รวมเทคนิคประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน

รวมเทคนิคประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟน

ปัจจุบันโทรศัพท์หรือสมาร์ทโฟนที่เราใชักันอยู่ทุกวันนี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงาน ติดต่อสื่อสารพูดคุย หรือผ่อนคลายความเครียดต่างๆ ด้วยการท่องโลกโซเชียลในเวลาว่าง แต่ถ้าหากใช้งานสมาร์ทโฟนทั้งวันย่อมทำให้พลังงานแบตเตอรี่นั้นลดลงและหมดเร็วอย่างแน่นอน วันนี้เราจึงมาแนะนำ 10 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยให้แบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณใช้งานได้ยาวนานมากกว่าเดิม

1. ปิดระบบสั่น

หลายคนมีความจำเป็นที่ต้องปิดเสียงเรียกเข้าแล้วเปิดระบบการใช้งานแบบสั่น เพื่อไม่ให้สร้างความรบกวนแก่ผู้อื่น แต่รู้หรือไม่ว่าการใช้งานแบบสั่นนั้นจะทำให้พลังงานของแบตเตอรี่ลดเร็วกว่าการใช้งานแบบเปิดเสียงเสียอีก เนื่องจากการใช้งานแบบระบบสั่นจะทำงานในส่วนของมอเตอร์ให้โทรศัพท์ทั้งเครื่องเกิดแรงสั่นสะเทือนและทำให้เปลืองพลังงาน แต่การใช้งานแบบเสียงเรียกเข้าจะทำงานด้วยการส่งสัญญาณมายังลำโพงเล็กเพื่อออกมาเป็นเสียงดนตรี

2. ลดความสว่างของหน้าจอและเลือกใช้ภาพพื้นหลังโทนสีมืด

การลดความสว่างของหน้าจอนั้นกินพลังงานของแบตเตอรี่ไม่น้อยเลยทีเดียว เราจึงต้องปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมกับการใช้งานแต่ละช่วงของวัน และการเลือกใช้ภาพพื้นหลังและภาพพักหน้าจอเป็นโทนสีดำหรือโทนสีมืดจะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ เนื่องจากแผงหน้าจอใช้พลังงานแบตเตอรี่ในการแสดงผลเม็ดพิกเซลสีต่างๆ กว่าล้านเฉดสี ยิ่งหน้าจอมีสีสันมากเท่าไหร่ก็จะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น

3. ปิดทุกการเชื่อมต่อที่ไม่จำเป็น

สมาร์ทโฟนของเรามีการเชื่อมต่อและค้นหาสัญญาณต่างๆ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการระบุตำแหน่ง (GPS) การค้นหาสัญญาณ Wi-Fi และการเชื่อมต่อบลูทูธ ยิ่งถ้าหากเราใช้งานแอปพลิเคชันที่ต้องเชื่อมต่อและระบุตำแหน่งอยู่เป็นประจำ เช่น การเดินทาง การใช้แผนที่ ซึ่งแอปเหล่านี้จะทำการดึงข้อมูลโลเคชั่นต่างๆ และใช้พลังงานแบตเตอรี่อยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้งานจึงต้องเช็กและปิดการเข้าถึงข้อมูล และเปิดใช้งานเมื่อตอนที่จำเป็นเท่านั้น

4. ปรับเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติให้เร็วขึ้น

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้แบตเตอรี่หมดเร็ว เพราะจะต้องใช้พลังงานไปกับการแสดงผลบนหน้าจอที่มีความคมชัด และความละเอียดสูง ซึ่งค่าเริ่มต้นของเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติจะอยู่ที่ประมาณ 2 นาที แต่เราสามารถปรับตั้งค่าเวลาการล็อคหน้าจออัตโนมัติได้ตามต้องการ

5. เช็กการใช้งานแบตเตอรี่ และปิดการใช้งาน Background App

แอปพลิเคชันบางตัวจะทำการดึงข้อมูลการทำงานของอุปกรณ์จนทำให้เครื่องทำงานหนักและเกิดความร้อนง่าย เราสามารถเข้าไปเช็กการใช้งานแบตเตอรี่ของแต่ละแอปพลิเคชันได้ในเมนูตั้งค่า และลดการใช้งานแอปพลิเคชันนั้นหากไม่จำเป็น และบางแอปมีการทำงานแบบ Background App ที่ตัวแอปจะทำงานอยู่แม้จะปิดลงไปแล้วก็ตาม 

6. ใช้งาน Wi-Fi แทน 4G และปิด 4G ในขณะที่ใช้ Wi-Fi

การใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ 4G ของเครือข่ายมือถือค่ายต่างๆ จะกินพลังงานแบตเตอรี่ได้มากกว่าการใช้งานอินเตอร์เน็ตแบบ Wi-Fi ดังนั้นหากอยู่ในที่ที่มีสัญญาณก็ควรใช้ Wi-Fi และปิดการใช้งาน 4G จะยิ่งช่วยให้ประหยัดการใช้งานที่เล่นได้นานขึ้นกว่าเดิม

