Apple iPad Pro VS Samsung Galaxy Tab S7

Apple iPad Pro VS Samsung Galaxy Tab S7

ถ้าหากจะกล่าวถึงแบรนด์สมาร์ตโฟนยอดนิยมระดับโลก หลายๆ คนคงจะมีชื่อ Apple และ Samsung อยู่ในหัวเพราะทั้งสองแบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์ใหญ่ที่คนไทยหลายคนนิยมกันมากมาย และมักจะมีโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตออกมาแข่งขันอยู่เสมอ โดยเฉพาะแท็บเล็ตที่ออกมาบ่อยเอามากๆ ซึ่งทุกคนคงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่า แล้วแบรนด์ไหนดีกว่ากัน ? วันนี้เราจะพามาชำแหละคุณสมบัติ Ipad pro และ Galaxy Tab S7 ที่ออกมาใหม่ล่าสุดว่ามีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

ipad pro
ขอบคุณรูปจาก: AppleTH

ลักษณะภายนอก

เริ่มจากลักษณะภายนอกทั้งสองแบรนด์มีความแตกต่างกันพอสมควร โดย iPad Pro มี 2 ขนาดได้แก่ 11 และ 12.9 นิ้ว สี Space Gray และ Silver ในขณะที่ Galaxy Tab S7 มี 3 สี 1 ขนาด คือ Mystic Black, Mystic Silver และ Mystic Bronze ขนาด 11 นิ้ว

หน้าจอ

ถึงแม้ว่าแท็บเล็ตทั้งสองรุ่นนี้จะมีการแสดงผลหน้าจอที่มีความคล้ายคลึงกันแต่ iPad Pro ใช้หน้าจอแบบ Liquid Retina 120Hz ทำให้เหมาะกับการตัดต่อรูปภาพหรือการเล่นเกมที่มีความลื่นไหล แต่ Galaxy Tab S7 มีหน้าจอ LTPS LCD 120Hz ที่รองรับ HDR10+ ทำให้เหมาะสำหรับการดูภาพยนตร์หรือมัลติมีเดียต่าง ๆ มากกว่า

CPU

ภายในตัวเครื่อง CPU หรือ ชิป ของ iPad Pro เป็น A12Z Bionic พร้อมสถาปัตยกรรม 64 บิต Neural Engine และมีโพรเซสเซอร์ร่วม M12 ในตัว ส่งผลให้มีความเสมือนจริงมากขึ้นสามารถทำงานหนัก ๆ ได้เยอะขึ้น ส่วน Galaxy Tab S7 ใช้ ชิปแบบ Qualcomm Snapdragon 865+ Octa Core มีความเร็วอยู่ที่ 3.09 GHz และรองรับเครือข่าย LTE กับ 5G อีกด้วย

RAM

ส่วนของ RAM หรือหน่วยความจำสำรองของ iPad Pro มีการเพิ่มจากรุ่นก่อนกลายเป็น 6GB แตกต่างกับ Galaxy Tab S7 ที่มี RAM ทั้งหมด 2 ขนาดให้เลือกระหว่าง 6GB และ 8GB

ความจุ

ในเรื่องของความจุภายในเครื่อง ทั้ง iPad Pro และ Galaxy Tab S7 มีความจุที่ 128GB 256GB 512GB เหมือนกัน แต่ตัวของ iPad Pro มีความจุที่ 1TB เพิ่มเข้ามาให้เลือกกัน

กล้องหลัง

สำหรับตัว iPad Pro มีกล้องหลัง 2 ตัวประกอบไปด้วยเลนส์ Wide 12 MP F1.8 และ กล้อง Ultra-Wide 10 MP F.2.4 ที่มาพร้อมไมโครโฟนที่มีระบบเสียง 4 ลำโพง ช่วยในการถ่ายวิดีโอให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับตัว Galaxy Tab S7 ที่มีกล้องหลังเท่ากัน ประกอบไปด้วยกล้องตัวหลักที่มีความละเอียด 13MP และกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 5MP และมีลำโพง 4 ตัวเช่นเดียวกับ iPad Pro

