หมาปอมแท้ดูยังไง เลี้ยงยากไหม

หมาปอมแท้ดูยังไง เลี้ยงยากไหม

ไม่ว่าจะยุคไหน หนึ่งในสัตว์เลี้ยงคู่ใจก็ต้องมีน้องหมา และพันธุ์ที่เป็นที่นิยมอยู่ก็มีมากมาย ที่เห็นกันบ่อยๆนั่นคือปอมเมอเรเนียน เจ้าหมาพันธุ์เล็กขนฟูที่ใครมองก็ต้องหลงรัก แต่ในตลาดสัตว์เลี้ยงเรามักเจอบางร้านขายในราคาถูกจนผิดปกติ หรือบางทีไม่รู้ว่าเป็นปอมแท้หรือผสมมา ดังนั้นต้องดูให้ดี 

ปอมเมอเรเนียน

ปอมเมอเรเนียนหรือเรียกสั้นๆว่า ปอม ชื่อนี้มีที่มาจากเมืองปอมเมอเรเนียในประเทศเยอรมนี ซึ่งปอมเป็นพันธุ์ที่เล็กที่สุดในสายพันธุ์สปิทซ์ โดยเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเนื่องจากราชินีวิคตอเรียแห่งอังกฤษ ได้พาสุนัขปอมของพระองค์ออกงานด้วยกัน และด้วยความน่ารักน่าชัง ทั้งขนาดเล็กและขนฟู จึงทำให้ผู้คนตกหลุมรักปอมและเริ่มนำมาเลี้ยงกันมากขึ้น และนอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าว่า มีปอม 2 ตัวรอดจากการอับปางของเรือไททานิคพร้อมกับเจ้าของของมัน ทำให้ปอมยิ่งกลายเป็นที่รู้จักของคนเพิ่มขึ้นอีกด้วย

   ปอมเป็นน้องหมาขนาดเล็กที่จัดอยู่ในกลุ่ม Toy หลังสั้น ทั้งตัวและหางมีขนยาว ฟู คลุมหนาซ้อนสองชั้น ซึ่งหางจะม้วนและเอนแนบกับหลังเป็นเอกลักษณ์หนึ่งของปอม ขนของพันธุ์นี้จะมีทั้งสีขาว ส้ม น้ำตาล ดำ ครีม เป็นต้น

ลักษณะนิสัย

ปอมเป็นหมาที่มีความฉลาด ซุกซน สดใส ขี้เล่น แต่ความเป็นมิตรนั้นอาจจะต้องใช้เวลาและอาจผูกพันเฉพาะกับเจ้าของหรือคนที่พบบ่อย ปอมสามารถอยู่ร่วมกับเพื่อนหรือหมาพันธุ์อื่น ดังนั้นสามารถเลี้ยงไว้คู่กับมันได้  ซึ่งด้วยความน่ารักของมันมักทำให้ผู้คนเข้าหาเพื่อเล่นด้วยบ่อยๆ อาจต้องระวัง โดยเฉพาะเด็กๆ เพราะปอมเป็นหมาที่ชอบเห่าเสียงดัง เมื่อรู้สึกอะไรนิดหน่อยก็มักจะเห่าเสียงดังเสมอ ดังนั้นสำหรับใครที่อยากเลี้ยงปอมต้องคำนึงเรื่องเสียงเห่าของมันเอาไว้เลย

เหมาะที่จะเลี้ยงสำหรับคุณหรือไม่?

หากคุณต้องการเลี้ยงน้องหมาที่มีความน่ารักแบบสุดขีด และต้องการน้องหมาที่มีความสดใส ขี้เล่น ชอบเรียกร้องความสนใจให้คุณไปฟัดด้วยบ่อยๆ ปอมถือว่าเหมาะมากๆสำหรับคุณ แต่เพียงหนึ่งเรื่องใหญ่ที่คุณต้องคำนึง คือเรื่องเสียงเห่าที่ค่อนข้างดังของมัน อาจทำให้คุณหงุดหงิดและรบกวนเพื่อนบ้านได้

แต่หากคุณไม่ชอบรับมือกับน้องหมาที่ชอบเห่าเสียงดังกับคนอื่น อาจถึงขั้นเรียกว่าปากเปราะได้ถ้าไม่ได้ฝึกฝนให้ดี และยิ่งถ้าคุณไม่มีเวลาสำหรับดูแลเรื่องขนของปอม ที่ต้องคอยหวี และคอยทำความสะอาดห้อง เพราะมันผลัดขนแต่ละครั้งนั้นจะมีปริมาณขนที่ค่อนข้างมาก ถ้าคุณเป็นภูมิแพ้ก็ยิ่งถือว่าหมาปอมนั้นอาจไม่เหมาะกับคุณก็ว่าได้

แต่อย่างไรก็ตามคุณควรจะไปลองสัมผัสและรู้จักกับน้องหมาด้วยตัวเอง เพราะบางทีคุณอาจฝึกให้มันเข้ากับคุณได้ง่าย และไม่เห่าพร่ำเพรื่อได้ และสุดท้ายคุณอาจหลงรักมันได้อย่างง่ายๆโดยมองข้ามปัญหาไปเลย

การเลี้ยงดู

เห็นเจ้าหมาปอมตัวเล็กๆแบบนี้ การเลี้ยงอาจต้องใส่ใจรายละเอียดมากสักนิด เพื่อให้น้องหมามีความสุขและตัวเจ้าของผู้เลี้ยงดูก็จะได้สบายใจ

1. ตัดแต่งขน

ในหนึ่งอาทิตย์หมาปอมจะผลัดขนค่อนข้างบ่อย การพาไปตัดขนอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเรื่องขนที่ร่วงเต็มห้องและติดเสื้อผ้าเต็มไปหมด และยิ่งปอมเป็นพันธุ์ที่มีขนยาว หากไม่แต่งขนก็จะดูเลอะเทอะ กลายเป็นทำให้น้องหมาสกปรก และขนอาจยาวไปบังสายตาการมองเห็นได้ และทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัว หรือหากไม่มีเวลาก็ใช้หวีแปรงขนหวีให้น้องหมา ซึ่งจะทำให้น้องหมารู้สึกเพลินกาย สบายตัวได้อีกด้วย 

2.อาบน้ำ

เช่นเดียวกับหมาพันธุ์อื่น ปอมควรอาบน้ำสัปดาห์ละหนึ่งถึงสองครั้ง การอาบน้ำควรใช้แชมพูอาบน้ำสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ และไม่ควรใช้แชมพูฟอกส่วนหัวของน้องหมา โดยเฉพาะหน้าและหู หลังจากอาบด้วยแชมพูเสร็จก็ล้างด้วยน้ำเปล่า และสามารถ ใช้ไดร์เป่าผมเป่าขนให้แห้ง แต่หากน้องหมาปอมของคุณมีปัญหาหรือมีแผลที่ผิวหนังก็ควรใช้แค่ผ้าเช็ดตัวซับให้แห้งจะดีกว่า 

3.อาหาร

ปอมเป็นหมาพันธุ์เล็ก ดังนั้นการกินอาหารก็ต้องการปริมาณที่ไม่มาก แต่ด้วยความขี้เล่นและซุกซนของมันทำให้ต้องใช้พลังงานสูง ดังนั้นการให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารสด ก็ควรเลือกให้ดีทั้งความสะอาดและมีมาตรฐาน 

อาหารที่ไม่ควรให้ปอมกินคือ ช็อกโกแลต หัวหอม องุ่น กาแฟ ถั่วแมคคาเดเมีย เป็นต้น

4. อุณหภูมิ

เราควรเลี้ยงปอมในสถานที่ที่มีอุณหภูมิปกติ ไม่ร้อนและไม่ชื้นจนเกินไป เพราะอากาศร้อนจะทำให้ปอมมีการผลัดขนหรือขนร่วงมากยิ่งขึ้น เพราะมันมีขนที่หนาสองชั้น การผลัดขนออกไปจะช่วยเพิ่มการระบายความร้อนของร่างกายมันได้ 

พันธุ์แท้หรือผสม ?

