Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ขึ้นชื่อว่าการทำงาน ก็ต้องมีเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นธรรมดา ทั้งการประชุมหรือประสานงานกับคนมากหน้าหลายตา อีกทั้งยังต้องเตรียมพรีเซนต์ไปเสนอหัวหน้า ไหนจะนัดกับเพื่อนร่วมงานไปปาร์ตี้หลังเลิกงานวันศุกร์
และก็แน่นอนว่าสิ่งที่พูดมานี้ คนที่มีบุคลิกกล้าแสดงออก กล้าพูดกล้าคุย รวมถึงไม่ลังเลที่จะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ก็ย่อมได้เปรียบในการทำงานมากกว่า
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีลักษณะนิสัยอย่างที่กล่าวมา ในโลกนี้ยังมีคนที่ชอบอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับเพื่อน หรือชอบทำงานคนเดียวมากกว่ากับเพื่อนร่วมงาน พวกเขาคือคนที่มีบุคลิกชอบเก็บตัว ที่พวกเราเรียกกันอย่างติดปากว่า “Introvert”
คำถามคือ ในโลกของการทำงาน จะมีอาชีพหรือตำแหน่งงานใดเหมาะกับ Introvert หรือเปล่า และถ้ามี มันจะเป็นอาชีพแบบใด วันนี้ผมมีแนวทางการค้นหาอาชีพที่คุณนำไปใช้ได้มาฝากกัน
Introvert มีหลายประเภทกว่าที่คิด
เวลาพูดถึง Introvert ทุกคนมักมีภาพในหัวที่คล้ายคลึงกัน ทั้งชอบเก็บตัว อยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับเพื่อนฝูง เป็นคนมีจินตนาการและความคิดที่แสนวิเศษ บางคนอาจคิดว่า Introvert มีเพื่อนน้อย หรืออยู่กับคนที่สนิทด้วย แต่ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงลักษณะโดยรวมของคำว่า Introvert อีกทีหนึ่ง
มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่จำแนกประเภทของ Introvert ออกเป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ การที่จะรู้ว่า เราเหมาะกับอาชีพอะไร เราต้องรู้เสียก่อนว่าเราเป็น Introvert แบบใด
“การรู้จุดเด่นของ Introvert แต่ละแบบจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถเลือกการทำงาน สภาพแวดล้อม รวมถึงอนาคตที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด”
Social Introvert (Introvert ที่หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม)
Introvert ที่แสนคลาสสิค พวกเขาไม่นิยมการเข้าสังคม การพบปะและสังสรรค์ ชอบเก็บตัวและอยู่คนเดียว พูดอย่างง่ายคือ “ชอบการมีเวลาส่วนตัว”
สำหรับพวกเขา การไม่ต้องไปปาร์ตี้ตอนเย็นของวันเสาร์ของขวัญที่ฟ้าประทานให้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะนี้เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาเป็นคนเย็นชา ขี้อายหรือไร้มนุษย์สัมพันธ์ พวกเขาแค่ชอบการอยู่คนเดียวมากกว่าแค่นั้น
เราอาจสังเกตได้ว่า “การทำงานร่วมกัน” อาจดูไม่ใช่จุดขายของชาว Introvert ประเภทนี้เท่าไร
Anxious Introvert (Introvert ขี้กังวล)
พวกเขาแตกต่างจาก Introvert ประเภทแรกโดยสิ้นเชิง มีความกังวล ถึงขั้นระแวงการเข้าสังคม พวกเขาคิดว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมีแต่ความกระอักกระอ่วน ส่งผลให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการเริ่มบทสนทนากับผู้คนตั้งแต่แรก
Reserved Introvert (Introvert ระเบิดเวลา)
ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น Reserved Introvert คือคนเงียบๆ ที่เจอกันครั้งแรก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาเริ่มเปิดใจกับคู่สนทนา อาจเป็นเพราะว่าสบายใจ หรือฤทธิ์แอลกอฮอล์ พวกเขาจะระเบิดตัวเองออกมา และอาจกลายเป็นคนที่พูดมากที่สุดในวง
พูดได้อีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาเก็บความรู้สึกเก่ง และจะปล่อยมันก็ออกมาก็ต่อเมื่อพร้อมเท่านั้น
Thinking Introvert (Introvert อิคิวซัง)
Introvert ประเภทนี้มีคุณสมบัติตามชื่อ พวกเขาชอบอยู่กับตัวเอง เพื่อจะได้ใช้ความคิดและจินตนาการของตนเอง Thinking Introvert สามารถร้อยเรียงไอเดียและความคิดนับร้อยของตนเองให้เกิดเป็นผลงานภายในระยะไม่นาน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าพวกเขาชอบอยู่คนเดียวเพื่อใช้ความคิด Thinking Introvert กลับสามารถทำงานกับผู้อื่นหรือคนในทีมได้อย่างไม่ยากเย็น
อาชีพที่เหมาะกับ Introvert แต่ละประเภท
หลังจากที่เข้าใจความแตกต่างของ Introvert แต่ละประเภทแล้ว ผมจะพูดถึงอาชีพที่น่าสนใจ ที่เหมาะสมกับลักษณะนิสัยแบบ Introvert ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีความเหมาะสมเฉพาะกับ Introvert แต่ละประเภทลงไปอีก
นักบัญชี
นักบัญชีเป็นอาชีพที่เหมาะกับ Social Introvert เป็นอย่างมาก เพราะเป็นงานที่อาศัยการติดต่อกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวเป็นหลัก แม้ว่าอาจต้องมีการปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมงานในบางครั้งบางคราว
