7 ไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ของวินเทจไม่มีตกเทรนด์

7 ไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ของวินเทจไม่มีตกเทรนด์

ในปัจจุบันกระแสแฟชั่นในประเทศไทยนั้นมีความหลากหลายเป็นอย่างมาก แต่เทรนด์แฟชั่นที่มาแรงตลอดกาลแบบไม่มีตกยุคนั้นต้องยกให้ “การแต่งตัวแนววินเทจ” ที่ฮิตกันมากๆ โดยเฉพาะในหมู่สาวๆ ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยเสริมลุคให้ดูดีไม่ซ้ำใคร แต่ยังเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเทมหลายแบบหลายแนวเข้าไว้ด้วยกันอย่างสนุกและลงตัว รวมถึงยังปรับเปลี่ยนลุคให้ดูน่ารัก สวยหวาน หรือจะไปทางเซ็กซี่ก็ชวนน่ามองได้เช่นกัน

แต่การแต่งตัวแนววินเทจก็ต้องทำความเข้าใจหลักการเล็กๆ น้อยๆ กันก่อน เนื่องจากเสื้อผ้า และกางเกงจะมีความย้อนยุค หากว่าเราเลือกหยิบจับชิ้นที่ไม่มิกซ์แอนด์แมทช์มาใส่ก็จะทำให้ดูเหมือนคนมีอายุ แต่ถ้าหากว่าเราเลือกชิ้นที่มีความเข้ากันก็จะให้ภาพลักษณ์ออกมาดูมีความร่วมสมัย เก๋ และน่ารัก 

วันนี้เราจึงจะพาเพื่อนๆ มาทำความรู้จักกับ 7 ไอเดีย สำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่ผู้หญิงก็ใส่ได้ ผู้ชายก็ใส่ดี พร้อมด้วยไอเดียมิกซ์แอนด์แมทช์ไอเทมเหล่านี้ให้ได้แนววินเทจสุดเก๋และเท่ไม่ซ้ำใคร ถ้าพร้อมแล้วก็ตามมาดูกันได้เลย

1. เสื้อกั๊ก

หลายคนอาจมีภาพจำที่ไม่ค่อยดีกับเสื้อกั๊กเท่าไรนัก เนื่องจากภาพที่ชินตาของเราคือเสื้อแขนกุดตัวในที่เหล่าสุภาพบุรุษมักสวมใส่ทับเสื้อเชิ้ตแขนยาวและมีสูทคลุมอีกชั้นเพื่อความเรียบร้อยและเป็นทางการ แต่เสื้อกั๊กที่นิยมนำมาใส่แต่งตัวแนววินเทจส่วนใหญ่จะไม่ได้มีความเรียบหรูแบบทางการ แต่จะเป็นเสื้อกั๊กที่ทำจากผ้าคอตตอน หรือทำจากไหมพรมนั่นเอง

โดยส่วนใหญ่การแต่งตัวแนววินเทจที่หยิบเอาเสื้อกั๊กมาใส่เข้ากับชุดสูท แต่เราจะเปลี่ยนเสื้อตัวในให้มีความน่ารักและยูนีคขึ้นไปอีก จะเน้นไปที่แนวลำลองทั่วไปมากกว่า ซึ่งสาวๆ สามารถเอาเสื้อกั๊กไหมพรมมาใส่ทับกับเสื้อยืดโอเวอร์ไซส์ หรือผู้ชายก็สามารถหยิบเสื้อกั๊กที่มีช่องกระเป๋าเยอะๆ ใส่ทับกับเสื้อยืดให้อารมณ์แนวแคมป์ปิ้งก็เท่ไปอีกแบบได้เหมือนกัน

2. กางเกงขาบาน

มาที่กางเกงกันบ้างซึ่งเราอยากแนะนำกางเกงขาบานที่มีลักษณะเป็นกางเกงขายาว ตั้งแต่ช่วงต้นขาลงไปจะมีความกว้าง ให้อารมณ์วินเทจสุดๆ แถมยังเน้นไปที่การสวมใส่สบาย ไม่อึดอัดจนทำให้เรารู้สึกไม่สบายตัว 

ซึ่งกางเกงขาบานเป็นไอเทมอีกหนึ่งชิ้นที่จะทำให้ลุคของสาวๆ ดูวินเทจขึ้นมาทันที ควรเลือกกางเกงขาบานที่เป็นผ้ายีนส์หรือเดนิมจะดีที่สุด เพราะสามารถนำมาใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น นำมาใส่คู่กับเสื้อวงดนตรีหรือเสื้อยืดสีขาวแล้วเอาเสื้อเข้าในกางเกงแค่นี้ก็มีความวินเทจแล้ว นอกจากนี้กางเกงขาบานยังช่วยพรางสายตาให้สาวๆ ดูขาเรียวยาวมากกว่าเดิมอีกด้วย

3. รองเท้าทรง Loafers

คอมพลีทลุคเก๋ๆ ให้ดูสมบูรณ์แบบด้วยรองเท้าทรง Loafers ซึ่งเป็นรองเท้าส้นเตี้ยไม่มีเชือก มาพร้อมดีไซน์สุดเรียบง่าย เสริมความคลาสสิกด้วยหนังที่เงางามอันเป็นเอกลักษณ์ ช่วยเสริมลุคให้ดูกึ่งทางการ สุภาพเรียบร้อย ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถนำมามิกซ์แอนด์แมทช์สวมใส่ในวันสบายๆ ได้เช่นเดียวกัน

4. ผ้าพันคอพิมพ์ลาย

นับว่าเป็นอีกหนึ่งเครื่องประดับสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่จะขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาด โดยผ้าพันคอพิมพ์ลายแนววิเนทจส่วนใหญ่จะทำจากผ้าไหมลื่นมือ พร้อมพิมพ์ลายสีสันสดใสของดอกไม้ สีทองหรูหรา หรือแม้แต่ลายลูกน้ำที่เรียกกันว่าพาสลีย์ เป็นต้น 