การเลือกซื้อปอมมาเลี้ยงสักตัว อย่าเพิ่งรีบดีใจจ่ายเงินไว ถ้าหากเจอปอมในราคาหลักพันต้นๆ เพราะปอมมีทั้งพันธุ์แท้และพันธุ์ผสม ดังนั้นควรสังเกตตามข้อมูลดังนี้

1.เริ่มดูจากร้าน/ฟาร์มที่ซื้อ 

แนะนำว่าถ้าสามารถไปดูถึงฟาร์มได้ ก็ควรถามถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ของตัวที่เราจะซื้อ ดูสภาพของร้าน/ฟาร์ม ทั้งความสะอาดและสภาพของน้องหมาทุกตัวภายในนั้น และควรซื้อมาเลี้ยงเมื่อปอมตัวนั้นอายุเกิน 6 เดือนแล้ว เพราะช่วงก่อนหน้านั้นน้องหมาจะมีสุขภาพที่ค่อนข้างอ่อนแอ ทางฟาร์มจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดก่อน จากนั้นเราถึงจะสามารถนำมาเลี้ยงต่อไปได้ แต่ในช่วงแรกที่รับมาเลี้ยงก็ต้องใส่ใจอย่างละเอียดเช่นเดียวกัน

2.ดูที่ตัวของน้องหมา

หากเช็คในช่วงแรกอาจจะยากหน่อยเพราะทั้งร่างกาย ขน หน้าตาของปอมยังดูไม่ค่อยออก แต่เบื้องต้นคือเรื่องขน อย่างที่รู้กันว่าปอมเป็นพันธุ์ขนหนาและฟู ดังนั้นขนจะมีความหยาบอยู่บ้าง ส่วนเรื่องขนาดนั้น ปอมแท้จะมีขนาดเล็กและน้ำหนักที่เบา หน้าสั้น หลังสั้น หางงอและพับมาที่หลัง 

ใบหน้าของหมาปอมจะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ หน้าแบบหมาป่า (Fox) หน้าแบบหมี (Teddy) และหน้าแบบตุ๊กตา (Baby doll) ซึ่งรูปแบบที่เห็นได้บ่อยจะเป็นหน้าแบบหมีและตุ๊กตา เพราะมีความน่ารักระดับสิบที่ใครเห็นก็ต้องหลงรัก 

หากเป็นตัวที่ผสมมาจะมีขนาดที่ใหญ่กว่า บางครั้งอาจะมีขนที่ดูเรียบลื่น แตกต่างจากพันธุ์แท้ที่ขนค่อนข้างหยาบฟู ซึ่งอาจเป็นข้อแตกต่างเพียงเล็กน้อยที่หากไม่ได้สังเกตก็ไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์ผสม แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการแนะนำนี้คือเพื่อจะได้รู้ทันหากมีคนโกงราคาขาย เพราะในปัจจุบันยังมีการหลอกขายพันธุ์ผสมในราคาพันธุ์แท้

สรุป

การสังเกตเพื่อดูว่าปอมเมอเรเนียนที่เรากำลังจะซื้อหรือเลี้ยงอยู่นั้นเป็นพันธุ์แท้หรือผสม เป็นเพียงสิ่งหนึ่งที่นำมาตรวจดูเพื่อความแน่ใจเท่านั้น ถ้าหากว่าตัวที่เรากำลังเลี้ยงอยู่เป็นพันธุ์ผสม ตามปกติชีวิตจริงแล้วก็ไม่มีปัญหาแม้แต่อย่างใด อย่าให้สาเหตุนี้มาเป็นตัวที่ทำให้ความรักที่เรามีกับน้องหมามีน้อยลง แต่จงรู้ข้อมูลนี้ไว้เป็นความรู้และเป็นการป้องกันตัวเองจากการโดนหลอกขาย และหากเจอการโกงก็ควรดำเนินการด้วยการใช้กฏหมายต่างๆ

หากใครกำลังมองหาสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะน้องหมาพันธุ์ปอมเมอเรเนียนหรือสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ใน Kaidee ของเรามีหมวดสัตว์เลี้ยงที่คุณสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้อย่างสะดวก ลองเข้ามาดูกันเลย

แต่งบ้านคุมโทนอย่างไรไม่ให้ดูเชย

แต่งบ้านคุมโทนอย่างไรไม่ให้ดูเชย

บ้านคือสถานที่พักผ่อนและเราต้องเจอและอยู่บ้านกันแทบทุกวัน ดังนั้นการตกแต่งให้บ้านน่าอยู่ ดูดี มีสไตล์ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายสบายตาจากเรื่องราวปัญหาหนักๆจากข้างนอกหรือที่ทำงานได้ ดังนั้นการแต่งบ้านให้มีสไตล์และคุมโทนจึงเป็นที่นิยมสำหรับคนรุ่นใหม่มากขึ้น

รูปแบบการแต่งบ้าน

เทรนแต่งบ้านในตอนนี้มีหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะแบบ Loft Classic Minimal หรือ Modern ซึ่งในแต่ละแบบก็จะมีความเป็นเอกลักษณ์ในตัว การตกแต่งให้คุมโทนนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะหากหลุดไปสักอย่างหนึ่งในบ้านก็จะทำให้สิ่งนั้นดูแปลกแยกขึ้นมาทันที ดังนั้นมารู้จัก 6 รูปแบบการแต่งบ้านที่เรายกมาแนะนำกันก่อน ตามนี้เลย

1. Minimal

สไตล์ยอดนิยมสำหรับคนที่ชอบอะไรง่ายๆแต่เข้ากัน แนวเดียวกับประโยคที่ว่าน้อยแต่มาก เรียบแต่โก้ ซึ่งสีที่ใช้ในการตกแต่งแบบ Minimal นั้นไม่จำเป็นต้องมีแต่สีขาวเพียงอย่างเดียว บางคนอาจใช้สีดำ สีเบจมาร่วมได้ 

แนวการแต่งนั้นส่วนมากจะไม่ค่อยมีเฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น ส่วนมากจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเก็บของได้เยอะแบบที่ดูไม่รกตา เพื่อเพิ่มพื้นที่การใช้สอยในบ้านมากขึ้น พื้นมักจะเป็นพื้นไม้ลามิเนต กระเบื้องยางลายไม้หรือพื้นไวนิลแบบแผ่น  

จุดเด่นของบ้านสไตล์มินิมอลนี้คือการทำความสะอาดง่าย ไม่รก ด้วยความน้อยแต่มาก เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ทำให้ฝุ่นน้อยลงและบ้านก็จะดูเป็นระเบียบ น่าอยู่มากขึ้นอีกด้วย 

2.Modern

บ้านสไตล์ Modern ที่อาจถูกใจคนวัยผู้ใหญ่หน่อย ด้วยการตกแต่งที่มักใช้กระจกบานใหญ่ๆแทนประตูหรือกระจก ทำให้มองเห็นภายนอกบ้านได้ ซึ่งอาจทำให้บ้านดูกว้างขึ้นด้วย 

การตกแต่งตัวบ้านนั้นมักจะเห็นเป็นเหลี่ยมเป็นมุมต่างๆ ที่ดูเป็นศิลปะ และมักเห็นบันไดอยู่บ่อยๆไม่ว่าจะทางเข้าหรือตัวบ้าน ครัวในบ้านสไตล์ Modern ก็มักจะเป็นครัวเปิดที่ทำให้เวลาทำอาหารสามารถมองเห็นครอบครัวหรือพูดคุยกันได้ 

บ้านสไตล์นี้มักมีสวนที่จัดไว้เป็นแนวเป็นระเบียบอยู่ข้างบ้านหรือหน้าบ้าน และเมื่อหน้าต่างและผนังเป็นกระจกก็จะสามารถมองเห็นพืชพรรณต้นไม้รอบบ้านที่ปลูกไว้ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้

3.Retro

บ้านแนวเรโทรย้อนยุคที่ให้บรรยากาศของความสบายน่าอยู่และสนุกสนาน ด้วยสีสันที่สดใสและแปลกตา ทำให้บ้านสไตล์นี้อาจถูกใจวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ เพราะสีสันของสไตล์นี้อาจคล้ายกับแฟชั่นในช่วงประมาณยุค 60 ที่เน้นสีสันโดดเด่น

บางบ้านนั้นอาจนำเฟอร์นิเจอร์แนววินเทจเข้ามาวางไว้ร่วมด้วย แต่หากใครจะลองนำมาวางตามดู ก็ควรเลือกสีและรูปแบบที่เข้ากันกับสไตล์ของห้องนั้นๆ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์และสิ่งของต่างๆในบ้านสไตล์นี้อาจมีวางไว้หลายอย่าง และด้วยเหตุนี้จึงอาจทำให้เกิดข้อเสียอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือฝุ่นอาจค่อนข้างเยอะ ดังนั้นควรทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 

4.Loft

อีกหนึ่งสไตล์บ้านที่เป็นที่นิยมในคนรุ่นนี้มากๆนั่นคือสไตล์ Loft ที่เน้นการจัดบ้านอย่างเป็นระเบียบ เฟอร์นิเจอร์ในบ้านก็จะคล้ายกับบ้านสไตล์มินิมอล ที่ดูเรียบๆแต่เก็บของได้เยอะและได้พื้นที่กลับมามากขึ้น ซึ่งก็จะง่ายสำหรับคนที่ไม่ถนัดด้านการแต่งบ้าน เพราะไม่ต้องจัดวางของเยอะแยะมากมายก็สวยตามสไตล์ loft ได้แล้ว

