Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ระเบียงห้องหรือระเบียงบ้าน พื้นที่ขนาดจำกัดที่ดูเหมือนทำอะไรได้ไม่มากอาจจะกลายเป็นส่วนที่สวยปังที่สุดของบ้านหรือห้องเราก็ได้ จากที่ไปสอดส่องมา เราสามารถเนรนิตพื้นที่ไม่กี่ตารางเมตรนี้ให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจได้หลากหลายสไตล์กว่าที่คิด
วันนี้เราเลยรวบรวมไอเดียแต่งระเบียงห้องสวย ๆ ปัง ๆ มาฝากทุกคน คัดมาแต่สไตล์ปัง ๆ ไม่ปังไม่บอกต่อ ไปดูกันค่ะว่าจะดีงามแค่ไหน
เปลี่ยนระเบียงห้องให้เป็นสวนผักขนาดย่อม
คุณพ่อบ้านแม่บ้านผู้ชื่นชอบการทำอาหารเป็นชีวิตจิตใจต้องปลื้มไอเดียนี้แน่นอน เพราะเราจะชวนคุณมาเปลี่ยนระเบียงเล็ก ๆ ให้เป็นสวนผักขนาดย่อม! ชอบผักอะไรก็ขนมาปลูกได้ จะกระเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบเตย อัญชัน โรสแมรี รอคเก็ตสลัด พริก ต้นหอม ผักชี ผักกาดคอส หรืออะไรก็เลิศ
วิธีดูแลก็ไม่ยาก แค่เลือกตำแหน่งที่ปลูกพืชผักให้เหมาะกับระดับความชอบแดดของแต่ละชนิด ใช้สเปรย์ฉีดรดน้ำ พรวนดิน และใส่ปุ๋ยให้พอเหมาะ
เราอาจจะเพิ่มกิมมิกให้ระเบียงสวนผักด้วยการปลูกผักหมุนเวียนกันไปตามฤดู นอกจากจะสร้างความแปลกใหม่แล้ว ยังได้โอกาสทดลองกินผักไม่ซ้ำฤดูด้วยค่ะ
ระเบียงสวนดอกไม้สไตล์วินเทจต้องมา
คนเลิฟดอกไม้ต้องนี่ค่ะ ระเบียงสวนดอกไม้สไตล์วินเทจ! ก่อนอื่นเลยแนะนำให้เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ดูย้อนยุคหน่อย เช่น เก้าอี้ไม้ เก้าอี้อัลลอยด์สนาม กระถางต้นไม้ที่ทำจากไม้ สร้างกลิ่นอายวินเทจและบรรยากาศย้อนยุค
จากนั้นก็ตกแต่งด้วยดอกไม้นานาพันธุ์ เราสามารถเลือกได้ตามใจชอบเลยว่าอยากปลูกอะไร ถ้านึกไม่ออกก็อาจจะเลือกดอกไม้ที่คละสีกัน เช่น ดอกแก้ว กุหลาบ ดาวเรือง ไฮเดรนเยีย และเบญจมาศ
ส่วนการดูแลก็ขึ้นอยู่กับพันธุ์ไม้ดอกที่ปลูกว่าต้องดูแลอย่างไร ใส่ปุ๋ย พรวนดินมากน้อยแค่ไหน ถ้าไม่มีเวลาดูแล ให้เลือกไม้ดอกที่ทนแดด ทนแล้ง และไม่ต้องดูแลมาก
ตกแต่งระเบียงง่าย ๆ แต่สวยได้ใจด้วยไฟประดับ
บอกเลยว่าระเบียงเล็ก ๆ กับไฟหยดน้ำเป็น Combination ที่ลงตัวมาก! แค่ใช้ไฟหยดน้ำสักเส้นสองเส้นมาพันตกแต่งระเบียงหน่อย ก็ช่วยให้ระเบียงธรรมดา ๆ ดูพิเศษขึ้นมาทันตา
ไฟหยดน้ำมีให้เลือกหลายสีมาก จะเป็นสีวอร์มไลต์ ให้ฟีลอบอุ่น หรือไฟกระพริบหลากสีเหมือนอยู่ในปาร์ตี้คริสมาสต์ก็เลิศ
คนที่รู้สึกว่าตกแต่งด้วยไฟประดับระยิบระยับอย่างเดียวดูโล่งไป ก็สามารถเอาของประดับตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์มาเสริมได้ เช่น พุ่มสนปลอม โต๊ะเก้าอี้ ม้านั่ง หรือกระโจมเล็ก ๆ สักหลังไว้นอนอ่านหนังสือชิล ๆ
เนรมิตระเบียงสวยสไตล์ทรอปิคอล (Tropical)
มาเนรมิตให้ระเบียงบ้านเรากลายเป็นที่พักร้อนที่ใกล้ที่สุดกันดีกว่า! ใครชอบเที่ยวทะเล พักโรงแรมสไตล์ทรอปิคอล ขอแนะนำไอเดียนี้ บอกเลยว่าเลิศจริง!
เริ่มจากเลือกพืชเขตร้อนที่สร้างบรรยากาศให้เหมือนอยู่ท่ามกลางป่าดิบชื้น แต่ควรเลือกพันธุ์พืชที่ขนาดไม่ใหญ่เกินไปสำหรับพื้นที่ระเบียงตัวเอง ต้นไม้ที่น่าสนใจมีเยอะมาก อาทิ ต้นเฟิร์น พลูด่าง ปาล์ม แถมยังสามารถใช้ใบไม้ เช่น ใบกก ใบกล้วยมาตกแต่งใส่แจกันเพิ่มความเขียวครึ้มแบบไม่ต้องปลูกต้นไม้เพิ่มได้ด้วย
ด้านโทนสีและเฟอร์นิเจอร์ แนะนำให้เน้นสีเอิร์ธโทนเพื่อให้กลมกลืนกับสีเขียวของต้นไม้นานาชนิด เสริมด้วยเฟอร์นิเจอร์จากวัสดุจำพวกหวายและไม้ เพิ่มฟีลความทรอปิคอลได้อีกเยอะ
จัดระเบียงสไตล์มินิมอล (Minimal) น้อยแต่มาก
มาถึงไอเดียตกแต่งระเบียงแบบสุดท้ายแล้ว ครั้งนี้ขอเอาใจคนชอบความเรียบง่ายสไตล์มินิมอล น้อยแต่มาก หรือ ‘Less is More’ ซึ่งจะเน้นเฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น คุมโทนสีให้เป็นไปในทางเดียวกัน ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง สว่าง สบายตา
เราสามารถใช้โทนสีเรียบ ๆ เช่น สีน้ำตาล สีเทา สีดำ หรือสีโทนสว่าง เช่น สีขาว ยกตัวอย่างไอเดียการตกแต่งพื้นที่ระเบียงสไตล์มินิมอลอย่างในรูปที่จะเน้นเฟอร์นิเจอร์ไม้ตัดกับสีขาวสะอาด ทำให้พื้นที่ดูกว้างและดูสบายตาขึ้น
เห็นไหมคะว่าแค่เราแต่งเติมเสริมไอเดียเข้าไปนิดหน่อย ระเบียงบ้านหรือระเบียงห้องที่ดูธรรมดาก็กลายเป็นพื้นที่สวย ๆ ให้เราพักผ่อนหย่อนใจได้แล้ว ชอบแบบไหน สไตล์อะไรก็ตกแต่งให้เต็มที่!
ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะไปช้อปปิ้งต้นไม้ ดอกไม้ และเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งระเบียงต่าง ๆ ที่ไหน เข้ามาดูที่ Kaidee ก่อนได้นะคะ ที่นี่เรามีทั้งของมือหนึ่งและมือสองให้เลือกเลย มาที่เดียว ช้อปได้ครบทุกอย่างแบบนี้ ไม่แวะมาส่องถือว่าพลาดน้า!
