อยากย้ายทะเบียนรถไปให้คันใหม่ต้องทำอย่างไรบ้าง

อยากย้ายทะเบียนรถไปให้คันใหม่ต้องทำอย่างไรบ้าง

หลาย ๆ ท่านที่เพิ่งซื้อรถยนต์มา ไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือว่ามือสองก็ตามแต่ และเกิดความรู้สึกว่า “เอ๊ะ อยากเปลี่ยนเลขทะเบียนใหม่จังเลย” อาจจะด้วยเหตุผลทางการดูดวงโหราศาสตร์ หรือด้วยที่ว่าประมูลป้ายทะเบียนเลขสวยมาได้ก็ตาม

วันนี้บทความนี้จะมาช่วยแก้ปัญหากันให้ว่า จริงๆแล้วการย้ายป้ายทะเบียนและการสลับป้ายทะเบียนเดิมออกแล้วนำป้ายใหม่มาใส่แทนนั้น ทำได้หรือไม่ ถ้าหากทำได้แล้วล่ะก็ จะต้องเตรียมเอกสาร ขั้นตอนอย่างไรในการทำ

ป้ายทะเบียนรถคืออะไร

ป้ายทะเบียนรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นชาติไหนในโลกนี้ ย่อมมีวัตถุประสงค์เดียวกันนั่นก็คือ การระบุตัวตน เจ้าของรถยนต์ รวมไปถึงสามารถระบุยี่ห้อและรุ่นของรถยนต์ ว่าเป็นไปตามที่ได้แจ้งไว้กับกรมขนส่งทางบกหรือไม่ ซึ่งป้ายทะเบียนนั้นก็มีอยู่หลากหลายประเภท ตามแต่ลักษณะการใช้งานนั้น ๆ ของผู้ขับขี่ ขอยกตัวอย่าง 10 ป้ายทะเบียน ที่เห็นกันได้บ่อย ๆ บนท้องถนน ดังนี้

ป้ายทะเบียนสีแดง – ตัวหนังสือสีดำ

น่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีสำหรับใครก็ตามที่ซื้อรถใหม่ ซึ่งเป็นป้ายทะเบียนที่ออกให้ไว้ใช้เพียงชั่วคราว เพื่อบ่งบอกว่ารถยนต์คันนี้ยังไม่ได้รับรองการจดทะเบียนตามกฎหมายจากกรมขนส่งทางบก

ป้ายทะเบียนสีขาว – ตัวหนังสือสีดำ

อีกหนึ่งป้ายที่สามารถเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนเลย ซึ่งเป็นป้ายที่บ่งบอกว่าเป็นรถยนต์ส่วนบุคคล ที่นั่งได้ไม่เกิน 7 ที่นั่ง

ป้ายทะเบียนสีขาว – ตัวหนังสือสีเขียว

ป้ายทะเบียนแบบนี้เรามักพบเห็นกันได้บ่อย ๆ บนรถยนต์ประเภทกระบะ ซึ่งเป็นป้ายที่เอาไว้แสดงว่ารถยนต์คันนี้เป็น รถบรรทุกส่วนบุคคล แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วทำไมมีรถกระบะบางคันนั้นเป็นป้ายทะเบียนสีขาว – ตัวหนังสือสีดำ นั่นหมายความว่าเจ้าของรถคันนั้น นำรถยนต์ไปจดทะเบียนเป็นรถยนต์ส่วนบุคคลนั่นเอง

ป้ายทะเบียนสีขาว – ตัวหนังสือสีน้ำเงิน

เป็นอีกหนึ่งป้ายที่พบเห็นกันได้ง่ายเวลาไปใช้บริการรถตู้ ซึ่งป้ายนี้หมายถึงรถยนต์ส่วนบุคคลที่นั่งมากกว่า 7 ที่นั่ง 

ป้ายทะเบียนลายกราฟฟิกประจำจังหวัด

ป้ายทะเบียนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ส่วนใหญ่ลายกราฟฟิกพื้นหลังของป้ายนั้นจะเป็นรูปสถานที่สำคัญประจำจังหวัด ซึ่งป้ายนี้นั้นจะได้มาจากการประมูลเลขทะเบียนสวย ประจำแต่ละจังหวัด

ป้ายทะเบียนสีเหลือง – ตัวหนังสือสีดำ

เห็นป้ายนี้แล้วน่าจะทราบได้ในทันทีว่า เป็นรถยนต์ที่ใช้ป้ายทะเบียนแบบนี้ เป็นรถยนต์ที่สามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ แต่ไม่เกิน 7 คน ซึ่งมักเห็นกันตามรถแท็กซี่

ป้ายทะเบียนสีเหลือง – ตัวหนังสือสีแดง

อาจจะเป็นป้ายที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไหร่นัก เพราะรถยนต์ที่ใช้ป้ายทะเบียนแบบนี้นั้น จะเป็นรถยนต์รับจ้างระหว่างจังหวัด ซึ่งมีอยู่น้อยเอามาก ๆ

ป้ายทะเบียนสีเหลือง – ตัวหนังสือสีเขียว

ใครที่อยู่ในเมืองหรือตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ น่าจะพบเห็นกันได้บ่อย ๆ แต่อาจจะไม่ได้ทันได้สังเกตว่ามันมีความแตกต่างจากป้ายทะเบียนสำหรับรถแท็กซี่ เพราะป้ายนี้มีไว้สำหรับ รถ  3 ล้อรับจ้าง อย่างรถตุ๊ก ๆ นั่นเอง

ป้ายทะเบียนสีส้ม – ตัวหนังสือสีดำ

ป้ายนี้จะสามารถพบเห็นได้ที่ต่างจังหวัดได้มากกว่าในกรุงเทพฯ เนื่องจากว่าป้ายนี้ติดให้กับรถบรรทุกพ่วง รถแทรกเตอร์ และรถที่ใช้ในทางการเกษตร 

ป้ายทะเบียนสีฟ้า – ตัวหนังสือสีขาว

เป็นป้ายทะเบียนที่พบเห็นกันอยู่บ่อยครั้งอย่างแน่นอน แต่ทว่าหน้าตานั้นจะผิดแปลกไปจากป้ายทะเบียนทั่วไป ด้วยความที่มีตัวอักษรหนึ่งตัวและถูกกำกับด้วยตัวเลขอยู่ข้างล่าง ซึ่งป้ายประเภทนี้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้