7. เปิดใช้งานโหมดประหยัดแบตเตอรี่

ปัจจุบันสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จะมาพร้อมโหมดประหยัดแบตเตอรี่ (Battery Saving Mode หรือ Power Saving Mode) ติดเครื่องมาให้อยู่แล้ว เมื่อเปิดใช้งานโหมดแล้วจะทำการลดแสงของหน้าจอลงและปรับความเร็วในการประมวลผลของ CPU ลงเล็กน้อยโดยที่เรายังสามารถใช้งานสมาร์ทโฟนได้ตามปกติ

8. ปิดการอัปเดตแอปพลิเคชันอัตโนมัติ

การอัปเดตแอปพลิเคชันอัตโนมัติจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งานให้กับเรา แต่การอัปเดตตลอดเวลานั้นจะทำให้เปลืองแบตเตอรี่ได้เหมือนกัน ดังนั้นควรปิด Auto Update และเลือกให้มีการอัปเดตเฉพาะแอปพลิเคชันที่เราต้องการ

9. ปิดการแจ้งเตือนด้วยเสียงและการสั่น

การแจ้งเตือน (Notification) มีส่วนในเรื่องของแบตเตอรี่เช่นเดียวกัน หากต้องการประหยัดพลังงานของแบตเตอรี่ให้กดปิดการแจ้งเตือนในระบบเสียงและการสั่น หรือหากเป็นแอปพลิเคชันที่ไม่ได้มีความจำเป็นในการใช้งานเท่าไหร่นักให้กดปิดการแจ้งเตือนจากแอปนั้นไปก่อน

10. ปิดเครื่อง

หากคุณไม่มีธุระสำคัญเร่งด่วนที่ต้องการติดต่อกับใคร แต่ใจก็อยากจะเก็บแบตเตอรี่ไว้ใช้งานอีกนานๆ การปิดเครื่องเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่การันตีได้ว่าจะช่วยเก็บพลังงานแบตเตอรี่ได้เป็นอย่างดี

จบไปแล้วกับ 10 เทคนิคการประหยัดพลังงานแบตเตอรี่สมาร์ทโฟนของคุณให้ใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้น หวังว่าจะมีประโยชน์ให้กับผู้อ่านได้นำไปใช้และแชร์ส่งต่อเทคนิคดีๆ แบบนี้ให้เพื่อนๆ ได้รู้กัน

สำหรับใครที่กำลังมองหาสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งรวมมือถือ แท็บเล็ตและอุปกรณ์เสริมอีกมากมายที่รอคุณอยู่

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

เจาะลึกรถ MPV รถเอนกประสงค์ของคนมีครอบครัว

รถยนต์นั้นมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเก๋ง รถ SUV รถกระบะ แต่ละประเภทก็ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกันหรือบางประเภทก็คล้ายกัน โดยในประเทศไทยนั้นมีรถอีกประเภทหนึ่งที่คนไทยนิยมใช้ คือ รถประเภท MPV ที่ย่อมาจาก Multi Purpose Vehicle โดยรถยนต์ประเภทนี้จะมีความอเนกประสงค์มากกว่ารถประเภทอื่น เนื่องจากขนาดของรถที่ใหญ่ สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก ซึ่งรถยนต์ประเภทนี้จะมีโครงสร้างของรถที่คล้ายคลึงกับรถตู้ แต่จะมีขนาดที่เล็กกว่าและให้ความสะดวกสบาย หรูหรา มีเทคโนโลยีที่ดีกว่ารถตู้นั่นเอง

ประโยชน์ของรถ MPV 

โดยรถอเนกประสงค์ MPV นั้น ถูกออกแบบมาเพื่อรถของครอบครัว ตั้งแต่ครอบครัวเล็กจนถึงครอบครัวใหญ่ เนื่องจากขนาดของรถที่สามารถรองรับคนได้เยอะ บางรุ่นสามารถจุได้ถึง 11 คนเลยทีเดียว โดยภายในรถถูกออกแบบให้ที่นั่งสามารถรองรับสรีระของคนได้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้โดยสารนั่งสบาย ไม่อึดอัด ไม่ปวดหลัง สามารถขยับตัวท่าไหนก็ได้ บางรุ่นเบาะนั่งสามารถนวดได้เลยนะ 

ซึ่งรถประเภท MPV นั้น ถึงแม้จะมีทรงที่คล้ายกับรถตู้ แต่อยากจะบอกว่า รถ MPV นั้นเป็นรถคนละประเภทกับรถตู้เลยนะ เพราะรถตู้เป็นรถที่เน้นเรื่องการโดยสารเป็นหลัก ที่นั่งจะเยอะกว่าและไม่สะดวกสบายเท่ารถ MPV ที่มีความอเนกประสงค์มากกว่า เพราะมีพื้นที่ที่กว้างขวางกว่า มีเบาะที่สามารถปรับได้หรือมีระบบไฟฟ้าที่สามารถปรับและนวดได้ สามารถจุสัมภาระได้เยอะกว่า อีกทั้งยังมีเทคโนโลยีที่อำนวยความสะดวกที่ครบครันมากกว่าอีกด้วย 

ตัวอย่างรถ MPV 

ในปัจจุบันรถยนต์ประเภท MPV นั้น มีหลากรุ่นหลายแบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศไทย เลยขอยกตัวอย่างรถ MPV ที่ทุกคนคุ้นตากัน เช่น 

