Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
รถสปอร์ตถือว่าเป็นหนึ่งในรถที่ใครหลาย ๆ คนฝันว่าจะต้องได้ขับสักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่เท่ห์บาดใจที่จะมองมุมไหนก็น่ามอง เครื่องยนต์กำลังแรงสูง ที่พร้อมจะแซงรถทุกคันที่อยู่บนท้องถนน นอกจากนี้รถสปอร์ตยังแสดงได้ถึงฐานะของผู้ขับขี่อีกด้วย
ทำไมต้องรถสปอร์ตมือสอง
ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ใครหลายคนไม่อยากจะซื้อรถสปอร์ตคือ “ราคา” ที่แพงสูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่าตัว ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาและค่าประกันที่สูงอย่างมาก ทำให้การมองรถสปอร์ตมือสองอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับใครหลาย ๆ คน โดยราคาเหล่านี้พวกเรานำมาจาก Rod Kaidee เป็นหลักที่อ่านเสร็จแล้วสามารถที่จะไปเลือกซื้อได้
Toyota Supra
หนึ่งในรถในฝันของใครหลาย ๆ คนกับ Toyota Supra กับดีไซน์สุดสปอร์ตพร้อมเครื่องยนต์สุดโหดรหัส B58B30B เป็นเครื่องยนต์แบบ Twin – Scroll Turbo 6 สูบ ให้กำลังสูงถึง 387 แรงม้า เรียกได้ว่าเหลือ ๆ สำหรับสายซิ่งโดยค่าตัวของ Supra นั้นเริ่มต้นเพียง 2.5 ล้านเท่านั้น เรียกได้ว่าน่าเล่นมาก ๆ สำหรับสาวก Toyota
Ford Mustang
Mustang ถือว่าเป็นหนึ่งในตระกูลรถทีสร้างชื่อให้กับ Ford มาอย่างยาวนาน โดยจุดเด่นของรถคันนี้คือรูปทรงแกร่งสไตล์อเมริกันอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน V8 พลังแรงม้า 460 และแรงบิตอีก 556 นิวตันเมตร ใครที่ชอบรถสปอร์ตสไตล์อเมริกา ก็ต้องรถคนนี้เลย สำหรับรถคันนี้มีราคามือสองเริ่มต้นที่ 2.6 ล้านบาท(แล้วแต่รุ่น)
SUBARU BRZ
หากใครอยากได้รถสปอร์ตแต่ราคาเท่ารถบ้าน ก็ขอแนะนำ Subaru BRZ รถสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่นที่ดีไซน์ทำออกมาได้หล่อมาก ไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ๆ นอกจากนี้กำลังของเครื่องยนต์ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมที่ 200 แรงม้า พร้อมกับความเร็วที่สูงมากถึง 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นหนึ่งในรถที่น่าลองมาก ๆ ในราคามือสองเริ่มต้นเพียง 1.5 บาทล้านเท่านั้น(แล้วแต่รุ่น)
Audi TT
Audi TT นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลาย ๆ คนควรมอง ด้วยความที่มีดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาไม่เหมือนใครในท้องถนน คู่กับระบบความปลอดภัยและสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ภายในตกแต่งด้วยความเป็นรถสปอร์ตผสมกับความหรู โดย Audi TT มือสองมีราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาทเท่านั้นเอง(แล้วแต่รุ่น)
Nissan GT-R
GT-R หากใครเคยเล่นเกมแนวแข่งรถอย่าง Need for Speed บ่อย ๆ จะคุ้นกับคันนี้ดี โดยจุดเด่นของรถคันนี้คือดีไซน์ที่โดดเด่นตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง สมรรถนะของรถที่ดีมาก ๆ ตามสไตล์รถสปอร์ต ที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังสามารถที่จะแต่งได้หลายแนว เรียกได้ว่าคุ้มมาก ๆ โดยราคาค่าตัวของ Nissan GT-R มือสองเริ่มต้นที่ 5.5 ล้านบาท(แล้วแต่รุ่น)
BMW I8
BMW I8 ถือว่าเป็นหนึ่งในรถที่เป็นกระแสอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยชูจุดเด่นในเรื่องของความสปอร์ตผสมกับความหรูได้อย่างยอดเยี่ยม ภายในตกแต่งด้วยความสปอร์ตระดับฟรีเมียม พร้อมสมรรถภาพของเครื่องยนต์ 231 แรงม้าทำเป็นหนึ่งในรถที่หลาย ๆ คนเมื่อเห็นแล้วจะต้องชอบอย่างแน่นอน สำหรับราคามือสอง BMW I8 จะอยู่ที่ 1-5 ล้านบาท(แล้วแต่รุ่น)
Benz AMG CLA
มาดูของฝั่ง Mercedes – Benz กันบ้างกับ Benz AMG CLA ที่ได้ถือว่าเป็นรถที่มีความสมดุลในทุกด้าน ทั้งดีไซน์ การตกแต่างภายใน ความแรงของเครื่องยนต์พร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ทำให้รถคันนี้จะขับไปจีบสาวก็ดี จะขับไปทำงานก็ดูดี โดยราคาค่าตัวของรถคันนี้มือสองจะอยู่ที่ 1.3 ล้านบาทเท่านั้นBenz (แล้วแต่รุ่น)
MAZDA MX-5
ปิดท้ายกันด้วยรถสปอร์ตขวัญใจพ่อบ้านอย่าง MAZDA MX-5 ที่แม้ว่าจะมาในทรงของ SUV แต่ก็มีความเป็นสปอร์ตอย่างเต็มตัว ตั้งแต่กระจังหน้ารถไปจนถึงไฟท้ายต่างก็ทำออกมาได้อย่างสวยงาม การตกแต่งภายในที่หรูหราพร้อมกับเครื่องยนต์ 2,488 cc กับ 170 เหมาะมากกับการที่ท่องเที่ยวและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ค่าตัวเริ่มต้นของราคามือสองที่ 7 แสนบาทเท่านั้น(แล้วแต่รุ่น)