บ้านสไตล์นี้จะมีบรรยากาศที่ดูเงียบสงบ กว้างขวาง มีแสงแดดเข้า สีสันที่นำมาใช้ตกแต่งโดยพื้นฐานจะเป็นสีขาว ดำ เทา เบจ โดยการตกแต่งที่เห็นบ่อยๆจะเป็นแนวผนังปูนเปลือยหรืออิฐก่อ ในความงามตรงนี้อาจมีจุดสังเกตคือเรื่องเสียงที่อาจเข้ามาผ่านกำแพงได้ เนื่องจากไม่ได้ทำชั้นกำแพงที่หนามากหรืออาจยังมีช่องรูเล็กๆจากการก่ออิฐจึงอาจทำให้เสียงเล็ดลอดเข้ามาได้

ซึ่งสไตล์นี้ เป็นที่นิยมมากจนถูกนำไปใช้ตามร้านอาหารหรือคาเฟ่ต่างๆ เพื่อดึงดูดคนให้เข้าไปนั่งทานอาหารและถ่ายรูปสวยๆได้ 

5.Classic

สไตล์บ้านจากตะวันตกที่เกิดขึ้นมานานหลายร้อยปี ลักษณะเด่นที่เห็นได้ชัดของบ้านสไตล์นี้คือประตูที่มีขนาดใหญ่ หน้าต่างที่เป็นซุ้มโค้ง หลังคาทรงโดม หากนึกไม่ออกให้ลองดูหนังฝรั่งไม่ว่าจะสมัยก่อนหรือสมัยใหม่ โดยส่วนมากมักจะเป็นบ้านทรงนี้ 

ซึ่งในประเทศไทยเองก็ได้รับความนิยมของบ้านสไตล์นี้มาด้วยเช่นกัน โดยบ้านสไตล์นี้มักเป็นหนึ่งในสไตล์พื้นฐานเวลาเลือกซื้อบ้าน เพราะไม่ว่าจะยุคไหนสมัยใดบ้านสไตล์นี้ก็ยังไม่ดูล้าสมัย และยังเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคน  โดยบรรยากาศจะเป็นความสบาย ความอบอุ่น และอาจให้ความรู้สึกหรูหราได้ หากแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นแนว luxury  

และปัจจุบันนี้เราอาจเห็น Modern Classic Style ที่ผสมกันระหว่าง Modern และ Classic จะยิ่งใหญ่ มีความทันสมัยและน่าอยู่มากยิ่งขึ้น  

6.Oriental

บ้านสไตล์ Oriental เป็นบ้านที่มีความ Asian หรือ Arab ตามแต่เชื้อชาติที่มี ประเทศที่อยู่อาศัยหรือตามใจอยากก็ได้ โดยหากตัดสินใจจะแต่งบ้านสไตล์นี้จะต้องตัดสินใจให้ดีว่าจะเป็นแนว Arab หรือ Asian ที่อาจแยกไปเป็นญี่ปุ่นหรือจีน 

ซึ่งเมื่อเลือกดีแล้วสไตล์ Oriental ที่ได้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็นสไตล์ตามชาตินั้นๆ เช่นหากเลือกสไตล์จีน ก็จะมีเรื่องความเชื่อด้านฮวงจุ้ยต่างๆ หรือวัสดุตกแต่งบ้าน รวมถึงรูปแบบเฟอร์นิเจอร์ก็จะเป็นแนวจีน ที่แค่มองหน้าประตูก็รู้ได้อย่างชัดเจน 

ในบ้านสไตล์นี้นั้นอาจดูเชยได้ง่าย หากถมเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นสไตล์นั้นๆอยู่แบบเดียว อาจผสมกับเฟอร์นิเจอร์ที่ดู Modern เพื่อทำให้สไตล์ Oriental นี้ดูไม่น่าเบื่อและไม่เอียนจนเกินไป

การเลือกสีแต่งบ้าน

สีเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้บ้านหลังนั้นมีสไตล์ที่ชัดเจนและมีความน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ซึ่งหากบ้านและสิ่งของภายในมีสีสันมากเกินไปจนลายตาไปหมด ก็จะทำให้บ้านดูรกและไม่น่าอยู่ ดังนั้นมารู้การเลือกสีและจับคู่สีแบบง่ายๆกัน

1.สีเบสิคสวยเสมอ

ไม่ว่าจะสีขาว สีเบจหรือสีดำที่เป็นหลักๆของการแต่งบ้าน โดยเฉพาะสีขาวที่หากคิดไม่ออกให้ทาสีขาวไว้ก่อนไม่ว่าจะผนังบ้าน กำแพง หรือแม้กระทั่งสีของเฟอร์นิเจอร์เอง 

2.ดูแสงที่เข้ามาในห้อง

ก่อนเลือกสีของห้องหรือเฟอร์นิเจอร์ เราควรสังเกตก่อนว่าแสงจากธรรมชาติในทุกช่วงเวลาเข้ามาในห้องมากน้อยแค่ไหน หากห้องของคุณมีแสงเข้ามาก สว่างตลอดทั้งวัน คุณสามารถใช้สีที่มีความสว่างและสด เพื่อเพิ่มความสดใสในห้องได้ 

3.ดูสีให้ดี อย่าเพิ่งรีบเชื่อรูปโฆษณา

การดูสีจากรูปตัวอย่างเพียงอย่างเดียวเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ แต่ควรไปดูสีของจริงด้วย เพราะบางครั้งสีที่อยู่ในรูปอาจไม่ตรงกับสีจริง และในความเป็นจริงถ้าหากสีเพี้ยนไปนิดเดียวก็อาจทำให้โทนหรือสไตล์เปลี่ยนไปก็เป็นได้ 

แต่งบ้านคุมโทนอย่างไรดีนะ

การคุมโทนตามสไตล์ที่เราต้องการนั้นอาจดูเหมือนเรื่องยุ่งยาก แต่ตามจริงแล้วเพียงแค่เราเข้าใจและรู้จักเทคนิคเล็กๆก็จะทำให้เราแต่งบ้านได้อย่างสนุก ไม่หลุดโทน 

1.ดูแปลนบ้านก่อน

ดูแปลนบ้านหรือรูปแบบบ้านของเราให้ดี ว่าบ้านเราสร้างมาเป็นแบบไหน รูปแบบห้องเป็นอย่างไร เพราะเมื่อเรารู้รูปแบบและขนาดของบ้านและห้องแล้ว เราจะรู้และคาดเดาได้ว่าควรวางเฟอร์นิเจอร์อะไรบ้าง และควรเป็นแบบไหน เพราะหากเราไปซื้อเฟอร์นิเจอร์มาจับวาง ยัดรวมไว้ในบ้านนั้น จะทำให้เกินการใช้งาน และอาจหลุดโทนหรือหลุดธีมที่เราวางไว้ 

2.เลือกสีให้ดี

อย่างที่กล่าวไปด้านบนเรื่องการเลือกสี สีเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้บ้านเราของคุมโทนได้ ไม่ว่าจะสีของตัวบ้านหรือเฟอร์นิเจอร์ นอกจากเทคนิคการเลือกสีด้านบนแล้ว เรื่องการจับคู่สีก็เป็นอีกหัวใจหลักของการคุมโทนบ้าน 

การจับคู่สี

การคุมโทนด้วยสีนั้น เป็นเทคนิคง่ายๆที่สามารถคุมโทนบ้านได้โดยไม่ต้องคิดเยอะ ตามนี้เลย

  • รู้จักกับวงล้อสี

ในวงล้อสีจะสามารถแบ่งได้เป็นสีโทนร้อน เช่น สีแดง ส้ม เหลือง และสีโทนเย็น เช่น เขียว ฟ้า น้ำเงิน ม่วง 

  • สีตรงข้ามในวงล้อสี

เทคนิคเริ่มต้นง่ายๆ เมื่อเห็นสีที่ชอบในวงล้อสีแล้ว ให้มองลากไปยังสีที่อยู่ตรงกันข้าม สีนั้นจะแมทช์กันอยู่เสมอ

  • สีที่อยู่ข้างกัน

เมื่อเจอสีที่ต้องการในวงล้อสีแล้ว นอกจากสีที่อยู่ตรงข้ามกันแล้ว สีที่อยู่ด้านข้างของสีนั้นก็สามารถแมทช์กันได้เช่นเดียวกัน 

3.เฟอร์นิเจอร์ที่ใช่

นอกจากเลือกสีแล้ว การมีเฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปแบบและลวดลายเป็นไปในทางเดียวกันก็สำคัญในการคุมโทนบ้านของเรา เช่น หากเราต้องการบ้านไตล์มินิมอลแต่มีเฟอร์นิเจอร์ที่มีลวดลายเป็นสไตล์ต่างๆมากมายเต็มไปหมด จะทำให้บ้านเราหลุดโทนและกลายเป็นดูรกเลอะเทอะทันที 