  • อักษร พ หมายถึง หน่วยงานพิเศษในสถานฑูต
  • อักษร ก หมายถึง คณะผู้แทนกงสุล
  • อักษร อ หมายถึง องค์กรระหว่างประเทศ

การย้ายทะเบียนรถคืออะไร

หลาย ๆ ท่านอาจเคยได้ยินกันมาบ้างเรื่องของการย้ายทะเบียนรถยนต์ แต่จริง ๆ มันคืออะไรกันแน่ การย้ายทะเบียนรถยนต์หรือการย้ายรถ ตามที่กรมการขนส่งได้ระบุไว้นั้น คือ การขอเปลี่ยนแปลงสถานที่ที่รถมีทะเบียนเดิม ให้สอดคล้องกับภูมิลำเนา หรือสถานที่ใช้งานรถของเจ้าของรถที่เปลี่ยนไปจากจังหวัดที่ได้จดทะเบียนเอาไว้เป็นอีกจังหวัดหนึ่ง หรืออาจจะเปลี่ยนไปตามทะเบียนบ้านของผู้อื่นที่เจ้าของรถได้อนุญาตใช้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นยังแบ่งได้อีกหนึ่งกรณีนั่นก็คือการขอเลขทะเบียนรถใหม่ ก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

ขั้นตอนง่าย ๆ ในการย้าย

การย้ายป้ายทะเบียนรถยนต์นั้น จริง ๆ แล้วเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ใครก็สามารถทำได้หากมีการเตรียมตัวและเตรียมเอกสารให้ครบ ซึ่งขั้นตอนและวิธีการนั้นจะเปลี่ยนไปตามแต่กรณี ดังต่อไปนี้

1. เปลี่ยนเลขทะเบียนรถใหม่

การเปลี่ยนเลขทะเบียนรถใหม่นั้น ส่วนมากมักจะมาจากความเชื่อทางด้านดวงซึ่งต้องจองเสียก่อน และอีกส่วนหนึ่งนั้นมาจากการที่ไปประมูลป้ายทะเบียนมาแล้วจึงนำมาเปลี่ยน ขอเริ่มไปทีละกรณีก่อนเลย

กรณีย้ายป้ายทะเบียนส่วนบุคคลมาเป็นป้ายประมูล

เอกสารที่ใช้
  • เล่มทะเบียนรถยนต์ (หากติดไฟแนนซ์ ให้นำเบิกออกมา)
  • สำเนาบัตรประชาชน 2 ใบ
ขั้นตอนการดำเนินการ
  • เตรียมเอกสารที่กล่าวเอาไว้ข้างต้น
  • นำเอกสารไปยื่นที่กรมขนส่งทางบก
  • เตรียมเงินค่าธรรมเนียมสลับป้าย 3,000 บาท
  • รอดำเนินการ 3-4 วันทำการ
  • ไปรับเอกสารการสลับป้าย พร้อม ๆ กับนำป้ายทะเบียนเก่าทั้งด้านหน้าและหลังมาแลก

กรณีการจองป้ายทะเบียนรถยนต์

เอกสารที่ใช้
  • บัตรประชาชนตัวจริงของเจ้าของรถยนต์ (ไม่สามารถมอบอำนาจมาดำเนินการแทนได้)
  • สมุดคู่มือจดทะเบียนรถตัวจริง หรือสัญญาเช่าซื้อตัวจริง พร้อมสำเนา
ขั้นตอนการดำเนินการ
  • จองป้ายทะเบียนใหม่ ผ่านเว็บไซต์ www.tabienrod.com
  • นำเอกสารการจองที่ได้ พร้อมกับเอกสารที่เตรียมเอาไว้ข้างต้น นำไปยื่นที่กรมขนส่งทางบกประจำพื้นที่รับผิดชอบนั้น ๆ
  • รับป้ายทะเบียนและดำเนินการจดทะเบียนใหม่ที่กรมขนส่งทางบก ภายใน 60 วัน

2. แจ้งย้ายออก

การย้ายออกนั้นเป็นการนำรถที่มีป้ายทะเบียนของจังหวัดหนึ่งไปอีกจังหวัดหนึ่ง อันด้วยเหตุผลจากการย้ายภูมิลำเนา ที่อยู่อาศัยใหม่ โดยที่อยากให้รถยนต์ของเรานั้นย้ายตามไปด้วย โดยมีขั้นตอนการย้ายทั้งหมด 3 ขั้นตอนใหญ่ ๆ ดังนี้

ขั้นตอนการแจ้งย้ายรถออก

เอกสารที่ใช้
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
ขั้นตอนการดำเนินการ
  • ยื่นคำร้องพร้อมเอกสารที่เตรียมไว้
  • ชำระค่าธรรมเนียม
  • รับแบบแจ้งย้ายส่วนที่เจ้าของรถถือ และใบคู่มือจดทะเบียนคืน

ขั้นตอนการแจ้งย้ายรถที่จังหวัดปลายทาง

เอกสารที่ใช้
  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
ขั้นตอนการดำเนินการ
  • ยื่นคำร้องขอย้ายรถออกพร้อมเอกสารที่เตรียมไว้
  • ชำระค่าธรรมเนียม รับใบเสร็จรับเงิน และคู่มือจดทะเบียนคืน
  • เมื่อรับหนังสือเรียบร้อยแล้ว ให้ไปดำเนินการแจ้งย้ายรถเข้า นำแผ่นป้ายทะเบียนเดิมไปแลกคืน ภายในระยะเวลา 15 วัน

3. ขั้นตอนการแจ้งย้ายรถเข้า

เอกสารที่ใช้

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถยนต์
  • แผ่นป้ายทะเบียนรถเดิม

ขั้นตอนการดำเนินการ

  • ยื่นคำร้องพร้อมเอกสารที่เตรียมไว้ ภายใน 15 วันที่ย้ายรถออก
  • นำรถเข้ารับการตรวจสอบ
  • ชำระค่าธรรมเนียม รับใบเสร็จรับเงิน คู่มือจดทะเบียน และแผ่นป้ายทะเบียน