สรุปท้ายบทความ
รถสปอร์ตถือว่าเป็นฝันของใครหลาย ๆ คน ที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามรถเหล่านี้มักจะมีราคาที่สูง ทำให้การซื้อรถเหล่านี้ในราคามือสองอาจจะสานฝันของใครหลาย ๆ คนได้ในการมีรถสปอร์ตได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้ สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะไปหารถมือสองที่ไหนดี เราขอแนะนำ RodKaidee ที่นี่เรามีรถมือสองหลากหลายรุ่น หลากหลายราคาให้ได้เลือกซื้อกันเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบันแม้ว่าเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่ความหลงใหลในกลิ่นอายของความคลาสสิกยังไม่เคยจางหายไปในทุกยุคสมัย ปรากฏการณ์การกลับมาฟื้นคืนชีพของ “กล้องฟิล์ม” และเสน่ห์ของการ “กดชัตเตอร์เพื่อ 36 รูป” เป็นหนึ่งในเทรนด์สุดฮิตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในขณะที่กล้องดิจิทัลและกล้อง DSLR ได้มีการพัฒนายกระดับฟังก์ชันให้ทันสมัย สามารถกดถ่ายซ้ำได้และเช็กดูรูปภาพ หรือรูปไหนไม่ถูกใจก็ลบได้ในทันที แต่หลายคนยังคงโหยหาการเฝ้ารอคอยภาพถ่ายและลุ้นภาพที่ออกมาจากกระบวนการล้างฟิล์ม บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะสร้างความแตกต่างและสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองผ่านภาพถ่ายที่ลงในโลกโซเชียล
กระแสของกล้องฟิล์มในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังมีเหล่าดารา ศิลปินจำนวนมากที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ขับเคลื่อนวงการกล้องฟิล์มอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น “ลิซ่า Blankpink” “เวียร์ ศุกลวัฒน์-เบลล่า ราณี” รวมถึง “นาย ณภัทร” ที่ได้มีผลงานภาพถ่ายออกมาให้พวกเราเห็นบ่อยๆ ผ่านทางโซเชียล และกลุ่มในเฟซบุ๊กอย่าง “คนรักกล้องฟิล์ม” ที่ปัจจุบันก็ได้มีสมาชิกถึง 2.3 แสนคน สิ่งนี้จึงการันตีได้ว่ากระแสของกล้องฟิล์มได้กลับมายิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
และเชื่อได้ว่าในตอนนี้ทุกคนคงต้องมีกล้องฟิล์มเป็นของตัวเองกันบ้างแล้ว สำหรับมือใหม่ที่พึ่งหัดถ่ายกล้องฟิล์มก็อาจเกิดคำถามว่าเราควรจะเลือกใช้ฟิล์มแบบไหนดี และก่อนจะเลือกฟิล์มจะต้องรู้อะไรบ้าง ซึ่งการเลือกฟิล์มก็มีความสำคัญไม่แพ้ไปจากการเลือกกล้องเลย เพราะว่าโทนสีของฟิล์มที่ถูกใจไม่สามารถแก้ได้ทีหลัง ต้องถ่ายให้หมดม้วนและล้างออกมาก่อนถึงจะรู้ได้ว่าภาพของเราเป็นยังไง
ก่อนซื้อฟิล์มต้องรู้อะไรบ้าง
ทุกวันนี้ฟิล์มก็มีให้เราเลือกได้มากมายหลายโทนหลายแบบกันออกไป ซึ่งก่อนอื่นเลยเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากถ่ายอะไร และชอบโทนสีแบบไหน เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่าอยากถ่ายอะไรก็จะทำให้เราสามารถเลือกโทนสีของฟิล์ม และความไวแสงได้อย่างเหมาะสม เพราะสภาพของแสงหรือสภาพอากาศมีผลต่อรูปถ่ายเป็นอย่างมาก ถ้าเลือกได้เหมาะสมก็จะทำให้ภาพถ่ายของไม่มืดเกินไปหรือสว่างจนเกินไป
ที่สำคัญเราต้องรู้วันหมดอายุของฟิล์ม ซึ่งฟิล์มแต่ละกล่องจะระบุวันหมดอายุไว้ที่ข้างกล่องอย่างครบถ้วน แล้วถ้าฟิล์มหมดอายุเราสามารถเอามาถ่ายได้มั้ย ? คำตอบก็คือถ่ายได้ปกติ แต่สีขอองภาพที่ได้ออกมาจะดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ ก็นับว่าเป็นความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่งที่หลายคนก็ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
ฟิล์มในท้องตลาดมีกี่ประเภทและแตกต่างกันอย่างไร
สีของฟิล์มมี 2 แบบ คือ ฟิล์มขาว-ดำ ที่ถ่ายออกมาแล้วจะได้รูปขาว-ดำ และฟิล์มสี ที่ถ่ายออกมาแล้วจะได้สีตามที่เห็น ซึ่งมีให้เลือกกันหลายแบบ และถ้าแบ่งตามขนาดที่ปัจจุบันนิยมใช้กันคือ 35MM เป็นขนาดที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถถ่ายได้ 36 รูป มีขนาดรูปอยู่ที่ 36×34 mm ใช้ได้กับกล้องทั่วไป
โดยข้อดีของฟิล์มขนาด 35MM คือสามารถหาซื้อได้ง่าย พกพาสะดวก และมีให้เลือกเยอะ ต่อมาคือขนาด 120MM เหมาะสำหรับกล้องที่มีขนาดใหญ่ เมื่อถ่ายแล้วได้รูปหลายขนาด ให้สัดส่วนของภาพเป็นขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่ง 1 ม้วน สามารถถ่ายได้ 12 รูป ข้อดีคือภาพมีความคมชัดกว่าขนาด 35MM แต่ข้อเสียคือฟิล์มจะมีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกต่อการพกพาสักเท่าไหร่ และฟิล์ม 110MM ฟิล์มขนาดเล็กที่ผลิตมาใช้กับกล้องขนาดเล็กที่สามารถถ่ายได้ 12 และ 24 รูป ข้อเสียคือหายากและมีราคาที่สูงกว่าฟิล์มทั่วไป
ISO คืออะไร ?