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
มีของไม่ได้ใช้เต็มบ้านไปหมด จะทิ้งก็เสียดาย แต่จะเก็บต่อไปก็ไม่โอเค งั้นขายมือสองดูไหม ? ได้เงินด้วย แถมของที่ไม่ได้ใช้ก็มีประโยชน์กับคนอื่นๆ ถ้าพูดถึงแหล่งขายของมือสองในกรุงเทพ เราคัดมาแล้วว่าต้องเป็น 6 ที่นี้เลย ได้ของถูกใจแน่นอน
ตลาดนัดจตุจักร
ประเดิมที่แรกกับตลาดนัดจตุจักร ที่หลายๆคนคงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งโซนตลาดมือสองจะอยู่แถวๆประตูทางออก 3 หรือโครงการ 5 ของตลาดนัดจตุจักร โดยจะแบ่งโซนมือสองออกเป็น 3 โซนด้วยกัน คือ
- Zone 1 โซนวินเทจ – หากกำลังมองหาของเก่ายุค 80s หรือน้อยกว่า เราขอแนะนำโซนนี้เลย จะเป็นของเก่า ของสะสม เสื้อผ้า เครื่องประดับ ถ้าเป็นสไตล์วินเทจที่นี่มีครบ
- Zone 2 โซนสตรีท – ขอบอกว่าทางเราอินกับโซนนี้เป็นพิเศษ เพราะราคากับสไตล์คือทางเรามาก เริ่มจากเสื้อยืดราคาหลักสิบ กางเกงยีนส์ยี่ห้อดังในราคาหลักร้อยนิดๆ ไปจนพันปลายๆ จะหมวก จะรองเท้า จัดเต็มสุด พูดได้เลยว่า ครบเครื่องเรื่องสตรีทแวร์เลยในโซนเดียว
- Zone 3 โซนของเก่าสไตล์ไทย – ผสมผสานระหว่างมือสองกับงานแฮนด์เมดอย่างลงตัว อยากอุดหนุนงานคนไทย เชิญทางนี้เลยจ้า
การเดินทาง : BTS สถานีหมอชิต , MRT สถานีสวนจตุจักร สถานีกำแพงเพชร
รถเมล์ สาย A1 A2 3 8 26 27 29 34 39 44 52 59 63 77 90 96 104 108 122 134 136 138 145 157 182 502 503 509 510 517 524 529 Y70E เฉพาะช่วงเช้า 28 108 กะสว่าง 3 29 34 59 63 134 145 และรถยนต์ส่วนตัว
เปิดบริการ : วันศุกร์ เวลา 18.00 – 24.00 น.
วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 20.00 น.
ตึกแดง จตุจักร
แค่เดินข้ามถนนจากตลาดนัดจตุจักรมาอีกฝั่ง คุณก็เจอแหล่งรวมของมือสองแบบจัดเต็มได้ง่ายๆที่ “ตึกแดง” ที่นี่เขามีของมือสองแทบทุกประเภทที่นึกออก ของตกแต่งบ้านเอยอะไรเอย บางวันมีดนตรีสดให้ฟังเพลินๆด้วยนะ หรือถ้าหิวก็มีของกินอร่อยๆให้เลือกเต็มไปหมด อิ่มด้วยได้ช้อปด้วย คุ้ม!!
การเดินทาง : MRT กำแพงเพชร ทางออกที่ 1
BTS สถานีจตุจักร จากนั้นเดินผ่านสวนจตุจักร ออกประตู 1 แล้วเดินข้ามถนนกำแพงเพชร 2
ป้ายรถประจำทางหน้าสวนจตุจักร (ถ.พหลโยธิน)
รถธรรมดา: 3, 8, 27, 28, 44, 52, 77, 96, 104, 108, 122, 126, 145 และ 182 รถปรับอากาศ: ปอ.3, ปอ.28, ปอ.29, ปอ.34, ปอ.39, ปอ.44, ปอ.59, ปอ.63, ปอ.77, ปอ.104, ปอ.126, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145 และ ปอ.502
ป้ายรถประจำทางหน้าจตุจักรประตู 1 (ถ.กำแพงเพชร 2)
รถธรรมดา: 26, 77, 96, 104, 122, 134, 136, 138, 145, 157 และ 182 รถปรับอากาศ: ปอ.77, ปอ.134, ปอ.138, ปอ.145, ปอ.157, ปอ.509, ปอ.517, ปอ.529 และ ปอ.536
เปิดบริการ : ด้านในอาคาร ชั้น 4 เปิดวันศุกร์-อาทิตย์ 10.00-22.00 น.
ด้านในอาคาร ชั้น 1,2,3 เปิดวันอังคาร-อาทิตย์ 10.30-21.00 น.
โซนด้านนอก เปิดวันพฤหัสบดี-อาทิตย์ เวลา 10.00 – 22.00 น.
ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์
ตลาดกลางคืนยอดฮิตย่านศรีนครินทร์ ขอบอกว่าของมือสองที่นี่เยอะมาก มีหลายแบบสุดๆ ถ้าหลงเข้ามาแล้ว ต้องได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านแน่นอน ซึ่งมีทั้งหมด 2 โซน คือ โซนพลาซ่า และ โซนตลาดนัด เดินวันเดียวก็ไม่ครบ บอกเลย
การเดินทาง : BTS อ่อนนุช จากนั้นต่อสองแถวหน้าบิ๊กซีสายซีคอนสแควร์
Airport Link สถานีหัวหมาก จากนั้นต่อรถเมล์สาย 145, 207 หรือรถตู้ปากน้ำ
รถตู้ประจำทาง ปากน้ำ-บางกะปิ, ปากน้ำ-ราม1, ปากน้ำ-ซีคอน, อนุเสารีย์ชัย-ตลาดนัดรถไฟ ศรีนครินทร์
รถเมล์ สาย 207, 145, 1013, 206, 133
เปิดบริการ : โซนพลาซ่า เปิดวันอังคาร-อาทิตย์
โซนตลาดนัด เปิดวันพุธ และศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-24.00 น.
ตลาดวังหลัง
เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง #ตำนานที่ยังมีลมหายใจ ย่านฝั่งธน เดินทางง่ายและเป็นที่รู้จักของวัยรุ่น ซึ่งโซนของมือสองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เรียกว่า “ตลาดเวิ้งประตูเขียว” เมื่อเดินเข้าไปจะพบว่ามีของมือสองมากมายรอให้เพื่อนๆ จับจ่ายเป็นเจ้าของอยู่เต็มไปหมด ไม่ว่าจะเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า หรือเครื่องประดับจุ๊กจิ๊ก ในราคาหลักสิบเท่านั้น !
การเดินทาง : รถเมล์ สาย 19, 28, 40, 56, 57, 81, 89, 97, 146, 149, 165, ปอ.30 และ ปอ.157
เรือข้ามฟาก สามารถนั่งเรือข้ามฟากจากฝั่งท่าพระจันทร์, ท่าช้าง มาลงที่ท่าวังหลังได้เลย
เรือด่วน สายสีส้ม, สายสีเขียว และสายสีเหลือง
BTS สถานีสะพานตากสิน ทางออก 2 จากนั้นต่อเรือด่วนที่ท่าเรือตากสิน (สาทร) มาลงที่ท่าเรือวังหลัง
เปิดบริการ : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 17.00 น.
ตลาดนัดปัฐวิกรณ์
ตลาดมือสองย่านนวมินทร์ ถ้าใครเป็นสายลุย แนวแบกะดิน ชอบซื้อแบบสบายๆชิลๆ มาที่นี่ได้เลย! ส่วนมากของมือสองที่นี่จะเน้นไปที่เสื้อผ้าแบบจุกๆ มีหลากหลายสไตล์ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น สตรีท วินเทจ สวยๆทั้งนั้น จะช้อปกลางแจ้งหรือในร่มก็มีทุกแบบให้เลือก สำหรับใครที่ช้อปหนักจนรู้สึกหิว ก็มีโซนอาหารทั้งคาวหวาน พร้อมเสิร์ฟเช่นกัน
การเดินทาง : รถเมล์ สาย 60, 71, ปอ73ก, 95, 95ก, 96, 115, 150, 156, 520, ปอ22, 178, 501
และรถส่วนตัว (ค่าจอดรถเหมา 20 บาทเท่านั้น)
เปิดบริการ : ทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เปิดตั้งแต่ 13.00-20.00 น. และเสาร์-อาทิตย์ ตั้งแต่ 10.30-21.30 น.
Kaidee
พาเพื่อนๆ ไปตะลุยแหล่งมือสองรอบกรุงเทพแล้ว ขอแนะนำแหล่งซื้อขายของมือสองง่ายๆ บ้าง
นั่นก็คือที่ Kaidee นั่นเอง ไม่ว่าเพื่อนๆ กำลังมองหาอะไรอยู่ ที่นี่มีทุกอย่าง จะรถมือสอง บ้านมือสอง หรือของใช้ทั่วไป เพียงกดปุ่มค้นหาเท่านั้น ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางด้วยนะ
จะซื้อของมือสองทั้งที ต้องดูให้ดีทั้งราคาและคุณภาพ แต่เหนือสิ่งอื่นใดต้องมั่นใจว่าสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ และพูดคุยกับผู้ขายได้จริง ถ้ามั่นใจแล้ว ลุยเลย!
