Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่สำหรับผู้ขับขี่อาจจะต้องพบเจอกันบ้าง เวลาที่ขับรถหรือตอนที่สตาร์ทรถมักจะมีควันสีขาวหรือควันสีดำออกมามากจนผิดปกติ แถมมีกลิ่นที่รุนแรงเกินต้านทานอีกด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านี้นั้นไม่เคยมีควันมากก่อน จนเป็นที่น่ากังวลของใครหลาย ๆ คน
ซึ่งวันนี้เราจะมาดูกันว่าควันขาว ๆ ที่ออกมาจากท่อไอเสียนั้น เกิดขึ้นจากสาเหตุอะไรได้บ้าง หากปล่อยทิ้งไว้จะเป็นปัญหาอะไร และสามารถแก้ไขปัญหาควันขาวนี้ได้อย่างไร บทความนี้หามาให้ครบ จบในที่เดียว ไขทุกข้อสงสัยที่ผู้ขับขี่ทุก ๆ คนอย่างรู้ จะมีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย
สาเหตุของรถที่เกิดควันขาว
เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้เลยกับปํญหาควันขาวที่ออกมาจากท่อไอเสีย ซึ่งอาการนี้บ่งบอกได้เลยว่ารถยนต์ที่คุณใช้ขับขี่อยู่ในทุก ๆ วันนั้น เริ่มจะเกิดปัญหาเข้าให้เสียแล้ว ซึ่งเป็นผลเสียอย่างมากหากไม่รีบแก้ไขให้ได้อย่างตรงจุด ดังนั้นมาดูกันว่าเรานั้นควรเริ่มที่จะโฟกัสอะไรกันก่อนบ้าง จาก 6 สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดควันขาวได้ ดังนี้
1. การเผาไหม้ของน้ำมันเครื่อง
สาเหตุแรกเลยมากจากเรื่องของระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ส่งผลต่อน้ำมันเครื่อง เป็นในเรื่องอุณหภูมิที่ไม่สูงมากพอที่จำกระบวนการการเผาไหม้ ซึ่งเรียกกันว่า “การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์” ทำให้ควันที่ออกมาจากท่อไอเสียนั้น เจออุณหภูมิและความชื้นที่ต่ำกว่าจากภายนอก จึงก่อให้เกิดเป็นควันขาวขึ้นได้ และมักจะเกิดขึ้นในช่วงแรกที่สตาร์ทรถยนต์
2. เครื่องยนต์หลวม
อีกหนึ่งจุดเลยที่ควรตรวจสอบก่อนหากเกิดควันขาวที่ท่อไอเสีย ซึ่งส่วนประกอบต่าง ๆ ของเครื่องยนต์ตัวใดตัวหนึ่งอาจจะเกิดการหลวมอยู่ก็เป็นได้ ส่วนมากจะเกิดจาก กระบอกสูบหลวม เป็นสาเหุที่ทำให้ไม่สามารถกวาดน้ำมันเครื่องออกได้ ทำให้น้ำมันเครื่องถูกเผาไหม้ไปพร้อม ๆ กับน้ำมันเชื้อเพลิง กลายมาเป็นควันสีขาวในที่สุด ซึ่งจะสังเกตุได้ง่ายบริเวณท่อไอเสีย จะมีคราบน้ำมันที่เปียกเยิ้มออกมา
3. เทอร์โบมีปัญหา
ใช่ว่ารถยนต์ทุกคันนั้นจะมีเทอร์โบ แต่ทว่ารถยนต์คันไหนก็ตามที่ติดตั้งเทอร์โบเอาไว้ ก็เป็นอีกเหตุผลที่ก่อให้เกิดปัญหานี้ได้เช่นเดียวกัน ก่อนที่จะบอกว่าปัญหาคืออะไร มารู้กันเสียก่อนว่า “เทอร์โบ” นั้นคืออะไร
เทอร์โบ คือ อุปกรณ์ภายในรถยนต์ที่ถูกติดตังมาเพื่อเป็นระบบอัดอากาศ ที่จะคอยช่วยให้เครื่องยนต์นั้นมีกำลังแรงม้าที่สูงขึ้นพร้อมกับการเพิ่มอัตราเร่งเพิ่มขึ้นได้ในเวลาอันสั้น โดยที่ไม่ต้องเพิ่มขนาดของเครื่องยนต์และปริมาณของกระบอกสูบ
ซึ่งเทอร์โบนั้นหากเกิดปัญหาขึ้น จะเกิดจากการที่เทอร์นั้นอาจเสื่อมสภาพจากการที่แกนหลวม ทำให้น้ำมันเครื่องนั้นไหลซึมออกมาจากตัวของเทอร์โบ ทำให้เกิดควันขาวได้ ซึ่งสามารถตรวจเช็คได้โดยการ ถอดลูกเทอร์โบออกมาแล้วดูที่บริเวณ รูโข่งไอเสีย รวมไปถึงบริเวณพอร์ตไอเสียที่เครื่องยนต์ หากพบว่ามีการเปียกของน้ำมันแสดงว่าเกิดควันขาวนี้จากเทอร์โบอย่างแน่นอน
4. ชุดแหวนลูกสูบมีปัญหา
การที่ชุดแหวนลูกสูบนั้นมีปัญหาหรือชำรุดนั้นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลของการที่ทำให้รถยนต์นั้นมีควันขาวได้ โดยแหวนลูกสูบนั้นมีหน้าที่ในการควบคุมการไหลของน้ำมันเครื่อง เมื่อเกิดปัญหาขึ้นน้ำมันเครื่องจึงไหลเข้าไปในห้องเผาไหม้มากเกินไป ส่งผลให้ไม่สามารถเผาไหม้ได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง
5. ซีลฝาสูบรั่วซึม
การที่ซีลของฝาลูกสูบนั้นเกิดการรั่วซึม อาจเป็นสาเหตุมาจากการใช้งานที่ยาวงาน ทำให้เสื่อมประสิทธิภาพกันไปตามอายุการใช้งานของแต่ละคน จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้รถยนต์นั้นเกิดอาการควันขาวได้ เนื่องจากน้ำมันเครื่องที่ถูกส่งไปหล่อเลี้ยงฝาสูบด้านบนรั่วซึมและเข้าสู่วาล์วและไหลเข้าไปเผาไหม้ภายในเครื่องยนต์ ทำให้เครื่องยนต์ไม่สามารถทำการเผาไหม้ได้เป็นปกตินั่นเอง
