5 เครื่องดนตรีไทย เสียงไพเราะน่าฟัง

5 เครื่องดนตรีไทย เสียงไพเราะน่าฟัง

เครื่องดนตรีไทยเป็นศิลปะแขนงหนึ่งในประเทศไทยที่มีมาอย่างช้านาน ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศต่าง ๆ เช่น จีน อินเดีย และอินโดนีเซีย โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ดีด สี ตี เป่า ตั้งแต่อดีตเครื่องดนตรีไทยถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในงานพิธีกรรมต่าง ๆ มากมายจนถึงปัจจุบันเพราะเสียงที่ไพเราะน่าฟังนั่นเองและเครื่องดนตรีไทยที่เราจะมาพูดถึงวันนี้คือเครื่องดนตรีไทยยอดนิยมที่มีเสียงเพราะน่าจดจำ 5 อย่าง

5 เครื่องดนตรีไทย เสียงเพราะน่าฟัง

ระนาด

เครื่องดนตรีไทยอันโด่งดังจากภาพยนตร์ ‘โหมโรง’ อย่างระนาด เป็นเครื่องดนตรีไทยประเภทเครื่องตีที่มีเสียงอันไพเราะจากไม้ตี 2 ประเภทที่แตกต่างกัน ได้แก่ ไม้นวมให้ความรู้สึกที่นุ่มนวล และไม้แข็งให้ความรู้สึกถึงการมีอำนาจ ส่วนตัวระนาดไทยก็แบ่งออกเป็น 5 ชนิดได้แก่ ระนาดทุ้ม ระนาดทุ้มเหล็ก ระนาดเอก ระนาดเอกเหล็ก ระนาดแก้ว ตามลักษณะของระนาดแบบต่าง ๆ

จะเข้

จะเข้ เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวมอญและวิวัฒนาการจากพิณ โดยลักษณะของจะเข้มีลักษณะคือมี 3 สาย บรรเลงด้วยการใช้ไม้ดีดกลมปลายแหลมดีดและใช้นิ้วในการบรรเลงโน้ตต่าง ๆ ออกมา ทำให้เกิดเสียงอันไพเราะให้เราได้ฟังกัน

ขิม

ขิม อีกหนึ่งเครื่องดนตรีไทยที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะด้วยการเล่นดูสง่างาม ขิมเป็นเครื่องดนตรีไทยที่จัดอยู่ในประเภทเครื่องตี โดยมีเข้ามาในประเทศไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นจากประเทศจีน โดยวิธีการบรรเลงคือการตีไม้ลงไปบนสายขิมตามตัวโน้ตต่าง ๆ ให้เกิดเสียงที่ออกมาเกิดความนุ่มนวลกว่าเครื่องดนตรีประเภทอื่น

ขลุ่ย

เครื่องดนตรีไทยที่หลายคน ๆ ได้เรียนในโรงเรียน เพราะเป็นเครื่องดนตรีประเภทเป่าที่เล่นง่ายเข้าใจไม่อยาก เป็นเครื่องเป่าที่ไม่มีลิ้น มีรูอยู่บนตัวเครื่องเพื่อให้ผู้เล่นใช้นิ้วปิดออกมาเป็นโน้ตต่าง ๆ ขณะเป่าลม จริง ๆ แล้วขลุ่ยมีหลากหลายประเภทแต่ที่นิยมเล่นในปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 ประเภท ได้แก่ ขลุ่ยเพียงออ ขลุ่ยหลิบ ขลุ่ยอู้ เท่านั้น

ซอ

‘สีซอให้ควายฟัง’ เป็นสำนวนไทยที่บ่งบอกถึงความนิยมของเครื่องดนตรีไทยอย่างซอได้เป็นอย่างดี เพราะด้วยเสียงที่ไพเราะน่าฟังจากการใช้คันชักสีเข้ากับสาย มีอยู่ 3 ชนิดด้วยกันคือ ซอด้วง ซออู้ และซอสามสาย ที่เราได้ยินชื่อกันบ่อย ๆ นั่นเอง

นี่คือ 5 เครื่องดนตรีไทยที่หลายคนบอกว่ามีความไพเราะ น่าอนุรักษ์ ซึ่งนอกการผ่อนคลายควความเครียดด้วยการเล่นดนตรีแล้วยังมีวิธีการผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีอื่น ๆ ลองอ่านบทความ

>>> 10 เกมติดเครื่อง Nintendo Switch

>>> หากเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี ให้มีสัตว์เลี้ยงไว้ข้างกายสิ

ส่วนใครที่อยากมีความสามารถพิเศษเท่ ๆ ด้วยการเล่นเครื่องดนตรี Kaidee มีขายเครื่องดนตรีเจ๋ง ๆ เยอะแยะให้เลือกนะคะ

7 กีฬา ยอดฮิตของคนไทย

7 กีฬา ยอดฮิตของคนไทย

การเล่นกีฬา นอกจากจะช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยพัฒนาจิตใจให้สดชื่นแจ่มใสอีกด้วย และสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน กระแสการออกกำลังกายก็เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งวันนี้เราจะมาเล่าถึง 7 กีฬา ที่คนไทยนิยมว่ากีฬาเหล่านี้มีอะไรดีบ้าง ไปดูกันเลย

กีฬา ยอดฮิตที่คนไทยชอบ

วิ่ง

กีฬา วิ่ง
ขอบคุณรูปจาก: wal_172619

กีฬายอดฮิตของคนไทยที่แทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์เลย แค่มีรองเท้าก็ออกกำลังกายได้แล้ว โดยในการแข่งขันส่วนมากนั้นแบ่งการแข่งขันออกเป็นหลากหลายประเภท ทั้งวิ่งระยะสั้น วิ่งระยะกลาง วิ่งผลัด และวิ่งมาราธอน ซึ่งการวิ่งนั้นส่งผลดีต่อร่างกายทั้งทางกล้ามเนื้อ ระบบไหลเวียนเลือด ระบบทางเดินหายใจ และข้อต่ออีกด้วย แต่การวิ่งที่ดีไม่ควรที่จะวิ่งเร็วจนเกินไป ควรประเมินจากสมรรถภาพทางร่างกายของตนเอง มิเช่นนั้นก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้เช่นเดียวกัน 5 สิ่งที่ต้องศึกษาก่อนเริ่มวิ่งเทรล (Trail Running)