สรุปท้ายบทความ

ได้รู้กันไปแล้วถึงวิธีง่าย ๆ ในการย้ายทะเบียนรถ ผู้ขับขี่คนไหนที่กำลังพบว่าตัวเองจะต้องทำการย้ายทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนเลขทะเบียนใหม่ หรือว่าจะเป็นการนำรถย้ายไปตามภูมิลำเนาด้วยแล้วล่ะก็ ลองอ่านบทความนี้ดูน่าจะช่วยให้ผู้ขับขี่ทั้งหลายเตรียมตัวได้ง่ายมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งหากใครมีข้อสงสัยเพิ่มเติมที่นอกเหนือจากเนื้อหาภายในบทความนี้ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมขนส่งทางบก กรุงเทพมหานคร โทร 0-2271-8888 (เฉพาะวันและเวลาราชการเท่านั้น) หรือท่านไหนที่อยู่ต่างจังหวัด ก็สามารถติดต่อกรมขนส่งทางบกใกล้บ้านได้เลย

หากใครที่เห็นบทความนี้แล้ว มีความรู้สึกว่าป้ายทะเบียนที่ติดตั้งอยู่บนรถนั้นยังเลขไม่โดนใจ อยากที่จะเปลี่ยนใหม่แล้วล่ะก็ Kaidee Auto มีเลขป้ายทะเบียนรถยนต์มากมายให้เลือกได้อย่างตรงใจและตรงความต้องการของคุณ

รวม 5 ยางรถยนต์เกาะติดถนน! ใครๆได้ใช้ก็ต้องบอกว่าปัง

รวม 5 ยางรถยนต์เกาะติดถนน! ใครๆได้ใช้ก็ต้องบอกว่าปัง

รถยนต์คันหนึ่ง ก็เปรียบเสมือนอวัยวะหนึ่งของร่างกายเรา ที่เราจะต้องดูแลเป็นอย่างดี หลายๆคน มองไปที่การดูแลความสะอาด การเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง หรือแม้กระทั่งการดูแลเครื่องยนต์ให้ใหม่อยู่เสมอ แต่คุณทราบหรือไม่ว่า นอกจากสิ่งที่เราดูแลกันทั่วๆไปแล้ว การดูแลเรื่องของ “ยาง” ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากเช่นกัน เพราะถ้ายางดี รถยนต์ของคุณก็จะดีตามไปด้วย วันนี้พลูโตจะพาทุกคนมารู้จักยางรถยนต์ที่เป็น 5 ยางรถยนต์สุดปัง ที่ขอบอกว่า ถ้าคุณเลือกใช้ไปแล้ว คุณจะต้องร้องว้าวแน่นอน

BRIDGESTONE

เชื่อว่าคนที่มีรถยนต์ส่วนใหญ่น่าจะรู้จักยางสัญชาติ ญี่ปุ่น อย่าง “บริดจ์สโตน” กันมาพอสมควร ยางยี้ห้อมักจะได้นับการไว้วางใจจากผู้ใช้งานจริง จากชื่อเสียงของยี่ห้อ รวมถึงสมรรถนะในการยึดเกาะถนน ไม่ลื่นไปกับถนน โครงสร้างของตัวยางแข็งแรง ส่งผลให้เมื่อใช้ยางบริดจ์สโตนในการขับขี่ จึงได้รับการชื่นชมจากผู้ใช้งานจริงว่าเป็นยางที่ให้ให้การขับรถ ขับนุ่มมากยิ่งขึ้น

MAXXIS

ยางคุณภาพดี ราคามิตรภาพ อย่าง “แม็กซิส” เป็นยางที่ครองใจคนไทยและคนทั่วโลก ด้วยสมรรถนะที่โดดเด่น ถนนลื่นก็สามารถรีดน้ำได้ดี สมรรถนะในการเบรกก็สามารถทำได้อย่างไม่น้อยหน้ายี่ห้ออื่น และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้แม็กซิสผู้ใช้งานยางยี่ห้อนี้คือ คุณภาพที่ดีเกินราคา เอาเป็นว่าใครที่กำลังจะเปลี่ยนยาง ลองหันมาทางแม็กซิสกันดูสักครั้ง แล้วคุณจะติดใจ

MICHELIN

ยางที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆทั่วโลก ด้วยคุณภาพของยาง “มิชลิน” ทำให้เป็นยี่ห้อยางในใจของเจ้าของรถหลายๆตน ความสามารถและสมรรถนะในการเกาะถนนของยางมิชลินที่เป็นเลิศ การออกแบบโครงสร้างยางให้มีความแข็งแรง ทนทาน และใครที่ชอบเดินทางแบบเดินทางระยะไกล ขับเร็วแต่รถยังคงนิ่งอยู่ แนะนำยางสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง “มิชลิน” ไว้ในลิสต์ของคุณที่กำลังอยากจะเปลี่ยนยางเส้นใหม่ในเร็วๆนี้

YOKOHAMA

“โยโกฮาม่า” แค่ได้ยินชื่อก็น่าจะพอทราบกันแล้วแน่นอนว่าเป็นยางของทางฝั่งเอเชียเรานี่เอง ด้วยมาตรฐานการผลิตของประเทศญี่ปุ่นที่โด่งดังเรื่องความคงทน จึงทำให้ยาง “โยโกฮาม่า” เป็นยางที่มีมาตรฐานและคุณภาพสูง รถคันไหนที่ใช้ยางยี่ห้อนี้ บอกได้เลยว่า ถ้าคุณหลับตาในขณะที่รถวิ่งอยู่ คุณแทยจะไม่รู้ตัวเลยว่ากำลังอยู่บนรถที่กำลังวิ่ง เพราะรถของคุณจะนิ่มมากจริงๆ

DUNLOP

มาถึงยางแบรนด์สุดท้ายที่เราอยากจะนำเสนอ ก็คือ ยาง “ดันลอป” ยางรถยนต์ที่ทำให้การขับรถของคุณนิ่ง สงบ เหมือนคุณกำลังนั่งอยู่ที่บ้าน นอกจากความนิ่ง และสมรรถนะการเกาะถนนที่ดีเยี่ยมของ “ดันลอป” แล้ว สิ่งที่ทำให้ยาง “ดันลอป” โดดเด่น เหนือยางแบรนด์อื่นๆคือ อายุการใช้งาน ที่ยาวนานกว่ายางแบรนด์อื่นๆ