6. น้ำมันเครื่องรั่ว
น้ำมันเครื่องที่อยู่ในฝาครอบวาล์วนั้นสามารถรั่วลงมาผ่านจากก้านวาวล์ ซีลก้านวาวล์ไอดี จากวาวล์ยัน ส่งผลให้วาวล์วปิดไม่สนิท หรือการเปิดปิด วาวล์ไอดีและไอเสียทำงานผิดพลาด จากการที่จังหวะจุดระเบิดนั้นเปลี่ยนแปลงไป จึงส่งผลให้เกิดอาการควันขาวได้
แก้ไขอาการควันขาวได้อย่างไร
จากสาเหตุมากมายที่ได้บอกไป เป็นอันดับแรก ๆ ที่เรานั้นจะต้องเข้าไปดูแลและบำรุงรักษา รวมไปถึงการตรวจเช็คเครื่องอย่างสม่ำเสมอ โดยมีวิธีป้องกันและแก้ไขไม่ให้เกิดควันขาวได้ ดังนี้
1. เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
น้ำมันเครื่องนั้นเป็นสิ่งที่ผู้ขับขี่ควรที่จะต้องเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอยู่แล้ว ในทุก ๆ ครั้งที่นำรถยนต์ไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมักจะมีใบที่บอกไว้ว่าเลขกิโลเมตรอยู่ที่เท่าไหร่ควรนำมาเปลี่ยนใหม่อีกครั้ง โดยเฉลี่ยแล้วจะต้องทุก ๆ 6 เดิอนหรือทุก ๆ 8,000 – 10,000 กิโลมตร เพื่อให้น้ำมันเครื่องมีความสดใหม่อยู่ตลอดเวลา นอกจากจะช่วยถนอมการใช้งานของเครื่องยนต์แล้ว ยังส่งผลให้เผาไม้ได้อย่างสมบูรณ์และควันไม่ขาวได้อีกด้วย
2. เปลี่ยนชุดแหวนลูกสูบ
จากที่ได้บอกสาเหตุของชุดแหวนลูกสูบไปก่อนหน้านี้ อีกเหตุผลที่ทำให้ชุดลูกสูบเกิดการชำรุดเสียหายได้นั้น อาจจะมาจากการใช้งานที่ยาวนานเกินกว่าอายุการใช้งาน รวมไปถึงการลืมตรวจสอบเครื่องยนต์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งอายุของชุดแหวนลูกสูบนั้น จะมีอายุอยู่ประมาณ 100,000 – 300,000 กิโลเมตร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการขับขี่ของแต่ละบุคคลด้วย เมื่อถึงอายุการใช้งานแล้วก็ควรที่จะเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้รถยนต์นั้นสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงที่สุด
3. เข้าศูนย์บริการ
เพื่อความมั่นใจอย่างถึงที่สุด และเป็นการไม่เสียเวลา หากเราพบแล้วว่าในทุก ๆ ครั้งสตาร์ทเครื่องยนต์หรือระหว่างการขับขี่ สังเกตุเห็นได้ว่ามีควันขาวเกิดขึ้น อย่าชะล่าใจไป เพราะอาจจะทำให้เครื่องยนต์ของคุณเกิดความเสียหายตามมา รวมถึงอาจเกิดเพลิงไหม้จากบริเวณห้องเครื่องเลยก็เป็นได้ การนำรถยนต์เข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คและแก้ไขโดยช่างที่ชำนาญ ย่อมทำให้อุ่นใจทั้งผู้ขับขี่และรถยนต์อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
รถยนต์ทุกคันย่อมต้องการการดูแลจากจากเข้าของรถอย่างทั่วถึงเมื่อเกิดปัญหาต่าง ๆ ภายในรถ ก็ควรที่จะเร่งแก้ไขให้อย่างรวจเร็วที่สุด นอกจากที่จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมแล้ว ยังเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ชีวิตและทรัพย์สินของผู้ขับขี่ได้อีกด้วย
บทความนี้จึงได้รวบรวมมาให้ถึงทุก ๆ สาเหตุที่มีความเป็นไปได้ในการที่จะก่อให้เกิดอาการรถยนต์มีควันขาวขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครหลายคนกำลังพบเจออยู่ใน ณ ขณะนี้ เมื่อรู้ถึงสาเหตุแล้ว ให้นำไปปรับใช้และแก้ไขตามอาการต่าง ๆ อย่างเหมาะสม
เมื่อได้รู้ถึงข้อมูลเชิงลึกจากบทความนี้ไปแล้ว หนึ่งวิธีแก้ไขที่ง่ายและควรทำอย่างสม่ำเสมอเลยนั่นก็ คือ การเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องให้มีความใหม่อยู่ตลอดเวลา เพื่อช่วยให้รถยนต์นั้นสามารถเผาไหม้ได้อย่างเต็มที่ หากต้องการหาน้ำมันเครื่องดี ๆ อยู่แล้วล่ะก็ Kaidee Auto นั้นมีให้พร้อมทุกความต้อง
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