กล้องหน้า

iPad Pro นั้นมีกล้องหน้าความละเอียด 7MP รูรับแสง F2.2 บวกกับฟีเจอร์การถ่ายภาพแบบ Portrait อีกด้วย ในขณะที่ Galaxy Tab S7 มีความละเอียดอยู่ที่ 8MP รูรับแสง F2.0 เรียกได้ว่า Galaxy Tab S7 มีทั้งความละเอียดและรูรับแสงที่มากกว่า iPad Pro

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของ iPad Pro ขนาด 7,812 mAh โดยรองรับชาร์จไว 18W โดย ส่วนตัว Galaxy Tab S7 มีแบตเตอรี่ 8,000 mAh และรองรับชาร์จไว 45W เลยทีเดียว

Tab S7
ขอบคุณรูปจาก: SAMSUNG

อุปกรณ์เสริม

ทั้ง 2 แบรนด์มีอุปกรณ์เสริมที่เหมือนกันคือ ปากกาและคีย์บอร์ด แต่มีความแตกต่างกันตรงสเปกและราคาดังนี้

ปากกา : สำหรับ iPad Pro ต้องซื้อ Apple Pencil (รุ่นที่ 2) ที่สามารถชาร์จผ่านด้านนอกตัวเครื่องได้ซึ่งตัวปากกามีราคา 4,490 บาท ในขณะที่ Galaxy Tab S7 แถม S-PEN ฟรีเช่นเดียวกับรุ่นอื่น ๆ และสามารถชาร์จผ่านด้านนอกตัวเครื่องได้เช่นเดียวกัน

คีย์บอร์ด : สำหรับทั้ง 2 ตัวมีคีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์เสริมที่ต้องซื้อเพิ่มเติม โดย Magic Keyboard ของ iPad Pro ราคา 9,990 บาท และ Book Cover Keyboard สำหรับ Galaxy Tab S7 มีราคาถูกกว่าอยู่ที่ 2,990 บาท

ราคาแต่ละรุ่น

Apple iPad Pro 11 นิ้ว รุ่น Wi-Fi

128GB ราคา 27,900 บาท
256GB ราคา 31,400 บาท
512GB ราคา 38,400 บาท
1TB ราคา 45,400 บาท

Apple iPad Pro 11 นิ้ว รุ่น Wi-Fi+Cellular

128GB ราคา 32,900 บาท
256GB ราคา 36,400 บาท
512GB ราคา 43,400 บาท
1TB ราคา 50,400 บาท

Apple iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่น Wi-Fi

128GB ราคา 34,900 บาท
256GB ราคา 38,400 บาท
512GB ราคา 45,400 บาท
1TB ราคา 52,400 บาท

Apple iPad Pro รุ่น Wi-Fi+Cellular

128GB ราคา 39,900 บาท
256GB ราคา 43,400 บาท
512GB ราคา 50,400 บาท
1TB ราคา 57,400 บาท

Samsung Galaxy Tab S7

RAM 6GB + ROM 128GB รุ่น Wi-Fi ราคา 700 ยูโร (ประมาณ 25,800 บาท)
RAM 8GB + ROM 256GB รุ่น Wi-Fi ราคา 780 ยูโร (ประมาณ 28,800 บาท)
RAM 6GB + ROM 128GB รุ่น 5G ราคา 800 ยูโร (ประมาณ 30,000 บาท)
RAM 8GB + ROM 256GB รุ่น Wi-Fi ราคา 880 ยูโร (ประมาณ 32,500 บาท)

นี่คือความแตกต่างของ Apple iPad Pro และ Samsung Galaxy Tab S7 ที่เราเอามาฝากให้ทุกคนได้นำไปพิจารณากัน และถ้าใครสนใจซื้อแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่น ๆ ไปใช้ก็สามารถหาได้ที่ Kaidee เช่นกันนะคะ มีให้เลือกเยอะแยะแน่นอนค่ะ

รองเท้าส้นสูง มีกี่ประเภทกันนะ ?

รองเท้าส้นสูง มีกี่ประเภทกันนะ ?