เวลาส่วนใหญ่ของการทำงานหมดไปกับการใช้สมองคิดคำนวณ เห็นตัวเลขเป็นนับพันนับหมื่นตัว หากคุณเป็น Introvert ที่มีความชำนาญ พร้อมทั้งความชอบในการคำนวณอยู่แล้ว นักบัญชีก็ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเหมาะสมกับคุณไม่น้อย
นักวิเคราะห์ข้อมูล
หนึ่งวันของนักวิเคราะห์ข้อมูลคือการทำงานที่ต้องจดจ่อกับข้อมูล ตัวเลข สูตรคำนวณและหน้าจอที่เปิด Excel ค้างเอาไว้ อาชีพนี้เหมาะกับ Anxious introvert เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องพบเจอกับผู้คนโดยตรง ใครที่ชอบการวิเคราะห์และคำนวณ อาชีพนักวิเคราะห์ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว
ที่ปรึกษาหรือคนทำงานด้านไอที
เป็นอีกสายอาชีพที่เหมาะกับ Anxious Introvert ผู้ซึ่งกลัวการเข้าสังคม การทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตนเองชื่นชอบก็ดูจะลงตัวมากๆ อีกทั้งยังไม่ต้องคอยทำพรีเซนต์หรือเข้าประชุมให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจ
นักเขียนอิสระ
มาถึงอาชีพที่เหมาะกับ Introvert ทุกประเภท และหากพูดตามตรง ก็ต้องถือว่าอาชีพนักเขียนมีความเหมาะสมกับลักษณะนิสัยแบบ Introvert เป็นอย่างมาก เพราะสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยทำงาน หรือประสานกับใครให้วุ่นวาย
ในรายของ Thinking Introvert ก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นไปอีก เพราะพวกเขาสามารถสร้างสรรค์ไอเดียและถ่ายทอดออกมาผ่านงานเขียนได้โดยตรง
ช่างถ่ายภาพสายท่องเที่ยว
การถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะได้ทำงานในสถานที่ที่มีความสวยงาม ตื่นตาตื่นใจ เป็นอาชีพที่ต้องฝึกฝนทักษะ แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้น คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ทั้งการหารายได้ และการได้ผจญภัยไปในที่ต่างๆ
ช่างภาพสายท่องเที่ยวเป็นอาชีพที่เหมาะกับ Thinking และ Social Introvert ถึงแม้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเจอสังคมใหม่ของคนท้องถิ่น แต่ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ Introvert สามารถเผชิญได้ไม่ยาก ลองคิดดูสิ การได้ไปเก็บภาพยอดเขาอันหนาวเหน็บทางตอนเหนือ ดูจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่น้อยเลยนะ
งานที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต
ในปัจจุบันมีงานหลากหลาย ที่เราสามารถทำจากที่ใดบนโลกนี้ก็ได้ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็เพียงพอ การทำงานที่บ้าน (Remote work) จึงตอบโจทย์ชาว Introvert เป็นอย่างดี
โดยรูปแบบงานก็มีหลากหลาย ทั้งงานที่อาศัยการประสานงานผ่านอินเทอร์เน็ต (Assistant) เป็นหลัก งานดูแลเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์เช่น Kaidee เป็นต้น ประเด็นคือ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตและกลุ่มเป้าหมาย พวกเราก็สามารถสร้างงานและรายได้ให้ตัวเองได้อย่างแน่นอน
สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่า
ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสายอาชีพที่เหมาะกับผู้ที่มีลักษณะนิสัย Introvert หยิบยกมาจากการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายงานวิจัย แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถตัดสินตัวเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างที่เป็นรายละเอียดหยิบย่อยไม่เหมือนกัน
ข้อมูลในบทความนี้จึงเปรียบเสมือนเสาต้นแรกในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคน เพราะคนที่จะสามารถตอบ ว่าเราชอบอะไร ทำอะไรได้ และพร้อมจะทำอะไร ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ จริงไหม
จบจากสาย Introvert ก็ขอมาสายฮาร์ดเซลล์กันบ้าง เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นสายไหน Kaidee ก็มีสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของคุณอย่างแน่นอน จะเข้ามาซื้อเพิ่มหรือขายออก ก็ทำได้เลย ที่เดียวจบ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
Toyota ถือว่าเป็นแบรนด์รถที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จากเหล่าผู้ใช้งานทั่วโลกเรียกได้ว่าเแบรนด์รถยนต์ที่ครองใจชาวโลกก็ว่าได้ วันนี้พวกเรา Kaidee Auto จะขอนำเสนอ 7 รุ่นรถครอบครัวของ Toyota ที่นั่งสบายแถมยังปลอดภัยอีกต่างหาก
จุดเด่นของรถบ้าน Toyota