 เป็นยังไงกันบ้าง หลังจากที่รู้จักความเจ๋งของยางแต่ละแบรนด์ที่เรานำเสนอไป หลายๆคนคงมีแพลนที่อยากจะเปลี่ยนยางรถยนต์ของเราให้ตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้นแล้วใช่ไหมคะ อย่ารอช้า ถ้าอยากเปลี่ยนต้องได้เปลี่ยน ยางดี ชีวิตเราก็ดี แถมรถยนต์ของเราก็ดีไปด้วย ใครที่อยากเปลี่ยนยาง แต่ยังราคายางที่ถูกใจไม่ได้ ลองมาดูที่ Kaidee เรามียางหลากหลายแบรนด์รอให้คุณเลือกได้ไม่อั้นเลย

ตอนซื้อรถอย่าลืมเลือกยางกันนะ ใครที่อยากได้รถสวย ยางดี ลองมาดูที่ KaideeAuto กันได้นะคะ เรามีรถคุณภาพดีเตรียมพร้อมไว้ให้คุณเลือกได้แบบไม่อั้นเลย

วิธีการดูแลทำความสะอาดเบาะรถยนต์แต่ละชนิด

วิธีการดูแลทำความสะอาดเบาะรถยนต์แต่ละชนิด

การดูแลเบาะของรถยนต์ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ในการดูแลเบาะรถยนต์ จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ชนิดของเบาะ จำเป็นต้องใส่ใจในการทำความสะอาดแต่ละขั้นตอน เพราะความสวยงามของเบาะจะคงอยู่ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการดูแลสัก 90% เลยล่ะค่ะ

ดังนั้นก่อนที่จะไปถึงขั้นตอนการทำความสะอาด มาทำความรู้จักชนิดของเบาะรถยนต์กันดีกว่า

เบาะรถยนต์มีกี่ชนิด

เบาะรถยนต์ที่ปัจจุบันนิยมผลิตและใช้กันอย่างแพร่หลาย มีทั้งหมด 3 ชนิด ได้แก่ เบาะหนังเทียม เบาะหนังแท้ และเบาะผ้า 

1. เบาะหนังเทียม

เริ่มต้นด้วยเบาะหนังเทียม ที่รถยนต์บางรุ่นใช้แทนตัวเบาะหนังแท้ เนื่องจากราคาต้นทุนการผลิตที่สูง เบาะหนังเทียมนั้นแบ่งออกเป็น เบาะหนังเทียม PVC (Polyvinyl Chloride) ที่ทำมาจากเนื้อพลาสติก ผ่านกระบวนการฟอกย้อมสีและตัดเย็บ หนังชนิดนี้จะมีความแข็งแรง ทนทาน ขาดยาก ทว่ากลับสัมผัสได้ถึงความกระด้างอย่างชัดเจนเลยทีเดียว

เบาะหนังเทียม PU (Polyurethane) หนังเทียมชนิดนี้จะเป็นเบาะหนังเทียมที่มีคุณภาพสูงกว่าแบบ หนังเทียม PVC ผลิตมาจากยางที่ส่วนผสมของโพลีออลและไดโฮโซไซยาเนต ทำให้หนังเทียมชนิดนี้มีความทนทาน สามารถทนต่อความร้อนได้ดี และมีความนิ่มคล้ายหนังแท้มากกว่า ยังสามารถปั๊มลวดลายได้อีกด้วย

2. เบาะหนังแท้

เบาะหนังแท้ทำมาจากหนังวัว ที่ผ่านกระบวนการฟอกและย้อมสีมาแล้ว ทำให้ไม่มีกลิ่น ผิวของหนังดูเรียบเนียน ดูสวยงามและทนทานอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังเคลือบด้วยน้ำยา Water Repellent ที่มีคุณสมบัติช่วยกันน้ำและถ่ายเทอากาศความชื้นในหนังได้อย่างดี

เบาะหนังแท้มีคุณสมบัติของความยืดหยุ่นสูงจากไขมันสัตว์ หากมองด้วยตาเปล่าก็จะเห็นว่าเบาะหนังชนิดนี้มีความสวยงาม และดูหรูหรากว่าเบาะชนิดอื่นอย่างเห็นได้ชัดเลย

3. เบาะผ้า

 เบาะผ้าทำมาจากผ้าหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นผ้าสังเคราะห์ ผ้ากำมะหยี่ ทำให้เบาะผ้ามีลวดลายที่สวยและหลากหลายกว่าเบาะหนัง ถ่ายเทความร้อนได้ดี ทั้งเวลานั่งจะไม่ไถลง่ายเหมือนเบาะหนัง ส่วนสำหรับบริเวณคนขับจะให้รู้สึกถึงความกระชับของเบาะ ทว่ามีข้อเสียว่าเบาะผ้าทำความสะอาดยากทั้งยังเก็บฝุ่นอีก

วิธีการดูแลและทำความสะอาดเบาะรถยนต์แต่ละชนิด

ด้วยกระบวนการผลิตและชนิดของเบาะรถยนต์แต่ละชนิดที่ต่างกันออกไป ทำให้การดูแลและทำความสะอาดนั้นต่างออกไปด้วย ดังนั้นการดูแลเบาะบางชนิดต้องใช้ความละเอียดและความใส่ใจในการดูแล หากคุณต้องการให้เบาะรถยนต์ของคุณเหมือนใหม่อยู่ตลอด

1.วิธีการทำความสะอาดเบาะหนัง

ทั้งหนังแท้และหนังเทียมนั้นมีวิธีการดูแลรักษาที่ใกล้เคียงกัน จึงขอสรุปไว้ในข้อเดียวกันเลยละกันนะคะ ลองมาดูกันว่ามีวิธีดูแลอย่างไรให้เบาะหนังสะอาดและเงางามได้บ้าง