ซึ่งลวดลายแปลกตาเหล่านี้ที่นับว่าเป็นเสน่ห์ทำให้เรารู้สึกถึงกลิ่นอายความย้อนยุค ความพิเศษของมันที่ไม่ใช่ทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ผ้าพันคอเท่านั้น แต่ยังสามารถนำมาโพกหัวใช้แทนที่คาดผม มัดผม หรือแม้แต่นำมาพาดไหล่เก๋ๆ แค่นี้ก็เพิ่มลุคเก๋ๆ แบบวินเทจแล้ว

5. กระโปรงวินเทจกับเสื้อสีพื้น

มาที่กระโปรงกันบ้างซึ่งเราขอแนะนำเป็นกระโปรงยาวประมาณเข่าหรือประมาณกลางหน้าแข้งที่มีลักษณะพลิ้วๆ หรือพิมพ์ลวดลายวินเทจสุดแปลกตาก็นับว่าเป็นไอเทมอีกหนึ่งชิ้นสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจที่ห้ามพลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งกระโปรงวินเทจสามารถนำมาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่ายๆ เช่น กระโปรงพิมพ์ลายวินเทจกับเสื้อยืดสีพื้นสักตัว แค่นี้ก็ดูเก๋เรียบไม่ซ้ำใครแน่นอน

6. เครื่องประดับวินเทจ

หลังจากที่เราได้แนะนำเสื้อ กางเกง กระโปรง และรองเท้ากันไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ นั่นก็คือ “เครื่องประดับวินเทจ” นับว่าเป็นหนึ่งไอเทมที่คงอยู่กับสไตล์การแต่งตัวแนวต่างๆ มาโดยตลอด ซึ่งเครื่องประดับที่เหมาะกับการแต่งตัวแนววินเทจ คือ เครื่องประดับที่เน้นความอลังการ เล่นใหญ่ เช่น ต่างหูใหญ่ๆ สร้อยคอใหญ่ๆ เป็นต้น แต่ต้องเลือกเพียงหนึ่งชิ้นเท่านั้น ถ้าสาวๆ อยากใส่สร้อยคอใหญ่ๆ ก็ห้ามใส่ต่างหูใหญ่ๆ ที่เหมือนกัน

7. เสริมด้วยแว่นตาสไตล์ Granny

ในเมื่อแต่งองค์ทรงเครื่องแทบจะครบเกือบทุกชิ้นแล้ว ยังมีอีกหนึ่งไอเทมที่ขาดไม่ได้อย่างเด็ดขาดสำหรับการแต่งตัวแนววินเทจ นั่นก็คือ “ แว่นตา” ซึ่งต้องเป็นแว่นตาสไตล์ Granny หรือแว่นตาทรงคุณยายนั่นเองโดยจะมีลักษณะกรอบสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ถ้าเป็นแว่นกันแดดก็ควรเลือกเลนส์เป็นสีชาหรือสีน้ำตาลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเบาๆ ยิ่งเมื่อสวมใส่แว่นตาสไตล์ Granny ควบคู่ไปกับผ้าโพกหัวพิมพ์ลายก็ต้องบอกเลยว่าเก๋และเท่สุดๆ เหมือนย้อนยุคกลับไปปี 70s ที่วินเทจกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างกับไอเดียเก๋ๆ เพื่อให้คุณแต่งตัวแนววินเทจสนุกๆ และมิกซ์แอนด์แมทช์กันอย่างเพลินๆ เมื่ออ่านจบแล้วเพื่อนๆ ก็ลองรื้อตู้เสื้อผ้าออกมาดูกันได้ แต่ถ้าหากความวินเทจยังไม่พอก็สามารถออกไปช้อปไอเทมเหล่านี้ได้แบบราคาไม่แรงแถมยังจะช่วยเสริมลุคให้คุณดูเก๋และมีสไตล์ไม่ซ้ำใครอย่างแน่นอน 

สำหรับสาวๆ หรือหนุ่มๆ คนไหนที่ยังหาแหล่งช้อปสินค้าวินเทจไม่ได้ ลองคลิกเข้ามาช้อปออนไลน์ได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่มีของให้คุณเลือกช้อปอย่างนับไม่ถ้วน

5 รถยอดนิยมสำหรับนำมาขับแท็กซี่

5 รถยอดนิยมสำหรับนำมาขับแท็กซี่

แท็กซี่ถือว่าเป็นหนึ่งในภาคส่วนสำคัญของระบบคมนาคม ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของความสะดวกสบายและระยะทางที่เราสามารถกำหนดได้ รวมถึงความอิสระในการทำงาน ส่งผลให้หลาย ๆ คนเริ่มที่จะหันมาทำอาชีพในการขับแท็กซี่มากขึ้น

จากข้อมูลของกระทรวงคมนาคม สถิติจำนวนรถที่จดทะเบียนเป็นรถแท็กซี่ ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2563 มีจำนวนมากถึง 76,637 คัน ทำให้หลาย ๆ คนอาจจะเกิดความสงสัยหรือความคิดว่ารถยนต์รุ่นไหนที่เหมาะสำหรับการขับแท็กซี่ โดยคัด 5 รุ่นยอดนิยมสำหรับการขับรถประเภทนี้โดยเฉพาะ