4.หา Inspiration

แน่นอนว่าการคุมโทนบ้านนั้นไม่ใช่เรื่องที่ใครก็สามารถคิดเองทำเองได้ อาจต้องขอคำแนะนำจากเพื่อน หรือเปิดหาแนวทาง หาโทนหาสไตล์ในการแต่งบ้านจากโลกออนไลน์ เช่น การเปิดดู Pinterest เพื่อดูรูปแบบและสไตล์บ้าน รวมถึงการตกแต่งหรืองานอาร์ตต่างๆในนั้นจะค่อนข้างสวยถูกใจ สร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนได้แน่ๆ 

แต่จุดหนึ่งที่ต้องระวังนั่นคือการปรับสีหรือรูปแบบความงามด้านการตกแต่งนั้นอาจทำไม่ได้จริง หรือทำแล้วสวยไม่ได้เหมือนในรูป เพราะในนั้นรูปส่วนมากจะมีฟิลเตอร์ที่ถูกปรับจนสวยสะดุดตา ดังนั้นดูเป็นเพียงแนวทางและคิดสร้างสรรค์ขึ้นตามสไตล์ของเราเอง 

สรุป

การคุมโทนบ้านให้ดูดีมีสไตล์ น่าอยู่นั้น อาจดูเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซึ่งหากเราลองเริ่มจากการวางแผน วาดภาพร่างในแบบของเราขึ้นมา แล้วค่อยๆจัดตกแต่งทีละห้อง ทีละมุม ก็จะทำให้เราคุมโทนบ้านได้ง่ายขึ้น และเราจะอยู่ในบ้านที่ตกแต่งใหม่นี้อย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ 

ส่วนใครที่กำลังคิดคุมโทนบ้านแต่ยังไม่มีบ้านให้คุมโทน ใน Kaidee ของเรามีหมวด Property ที่มีทั้งบ้านและคอนโด ช่วยให้คุณเข้ามาเลือกดูเลือกซื้อได้อย่างสะดวก รู้แล้วอย่ารอช้า มาดูกันเลย

10 ไอเดียตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ เติมเต็มฝัน

10 ไอเดียตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ เติมเต็มฝัน

ห้องนอน ถือเป็นห้องที่เจ้าของห้องมีไว้เพื่อการพักผ่อนทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้นการตกแต่งห้องนอนของเราให้สวยงามและตรงใจเราอยู่เสมอก็นับเป็นสิ่งที่ควรกระทำ ทางเราเชื่อว่าการ์ตูนดิสนีย์หลาย ๆ เรื่องก็เป็นการ์ตูนในดวงใจของใครหลาย ๆ คน โดยเฉพาะเด็ก ๆ หลายคนอย่างแน่นอน และเนื่องในวันเด็กแห่งชาติปีนี้เราได้รวบรวมไอเดียการตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ ถึง 10 เรื่อง มาให้ทุกคนได้ชมกัน

ดิสนีย์ ค่ายการ์ตูนยักษ์ใหญ่ในดวงใจใครหลายคน

บริษัท เดอะวอลต์ดิสนีย์ เป็นหนึ่งในบริษัทสื่อบันเทิงและสวนสนุกอันดับหนึ่งของโลกที่ได้รับความนิยมมาอย่างยาวนาน ก่อตั้งโดยสองพี่น้องตระกูลดิสนีย์ นามว่า วอลต์ ดิสนีย์ และ รอย ดิสนีย์ ซึ่งเป็นพี่ชายเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2466 จากการเป็นสตูดิโอภาพยนตร์การ์ตูนในเครือฮอลลีวูดโดยใช้ชื่อว่า ดิสนีย์บราเธอร์สการ์ตูนสตูดิโอ หลังจากนั้นจึงกระจายขอบเขตไปยังสวนสนุก ภาพยนตร์แอ็คชัน และ โทรทัศน์ และในปี พ.ศ. 2526 ก็มีการเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท เดอะวอลต์ดิสนีย์ เหมือนปัจจุบัน

สำหรับบริษัทในเครือของดิสนีย์ในปัจจุบันมีทั้งหมด 4 บริษัทด้วยกัน แบ่งเป็น บริษัท เดอะวอลต์,ดิสนีย์สตูดิโอส์ วอลต์ดิสนีย์พาร์ก, ดิสนีย์ มีเดีย เน็ตเวิร์ก และ ดิสนีย์ไดเรกต์-ทู-คอนซูเมอร์แอนด์อินเตอร์เนชันแนล ซึ่งครอบคลุมความบันเทิงแทบจะทุกช่องทางเลยทีเดียว

เคล็ดลับการแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ ให้สวยงาม

เลือกสี ห้องนอนดิสนีย์ ให้เหมาะสม

อันดับแรกในการรีโนเวทคงจะหนีไม่พ้นการเลือกสีห้องให้เหมาะสมและสวยงาม โดยหลักการเลือกสีห้องนั้นสามารถที่จะอิงตามหลักจิตวิทยา ความมงคล หรือความชอบได้เลย เช่น การเลือกสีเหลืองเพื่อให้ห้องดูกว้าง การเลือกสีเบจเพื่อเสริมความมั่นคง หรือการเลือกสีม่วงที่เราชอบ เป็นต้น แต่ในการเลือกสีเหล่านี้เราก็ควรที่จะคำนึงถึงเฉดของห้องนอนไม่ให้เข้มหรืออ่อนจะเกิดไปเพราะอาจจะทำให้มีผลต่ออารมณ์ความรู้สึกได้เช่นกัน

เคล็ดลับเลือกสีห้องตามหลักจิตวิทยาสี

เลือกสีห้องนอนตามวันเกิด ดวงปัง ชีวิตรุ่ง !

เพิ่มสีสัน ห้องนอนดิสนีย์ เป็นบางจุด

การใช้สีโทนเดียวทั้งห้องคงจะเป็นเรื่องที่น่าเบื่อจนเกินไป ดังนั้นการเพิ่มการตกแต่งต่าง ๆ ด้วยสีสันที่ตัดกับสีห้องหรือเพิ่มความสดใสเข้าไปยังจุดต่าง ๆ จะทำให้ห้องนอนของคุณมีชีวิตชีวาได้มากขึ้นเลยทีเดียว โดยสามารถเพิ่มความสดใสได้จาก พรมปูพื้น ปลอกหมอน การเพ้นท์ผนัง หรือโคมไฟ ในสไตล์ต่าง ๆ ก็น่าสนใจไม่น้อย

เพิ่มแสงสว่างภายในห้อง

แสงสว่าง เป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ห้องเล็กดูโปร่งสบายได้ โดยคุณสามารถจัดรูปแบบของแสงให้แตกต่างด้วยการเลือกสี และตำแหน่ง ซึ่งทริคในการเลือกนั้นควรจะให้ห้องนอนมีไฟโทนสีที่อบอุ่นและผ่อนคลายอย่างสีส้มอ่อนหรือเหลืองอมส้ม ส่วนตำแหน่งของไฟที่สามารถทำได้ ได้แก่ ไฟกลางห้อง โคมไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟตั้งโต๊ะ เป็นต้น

เพิ่มการตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในห้อง

นอกจากเตียงนอนแล้ว ก็ตกแต่งห้องนอนให้สวยงามและตรงใจด้วยของตกแต่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างต้นไม้ พรม หรือรูปภาพสวย ๆ ก็สามารถช่วยเพิ่มความสวยงามให้กับห้องนอนของคุณได้ โดยต้องคำนึงถึงจำนวนและขนาดของสิ่งเหล่านั้นให้มีความพอดี ไม่เช่นนั้นห้องนอนของคุณอาจดูรกหรือโล่งจนเกินไปได้เช่นเดียวกัน !