เมื่อซื้อฟิล์มมาแล้วให้เราสังเกตตามกล่องฟิล์มที่จะระบุตัวเลข เช่น 100 หรือ 400 ซึ่งตัวเหล่านี้คือการบอกถึงความไวแสง หากตัวเลขน้อยหมายถึงความไวแสงต่ำ เกรนน้อย ภาพละเอียด และตัวเลขที่มากหมายถึงความไวแสงสูง เกรนชัด ดังนั้นเราควรเลือก ISO ของฟิล์มให้เหมาะสมกับสภาพแสงที่เราต้องการถ่าย หลักการในการเลือกง่ายๆ ถ้าเราต้องการถ่ายในที่มืแดด สามารถเลือก ISO ได้ตั้งแต่ 100-400 ได้เลย แต่ถ้าเราต้องการถ่ายในที่แสงน้อยหรือที่มืด ควรเลือก ISO ตั้งแต่ 800 ขึ้นไป ซึ่งสรุปได้ว่าถ้าต้องการถ่ายในที่มีแดดให้ใช้ตัวเลขน้อย แต่ถ้าต้องการถ่ายในที่มืดให้ใช้เลขสูง
1. Kodak Color Plus 200
มาที่ฟิล์มตัวแรกกับ Kodak Color Plus 200 ที่เมื่อคิดอะไรไม่ออกให้หยิบตัวนี้ไว้ก่อนเลย ซึ่งนับว่าเป็นฟิล์มที่มีจำหน่ายมาอย่างยาวนานและมีเกือบจะทุกร้าน และมีราคาที่ไม่แรงมากเช่นเดียวกัน สามารถใช้เป็นฟิล์มในยามแก้ขัดหรือจะใช้ถ่ายจริงจังก็ได้ ฟิล์มตัวนี้ใช้ได้ดีในที่แสงแดดจัด สีของฟิล์มมีความติดเหลือง แต่ถ้าเทียบกับราคาแล้วรับรองได้ว่าคุ้มค่าแน่นอน
ช่วงเวลา : ถ่ายตอนกลางวัน ในที่แสงเยอะ
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Street
ราคา : 100-130 บาท
2. Fuji Japan 100
เราเชื่อว่านี่คืออีกหนึ่งฟิล์มในดวงใจของใครหลายกับ Fuji Japan 100 ที่ให้โทนสีของภาพที่สวยเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ ซึ่งไม่ว่าจะถ่ายภาพที่ไหนก็จะทำให้ภาพของเรามีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่น เหมาะกับการถ่ายในที่สภาพแสงจ้า แต่ถ้าแสงน้อยต้องระมัดระวังภาพเบลอ ซึ่งไม่ว่าจะถ่ายคนหรือถ่ายวิวรับรองได้ว่าสวยทุกรูป
ช่วงเวลา : ถ่ายตอนกลางวัน ให้โทนสีอมเขียวอารมณ์ญี่ปุ่น
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Natural
ราคา : 150-190 บาท
3. Lomography 100
สำหรับใครที่มีความชอบภาพสีสดบอกเลยว่า Lomography 100 จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน ตัวฟิล์มตัวนี้ให้ ISO เหมาะกับถ่ายในวันที่แสงแดดจัด ให้สีสดที่สวยงาม แต่ไม่สีจัดจนเกินไป เพราะยังคงความนุ่มนวลและสบาย เหมาะสำหรับถ่ายคนหรือถ่ายแฟชั่น
ช่วงเวลา : ภาพมีความสีสันจัดจ้าน เหมาะถ่ายในวันที่มีแดดจัด
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street
ราคา : 170-200 บาท
4. Kodak Portra 160
สำหรับใครที่ชอบโทนสีจริงแบบที่ไม่ได้มีสีสันมากต้องบอกเลยว่าฟิล์มตัวนี้ตอบโจทย์ที่สุดกับ Kodak Portra 160 ที่ให้ความละเอียดของภาพไม่แพ้ตัวอื่นเลย โดย ISO 160 ที่แปลกกว่าปกติจะให้ถ่ายได้ในแสงทั่วไป ให้ความรู้สึกภาพที่นุ่มนวล และยังคงความสีจัดไว้อยู่ แต่แสงไม่แข็งจนเกินไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟิล์มที่ถ่ายอะไรก็รับรองว่าสวยถูกใจ
ช่วงเวลา : ให้ภาพ Contrast จัด เกรนละเอียด และโทนสีอมฟ้า
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Street
ราคา : 240-270 บาท
5. Lomography 800
ฟิล์มอีกหนึ่งตัวที่มีค่า ISO สูง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ และยังความสดของสีที่จัดจ้านตามแบบฉบับของ Lomo ซึ่งถ่ายตอนกลางวันก็สวย ถ่ายตอนกลางคืนก็ดี สำหรับใครที่กำลังมองหาฟิล์มไว้ถ่ายคอนเสิร์ต หรือถ่ายกลางคืน ต้องบอกเลยว่าตัวนี้ตอบโจทย์สุดๆ
ช่วงเวลา : เหมาะสำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย โดยให้สีที่ออกมาตามสไตล์ Lomo
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street
ราคา : 240-260 บาท
6. Agfa Vista 400
เป็นอีกหนึ่งฟิล์มที่ได้ทำการเลิกผลิตไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกเลยว่าฟิล์มตัวนี้เป็นฟิลืมที่หลายคนชอบโทนสีมากๆ เพราะให้โทนสีที่สด เหมาะถ่ายในวันที่แดดจัดและมี Contrast จัด สีสันสมจริง ผสมกับเกรนเล็กน้อยได้แบบพอดี ถ้าใครชอบตัวนี้ต้องใช้แต้มบุญพยายามตามหาซื้อกันหน่อยนะ
ช่วงเวลา : สีสันจัดให้ Contrast และเกรนเล็กน้อย
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street
ราคา : 250-300 บาท
7. Cine Still 800
ปิดท้ายด้วยฟิล์มระดับโปรที่ถ่ายในที่แสงน้อยได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยความที่ ISO สูงมากๆ จึงไม่แปลกใจที่จะถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี แต่หากถ่ายด้านนอกต้องอาจระวังเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้รูปเสีย แต่ถ้าเอาไปถ่ายคนจะให้ภาพที่ผิวเนียนกริบ ถ่ายไฟในยามค่ำคืนหรือในสตูดิโอรับรองต้องชอบแน่นอน