การมีรถเป็นสิ่งของตนเองเป็นอีกหนึ่งความมั่นคงทางการเงิน และยังช่วยให้การใช้ชีวิตประจำวันง่ายขึ้นอีกด้วย แต่หลาย ๆ คนที่คิดจะซื้อรถก็คงอาจไม่ได้เงินก้อนใหญ่มากพอที่จะซื้อรถในครั้งเดียว และอาจไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีการ ผ่อนรถ คันแรกให้รู้กัน
ขั้นตอนการ ผ่อนรถ
เตรียมตัวก่อน ผ่อนรถ
ศึกษาข้อมูลรถ
สำหรับขั้นตอนแรกในการผ่อนรถสิ่งที่ควรจะทำมากที่สุดคือ การศึกษาหาข้อมูลแบรนด์รถและรุ่นต่าง ๆ ว่าการใช้ชีวิตของเราเหมาะกับรถแบบไหน เครื่องยนต์ขนาดเท่าไร เชื้อเพลิงอะไร เช่น
- รถขนาดเล็ก เหมาะกับคนที่ขับรถในเมืองบ่อยเพราะการจราจรที่ติดขัด ทำให้รถกินน้ำมันมากกว่าปกติ อาจเลือกใช้รถยนต์ Eco Car อย่าง Nissan March, Honda Brio, Honda Jazz, Mazda 2 และ Toyota Vios ซึ่งเป็นรถที่ช่วยประหยัดน้ำมันได้ดี
- รถขนาดกลางถึงใหญ่ เหมาะกับคนที่เดินทางไกลบ่อย ๆ มีครอบครัว หรือคนที่มีสิ่งของส่วนตัวเยอะ เพราะรถขนาดดังกล่าวมีพื้นที่ในการจัดเก็บหรือจุคนได้เยอะ เช่น Honda Mobilio, Nissan X-Trail, Toyota Fortuner หรือ Toyota Camry เป็นต้น
- รถไฟฟ้า หรือ EV เป็นรถอีกประเภทที่ไม่ใช้น้ำมันในการขับขี่ แต่ใช้ไฟฟ้าแทน ทำให้ช่วยประหยัดน้ำมันได้เช่นกัน แต่มีราคาที่ค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับคนที่เงินทุนมากหน่อย รถประเภทนี้ที่เป็นที่รู้จักกันมากได้แก่ Tesla, BYD และ Nissan Leaf เป็นต้น
- รถสปอร์ตมีดีไซน์ที่แตกต่าง ไม่ค่อยเหมือนใคร แต่มีเครื่องยนต์ที่แรงและเร็ว เหมาะกับคนที่มีเงินทุนสูง รถประเภทนี้มีให้เลือกทั้งรถยุโรปและญี่ปุ่นเลยทีเดียว เช่น Lamborghini Aventador, Ferrari 488 Pista และ Audi R8 เป็นต้น
คำนวณความสามารถทางการเงิน
การผ่อนรถเป็นการเพิ่มภาระทางการเงินที่เราต้องรับไหวดังนั้นเราจึงจำเป็นที่จะต้องคำนวณถึงความสามารถทางการเงินของเราว่าสามารถจ่ายไหวหรือไม่ โดยการเช็กเงินดาวน์ว่าพร้อมที่จะดาวน์กี่เปอร์เซ็นหรือสามารถซื้อเต็มจำนวนได้ มีเงินสำหรับการผ่อนจ่ายในแต่ละเดือนหรือไม่ รวมถึงการคำนวณค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับรถ เช่น ค่าซ่อมบำรุง ค่าน้ำมัน ค่าประกัน เป็นต้น นอกจากนี้เราจำเป็นที่ต้องคำนวณถึงค่าผ่อนรถแต่ละงวดว่าเป็นเงินเท่าไร โดยนำราคารถยนต์ที่ต้องการซื้อ เงินดาวน์ที่มี ดอกเบี้ยที่ต้องเสียต่อปี (เทียบราคาดอกเบี้ยในปีที่ซื้อรถยนต์) และระยะเวลาที่ต้องการผ่อนชำระ มาใช้ในการคำนวณ
หาโปรโมชั่น
หลังจากคำนวณความสามารถทางการเงินและเลือกรถที่ต้องการแล้ว เราควรที่จะหาโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อเปรียบเทียบส่วนลดทางการตลาด ซึ่งส่วนมากแล้วจะเปลี่ยนทุก ๆ 2-3 เดือน โดยติดต่อไปที่โชว์รูมต่าง ๆ เพื่อสอบถามรายละเอียดสัก 2-3 แห่ง เพราะแต่ละแห่งก็จะมีโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแผนการขายของพนักงานแต่ละคน
ทดลองขับ
การทดลองขับเป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญในการตัดสินใจซื้อรถ เพราะเป็นการทดลองว่าตัวเราเหมาะสมกับรถคันนั้นหรือไม่ ถูกใจไหม และเป็นการเพิ่มการตัดสินใจในการซื้อรถให้มากยิ่งขึ้นก่อนจ่ายเงินอีกด้วย
ระหว่างการ ผ่อนรถ
ยื่นขอสินเชื่อ
ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือ ขั้นตอนการยื่นขอสินเชื่อ ที่ผู้ผ่อนจำเป็นต้องยื่นเพื่อกู้ยืมเงิน โดยมีให้เลือกหลากหลาย และผู้ซื้อควรเลือกที่ที่ดอกเบี้ยต่ำที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับความมั่นคงทางการเงิน หรือมีเงินดาวน์ที่มีอยู่ด้วย ซึ่งเอกสารที่จะต้องเตรียมเพื่อพิจารณาการขอสินเชื่อมีดังนี้
- สลิป/หนังสือรับรองเงินเดือน
- สมุดบัญชีธนาคาร หรือ หนังสือรับรองสถานะทางการเงิน (Statement) ย้อนหลัง 6 เดือน
- สำเนาบัตรประชาชน 4 ชุด
- สำเนาทะเบียนบ้าน 4 ชุด
เมื่อ ผ่อนรถ ผ่านแล้วจะเป็นอย่างไร ?
