Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หลายคนคงรู้ดีว่าถึงเวลาแล้วที่ PlayStation 4 กำลังเดินทางเข้าสู่ปลายยุคสมัย บางคนอาจจะเป็นเจ้าของเครื่องตั้งแต่วันแรกที่วางจำหน่าย บางคนอาจจะพึ่งซื้อเมื่อไม่นานมานี้ และบางคนอาจจะยังไม่ได้ซื้อมาเป็นเจ้าของเลยด้วยซ้ำ เพราะล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้การเปิดตัว PlayStation 5 ต้องทำให้ใครหลายคนใจสั่นพร้อมกับเงินในกระเป๋าไปตามๆ กัน
หลังจากที่ Sony ได้ประกาศวันจำหน่าย และราคา PlayStation 5 อย่างเป็นทางการ โดยราคาเริ่มต้นที่ $399.99 หรือประมาณ 12,400 บาท วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูว่า PlayStation 5 จะเจ๋งแค่ไหน มีอะไรบ้างที่เราควรรู้ก่อนที่จะเป็นเจ้าของ และมีเกมอะไรที่น่าเล่นกันบ้าง
ข้อมูลเครื่องและประสิทธิภาพเบื้องต้น
ทาง Sony ได้ยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเครื่อง PlayStation 5 จะทำงานควบคู่กับ CPU Ryzen ของทาง AMD โดยเป็น Generation ที่ 3 และรองรับเทคโนโลยี Ray Tracing ด้วย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ออกมาเพื่อรองรับการ์ดจอซีรีส์ RTX ของทางฝั่ง Nvidia อีกด้วย หนึ่งในข่าวที่หลุดออกมาคือตัว GPU หรือสิ่งที่เหมือนกับการ์ดจอประมวลผลนั้นอาจจะรองรับความละเอียดได้ถึง 8K บนเครื่อง PlayStation 5 และยังมีการรายงานว่าตัวเครื่องจะใช้ SSD แบบ Custom ทำให้สามารถดาวน์โหลดได้เร็วขึ้น รวมไปถึง Haptic Controller ระบบสั่นสะเทือนแบบใหม่ที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการเล่นเกมของคุณให้ได้มากกว่าเดิม
ใช้พลังงานน้อยลงเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ในปัจจุบันหลายธุรกิจทุกหน่วยงานในโลกต่างให้ความสำคัญในการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจเกมและผู้ผลิตเครื่องเกมก็ได้ให้ความสำคัญต่อเรื่องนี้เช่นเดียวกัน โดย Sony ได้เปิดเผยว่า PlayStation 5 จะสามารถใช้โหมดประหยัดพลังงานได้ดีกว่าเดิม โดยผู้เล่นสามารถพักการเล่นเกมได้ ซึ่งโหมดนี้จะใช้พลังงานน้อยกว่า PlayStation 4 เสียอีก และพวกเขายังเชื่อว่าหากมีเจ้าของ PlayStation 5 หนึ่งล้านคน ก็จะได้ประโยชน์จากคุณสมบัตินั้นที่สามารถประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เทียบเท่ากับ 1,000 ครัวเรือนในสหรัฐอเมริกาเลยทีเดียว
อัปเดตระบบ Firmware ให้พัดลมระบายความร้อนสามารถทำงานได้ดียิ่งขึ้น
อีกหนึ่งจุดเด่นที่หลายคนพูดถึงเครื่อง PlayStation 5 นั่นก็คือระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ที่ยืนยันว่าทำงานได้เงียบมาก และระบายความร้อนได้เป็นอย่างดี ทำให้การทำงานของตัวเครื่องเป็นไปอย่างราบรื่นมาก และเมื่อหลังจากที่วางจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยก็จะมีการออก Firmware ที่จะช่วยปรับรอบพัดลมของเครื่องให้เหมาะสมมากกว่าเดิม
นอกเหนือจากการใช้ APU เพื่อคอยรายงานเรื่องอุณหภูมิของเครื่องแล้ว เครื่อง PS5 ยังมีเซนเซอร์วัดอุณหภูมิของ Mainboard เพื่อควบคุมรอบพัดลมภายในเครื่อง โดยจะวัดค่าความร้อนเฉลี่ยและสูงสุดเอาไว้ด้วย น่าสนใจว่า Firmware ตัวนี้จะสามารถจัดการระบบความร้อนนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง
สามารถ Live Stream ผ่านทางแพลตฟอร์ม YouTube และ Twitch
ทาง Sony ได้ยืนยันแล้วว่า PlayStation 5 จะมีฟังก์ชันให้ผู้ใช้งานสามารถ Live Stream หรือเล่นเกมแบบถ่ายทอดสดผ่านทางแพลตฟอร์มยอดนิยมได้ทั้ง YouTube และ Twitch ได้ทันทีตั้งแต่วันแรดที่วางจำหน่าย รวมไปถึงยังมี App สำหรับความบันเทิงอื่น ๆ เช่น Netflix, Disney+, Spotify และ Apple TV มาให้ทุกคนได้ใช้งานตั้งแต่วันแรก และจะติดตั้งมาให้ในเครื่องโดยที่ไม่ต้องโหลดเพิ่ม
นับว่าเป็นครั้งแรกที่ Apple TV จะได้มารวมและลงในเครื่อง PlayStation เป็นครั้งแรกหลังจากที่รอคอยกันมาอย่างยาวนาน เชื่อว่าใครที่เป็นสมาชิกคงจะแฮปปี้กันอย่างแน่นอน นอกจากนี้ยังมี App อื่นๆ อีกมากมาย เช่น Amazon Prime Video, Hilu, Peacock, MyCanal ที่จะมีการอัปเดตเพิ่มเข้าไปในอนาคต โดยจะมีการอัปเดตผ่านทาง Firmware ให้ผู้ใช้งานเลือกได้ตามสะดวกอีกด้วย
การเพิ่ม App สำหรับรับชมวิดีโอและ Live Stream นี้จะช่วยให้คนที่อยากเล่นเกมสตรีมผ่านทางระบบออนไลน์นั้นชื่นชอบอย่างแน่นอน และที่สำคัญตัวเครื่องยังมี App เพื่อความบันเทิงติดมาให้ตั้งแต่วันแรกที่ใช้งาน เรียกได้ว่าจัดเต็มครบวงจรทุกความบันเทิงได้อย่างครบครัน
ใช้ปุ่ม “X” เป็นมาตรฐานในการกด “ตกลง” ทั่วทุกโซน