ช่วงเวลา : เหมาะสำหรับถ่ายในที่มืด หรือเล่นกับแสงไฟนีออนจะสวยมาก
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Lighting, Studio
ราคา : 450-480 บาท
สรุป
จบไปแล้วกับ 7 ฟิล์มสีที่เราได้นำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกัน ต้องบอกเลยว่าฟิล์มแต่ละแบบนั้นมีความสวยและน่าลองนำมาถ่ายไปหมดทุกแบบ แต่กว่าจะได้ฟิล์มที่สวยถูกใจเราที่สุดก็ควรจะเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับแนวทางในการถ่ายภาพ เพราะฟิล์มบางชนิดจะเหมาะกับการถ่ายคน แต่เมื่อเอามาถ่ายวิวอาจจะไม่สวยเท่าที่ควร และที่สำคัญอย่าลืมเลือก ISO ให้เหมาะสมกับสภาพของแสงที่เราต้องการถ่าย เพื่อให้ภาพออกมาสวยถูกใจและถ่ายภาพฟิล์มได้อย่างมีความสุข
สำหรับใคที่รกำลังตามหาซื้อฟิล์มที่ชอบกันอยู่ สามารถเข้ามาลองเลือกดูได้ที่ Kaidee ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีสินค้ามากมายหลายประเภทที่ไม่ได้มีเพียงแค่ฟิล์มเท่านั้น ยังไงอย่าลืมลองเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมกันดูนะครับ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันกระแสการแคมป์ปิ้งในบ้านเราถือว่าได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่ระบาดไปทั่วโลกจนไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ บางคนจึงอาจเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวไปจากเดิม บ้างก็เดินเขา หรือดำน้ำ และการแคมป์ปิ้งก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อว่าใครหลายคนอาจเป็นมือใหม่เลยก็ว่าได้
สำหรับมือใหม่หัดแคมป์ปิ้งควรจะศึกษาวิธีกางเต็นท์ และอุปกรณ์ต่างๆ สักพักใหญ่ เนื่องจากมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต่อการแคมป์ปิ้ง ตลอดไปจนถึงควรศึกษาและสังเกตพื้นที่โดยรอบก่อนที่เราจะทำการกางเต็นท์ว่าทิศทางลมไปทางไหน เก็บกวาดกิ่งไม้ ก้อนหิน เนื่องจากอาจทำให้เต็นท์ขาดชำรุดได้ และควรระวังมดหรือแมลงมีพิษให้เป็นอย่างดี เพื่อที่เราจะได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายหายห่วง
เมื่อได้ทำการกางเต็นท์จัดวางอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เสน่ห์ของการแคมป์ปิ้งคือการได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ทำอาหารทานพร้อมกันกับคนที่เรารัก ตื่นเช้าเพื่อสูดอากาศที่แสนสดชื่น และถ้าหากว่าคุณโชคดีก็อาจได้เจอทะเลหมอกมาต้อนรับในเช้าวันใหม่
วันนี้เราเลยอยากให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง แล้วเอาร่างกายมาพักผ่อนกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ไม่ต้องง้อวันลา และทำความรู้จักกับการแคมป์ปิ้งให้มากขึ้น มาดูกันว่าจะมีที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเก็บเต็นท์ขึ้นรถแล้วออกเดินทางไปพร้อมกันเลย
Camp Culture
จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้
RV (Recreational Vehicle)
ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่
Trekking Camping
จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ
Glamping Camping
มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก
1. จุดกางเต็นท์ลำตะคอง เขาใหญ่
เริ่มต้นกันที่อุทยานแห่งชาติแห่งชาติเขาใหญ่กับ “จุดกางเต็นท์ลำตะคอง” ที่ใช้เวลาขับรถเดินทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็มาถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยจุดกางเต็นท์ที่แห่งนี้ได้รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และลำธาร เพราะตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ใหญ่กว้างขวาง ก่อนที่จะไปจุดกางเต็นท์ยังสามารถแวะเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ได้ เช่น ผาเดียวดาย, น้ำตกเหวนรก หรือจุดชมทิวทัศน์ เป็นต้น
โดยบริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคองยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ ร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ หรือจุดบริการเช่าอุปกรณ์กางเต็นท์ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งหมูกระทะมารับประทานท่ามกลางอากาศหนาวได้อีกด้วย หากคุณโชคดีอาจได้สัมผัสกับกวางที่จะชอบออกมาเดินเล่นแถวนั้นที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดธรรมชาติแบบ Exclusive สุดๆ
พิกัด : บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 07:00 – 18:00 น.
2. เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เจ็ดคด โป่งก้อนเส้า อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) โดยแต่ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมาได้ถูกแยกพื้นที่ออกมาเพื่อความสะดวกต่อการดูแลนักท่องเที่ยว และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมบริเวณอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน
สำหรับเหล่าคนรักแคมป์ปิ้งจะคุ้นเคยที่นี่กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติอันสวยงามให้บันทึกภาพแล้ว ยังมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะ “เห็ดแชมเปญ” ที่มีรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ เมื่อเข้าหน้าฝนเหล่านักถ่ายภาพจะพามาเดินป่าตามถ่ายภาพเห็ดกัน
นับว่าเป็นหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อากาศเย็นในตอนกลางคืน ตั้งอยู่ริมทะเลสาปขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวาง และสามารถทำกิจกรรมหรือทำอาหารได้อย่างสบาย
พิกัด : ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 20:00 น. อ่านต่อได้ที่
3. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ ริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร โดยน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี และมีพื้นที่เหมาะกับการกางเต็นท์พักแรม
บริเวณลานกางเต็นท์ของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีจุดหลักเป็นเนินหญ้าโล่งกลางแจ้ง ด้านหน้าเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนศรีนครินทร์ได้อย่างสวยงาม แถมยังได้นอนฟังเสียงน้ำไหลพร้อมกับชื่นชมธรรมชาติได้แบบใกล้ชิด และมีจุดใต้ร่มไม้ที่ให้กางเต็นท์ได้อย่างร่มรื่นและเงียบสงบเป็นส่วนตัว
พิกัด : น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ต.แม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:30 – 17:00 น.
4. เขาแหลมหญ้า
มาที่จุดกางเต็นท์ริมทะเลกันบ้างกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่เกิน 3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์ที่ประกอบไปด้วยจุดสำคัญที่ต้องถ่ายรูปอีกมากมาย ทั้งหอคอยสีขาวริมทะเล สะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางทะเล และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีวิวของทุ่งหญ้าสีทองอยู่ปลายเขา
จึงเป็นหนึ่งในจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมบรรยากาศไปด้วยของคลื่นลมทะเล และน้ำใสที่มองเมื่อไหร่แล้วก็ชื่นใจ นอนฟังเสียงคลื่นซัดชายฝั่ง ล้อมวงกันทำอาหารทานอย่างมีความสุข ไม่ว่าคุณจะไปเป็นคู่ ไปกับกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ไปคนเดียวก็รับรองได้ว่าทุกอย่างจะออกมาดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
พิกัด : ถ.หาดแม่รำพึง จ.ระยอง
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 18:00 น.
5. อุทยานแห่งชาติหาดวนกร
ปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ริมทะเลกับ “หาดวนกร” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะมาพบกับวิวทะเลและหาดทรายสีขาวที่จะเป็นวิวห้องนอนของค่ำคืนนี้
นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่อยู่ชิดติดริมชายหาดที่สวยงาม ให้บรรยากาศโดยรอบที่เงียบเสงบและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกมุมที่ชอบที่สามารถถ่ายรูปออกมารับรองว่าปังและหย่อนสมอบกลงหาดในทันที อีกทั้งหาดวนกรยังมีระบบการรักษาความสะอาดไว้อย่างดีเยียม ไม่ต้องกังวลเรื่องขยะ เพียงช่วยกันรักษาความสะอาดและพักผอ่นหย่อนใจกับวิวตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
พิกัด : อุทยานแห่งชาติหาดวนกร ถ.เพชรเกษม จ.ประจวบคีรีขันธ์
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 16:30 น.
จบไปแล้วกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่เราได้แนะนำไป หลายคนคงมีสถานที่ในใจสำหรับออกไปเสาร์อาทิตย์นี้กันอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปควรตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ให้เรียบร้อย และถ้าหากว่ายังขาดเหลือสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee เว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลายประเภทที่รอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออยู่
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
