเครื่องเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า

ในละแวกปิ่นเกล้าที่อยู่ในฝั่งธนบุรีมีศูนย์พระเครื่องมากมาย หนึ่งในนั้นคือศูนย์พระเครื่องเทสโก้โลตัสปิ่นเกล้า ที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าเทสโก้โลตัส สาขาปิ่นเกล้า ซึ่งจะรวบรวมร้านพระเครื่องหลากหลายร้านไว้อยู่บริเวณชั้น 6 ของห้าง ถือเป็นอีกแหล่งที่เซียนพระและผู้ที่สนใจด้านนี้มักมาเดินชมกัน

3.ศูนย์พระเครื่อง SC Plaza (สายใต้ใหม่)

ถัดจากปิ่นเกล้ามาที่เขตตลิ่งชัน มีศูนย์พระเครื่องเอสซี พลาซ่า (SC Plaza Amulet Center) ที่ตั้งอยู่ในสถานีขนส่งสายใต้ใหม่หรือ SC Plaza ชั้น 3 ซึ่งในวันจันทร์ อังคารและเสาร์จะมีตลาดนัดพระเครื่องที่มีหลากหลายร้านมาตั้งแผง เปิดตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น แต่ตัวห้าง SC Plaza นั้นจะเปิดตลอด 24 ชัั่วโมง เพราะเป็นสถานีขนส่งที่มีรอบเดินรถตลอดทั้งวัน 

4.ศูนย์พระเครื่อง อ.ต.ก.(จตุจักร) 

ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนจตุจักรนั้น มีตลาดพระเครื่องที่รวบรวมร้านและแผงลอยที่ตั้งอยู่ในตลาด อ.ต.ก. ซึ่งจะมาตั้งขายกันมากมาย โดยเฉพาะในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ และยังถือเป็นแหล่งพบปะ พูดคุยของเซียนพระและผู้ที่สนใจด้านพระเครื่องอีกด้วย  

5.ศูนย์พระเครื่องพันทิพย์งามวงศ์วาน

อีกหนึ่งศูนย์พระเครื่องที่มีขนาดใหญ่ และเป็นที่นิยมเป็นอันดับต้นๆในประเทศไทย นั่นคือ ศูนย์พระเครื่องพันทิพย์งามวงศ์วาน โดยตั้งอยู่ในศูนย์การค้าพันทิพย์ งามวงศ์วาน ชั้น 3 ซึ่งมีทั้งเป็นร้านค้าและเป็นแบบแผงลอยวางจำหน่ายพระเครื่องและ วัตถุมงคลมากมาย และในตัวศูนย์การค้ายังมีศูนย์อาหารและในชั้นอื่นๆยังมีจำหน่ายสินค้าทั่วไปมากมาย  

สรุป

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไร ความเชื่อด้านวัตถุของคนไทยยังคงมีอยู่และมีมากขึ้นเรื่อยๆ และความหายากของพระเครื่องรุ่นเก่าก็ยิ่งหายากมากขึ้นเช่นกัน แต่ในปี 2020 ที่มีวิกฤตโควิด-19 ทำให้ธุรกิจต้องหยุดชะงัก รวมถึงวงการตลาดพระเครื่องที่ได้รับผลกระทบอย่างมากเช่นเดียวกัน 

ซึ่งแม้ว่าตอนนี้ศูนย์พระเครื่องจะเริ่มกลับมาเปิดให้บริการเป็นปกติแล้ว แต่ก็ยังคงต้องระมัดระวังเรื่องการควบคุมโรค ดังนั้นนอกจากศูนย์พระเครื่องแล้ว ที่ Kaidee ของเรามีหมวดหมู่พระเครื่องให้ทุกท่านได้เข้าไปเลือกชมและปล่อยให้เช่าพระเครื่องได้อย่างสะดวก (แต่เน้นว่าต้องเป็นพระแท้เท่านั้นนะ) ลองเข้าไปดูกันเลย

10 อันดับรุ่น Oppo ใช้รุ่นไหนดีที่สุด?

10 อันดับรุ่น Oppo ใช้รุ่นไหนดีที่สุด?