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อาจไม่ส่งผลกระทบต่อผู้เล่นฝั่งตะวันตกมากนัก แต่สำหรับผู้เล่นฝั่งเอเชียและโซนญี่ปุ่นส่วนใหญ่อาจได้รับผลกระทบครั้งนี้แน่นอน เนื่องจากหลายประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นนั้นใช้ปุ่ม “O” ในการกดตกลง และใช้ปุ่ม “X” ในการกดยกเลิก ซึ่งทำให้เหล่าผู้เล่นฝั่งเอเชียต้องทำการปรับตัวและทำความเข้าใจใหม่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนในระหว่างที่เล่นเกม
Ultimate FAQ เพื่อตอบคำถามสำคัญเกี่ยวกับ PS5 ทั้งหมด
เชื่อว่าปัญหาส่วนใหญ่สำหรับผู้ใช้งานนั้นคงมีคำถามมากมายที่ต้องการรู้เกี่ยวกับการใช้งานและระบบต่างๆ ของตัวเครื่อง เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนมากที่สุด ทาง Sony จึงได้จัดทำ Ultimate FAQ ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งาน
Ultimate FAQ สำหรับ PlayStation 5 ได้รวบรวมคำตอบทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเครื่อง นับตั้งแต่ช่วงเวลาการวางจำหน่าย การอธิบายรูปแบบ ลักษณะเด่นของแต่ละเครื่อง รายละเอียดช่อง Input / Output ต่างๆ รวมไปถึงการบอกว่าภายในกล่องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
นอกจากนี้ยังมีรายละเอียดเกี่ยวกับจอย DualSense สเปคเครื่องภายใน CPU, GPU, Ram และรายละเอียดทุกอย่างชนิดที่ว่าบอกข้อมูลแบบจัดเต็ม ทาง Sony อาจทำขึ้นมาเพื่อครอบคลุมให้ได้มากที่สุด แต่อาจจะตอบทุกคำถามของผู้ใช้งานไม่ได้ แต่ Ultimate FAQ จะช่วยคลายข้อสงสัยให้คุณได้มากกว่าเดิม
เกม PlayStation 5 ไม่มีการล็อกโซน สามารถเล่นเกมเวอร์ชันโซนไหนก็ได้
ยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่าเกมใน PlayStation 5 ทั้งหมดจะเป็น Region Free ซึ่งไม่มีการล็อกโซนสามารถเล่นเกมเวอร์ชันโซนไหนก็ได้ หรือหมายความว่าผู้เล่นจะสามารถเล่นเกมที่วางจำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศอื่นได้โดยที่ไม่พบปัญหาใดๆ ตามมา นอกจากนี้ PlayStation 5 ยังมีระบบบริการ Cloud Gaming ที่สามารถเล่นเกมเก่าในสมัย PS3 และ PS2 ได้
เกมน่าเล่นใน PlayStation 5
โดยในปีนี้มีเกมมากมายที่ถูกเลื่อนวันวางจำหน่ายออกไปเป็นจำนวนมาก ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่ยังแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง และเกมเหล่านี้อาจจะใช้ช่วงเวลานี้เพื่อนำไปปรับปรุงเพิ่มเติมประสิทธิภาพและพัฒนาให้สามารถเล่นบน PlayStation 5 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
โดยเกมดังกล่าวก็มีมากมายทั้ง Cyberpunk 2077, Marvel’s Avengers, Watch Dogs : Legion, Rainbow Six : Quarantine ที่ล้วนถูกคาดการณ์ไว้ว่าจะกลายเป็นเกมเด่นบน PlayStation 5 ซึ่งตอนนี้มีหนึ่งเกมที่ได้รับการยืนยันว่าจะเป็นเกมชูโรงของ PlayStation 5 นั่นก็คือ Godfall เกมแนว Action Slasher-Looter จากสตูดิโอ Gearbox ผู้สร้าง Borderlands หลังจากนี้เราคงเตรียมตัวได้เห็นเกมอีกมากมายที่กำลังจะเปิดตัวได้แบบนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว
สำหรับใครที่กำลังสนใจหาซื้อ PlayStation 5 มาครอบครอง สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์สินค้าดีราคาถูกที่มีทั้ง PlayStation 4 และแผ่นเกมอีกมากมายให้เลือกซื้อ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ช่วงเวลากลางคืนถือว่าเป็นหนึ่งในช่วงของวันที่ชีวิตมนุษย์ต้องพบเจอ ส่งผลไปถึงวิถีชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปตามเวลา โดยวันนี้เราจะมาคุยกันถึงหนึ่งเรื่องที่สำคัญมาก ๆ นั่นคือเรื่องของการขับรถตอนกลางคืน ที่ขับยังไงให้ปลอดภัย บทความนี้มีคำตอบ
ทำไมการขับรถกลางคืนถึงอันตรายกว่ากลางวัน
การขับรถกลางคืนนั้นมีความอันตรายกว่ากลางวัน โดยประการแรกเป็นเรื่องของทัศนวิศัยในการขับรถที่น้อยกว่ากลางวันอย่างชัดเจน ยิ่งเป็นการขับรถแบบข้ามจังหวัดในเขตป่าเขา การขับรถจะยิ่งมีความอันตรายเพิ่มขึ้นอย่างมาก ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว อีกทั้งการหาสถานที่ในการเติมเชื้อเพลิงจะยากขึ้นไปอีก เพราะปั๊มน้ำมันในต่างจังหวัดหากไม่ใช่ทางหลักมักจะไม่เปิด 24 ชั่วโมง
การขับในเมืองเองก็ต้องระวังตัวเช่นกัน เพราะตอนกลางคืนแม้ว่ารถจะน้อยแต่ก็เต็มไปด้วยความอันตรายจากรถคันอื่น ๆ ที่อาจจะเหนื่อยจากการทำงาน รวมไปถึงเหล่าบรรดาคนชอบเที่ยวกลางคืนที่เพิ่งออกมาจากปาร์ตี้ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยและง่ายกว่าช่วงกลางวันที่มีรถเยอะ
นอกจากนี้การขับกลางคืนยังเป็นการวัดความสามารถของเราและของรถเรา ที่ต้องทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะหากว่ามีส่วนไหนส่วนหนึ่งทำงานได้ไม่เต็มที่ ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องอุบัติเหตุอย่างแน่นอน ยิ่งเป็นคนขับรถมือใหม่ยิ่งต้องระวังตัวให้มาก