เมื่อขั้นตอนทั้งหมดนี้เสร็จสิ้นและการพิจารณาประสิทธิภาพ การผ่อนรถ นั้นผ่าน ก็จะมีการเซ็นสัญญากู้ยืมเงิน รับรถ และผ่อนรถตามที่ทำสัญญาไว้ต่อไป
รถยนต์ราคาเบาน่าเป็นเจ้าของ
หลังจากอ่านวิธีการซื้อรถกันไปแล้ว หลายคนคงมีคำถามว่าถ้ามีเงินไม่เยอะควรจะซื้อรถรุ่นไหนดี วันนี้เรารวบรวมรีวิวรถยนต์และมอเตอร์ไซค์รุ่นต่าง ๆ ราคาไม่แรง ได้เพียงแค่คลิก 5 รถน่าใช้ไม่เกิน 7 แสน สำหรับสาวออฟฟิศปี 2020 ! เงินเดือนหมื่นห้า ซื้อรถอะไรได้บ้าง รวม 5 รถมอเตอร์ไซค์ยอดฮิตราคาไม่เกิน 5 หมื่น และบทความอีกมากมายใน Kaidee Blog
สรุปท้ายบทความ
เป็นอย่างไรบ้างคะ ได้ความรู้แลไอเดียการผ่อนรถคันแรกไปบ้างไหม และถ้าใครที่อยากได้รถที่เหมาะกับคุณก็สามารถหาซื้อที่ Kaidee Auto ได้เช่นกันเพราะที่นี่มีรถมากมายให้ได้เลือก
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ฤดูกาลสำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ หรือสำหรับผู้ประกอบการมาถึงแล้ว กับการจ่ายภาษีประจำปี ซึ่งการจ่ายภาษีประจำปี เป็นเรื่องที่คนทำงานส่วนใหญ่จะต้องเจอกันทุกคน ทุกปี และเราก็จะต้องจ่าย มากน้อยต่างกันไปตามฐานเงินเดือนของเรา แล้วเราควรจะต้องจ่ายภาษีอย่างไร ไม่ให้เสียเงินเยอะเกินไปจนเกินความจำเป็น และคุ้มกับเงินในกระเป๋าของเรา
แล้วเงินเดือนเท่าไหร่ ถึงจำเป็นจะต้องยื่นภาษีรายปี
หากคุณเป็นหนึ่งคนที่ยังไม่เข้าใจระบบการยื่นภาษี เราขอสรุปข้อมูลเงินเดือนสำหรับการเสียภาษีง่ายๆ ว่ารายได้เท่าไหร่ จึงจำเป็นต้องรายงานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (เฉพาะรายได้ทางเดียว)
- หากรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท ไม่ต้องยื่นภาษีและไม่ต้องจ่ายภาษี
- หากรายได้ที่ได้มากกว่า 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 26,500 บาท จำเป็นจะต้องยื่นภาษี แต่ไม่ต้องเสียภาษี
- แต่ถ้ารายได้ต่อเดือนมากกว่า 26,500 บาท จะต้องยื่นภาษีและจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาด้วย
หรือหากใครที่อ่านแล้วก็ยังคงไม่เข้าใจ ลองวิธีการง่ายๆ โดยการคำณวนเงินได้สุทธิรายปี เพื่อเช็กว่าคุณต้องจ่ายภาษีหรือไม่ โดยวิธีการ
เงินได้ – ค่าใช้จ่าย – ค่าหักลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
หากทำการคำณวนเบื้องต้นในทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง แล้วพบว่าเงินได้สุทธิทั้งปี ไม่เกิน 150,000 บาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ระยะเวลาในการยื่นลดหย่อนภาษี
ในทุกๆปี ผู้ที่จะต้องเสียภาษี มีหน้าที่จะต้องยื่นภาษี ซึ่งปัจจุบันการยื่นภาษีมีความสะดวกสบายมากขึ้น โดยเราสามารถยื่นภาษีทางออนไลน์ได้ โดยการยื่นแต่ละปีส่วนมากจะเป็นช่วงไท่เกินเดือนมีนาคมของทุกปี ขอแนะนำว่าเพื่อนๆควรจะศึกษารายละเอียดในการยื่นภาษี การเตรียมเอกสารยื่นภาษี รวมถึงรายละเอียดในการลดหย่อนภาษี เพื่อให้พร้อมสำหรับการดำเนินการยื่นภาษีตามกรอบระยะเวลาของเรา
ศึกษาการคำนวณภาษี
การยื่นภาษีในแต่ละครั้ง สิ่งที่ไม่ควรลืมเลยคือการคำนวณว่าในหนึ่งปี เราได้รายได้เท่าไร และเมื่อนำมาคำนวณแล้ว เราจะต้องยื่นภาษีในปีนั้นๆเท่าไร ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้การคำนวณแบบขั้นบันได โดยมีสูตรดังนี้ คือ
(เงินได้ – ค่าใช้จ่าย) – ค่าลดหย่อน = เงินได้สุทธิ
จากนั้นคำนวณส่วนที่จะต้องจ่ายจริงจาก
รายได้สุทธิxอัตราภาษี = ภาษีที่ต้องจ่ายจริง
เพื่อเป็นการป้องกันการจ่ายภาษีที่ไม่ต้องถูกต้อง และป้องกันการหาวิธีในการลดหย่อนภาษีที่ทำให้เปลืองเงินกว่าเดิม เช่น การใช้มาตรการต่างๆของรัฐ ที่อาจจะทำให้เราใช้จ่ายเงินมากกว่าเงินที่เราจะต้องจ่ายภาษีเสียอีก
ศึกษาเรื่องของการลดหย่อนภาษี
การยื่นภาษีในแต่ละครั้ง สิ่งที่ไม่ควรลืมเลย คือการศึกษาในเรื่องของการลดหย่อนภาษี เนื่องจากภาษีเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เมื่อเรายื่นจ่ายภาษี จะเป็นส่วนช่วยให้เราจ่ายภาษีน้อยลง ซึ่งค่าลดหย่อนภาษี มีรูปแบบของการลดหย่อน คือ
- ผู้มีเงินได้ ลดหย่อนส่วนบุคคล 60,000 บาท
- ภาษีคู่สมรส สามารถลดรวมกันได้ 120,000 บาท
