Burnout Syndrome: ต้องทำอย่างไร ในวันที่คุณหมดไฟในการทำงาน

Jan 5, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม

ชีวิตวัยทำงานมักเป็นช่วงเวลาของรถไฟเหาะอย่างแท้จริง บ่อยครั้งที่เราตื่นเต้นไปกับความท้าทายของงาน แต่บางครั้งก็เผชิญกับความทุกข์ที่ชวนคลื่นเหียน เรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่มนุษย์วัยทำงานทุกคนต้องพบเจออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่แล้ว

แต่หากคุณกำลังอยู่ในช่วงรถไฟเหาะขาลง ที่นอกจากจะชวนอาเจียนแล้ว ยังทำให้คุณหมดเรี่ยวแรงในการทำงาน คุณจำเป็นต้องหาต้นตอของสาเหตุดังกล่าวโดยด่วน เพราะหากคุณไม่ทำเช่นนั้น รู้ตัวอีกที คุณอาจผลักตัวเองเข้าสู่วังวนแห่งสภาวะหมดไฟในการทำงานโดยที่คุณไม่รู้ตัวก็เป็นได้

ซึ่งหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่สงสัยว่า ตัวเองกำลังดำดิ่งกับสภาวะหมดไฟในการทำงานอยู่ ผมอยากให้คุณลองใช้บทความนี้เป็นเครื่องมือสำรวจตัวเองอย่างถี่ถ้วน เพื่อที่คุณจะได้เข้าใจสิ่งที่คุณกำลังเผชิญมากขึ้นและหาวิธีแก้ได้อย่างทันท่วงที ผมเชื่อเหลือเกินว่าคุณจะได้รับมุมมอง รวมถึงทางออกที่เป็นประโยชน์ ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน

สภาวะหมดไฟในการทำงานคืออะไร

สภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout Syndrome) เป็นอาการที่ก่อให้เกิดความอ่อนล้าทั้งทางกายและจิตใจ อันส่งผลมาจากความเครียดเรื้อรังที่สั่งสมจากการทำงานมาเป็นเวลานาน ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่รับการบำบัดหรือเยียวยา อาจนำไปสู่เส้นทางอันตรายของการเป็นโรคซึมเศร้าได้

ผู้ที่เผชิญกับสภาวะดังกล่าวอาจไม่รู้สึกอยากมาทำงาน หมดเรี่ยวแรงหรือไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไร รู้สึกหนืดเนือยเหมือนคนที่ต้องย่ำเท้าผ่านโคลน เบื่อหน่ายกับการต้องทำงาน มองงานที่ตัวเองทำในแง่ลบ แม้จะเป็นงานที่ตัวเองเคยรักขนาดไหนก็ตาม และอาจลามไปสู่การมองเพื่อนร่วมงาน ลูกน้องหรือเจ้านายในแง่ลบด้วยเช่นกัน บางรายอาจรู้สึกว่างเปล่าขึ้นมาโดยไร้สาเหตุ หรือบางรายอาจมีอารมณ์หุนหันพลันแล่นตลอดเวลาเมื่ออยู่ที่ทำงาน ทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อประสิทธิภาพการทำงานทั้งสิ้น

สาเหตุของสภาะวะหมดไฟในการทำงานมีทั้งทำงานหนักเกิน หรือทำงานที่ไม่มีความท้าทาย ไม่มีคุณค่าต่อตัวเราเองและผู้อื่นมากพอ ทั้งความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการของคนในแผนกหรือบริษัท หรือทำงานไปแล้ว บริษัทหรือเพื่อนร่วมงานไม่เห็นค่า ไม่ให้ความสำคัญ แม้กระทั่งปัญหากับเพื่อนร่วมงานก็เป็นบ่อเกิดของสภาวะดังกล่าวเช่นกัน

หากคุณมีอาการเข้าข่ายดังกล่าว ก็ไม่ต้องวิตกไป ไม่ใช่ความผิดปกติและไม่ใช่อะไรที่คุณต้องรู้สึกผิดแม้แต่นิดเดียว งานวิจัยในอเมริการะบุว่า พนักงานบริษัทส่วนใหญ่กว่า 80 เปอร์เซ็นต์เผชิญกับความเครียดจากการทำงานแทบทั้งสิ้น โดยมีมากถึง 40 เปอร์เซ็นต์ที่เรียกได้ว่า เข้าขั้นหมดอาลัยตายอยากเลยทีเดียว