7 เทคนิคที่จะทำให้การขับตอนกลางคืนมีความปลอดภัยมากขึ้น
1.เตรียมรถให้พร้อม
สำหรับใครที่ต้องเดินทางในช่วงกลางคืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งแรกที่คุณควรทำคือการเตรียมรถให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันรถก็ควรเติมให้เต็มถึง ดูลมยางให้ดี และที่สำคัญระบบไฟฟ้าที่เราต้องเช็คให้ดีเพราะเป็นตัวช่วยหลักของเราในการขี่รถตอนกลางคืน
2.เตรียมตัวให้พร้อม
นอกจากรถจะต้องพร้อมแล้ว ผู้ขับเองก็สำคัญเช่นกัน โดยหากเราจำเป็นจะต้องเดินทางตอนกลางคืนนั้น เราควรที่จะนอนให้พอ พักผ่อนให้เต็มที่เพราะจะต้องใช้สติและการตอบสนองที่มากกว่าปกติ นอกจากนี้เราควรศึกษาเส้นทางให้ดี ต้องเดินทางผ่านตรงไหน มีจุดไหนที่ต้องระวัง ปั๊มน้ำมันอยู่ตรงไหน เรียกได้ว่าต้องรู้แบบเต็มที่เลยทีเดียว
แต่หากคุณเป็นสายปาร์ตี้และอยากจะขับรถตอนกลางคืนผู้เขียนก็ขอแนะนำให้คุณว่า “อย่าเอาชีวิตไปเสี่ยงเลย” เนื่องจากการขับรถในขณะที่เมานั้น มีความอันตรายมาก ทั้งต่อตัวเราเองและต่อเพื่อนร่วมถนน นอกจากนี้ยังผิดกฎหมายจราจรอีกต่างหาก ดังนั้นหากเป็นไปได้ เมาแล้วห้ามขับรถด้วยประการทั้งปวง
3.เพิ่มระยะห่าง เพิ่มความปลอดภัย
เนื่องจากการขี่รถในเวลากลางคืนจะต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่ากลางวัน ดังนั้นการเว้นระยะห่างกับรถคันหน้าให้มากกว่าปกติ จะช่วยทำให้เรามีเวลาในตัดสินใจมากขึ้น รวมไปถึงเป็นการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่จะเกิดอีกด้วย
โดยปกติแล้วสูตรในการเว้นระยะห่างระหว่างรถคันหน้าจะไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยที่สุดควรก่ะระยะห่างให้เรามีเวลา 2 วินาที ในการตัดสินใจหรือทิ้งระยะห่างจากคันหน้าประมาณ 3-5 เมตร ก็ทำให้เราปลอดภัยขึ้นเช่นกัน
4.เพิ่มความระมัดระวังเมื่อเข้าสู่เขตพิเศษ
เขตพิเศษในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเขตพิเศษทางเศรษฐกิจเสมอไป แต่เป็นบริเวณต่าง ๆ ที่ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่นเขตชุมชนหรือเขตป่า ที่บางครั้งเราอาจจะเจอคนหรือสัตว์วิ่งตัดมาจากมุมมืดก็เป็นได้ อย่างที่เราจะได้เห็นในข่าวบ่อย ๆ นอกจากนี้กลางคืนหลาย ๆ คนอาจจะไม่ระวังตัวเท่ากลางวัน แล้ววิ่งออกมาที่ถนน อาจจะทำให้เราตกใจแล้วนำไปสู่อุบัติเหตุในที่สุด ดังนั้นถ้าเป็นควรจะขับรถช้า ๆ เมื่อเข้าสู่เขตเหล่านี้จะทำให้เราปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
5.เปิดไฟสูงให้บ่อย หรี่ไฟลงมือจราจรติดขัด
การเปิดไฟสูงถือว่ามีความจำเป็นอย่างมาก เมื่อเราจะต้องขี่รถกลางคืน เพราะไฟสูงให้ทัศนวิศัยในการมองทางของเราที่ไกลกว่าเดิม ดังนั้นให้เปิดไฟสูงไว้ตลอดเวลา แต่หากว่าจราจรติดขัดหรือมีรถมากก็อย่าไปเปิดไฟสูงใส่รถชาวบ้านล่ะ เพราะนอกจากจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังทำให้เกิดความรำคาญอีกด้วย
6. ปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด
แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลากลางคืนแต่วินัยจราจรของเราก็ไม่ควรหย่อนตาม เมื่อเรายังต้องใช้ถนนร่วมกันคนอื่น การเคารพกฏหมายจราจรถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการเมาแล้วไม่ขับ การปฎิบัติตามสัญญาณจราจรต่าง ๆ จะปลอดภัยแก่ตัวเราเองและคนรอบข้าง
7. ทำตัวให้ Active ตลอดเวลา
การขับรถกลางคืนหนึ่งในปัญหาที่หลาย ๆ คนจะเจอคือเรื่องของความง่วง เพราะมองไปทางไหนก็เห็นแต่ความมืดมิดชวนหลับนอน ดังนั้นการพยายามทำตัว Active ตลอดเวลาอาจจะทำให้เราขับรถได้ดีขึ้น เช่นการเปิดเพลงเบา ๆ ฟัง Podcast หรือพยายามคุยกับผู้โดยสารที่นั่งมาด้วยจะทำให้เราตื่นตัวตลอดเวลา นอกจากนี้ให้พยายามเลี่ยงการกินยาที่มีผลต่อความง่วง ไม่งั้นอาจจะได้จอดหลับกลางทางแทนที่จะเป็นปลายทาง
สรุป
จะเห็นได้ว่าการขับรถตอนกลางคืน จะต้องใช้ความระมัดระวังรวมถึงการเตรียมตัวที่ดีกว่าตอนกลางวัน ทั้งในเรื่องของรถและตัวเราเอง แต่ถึงกระนั้นทั้งหมดก็เป็นเพราะในเรื่องของความปลอดภัยล้วน ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อื่นหรือแม้แต่ตัวเราเองก็เป็นได้
หากเพื่อน ๆ ชอบบทความประเภทนี้ก็สามารถที่จะเข้ามาอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Kaidee Blog ที่นี่เรามีแหล่งรวมบทความคุณภาพมากมาย ทั้งในเรื่องของบ้าน รถ และเรื่องทั่วไปในชีวิตประจำวัน ที่จะทำให้การใช้ชีวิตของคุณดียิ่งขึ้นในทุก ๆ วัน
หรือหากใครที่สนใจสินค้ามือสองก็สามารถที่จะลองเข้ามาดูได้ที่ Kaidee.com ที่นี่เรามีแหล่งรวมสินค้าต่าง ๆ มากมาย ให้เพื่อน ๆ ได้เลือกซื้อ พร้อมกับการปรับปรุงแพลตฟอร์มใหม่ ให้มีความสะดวกสบายในการใช้งานมากขึ้น ง่ายยิ่งขึ้นทั้งซื้อและขาย จบได้ในแพลตฟอร์มเดียว