รองเท้าส้นสูง เป็นไอเทมสำคัญของสาว ๆ ที่ต้องมีติดบ้าน เพราะสามารถใส่ได้หลายโอกาสไม่ว่าจะเป็น ใช้ชีวิตประจำวัน ไปท่องเที่ยว ไปเรียน ไปปาร์ตี้ หรือไปงานพิธีการต่าง ๆ ก็ย่อมได้ และยังเป็นตัวช่วยในการเพิ่มบุคลิกภาพของสาว ๆ ให้ดียิ่งข้นอีก แต่รู้ไหมว่า ส้นสูงแต่ละแบบก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่วันนี้เราจะยกมาเพียงแค่ 10 แบบที่เป็นที่นิยมให้ทุกคนได้รู้จัก จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

ประเภทของ รองเท้าส้นสูง

รองเท้าส้นสูง
ขอบคุณรูปจาก: andi asmara

Stilettos/Pump

รองเท้าส้นสูงที่เห็นกันทั่วไป มีส้นเป็นเข็มแบบสูง ที่มีหัวปิดและหุ้มส้น มักจะเห็นได้ในอาชีพแอร์โฮสเตส ซึ่งรองเท้าแบบนี้มีส้นที่สูงตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไปทำให้เดินได้ยากลำบากพอสมควร

Ankle Strap

รองเท้าส้นสูงลักษณะคล้ายแบบที่หนึ่ง ต่างกันเพียงส้นสูงประเภทนี้จะมีสายรัดข้อเท้า อาจเป็นหัว กลม แบน หรือแหลมก็ได้ เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวันปกติ เพราะให้ความรู้สึกสบาย ๆ ไม่ทางการมากนัก ทำให้เป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

Open Toe

รองเท้าส้นสูงแบบหุ้มส้นที่มีการเปิดนิ้วเท้าให้เห็นทั้งหมด โดยมีเพียงสายรัดเพื่อทำให้รองเท้าไม่หลุดเท่านั้น เหมาะกับคนที่ต้องการโชว์เล็บที่สวยงาม

Mule

รองเท้าส้นสูงที่เคยเป็นที่นิยมในยุค 90s มีลักษณะคล้ายกับรองเท้าแตะเพราะถึงแม้ว่าตัวรองเท้าจะปิดนิ้วเท้าด้านหน้าแต่ไม่มีสายหรือส้นปิดส้นเท้าด้านหลัง ทำให้เมื่อใส่แล้วดูแปลกใหม่และมีสไตล์มากขึ้น

Wedge

หรือที่ประเทศไทยเรียกว่ารองเท้าส้นเตารีด เพราะตัวส้นมีลักษณะหนาทึบตั้งแต่ปลายจนถึงส้นเท้าคล้ายกับเตารีด ทำให้เดินบนรองเท้าประเภทนี้ง่ายกว่ารองเท้าส้นสูงแบบอื่นๆ

T-Strap

รองเท้าส้นสูงแบบเปลือยที่มีสายคาดตรงกลางคล้ายรูปตัว T ทำให้ดูทะมัดทะแมงมากขึ้น มีให้เลือกหลากหลายความสูง

Sling Back

รองเท้าส้นสูงที่มีสายรัดส้นเท้าด้านหลัง อาจเป็นหัวแหลม กลม หรือเปิดนิ้วเท้า ดูเรียบร้อยเป็นทางการ

Platform

รองเท้าส้นสูงที่เสริมพื้นด้านหน้าเท้า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มความสูง และรองเท้าส้นสูงประเภทนี้ยังช่วยให้มีความสบายเท้าเมื่อต้องใส่นาน ๆ

Cone Heels

รองเท้าส้นสูงที่มีส้นเป็นรูปทรงกรวยคล้ายโคนไอศกรีม มักจะเห็นได้ตามงานสังคมที่ค่อนข้างเป็นทางการ

Chunky Heels

รองเท้าส้นสูงที่มีส้นแบบหนา ๆ ในประเทศไทยนิยมเรียกว่า รองเท้าส้นตึก และได้รับความนิยมมากในประเทศไทย เพราะสามารถใส่ได้ในทุกโอกาส

เราเชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนสามารถใส่รองเท้าได้ทุกรูปแบบ เพียงแค่มีความมั่นใจก็สวยได้ในแบบของคุณ และที่นี่ก็มีบทความ แฟชั่น ให้คุณได้อ่านมากมาย สาว ๆ คนไหนถ้าอยากส่งต่อความมั่นใจหรือหารองเท้าสวย ๆ ใส่ ที่ Kaidee มีให้ได้เลือกสรรมากมาย