แล้วจะแก้ไขเรื่องนี้ได้อย่างไร

อย่างที่กล่าวไป หากปล่อยสภาวะหมดไฟในการทำงานไปโดยไม่มีการเยียวยา บำบัดหรือแม้แต่ยอมรับว่าตัวเองกำลังเผชิญกับสภาวะนี้อยู่ ก็อาจทำให้อาการเล็กน้อยลุกลามกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ สิ่งที่คุณควรคำนึงถึงจึงเป็นทางแก้เบื้องต้นที่ถูกต้องและสามารถเริ่มได้จากตัวเอง

นอนหลับพักผ่อนเพียงพอ
การพักผ่อนให้เพียงพอเป็นการรักษาที่ดี

เริ่มต้นวันใหม่กับการทำสิ่งใหม่

เมื่อตกอยู่ในสภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือสภาวะที่เต็มไปด้วยความเครียด เรามักหลงลืมความจำเป็นในการดูแลสุขภาพของเราไปด้วย ซึ่งก่อให้เกิดนิสัยที่ไม่ดีตามมา อาทิ การรับประทานของไม่มีประโยชน์ นอนน้อยเพราะนอนไม่หลับ หรือนอนขลุกอยู่กับบ้านโดยไม่ทำอะไร ซึ่งลักษณะนิสัยเช่นนี้ยิ่งส่งผลต่อความเครียดของเรามากขึ้นไปอีก และจะกลายเป็นวงจรอุบาทว์แบบไม่จบไม่สิ้น

ลองลุกขึ้นมาปรับเปลี่ยนแผนการใช้ชีวิตของตัวเองดูสักครั้ง เริ่มจากการพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานที่มีประโยชน์และในปริมาณที่พอเหมาะ และเพิ่มการออกกำลังกายลงในตารางชีวิตประจำวัน แม้ฟังดูเป็นเรื่องยาก แต่นิสัยเหล่านี้ให้ผลดีกับเราในระยะยาว มากกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ หรือทานของหวานเพื่อลดความเครียด

หน้าจอโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ก็เป็นหนึ่งสาเหตุของความเครียดดังกล่าวได้เช่นกัน แสงจากหน้าจอทำให้เรานอนหลับยากขึ้น และทำให้อ่อนเพลียในเช้าวันถัดมา รวมถึงยังก่อให้เกิดอาการปวดตา ลามไปสู่อาการปวดหัวเเละเมื่อยล้า หากเป็นไปได้ ควรลดเวลาการอยู่บนหน้าจอในแต่ละวัน

ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานให้ดีขึ้น

มีบ่อยครั้งที่การทำงานมีสาเหตุมาจากลักษณะการทำงานที่ไม่ตรงตามวิสัยของเรา หรือเพิ่มภาระให้กับเราโดยใช่เหตุ และหากเราต้องฝืนทนอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้นต่อไป ก็อาจนำมาซึ่งสภาวะหมดไฟในการทำงานได้ในที่สุด ทางที่ดีคือ ลองใช้เวลาสำรวจการทำงานที่อาจก่อให้เกิดความเครียด หรือความไม่ลงตัว และหาวิธีแก้ไขหรือขอความช่วยเหลือจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง

หากคุณเป็นพนักงานภายใต้การนำของหัวหน้า และพบว่ามีงานนับร้อยที่คุณต้องรับผิดชอบจนทำให้ท้อใจกับการทำงาน ลองรวบรวมความกล้าและเดินเข้าไปเปิดอกพูดคุยกับหัวหน้างาน เพื่อให้เขารับทราบถึงปัญหาที่กำลังเกิด และหาทางออกที่ดีร่วมกัน เช่นเลื่อนวันส่งงานให้เหมาะสม หรือช่วยจัดสรรภาระงานของคุณให้กับเพื่อนร่วมงานคนอื่น เพื่อที่คุณจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบเพียงคนเดียว

และหากคุณเป็นหัวหน้าหรือผู้จัดการที่ต้องรับผิดชอบงานมากเกินไป ลองไว้ใจลูกทีมของคุณ และกล้าที่จะแบ่งสรรงานเหล่านั้นออกไปให้มากขึ้น รวมถึงหาวิธีการทำงานรูปแบบใหม่ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของคนในทีมได้