- ภาษีลดหย่อนบุตร คนละ 30,000 บาท ตั้งแต่คนที่ 2 ลดเพิ่ม 30,000 บาท (บุตรตามกฏหมาย)
- ลดหย่อนจากเบี้ยประกันสุขภาพของพ่อแม่ 15,000 บาท
- ค่าลดหย่อนจากประกันชีวิต จ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท
- กองทุนรวม สามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนได้ ไม่เกิน 15% ของเงินได้ที่ต้องเสียภาษี แต่ไม่เกิน 500,000 บาท
- ค่าลดหย่อนค่าเลี้ยงดูคนพิการ 60,000 บาท
- ลดหย่อนจากดอกเบี้ยเงินกู้บ้าน 100,000 บาท
- ลดหย่อนจากมาตรการรัฐ เช่น ช้อป ช่วย ชาติ ซึ่งอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยๆ ต้องรอประกาศจากรัฐบาลอีกครั้ง
แต่ก่อนจะดำเนินการยื่นภาษีจริง ควรศึกษารายละเอียดแต่ละตัวให้อย่างละเอียดก่อนการดำเนินการยื่น เพื่อความถูกต้องของข้อมูลการเงินของเรา
จริงๆแล้วการยื่นจ่ายภาษีไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่ทุกคนคิด แต่อาจจะมีบางขั้นตอนที่อาจจะเข้าใจยาก แต่มันไม่ยากเกินไปแน่นอนค่ะ ยังไงก็ขอให้เพื่อนๆศึกษาขั้นตอนในการคำนวณ และในเรื่องการลดหย่อนภาษีให้อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนทำการยื่น เพื่อความคุ้มค่า คุ้มกับเงินในกระเป๋าของเรานะคะ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
‘ออฟฟิศซินโดรม’ คงเป็นชื่อที่หลาย ๆ คนคุ้นชื่อ เพราะเป็นอาการยอดฮิตของชาวออฟฟิศในปัจจุบัน เป็นกลุ่มอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อและเยื่อพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) ที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมัดต่าง ๆ ซ้ำ ๆ กันเป็นระยะเวลานาน มักจะพบในกลุ่มคนวัยทำงานอายุประมาณ 23-50 ปี ซึ่งสาเหตุ อาการ วิธีแก้ไข และการป้องกัน มีดังนี้
สาเหตุของอาการออฟฟิศซินโดรม
เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน หรืออยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมต่อสรีระร่างกายของมนุษย์ ทำให้กล้ามเนื้อ กระดูก และเส้นประสาท บอบช้ำได้ ซึ่งสามารถแบ่งสาเหตุได้เป็นหลายปัจจัยย่อย ๆ ได้แก่
- พฤติกรรมการการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่ถูกต้อง เช่น การนั่งไขว่ห้าง การยืนหลังค่อม สะพายกระเป๋าข้างเดียว หรือการนั่งไม่เต็มก้น ซึ่งจะทำให้สรีระของเราถูกบิดหรือคลาดเคลื่อน
- อุปกรณ์การทำงานหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น การใช้โต๊ะและเก้าอี้ ที่อยู่สูงหรือต่ำเกินไป จนก่อให้เกิดอาการออฟฟิศซินโดรม
- ปัจจัยอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็น การพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด หรือการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง เป็นต้น
อาการของ ออฟฟิศซินโดรม
สำหรับอาการของออฟฟิศซินโดรมสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ อาการทางกล้ามเนื้อ ทางเดินหายใจ และระบบประสาท ซึ่งสามารถสังเกตได้เบื้องต้นดังนี้
อาการทางระบบกล้ามเนื้อ
เป็นอาการของออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยมากที่สุด โดยมีอาการปวดเมื่อยตามร่างกายไม่ว่าจะเป็น คอ บ่า ไหล่ ขา เอว หรือหลัง มักจะปวดเมื่อยเป็นบริเวณกว้างจนไม่สามารถหาตำแหน่งที่ชัดเจนได้ หรืออาจมีอาการปวดร้าวตามร่างกายอีกด้วย
อาการทางระบบประสาท
เป็นอาการออฟฟิศซินโดรมที่พบบ่อยรองลงมาจากอาการทางระบบกล้ามเนื้อ ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมจะมีอาการเกี่ยวกับระบบประสาท ทั้งตา แขน ขา คอ หรือหลัง ซึ่งสำหรับระบบประสาทตาอาจมีการแสดงอาการผ่านการปวดเมื่อยตา ตาล้า หรือปวดหัวได้ ส่วนอวัยวะอื่น ๆ นั้นอาจมีอาการอ่อนล้า หรือชาได้เลยทีเดียว
อาการทางระบบทางเดินหายใจ
อาการทางเดินหายใจ เป็นอาการที่มีสาเหตุส่วนมากมาจากการนั่งทำงาน ในสถานที่ที่อากาศไม่ถ่ายเทหรือมีสารเคมีจากหมึกพิมพ์ จึงส่งผลให้เกิดอาการต่าง ๆ ตั้งแต่การหายใจไม่สะดวกจนไปถึงการที่มลพิษเหล่านั้นเข้าไปทำลายระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้
ขอบคุณรูปจาก: macrovector
การป้องกันอาการ ออฟฟิศซินโดรม