หากจะพูดถึงจุดเด่นของรถบ้านจากทาง Toyota คือในเรื่องความคุ้มค่าคุ้มราคา ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ เครื่องยนต์ รวมไปถึงเรื่องของความหลากหลายของรุ่นรถ ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวมีทางเลือกในการซื้อรถให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้งาน
นอกจากนี้ด้วยการที่ Toyota เป็นแบรนด์ใหญ่ ทำให้ศูนย์บริการรถของทางค่ายมีมากมาย กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้บรรดาอู่ซ่อมรถต่าง ๆ ยังสามารถที่จะซ่อมได้อีกด้วย ดังนั้นการซื้อรถแบรนด์นี้จึงมีความคุ้มค่าอย่างมาก
1.Toyota Fortuner 2020
จุดเด่น
หนึ่งในรถครอบครัวยอดนิยมขวัญใจชาวไทย ที่สามารถทำยอดขายได้อย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัวมาในปี 2010 โดยจุดเด่นของ Fortuner คือเป็นรถที่ครบเครื่อง ทั้งสมรรถนะของรถ ระบบความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีเยี่ยม ในส่วนของดีไซน์ก็ทำออกมาได้อย่างสปอร์ตมาก ๆ เหมาะกับการเป็นรถครอบครัวหรือว่าจะซื้อไปขับในฐานะรถประจำตัว ก็ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ด้วยการที่เป็นรถยอดนิยมทำให้สามารถหาอะไหล่ได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำรถไปซ่อมได้ แม้จะไม่ใช่ศูนย์บริการโดยตรงจากทาง Toyota
ราคาของ Toyota Fortuner ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่
Toyota Fortuner 2020 รุ่น 2.4G ราคา 1,319,000 บาท
Toyota Fortuner 2020 รุ่น 2.4V ราคา 1,424,000 บาท
Toyota Fortuner 2020 รุ่น 2.4v 4WD ราคา 1,494,000 บาท
2.Toyota Avanza 2020
จุดเด่น
สำหรับรถ Toyota คันต่อมาที่น่าสนใจสำหรับสายครอบครัวคือ Toyota Avanza ที่นับว่าตอบโจทย์มาก ๆ โดยมีจุดเด่นหลักในเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สามารถใช้ทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ พร้อมกับครอบครัว อีกทั้งยังมีพื้นที่ในการใส่ของที่มากรองรับกิจกรรมได้หลากหลาย พร้อมกับราคาที่เป็นมิตรมาก ๆ ชนิดที่ว่าพร้อมท้าชนกับแบรนด์อื่น ๆ ได้แบบสบาย ๆ เรียกได้ว่าน่าใช้สุด ๆ ไปเลยสำหรับรถรุ่นนี้
ราคาของ Toyota Avanza ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นได้แก่
Toyota Avanza 2020 รุ่น 1.5E A/T ราคา 649,000 บาท
Toyota Avanza 2020 รุ่น 1.5G A/T ราคา 699,000 บาท
3.Toyota Alphard 2020
จุดเด่น
หากใครที่อยากจะได้รถครอบครัวสายหรู ที่ใช้ได้ในฐานะของรถผู้บริหารและรถครอบครัวในเวลาเดียวกัน ก็ขอแนะนำ Toyota Alphard ที่มาพร้อมกับพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง พร้อมกับความหรูหราเหนือระดับกว่ารถครอบครัวแบรนด์อื่น ๆ เหมาะมากในการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่าง ๆ กับครอบครัว ยิ่งหากคุณมีคนขับรถส่วนตัว คุณจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม
ราคาของ Toyota Alphard ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Alphard ทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่
Toyota Alphard 2020 รุ่น Vellfire 2.5 ราคา 3,838,000 บาท
Toyota Alphard 2020 รุ่น 2.5 HV ราคา 3,968,000 บาท
Toyota Alphard 2020 รุ่น 3.5 VIP ราคา 5,458,000 บาท
4.Toyota Sienta 2020
จุดเด่น
Toyota Sienta ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรถรุ่นยอดนิยมของสายแม่บ้านหลาย ๆ คน เนื่องจากขนาดที่เล็กแต่ภายในกว้างขวาง พร้อมกับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในการอำนวยความสะดวก ที่คุ้มค่าคุ้มราคามาแถมยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 อีกต่างหาก แม่บ้านท่านไหนอยากได้รถบ้านสักคันก็แนะนำเลยคันนี้
ราคาของ Toyota Sienta ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Sienta ทั้งหมด 2 รุ่นได้แก่
Toyota Sienta 2020 รุ่น 1.5G ราคา 765,000 บาท
Toyota Sienta 2020 รุ่น 1.5V ราคา 825,500 บาท
5.Toyota Innova Crystal 2020
จุดเด่น
พ่อบ้านหลาย ๆ คนหากกำลังตามหารถครอบครัวที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.8 Turbo ดีไซน์ที่ทันสมัยพร้อมตกแต่งด้วยเบาะหนังทั้งคัน Toyota Innova Crytral ถือว่าตอบโจทย์ในทุกข้อที่กล่าวมา นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันที่น่าสนใจอีกมากมาย ให้พ่อบ้านทั้งหลายปลอดภัยและสะดวกสบายทุกครั้งที่ออกเดินทาง
ราคาของ Toyota Innova Crystal ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Crystal ทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่