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
นับว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบของการเดินเขาที่เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะได้ทั้งความสนุกของเรื่องราวในระหว่างทางเดินขึ้นสู่ยอดเขา และความคุ้มค่าที่ได้เห็นความงดงามของธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแต่ง สิ่งเหล่านี้คือเสน่ห์ที่ชวนให้นักเดินเขาหลายคนหลงใหลและต้องหายอดเขาอื่นๆ เพื่อไปพิชิตให้สำเร็จ
หลายคนที่กำลังสนใจในกิจกรรมนี้อาจเกิดความสงสัยว่า Trekking และ Hiking มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งเป็นคำศัพท์ยอดนิยมที่เชื่อว่าหลายคนคงต้องเคยพบเจอตามโพสต์รีวิวท่องเที่ยวกันอยู่แล้ว วันนี้เราจะพามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กัน
ความหมายของ Hiking
คำว่า Hiking คือการเดินศึกษาเส้นทางธรรมชาติแบบไปเช้าเย็นกลับ ไม่มีการพักค้างแรม เป็นการเดินป่าแบบตัวปลิว โดยพกอุปกรณ์เท่าที่จำเป็นไปด้วยเท่านั้น เช่น น้ำดื่ม ขนม เพื่อนำไปกินระหว่างหรือบนจุดชมวิว ลักษณะเส้นทางส่วนใหญ่จะเป็นทางเรียบในป่าที่อาจไม่ได้มีความชันมากนัก เมื่อเดินถึงจุดหมายปลายทางอาจเดินกลับเส้นทางเดิม หรือเส้นทางใหม่
ความหมายของ Trekking
ส่วนคำว่า Trekking จะเป็นการเดินเท้าขึ้นเขาต่อเนื่องในระยะทางไกลที่ใช้เวลาหลายวัน โดยจะไม่ได้พกเพียงแค่ขวดน้ำ หรือขนมเท่านั้น เพราะต้องแบกกระเป๋าสัมภาระที่บรรจุไปด้วยเสื้อผ้า เต็นท์ ของใช้ส่วนตัวต่างๆ โดยระหว่างทางอาจต้องนอนตามโฮมสเตย์ในหมู่บ้าน หรือกางเต็นท์นอน เพื่อวันรุ่นขึ้นต้องเดินไปที่จุดหมายปลางทางแล้วกลับมาเก็บของเพื่อเดินทางกลับตามเส้นทางที่วางเอาไว้
สำหรับนักเดินเขามือใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในด้านการเดินเขามาก่อน แต่มีใจรักในธรรมชาติและต้องการที่จะพิสูจน์ตัวเอง ก็อาจจะเริ่มต้นด้วยการเดินเขาในประเทศไทย เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยอันตราย รวมถึงค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้มีราคาแพงมาก และเพื่อเป็นการลองความชอบของตัวเองว่าเหมาะกับเดินเขาจริงๆ หรือไม่ เนื่องจากเส้นทางเดินเขาในประเทศไทยมีให้เลือกอย่างหลากหลาย และยังมีสถานที่ที่เหมาะสำหรับนักเดินเขามือใหม่อีกเพียบ วันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สถานที่สุดฮิตสำหรับนักเดินเขามือใหม่ จะมีที่ไหนกันบ้าง ตามไปดูกันเลย
1. อุทยานแห่งชาติภูกระดึง
หนึ่งในสถานที่เดินเขายอดฮิตที่การันตีได้ว่าทุกคนต้องรู้จักกับ “ภูกระดึง” นับว่าเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของนักเดินเขา หรือนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสบรรยากาศความสวยงามของสถานที่แห่งนี้ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการหลงใหลในเสน่ห์แห่งธรรมชาติของนักเดินป่าหลายๆ คน
โดยลักษณะเส้นทางในการเดินเขาที่ภูกระดึงมีทั้งระยะสั้น และระยะไกล ซึ่งระหว่างทางมีจุดให้นักท่องเที่ยวสามารถหยุดพักแวะชมธรรมชาติ พร้อมกับซื้อน้ำดื่มสดชื่นตามร้านค้าที่คอยให้บริการตลอดจุดพักให้หายเหนื่อยแล้วค่อยเริ่มเดินต่อ จึงทำให้ภูกระดึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีและไม่ยากจนเกินไปสำหรับนักเดินเขาหน้าใหม่
ตลอดเส้นทางที่ภูกระดึงประกอบไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น น้ำตก หน้าผา ดอกเมเปิ้ลสีแดงริมธาร หรือจุดชมวิวทะเลหมอกในยามเช้าที่เป็นอีกหนึ่งเส่นห์ให้ทุกคนไม่ควรพลาด และอีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือการได้ถ่ายรูปคู่กับป้าย “ครั้งหนึ่งในชีวิต เราเป็นผู้พิชิตภูกระดึง” ที่เป็นความคลาสสิกตลอดกาลให้ทุกคนได้มาเยือน
2. อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล
นับว่าเป็นหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่ไม่ได้มีความยากในการเดินมากเท่าไหร่ ซึ่งต้องบอกเลยว่าเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับนักเดินเขามือใหม่ที่กำลังเริ่มต้นและเหมาะเป็นเส้นทางในการซ้อมเดินสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์แล้วในระดับหนึ่ง รวมถึงยังเป็นเส้นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเรื่องราวของความสวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลยทีเดียว
“อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล” ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดลำพูน และลำปาง นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่ผสมผสานเ้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว อีกหนึ่งเสน่ห์ที่ดึงดูดเหล่านักเดินเขาทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าให้มาสัมผัสนั่นก็คือ เป็นอุทยานแห่งชาติหนึ่งเดียวในประเทศไทยที่สามารถเดินทางไปได้ด้วยรถไฟที่ระหว่างเส้นทางจะต้องผ่านอุโมงค์ขุนตานที่มีความยาว 1.3 กิโลเมตร ซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย
จุดหมายปลายทางเริ่มเดินคือสถานีขุนตาน เมื่อลงจากรถไฟแล้วเหล่านักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าต่อขึ้นไปสู่อุทยานแห่งชาติขุนตาลที่มีทั้งร้านอาหารตามสั่ง ร้านค้าสวัสดิการขายของชำต่างๆ ไว้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครบครัน เพื่อเตรียมความพร้อมให้มากที่สุดก่อนเดินเท้าขึ้นสู่จุดกางเต็นท์
3. อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว
อุทยานแห่งชาติภูสอยดาว มีพื้นที่ครอบคลุม 2 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก และจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยยอดสูงสุดของภูสอยดาวมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 2,102 เมตร ซึ่งสูงเป็นอันดับที่ 4 ของประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งในเส้นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ ที่พร้อมให้เหล่านักท่องเที่ยวได้มาพิชิตลานสนที่ภูสอยดาวกัน
หนึ่งในเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเรียกได้ว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของการมาภูสอยดาวเลยนั่นก็คือ “ทุ่งดอกหงอนนาค” ดอกไม้สีม่วงอ่อนที่พร้อมบานสะพรั่งเต็มลานสนในทุกช่วงฤดูฝนประมาณเดือนสิงหาคม-กันยายนของทุกปี และยังมีทะเลหมอกในยามเช้าที่พร้อมต้อนรับในเช้าวันใหม่อีกด้วย
นอกเหนือจากทุ่งดอกหงอนนาคแล้ว ภูสอยดาวยังเต็มไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น น้ำตกภูสอยดาว, น้ำตกสายทิพย์, หลักกิโลเมตรประเทศไทย-ลาว และจุดชมพระอาทิตย์ตกดิน รวมถึงยังมีจุดอำนวยความสะดวก และศูนย์ให้บริการนักท่องเที่ยวทั้งห้องน้ำ จุดเช่าอุปกรณ์เครื่องนอน และสถานที่กางเต็นท์อีกด้วย
4. อุทยานแห่งชาติรามคำแหง
อุทยานแห่งชาติรามคำแหง หรืออีกชื่อหนึ่งที่เหล่านักท่องเที่ยวคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนั่นก็คือ “เขาหลวง สุโขทัย” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติรามคำแหง เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในจังหวัดสุโขทัย โดยมีความสูงที่ 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประกอบไปด้วย 4 ยอดเขาสำคัญ คือ ยอดเขาเจดีย์, ยอดเขานารายณ์ (จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น), ยอดเขาภูกา และยอดเขาแม่ย่า (จุดชมพระอาทิตย์ตก)
โดยระยะทางพิชิตยอดเขาหลวงจากที่ทำการอุทยานไปจนถึงยอดเขาหลวงประมาณ 3.7 กิโลเมตร ลักษณะเส้นทางที่ชัดเจน และมีป้ายบอกทางประจำจุดอยู่ตลอดเส้นทาง ถึงแม้ว่าระยะทางจะสั้นและไม่สุงมากนัก แต่นักเดินป่าหลายคนได้ให้ฉายาของเขาหลวงไว้ว่า “ภูเขาปราบเซียนในภาคเหนือของไทย” เลยทีเดียว
ด้านบนของเขาหลวงยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับนักท่องเที่ยวไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ ร้านขายของ และสถานที่กางเต็นท์ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีความสวยงามไม่แพ้ที่ใด และยังเป็นเส้นทางสุดแสนท้าทายที่รอให้เหล่านักท่องเที่ยวได้มาพิสูจน์กัน
5. อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ
หนึ่งในสถานที่ที่ใครหลายคนต่างรู้จักชื่อเสียงเรียงนามกันเป็นอย่างดี และขึ้นชื่อด้วยว่านี่คือหนึ่งในยอดเขาที่จองยากที่สุดอีกด้วยกับ “เขาช้างเผือก” ยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ โดยมีความสูงประมาณ 1,249 เมตร จากระดับน้ำทะเล
เขาช้างเผือก เป็นเส้นทางเดินเขาที่เต็มไปด้วยความสวยงามตลอดสองข้างทาง ประกอบไปด้วยป่าโปร่งตัดสลับกับทุ่งหญ้าที่มีจุดแวะพักให้ถ่ายรูปกันอยู่ตลอด และจุดไฮไลต์สำคัญของที่นี่คือ “สันคมมีด” สันเขาที่สวยงามและน่าหวาดเสียว ซึ่งใครที่กลัวความสูงเราไม่แนะนำเด็ดขาด เมื่อเดินขึ้นไปสู่ยอดเขา เราจะได้สัมผัสกับวิว 360 องศา ที่สามารถมองเห็นความสวยงามของเขาช้างเผือกได้อย่างรอบทิศทาง ที่การันตีจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยซึ่งยกให้ที่แห่งนี้เป็น 1 ใน 10 Dream Destinations ที่นักท่องเที่ยวควรไปเยือนมากที่สุดอีกด้วย
แต่ความยากของการพิชิตเขาช้างเผือกให้ได้นั้นไม่ได้อยู่ที่การเดิน แต่อยู่ที่ว่าคุณจะสามารถจองคิวได้ทันรึเปล่า เพราะได้มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวในแต่ละวันไว้ไม่เกิน 60 คน และต้องทำการโทรจองล่วงหน้า 7 วัน จึงทำให้สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ที่คิดว่าจะมาตอนไหนก็มาได้เลยทันที เพราะคุณต้องแย่งกับนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หวังจะมาสัมผัสธรรมชาติของที่นี่ให้ได้ จุดนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์ของเขาช้างเผือกที่รอทุกคนได้มาสัมผัสกัน