ขั้นตอนในการสมัครขับแท็กซี่

สำหรับการขับแท็กซี่นั้นไม่สามารถที่จะขับได้เลย แต่จะต้องได้รับใบขับขี่รถสาธารณะก่อน โดยจะต้องขอผ่านกรมทางบก ซึ่งจะมีการทดสอบสมรรถนะของร่างกาย ทดสอบปฏิกิริยาต่าง ๆ รวมไปถึงการอบรมเป็นจำนวน 5 ชั่วโมงและการทดสอบภาคทฤษฎีอีกด้วย

ซึ่งหลักฐานที่ใช้สำหรับการขอใบขับขี่สาธารณะมีดังต่อไปนี้

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • ใบรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวอายุไม่เกิน 1 ปี
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบรับรองแพทย์
  • หลักฐานการรับรองว่าผ่านการอบรมและการทดสอบทฤษฏีจากทางกรมขนส่งทางบก

หากเราไม่มีใบขับขี่สาธารณะแล้วยังดึงดังจะขับรถแท็กซี่ เราอาจจะโดนปรับไม่เกิน 1000 บาท จำคุกไม่เกิน 1 เดือนหรือว่าอาจจะโดนทั้งจำทั้งปรับก็เป็นได้

การปลดป้ายสำหรับแท็กซี่

หลาย ๆ คนอาจจะไม่รู้ว่าแท็กซี่ในประเทศไทยนั้นมีอายุไม่เกิน 9 ปี เมื่อมีอายุเกินแล้ว เราจะต้องทำเรื่องในการปลดป้ายแท็กซี่ที่กรมขนส่งทางบก โดยต้องใช้หลักฐานดังต่อไปนี้

  • ใบคู่มือจดทะเบียนรถ
  • สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประชาชน หากเป็นนิติบุคคล ให้ใช้สำเนารองรับการจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาบัตรประชาชนที่มีอำนาจในการลงนาม
  • แผ่นป้ายทะเบียนรถ
  • แบบคำขอไม่ใช้รถ ที่กรอกรายละเอียดและลงลายมือชื่อเรียบร้อยแล้ว
  • กรณีที่ส่งผู้มอบอำนาจมา ต้องมีหนังสือรับมอบอำนาจและสำเนาบัตรประชาชนของผู้มอบอำนาจ
  • ใบตรวจสภาพรถ

เพียงเท่านี้เราก็สามารถที่จะเปลี่ยนรถแท็กซี่เป็นรถบ้านได้แล้ว พร้อมกับเป็นเจ้าของรถอย่างสมบูรณ์ แต่หากว่าเราไม่ยอมทำเรื่องปลดป้ายเมื่ออายุเกิน นอกจากจะเป็นการเสี่ยงในเรื่องของความปลอดภัยแล้ว ยังมีโทษปรับทางด้านกฎหมายอีกด้วย


5 รุ่นรถยนต์ที่นิยมนำมาขับแท็กซี่

Toyota Corolla Altis

ถือว่าเป็นหนึ่งในรถที่หากขึ้นแท็กซี่ 80% มักจะเป็นรุ่นนี้ โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือความคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างมาก ทั้งในเรื่องของเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ห้องโดยสารที่กว้างทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสะดวกสบาย รวมถึงอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม ในราคาเริ่มต้นเพียง 839,000 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้เนื่องจาก Altis ได้รับความนิยมมาก ทำให้เราสามารถที่ได้จะหาร้านซ่อมได้ง่าย ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่งในส่วนของศูนย์ของ Toyota เสมอ แต่อู่รถต่าง ๆ สามารถที่จะซ่อมได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าเราอาจจะหาอู่ที่ไว้ใจได้เท่านั้นเอง

Toyota Innova

หากไม่นับ Toyota Corolla Altis แล้วหนึ่งในรถของ Toyota ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ Toyota Innova ที่มักจะพบได้บ่อยในเขตสนามบิน ซึ่งจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ ประโยชน์ในการใช้งานที่เราสามารถใช้ในการขนของและผู้โดยสารได้เยอะกว่า Corolla Altis อีกทั้งกำลังเครื่องที่แรงกว่าเพราะเป็นเครื่อง 2.0 หรืออาจจะเป็นเครื่อง 2.8 ก็ย่อมได้

ด้วยความที่เป็นรถ Toyota ทำให้เราสามารถที่จะหาอะไหล่เพื่อซ่อมได้ง่าย ราคาไม่แพง อีกทั้งยังสามารถไปใช้ประโยชน์อื่น ๆ ได้อีกมากมาย ทำให้การซื้อ Innova ค่อนข้างที่จะคุ้มในแง่ของการใช้งานที่หลากหลาย

Nissan Sylphy

สำหรับฝั่ง Nissan แล้วหนึ่งในรุ่นที่พบเห็นได้บนท้องถนนได้แก่ Nissan Sylphy ที่แท็กซี่หลาย ๆ สหกรณ์นิยมนำมาทำให้เช่า ด้วยความที่เป็นรถที่มีความทนทาน สามารถที่จะใช้ได้งานได้นานหลายปี อีกทั้งสมรรถนะของรถเองก็ถือว่าดีมาก ๆ ขี่ในเมืองหรือว่าขี่ไปไกลก็สบายหายห่วง

แต่เป็นที่น่าเสียเนื่องจากทาง Nissan เลิกที่จะทำการตลาดรถรุ่นนี้แล้ว ทำให้การซ่อมแซมอาจจะยาก เนื่องจากอาจจะต้องหาอู่ซ่อมรถเฉพาะทาง ประกอบกับราคาอะไหล่อาจจะสูงจนทำให้เมื่อรถพังมาก ๆ ซื้อรถใหม่อาจจะเหมาะกว่า