How to สังเกตว่าน้องหมาของเรามีภาวะซึมเศร้า

How to สังเกตว่าน้องหมาของเรามีภาวะซึมเศร้า

รู้หรือเปล่า ? ว่าเจ้าสี่ขาที่บ้านก็มีภาวะซึมเศร้าได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาพูดไม่ได้เหมือนมนุษย์ เหล่าทาสอย่างเราเลยต้องรู้จักสังเกตมากขึ้น แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้จักตั้งแต่สาเหตุไปจนถึงขั้นตอนของการรักษา เจ้าสี่ขาจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ยังไงล่ะ

รู้จักภาวะซึมเศร้าในสุนัข

เพราะลักษณะนิสัยของสุนัขแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน พวกเขาจึงมีช่วงเวลาแย่ๆ ไม่แตกต่างกับมนุษย์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกิดภาวะซึมเศร้ามีหลากสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โรคประจำตัว การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ การสูญเสียคนที่รัก เจ้าของใหม่ หรือ การมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว เป็นต้น

สัญญาณเตือนว่าสุนัขของคุณอาจมีอาการซึมเศร้า

ก่อนที่จะบอกว่าสุนัขของเพื่อนๆ มีอาการซึมเศร้าหรือไม่ ลองใส่ใจกับพฤติกรรมพวกเขาดูสักนิดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือไม่ โดยสังเกตพฤติกรรมดังต่อไปนี้ (หากมี 3 ข้อขึ้นไป เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในภาวะดังกล่าว)

1. กินอาหารน้อยลง

สุนัขบางตัว เมื่อเกิดอาการเศร้า ความอยากอาหารของพวกเขาจะน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักของพวกเขาลดลงตามไปด้วย แต่ก็มีบางตัวที่กินเยอะจนน้ำหนักขึ้นได้เหมือนกัน

2. นอนเยอะขึ้นจนผิดสังเกต

โดยเฉลี่ยแล้วสุนัขโตจะนอนประมาณ 12 ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนลูกสุนัขจะนอนประมาณ 18 ถึง 20 ชั่วโมง แม้จะดูปกติ แต่ก็อย่าลืมดูพฤติกรรมพวกเขาควบคู่ไปด้วย เช่น เวลาคุณกลับถึงบ้าน พวกเขาให้ความสนใจคุณเหมือนเดิมหรือไม่

ถ้ารู้สึกว่าผิดสังเกต ให้พาพวกเขาไปตรวจสุขภาพก่อน ถ้าไม่พบปัญหาและอาการดังกล่าวยังคงอยู่ เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า

3. เลียอุ้งเท้า

การเลียหรือบดเคี้ยวมากเกินไป อาจเกิดขึ้นจากสรีระและสุขภาพจิตของพวกเขา ทางด้านสรีระอาจมาจากอาการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการปวดข้อ และผิวหนังแห้ง สำหรับด้านสุขภาพจิตสุนัขที่ซึมเศร้ามักจะเลียและเคี้ยวอุ้งเท้าเพื่อปลอบตัวเอง

4. หลบซ่อนตัว และหลีกเลี่ยง

โดยทั่วไปพฤติกรรมหลบซ่อนตัวของสุนัขมักเกิดขึ้นจาก 2 สิ่งด้วยกันคือ ความเจ็บป่วยและอาการบาดเจ็บ (ภาวะซึมเศร้าจัดอยู่ในหมวดหมู่ ‘เจ็บป่วย’ ) หากพวกเขาซ่อนตัวหรือมีอาการอยากอยู่คนเดียวกะทันหัน เพราะมีบางอย่างรบกวน ถ้าไม่ใช่เรื่องทางกายภาพก็คงมาจากอารมณ์นี่แหละ

5. หมดความสนใจ

ทิ้งตัวนอนทั้งวัน ไม่อยากไปเดินเล่น ไม่กัดของเล่นชิ้นโปรด ไม่สนใจสิ่งอื่นๆ ที่ปกติจะสร้างความตื่นเต้นอยู่เสมอ อาการนี้ค่อนข้างชัดว่าต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ๆ พาไปหาสัตวแพทย์ด่วน

ทาสอย่างเราดูแลพวกเขายังไงดี ?