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ใครที่เพิ่งซื้อรถยนต์มาใหม่ ๆ หรือคุณผู้หญิงที่อาจมีความรู้ในเรื่องโช๊คอัพไม่มากเท่าที่ควร อาจจะยังไม่ทราบว่าประโยชน์ของโช๊คอัพจริง ๆ แล้วมันช่วยอะไรบ้าง นอกจากที่จะทำให้รู้ของเรานั้นนิ่มเด้งรับไปกับสภาพถนน
บทความนี้จะมาบอกให้ทุกอย่างตั้งแต่เริ่มเพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโช๊คอัพคืออะไร ใช้ทำอะไร อยู่ส่วนไหนของตัวรถยนต์ และรวมไปถึง จะทำอย่างไรให้โชีคอัพในรถของเรานั้นมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น
โช๊คอัพคืออะไรและทำหน้าที่อะไร
โช๊คอัพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่สำคัญกับระบบช่วงล่าง ถูกติดตั้งอยู่บริเวณล้อรถยนต์ โดยที่จะมีอะไหล่ชิ้นหนึ่งเรียกว่า “ปีกนก” คอยเป็นตัวค้ำระหว่างตัวโช๊คอัพและตัวล้อให้เชื่อมต่อและทำงานร่วมกัน หน้าตาของโช๊คอัพนั้นหลาย ๆ คนน่าจะเห็นและรู้จักคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งจะหน้าตาเหมือนกับคดสปริงยืด-หดได้ โดยมีหน้าที่หลัก ๆ ดังต่อไปนี้
- คอยพยุงตัวรถเพื่อกันการยุบตัว
หากรถยนต์นั้นไม่มีโช๊คอัพที่จะเข้ามาติดตั้งแล้วล่ะก็ รถนั้นจะมีอาการสั่นอย่างรุนแรง รวมไปถึงตัวรถยนต์จะยุบตัวทำให้ไม่สามารถขับขี่ได้
- คอยรับแรงสั่นสะเทือน
การที่มีโช๊คอัพอยู่นั้นจะช่วยในเรื่องของรองรับแรงกระแทกต่าง ๆ จะพื้นผิวของถนนที่ขรุขระได้ ทำให้รถยนต์นั้นนิ่งและนุ่มนวลมากที่สุด ในขณะที่เดินทางไปในพื้นที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม โดยหลักการทำงานนั้นคือ เมื่อมีแรงกดลงมา สปริงจะทำการยุบตัวลง และค่อยคืนสภาพเดิม
ประเภทของโช๊คอัพ
อะไหล่ต่าง ๆ ภายในรถยนต์นั้นได้มีการพัฒนามาโดยตลอด ซึ่งโช๊คอัพก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มีการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่ดีและเข้ากับรถยนต์แต่ละประเภท โดยโช๊คอัพนั้นมีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ ดังนี้
- โช๊คอัพระบบน้ำมัน
เป็นโช๊คอัพที่ทำงานด้วยระบบไฮดรอลิค ในขณะที่โช๊คอัพแบบนี้กำลังทำงานนั้น น้ำมันไฮดรอลิคจะถูกนำเข้ามาผ่านวาล์วลูกสูบ ซึ่งเป็นเพียงการทำให้โช๊คอัพนั้นหนืดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยข้อเสียอย่างใหญ่หลวงของโช๊คอัพแบบระบบน้ำมันนั่นคือ เมื่อน้ำมันไฮดรอลิกที่อยู่ภายในนั้นเกิดฟองอากาศและแตกขึ้นมาแล้วล่ะก็ โช๊คอัพจะไม่สามารถทำงานได้ชั่วขณะ ซึ่งอาจทำให้รถยนต์นั้นสูญเสียการควบคุมและเกิดอุบัติเหตุได้
- โช๊คอัพระบบแก๊ส
เป็นโช๊คอัพระบบแก๊ส โดยใช้แก๊สไนโตรเจนทำงานร่วมกับน้ำมันไฮดรอลิค เมื่อโช๊คอัพทำงาน ลูกสูบจะเคลื่อนตัวลงมาสู่ด้านล่างของกระบอกสูบทำให้น้ำมันไฮดรอลิดถูกสูบเข้าในส่วนบนและส่วนล่างของลูกสูบ หลังจากนั้นจึงอัดแก๊สไนโตรเจนให้เกิดแรงดัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็นอีก 2 ประเภท
- Low-Pressure Gas Shock Absorber
โช๊คอัพแรงดันต่ำ โดยทีโช๊คอัพแบบนี้จะมีส่วนที่สำหรับน้ำมันไฮดรอลิคสำรองเอาไว้ โดยจะอัดแรงดันไว้อยู่ที่ ประมาณ 10 – 15 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 142-213 ปอนด์/ตารางนิ้ว
- Hi-Pressure Gas Shock Absorber
โช๊คอัพแรงดันสูง ซึ่งจะแตกต่างจากแบบแรกเพียงเล็กน้อย นั่นก็คือโช๊คอัพแบบนี้นั้น จะไม่มีส่วนเป็นน้ำมันไฮดรอลิคสำรอง โดยจะอัดแรงดันไว้อยู่ที่ประมาณ 20 – 30 กิโลกรัม/ตารางเซนติเมตร หรือประมาณ 284 – 427 ปอนด์/ตารางนิ้ว
วิธีดูแลรักษาโช๊คอัพควรทำอย่างไรบ้าง
อุปกรณ์และอะไหล่ทุกอย่างภายในรถยนต์นั้น ย่อมมีอายุการใช้งานที่ถูกจำกัดเอาไว้ โช๊คอัพก็เช่นเดียวกัน ซึ่งโช๊คอัพนั้นมีอายุการใช้งานอยู่ที่ประมาณ 100,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่การบำรุงดูแลรักษา รวมไปถึงพฤติกรรมการขับขี่ของแต่ละคนด้วย ซึ่งเดี๋ยวมาดูกันว่ามีวิธีอย่างไรบ้าง ที่จะทำให้โช๊คอัพนั้นอยู่กับรถเราไปได้นาน ๆ
1. ตรวจสอบโช๊คอัพอย่างสม่ำเสมอ
การตรวจเช็คนั้นเป็นสิ่งเบื้องต้นที่ควรทำในทุก ๆ ที่ขับขี่ไปที่ไหนก็ตามเป็นระยะทางไกล ๆ หรือเป็นไปได้ควรตรวจเช็คอย่างเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโช๊คอัพในรถยนต์ของเรานั้นยังไม่เสื่อมสภาพ ซึ่งจะทราบได้อย่างไรว่าโช๊คอัพของเรานั้นควรเปลี่ยนได้แล้ว มีวิธีสังเกตุและตรวจสอบได้ ดังนี้
- ทิ้งน้ำหนักตัวลงที่ด้านหน้า-หลังของตัวรถ
วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและเป็นวิธีที่เรียกได้ว่า รู้ได้แทบจะทันทีว่าโช๊คอัพของคุณกำลังมีปัญหาอยู่หรือไม่ โดยให้ทิ้งน้ำหนักตัวและกดแล้วปล่อยที่บริเวณด้านหน้า-หลังของรถ หากรถนั้นมีอาการเด้งขึ้น-ลงหลายครั้ง นั่นแสดงให้เห็นว่าโช๊คอัพของคุณนั้นมีปัญหา หรือที่เรียกกันว่า “โช๊คตาย” ให้รีบเปลี่ยนทันที
ให้ลองก้มตัวลงไปดูที่บริเวณของกระบอกของโช๊คอัพดูว่า พบรอยแตก รอยร้าว หรือมีการรั่วของน้ำมันไฮดรอลิคหรือไม่ หากมีปัญหาเหล่านี้ แสดงว่าโช๊คอัพนั้นเริ่มเสื่อมคุณภาพ โดยที่ตัวซีลกระบอกสูบอาจจะรั่ว ส่งผลให้โช๊คอัพนั้นทำงานผิดปกติได้
- สังเกตุเมื่อขับขี่ด้วยความเร็วเกินกว่า 80 กม./ชั่วโมง
เมื่อขับรถที่ความเร็วสูงขึ้นมาและขับไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง จะสังเกตุได้เลยว่า ถ้ารถนั้นมีอาการส่าย ๆ สั่น ๆ รู้สึกเหมือนรถไม่ค่ายเกาะถนนเท่าไหร่นักเมื่อต้องขับปะทะกับลม นั่นแสดงว่าโช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพลงแล้ว ให้ทำการเปลี่ยน