สรุป
จบไปแล้วสำหรับ 5 สถานที่สุดฮิตสำหรับนักเดินเขามือใหม่ ซึ่งแต่ละเส้นทางที่เราได้คัดเลือกมานั้นเต็มไปด้วยความสวยงามของธรรมชาติ และเสน่ห์อันน่าหลงใหลที่แตกต่างกันออกไป เชื่อว่าเมื่ออ่านจบแล้วคุณจะต้องมีหนึ่งสถานที่ที่ชอบในใจอย่างแน่นอน
แต่ก่อนที่จะไปเดินเขานั้นนักเดินเขามือใหม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ที่พร้อมเสมอก่อนออกเดินทาง ซึ่งสามารถเข้ามาเลือกซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลากหลายประเภทที่รอให้คุณคลิกเข้ามา
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันนี้เรียกได้ว่ากระแสของการดริปกาแฟได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในบ้านเรา เชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยได้ยินกันอยู่บ่อยๆ และอาจเกิดความสงสัยว่ามันแตกต่างจากกาแฟทั่วไปอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้
จริงๆ แล้วการดริปกาแฟ คือชื่อของวิธีการชงแบบ Pour-Over หรือ Filter Brewers ซึ่งเป็นวิธีการชงกาแฟที่ไม่ต้องใช้เครื่องชงหรืออุปกรณ์ที่ตายตัว ใช้เพียงแค่น้ำไหลผ่านผงกาแฟและตัวกระดาษกรองเท่านั้น ในอดีตการดริปกาแฟเป็นที่นิยมในทวีปยุโรป สแกนดิเนเวีย เกาหลี และญี่ปุ่น โดยการดริปกาแฟสามารถที่จะดึงรสชาติของกาแฟคั่วบดออกมาได้เป็นอย่างดี
ปัจจัยของการดริปกาแฟให้อร่อยนั้นมีเทคนิคที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การคัดสรรคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการคั่วสดใหม่เสมอ หรือขั้นตอนการเก็บเมล็ดกาแฟที่ก็ถือว่าสำคัญเพราะต้องเก็บในภาชนะที่ถูกห่อปิดอย่างสนิท ไม่ให้อากาศและความชื้นผ่านเข้าไปโดนเมล็ดกาแฟได้ เพราะจะทำให้เสียรสชาติ รวมถึงอุณหภูมิของน้ำ ความละเอียดในการบดเมล็ดกาแฟที่ปัจจัยทุกอย่างต้องสอดคล้องกันจนทำให้เกิดรสชาติที่ลงตัวมากที่สุด
สำหรับมือใหม่ที่กำลังสนใจในการดริปกาแฟทานเองแล้ว สามารถเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการได้ง่ายๆ ตั้งแต่ขั้นตอนการทำ ไปจนถึงอุปกรณ์ที่วันนี้ Kaidee จะมาแนะนำว่ามือใหม่ที่เริ่มต้นการดริปกาแฟควรจะมีอะไรบ้าง พร้อมเทคนิคต่างๆ ที่จะทำให้คุณดื่มด่ำกาแฟแก้วโปรดฝีมือตัวเองได้ที่บ้านอย่างง่ายๆ
1. เมล็ดกาแฟ
นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุดส่วนหนึ่ง เพราะรสชาติกาแฟจะเป็นยังไงต้องขึ้นอยู่กับเมล็ดกาแฟ ซึ่งหลักๆ เมล็ดกาแฟที่ใช้ในวิธีการดริปจะเป็นเมล็ดพันธุ์อราบิก้า แต่ถ้าชอบโทนเปรี้ยวๆ ผลไม้หน่อยๆ ลองดูเมล็ดจาก Ethiopia หรือ Kenya หรือเมล็ดกาแฟไทยที่เดี๋ยวนี้มีให้เลือกอีกเพียบ อันนี้ก็แล้วแต่คนชอบที่ต้องลองเท่านั้นถึงจะรู้รสชาติที่ตัวเองชื่นชอบได้ดีที่สุด
ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้รสชาติกาแฟออกมาดี คือความสดใหม่ของเมล็ดกาแฟ ยิ่งถ้าหากบดเมล็ดกาแฟเองก่อนชงได้ก็จะยิ่งสร้างรสชาติและมิติให้กับกาแฟของคุณได้มากยิ่งขึ้น ควรใช้เมล็ดกาแฟคั่วอ่อน – ปานกลาง ซึ่งยังมีรสชาติหวานและความเปรี้ยวหลงเหลืออยู่ ไม่ขม เมื่อทานแล้วจะได้กลิ่นและรสชาติของกาแฟสายพันธุ์นั้น เพราะถ้าหากใช้กาแฟคั่วเข้มมากเกินไป กลิ่นและรสจะจางหายจนเหลือแต่ความขม ซึ่งลักษณะการคั่วและการบดละเอียดของเมล็ดกาแฟก็ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคลที่สามารถปรับเปลี่ยนและหารสชาติที่ชอบได้ตามต้องการ
2. เครื่องบดเมล็ดกาแฟ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในความอร่อยของกาแฟที่ขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอและการปรับระดับของความละเอียดของเมล็ดกาแฟในการบด ซึ่งมีให้เลือกแบบทั้งเครื่องบดเมล็ดกาแฟแบบมือหมุน หรือเครื่องบดแบบไม้ทรงวินเทจที่สะดวกต่อการเคลื่อนย้าย ควรจะใช้เครื่องบดเมล็ดกาแฟที่เหมาะสมกับการดริป ลักษณะความละเอียดของเมล็ดกาแฟให้อยู่ประมาณน้ำตาลทรายขาว เวลาที่เอานิ้วหยิบขึ้นมายังให้ความรู้สึกผิวสัมผัสที่เป็นเม็ด ไม่ละเอียดเกินไปจนเหมือนแป้ง และควรจะบดเมล็ดให้ได้ความละเอียดที่เท่ากัน
ซึ่งอัตราส่วนปริมาณของกาแฟและน้ำที่ใช้ในการดริปนั้นต้องมีสัดส่วนที่พอดี หากใส่น้ำมากไปก็จะทำให้รสชาติของกาแฟนั้นจางลง อัตราส่วนที่จะทำให้ได้รสชาติของกาแฟที่ดีที่สุดที่แนะนำจะอยู่ที่ กาแฟ 1 กรัม ต่อน้ำ 15-17 กรัม โดยสามารถปรับปริมาณของน้ำได้ตามความชอบของแต่ละคน
3. กระดาษกรอง (Filter)