คำถามง่ายๆ ที่ทำให้ทาสอย่างเราคิดไม่ตกว่าควรเริ่มจากอะไรก่อนดี คำแนะนำคือ เพิ่มเวลาดูแลพวกเขาให้มากขึ้น และทำในสิ่งที่พวกเขาชอบ เช่น การพาไปเดินเล่น ไปเจอเพื่อนๆ สุนัขด้วยกัน การกอดหรือเล่นด้วยอย่างสม่ำเสมอ และไม่ลืมที่จะพาพวกเขาไปออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้สภาพจิตใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคุณกับพวกเขาด้วยนะ

แต่ถ้าคำแนะนำข้างต้นไม่เป็นผล อาจจะต้องปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาทางออกร่วมกัน จะได้รักษาได้ตรงจุด พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลที่ถูกต้อง

ตัวยาในการรักษาภาวะซึมเศร้าในสุนัข

จากการศึกษาพบว่าตัวยาต่อไปนี้ค่อนข้างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษา ซึ่งแน่นอนว่าทุกการรักษามีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ด้วย

AMITRIPTYLINE

สัตวแพทย์มักจะสั่งจ่ายยาตัวนี้เสมอ ซึ่งตัวยาจะเข้าไปปรับระดับเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรินเพื่อพยายามคืนความสมดุล และรักษาอาการวิตกกังวลในสัตว์เลี้ยงผลข้างเคียงที่พบบ่อย: อาการง่วงนอน ปากแห้ง ปัสสาวะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ท้องผูกอาเจียน

DOXEPIN

ใช้รักษาอาการกลัว (Phobia) และพฤติกรรม OCD ในสุนัขและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นยารักษาอาการแพ้อีกด้วย ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: อาการง่วงนอน หมดแรง อาเจียน

FLUOXETINE

ตัวยาใช้รักษาภาวะซึมเศร้า OCD หรือโรคตื่นตระหนก (Panic) ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: เบื่ออาหาร อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด สมาธิสั้นและนอนไม่หลับ

การปรับเปลี่ยนภาวะอารมณ์ให้เจ้าสี่ขานั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การใส่ใจและหมั่นสังเกตของทาสอย่างเราๆ นี่แหละที่สามารถช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าของพวกเขาได้เป็นอย่างดี เพื่อให้พวกเขากลับมามีความสุข วิ่งเล่นด้วยพลังเต็มร้อยเหมือนเดิม

สำหรับใครที่มีเพื่อนสี่ขาเต็มบ้านไปหมด อยากแบ่งปันความสดใสของน้องๆลงประกาศขายสัตว์เลี้ยงของคุณได้เลย !

5 ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่น่าลิ้มลอง

5 ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่น่าลิ้มลอง

เชียงใหม่ จังหวัดยอดฮิตที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายประจำภาคเหนือ ทั้งวัดวาอาราม คาเฟ่น่านั่ง ภูเขา สวนดอกไม้ ไร่ชาเขียวต่าง ๆ และนอกจากเรื่องเที่ยวแล้วเรื่องกินก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจะมานำเสนอ 5 ร้านอาหารพื้นเมือง ที่คุณควรไปลิ้มลองและสัมผัสความเป็นเชียงใหม่อย่างแท้จริง

ต๋อง เต็ม โต๊ะ

ต๋อง เต็ม โต๊ะ ร้านอาหารเหนือชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์ซึ่งเป็นถนนยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่จุดเด่นของร้านนี้คือ อาหารเหนือสไตล์ล้านนา โดยเฉพาะแกงผักเชียงดาใส่ปลาย่าง แกงคั่วเห็ดฟาง ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แกงฮังเล ลาบคั่ว และแกงคั่วเห็ดถอบ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวติดใจกันเป็นแถบจนเต็มสมชื่อ ถ้าใครไปก็อย่าลืมจองนะ

ที่ตั้งร้าน : ซอยนิมมานเหมินทร์ 13 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 053-894-701
เฟซบุ๊ก : ร้านต๋อง-เต็ม-โต๊ะ-Northern-Thai-cuisine