  1. ไม่ควรให้เบาะหนังตากแดดนาน ๆ เพราะจะทำให้หนังกรอบและแตกลายได้ ฉะนั้นเวลาจะจอดรถตากแดดควรคำนึงถึงเรื่องเบาะและความร้อนที่อาจทำให้หนังอมความร้อน และเกิดปฏิกิริยาขยายตัวจนหนังกรอบ
  1. ควรใช้ผ้าชุบน้ำหรือสบู่เหลวในการเช็ดเบาะ สบู่ที่ใช้ควรผสมแต่น้อยอย่าใช้เยอะ ไม่เป็นสบู่ที่มีกลิ่น ชุบน้ำเพียงเล็กน้อยไม่ต้องถึงขั้นเปียก เพราะถ้าเปียกเกินไปจะเกิดความชื้นและทำให้เบาะมีกลิ่นเหม็นอับได้
  1. ถ้าเบาะหนังสกปรกมากให้ใช้น้ำยาสเตคลีน หรือ น้ำยาทำความสะอาดเบาะหนังโดยเฉพาะในการทำความสะอาด เพราะจะช่วยขุดลึกถึงคราบสกปรกที่ซ่อนอยู่ได้ดีกว่า การใช้ผ้าผสมสบู่เช็ด
  1. ยาเคลือบเบาะหนังใช้เฉพาะที่จำเป็น อย่าใช้บ่อย แม้หลายคนจะบอกว่าการเคลือบเบาะหนังทำให้เบาะชนิดนี้ดูใหม่ เงามันวาวตลอดเวลา แต่การใช้น้ำยาที่ทำมาจากสารเคมี จะก่อให้เกิดการตกค้างภายใต้เบาะ เมื่อนานไป สารเคมีที่เคลือบอยู่เสื่อมลง ทำให้เบาะมีความแข็งขึ้นกว่าเดิม นั่งแล้วไม่นุ่ม ต้องลงน้ำยาซ้ำบ่อย ๆ ให้หนังคืนรูปเหมือนเดิม

2.วิธีการทำความสะอาดเบาะผ้า

ใคร ๆ ก็บอกกันว่าวิธีการทำความสะอาดเบาะผ้าเป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะเบาะผ้าเป็นแหล่งกำเนิดของเชื้อโรคและกักเก็บฝุ่นไว้อย่างมากมาย แต่หากใครที่คิดว่า ไม่เป็นไร ขอเบาะผ้าเพราะชอบมากกว่าเบาะหนัง ถ้าอย่างนั้นแล้ว ลองดูวิธีดูแลที่จะทำให้เบาะผ้าไม่อมฝุ่น แถมยังสวยเหมือนรถใหม่

  1. หากมีคราบสกปรกบนเบาะ ให้ฉีดน้ำลงไปบริเวณคราบเบา ๆ และนำแปรงสีฟันเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว มาขัดตรงที่สกปรก จะทำให้คราบหลุดออกจากผ้าได้ง่ายขึ้นกว่าการใช้น้ำฉีดแล้วนำผ้าชุบสบู่มาขัดแบบเบาะหนัง เพราะอาจทำให้ขนบริเวณเบาะผ้าเสียทรงได้
  1. ใช้ทิชชู่ซับความเปียกจากน้ำที่ทำความสะอาด แล้วใช้แป้งโรยพื้นดูดซับความชื้นที่ตกค้างอยู่ที่ผ้า หากไม่ใช้ทิชชู่ซับความเปียก จะทำให้เบาะผ้าเกิดกลิ่นอับและแบคทีเรียจากความชื้นได้
  1. ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดเบาะผ้าบ่อย ๆ จะช่วยให้ฝุ่นและความสกปรกที่แอบซ่อนอยู่หลุดไปได้มากขึ้น เครื่องดูดฝุ่นที่ใช้สำหรับการทำความสะอาดเบาะผ้า ควรเป็นเครื่องดูดฝุ่นเฉพาะสำหรับใช้ในการดูดฝุ่นภายในรถยนต์ เพราะจะมีแรงดูดได้มากกว่าเครื่องดูดฝุ่นที่ใช้ภายในบ้านทั่วไป

การเลือกเบาะแบบไหนจึงจะเหมาะสม

เมื่อตอนคุณซื้อรถยนต์ หากรถยนต์คันนั้นมีให้เลือกระหว่าง เบาะหนังและเบาะผ้า นี่คือสิ่งที่คุณต้องตัดสินใจดี ๆ ทว่าคำว่าเบาะหนังในที่นี้ อาจหมายถึงเบาะหนังแท้หรือเบาะหนังเทียมก็ได้ ต้องอ่านพิจารณาดูจากในใบโบรชัวร์ประกอบอีกที เพราะเบาะหนังแท้ส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรุ่นรถราคาแพง รถยุโรป เป็นต้น

แต่บางครั้งเนื่องจากต้นทุนการผลิตและขาดแคลนหนังวัว ทำให้การใช้หนังแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์ลดน้อยลง รถบางรุ่นใช้การผสมระหว่างหนังแท้และหนังเทียม เน้นการใช้หนังแท้ในเบาะของผู้ขับ หรือบริเวณจุดที่ต้องการความสบายขณะขับขี่ เช่น บริเวณขา เป็นต้น

การเลือกเบาะขึ้นอยู่กับรสนิยมความชอบส่วนตัว แต่สิ่งสำคัญที่ควรคำนึงถึงด้วยคือ การดูแลเบาะชนิดนั้นๆ มีความยากง่ายที่แตกต่างกัน ลองมาเปรียบเทียบดูกันดีกว่า ว่าเบาะแบบไหนถึงจะเข้ากับไลฟ์สไตล์คุณ

1. เบาะหนัง (หนังแท้และหนังเทียม)

สำหรับการเลือกเบาะหนัง ไม่ว่าจะเป็นหนังแท้และหนังเทียม เหตุผลอย่างหนึ่งที่คนมักจะเลือกเบาะชนิดนี้ เพราะเบาะหนังของรถยนต์นั้น ดูแลได้ง่ายกว่าเบาะผ้าหลายเท่า เบาะหนังจะมีความทนทานมากกว่าเบาะผ้า และจะยิ่งทนทานมากกว่าเดิม ขึ้นอยู่กับชนิดหนังที่ใช้ในการผลิต

วิธีดูแลก็ไม่ยากนัก เพราะเป็นเบาะหนังการทำความสะอาดหรือการไล่ฝุ่นออกจากเบาะ สามารถทำได้ง่ายและเห็นได้ชัดกว่าเบาะผ้าที่เป็นตัวกักเก็บฝุ่น มีเพียงแต่เรื่องของการรักษาสภาพหนังให้ดูดี มันวาว และคงทน ที่ต้องใช้น้ำยาเคลือบเบาะ และหมั่นเช็ดเบาะให้บ่อย เพื่อให้เบาะไม่แตกลายโดยเฉพาะตัวหนังแท้

การแตกลายของเบาะหนัง จะทำให้เบาะดูไม่สวยงาม ทั้งยังเป็นจุดที่คราบสกปรกและฝุ่นลงไปกองอยู่บริเวณนั้นอีกด้วย นอกจากนี้เวลาขับรถทางไกล เบาะหนังจะทำให้เกิดอาการไถล หรือ ไหลจากที่นั่งได้ง่ายกว่าเบาะผ้า

