5 เทคนิค แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ให้ลูกน้อย

5 เทคนิค แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ให้ลูกน้อย

พัฒนาการ คือการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย อารมณ์ ทางสังคม และทางสติปัญญา ของบุคคลหนึ่งที่จะเกิดติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จากระยะหนึ่งจนถึงอีกระยะหนึ่ง ตามความแตกต่างของช่วงอายุ ซึ่งการตกแต่งห้องนอนของเด็ก ๆ ก็จะช่วยเสริมพัฒนาการได้เช่นกัน และวันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับการ แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ให้ลูกของคุณ

พัฒนาการเด็ก

ก่อนที่จะทำการตกแต่งห้องให้เข้ากับช่วงอายุของเด็ก ๆ เราก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงพัฒนาการของแต่ละช่วงวัยว่าเป็นอย่างไร เพื่อส่งเสริมพัฒนาการได้อย่างเหมาะสม

เด็กแรกเกิด (Newborn)

เด็กแรกเกิด อายุตั้งแต่ 0-1 เดือน เป็นช่วงการเรียนรู้ระหว่าง ผู้ปกครอง และ บุตร เด็กในวัยนี้จะมีพัฒนาการในการกิน นอน ร้อง และ ขับถ่าย เป็นช่วงวัยที่สามารถเห็นหน้าของผู้ปกครองได้ในระยะใกล้ ๆ สามารถยิ้มหรือร้องไห้เมื่อมีความรู้สึก เด็กแรกเกิดจะมีพัฒนาการตอบสนองต่อปฏิสัมพันธ์ต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ โดยผู้ปกครองต้องทำความเข้าใจกับเสียงร้องของบุตรเพื่อตอบสนองความต้องการ และพูดคุยด้วยการสบตาเพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษา

เด็กทารก (Infant)

เด็กทารก อายุตั้งแต่ 1-12 เดือน เด็กในวัยนี้จะมีพัฒนาการด้านใหม่ ๆ แสดงให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยช่วง 3-6 เดือน เด็กจะเริ่มควบคุมการเคลื่อนไหวของศีรษะ พลิกคว่ำไปมา และจดจำใบหน้าของผู้ปกครองได้ อายุ 6-9 เดือน จะเริ่มมีพัฒนาการด้านการพูด สามารถส่งเสียงได้อ้อแอ้ จำชื่อและคำง่าย ๆ ได้ และเมื่อเด็กมีอายุ 7-12 เดือน ก็จะสามารถคลาน เกาะยืน และเดินได้ด้วยตัวเอง รวมถึงยังสามารถหยิบสิ่งของต่าง ๆ ด้วยนิ้วโป้งและชี้ได้ โดยในช่วงนี้เป็นช่วงของการสร้างความไว้ใจ โดยการตอบสนองความต้องการของบุตรอย่างเหมาะสม

ขอบคุณรูปจาก: verywell

เด็กวัยเตาะแตะ (Toddler)

เด็กวัยเตาะแตะ อายุตั้งแต่ 1-3 ขวบ ช่วงวัยที่เด็กจะเริ่มมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ชอบให้บังคับ นับว่าเป็นช่วงที่พัฒนาการทางสมองและร่างกายเป็นไปอย่างรวดเร็ว สามารถปีนป่าย โยน/รับลูกบอล และ กระโดดอยู่กับที่ ได้

 โดยเฉพาะช่วง 2-3 ขวบ เป็นช่วงที่กล้ามเนื้อมัดเล็กมีการพัฒนาการทำให้ใช้นิ้วและแขนในการทำสิ่งต่าง ๆ สามารถกินข้าวด้วยช้อนส้อมและขีดเขียนได้ ส่วนพัฒนาการด้านสมองจะเติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้พวกเขาสามารถปฏิบัติตามคำสั่งง่าย ๆ ได้ ช่วงนี้จึงเป็นช่วงสำคัญที่ผู้ปกครองควรจะมีการส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องต่าง ๆ มากกว่าวัยอื่น ๆ เช่น การให้พวกเขาตัดสินใจในบางเรื่องด้วยตัวเองเพื่อสร้างความมั่นใจตนเอง

เด็กก่อนวัยเรียน (Preschoolers)

เด็กวัยก่อนเรียน อายุตั้งแต่ 3-5 ปี เด็กจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ดีขึ้น มีพัฒนาการทางร่างกาย เช่น แต่งตัวเอง หรือ ยืนขาเดียวได้ มีพัฒนาการด้านภาษาและความคิด เด็กวัยนี้จึงมักจะพูดคุย ซักถาม และบอกความประสงค์ของตนเอง 