สมาร์ทโฟนได้กลายเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน และด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ทำให้สมาร์ทโฟนถูกพัฒนาตามจนมีฟังก์ชันและฟีเจอร์ที่สร้างความสะดวกให้กับผู้ใช้มากมาย 

และตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้มีแบรนด์ที่กลายมาเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นหลากหลายแบรนด์นอกจาก Apple และ Samsung  ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Oppo นั่นเอง

Oppo สมาร์ทโฟนแบรนด์จีนน่าใช้

Oppo เริ่มก่อตั้งแบรนด์ที่ประเทศจีนตั้งแต่ปี 2001 และเริ่มเข้าสู่ตลาดมือถือในปี 2008 ด้วยวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ตั้งมั่นว่าจะเป็นบริษัทที่ยั่งยืนและทำโลกให้ดีขึ้น ทำให้สมาร์ทโฟน Oppo มีนวัตกรรมที่โดดเด่นมากมาย

จุดเด่นของสมาร์ทโฟน Oppo

Oppo เป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนแบรนด์แรกที่มีกล้องหน้าความละเอียดสูงถึง 5 ล้านพิกเซล และ 16 ล้านพิกเซล รวมถึงนวัตกรรมโหมดเซลฟี่หน้าเนียนยอดฮิตที่สาวๆชื่นชอบ และเทคโนโลยีชาร์จเร็วสุดล้ำ Super Vooc ซึ่งนวัตกรรมสุดล้ำต่างๆนี้ถูกใส่มาในสมาร์ทโฟนของ Oppo และด้วยราคาที่จับต้องได้ ไม่ต้องกัดฟันซื้อ ทำให้สมาร์ทโฟน Oppo เป็นที่นิยมและมีส่วนแบ่งการตลาดด้านสมาร์ทโฟนสูงขึ้นเรื่อยๆ 

10 อันดับรุ่น Oppo 

กว่า 10 ปีที่ Oppo อยู่ในตลาดสมาร์ทโฟน ทำให้มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงรุ่นของสมาร์ทโฟนที่หลากหลายตามด้วยเช่นกัน เราจัด 10 อันดับรุ่นน่าใช้มาแนะนำ ตามนี้เลย 

1.Oppo A92

เริ่มด้วยสมาร์ทโฟนตระกูล A Series กับ Oppo A92 ที่มีดีไซน์สุดทันสมัย พร้อมมี 3 สีให้เลือก ตัวเครื่องมีน้ำหนักเบา (ประมาณ 170 กรัม) หน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ซึ่งตัวจอยังมีความละเอียดแบบ 1080p Neo-Display  ถือว่าใหญ่จุใจดูหนังหรือซีรีส์ได้แบบฟินๆ

 กล้องหลังของรุ่นนี้เป็นแบบ Quad Camera หรือกล้อง 4 ตัว ประกอบด้วย กล้องหลัก กล้อง Ultra-Wide กล้อง Portrait และกล้อง Monochrome ซึ่งกล้องหลักจะมีความละเอียดที่ 48MP  8MP สำหรับกล้อง Ultra-Wide 2MPสำหรับกล้อง Portrait และ 2MP สำหรับกล้อง Monochrome 

การถ่ายรูปยังมีโหมด Beauty ปรับหน้าเนียนสวย โหมด Portait สำหรับถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ และโหมดถ่ายภาพกลางคืน Ultra Night Mode 2.0 ส่วนการถ่ายวีดีโอยังสามารถถ่ายได้ในความละเอียดที่สูงถึงระดับ 4K 30fps และยังมีโหมดกันภาพสั่นอีกด้วย ดังนั้นเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอของรุ่นนี้ถือว่าทำได้ครบครันทีเดียว

Oppo A92 นี้มาพร้อมหน่วยประมวลผล Snapdragon 655 แรม 8 GB และรอม 128 GB ไม่ว่าจะเล่นเกมหรือดูหนังก็ทำได้แบบลื่นๆ และยิ่งมีแบตเตอรี่ 5,000 mAh ยิ่งทำให้ใช้งานได้ยาวๆ และหากแบตใกล้หมดละก็ยังมีระบบชาร์จไว 18w ทำให้ไม่ต้องรอชาร์จนานๆแล้ว 

ดังนั้นรุ่นนี้ถือว่าคุ้มค่ามากๆในราคาหนึ่งหมื่นมีทอน แต่ได้สเปคแน่นประสิทธิภาพดี ใช้งานได้ยาวๆ 