1. Hyundai H-1 

ขึ้นชื่อว่าเป็นรถตู้เอนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทยที่ยังทํายอดขายได้ดีมาโดยตลอด นั่นก็คือ Hyundai H1 นั่นเอง รถตู้อเนกประสงค์ชื่อดังจากค่ายเกาหลี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผลกับ ความหรูหราที่มีมาให้ จึงทําให้เป็นรถรุ่นยอดนิยมอีกรุ่นของคนไทยเป็นจํานวนมาก Hyundai H1 ซึ่งได้ปรับโฉมใหม่ทั้งภายในและภายนอกให้มีความพรีเมียมและทันสมัยมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังใส่ใจถึง ควํามสะดวกและความบันเทิงภายในตัวรถอย่างครบครัน มาพร้อมกับเครื่องยนต์ที่แรงแต่ประหยัด ด้วยเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบขนาด 2.5 ลิตร 175 แรงม้า เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด ตอบโจทย์การใช้งาน ของผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ โดยจะมีราคาตั้งแต่ 1,329,000 – 2,399,000 บาท 

2. Toyota Vellfire และ Alphard 

รถรุ่นนี้จะได้รับ ความนิยมในกลุ่มผู้บริหารและครอบครัวขนาดใหญ่ มาพร้อมกับความสะดวกสบาย สิ่งอํานวยความสะดวกที่ครบครันด้วยเบาะนั่ง VIP แบบแยกพร้อมระบบนวดและปรับไฟฟ้า ประตูสไลด์ไฟฟ้า 2 ข้าง บวกกับช่วงล่างที่นุ่มเป็นพิเศษ แม้จะวิ่งด้วยความเร็วสูงก็ตาม ซึ่งมาพร้อมด้วยเครื่องยนต์ที่แตกต่าง กัน โดยจะแบ่งออกเป็น 3 รุ่นย่อย คือ

รุ่น Vellfire 2.5 

  • เครื่องยนต์เบนซิน Dual VVT-I 2.5 ลิตร 180 แรงม้า
  • เกียร์ อัตโนมัติ CVT 7 สปีด พร้อมระบบ Sequential Shift
  • ราคา 3,889,000 บาท

รุ่น Alphard 2.5 Hybrid 

  • เครื่องยนต์เบนซิน VVT-I Hybrid ขนาด 2.5 ลิตร 2AR-FXE 150 แรงม้าจับคู่กับมอเตอร์ไฟฟฟ้า 2JM 143 แรงม้าทํางานร่วมกันให้กําลังสูงสุด 197 แรงม้า 
  • เกียร์อัตโนมัติ ECVT และขับเคลื่อนด้วยระบบ ขับสี่แบบ E-Four
  • ราคา 4,019,000 บาท

รุ่น Alphard 3.5 V IP V6 

  • เครื่องยนต์เบนซิน V6 296 แรงม้า
  • เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ลูกใหม่แบบ Direct Shift
  • ราคา 5,509,000 บาท

หากใครกำลังมองหารถ MPV อเนกประสงค์ไว้ใช้กับครอบครัว ที่ได้ทั้งความหรูหราและความสะดวกสบายในการเดินทาง ช่วงล่างที่แข็งแรง นุ่มนวลทุกการเดินทาง รถทั้ง 2 แบรนด์ที่แนะนำไปก็น่าสนใจไม่น้อยเลยนะครับ 
แต่ว่าทาง Kaidee Auto ของเราก็มีรถประเภท MPV ขายเยอะเหมือนกันนะครับ มีหลากหลายรุ่น หลากหลายแบรนด์ให้เลือก รับรองคุณภาพและราคาที่ดีเลยครับ แวะมาชมกันเยอะ ๆ นะครับ

5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะราคาประหยัด รุ่นไหนบ้างที่น่าซื้อ

5 สายรัดข้อมืออัจฉริยะราคาประหยัด รุ่นไหนบ้างที่น่าซื้อ

หากคุณเป็นคนรักสุขภาพและมีความตั้งใจว่าปีนี้ฉันจะเริ่มต้นออกกำลังกายให้ได้อย่างสม่ำเสมอ การมีสมาร์ทวอทช์สักหนึ่งเรือนอาจจะไม่ค่อยตอบโจทย์สักเท่าไรนัก เพราะด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่หลากหลายและราคาที่สูงจนเกินไปอาจไม่เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเริ่มต้น ดังนั้นเราจึงต้องเปลี่ยนตัวเลือกแล้วมาลองทำความรู้จักกับ “สายรัดข้อมืออัจฉริยะ หรือ Fitness Tracker” ที่เป็นไอเทมเพื่อสุขภาพใช้สำหรับการออกกำลังกายทั่วไป มีฟังก์ชันการใช้งานหลักๆ เช่น ติดตามการนับก้าว, ตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ อีกทั้งยังมีราคาที่ไม่แพง เริ่มต้นใช้งานได้ไม่ยาก วันนี้เราเลยอยากจะมาแนะนำสายรัดข้อมืออัจฉริยะ 5 รุ่น ว่ามีแบบไหนบ้างที่น่าซื้อ