Toyota Crystal 2020 รุ่น 2.0E M/T ราคา 1,129,000 บาท
Toyota Crystal 2020 รุ่น 2.8G A/T ราคา 1,201,000 บาท
Toyota Crystal 2020 รุ่น 2.8V A/T ราคา 1,376,000 บาท
6.Toyota C-HR ปี 2020
จุดเด่น
ข้ามมารถบ้านสาย Cross Over กันบ้างกัน Toyota C-HR ที่ในปี 2020 ได้มีการปรับ Minor Change หลาย ๆ อย่างให้รถมีความน่าสนใจและเหมาะกับความเป็นรถบ้านมากขึ้น พร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและเครื่องยนต์ Hybrid ทำให้รถมีความประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิม เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ
ราคาของ Toyota C-HR ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota C-HR ทั้งหมด 4 รุ่นได้แก่
Toyota C-HR 2020 รุ่น 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท
Toyota C-HR 2020 รุ่น 1.8 Mid ราคา 1,039,000 บาท
Toyota C-HR 2020 รุ่น HV Mid ราคา 1,069,000 บาท
Toyota C-HR 2020 รุ่น HV Hi ราคา 1,159,000 บาท
7.Toyota Majesty 2020
จุดเด่น
ปิดท้ายกันด้วย Toyota Majesty รถ MPV ดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อมกับการตกแต่งภายในที่เรียบหรู มีระดับ กว้างสบาย ระบบอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็ม เหมาะสำหรับพ่อบ้าน/แม่บ้านท่านไหนที่ชอบความสะดวกสบาย หรือว่ามีคนขับรถส่วนตัวก็ขอแนะนำรถรุ่นนี้เลย
ราคาของ Toyota Majesty ปี 2020
Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Majesty ทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่
Toyota Majesty รุ่น Standard ราคา 1,709,000 บาท
Toyota Majesty รุ่น Premium ราคา 1,899,000 บาท
Toyota Majesty รุ่น Grande ราคา 2,199,000 บาท
สรุป
จะเห็นได้ว่า 7 รุ่นรถครอบครัวของทาง Toyota ที่เรานำเสนอในวันนี้ มีความหลากหลายทั้งในเรื่องของขนาด ราคาและฟังก์ชันในด้านการใช้งาน ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านสำหรับเรื่องนี้ เพราะอย่างที่รู้กันว่ารถครอบครัวซื้อทีใช้ยาว ๆ
แต่หากเพื่อน ๆ คนไหนต้องการที่จะซื้อรถครอบครัวก็ลองมาดูใน Kaidee Auto เรามีรถครอบครัวมือสองให้เลือกมากมายหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
หากจะพูดถึงหนึ่งในประกันที่ได้รับความนิยมรองจากประกันชั้นที่ 1 คงหนีไม่พ้นประกันชั้นที่ 3 ซึ่งประกันที่หลาย ๆ บริษัทมักจะแนะนำให้เราทำ หากใครกำลังมีข้อสงสัยว่าประกันชั้นนี้ดีไหม เทียบกับประกันชั้นอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาหาคำตอบกัน
ประกันรถชั้น 3 คืออะไร
ประกันชั้น 3 คือประกันแบบสมัครใจชนิดหนึ่ง ที่กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายแก่คู่กรณีเท่านั้น หรือหากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือประกันชนิดนี้จะไม่คุ้มครองตัวผู้ถือกรมธรรม์ ตัวยานพาหนะของเจ้าของประกัน แต่จะคุ้มครองคู่กรณีของเราแทนในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งประกันชนิดนี้จะทำได้เฉพาะรถโดยสารส่วนบุคคลเท่านั้น ซึ่งวงเงินที่คุ้มครองจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์
จุดเด่นของประกันรถชั้น 3
ประกันชั้นที่ 3 แม้จะคุ้มครองน้อยกว่าประกันชั้น 1 ,ประกันชั้น 2 หรือ ประกันชั้นที่ 2+ แต่ก็แลกมากับเบี้ยประกันที่มีราคาถูกกว่าหลายบาท โดยหากเราเป็นคนที่ใช้รถน้อยเบี้ยประกันต่อปีก็ยิ่งต่ำลงไปอีก เพราะว่าโอกาสที่เราจะเกิดอุบัติเหตุมีน้อยนั่นเอง ซึ่งราคาอาจจะตกเพียงปีละหนึ่งพันกว่าบาทเท่านั้นหรือหากตีเป็นวันก็จ่ายวันละไม่ถึง 10 บาทก็มี นอกจากนี้ยังรองรับรถเก่า ๆ อีกด้วย
สิ่งที่ประกันชั้นที่ 3 ไม่คุ้มครอง
ในส่วนของสิ่งที่ประกันชั้นที่ 3 ไม่คุ้มครองได้แก่
ภัยธรรมชาติ
ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมจนรถสตาร์ทไม่ติด ลูกเห็บตกใส่กระจกแตก ลมพายุพัดสิ่งของมาโดนรถเรา ไฟไหม้อันเกิดมาจากเรื่องต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเหตุแผ่นดินไหวจนอาคารจอดรถของเราถล่มก็ เกิดความเสียหายต่อตัวรถ เราไม่สามารถที่จะเรียกความคุ้มครองได้เลย ผู้ถือกรมธรรม์จะต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง
อุบัติเหตุที่เกิดจากผู้ขับขี่เอง
บางคนอาจจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ อาจจะไม่ได้ชำนาญในการขับขี่รถยนต์มากนัก การขี่รถไปเฉี่ยวกับเสาบ้าน ถอยหลังชนฝาบ้านจนฝาแท้แตก หรือขี่รถไปขูดกับถนนฟุตบาท ก็ไม่สามารถที่จะขอความคุ้มครองได้เหมือนกับประกันภัยประเภทอื่น ๆ ดังนั้นอาจจะต้องขี่รถด้วยความระมัดระวังมาก ๆ เพราะประกันของเราไม่ได้ครอบคลุมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์