รสชาติของกาแฟจะเป็นอย่างไร กระดาษกรองถือว่ามีส่วนสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งหลักๆ จะมีทั้งกระดาษกรองสีขาวและสีน้ำตาล มีขนาดให้เลือกคือ 01 เหมาะสำหรับ 1-2 แก้ว และ 02 เหมาะสำหรับ 3-4 แก้ว โดยก่อนที่จะทำการดริปทุกครั้งควรใช้น้ำร้อนเทลงบนกระดาษกรองทิ้วไว้สักครู่ เพื่อเป็นการลดกลิ่นและทำความสะอาด
4. กาดริปกาแฟ
หัวใจหลักของการดริปที่ดีควรเลือกใช้เป็นกาดริปกาแฟที่มีการเก็บและระบายความร้อนของน้ำได้เป็นอย่างดีในระดับหนึ่ง ให้สายน้ำที่ไหลออกมาจากปากของกาดริปต้องมีความสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักได้ดี ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของผู้ใช้งานว่าชอบและเหมาะสมกับกาชนิดไหนมากที่สุด
การเทน้ำถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อรสชาติของกาแฟ ช่วงแรก Pre-infusion ค่อยๆ เทน้ำจากกา โดยเริ่มเทจากกตรงกลางแล้ววนออกด้านนอก ให้กาแฟพอชุ่มน้ำ ค่อยๆ หยดและเร่งความเร็วขึ้น แล้วรอเวลาประมาณ 30-45 วินาที เพื่อให้กาแฟคลายแก๊ส
ช่วงกลางเร่งความเร็วในการเทและแรงขึ้นให้ได้น้ำเยอะที่สุด ซึ่งช่วงนี้น้ำกาแฟบนดริปเปอร์จะเป็นสีน้ำตาล ค่อยๆ หยดจนน้ำกาแฟที่ได้เริ่มเจือจาง ช่วงท้ายให้เบามือลงและค่อยๆ หยดช้าๆ จนให้ได้ปริมาณน้ำที่ต้องการ
5. ดริปเปอร์ (Dripper)
หลายคนคิดว่าดริปเปอร์อาจเป็นแค่ทางผ่านของน้ำเฉยๆ ที่ไม่ได้มีส่วนสำคัญอะไรมาก แต่ในความจริงแล้วการไหลผ่านของน้ำมีผลต่อรสชาติของกาแฟมากที่สุด ซึ่งควรเลือกใช้ดริปเปอร์ที่ดีมีคุณภาพและถูกออกแบบมาเพื่อการชงได้อย่างเหมาะสม สิ่งสำคัญคือต้องชงง่าย ทำให้น้ำไหลผ่านได้ดี ไม่อั้นน้ำ และสามารถควบคุมการไหลของน้ำได้ มีให้เลือกทั้งแบบพลาสติก เซรามิก และสเตนเลส รวมถึงลักษณะพื้นผิวของดริปเปอร์ที่มีทั้งแบบเป็นร่องลึก เหมาะกับกระดาษกรองที่เรียบ, ดริปเปอร์ที่เรียบ เหมาะกับกระดาษกรองแบบหยัก หรือที่เรียกว่าแบบ Wave และดริปเปอร์ Chemex ใช้กับกระดาษกรองที่เรียบ แต่มีรูขนาดใหญ่ให้น้ำไหลผ่าน
– ดริปเปอร์ที่มีร่องลึก ใช้กับฟิลเตอร์ที่เรียบ
– ดริปเปอร์ที่เรียบ ใช้กับฟิลเตอร์หยัก หรือเรียกว่าแบบ Wave
– ดริปเปอร์ Chemex ใช้กับฟิลเตอร์ที่เรียบ แต่มีรูให้น้ำไหลขนาดใหญ่
6. แก้วกาแฟ
สิ่งสุดท้ายที่จะขาดไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ “แก้วกาแฟ” ซึ่งความจริงแล้วเราสามารถนำแก้วกาแฟธรรมดาที่บ้านมาใช้ก็ได้ แต่ถ้าแบบนั้นมันจะดูธรรมดาไปหน่อย เพราะด้วยสมัยนี้ที่แบรนด์ต่างๆ ได้ออกแบบแก้วกาแฟมาอย่างสวยงาม บวกกับกระแสการแคมป์ปิ้งที่ส่วนหนึ่งคือการดริปกาแฟ แบรนด์สายแคมป์ก็ต่างดีไซน์แก้วกาแฟมาเพื่อตอบโจทย์แต่ละคนได้อย่างตรงสาย เพราะไม่ว่าจะนำไปดริปกาแฟนอกบ้านหรือวางโชว์ภายในบ้านก็ดูลงตัวไปหมดจนคุณไม่อยากหยิบมันออกมาใช้เลยทีเดียว
สรุป
จะเห็นได้ว่าการดริปกาแฟเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่น่าเรียนรู้ เพราะทุกส่วนผสมและทุกองค์ประกอบจะสามารถทำให้รสชาติของกาแฟเปลี่ยนไปได้ทุกเมื่อ การได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ลองทำสิ่งใหม่ๆ ก็อาจทำให้คุณได้พบรสชาติแปลกใหม่ที่ต่างไปจากเดิมจนกลายเป็นเพิ่มความสนุกในการดริป เพื่อให้คุณค้นพบกาแฟแก้วโปรดในแบบฉบับของตัวเอง
สำหรับมือใหม่ท่านใดที่กำลังสนใจและอยากลองดริปกาแฟ สามารถเข้ามาหาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ รวมไปถึงเมล็ดกาแฟได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ราคาถูกที่ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทที่คุณต้องการ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
การเคลือบแก้วถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนรักรถจะต้องทำ เพราะมีประโยชน์มากมายหลาย ๆ อย่าง อีกทั้งยังทำให้รถของเราดูใหม่อีกด้วย แต่หากใครที่กำลังสงสัยว่าการเคลือบแก้วคืออะไร ต้องทำอะไรบ้าง มีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ วันนี้เรามีคำตอบให้ในหนึ่งบทความ
เคลือบแก้วคืออะไร
การเคลือบแก้วหรือ Glass Coating คือการเคลือบผิวของรถยนต์ด้วยน้ำยาสูตรพิเศษที่มีส่วนผสมระหว่างสาร Silica หรือ Polysilazane เพื่อทำให้รถของเราเกิดความเงางาม โดยมีหลากหลายราคาและคุณภาพให้เราได้เลือกตามท้องตลาด ซึ่งจะมีเกรดของความทนทานตั้งแต่ 1-9 H ยิ่งสูงยิ่งทนทานต่อรอยขีดข่วนมาก
เคลือบแก้วกับเคลือบสีต่างกันอย่างไร
สำหรับความแตกต่างกันระหว่างการเคลือบแก้วกับการเคลือบสีนั้น การเคลือบสีจะเหมือนกับการลงแว็กซ์ให้กับผิวรถของเรา ให้ทนทานต่อแดดและรอยขีดข่วนมากขึ้น แต่ว่าการเคลือบสีนั้นจะมีอายุที่สั้นกว่าการเคลือบแก้ว ดังนั้นเราอาจจะต้องเคลือบบ่อยหน่อยเท่านั้นเอง