2.Oppo Find X2 Pro

สมาร์ทโฟนเรือธงของ Oppo ที่เคลมว่ามีหน้าจอที่ดีที่สุด ด้วยจอแบบ Amoled 6.7 นิ้ว ที่มีค่า Refresh Rate 120Hz ทำให้การแสดงภาพมีความสมูทมากขึ้น รวมถึงการเล่นเกมที่ต้องพึ่งความไวของการแสดงผลภาพก็จะเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และที่สำคัญยังมีระบบ AI Adaptive Eye Protection ที่ปรับการแสดงผลในหน้าจอทั้งโทนสีและความสว่างให้ดูได้อย่างสบายตามากยิ่งขึ้น 

ด้านการรับชมความบันเทิง ตัวเครื่องยังมีลำโพงคู่บน-ล่างแบบ Stereo ในระบบ Dolby Atmos และยังมีระบบO1 Ultra Vision Engine ที่ช่วยประมวลผลให้ภาพในวีดีโอมีคุณภาพดีขึ้น ทำให้เต็มอิ่มกับการดูหนัง ฟังเพลงได้อย่างมีอรรถรสมากยิ่งขึ้น

เรื่องกล้องก็ยังถือว่าโดดเด่นด้วยกล้องสามตัว โดยกล้องหลักมีความละเอียด 48MP กล้อง Ultra-wide ความละเอียด 48MP และกล้อง Periscope Telephoto 13MP ทำให้ได้ภาพหลากหลายระยะ นอกจากนี้ยังมี Ultra Night Mode 3.0 ที่ช่วยให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น 

Oppo Find X2 Pro มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 แบบ 4 Core มีแรม 12 GB และ รอม 512 GB เรียกได้ว่าสบายใจจากเรื่องเครื่องอืดเล่นเกมหน่วงได้เลย และตัวแบตเตอรี่ยังมีความจุ 4,260 mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 65W อีกด้วย ดังนั้นสรุปแล้วหากใครมีงบถึงอยากลงทุนกับสมาร์ทโฟน Oppo เราแนะนำรุ่นนี้เลย 

3.Oppo Reno4 Z 5G

สมาร์ทโฟนระดับกลางที่รองรับ 5G พร้อมมี Refresh Rate 120Hz และยังมีกล้องหน้าคู่ ถือว่าสเปคจัดเต็มสไตล์ Oppo จริงๆ ซึ่งรุ่นนี้มาพร้อมหน่วยประมวลผล MediaTek Dimensity 800 แบบ 4 Core แรม 8GB รอม 128GB แบตเตอรี่ความจุ 4000 mAh 

กล้องหลัง 4 ตัว ที่ให้คุณถ่ายภาพได้หลากหลายมุม ทั้งมุมปกติ มุมกว้าง หรือจะถ่าย Portrait โดยกล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 48MP ส่วนกล้องหน้าคู่ก็มีความละเอียด 16MP ในกล้องหลักและ 2MP ในกล้องรอง การถ่ายวีดีโอยังมีโหมด Beauty ปรับหน้าสวย ถ่ายแบบหน้าชัดหลังเบลอ และยังปรับในสไตล์การถ่ายแบบภาพยนต์ได้ถึง 10 แบบ เมื่อถ่ายเสร็จยังสามารถตัดต่อในเครื่องได้อีกด้วย 

แบตเตอรี่ 4,000 mAh พร้อมรองรับชาร์จเร็ว 18W พร้อมพอร์ทเชื่อมต่อแบบ USB-C และยังมีช่องเสียบหูฟังอีกด้วย ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สีคือ ขาว Dew White และดำ Ink Black ซึ่งสเปคนี้มาในราคาหมื่นต้นๆถือว่าคุ้มค่าต่อการใช้งานมาก

4.Oppo Reno4 Pro 5G

สมาร์ทโฟนตระกูล Reno Series รุ่นใหม่ที่โดดเด่นเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอ เริ่มด้วยดีไซน์ที่บางทำให้จับง่ายและผิวสัมผัสหลังเครื่องยังเป็นแบบ Reno Glow ที่ป้องกันการขีดข่วนและยังมีความสวยงามระยิบระยับเบาๆ พร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 6.5 นิ้ว ที่มี Refresh Rate 90Hz