การโจรกรรม
หากรถของเราถูกขโมยเราไม่สามารถที่จะเรียกเอาความคุ้มครองได้ เนื่องจากประกันชั้นที่ 3 ไม่ได้คุ้มครองเรื่องนี้ รวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในรถ ดังนั้นหากคุณถือประกันชั้นนี้ พยายามหาที่จอดรถดี ๆ ครับผมไม่งั้นก็ต้องดาวน์รถใหม่อย่างเดียว
วงเงินที่น้อย(แล้วแต่กรมธรรม์)
แม้จะคุ้มครองอุบัติเหตุกับคู่กรณีทั้งในแง่ของการรักษาพยาบาลและความเสียหายกับตัวรถ แต่ก็มีวงเงินที่น้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราดันโชคร้ายไปชนกับรถหรู เราอาจจะต้องเสียค่าส่วนต่างกันประกันเอง และไม่เหมาะกับนักขับรถมือใหม่อย่างยิ่ง
ไม่ครอบคลุมรถเช่าหรือรถรับจ้างสาธารณะ
สำหรับบริษัทไหนที่มีรถเช่าหรือว่ารถรับจ้างสาธารณะ ไม่สามารถที่จะซื้อกรมธรรม์ของประกันชั้น 3 ได้โดยจะต้องซื้อประกันประเภทอื่น ๆ แทน
ประกันชั้น 3 เหมาะกับใคร
สำหรับประกันชั้นนี้เหมาะสำหรับใครที่ใช้รถน้อย หรือมีรถหลาย ๆ คันแต่อยากที่จะประหยัดเบี้ยงประกันก็สามารถที่จะเลือกประกันชนิดนี้ได้ เนื่องจากการที่เราใช้รถน้อย ทำให้โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุมีน้อยด้วยเช่นกัน การใช้ประกันชั้นที่ 1-2 และ 2+ อาจจะไม่คุ้มกับเบี้ยที่ต้องจ่ายเท่าไหร่ เพราะจุดเด่นสำคัญของประกันชั้นนี้คือเบี้ยประกันมีราคาที่ถูก
ประกันชั้นที่ 3 ยังเหมาะสำหรับใครที่หมดสัญญากับกรมธรรม์ประกันรถยนต์ขั้นที่ 1 หรือ 2 และมีความคิดที่จะเปลี่ยนรถ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน
นอกจากนี้ประกันชั้น 3 ยังรองรับรถรุ่นเก่า ๆ อีกด้วย ทำให้ใครที่เป็นสายรถ Classic หรือชอบรถสมัยรุ่นพ่อก็สามารถที่จะสมัครประกันประเภทนี้ได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับใครที่อยากได้ประกันแม้ว่าจะขับรถเก่าขนาดไหน
ประกันชั้น 3+ คืออะไร
ประกันชั้น 3+ เป็นประกันประเภทที่ 5 ที่จะให้ความคุ้มครองมากกว่าประกันชั้นที่ 3 แบบปกติไปอีกหนึ่งข้อคือ การคุ้มครองความเสียหายของรถผู้ถือกรมธรรม์ด้วย แต่จะไม่ได้วงเงินที่สูงเหมือนกับประกันชั้นอื่น ๆ และผู้ถือกรมธรรม์จะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ อาจจะทำให้ในแต่ละปีเบี้ยประกันอาจจะไม่เท่ากัน
ประกันรถชั้น 3 ซื้อที่ไหนดี
ประกันชั้น 3 สามารถที่จะหาซื้อได้ทั่วไปกับบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ซึ่งจะมีราคาและการคุ้มครองที่ต่างกันแล้วแต่กรมธรรม์ของเรา ซึ่งประกันชนิดนี้เราสามารถที่จะนำไปเพื่อต่อทะเบียนรถได้อีกด้วย
เอกสารที่นิยมใช้ในการสมัครประกันประเภทที่ 3
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนรถยนต์
นอกจากนี้บริษัทประกันบางแห่งอาจจะต้องขอใบตรวจสถาพรถและจำกัดรุ่นรถที่จะซื้อกรมธรรม์นี้อีกด้วย อาจจะรวมไปถึงรถจะต้องมีสภาพและอะไหล่เดิมจากโรงงานด้วยในบางกรณี ดังนั้นอาจจะต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมให้ดี
สรุป
ประกันชั้นที่ 3 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์หลายท่าน ที่ไม่ค่อยจะได้ใช้รถยนต์หรือว่ามีรถที่เก่าแล้ว แต่ก็อยากจะได้ประกันรถถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก แต่ก็แลกมากับการคุ้มครองที่น้อยกว่าประกันชั้นอื่น
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องประกันภัยชั้น 3 ที่เรานำเสนอในวันนี้ หากเพื่อน ๆ ต้องการความรู้เรื่องรถยนต์ด้านอื่น ๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาดูได้ที่ Kaidee Blog ที่เราได้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์ไว้อย่างครบครัน หรือหากใครอยากซื้อรถก็สามารถที่จะเข้าไปหาซื้อได้ที่ Kaidee Auto ได้เลย เรามีรถให้เลือกหลายรุ่นพร้อมราคาที่สุดประทับใจ
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
สำหรับผู้ขับรถมือใหม่หลาย ๆ คนอาจจะมีข้อสงสัยในเรื่องของประกันรถ ที่มีให้เลือกหลากหลายเหลือเกิน โดยเฉพาะประกันชั้น 1 และชั้น 2 ที่หลาย ๆ คนมักจะสงสัย วันนี้พวกเรา Kaidee Auto จะพาไปทำความรู้จักกับประกันสองชนิดนี้ให้มากกว่าเดิม
ประกันรถยนต์คืออะไร
ประกันรถยนต์แบบบังคับทำ
ประกันรถยนต์ถือว่าเป็นข้อบังคับสำหรับภาครัฐที่รถทุกคันจะต้องมี อ้างอิงจากพระราชบัญญัติ
คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ (พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ใช้รถบนถนน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ก็ตาม