1. Xiaomi Mi Band 5

สายรัดข้อมือรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Xiaomi ที่มาพร้อมหน้าจอ AMOLED ขนาด 1.1 นิ้ว กระจก 2.5D Tempered Glass ป้องกันรอยขีดข่วนและกันน้ำลึกได้ถึง 50 เมตร ปรับปรุงการประมวลผลให้รวดเร็วแม่นยำกว่าเดิม มีโหมดติดตามการออกกำลังกายได้ถึง 11 โหมด รวมถึงยังมีโหมดติดตามรอบประจำเดือนของผู้หญิงได้อีกด้วย เหมาะสำหรับมือใหม่เพราะมีโหมดวิเคราะห์ตัวชี้วัด PAI Score หรือ Personal Activity Intelligence เพื่อช่วยแนะนำการออกกำลังกายที่ถูกต้องให้กับผู้สวมใส่ และติดตามการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังชาร์จแบตเตอรี่แบบ Magnetic Charging หรือชาร์จแบบแม่เหล็ก สามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึง 14 วัน ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ที่สำคัญราคาเปิดตัวเพียงแค่ 1,190 บาท เท่านั้น

2. Huawei Honor Band 5

สมาร์ทแบนด์น้องใหม่ที่พึ่งเปิดตัวแล้วถูกพูดถึงมากพอสมควรเลยทีเดียว ด้วยดีไซน์การออกแบบที่ทันสมัยสามารถสวมใส่ได้ทุกวัน มาพร้อมฟังก์ชันครบครัน ตั้งแต่การวัดอัตราการเต้นของหัวใจ, วัดระดับออกซิเจนในเลือด, ติดตามสถิติการออกกำลังกายหลากหลายรูปแบบ ไปจนถึงการบันทึกคุณภาพการนอนหลับ นอกจากนี้ยังมีหน้าจอสีที่กันน้ำได้ลึก 50 เมตร รองรับทั้งระบบ iOS และ Android รองรับภาษาไทยเต็มรูปแบบ ที่สำคัญราคาสบายกระเป๋าเข้าถึงง่ายเพียง 1,190 บาท

3. Samsung Galaxy Fit e

สมาร์ทแบนด์รุ่นแรกจาก Samsung ที่ออกมาเพื่อเขย่าวงการคู่แข่งอย่าง Xiaomi และ Huawei ในราคาที่ใกล้เคียงกัน โดยมาพร้อมหน้าจอสัมผัสขนาด 0.74 นิ้ว ความละเอียด 120×240 พิกเซล มีน้ำหนักเบา ดีไซน์สวยงาม เหมาะกับสวมใส่ได้ทุกโอกาส กันน้ำได้ลึกถึง 50 เมตร สามารถสวมใส่ว่ายน้ำได้ มีเซนเซอร์ HR วัดอัตราการเต้นของหัวใจ หากใครเป็นสาวก Samsung ที่กำลังมองหาสมาร์ทแบนด์ใส่ง่ายๆ ในชีวิตประจำวันทั่วไปต้องรุ่นนี้เลย เพียงราคา 1,290 บาทเท่านั้น

4. Monit FIT 7 

สายรัดข้อมืออัจฉริยะพร้อมติดตามสุขภาพตลอด 24 ชั่วโมง เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนถึงนอนหลับ ครบครันไปด้วยฟังก์ชันโหมดการออกกำลังกาย ฟิตเนส และกิจกรรมต่างๆ กว่า 14 ชนิด สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจได้ง่ายๆ ผ่านข้อมือ ติดตามกิจกรรมตลอดทั้งวันไม่ว่าจะเป็นการนับก้าวเดิน จำนวนแคลอรี่ กันน้ำกันฝุ่นมาตรฐาน IP68 รองรับการแจ้งเตือนข้อความต่างๆ จากสมาร์ทโฟน แบตเตอรี่สามารถใช้งานได้นานสูงสุด 5-10 วัน รองรับระบบ Fast Charging ให้กลับมาใช้งานได้ทันใจและราคาสุดคุ้มที่ 1,190 บาท

5. Lenovo HX06

มาถึงรุ่นสุดท้ายกันบ้างสำหรับ Lenovo HX06 สายรัดข้อมือเพื่อสุขภาพที่คอยทำหน้าที่วิเคราะห์การออกกำลังกายและสุขภาพเบื้องต้นของคุณ เช่น วัดชีพจร, วัดจำนวนก้าวเดิน, ค่าแคลอรี่ที่เผาผลาญ และวัดประสิทธิภาพการนอนหลับ เป็นต้น มาพร้อมหน้าจอขนาด 0.87 นิ้ว สามารถกันน้ำและลงน้ำลึกได้ 30 เมตร ดีไซน์การออกแบบทันสมัย มีน้ำหนักเบาทำให้สวมใส่สบายได้ตลอดวัน รองรับการแจ้งเตือนจากสมาร์ทโฟนเพื่อที่จะไม่พลาดทุกการติดต่อ ยิ่งช่วงนี้อยู่ในช่วงโปรโมชันราคาพิเศษเพียง 790 บาท เท่านั้น

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ หลังจากที่อ่านจบแล้วเชื่อว่าเพื่อนๆ ต้องมีรุ่นที่ถูกใจไว้ช้อปกันอย่างแน่นอน สำหรับใครที่กำลังหาซื้อสายรัดข้อมืออัจฉริยะอยู่ สามารถเข้ามาเลือกช้อปได้ที่ Kaidee แหล่งรวบรวมสินค้ามือสองที่มีทุกอย่างที่คุณอยากได้