จุดเด่นของรุ่นนี้คือเรื่องการถ่ายวีดีโอระดับมืออาชีพด้วยหนึ่งในกล้องสามตัวที่มีเซ็นเซอร์จาก Sony ความละเอียด 12MP และ Ultra Night Wide-angle Video ที่ทำให้ได้วีดีโอที่คมชัดในทุกสภาวะแสง  Live HDR ที่ปรับแสงให้แม่นยำมากขึ้นเมื่อแสงน้อย ที่สำคัญคือมีโหมด Ultra Steady Video 3.0 ในกล้องหลัง และ Ultra Steady ในกล้องหน้า ทำให้ภาพวีดีโอของคุณนิ่งและสมูทมากขึ้น และยังสามารถใส่ฟิลเตอร์เวลาถ่ายวีดีโอ และตัดต่อผ่านแอป Soloop ได้อีกด้วย 

Oppo Reno4 Pro 5G มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 765G ที่รองรับสัญญาณ 5G ความเร็วสูง ตัวเครื่องมีแบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh พร้อมระบบชาร์จไว 65W SuperVOOC 2.0 ดังนั้นหากใครสายวิดีโอ ตัวนี้ถือว่าตอบโจทย์

5.Oppo Find X2

หากใครที่อยากประหยัดเงินจากรุ่น X2 Pro แต่อยากได้สเปคที่อัดแน่นอยู่ละก็ รุ่น X2 ที่ออกมาคู่กันนี้ก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะมากสำหรับคุณ ด้วยความที่เป็นรุ่นเดียวกันแต่ต่างกันที่ความ Pro เราจะพูดถึงเฉพาะสิ่งที่แตกต่างจากรุ่น X2 Pro ให้คุณได้เห็นภาพชัดเจน

สิ่งที่แตกต่างกันอย่างแรกคือกล้องหลังสามตัวที่มีเซ็นเซอร์ต่างกัน โดยกล้องหลักของรุ่น X2 จะเป็น Sony IMX586 ส่วนรุ่น Pro จะเป็น Sony IMX689 กล้อง Ultra Wide ของรุ่น X2 จะเป็นเซ็นเซอร์ Sony IMX 708 ส่วนรุ่น Pro จะเป็น Sony IMX586 ส่วนกล้องตัวสุดท้ายของ X2 จะเป็นกล้อง Telephoto ปกติ แต่รุ่น Pro จะเป็นแบบ Periscope

ต่อมาคือเรื่องของมาตรฐานการกันน้ำและฝุ่นที่รุ่น X2 จะอยู่ในมาตรฐาน IP54 ส่วนรุ่น Pro จะอยู่ที่มาตรฐาน IP68 โดย IP54 นั้นจะสามารถกันน้ำแบบละอองและฝุ่นได้บ้าง แต่ไม่สามารถกันน้ำเข้าแบบเอาโทรศัพท์จุ่มน้ำได้  และต่อมาคือแบตเตอรี่ที่น้อยกว่ารุ่น Pro เพียง 60 mAh ซึ่งอาจไม่มีความแตกต่างมากนัก 

ความต่างที่เด่นๆสุดท้ายคือความจุในรุ่น X2 มีให้ 256GB ส่วนรุ่น Pro มีให้ถึง 512GB ดังนั้นหากใครต้องการความจุที่มากขึ้นก็แนะนำรุ่น Pro แต่หากไม่ได้ซีเรียสเรื่องกล้อง การกันน้ำกันฝุ่น ก็สามารถเลือกรุ่น X2 ได้เลย แถมยังประหยัดได้อีกหลายพันด้วย

6.Oppo Reno4

สมาร์ทโฟนจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว มาพร้อมหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720G Octa Core และแบตเตอรี่ 4,015 mAh รองรับระบบชาร์จเร็ว 30W 

จุดเด่นอย่างแรกของรุ่นนี้คือ AI Enhanced Smart Sensor ที่มี Smart AirControl ทำให้สามารถสไลด์หน้าจอหรือรับโทรศัพท์ด้วยการปัดมือแบบไม่ต้องสัมผัสหน้าจอ และ Smart Spying Prevention ที่สามารถปิดข้อข้อความแจ้งเตือนอัตโนมัติ เมื่อมีสายตาผู้อื่นจ้องมองมาที่จอ 