10 ไอเดียตกแต่ง ห้องนอนดิสนีย์ สุดน่ารัก

Finding Nemo

finding nemo
ขอบคุณรูปจาก: Colorsandjoy.com

Finding Nemo เป็นเรื่องราวการผจญภัยของเจ้าปลาการ์ตูนสีขาวส้มสุดน่ารักที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม จนมีหลาย ๆ คนเข้าใจผิดว่าตัวละครเอกของเรื่องอย่าง ‘นีโม่’ คือชื่อพันธุ์ปลาชนิดหนึ่ง ซึ่งการตกแต่งห้องนอนให้กลายเป็นใต้ท้องทะเลเหมือนคุณเป็นเจ้านีโม่ สามารถทำได้ง่าย ๆ ด้วยการทาสีฟ้ารอบห้องนอน เพ้นท์ลายให้คล้ายกับท้องทะเล และใช้ผ้าปูที่นอนลายกระดองเต่าสุดน่ารักเพื่อเพิ่มความน่ารักให้มากขึ้นไปอีก

Peter Pan

peter pan
ขอบคุณรูปจาก: Ikeximo.blogspot.hu

ถ้าหากพูดถึง ‘เด็กชายผู้ไม่มีวันโต’ หลาย ๆ คน ก็คงนึกถึงปีเตอร์แพนจากเรื่อง Peter Pan นิทานเด็กอันโด่งดังที่ค่ายดิสนีย์จับมาทำเป็นการ์ตูนแอนิเมชันสุดน่ารักทำให้การ์ตูนเรื่องนี้กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้นไปอีก แล้วถ้าอยากมีห้องนอนแบบเวนดี้ นางเอกของเรื่องล่ะ ? ลองเพ้นท์สีกำแพงห้องให้คล้ายกับอยู่บนท้องฟ้าพร้อมหอนาฬิกาอันยิ่งใหญ่ แล้วตกแต่งด้วยพรมปูพื้นสีแดงเข้ม ผ้าปูที่นอนและเครื่องนอนต่าง ๆ ด้วยสีสันสดใสเหมือนห้องนอนของเวนดี้

Aladdin

aladdin
ขอบคุณรูปจาก: Decoist.com

Aladdin อีกหนึ่งการ์ตูนดิสนีย์อันโด่งดังจากพรมวิเศษบินได้ เจ้าชายอะลาดิน และเจ้าหญิงจัสมินอันสวยงดงามที่เด็ก ๆ หลายคนชื่นชอบ และถ้าคุณอยากมีห้องนอนที่สวยหรูเหมือนเจ้าหญิงจัสมินเพียงแค่ตกแต่งห้องนอนด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้สไตล์อินเดียสีฟ้าและสีเบจ ให้เข้ากับชุดส่าหรีอันสวยงามของเจ้าหญิงก็ดูดีและหลับสบายแล้ว

The Lion King

lion king
ขอบคุณรูปจาก: Topdreamer.com

‘นาาาา ซินกอนยา’ คำขึ้นต้นเพลงยอดฮิตจากการ์ตูนเรื่อง The Lion King ที่เป็นแอนิเมชันในดวงใจของคนทั่วโลกมากกว่า 26 ปี ซึ่งแอนิเมชันเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องที่อยู่ในทุ่งหญ้าสะวันนาทวีปแอฟริกา ดังนั้นการตกแต่งห้องนอนให้เหมือนกับการ์ตูนเรื่องนี้จึงควรที่จะใช้โทนสีส้มคล้ายกับพระอาทิตย์ตกดินยามเย็น เพ้นท์ผนังห้องลายสัตว์แอฟริกา และใช้ผ้าปูที่นอนสีน้ำตาลอ่อนให้นึกถึงสีของทรายและการตั้งแคมป์นั่นเอง

Cinderella

cinderella
ขอบคุณรูปจาก: Galleryhip.com

ด้วยเนื้อเรื่องที่สนุกสนานเข้าใจง่ายทำให้ Cinderella กลายเป็นแอนิเมชันเจ้าหญิงที่ได้รับความนิยมอย่างทั่วโลก เห็นได้จากการดัดแปลงและผลิตซ้ำในรูปแบบต่าง ๆ กว่าพันครั้ง รวมถึงจากค่ายดิสนีย์ ซึ่งแน่นอนว่าห้องนอนของเจ้าหญิงซินเดอเรลล่าต้องมีความหรูหราน่ารัก ซึ่งทำได้ง่าย ๆ ด้วยการเพ้นท์ห้องรูปปราสาทและตกแต่งเตียงนอนด้วยผ้าม่านและผ้าปูที่นอนสีชมพูหวาน

Mickey Mouse

mickey mouse
ขอบคุณรูปจาก: Bestofinteriors.com

เจ้าหนูสีดำ สวมกางเกงเอี๊ยมสีแดงอย่าง Mickey Mouse ถือเป็นสัญลักษณ์ของค่ายดิสนีย์เลยก็ว่าได้ และเป็นตัวการ์ตูนที่ครองใจคนหลายช่วงวัยทั้งเพศหญิงและชาย ซึ่งการทำให้ห้องนอนกลายเป็นห้องเจ้าหนู มิกกี้ เมาส์ สามารถทำให้ด้วยการเพ้นท์ห้องลายฟิล์ม ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดิสนีย์ ตกแต่งห้องเล็กน้อยด้วยสีแดงและสีดำ เพียงแค่นี้ก็เหมือนอยู่ในห้องนอนของเจ้าหนูแล้ว

Frozen

frozen
ขอบคุณรูปจาก: Lojapersonalize.com.br

ทำให้ห้องกลายเป็นเมืองแห่งน้ำแข็งเหมือนกับอยู่ในห้องนอนของเจ้าหญิงเอลซ่าและอันนา 2 พี่น้องแห่งเมืองเอเรนเดลจากเรื่อง Frozen ตัวการ์ตูนสุดฮิตในดวงใจของเด็กหญิงหลายคน ด้วยการทาผนังห้องสีฟ้าอ่อนเพ้นท์ลายน้ำแข็ง ตกแต่งเตียง 2 ชั้นด้วยสีเทาให้คล้ายกับปราสาทน้ำแข็ง และใช้ผ้าปูที่นอนสีฟ้าสวยงามเหมือนน้ำแข็ง

The Little Mermaid

little mermaid
ขอบคุณรูปจาก: Homebnc.com

ถ้าหากพูดถึงตัวละครที่มีเสียงไพเราะ หลาย ๆ คนคงจะนึกถึงเจ้าหญิงแอลเรียลจาก The Little Mermaid เงือกน้อย ผมสีแดงสลวยพร้อมฝูงปลายน้อยใหญ่ โดยการรีโนเวทห้องนอนให้เหมือนเจ้าหญิงดิสนีย์องค์นี้แค่หารูปสวย ๆ ใต้ทะเลมาติด ใช้เฟอร์นิเจอร์สีม่วงอ่อนเหมือนเอลซูล่า และสร้างเต็นท์สีขาวโปร่งดั่งไข่มุกเป็นที่ประทับให้เจ้าหญิงองค์น้อยพร้อมหมอนสีสันสดใส

Winnie the Pooh

winnie the pooh
ขอบคุณรูปจาก: Advenaes.org

ด้วยความน่ารักสดใสของเจ้าหมีสีเหลืองจาก Winnie the Pooh ก็ทำให้หมีพูห์กลายเป็นอีกหนึ่งตัวการ์ตูนที่ได้รับความนิยมจากค่ายดิสนีย์ไม่แพ้เรื่องอื่น ๆ และการทาสีเหลืองและเขียวสดใสที่ทำให้นึกถึงเจ้าหมีพูห์และใช้เฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เตียง ตู้ โต๊ะทำงาน หรือของตกแต่งอื่น ๆ ที่มีสีคล้ายกันก็ทำให้ห้องนอนของลูกกลายเป็นเมืองแห่งป่าได้แล้ว

Disney Princess

disney princess
ขอบคุณรูปจาก: Advenaes.org

ความโด่งดังของ Disney Princess องค์ต่าง ๆ นั้นเรียกได้ว่าแต่ละองค์มีความสูสีจนมีเด็กหญิงหลายคนที่เลือกไม่ได้ว่าชอบใครมากที่สุด และถ้าหากลูกของคุณเป็นเช่นนั้นก็แค่ทำห้องนอนให้กลายเป็นห้องเจ้าหญิงน้อยสุดน่ารักด้วยวอลล์เปเปอร์สีชมพูสดใส และเตียงนอนสีขาวหรือชมพูอ่อน รวมถึงพรมปูพื้นสีม่วงอ่อนเพิ่มความหรูหราให้กับห้องนอน

ดิสนีย์แลนด์มีที่ไหนบ้างนะ ?

