เบาะรถยนต์แบบหนัง VS แบบผ้า ทำความสะอาดยังไงบ้าง?

เบาะรถยนต์แบบหนัง VS แบบผ้า ทำความสะอาดยังไงบ้าง?

เบาะรถยนต์ถือว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ประจำรถที่มีความสำคัญมาก เพราะว่าหากเราต้องขึ้นรถไม่ว่าจะเป็นในฐานะของผู้ขับหรือฐานะของผู้โดยสาร ต่างก็ต้องนั่งเบาะรถอยู่แล้ว(ฮา) ดังนั้นการรักษาความสะอาดของเบาะจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และวันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอก

เบาะแบบผ้าหรือแบบหนังจะสั่งอย่างไร

ปกติแล้วการสั่งเบาะแบบผ้าหรือเบาะแบบหนัง จะเป็นหนึ่งใน Option ของรุ่นรถต่าง ๆ ที่จะบอกไว้ใน Spec Sheet หรือสเปกของรถ หรือในรถบางรุ่นจะมาเป็นลักษณะของ Option พิเศษที่เราจะต้องเสียเงินเพิ่มในการซื้อ

ยกตัวอย่างเช่น Toyota Vios ปี 2020 ที่หากเราอยากได้เบาะหนังก็ต้องสั่งในรุ่นระดับ Mid ขึ้นไปถึงจะได้เบาะแบบหนัง จากที่ในรุ่น Entry จะได้เบาะแบบผ้าหรือ Honda City 2020 ที่รุ่นของเบาะหนังจะเป็นรุ่น SV ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีตัวเลือกนี้ 

ในรถแบรนด์อย่าง Mercedes – Benz รถบางรุ่นจะมีของตกแต่งอย่าง Mercedes-Maybach’s Rear Seat ที่จะให้เบาะแบบพิเศษ พร้อมกับการตกแต่งแผงหลังอย่างฟรีเมียม แต่ก็มาพร้อมกับราคาฟรีเมียมที่ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน

หรือในบางครั้งเราก็สามารถที่จะสั่งทำเบาะผ้าหรือเบาะหนังได้แบบ Custom หรือออกแบบเองได้ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่ยิ่งดีราคาก็ยิ่งสูงตาม โดยจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

เราสามารถเปลี่ยนเบาะรถยนต์ได้หรือไม่

สำหรับใครที่ซื้อรถแบบเบาะผ้าแล้วต้องการที่จะเปลี่ยนเป็นเบาะหนัง ก็สามารถที่จะเปลี่ยนได้ผ่านอู่รถต่าง ๆ โดยสำหรับการเปลี่ยนเบาะนั้นจะนิยมทำอยู่สองแบบคือ การเปลี่ยนเบาะแบบสวมทับกับการเปลี่ยนเบาะแบบตัดหุ้มซึ่งจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันดังนี้

เบาะแบบสวมทับ

เบาะแบบสวมทับจะมีข้อดีในเรื่องของระยะเวลาในการเปลี่ยนที่จะใช้เวลาไม่นาน ทำให้เบาะของเรามีความหนานุ่มขึ้น แต่ก็จะแลกมากับการทำให้เบาะของเราสูงขึ้น ข้อเสียคือลายส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสวย อีกทั้งไม่ค่อยมีความทนทานเท่าไหร่

เบาะแบบตัดหุ้ม

แบบตัดหุ้มจะมีข้อดีในเรื่องของความสวยงามและกระชับ เนื่องจากเป็นการถอดเบาะออกมาและตัดหุ้มโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเกรดของหนังได้ตามกำลังทรัพย์ของเรา ข้อเสียคือใช้เวลาในการทำเบาะที่นาน และรถบางรุ่นอาจจะไม่มีตัวเลือกที่หลากหลายมากนัก

เบาะรถยนต์แบบผ้าคืออะไร

เบาะรถยนต์แบบผ้าคือ เบาะรถที่ทำมาโดยมีผ้าเป็นวัสดุหลักเป็นส่วนประกอบ โดยข้อดีของเบาะแบบผ้าคือมีลวดลายที่หลากหลาย อีกทั้งมีความนุ่มสบายและไม่ข้อเก็บความร้อน ซึ่งความทนทานในการใช้งานนั้นจะอยู่ที่คุณภาพของผ้าเป็นหลัก อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าแบบเบาะหนังอีกต่างหาก

สำหรับข้อเสียของเบาะผ้าคือ เปื้อนฝุ่นและคราบได้ง่าย ทำให้เราต้องระวังเป็นพิเศษในการใช้ชีวิตบนรถยนต์ นอกจากนี้อาจจะต้องทำความสะอาดบ่อยกว่าเบาะแบบหนัง

วิธีทำความสะอาดเบาะแบบผ้า

สำหรับวิธีการทำความสะอาดเบาะผ้านั้น ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดคราบหรือสิ่งสกปรกสิ่งต่าง ๆ ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ แล้วค่อย ๆ เช็ดโดยเริ่มจากบริเวณที่นั่งไปจนถึงเบาะรองคอ จากนั้นให้ใช้ผ้าไฟเบอร์เช็ดให้สะอาดเพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของเบาะผ้าพิเศษอย่างผ้ากำมะหยี่ จะต้องใช้ความประณีตมากกว่าปกติ โดยให้เริ่มต้นจากการที่เราใช้ผ้าทำการปัดฝุ่นออกก่อน จากนั้นให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดโดยรอบเบาะ ซึ่งหากมีคราบให้ใช้น้ำยาเช็ดพรม ค่อย ๆ ถูอย่างเบา ๆ หรืออาจจะใช้แปรงขนมาช่วยในการขัดคราบ เพียงเท่านี้เบาะผ้ากำมะหยี่ของเราก็จะสวยงามเหมือนใหม่