นอกจากนี้ยังมีการเคลือบเซรามิก ที่เป็นการพัฒนาต่อยอดมาจากการเคลือบแก้ว โดยจะมีจุดเด่นในเรื่องของค่าความที่มากกว่า แต่ปัจจุบันนิยมการเคลือบเซรามิกถูกรวมไปกับความหมายเดียวกับการเคลือบแก้วแล้ว ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าไปที่ร้านแล้วเจอคำว่าเคลือบแก้ว แต่ออกมาเป็นเคลือบเซรามิกแทน(ฮา)
ประโยชน์ของการเคลือบแก้ว
กันแดดได้ดี กัน UV ได้เยี่ยม
สำหรับใครที่ต้องจอดรถไว้กลางแดดบ่อย ๆ เคลือบแก้วนับว่าตอบโจทย์ เพราะจะเป็นการป้องกันสีของรถเรา ไม่ให้หมองเพราะแดด อีกทั้งยังป้องกัน UV ให้กับรถเราอีกด้วย
ป้องกันรถจากการขีดข่วน
หากคุณเป็นคนรักรถรอยขีดข่วนเพียงเล็กน้อย อาจจะทำให้คุณนอนไม่หลับไปหลายวัน ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมา การเคลือบแก้วถือว่าเป็นทางเลือกที่ดี เพราะเป็นเหมือนกับการสร้างเกราะป้องกันให้กับรถของเราอีกหนึ่งขั้น ป้องกันร่องรอยต่าง ๆ ได้ดีกว่าเดิม
ป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีเยี่ยม
นอกจากการป้องกันรอยต่าง ๆ แล้วการเคลือบแก้วยังสามารถป้องกันคราบต่าง ๆ ได้ดีอีกด้วย หากคุณเป็นมนุษย์ดวงซวย ผู้ที่ขี่รถไปที่ไหนก็ต้องเจอคราบน้ำ คราบนก คราบสีต่าง ๆ รวมไปถึงสะเก็ดหิน การเคลือบแก้วจะทำให้คราบเหล่านี้ติดได้ยากขึ้น อีกทั้งยังความสะอาดได้ง่ายอีกต่างหาก
อยู่ได้นาน
การเคลือบแก้วนั้นถือว่าคุ้มค่ามาก ๆ เพราะทำหนึ่งครั้งสามารถที่จะอยู่ได้นานตั้งแต่ 2-3 ปีเลยทีเดียว(ขึ้นอยู่กับร้านและน้ำยาที่ใช้เคลือบ) ทำให้เราประหยัดเงินในการทำความสะอาดบ่อย ๆ
ทำให้สีของรถสวยสดงดงาม
สำหรับข้อนี้คือว่าเป็นเหตุผลหลัก ๆ ที่คุณควรเอารถของคุณไปเคลือบแก้วเลย คือรถของเราจะมีสีที่สวยสดงดงาม จนแทบจะเหมือนรถใหม่เลยทีเดียว โดยเฉพาะใครที่ขับรถสีดำหรือสีขาวแนะนำว่าควรเคลือบแก้วเป็นอย่างยิ่ง
รถเก่าเคลือบแก้วได้ไหม
ข้อนี้น่าจะเป็นคำถามที่ใครหลาย ๆ คนกังวลว่ารถเก่าจะสามารถที่จะเคลือบแก้วได้ไหม คำตอบก็คือได้ โดยในรถบางรุ่นอาจจะต้องทำการปรับผิวก่อน เพื่อที่จะสามารถเคลือบแก้วได้อย่างเต็มที่ ซึ่งในส่วนของราคาและขั้นตอนสามารถสอบถามได้ที่ศูนย์บริการเคลือบแก้วต่าง ๆ ได้เลย
สิ่งที่ควรเตรียมตัวก่อนเคลือบแก้ว
สำหรับการเคลือบแก้วนอกจากเตรียมเงินแล้ว เรายังจะต้องที่จะเตรียมรถของเราให้พร้อมด้วย โดยหากผิวของรถเรามีความเสียหายเราควรที่จะไปทำผิวให้เรียบร้อยก่อน รวมถึงทำสีให้พร้อมก่อนที่เราจะเคลือบแก้ว เพราะหากทำไปแล้วแต่สีของเราไม่สด การจะแก้สีอาจจะต้องเคลือบแก้วใหม่ทั้งคัน
การเคลือบแก้วด้วยตัวเอง
หลาย ๆ คนอาจจะมองหาวิธีในการประหยัดกว่าการไปเคลือบแก้วที่ร้าน วิธีการเคลือบแก้วด้วยตัวเอง ก็สามารถที่จะทำได้ โดยการใช้ซื้อน้ำยาเคลือบแก้วมาทำด้วยตัวเอง ซึ่งวิธีการจะเหมือนกับการทำที่ร้านคือการ ทำความสะอาดรถให้เรียบร้อย หลังจากน้ำก็เอานำ้ยาทายังผิวรถทีละส่วนจนครบทั้งคัน โดยให้ระวังในเรื่องของฝุ่นและน้ำยา ที่หากแห้งแล้วจะแก้ได้ยากมาก ซึ่งวิธีการนี้เหมาะกับคนที่มีเวลาและที่จอดรถมิดชิด แต่หากว่าใครไม่ค่อยมีเวลาและกลัวทำออกมาไม่เนียบ แนะนำว่าทำที่ร้านจะดีกว่า
ข้อควรคำนึงในการเคลือบแก้ว
ในส่วนของข้อควรคำนึงในการเคลือบแก้วนั้นหลัก ๆ ในเรื่องของราคาที่การเคลือบแก้วนั้นมีหลายเกรดอย่างที่ได้กล่าวข้างต้น เราอาจจะต้องหาข้อมูลเสริมประกอบการตัดสินใจว่า การเคลือบแก้วแบบไหนเหมาะกับรถของเรา รวมไปถึงความทนทานที่ต้องการ ที่ยิ่งนำ้ยาเกรดดีราคายิ่งสูง มีราคาตั้งแต่หลักพันยันหลักหมื่น
อีกทั้งควรถามถึงเรื่องการรับประกันจากทางของร้านค้า ที่ในบางครั้งการเคลือบแก้วของเราอาจจะไม่ครอบคลุมเพียงพอ หรือว่ามีจุดไหนที่เสียหายจะได้นำกลับมาเคลือบได้อีกครั้งเป็นต้น
นอกจากนี้การเคลือบแก้วไม่ได้ทำให้รถของเราทนทานต่อการกระแทกจากของแข็งได้ขนาดนั้น โดยหากรถของเราได้รับการกระแทกอย่างจริงจัง หรือโดดขีดจากของที่แข็งมาก ๆ ยังไงการเคลือบแก้วก็เอาไม่อยู่ ดังนั้น เราควรขับรถด้วยความระมัดระวังเหมือนเดิม
สรุป
จะเห็นได้ว่าการเคลือบแก้วนั้นเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนที่รักรถ ที่ต้องการให้ผิวรถมีความทนทานและงดงาม เสมือนกับการซื้อเสื้อให้รถเราใส่ อย่างไรก็ตามการเคลือบแก้วในแต่ละครั้งเราควรจะศึกษาให้ดี เพราะว่าน้ำยาแต่ละชนิดก็ให้ความทนทานที่แตกต่างกัน ดังนั้นศึกษาข้อมูลสักนิดแล้วการเคลือบแก้วครั้งนี้จะคุ้มค่ามากกว่าเดิม
นอกจากเรื่องของการเคลือบแก้วแล้ว พวกเรา Kaidee Auto ยังมีเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับรถมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไกด์ในการใช้รถ เทคนิคดี ๆ ต่าง ๆ รวมไปถึงรีวิวของรถ ให้คุณอ่านได้ไม่เบื่อเลย อีกทั้งพวกเรา Kaidee ยังมีรถมือสองให้เลือกซื้อกันอย่างมากมาย หรือจะเปลี่ยนไปขายก็มีคนมากมายรอซื้อรถคุณอยู่ ลองเลยที่ Kaidee.com