Toyota Camry

Toyota Camry นอกจากจะเป็นรถส่วนบุคคลที่หลาย ๆ นิยมขับแล้ว บรรดาสหรกรณ์ต่าง ก็นิยมที่จะนำเอารถรุ่นนี้มาทำเป็นรถแท็กซี่ ที่ชูจุดเด่นด้วยเครื่องยนต์ 2.0 พร้อมกับดีไซน์ภายนอกที่หรู พร้อมจะดึงดูดบรรดาเหล่าผู้โดยสารให้เรียกใช้บริหาร ภายในที่หรูหราและขับสบายเหมาะมากในการขับในเมืองที่การจราจรคับคั่งอย่างกรุงเทพมหานคร

แม้ว่าราคาของ Camry อาจจะมีราคาแพงเมื่อเทียบกับรุ่นรถอย่าง Altis แต่ก็แลกมากับสมรรถนะที่ดีกว่า รวมถึงดีไซน์ที่ดูหรูหรามากกว่า ทำให้หากลูกค้าเรียกหรือว่าโดยสาร ย่อมมีความประทับใจมากกว่ารถรุ่นอื่น ๆ อย่างแน่นอน

Toyota Fortuner

ปิดท้ายกันด้วยรถ PPV ขวัญใจชาวแท็กซี่สนามบินอย่าง Toyota Fortuner ที่เรามักจะได้เห็นกันบ่อย ๆ โดยจุดเด่นของรถรุ่นนี้คือ การเป็นรถที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทำให้สามารถหาอะไหล่มาซ่อมรถได้ง่าย อีกทั้งยังเป็นรถที่มีขนาดใหญ่ ทำให้ขับขี่สบาย ผู้โดยสารก็สะดวก เก็บของได้มาก นอกจากนี้ยังมีระยะเวลาในการใช้งานที่ยาวนานอีกด้วย

สรุป

จะเห็นได้ว่ารถที่นิยมนำมาขับเป็นแท็กซี่ส่วนใหญ่จะเป็นยี่ห้อ Toyota เสียเป็นส่วนมาก เนื่องจากการซ่อมบำรุงที่ง่าย อีกทั้งยังมีระยะเวลาการใช้งานที่ยาวนาน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลเพราะว่า แท็กซี่ส่วนใหญ่จะเน้นการเช่ามากกว่าการขายขาด การซ่อมบำรุงจึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

หากเพื่อน ๆ ชอบบทความเกี่ยวกับรถ รีวิวเรื่องของรถ รวมไปจนถึงเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถยนต์แบบครอบจักรวาล ก็ขอแนะนำ Kaidee Auto แหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์ ที่มีให้คุณครบจบในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นรถมือหนึ่ง มือสอง รถคลาสสิค ฯลฯ อีกมากมาย ลองเลยที่นี่

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

ประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ ต่างกันอย่างไร และควรเลือกแบบไหนดี

หลาย ๆ คนอาจจะคิดไม่ตกเวลาซื้อรถยนต์มาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมือ 1 หรือมือ 2 ก็ตาม ย่อมกังวลเป็นเรื่องธรรมดาถึงทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ที่อาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าวันใดก็วันหนึ่ง การซื้อประภัยจึงเป็นอีกทางเลือกที่จะทำให้ผู้ขับขี่นั้นประหยัดและเสียเงินให้ได้น้อยที่สุดจากการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันได้เป็นอย่างดี

บทความนี้จะมาเป็นทางออกของความกังวลเหล่านั้นเอง ว่าประกันภัยชั้น 1 และชั้น 2+ มีความแตกต่างกันอย่างไร เป็นอีกหนึ่งกระบอกเสียงที่ช่วยให้คุณ!! นั้นตัดสินใจในการเลือกทำประกันในแต่ละครั้งได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

ประกันรถยนต์คือ?

น่าจะพอรู้กันอยู่แล้วว่าประกันรถคืออะไร แต่จะมาพูดง่าย ๆ สั้น ๆ เป็นการเกริ่นก่อนที่จะเข้าเรื่องประกันแต่ละชนิด ประกันรถยนต์ คือ กรมธรรม์หรือสัญญาที่ทำเพื่อประกันและคุ้มครองรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายหรือสูญเสียทั้งตัวรถยนต์เองหรือแม้กระทั่งชีวิตของผู้ขับขี่ก็ตาม ที่เกิดจากอุบัติเหตุที่ไม่เรานั้นอาจจะไม่ได้ตั้งใจ ทั้งนี้การคุ้มครองก็ขึ้นอยู่ประกันแต่ละชนิดออกไปตามแต่ที่เรานั้นเลือกทำเอาไว้ ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติเอาไว้ ดังนี้

  • การทำประกันภัยภาคบังคับ

คือ กฎข้อบังคับที่กล่าวเอาไว้ถึง ผู้ที่เป็นเจ้าของรถยนต์นั้นจะต้องจัดหาประกันภัยให้แก่รถยนต์ที่ครอบครองเอาไว้ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 หรือที่ทุกคนรู้จักกันในชื่อ “พรบ. ประกันภัย” นั่นเอง

  • การทำประกันภาคสมัครใจ

การทำประกันแบบนี้คือการที่เรานั้นไปเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยเพิ่มเติมจาก พรบ. ประกันภัย โดยบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เอง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่รถยนต์โดยไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด โดยประภัยชั้น 1 และ 2+ นั้นก็เป็นส่วนหนึ่งในประกันชนิดนี้เช่นเดียวกัน 

ประกันภัยชั้น 1

ประกันภัยชั้นที่ 1 คือ ประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของคุ้มครองชีวิตของผู้ขับขี่ รวมไปถึงตัวของรถยนต์เองก็ตาม ซึ่งครอบคุ้มการคุ้มครองการเสียหายของรถยนต์ไว้เกือยจะทุกกรณีที่ทำให้ร๔ยนต์นั้นเกิดความเสียหายได้ แต่ทั้งนี้ก็ยังมีขอบเขตของการประกัน เพื่อที่จะป้องกันการที่ผู้ขับขี่จงใจไปทำให้รถยนต์เสียหายและมาของเบิกประกันนั่นเอง โดยการคุ้มครองของประกันภัยชั้น 1 ประกอบไปด้วย