เบาะรถยนต์แบบหนังคืออะไร

เบาะแบบหนังคือเบาะที่เน้นการใช้วัสดุจากหนังมาเป็นส่วนประกอบ ที่จะมีข้อดีในเรื่องของการทำความสะอาดที่ง่าย และทำให้ภายในรถของเราดูหรูหราขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ นอกจากนี้ยังไม่เก็บความร้อนอีกด้วย ทำให้เวลาเราจอดรถทิ้งไว้กลางแดดนาน ๆ เบาะจะไม่ค่อยร้อนเมื่อเทียบกับเบาะแบบผ้า

ข้อเสียของเบาะหนังคือราคาที่สูงกว่าเบาะผ้าหลายบาท อีกทั้งยังต้องใช้วิธีในการทำความสะอาดที่พิเศษกว่าปกติ เช่นการลงน้ำยาพิเศษหรือการทำความสะอาดจาก Car Care เป็นต้น

ประเภทของเบาะหนัง

เบาะหนังแท้

เบาะหนังแท้คือเบาะที่ทำมาจากหนังสัตว์ โดยนิยมใช้หนังวัวมาทำเบาะ ผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดและการฟอกสี จะให้ผิวสัมผัสที่นุ่มจากไขมันสัตว์ ดูหรูหรา มีความทนทานในการใช้งานสูง ในขณะเดียวกันก็ทำความสะอาดยากเช่นกัน

เบาะหนัง PVC 

เบาะหนัง PVC (POLYVINYL CHLORIDE) เป็นหนังเทียมประเภทหนึ่ง ทำมาจากพลาสติกที่มีชื่อว่า POLYVINYL CHLORIDE นำมาย้อมและถักทอเป็นเบาะรถ โดยเบาะประเภทนี้จะมีความทนทานน้อยกว่าหนังแท้ และมีผิวสัมผัสที่ไม่นุ่ม

เบาะหนัง PU

เบาะหนัง PU เป็นเบาะหนังเทียมที่ทำมาจากยาง POLYURETHANE  ที่จะให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือสัมผัส แต่มีความทนทานน้อยกว่าหนังแท้

วิธีทำความสะอาดเบาะแบบหนัง

วิธีการทำความสะอาดเบาะหนังให้เริ่มต้นจาก การดูดฝุ่นออกจากเบาะให้หมดก่อน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดเครื่องหนัง ถูให้ทั่วหลังจากนั้นให้ใช้ผ้าไฟเบอร์เช็ดให้สะอาดอีกรอบ เพียงเท่านี้เบาะของเราก็จะเงางามเหมือนเดิม

สรุป

เบาะผ้าและเบาะหนังถือว่าเป็นวัสดุสำคัญประจำรถยนต์ของเรา โดยทั้งสองจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป รวมถึงวิธีการทำความสะอาด ขึ้นอยู่กับความต้องการของเพื่อน ๆ และกำลังทรัพย์ที่มี แต่หากใครอยากจะตามหาเบาะรถเท่ ๆ พร้อมกับรุ่นรถที่ถูกใจ ลองมาดูที่ Kaidee Auto เรามีสินค้ามากมายให้คุณได้เลือกกันอย่างเต็มที่ พร้อมเคล็ดลับในการดูแลรถสุดรักของคุณ ให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ 

10 รุ่นรถมีซันรูฟน่าสนใจในราคาน่าคบ

10 รุ่นรถมีซันรูฟน่าสนใจในราคาน่าคบ

Sunroof(ซันรูฟ) ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนมองหาเวลาเลือกที่จะซื้อรถยนต์ เนื่องจากสิ่งนี้จะทำให้ห้องโดยสารของเรากว้างขึ้น นั่งแล้วรู้สึกไม่อึดอัดนอกจากนี้ในบางรุ่ยังสามารถที่จะเปิดเพื่อรับลมได้อีกด้วย  

สำหรับใครที่กำลังมาหารถประเภทนี้อยู่วันนี้ พวกเรา Kaidee Auto จะขอแนะนำ 10 รถที่มี Sunroof น่าสนใจในราคาที่น่าคบ 

Sunroof (ซันรูฟ) กับ Moonroof (มูนรูฟ) ต่างกันอย่างไร

หลาย ๆ คนเวลาไปเลือกซื้อรถมักจะเจอสองคำนี้บ่อย ๆ คือ Sunroof และ Moonroof ซึ่งทั้งสองคำนี้มีความเหมือนกันคือ Sunroof จะให้เราสามารถที่จะเปิดหลังคารถเพื่อที่จะรับลมหรือแดดได้โดยตรง ส่วน Moonroof จะเป็นการพัฒนามาจาก Sunroof ปกติที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดเพื่อรับได้แดดอย่างเดียว หรือเปิดทั้งหมดเพื่อที่จะลมก็ได้เช่นกัน แต่ส่วนมากค่ายรถส่วนใหญ่จะนิยมใช้คำว่า Moonroof มากกว่า

ประโยชน์ของ Sunroof 

Sunroof ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่จะทำให้เราขี่รถได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยประโยชน์ของ Sunroof มีอย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรกคือทำให้รถของเราดูดีไซน์ทันสมัย เพราะหลังคาแบบนี้จะทำให้รถของเราดูดีขึ้น น่าค้นหา นอกจากยังทำให้รถของเราราคาไม่ตกง่าย ๆ อีกต่างหาก

ประการที่สองคือการทำให้รถของเราดูกว้างขึ้น โปร่งขึ้น เนื่องด้วย Sunroof จะเพิ่มแสงและลมเข้ามาในรถ ทำให้รถของเรารู้สึกกว้างขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเราต้องนั่งรถไปไกล ๆ การที่รถดูกว้างเราจะไม่รู้สึกอึดอัดอีกด้วย

ประการที่สามระบบ Sunroof สามารถที่จะปกป้องชีวิตของเราได้ในการเกิดอุบัติเหตุอย่างเช่นรถจมน้ำแล้วไม่สามารถใช้ประตูแบบปกติได้ รถที่มี Sunroof กว้าง ๆ สามารถเป็นทางหนีฉุกเฉินให้กับเราได้เลยทีเดียว