นอกจากนี้หากว่าเราไม่ทำการต่อ พ.ร.บ. รถเราจะต้องเสียค่าปรับอีกทั้งสิ่งนี้ยังใช้ในการต่อทะเบียนรถยนต์อีกด้วย (ภาษีรถยนต์นั่นแหละ) ดังนั้นหน้าที่ของคนมีรถยนต์ ควรที่จะไปต่อ พ.ร.บ. อย่าให้ขาดไม่ฉะนั้นทะเบียนรถของเราอาจจะกลายเป็นของใครก็ไม่รู้
ประกันรถภาคสมัครใจ
ประกันรถภาคสมัครใจหรือประกันรถยนต์แบบที่เราไปติดต่อกับบริษัทประกันเอง โดยเราสามารถที่จะเลือกความคุ้มครองเองได้ รวมไปถึงเบี้ยประกันที่เราอยากจะจ่าย ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะต้องทำเสมอเมื่อซื้อรถยนต์มา ยิ่งเป็นรถใหม่บางค่ายอาจจะแถมประกันมาให้เลยก็เป็นได้
ประกันรถจำเป็นไหม
ประกันรถถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับรถทุกคน นอกจากผลทางด้านกฎหมายแล้ว ยังมีผลต่อด้านของการปกป้องทรัพย์สินอีกด้วย ที่จะมีประโยชน์มาก ๆ ยามที่เราเกิดอุบัติเหตุ เพราะจะทำให้เราไม่ต้องเสียเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าความเสียหายกับตัวรถ เรียกได้ว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมาก เสียง่าย
ประกันรถยนต์ชั้น 1 คืออะไร
ประกันชั้นหนึ่งคือประกันรถยนต์ที่มีความครอบคลุมมากที่สุด โดยจะครอบคลุมเกือบทุกกรณีทั้งตัวรถ เจ้าของรถ รวมถึงคู่กรณี นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเหมาะกรรม แต่ก็แลกมากับเบี้ยประกันที่สูงมากกว่าประกันชั้นอื่น ๆ ซึ่งการคุ้มครองส่วนใหญ่จะครอบคลุม 4 หัวข้อนี้
- คุ้มครองต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยที่เอาประกันภัย
- คุ้มครองต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
- คุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์
- คุ้มครองในกรณีที่ถูกโจรกรรมและถูกไฟไหม้
นอกจากนี้ในรถบางรุ่นอาจจะแถมประกันชั้นหนึ่งมาให้เราฟรี ๆ เลยก็มี ดังนั้นก่อนจะซื้อรถลองถามตัวแทนจำหน่ายรถก่อนซื้อทุกครั้ง
ประกันชั้นที่ 1 เหมาะกับใคร
ประกันชั้นหนึ่งเหมาะสำหรับผู้ขับขี่ทั้งมือใหม่และผู้ที่ชำนาญในการขับรถแล้ว เนื่องจากประกันประเภทนี้ครอบคลุมเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเกิดอุบัติเหตุที่ประกันชั้นที่หนึ่งจะช่วยคุณได้อย่างมาก ทำให้คุณไม่เสียเงินในการซ่อมและการรักษาพยาบาล รวมไปถึงในกรณีที่รถหายจากถูกขโมยอีกด้วย แต่ก็แลกมากับเบี้ยประกันอาจจะมีราคาแพงกว่าที่อื่น
ตัวอย่างของประกันชั้นหนึ่ง
Toyota Care
Toyota Care เป็นประกันชั้นหนึ่งจากทาง Toyota ที่ให้เอกสิทธิ์เฉพาะเจ้าของรถ Toyota เท่านั้น โดยเป็นการร่วมมือของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยกับบริษัทประกันชั้นนำต่าง ๆ มากถึง 19 บริษัท ซึ่งชูจุดเด่นในเรื่องของการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการซ่อมด้วยอะไหล่แท้จ ากศูนย์บริการทั่วประเทศ
Mazda Premium Insurance
Mazda Premium Insurance เป็นประกันชั้นหนึ่งจากทาง Mazda โดยเฉพาะที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการรับประกันงานซ่อมด้วยอะไหล่แท้จากศูนย์บริการต่าง ๆ เป็นระยะเวลา 12 เดือนเต็ม พร้อมกับคุ้มครองทุกความเสียหายจากอุทกภัย และภัยการก่อการร้าย
Nissan Premium Protection
ในส่วนของประกันจากค่าย Nissan จะมาในชื่อ Nissan Premium Protection ที่ให้ความคุ้มครองหลายด้านทั้งงานซ่อมที่ประกันทั้งคุณภาพและอะไหร่แท้ ความรวดเร็วที่สามารถซ่อมภายใน 1 วัน นอกจากนี้ยังมี Option ในการต่ออายุกรมธรรม์ยาวนานถึง 8 ปีเลยทีเดียว
Ford Ensure
ค่าย Ford จะมาในชื่อ Ford Ensure ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างค่าย Ford กับบริษัทประกันต่าง ๆ ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมกับการการันตีงานซ่อมและอะไหล่แท้ พร้อมกับคุ้มครองการโจรกรรมที่รวมไปถึงทรัพย์สินภายในรถอีกด้วย
ประกันรถยนต์ชั้น 2 คืออะไร
ประกันรถยนต์ประเภทที่ 2 จะคล้าย ๆ กับประกันประเภทที่หนึ่งแต่จะครอบคลุมน้อยกว่าในเรื่องของ ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เราจะไม่ได้รับความคุ้มครองในด้านนี้ นอกนั้นก็จะได้รับความคุ้มครองเหมือนกันทั้งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา บุคคลภายนอกและคุ้มครองในกรณีที่ถูกโจรกรรมและไฟไหม้
ประกันชั้นที่ 2 เหมาะกับใคร
ประกันชั้นที่ 2 เป็นทางเลือกสำหรับใครที่ไม่อยากจ่ายเบี้ยประกันแพงหรือว่าประกันไม่รับรถของเรา เนื่องจากเป็นรถที่เก่าหรือตกรุ่นไปแล้ว สามารถทำประกันประเภทนี้ได้ โดยให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่าคุ้มราคา