ความอัจฉริยะของ AI ใน Reno4 นี้ยังเพิ่มความสามารถให้กับกล้อง ด้วย AI Color Portrait ทำให้ได้ภาพถ่ายบุคคลที่มีพื้นหลังเป็นขาวดำ และตัวบุคคลในภาพมีสีสันที่โดดเด่นชัดเจน และ 960fps AI Slow-motion ที่ทำให้ถ่ายวีดีโอแบบ Slowmotion ได้อีกด้วย 

ด้วยความอัจฉริยะที่ AI มี ทำให้ Reno4 นี้เป็นอีกรุ่นที่น่าสนใจในราคาหมื่นต้นๆ ที่มาพร้อมสเปคที่ใช้งานก็ได้ เล่นเกมก็ดี 

7.Oppo Reno3 Pro

สมาร์ทโฟนจอ AMOLED ขนาด 6.4 นิ้วที่สามารถแสดงผลแบบ HDR 10+ ได้ และมาพร้อมหน่วยประมวลผล Mediatek Helio P95 แบบ 4 Core แรม 8GB รอม 128GB หรือ 256GB และยังใส่ MicroSD Card เพิ่มได้สูงสุด 256GB ถือว่านำมาใช้งานด้านความบันเทิงโดยเฉพาะเล่นเกมหรือดูหนังได้สบายๆ 

เช่นเดียวกับรุ่นที่กล่าวมาด้านบน เรื่องกล้องนั้น Oppo จัดเต็มให้ทุกรุ่นจริงๆ กล้องหลัง 4 ตัวที่เก็บได้ทั้งมุมกว้างหรือถ่ายแบบ Portrait และยังมีโหมดการถ่ายเวลากลางคืน หรือโหมด Pro ที่สามารถปรับตั้งค่าการถ่ายรูปต่างๆได้ ส่วนกล้องหน้านั้นมาเป็นกล้องคู่ที่กล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 44MP ชัดสุดๆ แต่ไม่ต้องกลัวเพราะยังมีโหมดบิวตี้ปรับหน้าสวยได้อีกด้วย

ในรุ่นนี้ให้แบตเตอรี่มาที่ความจุ 4,025 mAh ใช้งานได้ยาวนาน และที่สำคัญยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm และมีพอร์ทชาร์จแบบ USB-C ที่รองรับชาร์จเร็ว 30W ซึ่งโดยรวมแล้วถือเป็นอีกรุ่นหนึ่งที่แม้จะไม่ได้เป็นเรือธงของ Oppo แต่ก็มีความแรงและประสิทธิภาพดีคุ้มราคาจริงๆ 

8.Oppo A53

สมาร์ทโฟนแบตอึดที่มาในราคาที่คุ้มสุดคุ้ม ด้วยหน้าจอ 6.5 นิ้ว Refresh Rate 90 Hz และมีหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 460 แบบ 4 Core 

จุดเด่นที่สำคัญของรุ่นนี้คือแบตเตอรี่ที่ให้ความจุมาถึง 5,000 mAh แล้วยังสามารถชาร์จเร็วได้แบบ 18W ซึ่งเมื่อใช้งานจนแบตเตอรี่ใกล้หมด ตัวเครื่องยังมีระบบ Super Power Saving Mode ที่ช่วยประหยัดพลังงานสุดๆ เพื่อยืดระยะเวลาการใช้งานให้ยาวนานขึ้น

อีกจุดหนึ่งที่โดดเด่นคือลำโพง Stereo คู่ที่ให้เสียงที่มีมิติมากยิ่งขึ้น รวมถึงกล้องหลังสามตัวที่ทำให้ได้ภาพมุมปกติ แบบ Macro และแบบ Portrait ซึ่งสเปคและฟีเจอร์ทั้งหมดนี้ใน Oppo A53 ถือว่าคุ้มค่ามากๆ ในราคาครึ่งหมื่น ใครที่งบจำกัดแต่ต้องการสเปคดีๆแนะนำรุ่นนี้เลย