- สังเกตุเมื่อขับผ่านถนนขรุขระ
วิธีนี้จะคล้าย ๆ กับวิธีแรกเลย คือการสังเกตุอาการเด้งของรถยนต์ที่มีมากเกินจนผิดปกติ ถ้าหากขับผ่านถนนขรุขระแบบที่ชะลอรถแล้วยังมีอาการเด้งอยู่ แสดงว่าโช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพลง
- สังเกตุที่ดอกของยางรถยนต์
การสังเกตได้ง่ายที่สุดเลยเมื่อขับเสร็จแล้ว ให้ลงมาตรวจสอบที่บริเวณยางรถยนต์ หากลูบแล้วพบว่ายางนั้นสึกหรอ เป็นบั้ง ๆ นั่นแสดงว่ารถยนต์นั้นไม่มีโช๊คอัพมาช่วยรองรับน้ำหนักนั่นเอง
โดยปกติแล้วโช๊คอัพนั้นเมื่อทำงานอยู่ จะมีความร้อนจากการทำงาน แต่หากลองนำมือไปอัง ๆ หรือสัมผัสดูแล้วพบว่า โช๊คอัพ ไม่ร้อนเอาเสียเลย นั่นแสดงว่า โช๊คอัพนั้นไม่ได้มีการทำงาน เป็นอาการบ่งบอกว่าโช๊คอัพเสียได้อย่างดีเยี่ยม
2. ชะลอรถยนต์ทุกครั้งเมื่อขับผ่านเส้นทางที่ถนนขรุขระ
อย่างที่ได้บอกไปข้างต้นว่า โช๊คอัพนั้นช่วยในเรื่องของลดแรงกระแทกต่าง ๆ จากพื้นถนน แต่ก็ใช่ว่าคุณจะสามารถขับรถยนต์อย่างไรก็ได้ การขับผ่านเส้นทางที่ขรุขระนั้นควรที่จะชะลอรถแล้วค่อย ๆ ขับผ่านไป จะเป็นการถนอมโช๊คอัพ ไม่ให้ทำงานหนักและรับกระแทกมากเกินไป ช่วยยืดอายุการใช้งานได้นานยิ่งขึ้น
3. ไม่บรรทุกของหนักจนเกินไป
การบรรทุกของหนักเกินกว่าที่สเปคของรถยนต์รุ่นนั้น ๆ ส่งผลอย่างมากที่ทำให้โช๊คอัพนั้นต้องทำงานหนักเกินกว่าความสามารถที่ทำได้ ยิ่งถ้าใช้รถยนต์บรรทุกเป็นระยะเวลานาน ยิ่งทำให้โช๊คอัพนั้นเสื่อมสภาพได้อย่างรวจเร็วมากยิ่งขึ้น
สรุปท้ายบทความ
อุปกรณ์และอะไหล่ทุก ๆ อย่างภายในรถนั้นย่อมมีความสำคัญและประโยชน์ในการใช้งานที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงโช๊คอัพเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในระหว่างการขับขี่เดินทาง ที่นอกจากจะทำให้รถยนต์ไม่แข็งกระด้างแล้ว ยังทำหน้าที่ในการช่วยยึดเกาะถนนให้แก่รถยนต์ได้อีกด้วย
บทความนี้จึงมาให้คำตอบพร้อม ๆ กับวิธีแก้ปัญหา ให้โช๊คอัพนั้นมีสภาพที่พร้อมใช้งานและมีอายุยืนยาวตามอายุการใช้งาน แต่อย่างไรก็ตามก็ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคล ที่จะเป็นปัจจัยหรือตัวกระตุ้นที่ทำให้โช๊คอัพนั้นเกิดการเสื่อมสภาพไปเสียก่อนได้
หากคุณตรวจเช็คแล้วว่า โช๊คอัพในรถยนต์นั้นเสื่อมสภาพลงเสียแล้ว ต้องมองหาโช๊คอัพอันใหม่ที่จะนำมาเปลี่ยนเข้ารถยนต์ของแล้วล่ะก็ เข้ามาดูได้ที่ Kaidee Auto ที่มีอุปกรณ์และอะไหล่รถยนต์มากมายตามความต้องการของคุณ
Nov 29, 2020 | บทความยานยนต์
เมื่อพูดถึงการจราจรในประเทศไทย แน่นอนว่าชวนหัวสำหรับคนไทยหลายคนอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม ซ่อมถนน ทำรถไฟฟ้า และอีกนานา เรียกได้ว่ามีปัญหาน่าปวดหัวให้น่าลุ้นได้ไม่เว้นวันเลยละค่ะ
ปัญหาดังกล่าว เลยนำมาสู่ปัญหารถติดในประเทศไทย จนทะยานติดโพลรถติดอันดับโลกเลยทีเดียว ปัญหารถติดเหล่านี้มักจะเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานครเป็นหลักจนหลายคนขยาดกรุงเทพฯ กันเลย คนบางคนถึงขั้นกล่าวว่า หากไม่จำเป็น ก็ไม่อยากเข้ามากรุงเทพฯ ที่เทพสร้างแต่ไม่ได้อยู่เองนี่เลยจริง ๆ แต่สาเหตุอะไรที่ทำให้รถติดได้ขนาดนี้ ลองไปดูกันนะคะ
สาเหตุที่รถติดในประเทศไทย
สำหรับสาเหตุที่รถติดในประเทศนี้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร หลายคนคงพอมีคำตอบในใจอยู่บางแล้วว่าเพราอะไร มาลองดูดีกว่ากันค่ะ ว่ามันมีสาเหตุที่มาจากอะไรบ้าง เผื่อต้นเหตุเหล่านั้น เราจะพอมีทางแก้ได้บ้าง
1. ซ่อมถนน
มาถึงสาเหตุแรกที่ทำให้รถติด อย่างการซ่อมถนนที่มักไม่มีการแจ้งล่วงหน้า หรือวันดีคืนดีซ่อมเสร็จแล้ว อยู่ ๆ ก็เปิดโปรเจกต์ทำถนนใหม่เสียอย่างนั้น พอเกิดกั้นจราจรสักเลนไป ก็ทำให้รถยนต์ที่วิ่งมาต้องเบียดเข้าอีกเลน กลายเป็นการชะลอรถและทำให้การจราจรติดขัดได้แม้ไม่แยกไฟแดง
2. น้ำท่วม
อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้รถติดมาก ๆ ในกรุงเทพมหานคร คือปัญหาน้ำท่วมขัง ที่มักเกิดขึ้นบ่อย เนื่องจากประเทศไทยนั้น เกินกว่าครึ่งปีแทบจะโดนฝนถล่มไปแล้ว แถมฝนยังตกหนักมากจนน้ำระบายไม่ทัน กลายเป็นกรุงเทพฯ เมืองบาดาล ที่รถแล่นไม่ได้แต่เรือวิ่งได้
อย่างที่บอกว่ารถยนต์วิ่งไม่ได้ ทำให้รถที่ต้องการจะสัญจรต้องค่อย ๆ ขับผ่านน้ำท่วมสูงไป และปกติตอนเช้าของกรุงเทพฯ ก็รถติดจนไม่รู้จะติดยังไง พอเจอรถที่ต้องชะลอ แถมมักเกิดอุบัติเหตุเยอะในเช้าวันฝนพร่ำแบบนี้ รถก็ยิ่งติดจนไม่มีคำจะกล่าวเลยล่ะ
3. ทำการก่อสร้าง เช่น รถไฟฟ้า นำเสาไฟลงดิน ฯลฯ
การจราจรที่ติดขัดเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน มักจะเกิดจากสาเหตุ การก่อสร้างรถไฟฟ้า หรือทุบแล้วสร้างสะพานใหม่รอบกรุง จึงทำให้ถนนหลายสายมีความต่อเนื่องกัน เกิดรถติดสะสมเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เส้นรามคำแหงเลี้ยวเข้าพัฒนาการ ที่มีการก่อสร้างแนวรถไฟฟ้าสายสีส้มทั้งเส้น จนเกิดปัญหารถติดยาวไปถึง เส้นรามคำแหงยาวเข้าเส้นเสรีไทยและร่มเกล้าในทุกเช้า
4. ทุกคนมีรถ
อย่าแปลกใจไปว่า ทำไมการที่ทุกคนเป็นเจ้าของรถ ถึงเป็นหนึ่งในสาเหตุของรถติด อยากให้ทุกคนลองจินตนาการจำนวนรถยนต์ที่ออกมาขับบนท้องถนน 1 คนต่อ 1 คัน ขณะที่กรุงเทพมหานครมีประชากรถึง 5.6 ล้านคน พูดได้ว่ากว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด มีรถเป็นของตนเอง