อีกทั้งประกันชนิดนี้ยังเป็นเหมาะสำหรับใครที่มีรถหลาย ๆ คน หรือมีรถครอบครัวที่ไม่ค่อยได้ขี่ไปไหนเท่าไหร่ ประกันประเภทนี้จะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายกับเบี้ยประกันไปอีกหลายบาทเลยทีเดียว
ประกันชั้น 2+ คืออะไร
ประกันชั้น 2+ เป็นประกันที่พัฒนามากขึ้นจากประกันชั้นที่ 2 โดยได้มีการเพิ่มความเสียหายกับตัวรถเข้ามา ทำให้กรมธรรม์คุ้มครองมากขึ้นกว่าประกันชั้นที่ 2 ปกตินั่นเอง ซึ่งเราสามารถที่จะหาซื้อประกันชนิดนี้ได้จากบริษัทประกันต่าง ๆ ทั่วไป
เบี้ยประกันคิดจากอะไร
เบี้ยประกันจะคิดจากกรมธรรม์ที่เราถือและมูลค่าของรถยนต์ ยิ่งเป็นรถที่มีราคาแพงหรือว่ารถหรู เบี้ยประกันของเราในแต่ละปีก็จะยิ่งสูงตาม ซึ่งผู้เขียนก็ขอแนะนำว่าให้เราเลือกประกันที่มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตเราและฐานะทางการเงิน จะดีที่สุด
สรุป
ประกันรถถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งที่คนรักรถทุกคนควรจะศึกษาไว้ เพื่อว่าหากเกิดเหตุบางอย่างเราสามารถที่จะได้รับผลประโยชน์แบบเต็ม ๆ สำหรับใครที่อยากจะหาข้อมูลเรื่องรถพวกเรา Kaidee Auto ก็มีความรู้และเทคนิคดี ๆ ที่จะทำให้คุณขับขี่รถได้อย่างมีความสุขมากขึ้น
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจุบันเทรนด์รถไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถ EV และ Hybrid ที่สร้างความสับสนให้กับใครหลาย ๆ คน ว่ารถแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร มีจุดไหนที่เหมือนกัน หากคุณกำลังสงสัยในเรื่องนี้ บทความนี้มีคำตอบให้กับคุณ
รถ Hybrid คือ
รถยนต์ Hybrid คือรถยนต์ที่มีการประสานกันของสองเครื่องยนต์ เพื่อสร้างกำลังในการขับเคลื่อนรถยนต์ของเรา โดยส่วนใหญ่จะเป็นการประสมกันระหว่างเครื่องยนต์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้พลังงานจากน้ำมัน ผ่านระบบมอเตอร์ของรถที่เพื่อสร้างกำลังให้เครื่องยนต์
ซึ่งระบบที่ได้รับความนิยมมากในรถ Hybrid คือ Parrarell Hybrid ที่เครื่องยนต์จะเป็นตัวสร้างกระแสไฟฟ้ามาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยในการทำงานบางอย่างหรือใช้ในการขับเคลื่อนรถในระยะเวลาหนึ่ง แล้วแต่การออกแบบและโหมดการขับขี่รถ
โดยหากเราลองย้อนประวัติของเครื่องยนต์ Hybrid จะพบว่ามีการประดิษฐ์เครื่องยนต์ Hybrid ครั้งแรกในปี 1901 ในรถอย่าง Lohner-Porsche แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก ซึ่งรถ Hybrid ที่ได้รับความนิยมเป็นรุ่นแรกคือ Toyota Prius ในปี 1997 ของ Toyota ตามมาด้วย Honda Insight ในปี 1999
จุดอ่อนของรถ Hybrid ในอดีตคือราคาที่แพงมากเมื่อเทียบกับรถที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล นอกจากนี้ยังมีราคาในการซ่อมบำรุงที่สูง ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ส่งผลให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีราคาที่ถูกลง
เครื่องยนต์ Hybrid มีลักษณะการทำงานอย่างไร
การทำงานของเครื่องยนต์ Hybrid จะทำงานในหลากหลายรูปแบบแล้วแต่การออกแบบ และรุ่นของรถยนต์โดยส่วนใหญ่ระบบการทำงานจะเป็นในรูปแบบต่อไปนี้
การออกตัวรถ จะใช้พลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้าในการออกตัวรถส่งตรงมาจากแบตเตอรี่ แต่หากเป็นการออกตัวรถด้วยความเร็วสูงจะมีการประสานกันของสองมอเตอร์ เพื่อให้กำลังรถที่สูงที่สุด
การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงหรือการเคลื่อนที่ในพื้นที่ลาดชัน มอเตอร์ของพลังงานทั้งสองประเภทจะทำงานร่วมกันเพื่อให้กำลังของรถที่สูงที่สุด
การเคลื่อนที่ในทางลาดหรือเบรก มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำการ Regenerative Braking เพื่อเปลี่ยนแรงเฉื่อยกลับเป็นพลังงานกลับไปสู่แบตเตอรี่
การทำงานด้วยรูปแบบเหล่านี้ทำให้รถ Hybrid ให้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างเดียวนั่นเอง
ข้อดีของรถประเภท Hybrid
ประหยัดน้ำมัน
เมื่อมีการใช้พลังงานจากไฟฟ้าผสมกับพลังจากเครื่องยนต์น้ำมัน ทำให้รถมีการประหยัดน้ำมันไปได้เยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังลดการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และไม่สร้างมลพิษเท่ากับรถเครื่องยนต์น้ำมันอย่างเดียวอีกด้วย
ไม่ต้องกังวลเมื่อแบตเตอรี่ไฟฟ้าหมด
เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ Hybrid ทำให้เราไม่ต้องกังวลหากแบตเตอรี่ไฟฟ้าของเราหมด เพราะเรายังใช้เครื่องยนต์จากน้ำมันเป็นหลัก ดังนั้นรถประเภทนี้จึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการเดินทาง เมื่อเทียบกับรถที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างเดียว