หลังจากที่ได้รู้จักกับการแต่งห้องนอนให้เหมือนกับโลกดิสนีย์แล้ว หลายคนคงอยากที่จะบุกเข้าไปในโลกแห่งดิสนีย์จริง ๆ ซึ่งวิธีการที่จะเข้าไปได้นั้นคงจะหนีไม่พ้นการ ไปเที่ยวสวนสนุก ดิสนีย์แลนด์ ตามที่ต่าง ๆ ทั่วทุกมุมโลกดังนี้

  • Disneyland L.A California
  • Disney World Orlando Florida
  • Tokyo Disneyland
  • Disneyland Paris
  • Hongkong Disneyland
  • Disneyland shanghai

สรุปไอเดียแต่ง ห้องนอนดิสนีย์

หลังจากที่ได้อ่านกันแล้วหวังว่าผู้อ่านทุกท่านจะนำไอเดียที่เราให้ไว้ไปปรับใช้และตกแต่งห้องนอนเป็นของขวัญวันเด็กให้กับลูกของคุณกันนะคะ เด็ก ๆ จะต้องถูกใจอย่างแน่นอน

วันเด็กปีนี้ ให้รถเป็นของขวัญลูก รถคันไหนถึงจะดี

วันเด็กปีนี้ ให้รถเป็นของขวัญลูก รถคันไหนถึงจะดี

วันเด็กปีนี้ตรงกับวันที่ 9 มกราคม 2564 แต่ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้การจัดงานวันเด็กต้องถูกประกาศเลื่อนออกไปอีกเป็นเวลา 1 สัปดาห์เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อและเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการติดโรค 

ถึงอย่างนั้นการเลื่อนออกไปก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะฉลองวันเด็กภายในครอบครัวเล็ก ๆ ของเราไม่ได้

การฉลองวันเด็กของคุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงไม่เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น บางท่านอาจฉลองวันเด็กด้วยการพาลูกออกไปเที่ยวตามสถานที่จัดงานต่าง ๆ หรือ ซื้อของขวัญให้ลูกเป็นกำลังใจในการเรียนและการทำงาน

แน่นอนว่าการซื้อรถให้ลูกในวันเด็กก็ถือเป็นโอกาสที่ดีเช่นเดียวกัน ที่จะช่วยสนับสนุนและให้รางวัลลูกรักของคุณ ไม่ว่าจะเด็กเล็กหรือเด็กโต หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เองก็ควรได้รับรางวัลเสริมขวัญกำลังใจจากครอบครัว เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าถ้าจะซื้อรถให้ลูกของเราควรซื้อรถรุ่นไหน แบบไหนถึงจะเข้ากัน

ซื้อรถคันไหนให้ลูกดี ?

มาดูกันเถอะ ว่ารถยนต์คันไหนที่เหมาะสมกับลูกของคุณ โดยเราได้ลิสต์มาแล้วทั้ง 8 ประเภท ที่รับรองว่า ลูกคุณได้ “รถ” เหล่านี้เป็นของขวัญแล้วจะต้องปลื้มและรักมันมากแน่ๆ เพราะเราเน้นคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยรวมถึงราคาที่น่ารักเหมาะกับกระเป๋าเหล่าผู้ปกครองที่สุดจริง ๆ  

1.รถยนต์คันเล็ก

สำหรับของขวัญให้ลูกเป็นรถยนต์ โดยเฉพาะกับกลุ่มวัยรุ่นหรือกำลังย่างก้าวเป็นผู้ใหญ่ การซื้อรถยนต์คันเล็กให้เป็นของขวัญเป็นรถที่เหมาะสมอย่างมาก เพราะขับง่ายและค่อนข้างประหยัดน้ำมันพอสมควร โดยเฉพาะครอบครัวไหนที่มีรถมากกว่าหนึ่งคันอยู่แล้ว การซื้อรถยนต์คันเล็กเอาไว้ใช้สอยในระยะไม่ไกลก็ถือเป็นช้อยส์ที่ดีสำหรับลูก ๆ นะคะ 

รถยนต์คันเล็กได้แก่ : Nissan March, Suzuki Swift, MG3, Mazda 3, Toyota Ativ, Honda Brio และ Mitsubishi Attrage

2. รถยนต์ Eco-Car

อีกหนึ่งประเภทรถยนต์ที่เหมาะสมสำหรับวัยรุ่นตอนปลายถึงการย่างก้าวเป็นผู้ใหญ่ คือรถยนต์ประเภท Eco-Car ที่นอกจากจะช่วยโลกในการลดมลพิษแล้วยังมีคุณสมบัติน่าสนใจ อย่าง การประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยรถยนต์คันเล็กส่วนใหญ่แล้วจะถูกรวมไว้อยู่ในประเภทของ Eco-Car 

แต่หมวดของ Eco-Car นั้นก็รวมถึงรถยนต์ที่ใหญ่ขึ้นมาอีกนิดอย่าง Honda Jazz, Toyota Yaris, Toyota Vios, Honda City  และ Nissan Almera ด้วย ซึ่งรถยนต์เหล่านี้จะมีกำลังเครื่องแรงกว่ารถยนต์คันเล็ก ทั้งยังสามารถใช้งานเก็บของและจุคนได้ดีกว่ารถยนต์คันเล็กนั่นเอง

3. รถมอเตอร์ไซค์

รถมอเตอร์ไซค์ถือเป็นรถเริ่มต้นสำหรับใครที่ต้องการใช้รถเพื่อการเดินทาง รถมอเตอร์ไซค์ถือเป็นรถที่เหมาะกับการซื้อให้วัยรุ่นที่มีอายุมากกว่า 15 ปีเป็นต้นไป และแน่นอนว่าต้องมีใบขับขี่รถจักรยานยนต์แล้ว รถมอเตอร์ไซค์จะช่วยให้ลูกของคุณใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อลูกของคุณต้องการไปไหนในระยะใกล้ การใช้รถมอเตอร์ไซค์จะทำให้คล่องตัวและไปถึงจุดหมายได้โดยไม่ต้องพึ่งผู้ปกครองบ่อย ๆ ดังนั้นใครที่กำลังคิดว่าอยากให้ลูกได้ไปไหนมาไหนเองในระยะใกล้ได้ การซื้อรถมอเตอร์ไซค์แทนจักรยานก็เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย

4. รถจักรยานไฟฟ้า

รถจักรยานไฟฟ้าเหมาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่นตั้งแต่มัธยมจนถึงวัยทำงานเลยทีเดียว เพราะไม่ต้องเสียแรงปั่นให้เหนื่อยแถมยังสะดวกสบายคล้ายรถมอเตอร์ไซค์อีกด้วย แต่ข้อเสียคือแบตเตอรี่ของรถจักรยานไฟฟ้าที่ทำให้ไปไกลมากไม่ค่อยได้

แต่สำหรับการไว้ใช้ขี่ไปไหนมาไหน ในระยะใกล้เคียงที่พักของลูกคุณ ก็จัดเป็นหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้รถมอเตอร์ไซค์ แถมยังไม่ต้องใช้น้ำมันอีกด้วย ข้อดีของรถจักรยานไฟฟ้า อาจกล่าวได้ว่า จากมุมมองคุณผู้ปกครองจะค่อนข้างดูปลอดภัยกว่าการขับขี่มอเตอร์ไซค์ใช่ไหมล่ะคะ

5. รถแบตเตอรี่ไฟฟ้า

รถแบตเตอรี่ไฟฟ้าในที่นี้ หมายถึงรถแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่ให้กลุ่มตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงเด็กโตได้ใช้เล่น โดยรถเหล่านี้จะคล้ายคลึงรถของเล่นที่ให้เด็ก ๆ ขึ้นไปนั่งแล้วใช้เท้าไถคันรถ แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยนี้การใช้เท้าไถอาจเป็นอะไรที่ไม่นิยมแล้ว

รถแบตเตอรี่ไฟฟ้าสำหรับเด็กเล็กจึงถูกผลิตออกมา โดยใช้ไฟฟ้าในการเคลื่อนที่ แบตหมดก็สามารถนำไปชาร์จได้ แถมยังปลอดภัยด้วยว่าเป็นรถที่แทบไม่มีความเร็วเลย เรียกได้ว่าเป็นของเล่นที่จะช่วยเสริมพัฒนาการในการขับขี่รถยนต์และสร้างความสนุกสนานอันแสนน่าประทับใจให้ลูกของคุณได้เป็นอย่างดี

Cr : appadvice

6. รถบังคับ

สำหรับรถบังคับ ในสมัยนี้อาจเห็นได้น้อยลง แต่เชื่อเถอะค่ะว่า เด็ก ๆ คนไหนที่ได้เล่นจะต้องชอบ เพราะรถบังคับมีลักษณะคล้ายโมเดลรถขนาดยักษ์ที่สามารถนำมาตั้งโชว์ก็ได้ อยากนำมาเล่นเมื่อไรก็ใส่ถ่านแล้วก็บังคับได้เลยทันที 

ซึ่งการเล่นรถบังคับเหล่านี้มีข้อดีคือ การฝึกพัฒนาในด้านสายตาและการเคลื่อนไหวของมือ เนื่องจากการบังคับรถเหล่านี้ค่อนข้างต้องใช้สมาธิและสายตาได้การมองพอสมควร เรียกได้ว่าเป็นการฝึกสกิล อย่างหนึ่งก็ว่าได้ค่ะ

7. รถของเล่น (ที่ไม่ใช่เพลง)

มันต้องใช้น้ำตาแค่ไหนต้องร้องไห้กี่ครั้ง ให้พ่อและแม่ซื้อของเล่นมา ?