ออฟฟิศซินโดรมเป็นโรคที่มีการอาการปวดตามร่างกาย จนก่อให้เกิดความทรมานและส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เราจะต้องมีวิธีการป้องกัน ที่ช่วยให้ไม่เกิดอาการเหล่านี้ก่อนที่จะสายเกินไปทั้ง การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ การปรับเปลี่ยนบุคลิก ของตนเอง การยกของ อย่างระมัดระวัง การจัดท่าทาง การนั่งและนอน หลีกเลี่ยงการใส่ส้นสูง เพื่อลดการปวดเมื่อยบริเวณเท้า และ ไม่ฝืน ร่างกายให้หักโหมเกินไป ซึ่งถ้าหากว่าเรามีการป้องกันด้วยวิธีเหล่านี้ ก็จะช่วยทำให้ร่างกายเกิดความผ่อนคลาย และลดโอกาสในเกิดอาการออฟฟิศซินโดรมที่สร้างความเจ็บปวดได้นั่นเอง
การรักษาอาการ ออฟฟิศซินโดรม
เนื่องจากออฟฟิศซินโดรมนั้น เป็นกลุ่มอาการที่ไม่ใช่แค่อาการปวดปกติทั่วไป แต่เป็นอาการที่ส่งผลต่อร่างกายระบบอื่น ๆ และมีความรุนแรงมากกว่าอาการปวดเมื่อยทั่วไป ดังนั้นวิธีการรักษาออฟฟิศซินโดรมนั้น ก็จำเป็นที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ทำการดูแลรักษาไม่ว่าจะเป็น
การยืดกล้ามเนื้อ อย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ การทำกายภาพบำบัด ด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย การนวดแผนไทย เพราะการนวดแผนไทยนั้นเป็นการกดจุดเพื่อการผ่อนคลายกล้ามเนื้อให้สบายยิ่งขึ้น การกระตุ้นด้วยคลื่นแม่เหล็ก เพื่อกระตุ้นเส้นประสาท เนื้อเยื่อ และกล้ามเนื้อบริเวณที่เกิดอาการปวด การผ่าตัด เพื่อแก้ไขสาเหตุหลักของออฟฟิศซินโดรม การฝังเข็ม ไปที่บริเวณกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกระตุกและคลายตัว การครอบแก้ว เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการไหลเวียนเลือด การรับประทานยา คล้ายกล้ามเนื้อหรือยาแก้ปวด ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด
นอกจากการรักษาทางการแพทย์แล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมมีอาการปวดน้อยลงได้ โดย การออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอ ท่าทางจัดลักษณะท่าทาง การนั่ง ให้อยู่ในลักษณะที่เหมาะสม ตามสรีระของร่างกายเรา การใช้หมอนหรือที่นอน ที่รับต่อสรีระของร่างกาย ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นได้แล้ว
ซึ่งการปรับเปลี่ยนหมอนหรือที่นอนที่เหมาะกับสรีระและท่าทางการนอนของเรานั้นก็เป็นสิ่งง่าย ๆ อันดับต้น ๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง เพียงแค่หาเครื่องนอนดี ๆ ใน Kaidee ก็ช่วยลดอาการออฟฟิศซินโดรมได้แล้ว !
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบันไม่ว่าในประเทศไทยหรือจะเป็นต่างประเทศก็ประสบปัญหาโลกที่ร้อนขึ้น อากาศร้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทุกคนก็หันไปพึ่งพาเครื่องปรับอากาศกันเป็นส่วนใหญ่ แต่รู้หรือไม่ว่ามีอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้หายร้อนได้ ให้ทั้งความร่มรื่น ร่มเย็น และยังช่วยให้ร่างกายได้รับอากาศบริสุทธิ์ ทำให้สุขภาพดีขึ้นอีกด้วย สิ่งนั้นก็คือ ‘ต้นไม้’ นั่นเอง
ประโยชน์ของต้นไม้
รู้หรือไม่ ต้นไม้ขึ้นชื่อว่าเป็นรากฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดรวมถึงมนุษย์ด้วย ประโยชน์ของต้นไม้นั้นมีเยอะมาก ไม่ว่าจะช่วยให้อากาศบริเวณรอบ ๆ บริสุทธิ์ โดยในช่วงเช้าหรือช่วงที่มีแสงสว่าง ต้นไม้จะทำหน้าที่คายออกซิเจนออกมา จึงทำให้อากาศบริเวณรอบ ๆ นั้นสดชื่น ใครได้มาสูดอากาศ จะทำให้ร่างกายนั้นสดชื่น หายจากอาการเหนื่อยเมื่อยล้าขึ้นมาเลยละ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผิวดินแข็งแรง ทำให้ระบบนิเวศสมบูรณ์ ที่สำคัญเลย คือ ช่วยเป็นร่มเงา บังแสงแดด ช่วยให้เกิดความร่มรื่น แถมยังเย็นสบายตลอดวันอีกด้วย
วันนี้เราจะมาแนะนำ 15 ต้นไม้ที่ปลูกในบ้านหรือในเขตรั้วบ้าน เพื่อดับร้อนเติมความร่มรื่นให้ภายในบ้าน มีต้นไม้อะไรบ้าง มาดูกันเลย
1. ต้นรวงผึ้ง
ต้นรวมผึ้งถือว่าเป็นต้นไม้อันทรงคุณค่า เพราะว่า เป็นต้นไม้ประจำรัชกาลที่ 10
โดยต้นรวงผึ้งมีลักษณะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูง 5 เมตร ขึ้นได้ในที่แล้ง ลำต้นแตกกิ่งต่ำ ลักษณะลำต้นเป็นทรงพุ่มมน มีดอกสีเหลือง เป็นดอกช่อ 3 ชั้นขึ้นตามซอกใบ ทำให้ดอกมีความโดดเด่น