Dji Pocket 2 รุ่นใหม่ เร้าใจกว่าเดิม

Dji Pocket 2 รุ่นใหม่ เร้าใจกว่าเดิม

นวัตกรรมและอุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยนี้ก้าวหน้าไปไวมาก ทุกช่วงหรือทุกควอเตอร์ในแต่ละปีมีของใหม่ๆออกมาสู่ตลาดตลอดเวลา หนึ่งในนั้นก็คือกล้องถ่ายรูปและถ่ายวีดีโอ ยิ่งช่วงนี้ที่คนหันมาอยู่ในโลกออนไลน์มากขึ้น ใครๆก็อยากมีกล้องดีๆเพื่อถ่ายรูปถ่ายวีดีโอลงโซเชียล 

แต่บางครั้งขนาดและน้ำหนักก็เป็นปัญหาส่วนหนึ่งในการพกพาไปถ่าย ซึ่ง Dji ก็ได้มองเห็นปัญหาตรงนี้และสร้างเจ้า Dji Osmo Pocket ขึ้น ที่เป็นหนึ่งในกล้องขนาดเล็กพกง่ายสุดๆ จนปีนี้รุ่นที่ 2 ก็ออกมามาวางขายในตลาดเรียบร้อย 

Dji แบรนด์นี้มาจากไหน?

Dji แบรนด์ดังที่เกิดขึ้นที่ประเทศจีน โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองเซิ่นเจิ้น ซึ่ง Dji เป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านเครื่องบินโดรน ที่สามารถบังคับให้ลอยบนอากาศเพื่อเก็บภาพวีดีโอมุมสูงจากบนฟ้าได้ 

ซึ่งภายหลัง Dji ก็ได้ออกสินค้าด้านเทคโนโลยีต่างๆมากมาย เช่น ไม้กันสั่น Osmo Mobile ที่ใช้คู่กับสมาร์ทโฟน หรือ Ronin ที่ใช้กับกล้องถ่ายรูป เพื่อให้ภาพวีดีโอมีความสมูทไหลลื่นแบบมืออาชีพ และยิ่งในตอนนี้ที่มี Gadget ตัวใหม่ล่าสุดออกมานั่นคือ Dji Pocket 2 ที่ได้ความนิยมเป็นอย่างมากกับสายกล้องวีดีโอที่เน้นประสิทธิภาพและการพกพาสะดวก

Dji Pocket 2

กล้องพกพารุ่นที่ 2 ต่อจาก Dji Osmo Pocket ที่ขายดีจนขาดตลาดไปในช่วงแรกที่วางขายในปลายปี 2018 ด้วยขนาดและน้ำหนักที่เล็กและเบาแบบถือมือเดียวได้สบายๆ อีกทั้งตัวกล้องยังมีระบบกันสั่นที่ช่วยให้ภาพสมูท เรียกว่าพกเจ้าตัวนี้ตัวเดียวก็ถ่ายคลิปวีดีโอได้สบายๆ โดยการกลับมาในรุ่นที่ 2 นี้มีการปรับปรุงความสามารถหลากหลายด้านให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทำให้หลายๆคนที่มีรุ่นแรกอยู่แล้วยังต้องแอบคิดในใจที่จะซื้อรุ่นใหม่มาใช้แทน

กล้องเล็ก สเปคจัดเต็ม

ถึงแม้ขนาดของเจ้า Dji Pocket 2 นี้จะเล็กกระทัดรัด หลายคนคงคิดสงสัยว่าประสิทธิภาพจะเล็กตามไปด้วยไหม เรามีดูรายละเอียดทีละข้อกันเลย

1.น้ำหนักเบา ถือง่ายไม่เมื่อยมือ

ด้วยน้ำหนัก 117 กรัม และความสูงประมาณปากกา ทำให้พกง่ายไม่ว่าจะใส่กระเป๋ากางเกงหรือกระเป๋าสะพายก็ไม่เกะกะ แถมมีเคสใส่ป้องกันที่มีช่องเสียบอแดปเตอร์ต่างๆภายในอีกด้วย

2.ภาพนิ่งหรือวีดีโอก็คมชัด

ด้วยความละเอียดภาพนิ่ง 64 ล้านพิกเซลและความละเอียดวีดีโอระดับ 4K 60p ตัวเลนส์ขนาด 20mm มีค่ารูรับแสง f/1.8 และเซนเซอร์ CMOS แถมยังซูมภาพแบบดิจิทัลได้ถึง 8 เท่า ทำให้ได้ภาพที่คมชัดแบบมืออาชีพ

3.ภาพวีดีโอนิ่ง สมูท 

ด้วยระบบกันสั่น 3 แกนที่ติดมา ทำให้ไม่ต้องกลัวเรื่องภาพสั่นไหวตอนเดินถ่าย เหมาะมากๆสำหรับสาย Vlog พาเที่ยวพากินต่างๆ

4.มุมภาพที่กว้างขึ้น

ด้วยเลนส์ขนาด 20mm ที่ให้ภาพมุมกว้างขึ้นกว่ารุ่นแรก ทำให้เวลาถ่าย Vlog ภาพไม่ดูอึดอัดจนเกินไป แต่หากอยากได้ภาพที่กว้างขึ้นอีกล่ะก็ในเซ็ต Creator Combo จะมีเลนส์มุมกว้างเพิ่มให้ในกล่องด้วย