สำหรับคนรักรถแล้วการแต่งรถถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนใฝ่ฝัน ทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพของรถที่สูงขึ้น รวมถึงในด้านของความสวยงามและการเปลี่ยนสไตล์รถ ที่อาจจะทำความรู้สึกในการขับขี่เปลี่ยนไปเลยทีเดียว
เชื่อว่าหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่มีข้อมูลหรือไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นในการแต่งรถยังไงดี วันนี้พวกเรา Kaidee Auto มีเคล็ดลับเด็ด ๆ มานำเสนอ ที่จะทำให้การแต่งรถของคุณเป็นเรื่องที่ง่าย สนุก และประหยัดเงินในกระเป๋าไปได้หลายบาทเลยทีเดียว
เคล็ดลับแต่งรถสวย
ในการแต่งรถให้สวยแบบมีสไตล์ สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วย 10 เคล็ดลับดังต่อไปนี้
1.หา Reference
หากคุณเป็นคนที่ไม่มีความสามารถทางด้านการจินตนาการและศิลปะ ผู้เขียนขอแนะนำให้คุณลองหาข้อมูลเกี่ยวกับรถของคุณว่าแต่งออกมาได้สไตล์ไหนบ้าง แบบไหนเท่ แบบไหนที่ดูคูล หลังจากที่เราเลือกแบบได้แล้ว โดยเว็บหลาย ๆ เว็บจะบอกอุปกรณ์แต่งให้อย่างครบครัน ดังนั้นหาข้อมูลเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะทำอะไร
2.กำหนดงบประมาณในการแต่งรถ
การที่เราจะแต่งรถให้ดูดีปัจจัยแรกที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของเงิน เนื่องจากอุปกรณ์และตำแหน่งในการแต่งของรถแต่ละคันไม่เหมือนกัน บางจุดอาจจะมีราคาสูง บางจุดอาจจะมีราคาแพง ยิ่งของแต่งที่มีคุณภาพสูงยิ่งมีราคาแพงขึ้นไปอีก ดังนั้นลองกำหนดงบประมาณดูก่อนจะช่วยให้เราสามารถมองเห็นภาพของรถทั้งคันได้ง่ายขึ้น
3.เปลี่ยนแม็กซ์ใหม่ ง่ายที่สุด
สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไงดี ผู้เขียนก็ขอแนะนำให้แต่งล้อก่อนเป็นอย่างแรก เนื่องจากล้อรถเป็นจุดที่หลาย ๆ คนให้ความสนใจ การที่เราเลือกล้อแม็กซ์ดี ๆ ลายแจ่ม ๆ สีสวย ๆ จะทำให้ภาพลักษณ์ของรถเราดูดีขึ้นอย่างมาก ที่สำคัญยังเป็นส่วนที่ทำได้ง่ายที่สุดอีกด้วย
4.สีเบรกก็สำคัญ
หากการเปลี่ยนล้อยังไม่สะใจพอ การเปลี่ยนสีเบรกก็ทำให้รถของเราดูดีเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักจะเลือกสีที่มีความโดดเด่นสามารถที่จะมองเห็นได้จากระยะไกลหรือสีที่เหมือนกับตัวรถ จะทำให้เรารถของเราโดดเด่นขึ้นอย่างมาก
5.ติดสติกเกอร์สะท้อนตัวตน
แม้ว่าการเลือกสีรถจะเป็นการสะท้อนตัวตนของผู้ขับขี่ แต่การติดสติกเกอร์จะทำให้ตัวตนของเราชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเราสามารถที่จะเลือกสติกเกอร์ได้อย่างหลากหลาย บางร้านเราสามารถที่จะสั่งทำสติกเกอร์แบบพิเศษได้อีกด้วย ซึ่งราคานั้นจะขึ้นอยู่กับเกรดและลายของสติกเกอร์ที่ยิ่งดียิ่งมีราคาสูง
6.เปลี่ยนเบาะเหมือนได้รถใหม่
เบาะของรถถือว่าเป็นหนึ่งในจุดเด่นของการตกแต่งภายใน ที่นอกจากจะทำให้รถของดูโดดเด่นแล้ว ยังมีประโยชน์ในเรื่องของความสะดวกสบายอีกด้วย โดยการตกแต่งเบาะเราสามารถที่จะทำได้หลายวิธีตั้งแต่การเปลี่ยนชุดหุ้มเบาะรถยนต์ไปจนถึงการเปลี่ยนเบาะไปเป็นแบบรถแข่งเลยก็มี เรียกได้ว่าเปลี่ยนได้ตามความชอบเลยทีเดียว
7.เกจวัด ของดีสำหรับสายซิ่ง
สำหรับสายแต่งซิ่งหรือสายปอร์ตแล้วการเพิ่มเกจวัด จะทำให้เรารถของเราดูกลายเป็นรถแข่งเลยทันที อีกทั้งยังมีประโยชน์ในการดูรอบของเครื่องยนต์ แต่ในขณะเดียวกันเราไม่ควรที่จะใส่เกจวัดมากจนเกินไป เพราะว่าอาจจะทำให้สมาธิหลุดในระหว่างการขับขี่ได้ นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุได้ในที่สุด ดังนั้นติดแต่พอดีครับผม
8.พวงมาลัยเท่ ๆ สักอัน
หากว่าพวงมาลัยที่แถมมากับรถไม่เร้าใจพอ การหาพวงมาลัยเท่ ๆ สักอันจะทำให้รถของเรามีมิติในการตกแต่งด้านในมากขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เราสามารถขับรถได้สะดวกมากขึ้นอีกด้วย อันเนื่องมาจากขนาดที่ถนัดมือและน้ำหนักที่เบากว่าพวงมาลัยปกติ
9.คาร์บอนไฟเบอร์สำหรับใครอยากแหวกแนว
คาร์บอนไฟเบอร์ถือว่าเป็นหนึ่งวัสดุยอดนิยมของสายซิ่ง ด้วยน้ำหนักที่เบาแต่แข็ง ทำให้รถของเราสามารถทำความเร็วได้สูงขึ้น นอกจากนี้การตกแต่งด้วยของสิ่งนี้ ยังทำให้รถของเราดูแปลกแหวกแนวจากรถคันอื่น ๆ ในท้องถนนอีกด้วย
10.ซื้อชุดแต่งไปเลย สำหรับสายขี้เกียจ
ปิดท้ายกันด้วยวิธีการตกแต่งรถที่ง่ายแต่ดูดีมีสไตล์คือการซื้อชุดแต่งรถมาเลย โดยวิธีการนี้มีจุดเด่นในเรื่องของความง่าย ที่ซื้อทีเดียวได้ของมาครบไม่ต้องมาเสียเวลาหาทีละชิ้น อีกทั้งยังได้ของตรงรุ่นอีกต่างหาก แต่ในขณะเดียวกันการซื้อชุดแต่งจะต้องใช้เม็ดเงินที่สูง เหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อน นอกจากนี้หากเราไม่ใช้แล้ว ยังสามารถที่จะขายมือสองได้อีกด้วย