  • คุ้มครองรถยนต์ ตั้งแต่การถูกชน ไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครองรถยนต์จากทั้งมีคู่กรณีและไม่มีคู่กรณี หากเกิดอุบัติเหตุประกันจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ให้
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 1

  • คุ้มครองในทุกกรณีที่เกิดอุบัติเหตุ
  • คุ้มครองแม้จะไม่มีคู่กรณีในการเกิดอุติเหตุ (***ทั้งนี้ต้องห้ามเกิดจากความจงใจหรือตั้งใจที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ)

ประกันภัยชั้น 2+

ในปัจจุบันประกันภัยชั้น 2+ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยราคาเบี้ยประกันที่มีความถูกกว่าประกันภัยชั้น 1 อยู่ค่อนข้างมาก และให้การคุ้มครองที่คอบคุมเหมือนกับประกันภัยชั้น 1 โดยมีการคุ้มครอง ดังนี้

  • คุ้มครองอุบัติเหตุจากการถูกชน ไม่ว่าจะเราหรือคู่กรณีเป็นฝ่ายผิด
  • คุ้มครองรถยนต์สูญหาย
  • คุ้มครองรถยนต์ที่ถูกไฟไหม้ และน้ำท่วม
  • คุ้มครอบบุคคลทั้งอุบัติเหตุ รวมไปถึงค่ารักษาพยาบาลที่ใช้ในการรักษา

ปล. ทั้งนี้เงินค่าชดเชยขึ้นอยู่ข้อสัญญาในกรมธรรม์ของแต่ละบริษัทประกันภัยได้กำหนดเอาไว้

ข้อดีของประกันภัยชั้น 2+

  • ราคาประหยัดค่าเบี้ยประกันไม่สูงนัก
  • ได้รับการคุ้มครองใกล้เคียงกับประกันภัยชั้นที่ 1
  • ไม่จำกัดอายุของรถยนต์ที่จะนำมาทำประกัน

ต่างกันอย่างไร

จากสิ่งที่อธิบายมาทั้งหมดอาจจะสงสัยว่าเอ๊ะ!! แล้วมันแตกต่างกันอย่างไรล่ะ ดูแล้วก็ไม่เห็นจะแตกต่างอะไรเท่าไหร่นัก ซึ่งจริง ๆ แล้ว ประกันทั้งสองตัวนั้นมีความแตกต่างกันอยู่เพียงแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ซึ่งจะมีอะไรบ้าง เดี๋ยวเรามาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. ราคา

แน่นอนว่าเรื่องราคานั้นเห็นกันได้อย่างชัดเจนว่าประกันภัยชั้น 1 นั้นมีราคาค่าเบี้ยประกันที่ค่อนข้างสูงกว่า ประกันภัยชั้น 2+ อย่างเห็นได้ชัด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับบริษัทประกันที่จะมีโปรโมชั่นในการทำให้ค่าเบี้ยประกันของแต่ละประเภทนั้นลดลงได้หรือไม่

2. คู่กรณี

ในเรื่องของคู่กรณีหากเกิดอุบัติเหตุ ข้อนี้เป็นความแตกต่างที่ใหญ่ที่สุดของประกันทั้งสอง ที่จะสามารถช่วยให้ผู้ที่กำลังมองหาประกันสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่ประกันภัยชั้น 1 นั้น แม้จะเกิดอุบัติเหตุจากการชนโดยมีคู่กรณี หรือว่าขับไปชนสิ่งของต่าง ๆ เอง ประกันก็ยังจะชดเชยค่าเสียหายในส่วนนี้ให้ ต่างจากประกันภัยชั้น 2+ ที่จะคุ้มครองก็ต่อเมื่อเกิดอุบัติเหตุโดยที่มีคู่กรณีด้วยเท่านั้น!!

3. สาเหตุการประกัน

ประกันภัยชั้น 1 นั้นจะให้การคุ้มครองความเสียหายของตัวรถยนต์ในทุก ๆ กรณี แต่ทว่าประกันภัยชั้น 2+ จะคุ้มครองเฉพาะความเสียหายของรถยนต์ที่เกิดจากการชนเท่านั้น

ควรเลือกอย่างไร

เป็นคำตอบที่ยากในระดับหนึ่งว่าควรเลือกประกันแบบไหน ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ขับขี่ว่ามีงบประมาณในการเลือกซื้อประกันภัยในระดับใด แต่จะของสรุปมาให้เป็นข้อดังนี้แล้วกันว่าควรเลือกยังไง

ประกันภัยชั้น 1 เหมาะกับ?

ถ้าหากรถยนต์ที่คุณซื้อมานั้นเป็นรถใหม่ป้ายแดง เพิ่งนำรถออกมาเลยแล้วล่ะก็ ทางที่ดีก็ควรที่จะเลือกซื้อประกันภัยชั้น 1 ที่ครอบคุมในทุก ๆ การขับขี่ให้แก่เรา เพราะคงไม่มีใครอยากให้รถยนต์คันใหม่ของเรานั้นมีรอยขีดข่วนไม่ว่าจากอะไรก็ตาม

ประกันภัยชั้น 2+ เหมาะกับ?