บาสเกตบอล

ขอบคุณรูปจาก: Varun Kulkarni

‘อยากสูงต้องเล่นบาสนะ’ จากประโยคนี้เองที่ทำให้กีฬาบาสเกตบอลกลายเป็นกีฬาประเภททีม 5 คนที่เริ่มมาจากการเล่นในมหาวิทยาลัยจนแพร่หลายเป็นกีฬาอาชีพจนเกิดการแข่งขันระดับโลก และเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากในเมืองไทยเพราะความสนุกที่ได้ทั้งวิ่ง เลี้ยง และโยนลูกให้ลงห่วง โดยต้องใช้ทั้งความรวดเร็วและความแม่นยำในการเล่น และกีฬาบาสเกตบอลยังช่วยพัฒนากลไกการเคลื่อนไหวร่างกายและเพิ่มสมาธิให้ตัวผู้เล่นอีกด้วย

ฟุตบอล

ขอบคุณรูปจาก: PublicDomainArchive

ฟุตบอล กีฬาที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกเห็นได้จากการแข่งขันต่าง ๆ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ตั้งแต่ระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ หรือโรงเรียนเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นกีฬายอดฮิตของผู้ชายหลาย ๆ คน มีข้อดีคือช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น ระบบหายใจ ระบบการทำงานของหัวใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และ ระบบกล้ามเนื้อ แต่ก็มีข้อจำกัดในการเล่นคือใช้จำนวนคนที่เยอะพอสมควร

แบดมินตัน

กีฬา แบด
ขอบคุณรูปจาก: Vlad Vasnetsov

ถ้าหากจะพูดถึงกีฬายอดฮิต เล่นง่าย ไม่ยุ่งยากของคนไทยก็คงจะหนีไม่พ้นแบดมินตัน กีฬาที่ใช้แค่ลูกขนไก่กับไม้แบดมินตัน มีแค่ 2 คนก็เล่นได้ และยังเป็นกีฬาที่ไม่ได้หักโหมจนเกินไป เพราะเล่นกันในคอร์ตที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก็ได้ทั้งความไว ไหวพริบ ความแม่น และพัฒนากล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายอีกด้วย และด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้กีฬาแบดมินตันกลายเป็นที่นิยม จนมีนักกีฬาไทยได้รับรางวัลในการแข่งขันระดับโลกเลยทีเดียว

วอลเลย์บอล

กีฬา วอลเล่ย์บอล
ขอบคุณรูปจาก: David Mark

อีกหนึ่งกีฬาที่มีนักกีฬาของประเทศไทยเข้าไปแข่งขันจนโด่งดังระดับโลกอย่างวอลเลย์บอล เป็นกีฬาประเทศทีม ทีมละ 6 คน สามารถเล่นได้ทุกเพศทุกวัย ทั้งในร่มและบนชายหาด อีกทั้งยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อ เพิ่มความคล่องตัวในร่างกาย และยังช่วยให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนในทีม เพราะต้องวางแผนและพูดคุยร่วมกันเสมอ

จักรยาน

กีฬา จักรยาน
ขอบคุณรูปจาก: Pexels

ต้องยอมรับว่าการปั่นจักรยาน เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่กำลังมีแนวโน้มความนิยมเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในหลายปีที่ผ่านมาจนมีเกิดชมรมต่าง ๆ มากมาย เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อเกือบจะทุกส่วนในร่างกายแล้ว การปั่นจักรยานยังเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการลดภาวะโลกร้อนได้อีกด้วย ดีทั้งตัวเราและสิ่งแวดล้อมจริง ๆ 

มวยไทย

ขอบคุณรูปจาก: Mohamed Nuzrath

กีฬาอันโดดเด่นของประเทศไทยอย่างมวยไทย ก็เป็นอีกหนึ่งกีฬาที่ช่วยลดน้ำหนักได้ดีทีเดียว เพราะต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายในการออกแรง ทำให้เกิดเหงื่อได้มาก และในปัจจุบันก็มีค่ายมวยเปิดใหม่เยอะแยะมากมาย รวมถึงมีคลาสเรียนออกกำลังกายมวยไทยโดยเฉพาะในฟิตเนสหลายที่เพื่อให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

เห็นไหมคะว่าการออกกำลังกายนั้นมีข้อดีมากมาย และถ้าใครที่ยังไม่มีอุปกรณ์การกีฬาต่าง ๆ ลองเข้ามาหาใน Kaidee ได้เลย แล้วอย่าลืมออกกำลังกายกันนะคะ

ดิสเบรกตรวจเช็คและดูแลรักษาอย่างไร ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ดิสเบรกตรวจเช็คและดูแลรักษาอย่างไร ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

ดิสเบรกเป็นส่วนหนึ่งของยานพาหนะแทบจะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ จักรยานยนต์ รถไฟ หรืออื่น ๆ เพราะหากไม่มีอุปกรณ์ชิ้นนี้แล้วล่ะก็ อาจจะเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนกันทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดอย่างแน่นอน

เห็นความสำคัญที่มีของเบรกขนาดนี้แล้ว เรามาดูกันดีกว่า ว่าเบรกนั้นเป็นอย่างไร และที่เรียกกันว่าดิสเบรกนั้น เอาไว้ทำอะไรกันแน่ รวมไปถึงวิธีเช็คและวิธีดูแลรักษาให้ดิสเบรกนั้นใช้งานได้ยาวนานนั้นทำได้อย่างไรบ้าง

ดิสเบรก คืออะไร?