นี่จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกใจว่าทำไมกรุงเทพฯ จึงพบปัญหาการจราจรติดขัดเป็นอย่างมากทั้งตอนเช้าและเย็น เพราะทุกคนต่างนำรถของตนเองออกมาขับขี่ ท่ามกลางเนื้อที่ถนนอันน้อยนิดของกรุงเทพมหานคร
5. ไม่ใช้ขนส่งสาธารณะ
อีกหนึ่งสาเหตุที่เป็นที่มาของการที่ทุกคนเป็นเจ้าของรถ เพราะขนสาธารณะในไทยค่อนข้างไม่ตอบโจทย์การเดินทางเพื่อไปทำงาน เช่น บ้านหรือที่พักไม่ใกล้กับคมนาคมที่เดินทางได้สะดวก อย่างพวกรถไฟฟ้า หรือจะเป็นการที่ขนส่งสาธารณะอย่างรถเมล์ที่นอกจากจะรถติดแล้วยังต้องมากังวลปัญหาเรื่องความปลอดภัยในชีวิตขณะนั่งอีก
ทำให้ทุกคนเลือกซื้อรถยนต์ส่วนบุคคล แทนการโดยสารขนส่งสาธารณะที่มักจะเกิดปัญหาจนเกินความไม่แน่นอนในชีวิตขึ้น นี่จึงเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้รถติดนั่นเอง
6. ผังเมือง
อย่างที่เคยกล่าวไปข้างต้นว่า กรุงเทพมหานครเมืองเทพสร้าง แต่เทพไม่ได้อยู่ การออกแบบที่เน้นการตัดถนนเพื่อเข้าถึงที่ดินเพื่อซื้อขายในอดีตของกลุ่มนายทุน โดยลืมคำนึงถึงการสัญจรที่ควรจะต้องมาบรรจบกัน กลายเป็นเน้นการสร้างถนนและซอยเพื่อเข้าถึงที่ดินก็จบเท่านั้น
หากคุณลองสังเกตหลาย ๆ ประเทศ ที่มีการวางผังเมืองที่ดี จะรู้ว่าถนนหลายเส้นมักจะย้อนมาบรรจบกัน มากกว่าเป็นซอยตัน แถมยังมีจำนวนถนนเส้นหลักยังมีเยอะ
ไม่เหมือนประเทศไทยที่เต็มไปด้วยซอยตันและถนนสัญจรที่มีเพียง 8% ภายในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ทำให้การระบายรถผ่านซอยหรือทางลัดต่าง ๆ ทำได้ยากมากขึ้น ต่อให้เป็นซอยที่ทะลุถึงอีกถนน ก็มักจะเป็นซอยแคบและมีอยู่เพียงซอยเดียว จะกลับก็ไม่ได้จะไปก็ไม่ถึง จึงเกิดการสะสมของการจราจรเกิดขึ้น
7. วิธีการจอดรถ
ขออนุญาตกล่าวว่า การจอดรถของหลายท่านก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่กีดขวางการจราจรอย่างถึงที่สุด ยกตัวอย่างเช่น การจอดรถข้างถนนเรียงราย หรือสลับกันไปแบบมักง่าย ทำให้รถหลายคันเมื่อเข้าถึงจุดพีคของการจราจร ก็ต้องคอยเบี่ยงหลบและแทรกเข้าอีกเลน สร้างปัญหาให้รถคันด้านหลังต้องหยุดรอเพื่อให้คนที่เข้าเลนนั้นและไปไมไ่ด้ออกมา
ซึ่งบางครั้งปัญหาแบบนี้จะนำมาซึ่งการทะเลาะเบาะแว้งกันระหว่างบุคคล ที่ต้องการจะออกจากเลนและผู้ที่อยู่ในเลนหลัก ไม่ยอมกันและเกิดการชนกัน จนนำมาซึ่งอุบัติเหตุที่ต้องรอประกันและรถจากทางเจ้าหน้าที่มาเคลื่อนย้ายออกไป สร้างความติดขัดบนท้องถนนอีกเท่าเลยทีเดียว
8. การตั้งตลาด
สำหรับปัญหานี้สามารถเห็นได้จากการสั่งห้ามตั้งตลาดหรือร้านค้าบริเวณฟุตบาท เพราะนอกจากจะทำให้คนเดินบนฟุตบาทลำบากแล้ว ยังขัดขว้างการจราจรหนึ่งช่องทาง เนื่องจากพ่อค้าแม่ขายมักจะนำรถมาจอดเพื่อเอาของลงบ้าง บางครั้งก็คนเยอะเกินจนล้นมาลงบนถนนแทน
ช่วงหลังมานี้ทางพื้นที่อย่างกทม. จึงเริ่มจัดการปัญหาการตั้งตลาดบนฟุตบาท โดยมีข้อเสนอให้พ่อค้าแม่ค้าเหล่านั้นย้ายไปตั้งร้านขายสินค้าในบริเวณที่จัดให้แทน เพื่อลดปัญหาความหนาแน่นบนฟุตบาทและลดหนึ่งในสาเหตุจากปัญหารถติด
อันดับแยกหรือถนนที่รถติดที่สุดในประเทศไทย
ลองมาดูกันว่า มีแยกไหนบ้างที่รถติดมาก ๆ ในประเทศไทย ถามว่ารู้แล้วไปทำอะไร ทุกคนควรรู้เพื่อหลีกเลี่ยงรถติด ที่คุณอาจต้องพบเจอยามที่สัญจรผ่านเส้นทางนี้ และวางแผนการเดินทางของคุณให้คุ้มค่าเวลามากที่สุด
1. วงเวียนใหญ่
ฝั่งกรุงธนบุรีต้องวงเวียนใหญ่ เรียกได้ว่าติดมาก ติดจนไม่รู้จะติดขนาดไหน ยิ่งตรงบริเวญแยกบ้านแขก ที่แต่ละวันติดนานอย่างกับ รถจอด ทำใครหลายคนถอนหายใจจนเบื่อไปเลยล่ะ
2. แยกอุรุพงษ์-ประตูน้ำ
เมื่อพูดถึงอีกหนึ่งแยกที่หากเลี่ยงได้ควรเลี่ยง อย่างแยกอุรุพงษ์ ตรงประตูน้ำ ที่นอกจากตอนเย็นรถจะติดมาก แทบไม่เห็นการขยับจนบางคนท้อแล้วท้ออีก แต่อย่างว่า บางคนก็จำเป็นที่จะต้องสัญจรผ่านแยกนี้จริง ๆ
3. ถนนรัชดาภิเษก
แยกในเมืองที่หลายคนคงเลี่ยงการสัญจรผ่านไม่ได้ อย่างถนนรัชดาภิเษก ที่นอกจากจะเป็นถนนที่เชื่อมถนนอีกหลายเส้นในกรุงเทพฯ แล้ว ยังเป็นเส้นที่มีตึกออฟฟิศมากมายเรียงรายอยู่เต็มไปหมด แถมนอกจากออฟฟิศ ก็ยังมีคอนโด หอพัก เรียกได้ว่าเป็นเส้นทางกลับบ้านของใครหลายคนเลยล่ะค่ะ
4. แยกอโศก
คงไม่ต้องพูดสำหรับแยกนี้ ที่นอกจากรถจะเยอะทุกวัน ยังเป็นแยกที่ติดนานกว่า 1 ชั่วโมงก็มีมาแล้ว ยิ่งถ้าวันไหนติดยาวมาตั้งแต่แยกพระราม 9 ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้ขยับไปไหนไกล บางครั้งก็ทำติดยาวตั้งแต่ทางลงทางด่วนก็มี
5. ห้าแยกลาดพร้าว
ปัจจุบันหลังจากมีการสร้างรถไฟฟ้าสถานีห้าแยกลาดพร้าว หวังคลี่คลายสถานการณ์รถติดได้บ้าง ทว่าถึงสถานีจะเสร็จ แต่ถนนที่มุ่งหน้าลาดพร้าวยังกำลังอยู่ในช่วงก่อสร้างรถไฟฟ้า ทำให้รถติดสะสมยิ่งกว่าเดิม ลองคิดดูว่าคุณหลับไปแล้ว 2 ตื่น รถก็ยังอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน
6. ถนนวิภาวดีรังสิต
ถนนวิภาวดีรังสิต หลายคนคงได้ยินว่าตอนเช้าก็รถติดแล้ว แต่เย็นติดกว่าเดิม แดงเทือกทุกครั้งที่ดูเส้นทางในแมป เพราะเส้นนี้จะเป็นเส้นที่ใช้เดินทางเพื่อมุ่งหน้าออกไปทางดอนเมือง รังสิต และวิ่งกลับเข้ามาที่ลาดพร้าว เนื่องจากเป็นถนนที่ต่อกับถนนอีกหลายเส้น จึงเกิดการสะสมของการจราจรเป็นธรรมดา
7. แยกลำสาลี
เป็นหนึ่งในแยกที่สามารถไปต่อได้หลายที่ อย่างถนนพัฒนาการ ถนนรามคำแหง และถนนลาดพร้าว พอเจอแบบนี้เข้าไป จึงกลายเป็นเส้นที่นำรถจากหลายถนนมาสุมอยู่ในแยกเดียวกัน แถมแยกนี้พอจะปล่อยรถทีก็ปล่อยน้อย ควรเตรียมใจและเผื่อเวลาไว้จะดีที่สุดนะคะ