ข้อควรสังเกต : ระหว่างหนังแท้และหนังเทียมคือ

เบาะหนังเทียมเวลากดจะเป็นรอยยุบเป็นวง ไม่มีรอยเหี่ยวย่น เวลาสัมผัสเนื้อผิวจะมีความกระด้าง

เบาะหนังแท้ เวลากดลงไปจะเป็นรอยย่น แล้วเนื้อผิวจะมีความบาง มีความลื่นไม่สากมือ

2. เบาะผ้า

สำหรับเบาะผ้า สิ่งที่ได้จากเบาะชนิดนี้คือความสวยงาม ความนุ่ม และสัมผัสความเป็นผ้า โดยมีทั้งที่เป็นเนื้อผ้าสังเคราะห์และผ้ากำมะหยี่ที่มอบสัมผัสอันแตกต่าง ทั้งความนิ่มและยวบให้คุณรู้สึกสบาย ทั้งเบาะแบบนี้จะช่วยกระชับให้เข้ากับรูปทรงผู้นั่งได้มากขึ้น ไม่ไถลยามขับขี่ทางไกล

แต่ข้อเสียของเบาะประเภทนี้คือ ความสกปรกและดูแลยาก เนื่องจากเป็นเบาะผ้า บางครั้งการเช็ดถูและดูดฝุ่นไม่ได้หมายความว่า ฝุ่นที่เก็บอยู่ในตัวผ้าจะออกมาทั้งหมด บางครั้งทำให้รถมีฝุ่นลอยฟุ้งมากกว่าปกติอีกด้วย โดยเฉพาะการเป็นรอยเปื้อนจะเกิดง่ายและเห็นได้ชัดจากเบาะผ้า

สรุปท้ายบทความ

ใครที่กำลังคิดว่าจะเลือกเบาะประเภทไหนดีนะ บทความนี้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยคุณตัดสินใจเลือกเบาะที่เข้ากับตัวคุณมากยิ่งขึ้น หากคุณไม่เป็นคนรำคาญความสกปรกและไม่เป็นโรคภูมิแพ้ฝุ่น เบาะผ้าก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะลวดลายที่สร้างได้มากกว่าเบาะหนังรวมถึงความนุ่มของผ้า ที่จะให้คุณผ่อนคลายมากขึ้น

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจะทำความสะอาดเบาะรถยนต์บ่อย และมีอาการแพ้ฝุ่น แนะนำให้ใช้เบาะหนังที่มีความเรียบหรู ทั้งไม่เก็บฝุ่นให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังอีกด้วย

ลองเลือกอุปกรณ์ทำความสะอาดเบาะหนังและเบาะผ้า ไม่ว่าจะเป็นยาเคลือบเบาะหนังหรือเครื่องดูดฝุ่นเฉพาะในรถ ไว้ช่วยคุณรักษาและดูแลเบาะรถยนต์ให้เหมือนใหม่ตลอดเวลาได้ที่นี่แล้ว

แนะนำ ‘หนังสือ’ น่าอ่าน ที่ถูกสร้างเป็น ‘ภาพยนตร์’

แนะนำ ‘หนังสือ’ น่าอ่าน ที่ถูกสร้างเป็น ‘ภาพยนตร์’

หนังสือ และ ภาพยนตร์ เป็นศิลปะ 2 แขนงที่สามารถผสมผสานได้อย่างลงตัว ด้วยความเหมือนของการคิดสร้างสรรค์งานทั้งสองประเภทที่ต้องใช้ความคิดในการเล่าเรื่องราวให้สละสลวยน่าอ่านน่าชม 

จากหนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ดั้งเดิมที่ได้รับความนิยมมานาน เพราะด้วยเอกลักษณ์ของหนังสือเกิดจากการใช้คำที่สวยงามจินตนาการง่าย มีเรื่องราวที่น่าติดตาม และสะท้อนอารมณ์ของตัวละครได้ดี สู่ภาพยนตร์ ที่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวจากภาพ แสง และเสียงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในภาพยนตร์ ที่สะท้อนอารมณ์ เนื้อเรื่อง หรือข้อความที่ต้องการสื่อ 

ทำให้การสร้างภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่องทั้งในและต่างประเทศก็เกิดขึ้นจากหนังสือนิยายที่ได้รับความนิยมมาก่อนแล้ว และวันนี้เราจะมาแนะนำหนังสือนิยายน่าอ่านที่ได้รับความนิยมจนกลายมาเป็นภาพยนตร์อันโด่งดัง

5 หนังสือ สู่ ภาพยนตร์

Harry Potter

หนังสือ ภาพยนตร์ harry
ขอบคุณรูปจาก Flipsnack Blog

ถ้าหากจะพูดถึงนิยายอันโด่งดังในใจของหลายคน ก็คงจะหนีไม่พ้น Harry Poter หนังสือนิยายแฟนตาซีสัญชาติอังกฤษที่เขียนโดย เจ. เค. โรว์ลิง บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดหนุ่ม ซึ่งออกหนังสือนิยายมาถึง 7 เล่ม มีการแปลภาษาไปถึง 80 ภาษาทั่วโลก รวมทั้งหมดกว่า 500 ล้านเล่ม 

ส่วนภาพยนตร์ชุด Harry Poter นั้นทีมเขียนบทได้ทำการแบ่งนิยายทั้ง 7 เล่มให้กลายเป็นภาพยนตร์ทั้งหมด 8 ภาค ซึ่งภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังคงเรื่องราวและแก่นเรื่องของหนังสือไว้ได้เป็นอย่างดี และด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีรายได้ถึง 7.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียงมากพอ ๆ กับหนังสือนิยายเลยทีเดียว

The Hunger Games

หนังสือ ภาพยนตร์ hunger game
ขอบคุณรูปจาก cultureoflifestudies.com

อีกหนึ่งภาพยนตร์ชุดแนวแอ็กชันที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามทั้ง 4 ภาคอย่าง The Hunger Games ก็เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่มีการดัดแปลงมาจากนิยายชุด 3 เล่มอันโด่งดังที่มีชื่อเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาที่ถูกเขียนขึ้นโดย ซูซาน คอลลินส์ 