ซึ่งเด็กในวัยนี้จะสนใจสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและลองทำสิ่งใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา เห็นได้จากการคบเพื่อนใหม่ เรียนรู้เพศของตนเอง อยากเป็นอิสระ และปฏิเสธสิ่งต่าง ๆ จนอาจเรียกว่าหัวดื้อเลยก็ว่าได้

เด็กวัยเรียน (Middle Childhood)

เด็กวัยเรียน อายุตั้งแต่ 5-12 ปี ถือเป็นช่วงที่เด็กมีพัฒนาการด้านสมองอย่างรวดเร็ว สามารถคิดวิเคราะห์สิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดมากยิ่งขึ้น จึงเหมาะแก่การเรียนรู้ทักษะการใช้กล้ามเนื้อและทักษะชีวิตต่าง ๆ โดยเฉพาะในเรื่องของแก้ไขปัญหาต่าง ๆ จะเห็นได้ว่าพวกเขาทำได้ดียิ่งขึ้น พ่อแม่จึงควรส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้าน กีฬา ศิลปะ ความคิด และความสัมพันธ์

เทคนิคการ แต่งห้องนอนเสริมพัฒนาการ

มีแสงสว่างและอากาศที่เพียงพอ

วัยเด็กเป็นวัยแห่งความสดใส ดังนั้นสิ่งแรกที่ควรจะคิดถึงเมื่อเริ่ม แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ของพวกเขาก็คงจะหนีไม่พ้น แสงสว่างและอากาศที่เพียงพอ เพราะนอกจากจะช่วยให้เด็ก ๆ แยกแยะสีได้และลดการทำงานของสายตาที่หนักจนเกินไปแล้ว การมีแสงและอากาศที่เพียงพอยังช่วยให้พวกเขาอารมณ์ดีและลดแบคทีเรียที่อยู่ในห้องได้อีกด้วย

ขอบคุณรูปจาก: sukha-amsterdam.nl

ใช้จิตวิทยาสีในการตกแต่งผนังห้อง

รู้ไหมว่าการทาสีห้องที่แตกต่างกันจะส่งผลถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนที่อาศัยอยู่ในห้อง เราจะควรที่จะมีการเลือกสีที่เข้ากับห้องต่าง ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แล้วถ้ายิ่งเป็นห้องของเด็ก ๆ ละก็จะยิ่งมีผลต่อพัฒนาการด้านอารมณ์อย่างแน่นอน โดยการทาสีห้องก็สามารถจะเลือกใช้สี แต่งห้องเสริมพัฒนาการ ที่แตกต่างเพื่ออารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย ดังนี้

สีเหลือง เป็นสีแห่งปัญญา ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และการมองโลกในแง่ดี เป็นสีที่ทำให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส เบิกบาน และมีชีวิตชีวา การทาผนังสีเหลืองจึงช่วยกระตุ้นพลังงานของเด็ก ๆ ได้ดีทีเดียว

สีฟ้า ในทางจิตวิทยาสีหมายถึงความเป็นอิสระ ปลอดภัย และปลอดโปร่ง ช่วยเพิ่มความคิดที่สร้างสรรค์และลดความกระวนกระวายได้ หลาย ๆ คนจึงนิยมใช้เพื่อให้เด็ก ๆ อารมณ์เย็นมากขึ้น

สีชมพู หมายถึงการมีน้ำใจ ความอบอุ่น และความปลอดภัย ทำให้นักจิตวิทยานิยมใช้เพื่อบำบัดความไม่มั่นคงในอารมณ์และคนที่รู้สึกอ้างว้าง รวมถึงช่วยให้เด็ก ๆ มีอารมณ์ที่สดใสร่าเริง

สีเขียว เป็นสีที่ผลต่ออารมณ์ในเชิงบวก และการใช้สีเขียวในเฉดต่าง ๆ จะส่งผลต่ออารมณ์ที่แตกต่างกัน โดยเมื่อทาผนังห้องด้วยสีเขียวอ่อนจะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกผ่อนคลาย ส่วนสีเขียวเข้มจะช่วยกระตุ้นพลังงานของเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างดี

สีส้ม เป็นสีแห่งความอบอุ่น สดใส และร่าเริง ทำให้การทาสีห้องนอนเด็กด้วยสีนี้จะมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกในเชิงบวก เพราะช่วยให้เด็ก ๆ รู้สึกมีชีวิตชีวาและอยากเรียนรู้มากขึ้น