เหมาะกับรถยนต์ที่มีอายุมาแล้วในระดับหนึ่ง ซึ่งเกินกว่าเกณฑ์ที่ประกันภัยชั้น 1 นั้นกำหนดเอาไว้ (รถยนต์มีอายุเกิน 5 ปีขึ้นไป) แต่ยังคงได้รับการคุ้มครองที่คุ้มค่าและมีความใกล้เคียงกับประกันภัยชั้น 1 อยู่ รวมไปถึงใครก็ตามที่มีงบในการจ่ายเบี้ยประกันไม่สูงเท่าไหร่นักนั้น ประกันภัยตัวนี้จะเหมาะเป็นอย่างมาก

สรุปท้ายบทความ

โดยสรุปแล้วประกันภัยชั้น 1 และ 2+ มีความแตกต่างในเรื่องของการคุ้มครองเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยหลัก ๆ แล้ว จะต่างกันที่ประกันภัยชั้น 1 ไม่จำเป็นต้องมีคู่กรณีก็ได้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วนประกันภัยชั้น 2+ จำเป็นต้องมีคู่กรณีถึงจะคุ้มครอง

ทั้งนี้การเลือกทำประกันภัยต่าง ๆ ควรศึกษารายละเอียดและอ่านข้อกำหนดที่อยู่ภายในกรมธรรม์อย่างละเอียดและถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจที่จะทำการเซ็นสัญญาใด ๆ ก็ตาม เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงที่สุดในการคุ้มครองแต่ละประเภท

ใครที่เข้ามาอ่านบทความนี้แล้ว อย่าเลือนำความรู้เหล่านี้ไปปรับใช้กับการเลือกซื้อประกันในแต่ละครั้งด้วยล่ะ ส่วนที่กำลังมองหารถยนต์คันใหม่ สภาพดี ๆ ในราคาสบายกระเป๋า ลองแวะเข้ามาดูใน Kaidee Auto สิ ที่พร้อมตอบสนองไลฟ์สไตล์การขับของคุณ

6 ของเล่น Luxury เห็นราคาแล้วแทบร้องกรี๊ด!

6 ของเล่น Luxury เห็นราคาแล้วแทบร้องกรี๊ด!

ของเล่นสมัยนี้ จะว่าไปแล้ว ก็มีอะไรใหม่ๆให้ลองเล่นเยอะมาก ไหนจะบอร์ดเกม ไหนจะ Nentendo Switch หรือ PlayStation ที่ปล่อยรุ่นใหม่ ออกมายั่วใจสายเกมเมอร์อยู่บ่อยๆ แต่จะพูดถึงของเล่นทั่วไปอย่างเดียวก็ดูน่าเบื่อ เราเลยอยากชวนเพื่อนมาส่องดูว่า ของเล่น Luxury เขามีอะไรน่าสนใจบ้าง บอกตรงๆเลยว่า..เห็นราคาที่เห็นแล้วอยากเป็นลม

1.CANVAS FOOSBALL TABLE

เกมฟุตบอลแบบโต๊ะ สไตล์ Louis Vuitton ที่ดีไซน์ตัวผู้เล่นจากภาพพนักงานบริการ (LV Groom) ในปี 1921 ด้ามจับหุ้มด้วยหนังวัวอย่างประณีต ด้านข้างของโต๊ะเป็นลาย Monogram ของแบรนด์ที่หลายๆคนคุ้นเคย จะเล่นตอนปาร์ตี้หรือเล่นแก้เครียดก็ดูมีระดับสุดๆ

ราคา : 71,000- 87,500 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 2,221,000 – 2,737,000 บาท)

2.VIVIENNE MUSIC BOX

 กล่องดนตรีจาก Louis Vuitton รูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายหีบสมบัติ อะไหล่สีทองโชว์โลโก้ LV เมื่อเปิดกล่องขึ้นมาจะเห็นน้องหุ่น VIVIENNE ยืนต้อนรับพร้อมเสียงเพลงเมื่อไขลาน จะให้เป็นของขวัญ หรือตกแต่งห้องนอนก็ดีไปหมด

ราคา: 3,650 – 3,800 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 114,000 – 119,000 บาท)

3.Dior TEDDY BEAR

ถึงจะโตแค่ไหน ตุ๊กตาก็ยังเป็นเพื่อนคู่ใจอยู่เสมอ เราขอนำเสนอพี่หมีสีขาวสะอาดจาก Dior ที่มาพร้อมถุงผ้าซาตินพิมพ์ลาย Toile de Jouy แสนละมุน นอกจากจะเป็นของเล่นยามเหงาแล้ว ถ้าซื้อเป็นของขวัญให้เจ้าตัวเล็กด้วยแล้ว รับรองว่าหลานๆ รักตายเลยล่ะ

ราคา: ไม่เปิดเผย

4.Wakesurf board

มาถึงของเล่นสาย Healthy กันบ้าง กับเซิร์ฟบอร์ดจาก Chanel สีดำสุดคลาสสิก

พร้อมโลโก้อักษรตัว C ไขว้เพิ่มความเท่ โต้คลื่นทั้งที ต้องโต้แบบ Luxury รับรองว่าปังที่สุดในหาด ราคา: 7,400 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 235,000 บาท)

5. MIU MIU MATCHING COLORSTOOL

หลายคนอาจจะงงว่ามันคืออะไร ? มันคล้ายๆกับจิ๊กซอนั่นแหละ โดยผู้เล่นสามารถออกแบบได้อย่างอิสระผ่านหมุดถึง 12 สี โดยจะออกแบบเป็นรูปร่างหรือภาพอะไรแล้วแต่ใจเราเลย เรียกว่าเป็นของเล่นสร้างจินตนาการและความครีเอทีฟก็ได้นะ
ราคา: 650 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 21,000 บาท)

6.Sterling Silver and 24k Gold Vermeil Chess Set

หมากรุกที่ใช้เวลาออกแบบนานถึง 1 ปี ตัวตารางและหมากรุก ทำจากเงินและทองคำแท้ 24K ประทับตรา Tiffany & Co. อย่างประณีต โดยกล่องใส่หมากรุกทำจากเงินแท้บุด้วยผ้าสักหลาด และผ้าซาติน