โดยเรื่องราวในหนังสือและภาพยนตร์นั้นมีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่า ‘ชีวิต’ เพื่อกลายเป็นที่หนึ่ง สะท้อนถึงระบบทุนนิยมและความรุนแรงในโลกยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี รับรองว่า ทั้งสนุก ลุ้นระทึก และหวาดเสียวแน่นอน

Alice in Wonderland

หนังสือ ภาพยนตร์ alice
ขอบคุณรูปจาก booksonthewall.com

Alice in Wonderland เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซีที่มีเรื่องราวมาจากนวนิยายสุดคลาสสิกของลูอิส แคร์รอล เรื่อง Alice’s Adventures in Wonderland ในปี 1856 ที่ถ่ายทอดเรื่องราวการผจญภัยในโครงกระต่ายของเด็กหญิงวัย 19 ปี ที่ร่างกายหดเล็กลง ซึ่งถึงแม้เรื่องราวในภาพยนตร์และหนังสือจะมีความน่ารักสดใส แต่มันแฝงไปด้วยประสบการณ์อันยากลำบากของ “การเติบโต” และ “การค้นพบตัวเอง” ที่ทุกคนต้องเผชิญ

Twilight

หนังสือ ภาพยนตร์ twilight
ขอบคุณรูปจาก Twilighters Dream

ภาพยนตร์ชุดแวมไพร์อย่าง Twilight เป็นภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือนิยายความรักสุดโรแมนติก ของสเตเฟนี เมเยอร์ ซึ่งได้รับรางวัลระดับโลกมากมายไม่ว่าจะเป็น The New York Times, USA Toda และ สมาคมห้องสมุดแห่งอเมริกา 

ซึ่งทั้งตัวภาพยนตร์และหนังสือนั้นเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรักระหว่าง เบลล่า สวอน หญิงสาววัยรุ่นและแวมไพร์หนุ่มนาม เอ็ดเวิร์ด คัลเลน ที่ทำให้เกิดสงครามครั้งใหญ่ โดยภาพยนตร์ชุดเรื่องนี้มีทั้งหมด 5 ภาคให้ติดตามชมกัน

Peter Rabbit

ขอบคุณรูปจาก The Sleep Lady

Peter Rabbit เป็นหนังสือนิทานสำหรับเด็กสุดคลาสสิกจากประเทศอังกฤษที่ใครหลายคนน่าจะรู้จัก ตั้งแต่ปี 1902 ที่ถูกแต่งโดย เบียทริกซ์ พอตเตอร์ และด้วยความน่ารักของเจ้ากระต่ายน้อยปีเตอร์พร้อมครอบครัวที่เข้ามาขโมยผักผลไม้ในสวนนี้เอง ทำให้เกิดภาพยนตร์สุดน่ารักภาคต่อของตัวหนังสือนิทานที่ถูกดัดแปลงให้เข้ากับยุคปัจจุบันมากขึ้น ทั้งสนุกและซาบซึ้ง เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย

จบกันไปแล้วกับ 5 หนังสือน่าอ่านที่เป็นแรงบันดาลใจให้เกิดภาพยนตร์ยอดฮิตหลาย ๆ เรื่อง และถ้าใครอยากอ่านหนังสือนิยาย นิทาน หรือวรรณกรรมต่าง ๆ Kaidee ก็มีหนังสือหนังสือมากมายหลากหลายสไตล์ให้คุณได้เลือกซื้อเช่นกัน

7 มอเตอร์ไซค์คลาสสิก ย้อนยุคในตำนาน

7 มอเตอร์ไซค์คลาสสิก ย้อนยุคในตำนาน

มอเตอร์ไซค์ ถือเป็นยานพาหนะที่คนไทยหลายคนใช้ในการเดินทางในชีวิตประจำวันมาอย่างช้านาน เพราะความสะดวกรวดเร็วไม่ต้องเจอรถติดนาน ๆ มอเตอร์ไซค์จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจในการขับขี่ และแม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังมีมอเตอร์ไซค์รูปทรงคลาสสิกหลาย ๆ รุ่นที่ยังได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับ 7 มอเตอร์ไซค์คลาสสิก ในตำนานที่นักบิดหลายคนหลงใหล !

เหตุผลที่คุณควรมี มอเตอร์ไซค์คลาสสิก

ประหยัด

การใช้รถยนต์คันใหญ่มักจะมีค่าใช้จ่ายแยกย่อยแบบที่นับไม่ถ้วน ทั้งค่าน้ำมัน ค่าท่าด่วน หรือ ค่าที่จอดรถ แสงแพง แต่การใช้รถมอเตอร์ไซค์คันเล็กจิ๋วนี้แหละ ที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ได้มากกว่าครึ่งเลยทีเดียว

หาที่จอดง่าย

ถ้าคุณไปห้างแล้วหาที่จอดไม่ได้ซักที ลองซื้อมอเตอร์ไซค์สักคันมาดู เพราะที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าแทบจะทุกที่จะมีที่จอดรถเฉพาะมอเตอร์ไซค์แยกไว้เป็นสัดส่วน เรียกได้ว่าสะดวกกว่ารถยนต์คันใหญ่เสียอีก

ราคาเอื้อมถึง

การซื้อรถยนต์คงเป็นสิ่งที่ยากสำหรับคนที่ไม่ได้มีงบประมาณมาก เพราะมีราคาที่แพง ต้องยื่นกู้เยอะ กว่าจะผ่อนหมดก็ปาเข้าไปหลายปี แต่การกู้ซื้อรถมอเตอร์ไซค์ที่มีราคาถูกกว่าทำให้หลาย ๆ คนสามารถซื้อได้โดยที่ไม่จำเป้นต้องผ่อน หรือผ่อนน้อยกว่าการกู้ซื้อรถยนต์อย่างแน่นอน

ลดเวลาการเดินทาง

ถ้าคุณเบื่อกับรถที่แสนเยอะในท้องถนน เบื่อกับรถที่แสนติดในเวลาเร่งรีบ และเบื่อกับการอ้อมรถที่แสนไกลแทนที่จะเข้าซอยเล็ก ๆ เพื่อมุ่งไปยังที่หมาย การขับขี่รถมอเตอร์ไซค์นั้นสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี เพราะขนาดที่เล็กกระทัดรัดที่ทำให้คุณสามารถซอกแซกบนนถนนได้อย่างง่ายดาย