สรุป
สรุปแล้วเคล็ดลับในการแต่งรถให้ดูดีมีสไตล์นั้น ต้องดูปัจจัยหลาย ๆ อย่างทั้งในเรื่องของสไตล์ เงินที่ต้องใช้ รวมถึงแนวทางในการตกแต่งที่ต้องหาอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับรถของเรา จะทำให้การแต่งรถครั้งนี้คุ้มค่าคุ้มราคาครับผม
สำหรับใครที่กำลังมองหาอุปกรณ์แต่งรถเท่ แต่ราคาไม่แรงมาก็ลองมาหาใน RodKiadee ที่นี่เรามีอุปกรณ์แต่งรถมากมายทั้งมือหนึ่งและมือสอง มีหลากหลายราคาตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน หรือหากอยากจะลองขายก็สามารถนำมาลงกับแพลตฟอร์มของพวกเราได้เช่นกัน
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“รองเท้าสนีกเกอร์” เป็นหนึ่งในรองเท้าที่ถูกพูดถึงมากที่สุดสำหรับยุคนี้ ซึ่งความหมายของรองเท้าสนีกเกอร์คือ พื้นรองเท้าที่ทำมาจากยาง หรือวัสดุสังเคราะห์คล้ายยาง มีที่มาจากรากศัพท์โบราณในช่วงศตวรรษที่ 16 เรียกว่า “Snican” ใช้เรียกพวกย่องเบาที่ชอบทำตัวลับๆ ล่อๆ ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ได้มีการผลิตรองเท้าที่มีพื้นเป็นยางออกมา ทำให้เวลาเดินเสียงจะไม่ดังเหมือนรองเท้าแบบอื่นในสมัยนั้น จนถูกเรียกติดปากว่า “Sneaks” มีความหมายคล้ายกันคือการถ้ำมอง ทำตัวลับๆ ล่อๆ ซึ่งในอเมริกานิยมใช้เรียกรองเท้าเทนนิสที่มีพื้นเป็นยางจนถูกพ้องไปสู่คำว่า “Sneaker”
ปัจจุบันนิยมใช้เรียกเหมารวมทั้งรองเท้าเทนนิส รองเท้าบาสเก็ตบอล ไปจนถึงรองเท้าวิ่งที่ใส่นวัตกรรมใหม่เข้ามาผสมผสานแฟชั่นที่ทำให้เหล่าสนีกเกอร์เฮดต้องตามเก็บสะสมกัน ซึ่งในบ้านเราสนีกเกอร์สุดฮิตส่วนใหญ่จะเป็นสีขาวมากกว่าเป็นจำนวนมาก เรียกได้ว่ามองไปทางไหนก็จะเห็นสาวๆ หรือหนุ่มๆ ต่างใส่สนีกเกอร์สีขาวกันจนเต็มไปหมด
แต่ต้องบอกเลยว่าตอนนี้เทรนด์สนีกเกอร์สีดำกำลังมาแรง และพร้อมที่จะกลับมาทวงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ของเขาคืน โดยเหล่าแบรนด์ดังก็ต่างปล่อยรุ่นใหม่ออกมาในรูปแบบสีดำเป็นส่วนใหญ่ หรือบางแบรนด์ต่างก็มีรองเท้าสีดำที่เป็นตัวชูโรง ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำ 5 สนีกเกอร์สีดำที่รับรองว่าสายสตรีทและสายดุต้องชอบอย่างแน่นอน
1. Vans Old Skool
สุดยอด Best Seller ตลอดกาลที่ขายดิบขายดีเป็นอันดับต้นๆ ของโลกที่ไม่ว่าจะเป็นสายไหนก็ต้องมีเป็นของตัวเองสักคู่อย่างแน่นอน ซึ่งความขลังและความเก๋าที่ผลิตและวางจำหน่ายมายาวนานกว่า 40 ปี หรือตั้งแต่ ค.ศ. 1977 จึงทำให้ Vans Old Skool ได้ถูกบ่มเพาะและปรับปรุงวัสดุวัสดุต่างๆ มาจนถึงปัจจุบันจนทำให้ Vans Old Skool Black เต็มไปด้วยคุณภาพทั้งในเรื่องของผ้าดี หนังยอดเยี่ยม และยางสุดทน ที่ประกอบเข้าไว้ด้วยกันจนกลายเป็นสนีกเกอร์ยอดฮิตตลอดกาล
ด้วยรูปทรงโค้งมนที่ดูลงตัวแบบ Classic Core ผนวกกับ Sidestripe สีขาวสุดโดดเด่นที่เหล่าคนเล่นรองเท้าจะเรียกว่า “หนอนขาว” ที่วางพาดด้านข้างของตัวรองเท้าไว้ได้อย่างเหมาะสม จึงทำให้เกิดเป็นลายทีเข้ารูปและดูดีตัดกับสีดำได้อย่างลงตัว ในส่วนของด้ายที่ถักทอเพื่อเย็บรอยต่อของรองเท้านั้นทำได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งในด้านเส้นยางสีดำที่ขอบรอบๆ รองเท้ายังถูกจัดวางได้อย่างถูกตำแหน่งและเข้ารูปได้แบบไร้ที่ติ
และนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ Vans Old Skool ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อีกทั้งเหล่าดารา นักร้อง คนดังในวงการและต่างประเทศก็ต่างสวมใส่กันเป็นจำนวนมาก ซึ่งการันตีได้ว่าเป็นหนึ่งในสนีกเกอร์สีดำสุดฮิตที่เราคิดว่าคุณต้องมีสักคู่เป็นของตัวเอง
2. HOKA One One Bondi 6
นี่คือหนึ่งในรองเท้าทีหลายคนมักจำกัดความผิดด้วยรูปลักษณ์ภายนอกที่มากับพื้นหนาและตัดสินใจไปเองว่าจะต้องมีน้ำหนักที่หนักมากๆ แต่เราจะบอกแล้วว่าคุณคิดผิดทันที
HOKA One One Bondi 6 เป็นรองเท้าวิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นรุ่นชูโรงของ HOKA เลยก็ว่าได้ มีคุณสมบัติ Full EVA ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวิ่งบนท้องถนน เฟรมรูปแบบ 3D Puff Print ให้น้ำหนักที่เบาต่างจากรูปลักษณ์ภายนอกอย่างสิ้นเชิง รวมถึงยังได้รับการยอมรับจากองค์กร APMA (องค์กรทางการแพทย์ด้านเท้าและข้อของอเมริกา) ว่าเหมาะสมสำหรับผู้มีอาการบาดเจ็บที่เท้าและข้อเพื่อการออกกำลังกายและฟื้นฟู ซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มนวลบริเวณส้นเท้าเป็นพิเศษ