ต้องบอกก่อนว่า หน้าที่หลักๆของดิสเบรกนั้นคือการบีบจานเหล็กเข้ากับล้อ เพื่อให้รถยนต์ชะลอความเร็วลงและหยุดได้ตามความต้องการของผู้ขับขี่ โดยมีส่วนประกอบ ดังนี้

1. จานดิสเบรก

เป็นแผ่นเหล็กที่มีหน้าที่ช่วยในการระบายและกระจายความร้อนที่เกิดขึ้นในขณะที่เบรก ซึ่งจานดิสเบรกนั้นก็มีอยู่หลากหลายประเภท ดังนี้

  • จานเบรกแบบธรรมดา เป็นจานเบรกที่ใช้กันในรถยนต์ทั่วๆไป
  • จานเบรกแบบเซาะร่อง ที่ให้แรงเสียดทานที่ดีกว่า อีกทั้งยังช่วยให้อากาศไหลผ่านได้ดีกว่า แบบธรรมดา ซึ่งส่วนใหญ่นั้นจะพบเห็นการใช้จานเบรกประเภทนี้ในรถแข่งเป็นส่วนใหญ่
  • จานเบรกแบบคู่ เหมือนกับจานเบรกแบบธรรมดาทุกอย่างแต่เพิ่มจานเบรกมาเป็น 2 อัน และมีใบพัดที่ช่วยให้จานเบรกเย็นลงได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

2. ผ้าดิสเบรก

ผ้าเบรกส่วนใหญ่มักจะผลิตโดยผสมจากไฟเบอร์และเรซิน ซึ่งจะคั่นเอาไว้อยู่ระหว่างกลางของผ้าเบรกและดิสเบรก ซึ่งมีไว้เพื่อจะเอาไว้ตรวจเช็คความสึกของผ้าเบรกนั่นเอง

3. คาลิปเปอร์หรือก้ามปู

คาลิปเปอร์นั้นจะติดตั้งครอบลงไปบนจานดิสเบรก ภายในจะประกอบไปด้วยผ้าเบรก ซึ่งตัวคาลิปเปอร์นี้จะไม่หมุนไปตามล้อ แต่ลูกสูบภายในที่รับน้ำมันเบรกมาจะดันตัวผ้าเบรกที่อยู่ภายในนั้นให้ไปประกบกับดิสเบรก ทำให้รถชะลอตัวลง

ประเภทของดิสเบรก

1. ดิสเบรกแบบคาลิปเปอร์ยึดอยู่กับที่ (Fixed Position Disc Brake)

ภายในคาลิปเปอร์จะมีผ้าเบรกอยู่ 2 แผ่น ที่ลูกสูบภายในจะบีบให้ผ้าเบรกเป็นเพียงที่ยึดของลูกปั้มประกบเข้ากับจานเบรก ดิสเบรกแบบนี้จะมีทางเดินน้ำมันอยู่ภายในตัวคาลิปเปอร์ และก็ตามชื่อประเภทเลย คือ ตัวคาลิปเปอร์นั้นจะไม่ขยับเขยื้อนในขณะที่เบรกทำงาน

2. ดิสเบรกแบบคาลิปเปอร์แกว่งได้ (Swinging Caliper Disc Brake)

ดิสเบรกแบบนี้จะมีผ้าเบรกอยู่ 2 แผ่น เหมือน ๆ กับแบบแรก แต่ที่แตกต่างกันเลยคือ จะมีแผ่นหนึ่งที่ติดอยู่กับคาลิปเปอร์ ส่วนผ้าเบรกอีกแผ่นจะติดอยู่กับลูกสูบ ที่จะคอยดันให้ผ้าเบรกมาประกบเข้ากับจานเบรก ซึ่งตัวคาลิปเปอร์นั้นจะสามารถขยับไปมาได้ ดิสเบรกประเภทนี้ใช้ในรถยนต์ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในท้องตลาด

3. ดิสเบรกแบบเคลื่อนที่ไปมาได้ (Sliding Caliper Disc Brake)

ดิสเบรกแบบนี้ จะมีหลักการคล้ายๆกับแบบแรก แต่แบบแรกนั้นจะบีบแค่ตัวลูกปั้ม แต่ดิสเบรกแบบเคลื่อนที่ไปมาได้นั้น จะบีบผ้าเบรกโดยตรงทั้ง 2 แผ่น ให้เข้ากับจานเบรก ทำให้ดิสเบรกแบบนี้สามารถเคลื่อนที่ไปมาได้นั่นเอง

วิธีเช็คหากดิสเบรกเริ่มมีปัญหา

ความอันตรายสูงสุดที่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่ที่อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้เลย คือ เรื่องไม่สามารถเบรกได้เวลาที่เหยียบเบรก สาเหตุหนึ่งเลยมาจากการที่ผู้ขับขี่นั้นมักจะละเลยต่อการตรวจเช็ค ซึ่งมาดูกันว่ามีวิธีใดบ้างที่บ่งบอกถึงว่าดิสเบรกนั้นเริ่มเสื่อมสภาพ หากเกิดสิ่งเหล่านี้แล้ว อย่าปล่อยทิ้งเอาไว้นาน

1. เบรกแล้วมีเสียงดัง

หากในขณะที่คุณกำลังเบรกมีเสียง “จี๊ดๆ” เสียงเหมือนเหล็กเสียดสีกัน นั่นแสดงว่าผ้าเบรกที่อยู่ภายในดิสเบรกของคุณเริ่มสึกหรอและใกล้จะหมดแล้ว หากเกิดอาการนี้แล้วควรรีบเปลี่ยนผ้าเบรกให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะทำให้เบรกของรถยนต์พังเสียก่อน

2. ขณะที่เหยียบเบรกแล้วรถมีอาการส่าย

การที่รถยนต์ส่ายนั้นเกิดได้จากหลากหลายปัจจัยเป็นอย่างมาก แต่ถ้าหากเกิดการส่ายของตัวรถยนต์ในขณะที่เบรกแล้วล่ะก็ นั่นแสดงให้เห็นว่า เบรกในรถยนต์ของคุณกำลังมีปัญหาเข้าให้แล้ว ทางออกที่ดีที่สุดคือการส่งไปให้ช่างตรวจสอบและแก้ปัญหา ก่อนที่รถของคุณจะเบรกไม่ได้เสียก่อน