7 มอเตอร์ไซค์คลาสสิก ย้อนยุคในตำนาน

Vespa PX-Series

vespa px150
ขอบคุณรูปจาก: motorscooterguide.net

Vespa คงเป็นหนึ่งในชื่อแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่หลายคนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเอ่ยถึง โดยในรุ่น Vespa PX-Series เป็นรุ่นที่ทาง Vespa ได้ออกมาใหม่เรื่อย ๆ แต่ก็ยังคงความคลาสสิกไว้ได้เป็นอย่างดี โดยมอเตอร์ไซค์รุ่นนี้ มีการเปิดตัวครั้งแรกในปี 1977 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และพัฒนาต่อเนื่องมาถึงปี 2017 ซึ่งเป็นปีสุดท้าย เจ้า Vespa PX-Series ถือเป็นหนึ่งในมอเตอร์ไซค์ยอดฮิตในตำนานสุด ๆ เพราะมียอดขายถึง 3 ล้านคัน เลยล่ะ

ราคาประมาณ : 209,000-224,900 บาท

Triumph Bonneville

ขอบคุณรูปจาก: triumphmotorcycles.co.th

ถ้าหากจะพูดถึงแบรนด์มอเตอร์ไซค์คลาสสิกจากฝั่งยุโรปแล้ว ชื่อ Triumph ก็คงขึ้นมาในหัวของใครหลายคน และมอเตอร์ไซค์ยอดฮิตของแรนด์นี้ที่มีมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกก็คงจะหนีไม่พ้น Triumph Bonneville ด้วยดีไซน์สปอร์ต เท่ ดุดัน จากสีดำเข้มรอบคัน รับรองว่าถูกใจสายบิดหลายคนแน่นอน

ราคาประมาณ : 420,000-595,000 บาท

Royal Enfield Continental GT 650

ขอบคุณรูปจาก: royalenfield.com

มอเตอร์ไซค์คลาสสิกจากประเทศอังกฤษ ที่ได้รับความนิยมมานาน Royal Enfield Continental GT เป็นมอเตอร์ไซค์ที่ได้รับการจับตามองอย่างล้นหลาม ด้วยความโดดเด่นจากไฟหน้าแบบกลมและรูปทรงแสนคลาสสิกเรียบง่ายแต่มีสไตล์ โดยรุ่นล่าสุดที่ Royal Enfield Continental GT ได้ออกมานั้น คือรุ่น GT650 เป็นการพัฒนารุ่นเก่าให้ขับนุ่มกว่าเดิม รวมถึงดีไซน์ภายนอกที่มีการปรับปรุงให้ประณีตและเข้ากับยุคสมัยมากขึ้น

ราคาประมาณ : 227,700-232,800 บาท

Yamaha SR400

ขอบคุณรูปจาก: yamaha-motor.co.th

ในฝั่งทวีปเอเชีย Yamaha เป็นหนึ่งในแบรนด์มอเตอร์ไซค์ที่มีการผลิตเป็นอันดับแรก ๆ ของโลก และ Yamaha SR400 ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์คลาสสิกอันดับต้น ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากตั้งแต่ยุค 70 จนถึงปัจจุบัน ด้วยดีไซน์ที่เรียบง่ายและคล่องตัวนี้เอง ที่ทำให้มอเตอร์ไซค์รุ่นนี้กลายเป็น มอเตอร์ไซค์ในดวงใจของใครหลายคน

ราคาประมาณ : 285,000 บาท

BMW R nine T Limited Edition

มอเตอร์ไซค์คลาสสิก BMW R nine T Limited Edition
ขอบคุณรูปจาก: motodeal.com.ph

แบรนด์ BMW ถือเป็นแบรนด์รถยนต์และมอเตอร์ไซค์ยอดนิยมที่ได้ยินชื่อแล้วต้องร้อง อ๋อ เพราะเป็นแบรนด์ที่ถือกำเนิดมายาวนาน โดย BMW nine T Limited Edition นั้นเป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่พัฒนามาจาก BMW R32 ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซค์รุ่นแรกของ BMW ในโอกาสครบรอบ 90 ปี ของแบรนด์ ซึ่งรุ่นนี้ผลิตออกมาเพียงแค่ 15 คันเท่านั้น ถ้าใครอยากได้มาครอบครองก็ต้องตามหากันหน่อยนะ

ราคาประมาณ : 1,190,000 บาท

Suzuki VanVan 125

มอเตอร์ไซค์คลาสสิก Suzuki VanVan 125
ขอบคุณรูปจาก: topspeed.com

ไฟทรงกลมเป็นเอกลักษณ์ของรถมอเตอร์ไซค์แบบคลาสสิกที่ทำให้คนจดจำและ Suzuki VanVan 125 ก็เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ออกแบบมาด้วยทรงกลมแทบจะทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น ไฟหน้า ไฟท้าย ไฟเลี้ยว หรือหน้าปัด เพื่อเพิ่มความคลาสสิกให้มากขึ้นไปอีก

ราคาประมาณ : 105,000 – 108,000 บาท

LAMBRETTA V-200

มอเตอร์ไซค์คลาสสิก LAMBRETTA V-200
ขอบคุณรูปจาก: lambrettaallride.com

สำหรับวัยรุ่นสายฮิปสเตอร์หลาย ๆ คน คงจะรู้จัก Lambretta แบรนด์มอเตอร์ไซค์สุดคลาสสิกจากประเทศอิตาลีที่มีมาแล้วกว่า 70 ปี และ LAMBRETTA V-200 ก็เป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เรียกว่าทั้งภายนอกและภายในมีความคลาสสิกสุด ๆ

ราคาประมาณ : 99,500-104,500 บาท

แหล่งซื้อขาย มอเตอร์ไซค์คลาสสิก

ก็ได้รู้กันไปแล้วกับ 7 มอเตอร์ไซค์คลาสสิก ที่มีมาตั้งแต่ในอดีตและยังฮิตในวงการนักบิดจนถึงปัจจุบัน และนอกจากมอเตอร์ไซค์รุ่นคลาสสิกแบบนี้แล้ว ใน Kaidee Auto ก็ยังมีมอเตอร์ไซค์สไตล์อื่น ๆ หรือยานยนต์ประเภทต่าง ๆ ที่น่าสนใจให้คนแทบทุกสไตล์ได้หาซื้อเช่นเดียวกัน เพียงแค่คลิกด้านล่าง

อ่านบทความ รีวิวยานยนต์ อื่น ๆ