ดูบทความ เคล็ดลับเลือกสีห้องตามหลักจิตวิทยาสี

คำนึงถึงความปลอดภัย

สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างห้องนอนของบุตรหลานคือ ความปลอดภัย ภายในห้อง โดยผู้ปกครองควรเลือกใช้วัสดุต่าง ๆ ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเด็ก เช่น กระเบื้องยางที่มีความนุ่มมากกว่าพื้นปกติ เฟอร์นิเจอร์ที่โค้งมน ไม่มีมุมแหลม สิ่งของต่าง ๆ ภายในห้องไม่ได้หนักจนเกินไปมิเช่นนั้นอาจทับจนเกิดอันตรายได้ เป็นต้น นอกจากนี้ การวางพรมปูพื้นน่ารัก ๆ ยังช่วยป้องกันอันตรายและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ๆ ได้อีกด้วย

มุมการเรียนรู้

มุมการเรียนรู้ ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกระตุ้นพัฒนาการของเด็ก ๆ ให้เข้ากับแต่ละช่วงวัย ทั้งการตั้งบอร์ดเพื่อส่งเสริมจินตนาการการวาดเขียนสิ่งต่าง ๆ โต๊ะและเก้าอี้เพื่อส่งเสริมสมาธิ หรือตู้เก็บของเพื่อส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น หรือการตกแต่งมุมต่าง ๆ ภายในห้องอย่างการติดสติกเกอร์พยัญชนะภาษาไทยหรืออังกฤษก็สามารถทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษาต่าง ๆ เช่นเดียวกัน

ขอบคุณรูปจาก: Studio DIY

ของเล่นเสริมพัฒนาการ

นอกจากมุมการเรียนรู้แล้วการมีของเล่นบางชิ้นที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านร่างกาย หรือ สมอง ซึ่งของเล่นเสริมพัฒนาการที่ควรมี ได้แก่ เกมกระดาน แผ่นการ์ดคำศัพท์ ตัวต่อต่าง ๆ และ บ้านบอล สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของเล่นที่ช่วยเสริมพัฒนาการเด็ก ๆ ให้เติบโตอย่างแข็งแรงแน่นอน

สรุปท้ายบทความ

ถ้าหากว่าเราตกแต่งห้องนอน ตามเทคนิคที่ได้บอกไป แต่ไม่ได้ใส่ใจเลี้ยงดูเด็ก ๆ มากเพียงพอ ก็อาจจะทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้มีการเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นพ่อแม่ทุกคนก็ควรที่จะเลี้ยงลูกด้วยความรัก รับฟัง และให้เวลากับลูกของคุณอย่างเพียงพอ Kaidee ขอเป็นกำลังใจให้พ่อแม่มือใหม่ทุกคน

รวม “ทาวน์โฮมนอกเมือง” ราคาไม่เกิน 3 ล้าน

รวม “ทาวน์โฮมนอกเมือง” ราคาไม่เกิน 3 ล้าน

จากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ทำให้หลาย ๆ ประเทศในโลกเรามีสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดีนักรวมถึงประเทศไทยด้วย ประชาชนก็ไม่มีงมากนัก แต่ถ้าเราอยากได้อสังหาริมทรัพย์สักหนึ่งอย่างเพื่ออยู่อาศัย ทาวน์โฮมในตัวเมืองก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ แต่สำหรับหลายคนแล้ว การซื้อทาวน์โฮมในตัวเมืองก็อาจจะเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากเพราะด้วยราคาที่ดินที่ค่อนข้างสูง ทำให้การซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกเมืองก็ถือว่ามีข้อดีไม่แพ้กันเพราะทั้งถูก เป็นส่วนตัว ไม่แออัด และบางที่ก็ยังมีความสะดวกสบายในการเดินทางแบบสุด ๆ อีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับโครงการ ทาวน์โฮมนอกเมือง ที่มีราคาไม่ถึง 3 ล้านบาท จะมีที่ไหนบ้างมาดูกัน

มีทาวน์โฮมนอกเมือง ดีอย่างไร ?

บ้านเดี่ยว บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม และคอนโดมิเนียม ก็คงเป็นประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ทุก ๆ จะต้องเคยได้ยินอย่างแน่นอนแต่ก็คงมีไม่กี่คนที่สามารถแยกแยะได้ว่าประเภทไหนคืออะไร โดยเฉพาะทาวน์เฮ้าส์และทาวน์โฮมที่มีความคล้ายคลึงกันมากทำให้หลายคนสับสนได้ โดยเราจะมาอธิบายให้ฟังว่าทาวน์โฮมที่เราพูดถึงกันวันนี้คืออะไร