3. ขณะที่เหยียบเบรกมีอาการสั่นที่พวงมาลัย

หากคุณเหยียบเบรกเพื่อชะลอรถแล้วพบว่าพวงมาลัยมีอาการสั่น เหมือนรถไม่มีความมั่นคงและควบคุมไม่ได้ที่พวงมาลัย นอกจากเป็นปัญหาที่เบรกแล้ว อาจจะมีปัญหาจากที่อื่นร่วมด้วยก็เป็นได้

4. ต้องใช้แรงมากขึ้นในการเหยียบเบรก

อาการที่ต้องใช้แรงมากขึ้นในการเหยียบเบรกนั้น มักเรียกๆกันว่า “เบรกตื้อ” เป็นอาการที่ต้องเหยียบเบรกแรงขึ้น ซึ่งสาเหตุเกิดได้จากหลากหลายอย่างเป็นอย่างมาก ควรส่งให้ช่างที่ชำนาญตรวจสอบและแก้ไข

ดูแลดิสเบรกอย่างไรให้ใช้งานได้นาน

ดิสเบรกนั้นก็มีอายุการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปตามส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในดิสเบรก ซึ่งการดูแลรักษาให้เบรกนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากขึ้น โดยมีวิธีดูง่าย ๆ ดังนี้

1. ตรวจดูผ้าเบรกอยู่เสมอ

อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นแล้วว่า “ผ้าเบรกนั้นเป็นส่วนประกอบหนึ่งภายในดิสเบรก” ที่มีหน้าที่ในการหนีบจานเบรกและชะลอรถ ดังนั้นการตรวจดูผ้าเบรกไม่ให้สึกหรอจนเกินไป (ไม่น้อยกว่า 7 มิลลิเมตร) หรือควรเปลี่ยนทุกๆการขับขี่ไปแล้ว 30,000 – 40,000 กิโลเมตร

2. เปลี่ยนน้ำมันเบรก

หลายๆท่านอาจจะไม่ทราบเบรกนั้นมีน้ำมันด้วยเหรอ จริงๆแล้วน้ำมันเบรกนั้น คือ สารผสมที่มีหน้าที่ดูดซับความชื้นภายในเบรกนั่นเอง ซึ่งน้ำมันเบรกนั้นควรเปลี่ยนตามที่กำหนดเอาไว้ ทุก ๆ 10,000 กิโลเมตร หรือปีละ 1 ครั้ง และควรใช้น้ำมันที่เป็นเกรดเดียวกันกับของเดิมที่ใช้อยู่

3. ทำความสะอาดจานเบรก

การทำความสะอาดจานเบรกนั้นจะช่วยให้ผู้ขับขี่ได้เห็นถึงสภาพโดยรวมของจานเบรกว่ามีการสึกมากน้อยขนาดไหน หรือมีรอยจากการโดนเศษหินตามท้องถนนมาโดนจนบิ่นหรือร้าว ซึ่งหากมีอาการเหล่านี้ควรที่จะเปลี่ยนจากเบรกใหม่โดยเร็ว แต่ถ้าหากไม่มีก็อาศัยการทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์หรือทินเนอร์

4. ตรวจเช็คสายน้ำมันเบรก

หากว่าอายุเบรกในรถยนต์ของเรามีอายุการใช้งานที่ยาวนานแล้วล่ะก็ สายน้ำมันเบรกก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ต้องตรวจเช็คและบำรุงรักษา ด้วยความที่สายเหล่านี้ต้องทนความร้อนที่ค่อนข้างสูง ทำให้มีโอกาสที่สายเหล่านี้จะเสื่อมสภาพและกรอบไปตามกาลเวลา หากปล่อยทิ้งเอาไว้ อาจจะทำให้น้ำมันเบรกรั่วในระหว่างขับรถและทำให้ไม่สามารถเบรกได้ ก็จะก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้เลย

5. ตรวจเช็คระบบเบรก

การตรวจเช็คระบบเบรกทั้งหมดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก็เป็นการที่ทำให้ผู้ขับขี่ได้รับรู้ถึงปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้กับดิสเบรกของเรา ซึ่งขั้นตอนการตรวจเช็คระบบนั้น มีดังนี้

1. เปิดฝากระโปรงหน้ารถ และตั้งขาค้ำฝากระโปรง

2. หากระปุกน้ำมันเบรกและตรวจให้ระดับของน้ำมันเบรกอยู่ในระดับที่กำหนด

3. น้ำมันเบรกต้องมีความใสเสมอ หากเห็นว่าเริ่มดำ ควรที่จะเปลี่ยนใหม่

4. ตรวจดูหม้อลมเบรก (ที่อยู่หลังกระปุกน้ำมันเบรก) ให้อยู่ในสภาพดีเสมอ

5. มองหาชุดระบบเบรก ABS แล้วตรวจเช็คว่ามีอะไรผิดปกติหรือไม่

6. เริ่มจากตรวจเช็คที่สายน้ำมันเบรกให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้

7. ตรวจดูที่จานเบรกว่าบาง และมีรอยสึกเสมอกันทั่วทั้งวงหรือไม่ ถ้าบางมากควรเปลี่ยน

8. ตรวจเช็คผ้าเบรก โดยใช้ไฟฉายส่องดูแนวร่องกลางผ้าเบรก ถ้าร่องเริ่มตื้น ก็ถึงเวลาเปลี่ยนแล้ว

9. ตรวจดูชุดคาลิปเปอร์เบรก ให้สามารถประกบผ้าเบรกกับจานเบรกได้แนบสนิท

10. ตรวจเช็คระยะเบรกจากแป้นเบรก ต้องมีความตื้นหรือลึกของระยะเบรกให้พอดี

สรุปท้ายบทความ

ดิสเบรกของรถยนต์นั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถชี้ชะตาของผู้ขับขี่บนท้องถนนได้เลยทีเดียว วิธีการดูแลรักษาดิสเบรกนั้นจะช่วยให้เบรกนั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยครั้ง ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายลงและยังช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ หากดูแลดิสเบรกได้ไม่ดีพอ