กิ๋นลำกิ๋นดี

ร้านอาหารพื้นเมืองเหนือสุดเก๋ไก๋ ย่านนิมมานอย่าง กิ๋นลำกิ๋นดี ก็เป็นอีกหนึ่งร้านอาการพื้นเมืองที่น่าสนใจ โดยมีการตกแต่งร้านแบบฮิป ๆ ถูกใจวัยรุ่น แต่ยกคงกลิ่นอายความเป็นเมืองเชียงใหม่ผ่านอาหารและภาชนะต่าง ๆ ซึ่งเมนูยอดฮิตของร้านนี้คงจะหนีไม่พ้น ปูอ่อง ลาบคั่ว และน้ำพริกหนุ่มน้ำปู๋ นั่นเอง เรียกได้ว่าถูกใจทุกคนเลยทีเดียว

ที่ตั้งร้าน : ถนน นิมมานเหมินท์ ซอย 9 ตำบล สุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 11:00 – 21:00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 085-867-8993
เฟซบุ๊ก : Kinlum Kindee – กิ๋นลำกิ๋นดี

เฮือนม่วนใจ๋

เฮือนม่วนใจ๋ เป็นร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้สไตล์ล้านนาทำให้รู้สึกเหมือนไปรับประทานอาหารบ้านเพื่อน และการันตีความอร่อยของอาหารแทบทุกจานจากการเข้าแข่งขันรายการเชฟกระทะเหล็กของเจ้าของร้าน โดยมีทั้งอาหารชุด แกง หรืออาหารจานเดียวให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมไปถึงเมนูที่หากินได้ยากอย่าง หน่อยัดไส้ทอดและแกงตูนใส่ปลาให้ลองลิ้มรสกันอีกด้วย

ที่ตั้งร้าน : 24 ถนนราชพฤกษ์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. ยกเว้นวันพุธ
เบอร์โทรศัพท์ : 053-404-998
เฟซบุ๊ก : Huen Muan Jai เฮือนม่วนใจ๋

ถึงเจียงใหม่

ฮ้านถึงเจียงใหม่ ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่ที่ดังที่สุดร้านหนึ่ง ที่ว่ากันว่าถ้ามาแล้วไม่ได้กินร้านนี้ถือว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่ ซึ่งตัวร้านไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่มากนัก แต่มีการตกแต่งที่สวยงามสไตล์คนเมืองเก่าโดยใช้ฟางมาประกอบเป็นกระโจมทำให้รู้สึกโปร่งสบาย เป็นกันเอง และเป็นเอกลักษณ์ ส่วนอาหารไม่ได้เยอะหรือน้อยจนเกินไป ทำให้เราสามารถลองชิมได้หลากหลายเมนู

ที่ตั้งร้าน : ซอยวัดอุโมงค์ ถนนสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00-21.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 095-710-7438
เฟซบุ๊ก : ถึงเจียงใหม่

เฮือนใจ๋ยอง

ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ร้าน เฮือนใจ๋ยอง ก็ยังคงมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสายเพราะภายในร้านตกแต่งด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ที่คลาสสิคในบ้านไม้ 2 ชั้น ทำให้ได้บรรยากาศแบบเป็นกันเอง รสชาติอาหารที่เหมือนต้นตำรับแท้ ๆ ของชาวเหนือ โดยมีเมนูเด็ดคือ ตำมะเขือใส่ไข่ต้ม แกงคั่วไก่ น้ำพริกปลาจี่ จอผักกาด จิ้นหมูทอด

ที่ตั้ง : 65 หมู่ 4 ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : เวลา 10.00-16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์
เบอร์โทรศัพท์ : 086-671-8710
เฟซบุ๊ก : เฮือนใจ๋ยอง อาหารพื้นเมืองยอง

เห็นแบบนี้แล้วใครอยากกินอาหารอร่อย ๆ ก็สามารถหาซื้อได้ที่ Kaidee เลย ที่นี่มีอาหารให้เลือกซื้อเยอะแยะมากมายเลยค่ะ

6 น้ำหอมกลิ่นผลไม้ หอมหวานซ่อนเปรี้ยว

6 น้ำหอมกลิ่นผลไม้ หอมหวานซ่อนเปรี้ยว

นอกจาก เสื้อผ้า การแต่งตัว เครื่องสำอาง ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนแต่ละคนแล้วนั้น น้ำหอมก็เป็นสิ่งที่สามารถบอกตัวตนของเราได้เช่นกัน และน้ำหอมที่ให้กลิ่นที่หอมหวานแต่ซ่อนความเปรี้ยวเอาไว้อย่าง กลิ่นผลไม้ ก็เป็นที่นิยมอยู่มากเช่นกัน และนี่คือน้ำหอมเหล่านี้ที่จะพูดถึงคือ น้ำหอมยอดฮิตกลิ่นผลไม้ของสาว ๆ ที่หลายคนหลงใหล