5.ฟังก์ชั่น Activetrack 3.0 

Activetrack เป็นฟังก์ชั่นการถ่ายวีดีโอแบบติดตามเป้าหมายที่เลือกไว้ เช่นหากเลือกสิ่งของขนาดเล็กหรือใบหน้าแล้ว ตัวกล้องจะหันไปตามการเคลื่อนไหวของเป้าหมายนั้น ทำให้ไม่ต้องกลัวหลุดเฟรม

6.ไมโครโฟนในกล้องที่ดีขึ้นกว่าเดิม

DJI Pocket 2 มาพร้อมไมโครโฟนภายใน 4 ตัว ที่เก็บเสียงได้รอบทิศทาง และยังสามารถเลือกซูมเสียงจากบริเวณที่ต้องการได้อีกด้วย

7.ใช้ไลฟ์สตรีม Facebook และ Youtube ได้

หนึ่งในฟังก์ชันโดนใจของใครหลายคนก็คือการไลฟ์สตรีมได้ ซึ่งคุณภาพของการไลฟ์นั้นจะสูงสุดที่ 720p โดยเราสามารถไลฟ์สตรีมได้ผ่านแอพลิเคชัน DJI Mimo ในสมาร์ทโฟน

8.Accessary ที่ครบครัน

หากคุณซื้อแบบ Creator Combo ก็จะได้อุปกรณ์เสริมเพิ่มมากขึ้นจนทำให้การถ่ายภาพและวีดีโอของคุณมีความสนุกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น Joystick, Wireless Microphone Transmitter, Tripod Mount, Micro Tripod, Wide-Angle Lens เป็นต้น 

 สรุปท้ายบทความ

DJI Pocket 2 นี้ ถือว่าทำออกมาได้ดีมากๆ เมื่อเปรียบเทียบกับรุ่นแรกที่ออกมาในปี 2018 แล้ว ข้อบกพร่องต่างๆถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นมาก และราคาก็ยังไม่โดดขึ้นไปไหน แถมยังมีเซ็ต Creator Combo ที่เหมาะมากๆสำหรับ Vlogger ดังนั้นหากใครลังเล ลองไปเล่นดูกันก่อน

และหากใครที่มีรุ่นแรกอยู่แล้วอยากปล่อยมือสองเพื่อไปซื้อรุ่นใหม่ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดกล้องให้คุณได้วางขายอย่างสะดวกและปลอดภัย อยากขายต้องไม่ลังเล รีบเข้ามาดูที่นี่เลย

10 รุ่นโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 5,000 งบเท่านี้ใช้รุ่นไหนดีสุด?

10 รุ่นโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 5,000 งบเท่านี้ใช้รุ่นไหนดีสุด?

ในปัจจุบันต้องยอมรับเลยว่า โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนกลายเป็นสิ่งของที่ต้องมีติดตัวกันทุกคน เนื่องจากโทรศัพท์มือถือในปัจจุบันสำคัญมากในเรื่องของการติดต่อสื่อสารหรือแม้กระทั่งบางคนอาจจะใช้โทรศัพท์ทำงานแทนคอมพิวเตอร์ในเวลาเร่งรีบก็มี จะเห็นได้ว่าเทคโนโลยีในโทรศัพท์มือถือพัฒนากันอย่างรวดเร็วมาก โดยตลาดโทรศัพท์มือถือนับว่าเป็นตลาดหนึ่งที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มราคาที่สูง ราคาปานกลางหรือจะกลุ่มราคาประหยัดก็ตาม ก็ต่างแข่งขันกันออกรุ่นใหม่ ๆ มาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้มีตัวเลือกที่เยอะขึ้นในการตัดสินใจซื้อนั่นเอง

ปัจจัยการซื้อโทรศัพท์มือถือ

ซี่งการที่จะซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่สักเครื่อง เราต้องคำนึงในเรื่องของปัจจัยหลาย ๆ อย่าง ทั้งสเปกของตัวเครื่อง ฟีเจอร์ ราคา เพราะการกำหนดราคาซื้อของแต่ละบุคคลก็ไม่เท่ากัน บางคนกำหนดราคาซื้อไว้สูง เพราะต้องการสเปกที่ดีที่สุด บางคนกำหนดราคาไว้ระดับปานกลางถึงราคาต่ำ เพราะต้องการเครื่องที่คุ้มค่า แค่ใช้งานได้ทุกอย่างก็เพียงพอแล้ว ซึ่งแล้วแต่ความสะดวกในกำลังทรัพย์และความพึงพอใจของแต่ละคน 

ซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นไหนดี? 