ทั้งนี้การที่ได้ทราบถึงสัญญาณที่บ่งบอกได้ว่าเบรกนั้นเริ่มปัญหา จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นได้รับรู้และแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที โดยการที่ส่งรถยนต์ที่รัก ให้แก่ช่างผู้ชำนาญได้แก้ ก่อนที่จะขับขี่ย่อมเป็นเรื่องที่ควรทำ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้อุ่นใจทุกครั้งที่อยู่หลังพวงมาลัย

สุดท้ายนี้บทความนี้ก็ได้ให้คำตอบเป็นที่เรียบร้อยในเรื่องของวิธีการตรวจและบำรุงรักษาดิสเบรกให้ทำงานได้อย่างเป็นปกติที่สุด หากใครที่กำลังมองหาบริการเปลี่ยนดิสเบรก ผ้าเบรก หรือหากต้องการซ่อมรถยนต์ในส่วนอื่นๆ สามารถมาหาได้ที่ Kaidee Auto

How to ขับรถอย่างปลอดภัย ไร้กังวล

How to ขับรถอย่างปลอดภัย ไร้กังวล

ในการขับขี่รถประเภทต่าง ๆ นอกจากการมีใบขับขี่ที่แสดงความสามารถในการขับขี่อย่างถูกต้องและถูกกฎหมายจราจรแล้ว การขับขี่อย่างปลอดภัยยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่รถอีกด้วย เพราะบนถนนที่มีรถเยอะแยะมากมายอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่เราคาดไม่ถึงจนเกิดการบาดเจ็บและอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ วันนี้เราจึงจะมาแชร์ 7 เคล็ดลับการ ขับรถอย่างปลอดภัย มาให้ทุกคนได้อ่านกัน

เทคนิค ขับรถอย่างปลอดภัย

จัดรถและเครื่องแต่งกายให้พร้อมก่อนขับรถ

ก่อนที่จะออกรถ ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของรถและตัวคุณเอง ถ้าหากปล่อยให้รถรกรุงรังโดยที่ไม่จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน เช่น ขวดน้ำกลิ้งมาโดนเบรก หรือรองเท้าลื่นจนเหยียบเบรกพลาด ก็เป็นได้

ขับรถอย่างปลอดภัย นอน
ขอบคุณรูปจาก: pikisuperstar

มีสติ สมาธิ และพักผ่อนให้เพียงพอ

สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย เพราะเสี้ยวนาทีที่เราไม่มีสติในการขับขี่ก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างไม่คาดคิด และไม่ควรที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ในขณะที่กำลังขับขี่เพราะจะทำให้ไม่มีสมาธิในการขับรถมากพอ และนอกจากนี้การพักผ่อนที่เพียงพอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมาในการเพิ่มสติและสมาธิในขณะที่เรากำลังขับรถเช่นเดียวกัน หรือถ้าหากว่าเกิดอาการง่วงนอนจริง ๆ ก็ควรเลือกที่จะหยุดพักผ่อนระหว่างทางก่อนจะเดินทางต่อไป

เว้นระยะห่างระหว่างรถ

การเว้นระยะห่างระหว่างรถแต่ละคันเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่รถอย่างปลอดภัย เพื่อเผื่อพื้นที่ในการหยุดหรือแซงรถคันอื่น ๆ อย่างน้อย 1-2 คันรถ เพราะถ้าหากว่ารถอยู่ใกล้กันมากเกินไปก็อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นไปอีก และที่สำคัญคือต้องสังเกตรถด้านหน้าว่ามีการเบรกหรือไม่ เพื่อให้เตรียมตัวทัน

ไม่แซงหรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน

การแซงหรือเปลี่ยนเลนกะทันหันเป็นการกระทำที่อันตรายจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง เพราะรถด้านหน้าหรือด้านหลังของคุณอาจกำลังจะเพิ่มความเร็วเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากต้องการเปลี่ยนเลนหรือแซงรถ ก็ควรที่จะต้องให้สัญญาณผ่านไฟเลี้ยวเพื่อให้รถคันอื่นได้รับรู้และเตรียมตัวก่อน

ไม่ขับรถเร็ว

การขับรถเร็วถือได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุด เพราะทำให้ผู้ขับไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมด้านนอกรถได้มากเพียงพอ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจึงหยุดหรือชะลอรถไม่ทัน และการขับรถเร็วก็ทำให้เพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุนั้น ๆ อีกด้วย

ขับรถอย่างปลอดภัย
ขอบคุณรูปจาก: vectorpouch

ให้สัญญาณไฟ

การให้สัญญาณไฟเป็นการกระทำที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเปิดไฟรถเป็นการทำให้รถด้านหลังได้รับรู้ว่าคุณจะขับรถไปในทิศทางไหนและเตรียมตัวชะลอหรือหยุดรถได้ทัน โดยผู้ขับขี่ควรเปิดไฟให้สัญญาณก่อนอย่างน้อย 50 เมตรเมื่อต้องการ เลี้ยว หยุด หรือถอยรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

อย่าขับหรือจอดรถในที่เปลี่ยว

การขับหรือจอดรถในที่เปลี่ยวหรือมืด เป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดอันตรายได้มากยิ่งขึ้น เพราะความมืดทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นสภาพแวดล้อมย่ำแย่กว่าปกติ จนทำให้ระมัดระวังตัวได้ไม่มากพอ เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะจอขับหรือจอดรถในที่ที่มีแสงสว่าง แต่ถ้าหากมีความจำเป็นในการเข้าไปในที่เปลี่ยวและมืดก็จัดการล็อกรถและเก็บไม่เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ภายในรถเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรม

ใช้รถที่สมรรถภาพดี

รถเป็นยานพาหนะที่เราใช้ในการขับขี่ ถ้าหากว่าคุณมีรถที่มีสมรรถภาพที่ดี ก็สามารถช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้มายิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จำเป็นที่จะต้องหมั่นตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำและรีบซ่อมแซมในส่วนที่บกพร่องให้ทำงานได้เหมือนเดิม หรือเลือกใช้รถที่มีฟังก์ชันพิเศษต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ เช่น ระบบเตือนสิ่งกีดขวาง ระบบหยุดรถอัตโนมัติ หรือระบบเบรก เป็นต้น