8. ถนนเจริญกรุง
อีกหนึ่งถนนที่มีความยาวตั้งแต่ฝั่งธนบุรี ตรงแยกท้ายวัง ยาวมาจบตรงเส้นพระราม 3 แม้ถนนเส้นนี้จะมีหลายจุดที่ติดอยู่เป็นประจำอย่าง ตรงบริเวณวัดมังกร เยาวราช เป็นต้น แต่จุดที่ติดที่สุดจะอยู่ที่ บริเวณแยกถนนตก มุ่งหน้าแยกเฉลิมพันธ์ ที่เรียกได้ว่าสะสมยาวตั้งแถวถนนสาธรยาวไปจนถึงพระราม 3
9. ถนนพระราม9
ถนนพระราม 9 เป็นถนนที่ขนานกับถนนรามคำแหง โดยสามารถใช้ซอยทะลุไปได้ ทว่าเส้นนี้แม้จะมีแยกไม่ค่อยเยอะ และมีทางด่วนศรีรัชให้ขึ้นมุ่งหน้าเข้าเมือง แต่ก็ยังคงเป็นเส้นที่ติด เพราะมีจุดเชื่อมกับถนนรามคำแหงอยู่หลายแยก เรียกได้ว่าติดกันไปตาม ๆ กันเลยล่ะ
11. แยกแคราย
เช่นเดียวกันกับห้าแยกลาดพร้าว ที่แม้จะสีรถไฟฟ้าสายสีม่วงวิ่งผ่านถนนตรงจุดนี้แล้ว แต่ก็ยังเป็นจุดที่ชาวนนทบุรี สามารถพูดได้ว่า เลี่ยงได้เลี่ยง! แต่ก็เลี่ยงไม่ได้อยู่ดี เพราะเป็นถนนที่ชาวนนท์ใช้สัญจรเพื่อไปยังจุดต่าง ๆ เช่น งามวงศ์วาน หรือขับข้ามแม่น้ำไปฝั่งบางใหญ่
แต่สาเหตุการติดที่นอกจากรถสะสมจำนวนมากแล้ว อาจเพราะบริเวณสี่แยกแครายมีทางขึ้นสะพานยกระดับเป็นคอขวดทำให้ยิ่งติดกันไปใหญ่
12. ถนนแจ้งวัฒนะ มุ่งหน้าปากเกร็ด
ถนนแจ้งวัฒนะมุ่งหน้าปากเกร็ด ที่ปกติไม่ทำการก่อสร้างรถไฟฟ้าก็ติดมากมายอยู่แล้ว ยิ่งในตอนนี้ที่มีการทำรถไฟฟ้าสายสีชมพู มุ่งหน้ามีนบุรี-ปากเกร็ด ทำให้รถสะสมมากกว่าเดิม ด้วยช่องสัญจรที่น้อยลงกว่าที่เคยมี
โดยถนนเส้นนี้ยังเป็นจุดเชื่อมกับถนนอีกหลายเส้น อย่างถนนวิภาวดี รังสิต และถนนรามอินทรา ที่สามารถมุ่งหน้าไปได้ทั้งเมืองทอง ปากเกร็ด ลาดพร้าว และรามอินทรา
ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีคนตั้งข้อสงสัยไว้ว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ถนนแจ้งวัฒนะติดจนไม่รู้จะเลิกติดยังไง มาจากการที่บริเวณศูนย์ราชการ กั้นให้รถทุกคันฝ่าทุกเลนเพื่อไปกลับรถยังยูเทิร์นที่ใกล้ที่สุด จึงเกิดปัญหารถที่มุ่งหน้าไปแยกหลักสี่ ไม่สามารถเคลื่อนไปได้และเกิดการติดสะสมยาวถึงท้ายแถวเลยล่ะ
วิธีแก้ปัญหารถติดให้กับตัวคุณเอง
การแก้ปัญหารถติดให้กับคุณเอง แม้จะฟังดูแล้วอะไรนะ ทำไมเราต้องแก้รถติดด้วยตนเอง แทนที่จะให้ภาครัฐเข้ามาดูแล แต่นี่คือทางแก้ที่ง่ายที่สุดที่เริ่มต้นได้ด้วยตัวคุณเอง ระหว่างรอภาครัฐแก้ปัญหารถติดให้แก่คุณ
1. ใช้ขนส่งสาธารณะ
เพราะการใช้ขนส่งสาธารณะ อย่างเช่น รถไฟฟ้า รถไฟฟ้าใต้ดิน และเรือ เป็นหนึ่งในทางเลือกที่คุณไม่ต้องลงไปเบียดเสียดบนท้องถนนกับคนอื่นเขา แถมยังช่วยประหยัดเวลา เนื่องจากขนส่งเหล่านี้มักจะให้บริการตามรอบเวลาที่ระบุเอาไว้ จึงช่วยให้คุณสามารถคุมเวลาการเดินทางได้ดีขึ้น
2. หาทำเลคอนโดที่ใกล้เคียง
อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยคุณเลี่ยงปัญหารถติดได้ดีมาก ๆ คือการเช่าคอนโดหรือหอพักในทำเลที่ใกล้เคียง เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางทั้งยังไม่ต้องเอารถลงถนนให้เหนื่อยใจอีกด้วย การเลือกที่พักใกล้เคียงยังสามารถเดินไปทำงานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างค่าเดินทางเพิ่มเติมได้ด้วย
3. เลี่ยงเส้นทางรถติดไปใช้ทางลัด
การใช้เส้นทางลัด อย่างการเลี่ยงเส้นทางหลักไปใช้ทางย่อย ตามซอยย่อย ๆ อาจช่วยในการระบายรถติดบนเส้นทางหลักได้บ้าง และอย่างน้อยเมื่อใช้ทางลัดอาจทำให้คุณเดินทางได้เร็วกว่าไปตามเส้นทางหลักอีกด้วย
4. หาอย่างอื่นทำบนรถ
การหาอย่างอื่นทำบนรถจะช่วยให้ปัญหารถติดน้อยลงไปได้ อันนี้เป็นเรื่องของความรู้สึกไม่ใช่สถานการณ์จริง ๆ เช่น เมื่อรถติดคุณอาจจะนำข้าวหรือขนมมากินรอระหว่างไปทำงาน
ทำให้คุณรู้สึกว่าเวลาเหล่านั้นผ่านไปไว อย่างบางคนก็ใช้เวลารถติดนี่แหละ ในการแต่งหน้าให้เป๊ะปัง ไม่ต้องแต่งออกจากบ้านให้เสียเวลา แล้วต้องไปสายอีกด้วย
5. ทำใจ
อีกหนึ่งวิธีการช่วยให้คุณรู้สึกว่ารถติดไม่เป็นปัญหา คือการทำใจยอมรับว่า กรุงเทพฯ ชีวิตดี ๆ ที่ลงตัวนั้นลงตัวที่รถติดแหง็กบนท้องถนนมากกว่า 1 ชั่วโมงคือสามัญ เมื่อคุณเริ่มทำใจให้เคยชินได้ ความรู้สึกมัวหมองในชีวิตอาจจะลดลงมาได้บ้างก็ได้นะคะ
รถแบบไหนที่คุ้มในการขับในเมือง
ถ้าคุณคือหนึ่งในคนที่จำเป็นหรือต้องการใช้รถท่ามกลางสภาวะรถติดของกรุงเทพฯ การเลือกรถให้เหมาะสมสำหรับการสัญจร ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อเพิ่มความง่ายและสะดวกสบายแก่ตัวคุณ ถึงแม้จะไม่สามารถลดปัญหารถติดได้ แต่ก็ยังสามารถประหยัดเวลาและน้ำเงินได้เล็กน้อยก็ยังดี
1. รถยนต์คันเล็ก
การใช้รถยนต์คันเล็กเหมาะกับพื้นที่คับแคบ อย่างซอยทั้งหลายภายในกรุงที่ทั้งแคบ ทั้งเล็ก สัญจรสวนกันก็ลำบาก แถมเวลาจะจอดรถทีก็ต้องมองซ้ายมองขวา ว่าจะจอดได้หรือเปล่านะ
เมื่อเลือกใช้รถคันเล็กปัญหานี้จะลดน้อยลง เพราะเมื่อคุณขับภายในซอยหรือต้องการจอดรถบริเวณที่จอดน้อยก็ทำได้ทันที เพราะรถของคุณเล็กจนมีเนื้อที่พอให้จอด
แถมยังไม่ต้องระแวงรถมาเฉี่ยวกระจกข้างให้ลุดอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นอีกสิ่งที่น่าสนใจสำหรับรถยนต์คันเล็กคือ เมื่อรถติดก็สามารถซิกแซกเข้าเลนต่าง ๆ ได้ง่าย
2. รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน
การออกรถเพื่อใช้ขับขี่ภายในเมือง ควรเป็นรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันอย่างรถยนต์ประเภท Eco Car ที่นอกจากราคารถยนต์ที่ประหยัดและถูกกว่ารถยนต์ประเภทอื่น ๆ แล้ว ยังคันเล็กและประหยัดน้ำมันมาก ๆ อีกด้วย