[โปรดอ่านเป็นทำนอง]

รถของเล่นนี้ไม่ใช่เพลง แต่หมายถึงรถคันเล็ก ที่ให้เด็กเล็กจับโยกไปมา เพื่อฝึกพัฒนาการในเรื่องของกล้ามเนื้อมือและสายตาให้ทำงานประสานกัน ของขวัญอย่างรถของเล่นก็เป็นหนึ่งในของขวัญที่ดีที่จะทำให้ลูกน้อยของคุณสนุกกับชีวิตวัยเด็กมากขึ้นกว่าเดิม

Cr : carrefourae

8. รถหัดเดิน

ชื่อก็บอกอยู่แล้ว รถหัดเดิน ก็ต้องเป็นรถหัดเดินสุดกุ๊งกิ๊งสำหรับเด็กน้อยวัยคลานเตาะแตะที่กำลังจะฝึกเดิน โดยรถแบบนี้มีหลายแบบให้เลือก มีทั้งแบบน่ารัก ทั้งเท่ รวมถึงยังมีของเล่นบริเวณด้านหน้าให้เด็ก ๆ ได้สนุกกับการหัดเดินมากกว่าเดิม

หากคุณผู้ปกครองคนไหนอยากซื้อของขวัญให้ลูกน้อยในวันเด็ก การซื้อรถหัดเดินเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างมากเลยล่ะค่ะ เพราะจะช่วยให้ลูกขึ้นมีพัฒนาการในการเดินได้ดีขึ้น ทั้งลูกน้อยของคุณยังเอ็นจอยกับของเสริมพัฒนาการชิ้นนี้ได้ไม่มีเบื่อเลยล่ะ

ซื้อรถที่ไหนดีในยุคโควิด-19

สำหรับสถานการณ์แบบนี้ หลายคนคงไม่อยากจะออกไปเจอคนเพิ่มความเสี่ยงให้ตัวเองมากนักใช่ไหมล่ะคะ ดังนั้นการจะซื้อรถและซื้อของขวัญข้างต้นจะทำได้อย่างไรกันบ้าง ยิ่งโดยเฉพาะรถยนต์ที่จำเป็นต้องไปดูรถยนต์ถึงศูนย์เหมือนที่ผ่าน ๆ มา หลายคนคงไม่อยากจะไปนัก 

แต่เรามีวิธีง่าย ๆ ที่ทำให้คุณรู้จักรถยนต์ที่คุณจะซื้อมากขึ้น ทั้งยังสามารถติดต่อผู้ขายและเข้าไปชมรถได้อย่างปลอดภัยไร้กังวลกับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้นได้เลย

ซื้อผ่านเว็บไซต์ออนไลน์

ก่อนอื่นเราอาจดูข้อมูลรถยนต์ต่าง ๆ ผ่านเว็บไซต์ออนไลน์ก่อนได้ ดูได้โดยตรงทั้งทางเว็บไซต์หลักของแบรนด์รถยนต์เอง หรือจะเป็นการดูรถยนต์ผ่านเว็บไซต์ขายรถยนต์มือสอง ยกตัวอย่างเช่น Kaidee Auto เป็นต้น

การดูผ่านเว็บไซต์เหล่านี้จะทำให้คุณได้รู้เรื่องของรถยนต์ที่คุณอยากได้มากขึ้น ทั้งยังสามารถหารีวิวเกี่ยวกับรถคันดังกล่าวได้ดีมากขึ้นอีกด้วย หารีวิวรถอ่านได้ง่าย 

ในส่วนนี้จะช่วยคุณประหยัดเวลาในการซื้อมากยิ่งขึ้น เพราะคุณได้รู้รายละเอียดเกี่ยวกับรถมาในระดับหนึ่งแล้ว  การติดต่อผู้ขายก็ทำได้งาน โดยเฉพาะสำหรับเว็บซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง ที่จะช่วยเชื่อมการติดต่อระหว่างคุณกับผู้ขายได้ผ่านเว็บเดียว ลดเวลาการอยู่ร่วมกันกับผู้ขายให้น้อยลง แต่ได้รถที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซื้อผ่านแอพขายรถออนไลน์

สำหรับการซื้อขายผ่านแอปขายรถออนไลน์ มีทั้งของ Kaidee[IOS] / Kaidee[Andriod] และของแบรนด์รถยนต์ต่าง ๆ ที่ผลิตออกมาเพื่อรองรับการค้นหาและเลือกรถยนต์ที่ถูกใจของคุณได้ดีขึ้น การดูผ่านแอปประเภทนี้จะช่วยให้คุณย่นระยะเวลาในการซื้อรถยนต์ได้เหมือนกันการดูผ่านเว็บไซต์นั่นเอง

จองคิวเพื่อไปดูรถในที่โชว์รูม

วิธีสุดท้ายสำหรับใครที่ต้องการไปทดลองขับ เพื่อยืนยันให้ชัวร์ว่านี่คือรถที่คุณต้องการจริง ๆ วิธีนี้คุณทำได้ง่ายไม่ยากเลย เพียงเข้าไปยังเว็บไซต์ของแบรนด์รถยนต์ที่คุณถูกใจ กรอกรายละเอียดข้อมูลของคุณในหน้าทดลองขับ 

ในระหว่างนั้นทางโชว์รูมใกล้บ้านของคุณจะโทรกลับมา เพื่อนัดวันเวลาที่คุณต้องการทดลองขับและสอบถามรายละเอียดรวมถึงให้ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรถคันนั้นแก่คุณ ในจุดนี้จะช่วยคุณเลี่ยงการพบปะคนจำนวนมากในวันเดียว และไม่ต้องเสี่ยง Walk-in เข้าไปให้กังวัลใจอีกด้วย นับเป็นวิธีที่อยากสนับสนุนให้หลายคนหันมาใช้ก่อนไปซื้อรถมาก ๆ เลย

สรุปท้ายบทความ

ในการซื้อรถเป็นของขวัญให้ลูกนั้น อย่างที่ได้กล่าวไปว่านอกจากจะดูช่วงอายุของลูกคุณแล้ว ว่าใกล้เคียงและเหมาะสมกับรถแบบใด ยังต้องมาดูเรื่องงบประมาณของผู้ปกครองอีกด้วย เพราะการซื้อของขวัญชิ้นนี้ควรมีงบประมาณเท่าไรถึงจะคุ้มค่าและไม่เจ็บตัวเกินไปนัก

ยิ่งสำหรับใครที่วางแผนจะซื้อรถยนต์ให้ลูก การซื้อรถยนต์สักคันย่อมเป็นภาระและการใช้เงินในจำนวนที่ค่อนข้างเยอะ ดังนั้นการซื้อรถยนต์คันแรกให้ลูกอาจดูเป็นรถยนต์มือสองไปก่อนก็ได้ ที่ Kaidee เรามีรถยนต์คุณภาพดี แอร์เย็น สภาพเยี่ยม แถมไมล์น้อยเหมือนมือหนึ่งให้คุณได้ลองเลือกเป็นของขวัญแล้ววันนี้!!!

Burnout Syndrome: ต้องทำอย่างไร ในวันที่คุณหมดไฟในการทำงาน

Burnout Syndrome: ต้องทำอย่างไร ในวันที่คุณหมดไฟในการทำงาน

ชีวิตวัยทำงานมักเป็นช่วงเวลาของรถไฟเหาะอย่างแท้จริง บ่อยครั้งที่เราตื่นเต้นไปกับความท้าทายของงาน แต่บางครั้งก็เผชิญกับความทุกข์ที่ชวนคลื่นเหียน เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่มนุษย์วัยทำงานทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

แต่หากคุณกำลังอยู่ในช่วงรถไฟเหาะขาลง ที่นอกจากจะชวนอาเจียนแล้ว ยังทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงในการทำงาน คุณจำเป็นต้องหาต้นตอของสาเหตุดังกล่าวโดยด่วน เพราะหากคุณไม่ทำเช่นนั้น รู้ตัวอีกที คุณอาจผลักตัวเองเข้าสู่วังวนแห่งสภาวะหมดไฟในการทำงานโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็เป็นได้

ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สงสัยว่า ตัวเองกำลังดำดิ่งกับสภาวะหมดไฟในการทำงานอยู่ ผมอยากให้คุณลองใช้บทความนี้เป็นเครื่องมือสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังเผชิญมากขึ้นและหาวิธีแก้ได้อย่างทันท่วงที ผมเชื่อเหลือเกินว่าคุณจะได้รับมุมมอง รวมถึงทางออกที่เป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

สภาวะหมดไฟในการทำงานคืออะไร

สภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) เป็นอาการที่ก่อให้เกิดความอ่อนล้าทั้งทางกายและจิตใจ อันส่งผลมาจากความเครียดเรื้อรังที่สั่งสมจากการทำงานมาเป็นเวลานาน ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รับการบำบัดหรือเยียวยา อาจนำไปสู่เส้นทางอันตรายของการเป็นโรคซึมเศร้าได้