9.Oppo A12

อีกหนึ่งรุ่นในตระกูล A Series น้องเล็กสเปคคุ้ม ด้วยตัวเครื่องที่เบา บาง และมีหน้าจอแบบ Waterdrop Display ขนาด 6.22 นิ้วที่มี Bluelight Shield ช่วยปกป้องสายตาคุณจากแสงสีฟ้าและอาการเมื่อยล้า แถมยังสามารถปลดล็อคเครื่องผ่านการสแกนลายนิ้วมือหรือสแกนใบหน้าได้อีกด้วย

เรื่องการใช้งานถือว่าใช้งานได้ปกติ ด้วยหน่วยประมวลแบบ Mediatek Helio P35 แบบ 4 Core ที่ทำความเร็วได้สูงถึง 2.3GHz ส่วนแรมจะมีทั้ง 3 และ 4GB รอมก็จะมี 32 และ 64GB เช่นกัน สามารถเพิ่มหน่วยความจำผ่าน Micro SD Card ได้สูงสุด 256GB ดังนั้นจะเล่นเกมหรือดูหนังฟังเพลงก็ใช้งานได้ดี

ส่วนกล้องนั้นมาเป็นกล้องคู่ที่มีความละเอียด 13MP และ 2MP กล้องหน้าความละเอียด 5MP ที่สามารถถ่ายแบบ HDR ได้ ซึ่งโดยรวมสำหรับรุ่นนี้นั้น ในราคา 5 พันมีทอน ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่คุ้มค่าและใช้งานได้ดี

10.Oppo Reno 10x Zoom

สมาร์ทโฟนหน้าจอ 6.6 นิ้วแบบเต็มจอไร้รอยบาก ที่แม้จะออกมาเมื่อปี 2019 แต่สเปคยังแรงและใช้งานได้ดีอยู่ โดยมีจุดเด่นที่น่าสนใจมากมาย 

เริ่มที่กล้องสามตัวที่มีทั้งเลนส์ Tele และ Wide Angle โดยในกล้องหลักจะใช้กล้องแบบ Ultra Clear Sony IMX 586 ความละเอียด 48MP ทำให้ได้ภาพที่คมชัด ซึ่งในกล้องหลังจะมีระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบคู่ (Dual OIS) และยังมีความยาวโฟกัส 16-160 มม. ทำให้ได้ภาพหลายระยะ และสามารถซูมใกล้ได้ถึง 10 เท่า 

ส่วนกล้องหน้าจะถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน เมื่อเปิดกล้อง ส่วนของกล้องหน้าจะยื่นออกมาบริเวณด้านบนเครื่อง และนอกจากกล้องแล้วหน่วยประมวลผลของรุ่นนี้ที่เป็น Qualcomm Snapdragon 855 แบบ 4 Core และยังมีแรม 6GB รอม 128GB ทำให้หายห่วงเรื่องเครื่องอืด เล่นเกมกระตุกได้เลย 

แบตเตอรี่ในรุ่นนี้มีความจุ 4,065 mAh ยังรองรับระบบชาร์จเร็วแบบ VOOC 3.0 เล่นไปชาร์จไปได้อย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นสรุปแแล้วในรุ่นนี้ถึงแม้ว่าจะออกมาได้สักระยะ แต่สเปคโดยรวมยังถือเป็นอีกรุ่นที่น่าใช้เช่นเดียวกัน 

สรุป

ทั้ง 10 รุ่นที่ยกมาจัดอันดับนี้ มีทั้งรุ่นล่าสุดและรุ่นที่ออกมาก่อนหน้านี้ แต่ฟีเจอร์และการใช้งานยังถือว่าใช้ได้ดี แต่การเลือกรุ่นที่เหมาะกับเรานั้นก็ต้องดูจุดประสงค์การใช้งาน เพราะบางรุ่นก็เด่นที่กล้องและบางรุ่นก็เด่นที่ความเร็วของหน่วยประมวลผล ดังนั้นถามตัวเองให้ได้แล้วจึงไปลองเล่นที่ศูนย์บริการก่อนซื้อก็ได้ 

และหากใครมองหาสมาร์ทโฟน Oppo มือสองอยู่ล่ะก็ เราแนะนำที่ Kaidee ที่มีหมวดมือถือโดยเฉพาะที่ช่วยให้การเลือกชมสินค้าของคุณสะดวกมากยิ่งขึ้น ลองเข้าไปดูกันเลย