รถ Sunroof ที่น่าสนใจ

1.Honda HRV

HRV นับว่าเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมจากทาง Honda โดยมีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นรถที่ตอบโจทย์ชีวิตได้เกือบทุก ๆ ด้าน จะใช้เป็นรถครอบครัวก็ดี เป็นรถขี่ไปทำงานก็เหมาะหรือจะเป็นรถในการพาเพื่อน ๆ ออกไปลุยต่างจังหวัดก็ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเหมาะมาก ๆ สำหรับสายรถอเนกประสงค์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 949,000 บาทเท่านั้น

2.Honda CR-V

CRV ถือว่าเป็นรถอีกหนึ่งคันจากทาง Honda ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ HRV โดยรถรุ่นนี้จะเน้นมี Option ต่าง ๆ ที่ดีกว่า HRV ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ สิ่งอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย คุ้มค่ามากในฐานะของรถ SUV โดยราคาเริ่มต้นของ CR-V อยู่ที่ 1,369,000 บาท 

3.Mazda CX-5

ข้ามมาในฝั่งของ Mazda กันบ้างกับ CX-5 ที่หากใครชอบหลังคาแบบ Sunroof รถรุ่นนี้มาเป็นแบบ panoramic sunroof กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ CX-5 ยังมาพร้อมกับความฟรีเมี่ยมตามแบบฉบับของ Mazda ที่ดีไซน์ภายนอกนับว่ายอดเยี่ยม แถมยังได้เครื่องยนต์และสเปกที่ยอดเยี่ยม ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.3 ล้านบาท

4.BMW X1

หนึ่งในรถ Crossover ที่น่าสนใจของทาง BMW อย่าง X-1 ที่ในรุ่นปี 2020 ได้มีการปรับปรุงรถแบบ Minorchanges ให้มีความเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ตัวรถมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟ ทำให้ภายในตัวรถมีความกว้างกว่าเดิม นอกจากนี้ยังได้ระบบความปลอดภัยชั้นยอดจากทาง BMW อีกต่างหาก ซึ่งรถรุ่นนี้มีราคาเริ่มต้นเพียง 1,969,000 บาท

5.Toyota Alphard 

สำหรับใครที่เป็นสายรถตู้เล็ก(MPV) แล้วอยากได้รุ่นที่มี Sunroof แบบเก๋ๆ โดย Toyota Alphard ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับรถประเภทนี้ เพราะได้ทั้งรถที่เหมาะกับการเดินทางอย่างมาก ภายในกว้างขวาง พร้อมระบบอำนวยความสะดวกครบครันและความหรูหรามีระดับ ในราคาเริ่มต้นเพียง 3,747,000.00 บาท

6.BMW X-5

หาก X-1 ยังตอบโจทย์ความพรีเมี่ยมไม่พอก็ต้องขยับมายังรุ่น X-5 รถ SUV สุดทรงพลังจากทาง BMW ที่นอกจากจะมี Electric Panorama Glass Roof สุดว้าวแล้วยังมาพร้อมกับพลังเครื่องยนต์ดีเซล 349 แรงม้า ที่จะพาคุณทะยานไปยังทุกที่ทั่วประเทศไทย แถมระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีแบบครบครัน แม้รถรุ่นนี้ราคาเริ่มต้นจะสูงถึง 4,695,000 บาท แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพของรถถือว่าคุ้ม 

7.Mercedes-Benz C200 AMG Dynamic Coupe

พูดถึง BMW ไปแล้วมาลองดูฝั่ง Benz กันบ้างกับหนึ่งในรถซันรูฟยอดนิยมอย่าง C200 AMG Dynamic Coupe ที่ดีไซน์เอาใจวัยรุ่นไปอย่างเต็ม ๆ ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์อันทรงพลัง พร้อมกับตกแต่งภายในสุดสปอร์ต พร้อมหลังคา Panorama Sunroof สุดเท่โดยราคาเริ่มต้นของรถรุ่นนี้จะอยู่ที่ 3,450,000

8.MG3

หนึ่งในรถรุ่นเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากจะได้หลังคา Sunroof แต่ไม่อยากได้รถที่มีราคาสูงนักก็ขอแนะนำ MG3 จากแบรนด์อย่าง MG ที่มีราคาเพียง 519,000 บาท ได้รถที่มีประสิทธิภาพที่คุ้ม เหมาะกับการใช้ชีวิตในเมืองตามสไตล์ของวัยรุ่นยุคเรา 

9.Mazda 3

นอกจาก Mazda CX-5 แล้ว Mazda 3 ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากจะได้รถที่มี Sunroof โดยจุดเด่นคือดีไซน์ที่เรียกได้ว่าเบียดรถรุ่นอื่น ๆ ใน Segment เดียวกันได้สบาย ๆ พร้อมกับประสิทธิภาพขอรถที่ดีเยี่ยม สำหรับราคาของ Mazda 3 เริ่มต้นที่ 969,000 บาท

10.Ford Everest

ปิดท้ายด้วยรถ Sunroof ขวัญใจบรรดาเหล่าพ่อบ้านคนรักครอบครัวกับรถ PPV สัญชาติอเมริกาอย่าง Ford Everest ที่มีจุดเด่นในเครื่องยนต์สมรรถนะเยี่ยม พร้อมจะพาคุณไปในทุกที่ แม้ทางจะยากลำบากเพียงไหน พร้อมกับระบบความปลอดภัยที่ดีและระบบอำนวยความสะดวกที่ดี ทำให้ใครอยากได้รถบ้านสักคันก็รุ่นนี้เลย ราคาค่าตัวของรถรุ่นนี้เริ่มต้นเพียง 1,299,900 บาท