ซึ่งต้นรวงผึ้งนั้นมีลักษณะต้นและมีดอกที่สวยงาม อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ทำให้ผู้ที่ได้สูดดมเข้าไปรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และที่สำคัญ ยังช่วยบังแดด ให้ร่มเงา ทำให้บ้านร่มรื่น น่าอยู่ เย็นสบาย
2. ต้นประดู่
ต้นประดู่เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10 – 25 เมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นพูไม่กลม เปลือกมีสีเทาหรือสีดำ ใบมีลักษณะเป็นรูปมนรี ปลายใบแหลม โคนมน ขอบใบเรียบมันสีเขียว ในส่วนของดอกมีลักษณะเป็นช่อขนาดใหญ่ สีเหลือง มีกลิ่นหอม ซึ่งจะออกดอกก่อนฤดูฝน
โดยต้นประดู่นั้นจะช่วยป้องกันลม ให้ร่มรื่น มีร่มเงาให้กับบ้าน ทำให้บ้านเย็นสบาย อีกทั้งยังมีความเชื่อว่า ถ้าปลูกไว้ในบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่ด้วย
3. ต้นจำปา
ต้นจำปาเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 15 – 30 เมตร ลำต้นมีสีน้ำตาลปนขาวเล็กน้อย ใบมีลักษณะเป็นมันสีเขียวและดอกมีลักษณะดอกเดี่ยว ขนาดใหญ่ สีเหลืองอมส้ม มีกลิ่นหอม
โดยต้นจำปาเป็นต้นไม้ประเภทดอกหอมสวยงาม มีกลิ่นหอม ถ้าผู้ที่ได้สูดดมเข้าไปจะทำให้สดชื่น คลายความเครียดได้ อีกทั้งยังเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาได้ดีมาก ๆ อีกด้วย
4. ต้นลีลาวดี
ต้นจำปาเป็นไม้ยืนต้นที่มีลักษณะเป็นพุ่มเตี้ยแคระถึงสูงมาก มีความสูงประมาณ 0.9 – 12 เมตร มีลำต้นหนา แตกกิ่งก้านและมีพุ่มที่สวยงาม ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว หนา เหนียวแข็งแตกสาขาออกลักษณะคล้ายขนนกและในส่วนของดอกมีขนาดกลางถึงใหญ่ ออกเป็นช่อ โดยดอกจะบานพร้อมกัน 10 – 30 ดอก มีกลิ่นหอม
โดยต้นลีลาวดีเป็นต้นที่มีลำต้นใหญ่ มีดอกที่หอมสดชื่น อีกทั้งยังสามารถให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี
5. ต้นหูกวาง
ต้นหูกวางเป็นไม้ยืนต้นประเภทผลัดใบ มีความสูงประมาณ 8 – 25 เมตร มีกิ่งแตกรอบลำต้นตามแนวนอนเป็นชั้น ๆ คล้ายฉัตร ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ และดอกมีขนาดเล็ก สีขาวนวล ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ
โดยต้นหูกวางมีลักษณะเป็นต้นไม้ใหญ่ เมื่อโตเต็มที่แล้วต้นจะค่อนข้างใหญ่มาก ปกคลุมพื้นที่บริเวณรอบ ๆ ให้มีความร่มเย็น ร่มรื่น ผ่อนคลาย เหมาะกับการปลูกในบ้านเพื่อให้บ้านเย็นจากแสงแดดนั่นเอง ส่วนใครที่จะปลูกในบ้าน ควรจะมีพื้นที่บริเวณรอบบ้านเยอะพอสมควรด้วยนะ
6. ต้นหูกระจง
ต้นหูกระจงเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 – 20 เมตร ลำต้นสีน้ำตาล ใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยว ปลายใบเป็นติ่งแหลม หนาและเหนียว สีเขียวเรียบมันและดอกมีลักษณะเป็นแท่ง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ไม่มีกลีบ มีสีขาว
โดยต้นหูกระจงนั้นเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถให้ร่มเงาให้กับบ้านได้ อีกทั้งเนื้อไม้ของต้นหูกระจงยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้อีกด้วย
7. ต้นหูหนู
ต้นหูหนูเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 15 – 20 เมตร มีลำต้นตั้งตรง ปลายยอดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีลำต้นผิวสีน้ำตาลเข้ม ใบมีลักษณะปลายใบมน ขอบใบเรียบ เรียงตัวคล้ายใบมะขาม สีเขียวเข้ม ผิวใบมัน ดอกจะขึ้นแตกต่างกันแล้วแต่เพศของต้นไม้ โดยเพศผู้ จะออกดอกเป็นช่อ ส่วนเพศเมียนั้นจะออกดอกตามง่ามใบ
โดยต้นหูหนูเป็นไม้ยืนต้น มีทรงพุ่มที่แผ่ออกกว้าง แน่น นิยมปลูกไว้ให้ร่มเงา ร่มรื่น เย็นสบาย
8. ต้นไทรย้อย
ต้นไทรย้อยเป็นต้นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีลำต้นสีน้ำตาลแตกสาขาเป็นกิ่งก้านแบบพุ่มทึบ แต่บางชนิดเป็นพุ่มโปร่ง ใบมีลักษณะรูปวงรี รูปใบหอกหรือรูปไข่แกมวงรี ดอกมีลักษณะเป็นช่อ มีรูปร่างกลมคล้ายผล ออกเป็นคู่ตามซอกใบ