จุดด้อยของรถ Hybrid
ราคาที่แพง
แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างก้าวเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ว่ารถ Hybrid ยังคงมีราคาที่แพงเมื่อเทียบกับรถที่ใช้พลังงานจากน้ำมันอย่างเดียว
ค่าบำรุงรักษาที่แพง
นอกจากราคาที่แพงแล้วการบำรุงรักษาของรถยังมีราคาที่สูงอีกด้วย โดยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่เรียกได้ว่าซ่อมหนึ่งครั้งเจ็บไปอีกนาน
รถ EV คือ
EV หรือ Electronic Vehicle แปลสั้น ๆ คือรถไฟฟ้านั่นเอง โดยรถประเภทนี้จะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคลื่อนรถยนต์ ที่จะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ของรถออกมา ซึ่งรถประเภทนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน เนื่องจากความกังวลในเรื่องของการขาดแคลนพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมัน ทำให้รถประเภทนี้การเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับใครหลาย ๆ คน
โดยรถไฟฟ้ารุ่นแรกนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1881 จากฝีมือของ Gustave Trouvé ก่อนที่จะมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกในปี 1885 แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของแบตเตอรี่ทำให้รถประเภทนี้ไม่สามารถขี่ในระยะทางไกล ๆ ได้ จนกระทั่งปี 2015 เมื่อ Tesla Model S สามารถที่จะพิสูจน์ให้โลกได้เห็นถึงศักยภาพของรถไฟฟ้า ทำให้แบรนด์รถอื่น ๆ ได้ลงมาลุยตลาดรถไฟฟ้าอย่างจริงจังมากขึ้น
ปัจจุบันรถไฟฟ้าแบบ EV ที่ได้รับความนิยมได้แก่ Tesla Model S, BMW i3, Porsche Taycan เป็นต้น
จุดเด่นของรถ EV
ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100%
เนื่องจากรถ EV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ทำให้รถรุ่นนี้ประหยัดกว่ารถเครื่องยนต์น้ำมันอย่างมาก อีกทั้งยังมีเสียงเครื่องยนต์ที่เบาเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะเครื่องยนต์ของรถประเภทนี้ไม่มีการเผาไหม้นั่นเอง
จุดด้อยของรถ EV
ข้อจำกัดด้านการเดินทาง
ด้วยความที่ว่ารถ EV ต้องเพิ่งพาพลังงานจากไฟฟ้าแบบ 100% ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งในเส้นทางที่เราไปจะต้องมีสถานี Charge Station สำหรับชาร์ทกระแสไฟฟ้าเข้าสู่รถ ดังนั้นอาจจะไม่เหมาะสำหรับการเดินทางในต่างจังหวัดอย่างประเทศไทยมากนัก
ราคาที่สูง
เนื่องจากรถไฟฟ้ายังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้รถประเภทนี้มีราคาที่เรียกได้ว่าสูงมากพอ ๆ กับรถ Hybrid เลยทีเดียว นอกจากนี้การซ่อมบำรุงยังเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่สามารถที่จะเข้าอู่รถทั่วไปได้ ต้องเข้ากับอู่รถเฉพาะทางเท่านั้น
รถ Hybrid และ EV มีกี่ประเภท
ประเภทของรถ Hybrid มีดังต่อไปนี้
HEV
HEV หรือว่า Hybrid Electric Vehicle เป็นรถยนต์ที่มีการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จากพลังงานฟอสซิล โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ในการทั้งสร้างกระแสไฟฟ้าให้แบตเตอรี่และสร้างกำลังในการขับเคลื่อนรถ ซึ่งปัจจุบันรถประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดบ้านเรา
PHEV
PHEV หรือ plug-in hybrid electric vehicle เป็นรถยนต์ที่แบตเตอรี่ไฟฟ้าสามารถที่จะชาร์ทได้ผ่านการเสียบปลั๊กตามจุดต่าง ๆ และสามารถที่จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถได้ แต่ว่าเครื่องยนต์หลักของรถรุ่นประเภทนี้ยังคงใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นหลักเหมือนกับรถ Hybrid อื่น ๆ
FCEV
FCEV หรือ Fuel Cell Electric Vehicle เป็นรถที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยระบบจะทำการส่งไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าไปใน Fuel Cell เพื่อเกิดการเผาไหม้และกลายเป็นกระแสไฟฟ้ามาสู่แบตเตอรี่ และขับเคลื่อนรถยนต์โดยมอเตอร์ไฟฟ้า ปัจจุบันรถประเภทนี้ได้รับความนิยมลดลงมาก เนื่องจากสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีน้อยนั่นเอง
สรุป
จะเห็นได้ว่ารถ Hybrid และรถ EV ต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าไลฟ์สไตล์ของเพื่อน ๆ ว่าชอบด้านไหน โดยทั้งรถทั้งสองแบบต่างประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็แลกมากับราคาของรถที่สูงมากกว่าปกตินั่นเอง
หากเพื่อน ๆ ชอบบทความเหล่านี้ก็สามารถที่จะติดตามได้ที่ Kaidee Auto ที่นี่เรามีรถยนต์มือสองมากมายให้เลือก พร้อมกับเทคนิคดี ๆ ที่จะทำให้การขับรถของคุณมีความสุข