สรุป

จะเห็นได้ว่ารถยนต์ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะมีระบบ Sunroof มาให้เราเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะรถรุ่นที่มีราคาสูง ทำให้เรามีตัวเลือกในการเลือกซื้อรถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น หากเพื่อน ๆ มีรถรุ่นไหนก็สามารถที่จะแนะนำกันมาได้เลย หรือหากว่าสนใจรถรุ่นไหน Kaidee Auto ก็มีรถให้คุณได้เลือกซื้ออีกหลายคนเลยทีเดียว  

จะขอสินเชื่อรถยนต์ต้องรู้อะไรบ้าง

จะขอสินเชื่อรถยนต์ต้องรู้อะไรบ้าง

รถยนต์ถือว่าเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ใครหลาย ๆ คนหมายปอง ทั้งความสะดวกสบายในการเดินทาง รวมไปถึงการใช้งานเพื่อการพาณิชย์อันเป็นรายได้เสริม แน่นอนว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีเงินเก็บมาก พอทำให้ต้องใช้การกู้ซื้อหรือการขอสินเชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ สำหรับใครที่กำลังมองหาสิ่งนี้อยู่ วันนี้พวกเรามีคำตอบ

สินเชื่อรถยนต์กับไฟแนนซ์รถยนต์ต่างกันอย่างไร

หนึ่งในคำถามที่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยคือสินเชื่อรถยนต์กับไฟแนนซ์รถยนต์ต่างกันอย่างไร ความจริง แล้วทั้งสองอย่างนี้แทบจะไม่มีความต่างกันเลย โดยสินเชื่อรถยนต์หากจะพูดให้เข้าใจในภาษาบ้าน ๆ ก็คือการให้เงินกู้ไปซื้อรถอันมีตัวเราเป็นคนค้ำประกัน ส่วนไฟแนนซ์หรือว่า “การเช่าซื้อ” คือการที่เอารถ ค้ำประกันเงินกู้ของเรา เมื่อผ่อนเสร็จหมดแล้วเรา ก็จะได้รถกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา

สินเชื่อแบบบอลลูน

นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อที่ชื่อว่า “บอลลูน” ที่ค่ายรถยนต์ทางฝั่งยุโรปนิยมใช้ โดยการผ่อนประเภทนี้จะตัดเงินค่ารถหนึ่งก้อนออกไป ทำให้งวดที่เราชำระในแต่ละเดือนถูกขึ้น แต่ว่าก้อนสุดท้ายจะเป็นบอลลูนที่จะเป็นเงินก้อนใหญ่เป็นพิเศษประมาณ 40% ของราคารถเลยทีเดียว (แล้วแต่รถแต่ละค่าย) 

โดยเงินบอลลูนก้อนสุดท้ายเราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเอาเงินก้อนมาปิดผ่อนบอลลูนต่อรวมไปถึงการนำเอารถเก่ามาเทิร์น ตามมูลค่าของบอลลูน เพื่อที่จะนำเอาไปซื้อรถรุ่นใหม่ได้อีกด้วยในกรณีที่เราอยากจะเปลี่ยนรถรุ่นใหม่

สำหรับข้อเสียของบอลลูนคือเราจะไม่ได้เป็นเจ้าของรถจนกว่าจะผ่อนหมด ทำให้หากเราวางแผนการเงินไม่ดีหรือว่าไม่ได้เก็บเงินไว้ นอกจากนี้การผ่อนแบบบอลลูนส่วนใหญ่มักจะตามมากพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าวิธีการแบบปกติอีกต่างหาก ดังนั้นใครจะซื้อแบบบอลลูนต้องศึกษาให้ดี

เราควรรู้อะไรบ้างก่อนที่จะขอสินเชื่อรถ

ในการของสินเชื่อรถในแต่ละที่จะมีความต้องการและเงื่อนไขที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับราคาของ รถยนต์ที่เราจะซื้อและเครดิตที่เราจะมี โดยส่วนมากแล้วสิ่งที่เราควรรู้ทุกครั้งก่อนที่จะขอสินเชื่อรถ จะประกอบไปด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

เลือกรถที่อยากจะได้

นับว่าเป็นการบ้านข้อแรก ๆ สำหรับใครที่อยากจะซื้อรถ ที่เราต้องเลือกรุ่นรถตามกำลังทรัพย์ และแนวทางในการใช้งานเป็นหลักได้ รวมถึงการมองไปถึงว่ารถรุ่นนี้ซื้อที่ไหน เป็นรถมือหนึ่งหรือว่าเป็นรถมือสองเป็นต้น โดยรถทั้งสองประเภทจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน

การซื้อ “รถมือหนึ่ง” มีข้อดีในเรื่องของการรับประกันและคุณภาพของตัวรถดีกว่า อีกทั้งเรายังสามารถที่จะเลือกสีหรือออฟชั่นต่าง ๆ ได้ตามความต้องการของเราของ เหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อนใหญ่และพร้อมในการเป็นหนี้ระยะยาว 

รถมือสอง มีข้อดีในเรื่องของราคาที่ถูกกว่ารถมือหนึ่งเกือบ ๆ ครึ่งหนึ่ง ทำให้เราสามารถซื้อรถได้ในราคาถูกมาก แต่ก็แลกมากับการรับประกันที่ไม่เหมือนกันในแต่ละเจ้า รวมไปถึงคุณภาพของรถที่เราได้ ซึ่งตาดีหรือตาร้ายก็อยู่ที่ประสบการณ์กับความซื่อสัตย์ของเต้นท์รถ

คำนวนรายจ่ายให้เหมาะสม

การขอสินเชื่อรถแต่ละครั้ง เราจะต้องทำสัญญาในการจ่ายเงินในแต่ละงวด ตามระยะเวลาที่ เราได้เซ็นสัญญาไว้ โดยยิ่งผ่อนนานเราจะยิ่งจ่ายน้อย แต่ก็แลกมากับการจ่ายดอกเบี้ยที่แพงมากขึ้น ในขณะเดียวกันการผ่อนระยะเวลาที่สั้น