สิ่งสำคัญคือ คุณจำเป็นที่จะต้องซื่อสัตย์กับเพื่อนร่วมทีมและกับตัวเองให้มากที่สุด หากเป็นปัญหาที่ต้องใช้มากกว่าตัวคุณเองในการแก้ไข ก็อย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือนั้น

จงใช้เวลาหลังเลิกงานของคุณให้เป็นประโยชน์

เป็นความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานเพียงอย่างเดียว การใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และบ่อยครั้งยังเป็นเสมือนยาบรรเทาความเหนื่อยหน่ายจากการทำงานอีกด้วย

การหันมาหยิบจับงานอดิเรกที่อยากทำมานาน หรือไม่ได้ทำมาเป็นเวลานานแล้วอย่างเช่นการวาดรูป เขียนบล๊อก เล่นดนตรีหรือปลูกต้นไม้ ล้วนเเต่เป็นเรื่องที่ดีที่จะช่วยรักษาสภาวะหมดไฟในการทำงานได้ เพราะคุณได้กลับมาทำในสิ่งที่ตัวเองรักและเห็นคุณค่าอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ การได้ลองออกไปเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเองก็ดูเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นไม่น้อย คุณอาจใช้เวลาหลังเลิกงานในการพบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ร้องคาราโอเกะ ชวนกันไปดูหนัง หรือแม้แต่มื้อเย็นธรรมดาๆ กับพวกเขา ไม่ว่าอะไรก็ตาม ขอแค่เป็นสิ่งมี่คุณอยากทำจริงๆ ก็พอ

งานอดิเรก
หาสิ่งที่ตัวเองชอบและเริ่มต้นทำมัน

ฉันว่าเรา “หยุด” ก่อนดีไหม

มีอะไรหลายอย่างบนโลกใบนี้ที่ต่อให้พยายามสักเท่าไร เราก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านั้นได้ ซึ่งทางเดียวที่เหลือให้ทำ อาจเป็นการหยุดและเดินถอยหลังออกมาจากจุดนั้น

เช่นเดียวกับการทำงานที่ทำให้เกิดสภาวะหมดไฟในการทำงาน ที่เราอาจต้องถอยออกมา หากทำทุกอย่างแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ลองใช้วันลาพักร้อนที่เรามีเพื่อหยุดพักและออกไปผ่อนคลาย ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น หรือทำกิจกรรมที่คุณชอบและอยากทำมาตั้งนาน นอกจากจะเป็นการชาร์จแบตให้กับตัวเองแล้ว ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้คุณทบทวนตัวเอง และทางแก้ที่คุณควรกระทำอีกด้วย

(คำเตือน: โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจให้มากกับเรื่องต่อไปนี้) หากสิ่งที่กล่าวมาไม่สามารถเยียวยาจิตใจของคุณได้ สุขภาพจิตยังย่ำแย่ และคุณยังเหนื่อยหน่ายกับการทำงาน บางทีการเดินออกมาอย่างถาวร (ลาออกจากงาน) อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะเป็นไปได้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น มาจากสภาพแวดล้อมที่ทำงาน เพื่อนร่วมงาน ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวคุณเอง การถอยออกมาเพื่อเริ่มต้นใหม่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ดีกว่าเดิมก็เป็นได้

สภาวะนี้รักษาได้ แต่ต้องเข้าใจตัวเอง

ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะเยียวยาสภาวะหมดไฟในการทำงานที่เกิดขึ้นกับเรา แต่สิ่งที่เป็นเรื่องท้าทายไม่น้อยในเวลาเดียวกัน คือความเข้าใจในตัวเอง เข้าใจว่าเรากำลังเผชิญกับอะไร และเราจะต้องแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างไร ความเข้าใจนี้เองที่จะนำมาซึ่งทางแก้ที่ถูกต้อง

อีกทั้งหากเราจำเป็นที่จะต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นคำปรึกษาจากเพื่อนที่ไว้ใจ จากครอบครัว หรือความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ก็อย่ารีรอที่จะทำเช่นนั้นนะครับ

The Good Life ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจที่จะทำให้คุณก้าวผ่านสภาวะหมดไฟในการทำงานครั้งนี้ไปได้ แล้วพบกันใหม่กับบทความชิ้นต่อๆ ไปของผมใน The Good Life นะครับ