แต่ถ้าหากว่ารถคันนั้นมีสภาพรถที่แย่เกินกว่าจะที่สามารถซ่อมแซมได้แล้วผู้ขับขี่ก็ควรเปลี่ยนรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และที่ Kaidee Auto ก็มีรถสภาพดีราคาถูกให้เลือกซื้อได้ตามความชอบของแต่ละคน และทั้งหมดนี้คือ 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณขับขี่รถได้ปลอดภัยไร้กังวลในทุกสถานการณ์ค่ะ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่ Kaidee Blog

จัดอันดับ 10 รูปภาพรถยนต์ในอนาคตสุดล้ำ

จัดอันดับ 10 รูปภาพรถยนต์ในอนาคตสุดล้ำ

เทคโนโลยีที่พัฒนาตามการก้าวไปของโลก นำมาสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างที่มนุษย์ไม่เคยประดิษฐ์มาก่อน เช่น การทำรถยนต์แห่งอนาคตที่บินได้ เรามักจะคิดว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของเรา ทว่าในวันนี้ก็ได้มีข่าวว่า รถยนต์หลายค่ายเริ่มคิดจะที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นจริง 

นอกจากนี้แล้ว รถยนต์บางค่าย แม้จะไม่ได้พัฒนาจนถึงขั้นบินได้ แต่เทคโนโลยีที่คิดค้นและวิจัยออกมานั้น ก็เป็นที่น่าทึ่งพอสมควร เพราะยังไม่เคยมีเทคโนโลยีแบบนี้ให้เห็น ในรถยนต์ที่วิ่งทั่วท้องถนนในปัจจุบัน มาลองดูกันว่ามีรถยนต์แห่งอนาคตคันใดบ้างที่อยู่แผนพัฒนาและกำลังจะสร้างขึ้นมา

10 ภาพรถยนต์แห่งอนาคต

Credit : Mercedes-Benz

1.Mercedes-Benz Vision AVTR

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานในงาน CES 2020 จนเป็นที่น่าจับตามองสำหรับรถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำคันนี้ โดยวางคอนเซปต์การดีไซน์จากหนังเรื่อง AVATAR ให้มนุษย์, เครื่องจักร และ ธรรมชาติได้ใกล้กันมากขึ้นอีกนิด 

การดีไซน์ที่ไร้ปุ่ม รวมถึงการสร้างกระจกข้างที่มองเห็นวิวรอบข้าง และแสดงผลมาในรูปแบบภาพ สามมิติ ส่วนกระจกด้านหน้าจะมองเห็นสิ่งกีดขวางชัดเจน นอกจากนี้รถยนต์คันนี้เป็นรถยนต์ไร้คนขับและมีความมนุษย์มากยิ่งขึ้น

ฟังก์ชันที่น่าสนใจในรถคันนี้ มีทั้งระบบตรวจจับ ไบโอแมทริกซ์ (Biometrics) ที่จะช่วยตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ซึ่งผู้ขับสามารถบังคับรถยนต์ด้วยตนเองได้หากต้องการ ผ่านปุ่มบังคับเพียงปุ่มเดียว ล้อทั้ง 4 จะเคลื่อนตัวคล้ายกันกับปู โดยสามารถออกคำสั่งแยกการทำงานของล้อทั้ง 4 ออกจากกันได้ 

ตัวด้านหลังมีแผงโซลาร์เซลล์ถึง 33 อัน เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์บรรจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และนำออกมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในภายหลังได้ รวมไปถึง แบตเตอรี่ออร์แกนิกที่ย่อยสลายได้ไม่เป็นมลพิษตกค้างในโลก จัดเป็นรถที่ทั้งเป็นมิตรต่อโลกและต่อมนุษย์จริง ๆ 

Credit : Audi MediaCenter

2.Audi and Airbus Pop up

แม้จะพับโปรเจกต์ไปแล้วกับ Audi และ Airbus Pop-up โดยให้เหตุผลว่า ยังไปต่อไม่ได้สำหรับรถคันนี้ ถึงอย่างนั้นก็ตั้งใจออกแบบรถยนต์บินไร้คนขับมา โดยเน้นเป็นการบริการสำหรับ Luxury Taxi โดยมีตัวใบพัดอยู่ข้างบนตัวรถทั้งหมด 4 ใบ ให้การขับเคลื่อนคล้ายคลึงกับเฮลิคอปเตอร์ โดยตัวฐานของรถจะลอย ซึ่งสามารถถอดออกได้ เพื่อใช้การขับเคลื่อนด้วยใบพัดแทน 

การออกแบบของรถคันนี้ มาจากแนวคิดที่ว่า คนล้วนพากันย้ายเข้าเมือง และกลายเป็นเทรนด์ที่ใช้เทคโนโลยีผ่านมือถือ เพื่อสร้างการคมนาคมที่ดีขึ้นในอนาคต และเพื่อกลุ่มคนที่ไม่ได้ถือครองใบขับขี่ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ เพราะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ

Credit : Transportup

3.Terrafugia TF-X

อีกหนึ่งยานยนต์ลอยฟ้า ที่ทำมาในจุดประสงค์เป็นยานพาหนะส่วนบุคคล โดยบริษัท Terrafugia การออกแบบยานยนต์คันนี้นั้น เรียกได้ว่า ติดปีกและใบพัดแนวตั้งไว้บนส่วนหัวของรถยนต์นั่นเอง เวลาแลนดิ้งก็สามารถใช้แรงลมกับ 4 ล้อของรถยนต์ช่วยในการทรงตัวได้ หากจินตนาการดูจะรู้สึกว่า คล้ายคลึงกับการติดคอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอม่อนลงบนยานยนต์

รายละเอียดเพิ่มเติมของยานยนต์คันนี้ที่มีออกมาเพิ่มเติมคือ รองรับผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน ใช้พลังงานแบบ Hybrid- Electirc รวมถึงทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 200 mph ไกลถึง 700 ไมล์เลยทีเดียว