วันนี้เรามี 10 โทรศัพท์มือถือราคาไม่เกิน 5,000 บาท มาแนะนำให้คนที่ไม่ต้องการใช้โทรศัพท์มือถือราคาสูง แต่ต้องการโทรศัพท์มือถือที่มีราคาคุ้มค่าหรือต้องการโทรศัพท์ไว้ใช้เป็นเครื่องสำรองจากเครื่องหลัก มาดูกันเลยมีรุ่นอะไรบ้าง

1. Redmi 9 

สมาร์ตโฟนแบตอึด 5,020 mAh รองรับระบบการชาร์จไว ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่เต็มตาถึง 6.53 นิ้ว ตอบโจทย์การรับชมทุกคอนเทนต์ต่าง ๆ บนสมาร์ทโฟนได้เป็นอย่างดี โดยตัวเครื่องจัดเต็มเรื่องการถ่ายภาพกับกล้องหลังทั้งหมด 4 เลนส์และกล้องหน้า 1 เลนส์

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.53 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio G80 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ MIUI 11 based on Android 10.0
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 3/Rom 32 GB 
  • Ram 4/Rom 64 GB 
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลัง 13MP + 8MP(Ultrawide) + 5MP(Macro) + 2MP(Depth) 
  • คุณสมบัติการกันน้ำ (ชั่วคราว)
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 5,020 mAh
  • รองรับระบบชาร์จไฟ 18W (Fast Charging) 

ราคาเครื่องศูนย์ 4,599 บาท

2. Realme 5 

สมาร์ตโฟนสเปกดี แต่ราคาคุ้มค่าที่ราคาไม่ถึง 5,000 บาท ดีไซน์ตัวเครื่องโดดเด่น มีเอกลักษณ์ มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว ตอบโจทย์คนที่ชอบรับชมคอนเทนต์และเล่นเกมได้อย่างดี อีกทั้งยังมากับกล้องหลัง 4 เลนส์ที่แต่ละเลนส์ทำหน้าที่แตกต่างกัน ตอบโจทย์สำหรับคนที่ชอบการถ่ายภาพอีกด้วย ที่สำคัญยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh รองรับชาร์จไว ใช้งานได้ทั้งวันไม่ต้องกลัวแบตหมดกับราคาที่คุ้มค่าสุด ๆ 

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 Quad Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS 6.0 based on Android 9 (Pie) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 3/Rom 32 GB
  • Ram 4/Rom 64/128 GB 
  • กล้องหน้า 13MP (Wide)
  • กล้องหลัง 12MP + 8MP (Ultrawide) + 2MP (dedicated macro camera) + 2MP depth sensor  
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh (รองรับระบบชาร์จไว)

ราคาเครื่องศูนย์ 4,599 บาท

3. Oppo A12

สมาร์ตโฟนหน้าจอ 6.22 นิ้ว ที่มาพร้อมกับกล้องหลังพลัง AI แบบกล้องคู่ เร็วแรงด้วยหน่วยประมวลผลความเร็ว 2.3 GHz กับดีไซน์ตัวเครื่องที่โดดเด่นและแบตเตอรี่ขนาด 4,230 mAh เล่นทั้งวันสบาย ๆ กับราคาสุดคุ้ม     

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.22 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS Color OS 6.1.2 based on Android 9 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 3/Rom 32 GB 
  • Ram 4/Rom 64 GB 
  • กล้องหน้า 5MP
  • กล้องหลัง 13MP + 2MP
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 4,230 mAh

ราคาเครื่องศูนย์ 4,599 บาท

4. Oppo A5 2020 

สมาร์ตโฟนแบตอึด 5,000 mAh จัดเต็มเรื่องความบันเทิงกับเสียงจาก Dual Stereo ลำโพงคู่ผสานกับ Dolby Atmos ให้เสียงที่ดังและมีมิติในทุกคอนเทนต์ที่อยู่ในหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.5 นิ้ว อีกทั้งยังจัดเต็มเรื่องกล้องถ่ายรูปในราคาสุดคุ้ม 

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.5 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 665 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS Color OS 6.0.1 based on Android 9 (Pie) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 3/Rom 64 GB 
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลัง 12MP + 8MP (Ultrawide) + 2MP 
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh

ราคาเครื่องศูนย์ 4,999 บาท 

5. Oppo A5s

สมาร์ตโฟนหน้าจอ 6.2 นิ้ว ใหญ่เต็มตามาพร้อมกับกล้องหลังคู่พลัง AI Beauty 2.0 จาก Oppo ที่จะทำให้ใบหน้าของเพื่อน ๆ ออกมาสวยหล่อ คมชัด นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับแบตที่อึดทน เล่นได้ทั้งวันกับแบตเตอรี่ 4,230 mAh

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Mediatek MT6765 Helio P35 Octa Core ความเร็ว 2.3 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Color OS 5.2 based on Android 8.1(Oreo) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 4/Rom 64 GB 
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลัง 13MP + 2MP 
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 4,230 mAh

ราคาเครื่องศูนย์ 4,999 บาท

6. Redmi Note 7 

สมาร์ตโฟนหน้าจอใหญ่ 6.3 นิ้ว มาพร้อมกับชิปประมวลผลสุดแรงกับ Snapdragon 660 AIE Octa Core ทำให้เล่นเกมและโซเชียลมีความลื่นไหล อีกทั้งยังชูจุดเด่นเรื่องกล้องถ่ายภาพ 48+5 ล้านพิกเซล ที่มาพร้อมกับความฉลาดของ AI นอกจากนี้ยังให้แบตเตอรี่มาถึง 4,000 mAh พร้อมระบบชาร์จไว  

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 AIE Octa Core ความเร็ว 2.2 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 (Pie) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 3/Rom 32 GB 
  • กล้องหน้า 13MP
  • กล้องหลัง 48MP + 5MP 
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh (รองรับระบบชาร์จไว)