ก็ทำให้จำนวนเงินต่องวดสูงขึ้นมากเช่นกัน ทั้งนี้ควรที่จะคำนวนในเรื่องของเงินดาวน์ด้วย ที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

โดยรายจ่ายในแต่ละเดือนนั้นให้เราคำนวนง่าย ๆ ว่าหนี้ไม่ควรจะมากกว่า 30% ของรายได้เพราะรถยนต์จะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เสริมเข้ามาเช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันเป็นต้น ทำให้เราต้องวางแผนเรื่องเหล่านี้ให้ดี มิฉะนั้นหากวันไหนเราไม่มีเงินไปจ่ายค่างวด รถคันโปรดของคุณอาจจะต้องจากคุณไปพร้อมกับหนี้ก้อนใหญ่ และอาจจะทำให้คุณติดเครดิตบุโรได้

เงินดาวน์

เงินดาวน์ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับการขอสินเชื่อรถ เพราะโดยส่วนมากธนาคารต่าง ๆ มักจะไม่อนุมัติค่ารถของเราเต็มวงเงิน ส่วนใหญ่มักจะให้ประมาณ 60-85% ของราคารถยนต์ ทำให้เราต้องเอาเงินมากดาวน์ราคาของรถให้เพียงพอกับเงื่อนไขของสินเชื่อ 

โดยเงินดาวน์นั้นยิ่งเราจ่ายมากจำนวนเงินต่องวดของเราน้อยลง ทำให้เรามีเงินใช้ต่อเดือนมากขึ้น อีกทั้งเราจะได้นำเงินไปใช้ในด้านอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้อีกต่างหาก ซึ่งคำแนะนำของผู้เขียนคือให้ดาวน์ก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เรามีกระแสเงินสดมากพอ ในการใช้ชีวิตประจำวันนั่นเอง

เอกสารต่าง ๆ

ในการยื่นขอสินเชื่อในทุก ๆ สถาบันการเงินจะต้องมีเอกสารเสมอ แล้วแต่ว่าสถาบันการเงินนั้น จะให้นำเอาเอกสารอะไรไปบ้าง โดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นเอกสารเหล่านี้ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ขอสินเชื่อ
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ค้ำประกัน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน
  • Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • ใบขับขี่
  • ฯลฯ

ระยะเวลาในการได้รับสินเชื่อ

สำหรับระยะเวลาในการรับสินเชื่อนั้นจะขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยหากเราส่งเอกสารครบและเงื่อนไขตรงกับสินเชื่อ ก็จะใช้เวลาในการอนุมัติไม่นานประมาณ 15-30 วัน หลักจากอนุมัติแล้วก็จะมีการนัดกันเซ็นต์สัญญา แนะนำว่าให้อ่านเงื่อนไขให้ละเอียด ก่อนที่จะเซ็นต์ เพราะข้อกำหนดบางข้อคุณอาจจะไม่รู้ก็เป็นได้ เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้วนัดรอเวลารับรถไปได้เลย 

สรุป

จะเห็นได้ว่าการขอสินเชื่อรถยนต์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่เราหาข้อมูลต่าง ๆ พร้อมกับทำเอกสารให้พร้อม เพียงเท่านี้การขอสินเชื่อรถยนต์ของเราก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากขึ้นเลย ที่เดียว ขอให้มีความสุขกับการขับขี่รถใหม่ครับผม 

มือใหม่อยากแคมป์ปิ้งควรใช้เต็นท์แบบไหน บทความนี้มีคำตอบ

มือใหม่อยากแคมป์ปิ้งควรใช้เต็นท์แบบไหน บทความนี้มีคำตอบ

นับว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมกลางแจ้งที่ฮิตและเป็นกระแสมากที่สุดในบ้านเราช่วงนี้กับ “แคมป์ปิ้ง” ซึ่งเหตุผลหลักที่ใครต่อใครต่างหลงใหลในกิจกรรมนี้ก็คือ การได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ได้ใกล้ชิดอยู่กับธรรมชาติ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมทริปไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพใจที่ดี การแคมป์ปิ้งจึงตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ธรรมชาติเยียวยาจิตใจได้เป็นอย่างดี

จากผลการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพบว่ามีประชากรออกไปแคมป์ปิ้งมากขึ้นทุกปี มากกว่า 6 ล้านครัวเรือนที่จะออกไปตั้งแคมป์อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งผู้คนที่ออกไปทำกิจกรรมแคมป์ปิ้งมีครบทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ หรือไปแบบทั้งครอบครัวก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าวิถีของการแคมป์ปิ้งแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไปดังนี้

Camp Culture

จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้

RV (Recreational Vehicle) 

ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่

Trekking Camping

จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ

Glamping Camping

มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก

แล้วมือใหม่ควรใช้เต็นท์แบบไหน ?

แต่สำหรับมือใหม่แล้วการที่จะออกไปแคมป์ปิ้งครั้งนึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องการเตรียมความในเรื่องของอุปกรณ์อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ครบและพร้อมมากที่สุด เพราะเมื่อเราออกเดินทางแล้วเราจะไม่สามารถหาอุปกรณ์ที่ขาดไปในสถานที่กางเต็นท์ได้ 

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “เต็นท์” เพราะในท้องตลาดนั้นมีเต็นท์รุ่นใหม่มากมายหลายแบบเหลือเกิน รวมถึงมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น แล้วเต็นท์แบบไหนล่ะที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด วันนี้เรามีเทคนิคการเลือกซื้อเต็นท์ให้สำหรับมือใหม่ได้ศึกษากัน