หากยานยนต์คันนี้ได้ออกมาวิ่งบนถนนจริงๆ นับว่าเป็นยานยนต์น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Credit : dezeen

4.Toyota LQ

มาถึงรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นกันบ้าง แน่นอนว่ารถยนต์คันนี้นั้นใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ด้วยดีไซน์ที่ออกมาให้ดูเป็นมิตรกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบบตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ ซึ่งจะแสดงออกมาบริเวณไฟหน้าของรถเป็นสัญลักษณ์รูปตาอันแสนน่ารัก

ดีไซน์ภายนอกเน้นสีขาวเป็นหลัก เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นนวัตกรรมสุดล้ำ บริเวณประตูทั้งสองข้างจะเปิดขึ้นโดยยึดกับฐานโครงล้อด้านหน้า  ตัวระบบสามารถออกแบบและกำหนดอารมณ์ของรถให้เหมาะกับโทนของคุณในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ดีด้วย

Credit : grandpix

5.Audi Ai Trail

ดีไซน์สุดล้ำของรถยนต์แห่งอนาคตคันนี้ ที่ออกแบบมาเป็นรถออฟโรดให้คุณได้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับการขับเคลื่อนอยู่บนดาวอังคาร ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเป็นเซตต่อจาก AI ของ Audi ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนทั้งหมด  4 ตัว กำลังรวม 435 แรงม้า แต่ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 130 กม./ชม.

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้บริเวณคอนโซลโล่ง ไม่มีหน้าจอแสดงข้อมูล โดยสามารถต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับตัวรถและกลายเป็นแผงควบคุมหลักในทันที นอกจากนี้รถคันนี้จะไม่มีไฟหน้า แต่ทว่ามีเทคโนโลยี AI : Trail Quattro เพื่อให้ความสว่างมากกว่าเดิม ด้วยโดรนสามเหลี่ยม 5 เครื่องที่ติดตั้ง Matrix LED แทน   

Credit : apkpure

6.Lamborghini Terzo Millenio

อีกหนึ่งโฉมใหม่แห่งรถสปอร์ต อย่าง แลมโบกินี่ ที่ออกแบบดีไซน์รถสปอร์ตแห่งอนาคตมา นอกจากดีไซน์ที่ดูล้ำทั้งภายในและภายนอกแล้ว คุณสมบัติพิเศษอย่างการตรวจจับสุขภาพของรถได้ อย่างรอยแตกหรือรอยยุบก็สามารถซ่อมตัวเองได้อัตโนมัติ

ตัวรถทั้งคันผลิตมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ และมีเซ็นเซอร์ถูกติดตั้งอีกนับไม่ถ้วน ประกอบกับระบบขับเคลื่อนยานยนต์อัตโนมัติในบางสนามแข่งได้อีกด้วย ที่สำคัญคือ รถยนต์คันนี้แม้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 

แต่ไฟฟ้านั้นไม่ได้มาจากแบตเตอรี่ เพราะใช้ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของล้อรถเก็บประจุและปล่อยกระแสไฟฟ้าแทน โดยที่ล้อทั้ง 4 ล้อของรถคันนี้จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ในแต่ละล้อ 

Credit : topcarrating

7.DS X E-Tense

ล้ำกว่าเดิม กับรถยนต์ที่ออกแบบมาสามที่นั่ง ให้คนขับสามารถเลือกขับได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีใหม่ มอบความสามารถให้ตัวรถยนต์ ซ่อมแซมตัวเองได้อัตโนมัติหากเกิดการเฉี่ยวชน ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์คันนี้ยังสามารถตรวจจับชีพจรของผู้ขับ และปรับอารมณ์การขับให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

ซึ่งแน่นอนว่าหากใครที่คาดหวังกับรูปแบบรถ ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรต้องวางมันทิ้งไปเลย เพราะรถคันนี้ออกแบบมาให้เหมือนรถรุ่นสองโมเดลมาประกบกัน ด้วยพลังแรงถึง 1,360 แรงม้าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2035 อันใกล้นี้ ทำให้มีหลายคนสนใจเจ้าตัวนี้เป็นอย่างมาก

Credit : engadget

8.Renault EZ GO

รถยนต์ขับเคลื่อนอัจฉริยะ ที่สุดแห่งเทคโนโลยีไร้คนขับ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นรถโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยมีเป้าหมายหลักเป็น car sharing ที่ให้คุณและเพื่อน ๆ สามารถโดยสารรถยนต์คันเดียวกันได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ว่าจะไปไกลหรือใกล้ก็ไปถึง พร้อมทั้งประตูที่เปิดจากทางด้านเดียวให้ความรู้สึกใหม่ไปอีกแบบด้วยค่ะ

ภายในรถยังมีการติดตั้งที่ชาร์จแบบไร้สายและไวไฟ ให้ผู้โดยสารได้รู้สึกสนุกสนานระหว่างเดินทาง แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ยานยนต์หรือแท็กซี่แห่งอนาคตคันนี้สามารถเรียกใช้งานได้ จากในแอป คล้ายคลึงกับระบบ Uber หรือ Grab Car นั่นเอง  

Credit : topspeed

9.Aston Martin Lagonda Vision

อีกหนึ่งแบรนด์ดังอย่าง Aston Martin ที่ออกรุ่นแห่งเทคโนโลยีอย่าง Lagonda Vision คาดการณ์เปิดตัวปี 2021 โดยวางฐานะโมเดลรถคันนี้ไว้ว่า รถหรูคันใหม่แห่งวงการที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ นอกจากการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ยังออกแบบให้ห้องโดยสารกว้างขึ้นกว่าที่เคยมีในรถยนต์รุ่นอื่น ๆ 

หลังคาสามารถเปิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินเข้ามาที่ตัวรถก่อนจะนั่งลงได้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเบาะก็รถยนต์ก็ทำมาจาก คาร์บอนไฟเบอร์ และ หนังแคชเมียร์ระดับพรีเมี่ยม เพื่อให้ความสวยงามและสบายยิ่งกว่าเดิม

Credit : openmotors

10.EDIT EV

รถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำคันนี้ เป็นไอเดียแนวคิดของบริษัท openmotors ที่จะทำให้รถยนต์ต่อจากนี้สามารถถอดประกอบ และซ่อมได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนทั้งชิ้นอีกต่อไป

รถยนต์คันนี้สามารถให้บริการได้ถึง 24 ชม. ในทุก ๆ วัน เน้นดึงศักยภาพของรถให้มีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้งาน นอกจากเรื่องของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การถอดประกอบรถและเปลี่ยนรูปแบบรถได้ในทุก ๆ แบบที่ต้องการโดยไม่ต้องลำบาก คล้ายคลึงกับการประกอบเลโก้รถยนต์เลยทีเดียว 

รถยนต์แห่งอนาคตควรจะเป็นอย่างไร ?