DKNY Be Delicious

น้ำหอมแอปเปิลเขียวที่มีขวดรูปร่างคล้ายแอปเปิลสีเขียวน่ารักเข้ากับกลิ่นของน้ำหอมอย่าง DKNY Be Delicious ตัวน้ำหอมมีกลิ่นผลไม้ที่ออกเปรี้ยวสดชื่น ให้ความรู้สึกสดชื่นร่าเริง เรียกได้ว่าเป็นน้ำหอมในใจของสาว ๆ หลายคนเลย มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 บาท

Burberry Brit Sheer

น้ำหอมรุ่นยอดฮิตของแบรนด์ Burberry อย่าง Burberry Brit Sheer ที่มีความหอมหวานกลิ่นอ่อนละมุนสดชื่นจากผลไม้นานาชนิด เช่น ลูกแพร์ ลิ้นจี่ ส้มแมนดาริน และสับปะรด ให้ความรู้สึกหวานและสดใส แต่หรูหราสไตล์อังกฤษ และทำสำคัญคือ ไม่ฉุนบาดจมูก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,300-4,500 บาท

Jeanne Lanvin Lanvin for women

ด้วยกลิ่นหอมจากดอกไม้และกลิ่นหวานจากผลไม้นานาชนิดอย่างแบล็กเบอร์รี มะนาว และลูกแพร์ ทำให้ Jeanne Lanvin Lanvin for women เกิดกลิ่นที่ลงตัว ทำให้รู้สึกเป็นสาวหวานธรรมชาติแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารักสดใส ไม่ฉุนจนเกินไป ใครดมก็ชอบ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,200 บาท

Escada Sunset Heat women

เมื่อพูดถึงกลิ่นน้ำหอมผลไม้สไตล์ทรอปิคอลอย่าง มะละกอ มะม่วง สับปะรด และลูกพีช ก็ต้องนึกถึง Escada Sunset Heat women แบรนด์น้ำหอมที่เลื่องชื่อ น้ำหอมตัวนี้มีกลิ่นแบบซุกซนทำให้นึกถึงฤดูร้อนที่มีกลิ่นอายของแสงแดดและทะเล มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 บาท

Nina L`Elixir Nina Ricci

ถึงแม้จะมีรูปร่างคล้ายกับผลแอปเปิลสีแดงแต่ Nina L`Elixir Nina Ricci ก็เป็นน้ำหอมที่เกิดจากผสมผสานอย่างลงตัวของผลไม้ 2 ชนิดคือ กลิ่นเบอร์รีและเลมอนอ่อน ๆ ทำให้เกิดกลิ่นที่หอมหวาน น่ารัก ตามสไตล์สาววัยรุ่น จะฉีดไปไหนก็หอมทั้งวัน มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500-3,300 บาท

BVLGARI Omnia Coral

BVLGARI Omnia Coral ขวดน้ำหอมสีแดงสไตล์เก๋ไก๋ที่เกิดจากความร้อนแรงของผลไม้อย่างโกจิเบอร์รีและดอกชบาผสมผสานกับความหอมละมุนจากดอกบัวและผลทับทิม ชวนให้นึกถึงฤดูร้อน พระอาทิตย์ และมหาสมุทร ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับสาว ๆ ให้ฮอตขึ้นไปอีก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,300-4,100 บาท

และนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลิ่นผลไม้ที่นำมาให้ดูกัน จริง ๆ แล้วยังมีน้ำหอมอีกหลายกลิ่นหลายสไตล์อย่างเช่น ดอกไม้ แป้ง ต้นไม้ และอื่น ๆ ให้ได้เลือกใช้อีกมาก ถ้าใครสนใจกลิ่นน้ำหอมมาเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเองก็ต้องไปลองกันนะคะ แล้วคุณจะเจอน้ำหอมที่ใช่แน่นอน