ขณะที่รถติดบนแยกไฟแดงใดแยกหนึ่งเป็นเวลานาน แม้รถจะไม่ขยับแต่ก็สิ้นเปลืองน้ำมันเป็นอย่างมาก เช่น การเปิดแอร์ ติดเครื่องยนต์ทิ้งไว้ ก็ยังคงผลาญน้ำมันจำนวนมาก
ประหนึ่งรถคุณได้ขับออกไปยังต่างจังหวัด 148 กิโลและกลับมเข้ากรุงอีกรอบ เรียกได้ว่าหากไม่ใช่รถประหยัดน้ำมันก็เปลืองสุด ๆ ไปเลย
3. มอเตอร์ไซค์
อย่าสงสัยว่าทำไมมอเตอร์ไซค์ถึงคุ้มค่าในการขับขี่ภายในเมือง นอกจากดีไซน์ของรถมอเตอร์ไซค์ที่เล็กและสามารถซิกแซกไปมาตามเส้นทางต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถประหยัดน้ำมันได้กว่ารถยนต์อีกด้วย
การเติมน้ำมันถังหนึ่งประมาณ 4.4 ลิตร ก็วิ่งได้ไกลประมาณ 130 กิโลเมตรเลยทีเดียว
รถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สามารถช่วยคุณทำเวลาได้ดีและประหยัดน้ำมันอย่างมาก แถมค่าที่จอดรถมอเตอร์ไซค์รายเดือนยังถูกกว่าค่าที่จอดของรถยนต์หลายเท่าเลยค่ะ
สรุปท้ายบทความ
ปัญหารถติด ที่แก้ยาก อยากจะแก้ยังไงก็ไม่หาย ได้แต่ทำใจใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อย ๆ หากใครโชคดีหน่อยก็อาจมีทางเลือกที่นอกจากการเดินทางด้วยรถยนต์ ไปใช้ขนส่งสาธารณะที่เร็วขึ้นอย่าง รถไฟฟ้า หรือการเลือกเช่าที่พักตรงจุดใกล้ที่ทำงานมากขึ้น
ถ้าสำหรับใครที่เลี่ยงไม่ได้ในการใช้รถ อาจลองเปลี่ยนจากการใช้รถยนต์เป็นรถมอเตอร์ไซค์เพื่อความขับคล่องและไปได้เร็วขึ้นกว่ารถยนต์ ทว่าสำหรับใครที่ไม่สันทัดเรื่องการขี่รถมอเตอร์ไซค์
สามารถเลือกเป็นรถยนต์คันเล็กเพื่อประหยัดน้ำมัน และขับขี่ในเมืองกรุงได้ง่ายที่ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในทางเลือกที่เวิร์ก ส่วนเรื่องสภาพจิตนั้นก็คงจะต้องหาวิธีเยียวยาด้วยการหาอะไรทำยามรถติดแก้เซ็งแทน
Nov 28, 2020 | บทความยานยนต์
หนึ่งวลีฮิตที่ว่า “ควรมีรถก่อนมีบ้าน” ทำให้เด็กจบใหม่หรือคนที่เพิ่งเริ่มทำงานได้ไม่นาน วาดฝันว่าเราต้องมีรถเป็นของตนเองสักคัน เหมือนเป็นการตั้งปณิธานเพื่อบรรลุเป้าหมายในชีวิต ทว่าเมื่อหันกลับมามองความจริง เงินเดือนสองหมื่นจะพูดว่าดูเหมือนเยอะ เน้นคำว่าดูเหมือนนะคะ
ถ้าคุณไม่มีภาระค่าใช้จ่ายอะไรในบ้าน ทั้งค่าน้ำค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน หอ คอนโดใกล้ที่ทำงาน เหลือเพียงค่าเดินทาง เงินสองหมื่นอาจจะพูดว่าเยอะก็เป็นได้ แต่สำหรับคนที่ต้องมีภาระข้างต้น การจะซื้อรถสักคันด้วยเงินเดือนเท่านี้ ดูจะเกินตัวไปสักเล็กน้อย
ถึงจะบอกว่าไม่ควรซื้อ แต่บางคนก็มีเหตุจำเป็นที่ต้องซื้อรถจริง ๆ หรืออยากได้รถสักคันเป็นของตนเองมาก ๆ เราจะไม่ห้ามคุณในการซื้อรถยนต์ แต่เราจะมาแนะนำว่ารถยนต์คันไหนถึงจะดีและไม่เป็นภาระทางการเงินที่หนักหนาเกินไปสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น!
เงินเดือนสองหมื่นควรผ่อนรถอย่างไร
เบื้องต้นต้องขอดักคอทุกคนไว้ก่อนว่า หากคุณไม่ได้มีต้นทุนที่หนาพอหรือมีแบคคอยช่วยเหลือเงินละก็ คุณไม่ควรซื้อเงินสดหรือทุ่มเงินทั้งก้อนในการซื้อที่เดียว เพราะหากเกิดต้องใช้เงินยามฉุกเฉินคุณจะเดือดร้อนเอาได้ สิ่งที่ควรทำคือเก็บเงินเพื่อจ่ายในส่วนของเงินดาวน์ก่อน และส่วนที่เหลือให้เลือกเป็นผ่อนจ่ายแต่ละเดือนดีกว่า
รถยนต์ที่คุณควรเลือกซื้อในเบื้องต้นสำหรับเงินเดือนสองหมื่น คือรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ประเภทอีโคคาร์ เป็นรถไซซ์เล็กที่เครื่องอาจไม่แรง แต่ราคาประหยัดแรงมากสำหรับคนเงินเดือนสองหมื่น เพราะคุณต้องอย่าลืมว่า เมื่อซื้อรถเสร็จ ไหนจะต้องมีค่าบำรุงรักษารถยนต์ ค่าน้ำมัน และค่าตกแต่งรถจิปาถะเยอะแยะ ชนิดที่ว่าหมุนเงินไม่ทันเลยทีเดียว
ถ้าจะเอาแบบเป๊ะ ๆ ชนิดว่าคำนวณเงินเก็บเพื่อดาวน์รถเลยล่ะก็ ลองคิดคร่าวๆ ว่าคุณต้องมีเงินดาวน์รถเบื้องต้น 40% สำหรับรถยนต์ราคาประมาณ 599,000 บาท(ราคาแอบสูงในบรรดารถรุ่นเล็ก) แสดงว่าในเบื้องต้นคุณต้องมีเงินเก็บในการดาวน์รถที่ 239,000 บาท ซึ่ง 20,000 ต่อเดือน
- ค่าประกันสังคม 750 บาท
- ค่าหอพักในกรุงเทพราคาต่ำสุด 6,000 บาท/เดือน
- ค่าเดินทางประมาณ 3,000 บาท/เดือน
- ค่าอาหาร 3มื้อ 4,000 บาท/เดือน (เฉลี่ยละ 133 บาท)
- ค่ามือถือ 399 บาท (สำหรับรายเดือน)
คุณจะเหลือเงินเก็บประมาณ 5,851 ต่อเดือน
แล้วต้องการเงินดาวน์ที่ 239,000 บาท แสดงว่าคุณต้องเก็บเงินเป็นเวลา 4 ปี ถึงจะได้เงินดาวน์ แต่ถ้าคุณมีเงินเก็บที่เพียงพอต่อเงินดาวน์แล้ว ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยค่ะ
นับจากส่วนที่ดาวน์ไปแล้ว 239,000 บาท
- เหลือเงินผ่อนชำระ 360,000 บาท
- เลือกผ่อนชำระที่ 5 ปี ที่ดอกเบี้ย 2.55% ต่อปี
- เฉลี่ยต้องผ่อนชำระที่ 6,765 ต่อเดือน
ซึ่งแน่อนนว่านั่นไม่เพียงพอกับรายจ่ายของคุณ ถ้าอิงตามข้างต้น แต่ใครที่มีเหลือเกิน 6,765 ละก็อย่าลืมเปลี่ยนค่าเดินทางไปเป็นค่าน้ำมันเฉลี่ยเดือนละ 4,000 แทนด้วยนะคะ
สำหรับใครที่พอมีเงินเก็บต่อเดือนประมาณ 10,000 บาทอัพ การผ่อนรถยนต์ราคาประมาณนี้กำลังดีเลยล่ะค่ะ เพราะคุณยังพอมีเงินเหลือกินเหลือใช้บ้างประปราย แต่หากประเมินแล้วว่าตนเองไม่ไหวก็ลองปรับเปลี่ยนแผนการณ์ดูนะคะ เช่นว่า สนใจไปซื้อรถยนต์คันเล็กที่เป็นมือสองแทน หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่าแม้จะเป็นรถยนต์มือสอง ก็ขอยื่นกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกันกับรถยนต์มือหนึ่ง!