เล่นเพียงหนึ่งครั้ง ออร่าความรวยจับเลยทีเดียว

ราคา: 75,000 เหรียญสหรัฐ (ราวๆ 2,300,000บาท) 

ถึงตรงนี้ หลายคนคงมีคำถามว่า “แพงก็แพง ซื้อไปทำไม?” เพราะของพวกนี้สามารถซื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาดในราคาที่น่ารักกว่า แต่ถ้ามองดีๆ เราว่าของพวกนี้ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจ และกำลังทรัพย์ของคนนั้นๆ ที่ต้องการเป็นเจ้าของมากกว่า หลายๆคน ไม่ได้ซื้อเพราะของ แต่ซื้อเพราะมีความ Royal กับแบรนด์ ก็มี ซึ่งเราไม่สามารถตัดสินพวกเขาจากสิ่งที่พวกเขาซื้อได้เลย

ถ้าใครมีของเล่นไม่ได้ใช้ อยากปล่อยต่อ อย่าลืม Kaidee ที่นี่พร้อมเป็นตัวกลางดีๆ ให้คุณ

Realme C12 สมาร์ทโฟน สเปคแน่น ราคาสุดคุ้ม

Realme C12 สมาร์ทโฟน สเปคแน่น ราคาสุดคุ้ม

ยุคนี้ซื้อสมาร์ทโฟนแบรนด์ไหนรุ่นอะไรดีนะ ในท้องตลาดก็มีแบรนด์มากมาย หนึ่งแบรนด์ที่โดดเด่นเลยนั้นคือ Realme แบรนด์ที่มีสมาร์ทโฟนฟีเจอร์สุดล้ำในราคาที่จับต้องได้ง่ายสุดๆ

Realme แบรนด์นี้มีที่มา

แบรนด์น้องใหม่ไฟแรงจากประเทศจีน ก่อตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมปี 2018 โดย Sky Li อดีตทีมบริหารของแบรนด์ Oppo ซึ่ง Realme มีบริษัทใหญ่ตั้งอยู่ที่เมืองปักกิ่ง โดยสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ทำออกมานั้นคือรุ่น Realme 1 ที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม และเริ่มทำรุ่นใหม่ๆที่มีฟีเจอร์ดีๆตามมาอีกมากมายจนถึงปัจจุบัน 

จนในตอนนี้ Realme เป็นแบรนด์ที่เปิดขายทั่วโลกมากถึง 27 ประเทศ จุดเด่นที่ทำให้ Realme เป็นที่นิยมคือเรื่องราคาที่จับต้องได้ และคุณภาพด้านฟีเจอร์ต่างๆที่อัดแน่นในแต่ละรุ่น ทำให้ตีตลาดได้หลากหลายกลุ่ม โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ต้องการสมาร์ทโฟนแรงๆในราคาประหยัด เช่น หนึ่งในรุ่นล่าสุดตอนนี้ที่ออกมานั่นคือ Realme C12

Realme C12

สมาร์ทโฟนราคาสุดคุ้มที่ Realme ทำออกมาได้อย่างดี มีหลากหลายจุดเด่นจนถือเป็นหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจมากๆในตลาดสมาร์ทโฟนตอนนี้ เรามาดูสเปคคร่าวๆกันก่อน

  •  หน้าจอ HD+ ขนาด 6.5 นิ้ว

เต็มอิ่มกับการดูหนังหรือดูยูทูปด้วยหน้าจอชนาดใหญ่จุใจ ไม่ต้องเพ่งตาดูอีกต่อไป

  •  จอ IPS-LCD

เพิ่มอรรถรสการรับชมด้านความบันเทิงด้วยความสดของสีสันต่างๆในจอแสดงผลด้วยจอแบบ IPS-LCD

  • หน่วยประมวลผล Octa Core Helio G35 

 สายเกมเมอร์ก็ไม่ต้องท้อใจ ในรุ่นนี้มีชิปเซ็ตที่เหมาะสำหรับเล่นเกมมาก แถมมาในรูปแบบ 4 Core อีกด้วย

  •  กล้องหลัง 3 เลนส์ เก็บทุกมุมมองภาพ

กล้องหลักความละเอียด 13MP พร้อมด้วยเลนส์ B&W 2MP และเลนส์ Macro 2MP ที่สำคัญยังมีโหมด Super Nightscape ที่ทำให้ถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้อย่างดีเยี่ยม

  •  AI Beauty ในกล้องหน้า 

ใครชอบ Selfie ในรุ่น C12 นี้มีโหมดบิวตี้และโหมดถ่ายภาพบุคคลแบบหน้าชัดหลังเบลอ ให้คุณมีภาพสวยๆแม้จะถ่ายด้วยกล้องหน้า 

  •  แสกนลายนิ้วมือหลังเครื่อง

เพียงแค่สัมผัสส่วนวงกลมหลังเครื่องด้วยนิ้วที่ตั้งค่าไว้ ก็สามารถปลดล็อคสมาร์ทโฟนได้อย่างง่ายดาย

  •  รองรับ 2 ซิม

สมัยนี้เบอร์หนึ่งโทรเบอร์หนึ่งเล่นเน็ต หรือใครทำงานหลายอย่างต้องมีสองเบอร์ก็สามารถใส่ในเครื่อง Realme C12 เครื่องเดียวได้อย่างสะดวก

  • แบตเตอรี่ความจุ 6,000 mAh

หมดห่วงเรื่องแบตหมดระหว่างวัน เพราะรุ่นนี้ให้แบตมาแบบจุใจ อยู่ได้ตลอดวัน

จุดเด่น รุ่นนี้ดีอย่างไร ?