ผู้ที่เผชิญกับสภาวะดังกล่าวอาจไม่รู้สึกอยากมาทำงาน หมดเรี่ยวแรงหรือไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร รู้สึกหนืดเนือยเหมือนคนที่ต้องย่ำเท้าผ่านโคลน เบื่อหน่ายกับการต้องทำงาน มองงานที่ตัวเองทำในแง่ลบ แม้จะเป็นงานที่ตัวเองเคยรักขนาดไหนก็ตาม และอาจลามไปสู่การมองเพื่อนร่วมงาน ลูกน้องหรือเจ้านายในแง่ลบด้วยเช่นกัน บางรายอาจรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ หรือบางรายอาจมีอารมณ์หุนหันพลันแล่นตลอดเวลาเมื่ออยู่ที่ทำงาน ทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อประสิทธิภาพการทำงานทั้งสิ้น

สาเหตุของสภาะวะหมดไฟในการทำงานมีทั้งทำงานหนักเกิน หรือทำงานที่ไม่มีความท้าทาย ไม่มีคุณค่าต่อตัวเราเองและผู้อื่นมากพอ ทั้งความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการของคนในแผนกหรือบริษัท หรือทำงานไปแล้ว บริษัทหรือเพื่อนร่วมงานไม่เห็นค่า ไม่ให้ความสำคัญ แม้กระทั่งปัญหากับเพื่อนร่วมงานก็เป็นบ่อเกิดของสภาวะดังกล่าวเช่นกัน

หากคุณมีอาการเข้าข่ายดังกล่าว ก็ไม่ต้องวิตกไป ไม่ใช่ความผิดปกติและไม่ใช่อะไรที่คุณต้องรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว งานวิจัยในอเมริการะบุว่า พนักงานบริษัทส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เผชิญกับความเครียดจากการทำงานแทบทั้งสิ้น โดยมีมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่เรียกได้ว่า เข้าขั้นหมดอาลัยตายอยากเลยทีเดียว

แล้วจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร

อย่างที่กล่าวไป หากปล่อยสภาวะหมดไฟในการทำงานไปโดยไม่มีการเยียวยา บำบัดหรือแม้แต่ยอมรับว่าตัวเองกำลังเผชิญกับสภาวะนี้อยู่ ก็อาจทำให้อาการเล็กน้อยลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงจึงเป็นทางแก้เบื้องต้นที่ถูกต้องและสามารถเริ่มได้จากตัวเอง

นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นการรักษาที่ดี

เริ่มต้นวันใหม่กับการทำสิ่งใหม่

เมื่อตกอยู่ในสภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือสภาวะที่เต็มไปด้วยความเครียด เรามักหลงลืมความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของเราไปด้วย ซึ่งก่อให้เกิดนิสัยที่ไม่ดีตามมา อาทิ การรับประทานของไม่มีประโยชน์ นอนน้อยเพราะนอนไม่หลับ หรือนอนขลุกอยู่กับบ้านโดยไม่ทำอะไร ซึ่งลักษณะนิสัยเช่นนี้ยิ่งส่งผลต่อความเครียดของเรามากขึ้นไปอีก และจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์แบบไม่จบไม่สิ้น

ลองลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนแผนการใช้ชีวิตของตัวเองดูสักครั้ง เริ่มจากการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานที่มีประโยชน์และในปริมาณที่พอเหมาะ และเพิ่มการออกกำลังกายลงในตารางชีวิตประจำวัน แม้ฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่นิสัยเหล่านี้ให้ผลดีกับเราในระยะยาว มากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานของหวานเพื่อลดความเครียด

หน้าจอโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ก็เป็นหนึ่งสาเหตุของความเครียดดังกล่าวได้เช่นกัน แสงจากหน้าจอทำให้เรานอนหลับยากขึ้น และทำให้อ่อนเพลียในเช้าวันถัดมา รวมถึงยังก่อให้เกิดอาการปวดตา ลามไปสู่อาการปวดหัวเเละเมื่อยล้า หากเป็นไปได้ ควรลดเวลาการอยู่บนหน้าจอในแต่ละวัน

ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ดีขึ้น

มีบ่อยครั้งที่การทำงานมีสาเหตุมาจากลักษณะการทำงานที่ไม่ตรงตามวิสัยของเรา หรือเพิ่มภาระให้กับเราโดยใช่เหตุ และหากเราต้องฝืนทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นต่อไป ก็อาจนำมาซึ่งสภาวะหมดไฟในการทำงานได้ในที่สุด ทางที่ดีคือ ลองใช้เวลาสำรวจการทำงานที่อาจก่อให้เกิดความเครียด หรือความไม่ลงตัว และหาวิธีแก้ไขหรือขอความช่วยเหลือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

หากคุณเป็นพนักงานภายใต้การนำของหัวหน้า และพบว่ามีงานนับร้อยที่คุณต้องรับผิดชอบจนทำให้ท้อใจกับการทำงาน ลองรวบรวมความกล้าและเดินเข้าไปเปิดอกพูดคุยกับหัวหน้างาน เพื่อให้เขารับทราบถึงปัญหาที่กำลังเกิด และหาทางออกที่ดีร่วมกัน เช่นเลื่อนวันส่งงานให้เหมาะสม หรือช่วยจัดสรรภาระงานของคุณให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียว

และหากคุณเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการที่ต้องรับผิดชอบงานมากเกินไป ลองไว้ใจลูกทีมของคุณ และกล้าที่จะแบ่งสรรงานเหล่านั้นออกไปให้มากขึ้น รวมถึงหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของคนในทีมได้

สิ่งสำคัญคือ คุณจำเป็นที่จะต้องซื่อสัตย์กับเพื่อนร่วมทีมและกับตัวเองให้มากที่สุด หากเป็นปัญหาที่ต้องใช้มากกว่าตัวคุณเองในการแก้ไข ก็อย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือนั้น

จงใช้เวลาหลังเลิกงานของคุณให้เป็นประโยชน์

เป็นความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานเพียงอย่างเดียว การใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และบ่อยครั้งยังเป็นเสมือนยาบรรเทาความเหนื่อยหน่ายจากการทำงานอีกด้วย

การหันมาหยิบจับงานอดิเรกที่อยากทำมานาน หรือไม่ได้ทำมาเป็นเวลานานแล้วอย่างเช่นการวาดรูป เขียนบล๊อก เล่นดนตรีหรือปลูกต้นไม้ ล้วนเเต่เป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยรักษาสภาวะหมดไฟในการทำงานได้ เพราะคุณได้กลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักและเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การได้ลองออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองก็ดูเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย คุณอาจใช้เวลาหลังเลิกงานในการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ร้องคาราโอเกะ ชวนกันไปดูหนัง หรือแม้แต่มื้อเย็นธรรมดาๆ กับพวกเขา ไม่ว่าอะไรก็ตาม ขอแค่เป็นสิ่งมี่คุณอยากทำจริงๆ ก็พอ

งานอดิเรก
หาสิ่งที่ตัวเองชอบและเริ่มต้นทำมัน

ฉันว่าเรา “หยุด” ก่อนดีไหม

มีอะไรหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่ต่อให้พยายามสักเท่าไร เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งทางเดียวที่เหลือให้ทำ อาจเป็นการหยุดและเดินถอยหลังออกมาจากจุดนั้น

เช่นเดียวกับการทำงานที่ทำให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน ที่เราอาจต้องถอยออกมา หากทำทุกอย่างแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ลองใช้วันลาพักร้อนที่เรามีเพื่อหยุดพักและออกไปผ่อนคลาย ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น หรือทำกิจกรรมที่คุณชอบและอยากทำมาตั้งนาน นอกจากจะเป็นการชาร์จแบตให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้คุณทบทวนตัวเอง และทางแก้ที่คุณควรกระทำอีกด้วย

(คำเตือน: โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจให้มากกับเรื่องต่อไปนี้) หากสิ่งที่กล่าวมาไม่สามารถเยียวยาจิตใจของคุณได้ สุขภาพจิตยังย่ำแย่ และคุณยังเหนื่อยหน่ายกับการทำงาน บางทีการเดินออกมาอย่างถาวร (ลาออกจากงาน) อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเป็นไปได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากสภาพแวดล้อมที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคุณเอง การถอยออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้

สภาวะนี้รักษาได้ แต่ต้องเข้าใจตัวเอง

ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเยียวยาสภาวะหมดไฟในการทำงานที่เกิดขึ้นกับเรา แต่สิ่งที่เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยในเวลาเดียวกัน คือความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร และเราจะต้องแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ความเข้าใจนี้เองที่จะนำมาซึ่งทางแก้ที่ถูกต้อง

อีกทั้งหากเราจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคำปรึกษาจากเพื่อนที่ไว้ใจ จากครอบครัว หรือความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ก็อย่ารีรอที่จะทำเช่นนั้นนะครับ

The Good Life ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่จะทำให้คุณก้าวผ่านสภาวะหมดไฟในการทำงานครั้งนี้ไปได้ แล้วพบกันใหม่กับบทความชิ้นต่อๆ ไปของผมใน The Good Life นะครับ