12 รุ่นรถที่เหมาะสมสำหรับเงินเดือนสองหมื่น
เมื่อกี้อาจเป็นเรื่องเครียด ๆ เรื่องเงินทองกันไปแล้ว แอบบอกก่อนนะคะ ว่าราคารถเมื่อกี้ที่คำนวณให้ข้างต้นสำหรับรถคันเล็กค่อนข้างเอนไปทางราคาสูงอยู่ ดังนั้นเพื่อความปลอดโปร่งใจมากขึ้น ตอนนี้มาลองดูรถยนต์ที่เงินเดือนสองหมื่นสามารถจับต้องได้กันดีกว่าค่ะ ไม่แน่ว่าค่าใช้จ่ายอาจน้อยกว่าที่เราคำนวณไว้ให้ค่ะ!
1.Suzuki Celerio ราคาเริ่มต้นที่ 318,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/celerio-2020
2.Nissan March ราคาเริ่มต้นที่ 420,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/march-2020
3.New Mitsubishi Mirage 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 467,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/mirage-2020
4.Mitsubishi Attrage ราคาเริ่มต้นที่ 494,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mitsubishi/attrage-2020
5.Honda Brio ราคาเริ่มต้น 495,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/honda/brio-2020
6.All-New Nissan Almera ราคาเริ่มต้นที่ 499,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/nissan/almera-2020
7.MG3 ราคาเริ่มต้น 519,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mg/mg-3-2020
8.New Suzuki CIAZ 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 523,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/suzuki/ciaz-2020
9.Toyota New Yaris ราคาเริ่มต้นที่ 539,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/yaris-2020
10.New Mazda 2 ราคาเริ่มต้นที่ 546,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/mazda/mazda2-2020
11. All New Honda City 2020 ราคาเริ่มต้นที่ 579,500 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/honda/city-2020
12. Toyota Vios ราคาเริ่มต้นที่ 609,000 บาท
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
https://www.kaidee.com/auto/products/toyota/vios-2020
เงินเดือนสองหมื่นผ่อนรถมือหนึ่ง หรือ มือสองอะไรดีกว่า ?
คุณสามารถอิงจากราคารถยนต์ข้างต้นได้ว่า ถ้าคุณสามารถผ่อนในราคาดังกล่าวไว้ ก็สามารถจัดรถยนต์มือหนึ่งใหม่เอี่ยมได้เลย แต่ในกรณีที่คุณคิดว่า การผ่อนนั้นคือภาระอันหนักหนาและมีงบไม่พอ การเลือกซื้อรถยนต์มือสองน่าจะเป็นคำตอบที่ดีและเหมาะสมกว่า
เพราะถึงแม้ว่าจะเป็นรถยนต์มือสองที่ยังมีราคาเหยียบแสน ทว่าทางไฟแนนซ์ก็มีการปล่อยกู้สำหรับรถยนต์มือสองอยู่เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่งเลย
เหตุผลที่คนเงินเดือนสองหมื่นควรเลือกรถมือสองมากกว่ารถมือหนึ่ง
1. ราคาถูกกว่า
ข้อแรกอย่างที่ได้กล่าวไปคือ ราคารถยนต์ของมือสองจะถูกกว่ามือหนึ่ง แม้จะเป็นรถยนต์ที่เพิ่งปล่อยเมื่อปีที่แล้ว ทำให้คุณสามารถผ่อนรถยนต์ในราคาที่สบายกระเป๋าได้มากกว่าการซื้อรถยนต์มือหนึ่ง
โดยการขายรถยนต์มือสองแต่ละเจ้า จะมีการตั้งราคาที่ไม่เท่ากัน คุณสามารถเลือกราคาที่ถูกใจได้มากกว่า
2. สามารถเลือกรุ่นรถได้หลากหลาย
ข้อนี้เป็นข้อดีอย่างหนึ่งสำหรับรถยนต์มือสอง เมื่อคุณมีงบในมือ ก็อยากจะได้รถที่ถูกใจที่สุด แต่เมื่อเป็นรถยนตืมือหนึ่งอาจทำให้คุณจับได้เพียงรถคันเล็กเท่านั้น
ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความเป็นมือสอง แนะนำลองหารถยนต์มือสองสภาพดีที่อาจเป็นรถรุ่นใหญ่ขึ้นมาอีกรุ่นก็ได้ ทั้งนี้รถยนต์มือสองบางคัน ยังสภาพดีเหมือนใหม่เลยล่ะ
3. กู้ไฟแนนซ์ได้เหมือนรถยนต์มือหนึ่ง
แน่นอนว่านี่คืออีกหนึ่งข้อดีสำหรับรถยนตืมือสอง คือการกู้ไฟแนนซ์ได้เช่นเดียวกับรถยนต์มือหนึ่ง ทำให้คุณไม่ต้องนั่งเก็บตังค์จนกว่าจะถึงงบของราคารถ ก็สามารถผ่อนจ่ายได้เช่นเดียวกับมือหนึ่ง แถมราคารถยนต์ยังถูกกว่าอีกด้วย
สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของดอกเบี้ยไฟแนนซ์รถยนต์มือสองได้ที่นี่เลย : https://blog.kaidee.com/th/second-hand-cars-interest-rate-of-thai-bank-2020/
สรุปท้ายบทความ
ความต้องการของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนมีการเซ็ตเป้าหมายไว้ว่าจะออกรถสักคันก่อนอายุ 30 ปี แต่เงินเดือนในความเป็นจริงสวนทางกับความต้องการในฝัน เราต้องมาคำนวณให้ดีว่าสามารถผ่อนไหวหรือเปล่า หากไม่ไหวแนะนำไม่ให้ฝืนนะคะ เพราะมันจะเป็นการลำบากตัวคุณเองชนิดว่ามาม่าทั้งเดือนยังหรูไป
อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า ถ้าคุณไม่ซีเรียสเรื่องความใหม่ ความต้องการเทคโนโลยีสุดทันสมัยของรถยนต์มือหนึ่ง ลองดูรถยนต์มือสองที่ราคาลดหย่อนลงมา จาก4-5 แสนบาท สู่ราคาเพียง 1-3 แสนบาท น่าจะเป็นอะไรที่เหมาะสมมากกว่า สามารถเริ่มต้นดูรถยนต์มือสองราคาดี มีมากมายหลายรุ่นให้คุณเลือก ได้ที่ Kaidee Auto!