ราคาเครื่องศูนย์ 4,999 บาท

7. Vivo Y15 2020

สมาร์ตโฟนแบตอึด ใช้ได้ทั้งวันกับแบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh ยังมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.35 นิ้ว ดูคอนเทนต์ได้แบบเต็มตา อีกทั้งยังมากับกล้องหลัง 3 ตัว  13 + 8 + 2 ล้านพิกเซลทำงานร่วมกับ AI ที่ฉลาดสุด ๆ 

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.35 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P22 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 9 based on Android 9 (Pie) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 4/Rom 64 GB 
  • กล้องหน้า 16MP
  • กล้องหลัง 13MP + 8MP + 2MP
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh (รองรับระบบชาร์จไว)

ราคาเครื่องศูนย์ 4,999 บาท

8. Vivo Y12 

เป็นสมาร์ตโฟนอีกหนึ่งรุ่นของแบรนด์ Vivo ที่มากับแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ถึง 5,000 mAh เล่นได้ทั้งวันไม่ต้องกลัวกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.35 นิ้ว ชมคอนเทนต์เต็มตาแบบฟิน ๆ อีกทั้งยังมาพร้อมกับกล้องหลังพลัง AI ถึง 3 เลนส์ โดยมีเลนส์การถ่ายภาพมุมกว้างพิเศษให้มาด้วย 

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.35 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P22 Octa Core ความเร็ว 2.0 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 9 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 3/Rom 32 GB 
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลัง 13MP + 8MP + 2MP + 8MP + 2MP
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 5,000 mAh (รองรับระบบชาร์จไว)

ราคาเครื่องศูนย์ 4,999 บาท

9. Samsung Galaxy A10s 

สมาร์ตโฟนจากแบรนด์ Samsung รุ่น A10s ที่ถูกพัฒนาต่อจากรุ่น A10 ที่มีราคาถูกกว่ารุ่นพี่ โดยมากับหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ 6.2 นิ้ว และมีกล้องหลังเพิ่มเป็น 2 เลนส์ 13 + 2 ล้านพิกเซล ทำให้การถ่ายภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย  

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 660 Octa Core ความเร็ว 2.2 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 (Pie) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 2/Rom 32 GB 
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลัง 13MP + 2MP Depth Camera
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh (รองรับระบบชาร์จไว)

ราคาเครื่องศูนย์ 4,999 บาท

10. Motorola One Macro 

ปิดท้ายกันด้วย Motorola One Macro เป็นสมาร์ตโฟนที่ชูจุดเด่นเรื่องกล้อง Macro สามารถโฟกัสวัตถุได้ใกล้มากถึง 2 เซนติเมตร และยังมีกล้องอีก 3 เลนส์ที่ทำหน้าที่ต่างกันอีกด้วยด้วย นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ 6.2 นิ้ว ทำให้ดูคอนเทนต์ต่าง ๆ ได้อย่างเต็มตา แถมแบตเตอรี่ให้มาถึง 4,000 mAh ที่รองรับระบบชาร์จไวอีกด้วย 

ข้อมูลสเปกโดยสังเขป 

  • หน้าจอขนาด 6.2 นิ้ว (หน้าจอหยดน้ำ)
  • รองรับ 2 ซิมการ์ด
  • หน่วยประมวลผล Mediatek Helio P70 Octa Core ความเร็ว 2.1 GHz
  • ระบบปฏิบัติการ Android 9 (Pie) 
  • หน่วยความจำ 
  • Ram 4/Rom 64 GB 
  • กล้องหน้า 8MP
  • กล้องหลัง 13MP + 2MP (Dedicated Macro Camera) + 2MP Depth Sensor  
  • ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร
  • แบตเตอรี่ 4,000 mAh (รองรับระบบชาร์จไว)

ราคาเครื่องศูนย์ 4,990 บาท

สรุปท้ายบทความ

โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนราคาถูก ไม่ได้แปลว่าจะไม่ดีเสมอไป เพราะตอนนี้คนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับของที่คุ้มค่าคุ้มราคามากขึ้น ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อของที่มีราคาสูงตลอด เช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือในปัจจุบัน ผู้ผลิตพยายามจะผลิตโทรศัพท์มือถือที่มีสเปกกลาง ๆ หรือใกล้เคียงกับตัว Top แล้วนำมาขายในราคาที่คุ้มค่า ทุกคนสามารถเอื้อมถึง แต่อาจจะลดฟีเจอร์หรือสเปกบางอย่างลง เพื่อที่จะขายในราคาที่ถูกได้ ซึ่งถือว่าได้กระแสตอบรับดี ทำให้ตลาดโทรศัพท์มือถือที่มีราคาคุ้มค่าในปัจจุบันก็แข่งขันกันอย่างดุเดือดเช่นกัน ทีนี้ก็แล้วแต่ผู้ใช้งานอย่างเราว่าจะเลือกใช้แบรนด์ไหนดี

ถ้าหากเพื่อน ๆ ต้องการหาโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ตโฟนสเปกดี ราคาคุ้มค่า ทาง Kaidee เราก็มีให้เพื่อน ๆ ได้เลือกเยอะเลย มาดูกันก่อนได้นะ