จำนวนคนนอนเต็นท์

สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้อเต็นท์คือขนาดของเต็นท์ ซึ่งคำนวณได้ง่ายๆ จากจำนวนคนที่ไปในแต่ละครั้ง ถ้าหากว่าเราเป็นครอบครัวใหญ่ที่เวลาจะไปเที่ยวแต่ละครั้งต้องยกกันไปแบบครบบ้านก็ต้องเลือกเต็นท์ขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวไว้ใช้งาน

แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบลุยเดี่ยวหรือว่าไปกับแฟนเป็นส่วนใหญ่ก็ควรเลือกเต็นท์ที่มีขนาดกะทัดรัดพอดีไว้ใช้งาน และเราขอแนะนำว่าควรเลือกเต็นท์เผื่อ 1 ที่ไว้เสมอ เช่น นอน 2 คน ควรเลือกซื้อเต็นท์สำหรับ 3 คน เพื่อที่จะมีพื้นที่ไว้สำหรับวางสิ่งของ กระเป๋า หรือสัมภาระต่าง ๆไว้ภายในเต็นท์ได้ 

รูปแบบการเดินทาง

ในการออกไปแคมป์ปิ้งแต่ละครั้งนอกจากอุปกรณ์สำหรับแคมป์ปิ้งแล้ว เรายังต้องพกเสื้อผ้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นรูปแบบของการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะการเดินทางในแต่ละรูปแบบก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการพกพาสัมภาระที่แตกต่างกันออกไป การเลือกเต็นท์จึงเป็นปัจจัยหลักที่สัมพันธ์ต่อการเดินทางด้วย

  • รถโดยสาร หากคุณต้องเดินทางไปแคมป์ปิ้งด้วยรถโดยสารประจำทาง และต่อด้วยการเดินเท้าอาจต้องเลือกเต็นท์ที่มีน้ำหนักเบาเป็นหลัก และพับเก็บได้ในขนาดที่เล็กกะทัดรัดเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง
  • จักรยานทัวร์ริ่ง สำหรับการออกทริปแบบปั่นจักรยานทัวร์ริ่งที่เดินทางด้วยจักรยานเป็นหลัก ควรเลือกเต็นท์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแบบข้อแรก ซึ่งจะเน้นไปที่เต็นท์น้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัดที่จะช่วยแบ่งเบาน้ำหนักให้จักรยานได้
  • มอเตอร์ไซค์ หากคุณเป็นสายออกทริปด้วยสองล้อคู่ใจ ก็อาจจะมองหาเต็นท์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมานิดหน่อยได้ เพราะมอเตอร์ไซค์สามารถแบกรับน้ำหนักเต็นท์ได้อย่างสบาย
  • รถยนต์ จัดเต็มได้แบบสุดๆ สำหรับสายขน พราะเมื่อคุณเอารถยนต์ส่วนตัวไปก็สามารถเลือกเต็นท์ขนาดใหญ่ได้ แถมยังมีพื้นที่ให้ขนของได้อีกเพียบ เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างเลยทีเดียว

คำนึงถึงสภาพอากาศ

ฤดูกาลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกเต็นท์ ยิ่งถ้าเป็นบ้านเราที่มีอากาศร้อนเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่ออกไปแคมป์ปิ้งก็ควรเลือกเต็นท์ที่ระบายอากาศได้ดี อาจเป็นเต็นท์ที่มีประตูหน้าต่างรอบทิศทาง สามารถลู่ลมได้อย่างเต็มที่ก็จะช่วยถ่ายเทอากาศได้ 

สำหรับหน้าฝนสิ่งสำคัญในการเลือกเต็นท์ให้ดูจากวัสดุของเต็นท์ที่สามารถกันน้ำได้ ควรเลือกแบบผ้าที่กันน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยกันทั้งน้ำฝนและน้ำค้างเพื่อให้คุณนอนหลับอิ่มสบายไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะซึม และสุดท้ายสำหรับหน้าหนาว หากคุณออกไปตั้งแคมป์หน้าหนาวเป็นส่วนใหญ่ อาจหาถึงนอนนุ่มๆ ที่กันหนาวได้เป็นอย่างดี เพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจนอนสั่นทั้งคืนเลยล่ะ

งบประมาณ

สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อเต็นท์ก็คือ “งบประมาณ” เนื่องจากในท้องตลาดก็มีเต็นท์ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น การตั้งงบประมาณจึงเป็นตัวช่วยให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น ซึ่งเต็นท์ราคาแพงและราคาถูกก็มีความแตกต่างกันหลายสิ่ง ซึ่งเต็นท์แพงก็มาพร้อมความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงวัสดุของตัวเต็นท์ ซึ่งการลงทุนซื้อครั้งนี้อาจใช้งานไปนานได้หลายปี แต่ถ้าหากเป็นเต็นท์ราคาถูก วัสดุการใช้งานก็อาจเหมาะสมกับราคา และของถูกและดีก็อาจจะมี สิ่งนี้ก็ล้วนแล้วแต่ว่างบประมาณของคุณตั้งไว้อยู่ที่เท่าไหร่

สรุป

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิควิธีการเลือกเต็นท์สำหรับมือใหม่ ซึ่งมีเต็นท์มากมายหลายรุ่นในท้องตลาดให้คุณได้เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์แบบไหน การเลือกสถานที่กางและเรื่องของความปลอดภัยควรมาก่อนเป็นอันดับหนึ่งเสมอ และอย่าลืมปฏิบัติตามกฏระเบียบของสถานที่นั้นๆ เพื่อให้การพักผ่อนของคุณได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมและมีความสุขมากที่สุด                                                 

สำหรับใครที่กำลังมองหาเต็นท์หลังแรกเป็นของตัวเอง หรือกำลังหาซื้ออุปกรณ์แคมป์ปิ้ง สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่มีสินค้ารอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออีกเพียบ

เจาะลึก GoPro HERO 9 Black กับ 5 ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจ

เจาะลึก GoPro HERO 9 Black กับ 5 ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจ

ล่าสุด GoPro แบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกล้อง Action Camera ได้เปิดตัว GoPro HERO 9 Black ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง GoPro HERO 8 Black โดยใส่ฟีเจอร์และฟังก์ชันมาอย่างจัดเต็ม ทั้งในเรื่องของความสามารถในการถ่ายวิดีโอ, หน้าจอสีสัมผัสทั้งด้านหน้าและด้านหลัง, ระบบกันสั่นที่นิ่งกว่าเดิม, รองรับการสั่งงานด้วยคำสั่งเสียง, แบตเตอรี่เพิ่มความอึดขึ้น 30% พร้อมรองรับอุปกรณ์เสริมหลายรูปแบบ และยังมีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ อีกมากมายที่ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบการผจญภัยได้อย่างแท้จริง

กล้อง GoPro คืออะไร ?