รู้สเปคกันแล้วมาดูจุดเด่นกันว่าทำไมรุ่นนี้ถึงน่าสนใจ มีจุดเด่นตรงไหน ทำไมต้องซื้อ

1.ราคาประหยัด

Realme C12 เปิดตัวมาด้วยราคาห้าพันมีทอน ถือว่าราคาโดนใจใครหลายๆคนมาก ในระดับราคานี้และสเปคที่จัดเต็ม ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นจุดเด่นของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ 

2.แบตเตอรี่ความจุเยอะ

สมัยนี้แบตเตอรี่ก็กลายเป้นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนหนึ่งเครื่อง หากใครซื้อรุ่นนี้แล้วก็อาจพบเจอกับพาวเวอร์แบงค์น้อยลง เพราะด้วยความจุที่มากถึง 6000 mAh แถม Realme ยังเคลมอีกว่าสามารถเปิดเครื่องสแตนด์บายได้นานสูงสุดถึง 57 วัน แต่หากใช้งานตลอดทั้งวันก็ต้องมีหมดบ้างเป็นปกติล่ะนะ

3.หน้าจอใหญ่จุใจ

ด้านขนาดจอ 6.5 นิ้ว ทำให้หายห่วงเรื่องจอเล็กเกิน ซึ่งหากดูตามจริงแล้วขนาดจอเท่านี้ยังใหญ่กว่าบางรุ่นที่ราคาสูงกว่านี้ด้วยซ้ำ ทำให้เหมาะกับการเพลิดเพลินไปกันความบันเทิงบนหน้าจอสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ได้อย่างดี

4.สเปคแน่นจัดเต็ม

ใครที่เคยคิดว่าสมาร์ทโฟนราคาประหยัดก็คงต้องกั๊กสเปค อาจต้องคิดใหม่ เพราะในรุ่นนี้ทั้งชิปเซ็ต Helio G35 แบบ 4 Core แถมยังมีแรม 3GB หายห่วงเรื่องเครื่องอืดเล่นเกมไม่ได้ หรือจะเป็นกล้อง 3 เลนส์ที่สามารถถ่ายได้หลากหลายมุม และยังถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีด้วยโหมด Super Nightscape เรียกว่าคุ้มค่าเกินราคาจริงๆ 

5.ช่องเสียบหูฟัง 3.5mm

ข้อนี้หลายคนอาจงงว่าเป็นจุดเด่นด้วยเหรอ แต่ในสมาร์ทโฟนหลายๆรุ่นยุคนี้ต่างตัดช่องเสียบหูฟัง 3.5mm ออก ทำให้ใช้หูฟังดีๆหลายตัวที่เป็น 3.5mm ไม่ได้ แต่รุ่นนี้ทำได้นะ และหากจะเชื่อมต่อหูฟังไร้สาย รุ่นนี้ก็มี Bluetooth 5.0 อีกด้วย

นอกจาก C12 มีรุ่นไหนน่าใช้อีกบ้าง

สมาร์ทโฟน Real me หากนอกจากรุ่น C12 นี้ยังมีอีกหลายรุ่นที่น่าสนใจ ตามนี้เลย

1.Realme 7 Pro

สำหรับใครที่ต้องการเครื่องที่แรงขึ้น แต่ราคายังไม่โดดไปไกล รุ่น 7 Pro นี้ตอบโจทย์มาก ด้วยหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 720g Octa Core ที่ช่วยประมวลผลเครื่องให้ทำงานได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้นรวมถึงกล้องหลัง 4 ตัวที่ได้ทั้งมุมกว้าง Macro หรือ Portrait ก็ทำได้ดี

2.Realme X3 SuperZoom

รุ่นนี้ออกมาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2020 โดยทำออกมาตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปมากๆ เพราะมาพร้อมกล้อง 4 ตัว กล้องหลัก 64MP + 8MP Ultra Wide + 8MP Telephoto + 2MP Macro และยังซูมดิจิตอลได้ 60 เท่า และออฟติคอล 5 เท่า ถือว่าครบครันจริงๆสำหรับกล้องสมาร์ทโฟน ใครมีงบและชอบถ่ายรูป ตัวนี้ตอบโจทย์สุดๆ 

3.Realme X50 Pro

รุ่นเรือธงสเปคจัดเต็มแบบไม่กั๊กกับ X50 Pro ที่เหมาะสำหรับคนที่มีงบประมาณมากหน่อย ทั้งหน่วยประมวลผล Qualcomm Snapdragon 865 Octa Core กล้องหลัง 4 ตัวที่ตัวกล้องหลักมีความละเอียดสูงถึง 64MP และสามารถบันทึกวีดีโอได้ในความละเอียดสูงถึงระดับ 4K นอกจากนี้ยังมีแบตเตอรี่ 4,200 mAh และรองรับการชาร์จไวแบบ 65W อีกด้วย ถือว่าคุ้มค่าในราคาเรือธงจริงๆ

สรุป

Realme C12 ถือเป็นสมาร์ทโฟนที่มีสเปคอัดแน่น คุ้มค่าเกินราคา หากใครมีงบไม่มากในการซื้อสมาร์ทโฟนล่ะก็ รุ่นนี้ก็เป็นรุ่นนึงที่น่าสนใจ แต่อย่างไรก็ตาม ควรไปลองเล่นด้วยตัวเองดูก่อนนะ 

หากใครมองหาสมาร์ทโฟน Realme มือสองสภาพดีใช้งานได้อยู่ล่ะก็ Kaidee ของเรามีหมวดสมาร์ทโฟนให้คุณได้เข้าไปค้นหาและเลือกซื้อด้วยนะ ลองเข้ามาดูกันเลย