นอกจากที่จะเป็นรองเท้าสำหรับวิ่งแล้ว HOKA One One Bondi 6 ยังก้าวเข้ามาในวงการแฟชั่นได้อย่างเต็มตัวจากการที่เหล่า Sneakerhead ได้หยิบมาสวมใส่มิกซ์แอนด์แมทช์จนทำให้เป็นที่สนใจและได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในญี่ปุ่น เกาหลี และประเทศไทย
3. Nike Air Rift
เป็นอีกหนึ่งรองเท้าสีดำยอดฮิตที่ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชายก็ต่างใส่กันเต็มเมือง เราเชื่อว่าหลายคนคงต้องคุ้นหน้าคุ้นตากับเจ้ารองเท้าคู่นี้กันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นรองเท้าลูกผสมระหว่าง Sneaker กับ Outdoor ที่เป็นโมเดลรองเท้าสุดโด่งดังจากยุค 90’
Nike Air Rift เป็นสนีกเกอร์สุดโดดเด่นที่มาพร้อมกับ Upper แบบ Tech Ultramesh ที่สามารถระบายอากาศได้เป็นอย่างดี โดยยังคงเอกลักษณ์ของการดีไซน์แบบ Split Toe และสาย Strap ที่สามารถปรับความกระชับได้ตามต้องการ ปิดท้ายด้วยพื้นด้านใน OrthoLite® สุดนุ่มนวลที่ลดการเกิดกลิ่นอับ และเทคโนโลยี Air ที่ซ่อนอยู่ภายในรองเท้า
ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์การออกแบบที่โดดเด่นสามารถหยิบมาแมทช์เข้ากันง่ายๆ ได้กับทุกลุคไม่ว่าจะสวมใส่ไปทำงาน ลุควันสบายๆ หรือใส่ออกแคมป์ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไม Nike Air Rift จึงกลายเป็นสนีกเกอร์สีดำยอดฮิตในบ้านเรา
4. New Balance 990v5
หนึ่งในรองเท้าจากแบรนด์ New Balance กับรุ่นพี่ใหญ่สุดอย่าง 990 ที่ออก v5 มาพร้อมกับการเลือกใช้วัสดุพรีเมียมหนังอย่าง Suede จับคู่กับหนัง Perforated และผ้า Mesh รวมเข้าไว้ด้วยกัน 3 Layers ในการสร้างรองเท้าคู่นี้ขึ้นมา ซึ่งความพิเศษนี้จะแตกต่างจากแบรนด์อื่นที่อาจเลือกใช้ผ้า Knit คุณภาพสูง หรือ 3D Printed
New Balance 990v5 คู่นี้การันตีความพิเศษด้วย Made in USA จึงกล้าพูดได้ว่านี่คือหนึ่งในรองเท้าแห่งความภาคภูมิใจของคนอเมริกันแท้ๆ เลยก็ว่าได้ ซึ่งปัจจุบันรองเท้าสนีกเกอร์ไม่ว่าจะแบรนด์ใดก็ตามมักเลือกผลิตในเวียดนาม จีน อินโดนีเซีย หรือไทย
ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ที่ไม่ได้ล้ำสมัย แต่เปี่ยมไปด้วยความคลาสสิกที่มีกลิ่นอายวินเทจได้อย่างลงตัว จึงทำให้คุณเริ่มอินและเปลี่ยนใจมาอยู่ฝั่งคลาสสิกอเมิรกาได้แน่ๆ รวมถึงขนาดไซส์ที่ใหญ่กว่ารองเท้าแบรนด์อื่นๆ ในไซส์เดียวกัน ซึ่งนับว่าเป็นมาตรฐานของ Made in USA และ Made in England ดังนั้นควรลดไซส์ปกติเพื่อให้ได้ความกระชับที่เหมาะกับขนาดเท้าของคุณ แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรไปลองสวมใส่ที่ร้านเองแล้วจะรับรองว่าต้องเสียเงินอย่างแน่นอน
5. Keen Newport
อีกหนึ่งรองเท้าที่แม้จะเรียกว่าสนีกเกอร์ก็ไม่ใช่แต่เราอยากแนะนำมากๆ เนื่องจากมองไปทางไหนก็เห็นคนใส่กันเต็มไปหมดกับ Keen Newport รองเท้าสำหรับสวมใส่ทำกิจกรรม Outdoor ที่ปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่วงการแฟชั่นอย่างเต็มตัว ด้วยการสวมใส่จากเหล่าดารา นักร้อง และศิลปิน จนเกิดเป็นกระแสที่ใครก็ต่างหามาสวมใส่กัน
Keen รองเท้าแบรนด์ดังจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ก่อตั้งจากการตั้งคำถามง่ายๆ ว่า “ทำไมรองเท้าแตะจะป้องกันนิ้วเท้าไม่ได้” จึงใส่ใจเป็นพิเศษในเรื่องของการออกแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งาน และป้องกันนิ้วเท้าจากการกระแทกให้ได้มากที่สุด โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่กระชับ ผสมผสานคุณสมบัติระหว่างรองเท้า Sneakers และ Sandals เข้าไว้ด้วยกัน จนกลายเป็นความ Hybrid ที่ลงตัว
ผลิตจากวัสดุคุณภาพสูงเพื่อรับน้ำหนักและแรงกระแทกในระหว่างสวมใส่ เพื่อให้คุณพร้อมออกลุยไปกับทุกสถานการณ์ได้แบบไร้กังวล และยังเป็นรองเท้าที่สามารถใส่ได้ตลอดเวลา แถมเพิ่มความสนุกให้กับการแต่งตัวของคุณโดยไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นแค่สายลุยเท่านั้น
สรุป
รองเท้าสนีกเกอร์สีดำที่เราได้แนะนำไปยังเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะปัจจุบันแบรนด์ต่างๆ ก็ได้ออกสนีกเกอร์สีดำมาอย่างมากมายจนเราตามข่าวกันแทบจะไม่ทัน เรื่องของการดีไซน์ความสวยงามก็แล้วแต่คนชอบ แต่ถ้าเรื่องไซส์ที่ชัวร์ๆ เราอยากแนะนำให้คุณได้ลองไปสวมใส่ที่ร้านเพื่อให้มั่นใจก่อนซื้อมาเป็นเจ้าของ
สำหรับใครที่ไม่มีเวลาไปซื้อที่ร้าน สามารถเข้ามาเลือกดูสนีกเกอร์เพิ่มเติมได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลายประเภทที่ไม่ได้มีแค่เพียงรองเท้าเท่านั้น