แน่นอนว่า จากภาพและข้อมูลเบื้องต้นข้างบนคงจะพอคาดการณ์กันได้บ้างแล้วว่า รถยนต์ในอนาคตจะออกมาในรูปแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่สร้างเทคโนโลยีให้บินได้ เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีบนเครื่องบิน เพื่อลดเวลาของการเดินทาง และการจราจรบนท้องถนนที่คับคั่ง 

หรือจะเป็นรถยนต์เพื่อการขนส่งมวลชนไร้คนขับ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์และเพื่อการบริการที่แม่นยำตรงจุด รวมถึงปลอดภัยมากขึ้นของการขนส่ง คล้ายคลึงกับการโดยสารด้วยรถเมล์อัจฉริยะที่ไร้คนขับแทน

การคาดการณ์รถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

1.รถยนต์ไฟฟ้า

กระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรงในหลายประเทศ ถึงในไทยจะไม่ค่อยมีกระแสมากนัก ทว่านั้นไม่ได้แปลว่า เทรนด์ของโลกที่กำลังมาจะสูญหายไป แต่มันกำลังก้าวหน้าไปยิ่งกว่าที่เราคิด ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า การเห็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จะไม่ปรากฏให้เห็นอีก

ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นคือหนึ่งในสาเหตุ ที่นานาประเทศเลือกที่จะหันมาใช้พลังงานไฟฟ้า ในการทดแทนน้ำมันที่สิ้นเปลืองและก่อให้เกิดมลพิษ เป็นหนึ่งเหตุผลของการสร้างรถพลังงานไฟฟ้า ที่นอกจากจะลดอัตราการเผาไหม้แล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลงด้วย

2.รถยนต์ไร้คนขับ

อีกหนึ่งกระแสมาแรงอย่าง รถยนต์ไร้คนขับ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ ให้ผู้ขับได้รับบทเป็นผู้นั่ง และได้รับการบริการจาก AI (Artificial Intelligence) เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำของทิศทางได้ดีมากขึ้น 

แต่ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้รถยนต์คันนี้น่าสนใจ คือ ความสะดวกสบาย ที่การผู้ขับไม่จำเป็นต้องขับเองอีกต่อไป ลองคิดว่า หากคุณเลิกงานเหนื่อย ๆ อยากพักแต่ต้องฝ่ารถมากมายออกไป ก็รู้สึกเหนื่อยเป็นสองเท่า แต่ถ้าคุณมีผู้ช่วยในการขับขี่ ทั้งยังน่าไว้วางใจ แค่คิดก็รู้สึกอยากได้แบบนี้สักคันแล้วใช่ไหมล่ะคะ?

แต่นั่นก็หมายถึง การตกงานของคนกลุ่มหนึ่งที่ประกอบอาชีพด้วยการขับรถยนต์ ซึ่งนั่นจะเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป เรื่องจริยธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

3.รถยนต์ที่มีความคล้ายคลึงมนุษย์มากขึ้น

การออกแบบรถยนต์ที่คล้ายคลึงมนุษย์ หมายถึง รถยนต์ที่มีความเข้าใจและออกแบบให้มีแนวคิดคล้ายมนุษย์มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับได้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถบอกสภาวะอารมณ์ ร่วมถึงสุขภาพของผู้ขับขี่ได้ในเบื้องต้นอีกด้วย 

บางครั้งการนำเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงมนุษย์มาใช้ อาจก่อให้เกิดความกลัวภายในจิตใจ ถึงอย่างนั้น การประดิษฐ์คิดค้นและนำมาใช้ จะส่งผลดีต่อมนุษย์และเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่

4.รถยนต์บินได้

ข้อนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีมีมานานแล้ว ตั้งแต่การผลิตเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ แน่นอนว่ารถยนต์ต้องเป็นหนึ่งใน หัวข้อที่นักวิจัยต้องการพัฒนาต่อไป เนื่องจากการทำความเร็วที่ได้มากกว่ารถยนต์ ทั้งการหลีกเลี่ยงการใช้พื้นถนนจนอัดแน่น ทำให้การประดิษฐ์รถยนต์บินได้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

บริษัท Airubs ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องบิน Airbus ให้แก่สายการบินต่าง ๆ จับมือร่วมทุนกับ Audi บริษัทยานยนต์ชั้นนำของโลก เพื่อสร้างรถยนต์บินได้ออกมา แม้ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คาดจนต้องขอพักโปรเจกต์ แต่ล่าสุดทาง Porsche กับ Boeing ก็ได้จับมือกันออกร่วมโปรเจกต์โดยแพลนว่าจะทดลองตัวโปรโตไทป์อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

ถึงแม้รถยนต์ในอนาคตบางคันจะดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไป ทว่านี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันสมองและความสามารถของมนุษย์สามารถขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ และเทคโนโลยีให้ประกอบเข้ากันอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีความก้าวหน้าอย่างมาก 

คุณสามารถลองดูเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรถยนต์ในปัจจุบัน หรือรถยนต์มือสองที่มีเทคโนโลยีน่าสนใจในราคาไม่แพงมาก ได้ที่ Kaidee ที่เป็นแหล่งรวมรถยนต์มือสองที่น่าสนใจหลายคันไว้ด้วยกันได้ที่นี่แล้วค่ะ