นับว่าเป็นกล้องสำหรับสายลุย และคนที่ชื่นชอบการผจญภัยที่อยากจะบันทึกภาพความทรงจำในช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ หรือแม้แต่สายถ่าย Vlog ที่ตัวกล้องให้ความคล่องตัวในการใช้งานสูง และยังมีอุปกรณ์เสริมอีกมากมายเพื่อทำให้คุณสามารถพกกล้องและลุยถ่ายไปด้วยทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายใต้น้ำ หรือขณะขับรถ เพราะตัวกล้องมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กกะทัดรัดพอดีมือ จึงทำให้สามารถพกพาไปไหนก็สะดวกสบายไม่เกะกะ รวมถึงยังมีความแข็งแรงทนทานสูง ที่สำคัญยังสามารถถ่ายภาพนิ่งและถ่ายวิดีโอในความละเอียดที่สูงให้ภาพที่คมชัดสวยงามได้แบบที่ต้องการ อีกทั้งแบตเตอรี่ยังมีความอึดอยู่ได้นานจึงเหมาะสมที่จะเป็นกล้องตัวโปรดพร้อมลุยกับคุณไปได้ทุกที่

ซึ่งเราสังเกตได้ง่ายๆ ว่ากล้อง GoPro จะอยู่ในทุกวงการทั้ง การแข่งขันกีฬา Extreme, วงการกีฬา, เหล่า Influencer, Youtuber และอีกหลายวงการ เพราะด้วยตัวกล้องที่สามารถใช้งานง่ายไม่มีความซับซ้อน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ใช้งานได้อย่างหลากหลาย เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างเป็นวงกว้าง และรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง GoPro HERO 9 Black จะมีอะไรที่น่าสนใจ จุดเด่นมีอะไรบ้าง มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้เลย

5 ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจของ GoPro HERO 9 Black

มาเจาะลึกดูกันว่า GoPro HERO 9 Black จะมีจุดเด่นอะไรบ้างที่น่าสนใจ และมีจุดใดบ้างที่พัฒนามาจากรุ่นก่อนหน้านี้ รวมถึงความคุ้มค่าว่าแตกต่างจาก GoPro HERO 8 Black อย่างไรบ้าง

1. สเปคโดยรวมที่น่าสนใจ

สเปคโดยรวมที่น่าสนใจของ GoPro HERO 9 Black จะสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ 5K 30fps, 4K 30fps และยังถ่ายวิดีโอแบบ Full HD เฟรมเรตสูงสุดที่ 240 เฟรมต่อวินาที ไว้สำหรับใช้งานในการถ่าย Slow Motion ให้ดูสวยงามมากว่าเดิม

ในเรื่องของการถ่ายภาพนิ่งมีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Super Photo + HDR และมีเลนส์ทั้งหมด 4 ระยะด้วยกัน คือ SuperView, Wide, Linear และ Narrow ส่วนระบบกันสั่นรุ่นล่าสุดจะเป็น HyperSmooth 3.0 + Boosted ทำให้ได้ภาพออกมานิ่งมากกว่าเดิม ในด้านตัวกล้องออกแบบมาให้กันน้ำลึกได้ถึง 10 เมตร โดยที่ไม่ต้องสวมใส่เคสป้องกันใดๆ และสามารถบันทึกเสียงคุณภาพสูง ใช้งานจริงได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยไมโครโฟนภายนอก และระบบเมนูต่างๆ ที่ออกแบบมาให้เราสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ง่ายกว่าเดิม

2. ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ

สิ่งที่น่าสนใจและมีส่วนสำคัญที่สุดของตัวกล้องก็ต้องเป็นเรื่องคุณภาพของวิดีโอที่ GoPro HERO 9 Black ให้ความละเอียดในการถ่ายวิดีโอสูงสุด 5K ที่เฟรมเรต 30 เฟรมต่อวินาที ให้ความละเอียดที่มากพอสำหรับคนที่ทำงานสายวิดีโอ ซึ่งปกติแล้ววิดีโอที่เราใช้กันบน YouTube จะมีความละเอียด Full HD เป็นหลัก ส่วนความละเอียด 4K ก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้วแต่ถือว่ายังไม่ได้รับความนิยมมากสักเท่าไหร่

แต่ถ้าผู้ใช้งานที่อยากได้ภาพ 4K แบบลื่นไหลก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ที่ 60 เฟรมต่อวินาที หรือจะเอามาประยุกต์ใช้ถ่าย 4K เพื่อครอปภาพและใช้เฟรมเรตที่ 60 มาดึง Slow Motion ก็ได้ สำหรับคนที่อยากถ่ายวิดีโอแบบ Frame Rate สูงสุดๆ แล้วเอามาดึง Slow Motion ด้วยยังสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด Full HD ที่ 240 เฟรมเรต เหมาะสำหรับถ่าย Footage Slow Motion แนว Dramatic ได้สบาย ซึ่งจะช่วยให้เราได้คุณภาพวิดีโอที่สูง และยังได้เฟรมเรตมาไว้สำหรับตัดต่อได้อีกเพียบ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานคอนเทนต์สายวิดีโอและตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ

3. TimeLapse & TimeWarp

ต่อมาเป็นโหมดที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจมาโดยตลอดกับโหมด TimeLapse และ TimeWarp ซึ้งทั้งสองโหมดนี้จะเป็นการถ่ายวิดีโอแบบเร่งเวลา แต่มีความแตกต่างคือ TimeLapse จะเน้นการถ่ายวิดีโอแบบอยู่กับที่ ตั้งอยู่ที่ขาตั้งกลอง ไม่มีการเคลื่อนไหว ช่วยทำให้คลิปของเราสื่อสารเรื่องอารมณ์ ความโดดเด่นของสถานที่ และช่วงเวลา

ในส่วนของโหมด TimeWarp เป็นเหมือนโหมด HyperLapse คือเน้นเร่งเวลาของการเคลื่อนไหวของมุมกล้องไปด้วย ส่งผลทำให้ภาพของเรามีความน่าตื่นเต้น เห็นการเคลื่อนไหวของมุมกล้องและสถานที่ไปในตัว

โดยทั้งสองโหมดนี้ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานได้ง่าย แล้วก็เลือกปรับระดับการเร่งเวลาได้ตามต้องการ ถ้าเลือก Footage ที่มีเวลานานก็จะทำให้ภาพวิดีโอมีช่วงเร่งที่เร็วและนาน แต่ถ้าต้องการเร่งแบบพอดีก็เลือกในระดับต้นที่ไม่ต้องเร็วมาก ก็จะส่งผลให้ได้ภาพที่สมูทและสวยงาม

4. ระยะเลนส์ 4 แบบ ที่ช่วยสร้างมุมมองได้หลากหลาย

มาดูในส่วนของเลนส์กันบ้างที่เห็นได้ชัดคือระยะของเลนส์จะมีจุดเด่นในการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถถ่ายได้หลากหลายมุมมอง และครอบคลุมการใช้งานได้มากกว่าเดิม

  1. เลนส์ระยะ SUPERVIEW (16MM)

เริ่มต้นกันที่ระยะ SuperView ที่ให้ระยะกว้างสุด 16mm มีขอบโค้งมนเล็กน้อย ซึ่งมุมนี้เหมาะสำหรับการถ่ายคลิปและภาพนิ่งที่ผู้ใช้ต้องการเล่าเรื่องให้ดูน่าตื่นเต้น น่าดึงดูดให้ชวนติดตาม และด้วยมุมมองที่กว้างเป็นพิเศษจะสามารถเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในเฟรมได้ครบถ้วน

  1. เลนส์ระยะ WIDE (16-34MM)

โดยเลนส์ระยะนี้จะให้มุมมองที่แคบลงมาจากระยะ SuperView ซึ่งจุดเด่นคือเน้นการเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญของคนพูดเป็นหลัก แต่ยังให้ความกว้างของฉากหลังอยู่ เรียกได้ว่าเป็นระยะที่ใช้งานได้หลายรูปแบบ เพราะให้มุมมองที่กว้างและขอบของภาพไม่โค้งมากจนเกินไป

  1. เลนส์ระยะ LINEAR (19-39MM)

ระยะนี้จะให้มุมมองประมาณ 19-39mm จุดเด่นจะเน้นไปที่คนพูดเป็นหลัก มุมภาพจะถูกซูมเข้ามาอีก ส่วนขอบโค้งที่เคยมีในระยะ SuperView และ Wide จะหายไป ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายที่เน้นการพูดคุยเป็นหลัก หรือเก็บบรรยากาศโดยรอบที่ให้ความรู้สึกสบายและไม่ดูห่างจนเกินไป

  1. เลนส์ระยะ NARROW (27MM)

ระยะสุดท้ายกับมุมมอง 27mm ซึ่งเป็นระยะที่ให้มุมมองที่แคบที่สุดสำหรับกล้อง GoPro HERO 9 Black โดยจะเป็นการเน้นถ่ายเจาะไปที่คนพูด หรือ Close Up เน้นสิ่งของแบบเฉพาะเจาะจงให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

5. จอสีทั้งหน้าและหลังเหมาะสำหรับ Vlogger และ Youtuber

โดยก่อนหน้านี้ GoPro HERO 8 Black ก็มีทั้งจอหน้าและจอหลัง ซึ่งเป็นหน้าจอขาวดำที่บอกสถานะของเวลาในการบันทึกวิดีโอและโหมดของกล้องเท่านั้น ส่วนจอหลังระบบสัมผัสที่สามารถพับขึ้นได้ในขนาด 1.95 นิ้ว สำหรับถ่ายภาพและวิดีโอตัวเอง

แต่ GoPro HERO 9 Black จะมาพร้อมหน้าจอสีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในส่วนจอด้านหน้าจะเป็นการแสดงผลของภาพพรีวิวหรือเซลฟี่เพื่อให้เห็นมุมมองและตำแหน่งของผู้พูดได้อย่างชัดเจน ส่วนจอหลังมีขนาดกว้าง 2.27 นิ้ว สามารถสั่งงานด้วยระบบสัมผัสได้เหมือนเดิม 

สรุป

ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ากับการรอคอยสุดๆ สำหรับคนที่ต้องการกล้อง Action Camera ไว้ออกลุยสักหนึ่งตัว เพราะนอกจากจะพกพาสะดวกแล้ว ยังใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ แถมคุณภาพวิดีโอระดับโปร ใช้งานง่ายที่ไม่ว่าจะถ่าย Vlog หรือเซลฟี่ก็ตอบโจทย์ ยิ่งถ้าคุณเป็นสายลุย สาย Adventure แล้วล่ะก็อย่ารอช้าที่จะเป็นเจ้าของกันเลย

สำหรับใครที่สนใจกล้อง GoPro HERO 9 Black หรือรุ่นอื่นๆ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่อัดแน่นสินค้ามากกว่า 32 หมวดหมู่ ที่กำลังรอให้คุณคลิกเข้ามาช้อปอยู่