โดยต้นไทรย้อยนอกจากจะให้ร่มเงากับที่อยู่อาศัยแล้ว ยังมีความเชื่อของคนไทยโบราณที่เชื่อว่าต้นไทรมีเทพารักษ์อาศัยอยู่ที่จะช่วยคุ้มครองบ้านและเจ้าของบ้านให้เกิดความร่มเย็น คุ้มครองจากภัยอันตรายทั้งหลายนั่นเอง
9. ต้นกันเกรา
ต้นกันเกราเป็นต้นไม้ขนาดกลาง สูงประมาณ 15 – 25 เมตร มีลำต้นเป็นสีน้ำตาลเข้ม ใบมีลักษณะเป็นรูปมน ปลายแหลม โคนมน สีเขียวมันวาว ทรงพุ่งเป็นทรงฉัตรแหลมดอกมีลักษณะกลมเล็กสีเหลือง มีกลิ่นหอม
โดยต้นกันเกรานั้นเป็นต้นไม้ที่ให้ร่มเงาให้กับบ้าน ทำให้บ้านเย็นจากความร้อนและยังเป็นต้นไม้มงคลที่คนนิยมนำมาทำพิธีกรรมเมื่อสร้างบ้าน นอกจากนี้ยังสามารถนำมาบูชาพระได้ด้วยนั่นเอง
10. ต้นเหลืองปรีดียาธร
ต้นเหลืองปรีดียาธรเป็นต้นไม้ขนาดเล็ก สูงประมาณ 8 – 10 เมตร ลำต้นเป็นสีน้ำตาล ใบมีลักษณะเป็นรูปรี ปลายใบมนและแหลม หนาแข็ง มีสีเขียวอมขาว ส่วนดอกมีลักษณะกลีบเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยก 5 กลีบ ออกเป็นช่อ ช่อละ 3 – 10 ดอก สีเหลือง
โดยต้นเหลืองปรีดียาธร เป็นต้นไม้ยืนต้นที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว โตเต็มที่จะสามารถให้ร่มเงากับที่อยู่อาศัยได้และพอถึงฤดูออกดอก ทั้งต้นจะปกคลุมไปด้วยดอกที่สวยงาม
11. ต้นอโศกอินเดีย
ต้นอโศกอินเดียเป็นต้นไม้ยืนต้นสูง สูงประมาณ 25 เมตร ลำต้นเป็นสีเทาเข้มหรือเทาปนน้ำตาล ใบมีลักษณะปลายแหลมยาว สีเขียวเป็นมัน ดอกมีลักษณะกลีบดอกเป็นคลื่นกระจุกเป็นรูปดาว 6 แฉก สีเขียวอ่อน ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีดำ
โดยต้นอโศกอินเดียจะนิยมนำมาปลูกไว้แนวรั้วบ้าน ไม่ว่าจะนอกบ้านหรือในบ้าน จะช่วยป้องกันแสงแดด ให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี
12. ต้นสารภี
ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นสูง สูงประมาณ 10 – 15 เมตร ลำต้นสีน้ำตาลแกมแดง ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ดอกออกกระจุกตามกิ่ง สีขาวอมเหลือง มีกลิ่นหอม
โดยต้นสารภีจะมีปลายยอดเป็นทรงพุ่มทึบ สามารถให้ร่มเงา ปกป้องบ้านจากแสงแดดและยังช่วยบังลมที่พัดมาอย่างแรงได้อีกด้วย นอกจากนี้เนื้อไม้ของต้นสารภีมีความแข็งแรงทนทาน คนจะนิยมนำมาทำเป็นพื้นกระดานสำหรับที่อยู่อาศัย รวมไปถึงเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ด้วยนั่นเอง
13. ต้นราชพฤกษ์
ต้นราชพฤกษ์เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10 – 20 เมตร ลำต้นอ่อนมีสีเทาแกมเขียว ต้นที่มีอายุมากจะมีลำต้นสีน้ำตาล ใบมีลักษณะเป็นรูปทรงรี รูปไข่ โคนใบมน ปลายแหลม สีเขียวอ่อนและเขียวสด ดอกมีลักษณะรูปรีหรือกลม ช่อดอกโปร่งยาวสีเหลือง ผลมีลักษณะเป็นฝักยาว ทรงกลม
โดยต้นราชพฤกษ์ สามารถปลูกเพื่อให้ร่มเงา บังแดดให้กับที่อยู่อาศัยได้
14. ต้นแคนา
ต้นแคนาเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 10 – 20 เมตร มีลำต้นตรง สีน้ำตาลอ่อนอมเทา ใบมีลักษณะเป็นรูปไข่ ปลายใบคี่แหลม โคนใบเบี้ยว สีเขียว ดอกมีลักษณะเหมือนแตรขนาดใหญ่สีขาว ผลมีลักษณะเป็นฝักแบน โค้งและบิดเป็นเกลียว
โดยต้นแคนาจะมีลักษณะปลายยอดเป็นทรงพุ่ม สามารถนำมาปลูกภายในบริเวณบ้านเพื่อประดับและให้ร่มเงา บังแดดให้ร่มรื่นได้อีกด้วย
15. ต้นไผ่เลี้ยง
ต้นไผ่เป็นต้นไม้ที่มีลำตรง สูงประมาณ 2 – 6 เมตร ลำต้นมีลักษณะกลมและเกลี้ยง สีเขียวมันและมีขนสีขาว ใบมีลักษณะแคบเล็ก ปลายแหลม นิยมปลูกตามแนวรั้วเพื่อความสวยงามและได้บังแดดได้ดี
โดยต้นไผ่เลี้ยงเป็นต้นไม้ประดับที่มีทรงพุ่มที่สวย นิยมปลูกตามแนวรั้วเพื่อให้ร่มเงาและกันลมได้
สรุปท้ายบทความ
ต้นไม้นั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้ความร่มรื่น ช่วยทำให้อากาศโดยรอบบริสุทธิ์ ถ้าได้สูดอากาศท่ามกลางต้นไม้ จะรู้สึกเลยว่า ร่างกายเหมือนได้รับพลัง ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที ต้นไม้จึงมีส่วนสำคัญและมีประโยชน์มากในการเป็นส่วนหนึ่งของทุก ๆ ชีวิตนั่นเอง
ถ้าหากอยากมีต้นไม้ยืนต้นปลูกไว้ในรั้วบ้านสักต้นหรือ 2 ต้นเพื่อให้บ้านร่มรื่น สามารถหาได้ที่ Kaidee Marketplace ได้เลย เรามีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ หลากหลายเจ้า หลากหลายราคาให้ทุกคนได้เลือกตามใจชอบเลยครับ