ทาวน์โฮม เปรียบเสมือนทาวน์เฮ้าส์ที่มีการอัปเกรตให้ทันสมัย คล้ายบ้านเดี่ยว และมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น โดยมักจะมีความสูงประมาณ 2-3 ชั้น ลักษณะของทาวน์โฮมจะเป็นบ้านตั้งแต่ 2 หลังเรียงติดกัน มีการใช้ผนังและรั้วร่วมกัน นิยมดัดแปลงเป็นสำนักงานขนาดย่อมที่เรียกว่า โฮมออฟฟิศ (Home Office) และด้วยลักษณะของทาวน์โฮมนี้เองที่ ทำให้เหมาะสำหรับครอบครัวขนาดเริ่มต้นเพราะมีพื้นที่ใช้สอยไม่ได้เยอะมากเท่าไรนัก

รวมโครงการ ทาวน์โฮมนอกเมือง น่าสนใจ

โครงการ Foret ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5

ขอบคุณรูปจาก: Prinsiri

โครงการ Foret ปิ่นเกล้า-พุทธมณฑลสาย 5 เป็นโครงการทาวน์โฮม 2 ชั้นสไตล์โมเดิร์น จาก ปริญสิริ ตัวโครงการมีทำเลที่ตั้งอยู่บนแถบพุทธมณฑล ซึ่งสามารถเดินทางเข้าออกตัวเมืองได้หลากหลายทาง อีกทั้งยังอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มีให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ 

  • แบบ SA-LA 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 114 ตร.ม.
  • แบบ DA-LHA 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 126 ตร.ม.
  • แบบ PHLAB-PHLUNG 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 170 ตร.ม.

โดยทั้งหมดถูกออกแบบเพื่อรองรับสมาชิกในครอบครัวทุกคนด้วยห้องนอนด้านล่าง โดยมีราคาเริ่มต้น 2.29 ล้านบาท (เมื่อ พ.ย.63) โดยปัจจุบันมีบ้านที่พร้อมเข้าอยู่แล้วบางส่วน

โครงการ Siri Place ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์

ขอบคุณรูปจาก: Sansiri

โครงการ Siri Place ราชพฤกษ์-รัตนาธิเบศร์ เป็นโครงการทาวน์โฮม 2 ชั้น 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องทานอาหาร 2 ที่จอดรถ พื้นที่ทั้งหมด 133 ตร.ม. สไตล์โมเดิร์นลอฟท์ที่ก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2562 มีทำเลที่ตั้งอยู่ในโซนนนทบุรีซึ่งเป็นจังหวัดที่ติดกับเมืองหลวงกรุงเทพมหานคร ตัวโครงการสามารถเดินทางได้ด้วยรถส่วนตัวเพื่อเชื่อมไปยังถนน 3 เส้น ได้แก่ ถนนรัตนาธิเบศร์ ถนนราชพฤกษ์ และถนนบางกรวย-ไทรน้อย และเข้าสู่ใจกลางเมืองได้ ส่วนการเดินทางด้วยรถสาธารณะนั้นก็ยังมีรถไฟฟ้า MRT สายสีม่วง สถานีบางพลู ที่อยู่ไม่ไกลจากโครงการให้ใช้บริการกัน มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.99 ล้านบาท ณ วันเปิดตัวโครงการ

โครงการ The Colors Premium รังสิต-ลำลูกกา

ขอบคุณรูปจาก: Areeya

โครงการ The Colors Premium รังสิต-ลำลูกกา เป็นอีกหนึ่งโครงการ ทาวน์โฮมนอกเมือง ที่น่าสนใจ ด้วยลักษณะของทาวน์โฮม 2 ชั้น 3-4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ที่มีสไตล์โมเดิร์นโดดเด่นไปด้วยสีสัน ภายใต้คอนเซปต์ “Life In Pastel Life In The Colors” ตัวโครงการอยู่ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา และในอนาคตก็จะมีรถไฟฟ้าสายสีแดง สถานีบางซื่อ-รังสิต และ รถไฟฟ้าสายสีเขียว หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต วิ่งผ่านอีกด้วย สำหรับราคาของโครงการจะเริ่มที่ประมาณ 1.49 ล้านบาท ณ วันเปิดตัวโครงการ และพร้อมเข้าอยู่แล้ววันนี้

โครงการ Pleno รามอินทรา-จตุโชติ

ขอบคุณรูปจาก: AP Thailand

โครงการ Pleno รามอินทรา-จตุโชติ เป็นโครงการพรีเมียมทาวน์โฮมจาก AP Thailand ความสูง 2 ชั้น 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ตั้งอยู่ในทำเลที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล และสถานศึกษา รวมถึงยังสามารถเดินทางได้ด้วยความสะดวกทั้งโดยรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือน ธันวาคมปีพ.ศ. 2564 ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.59 ล้านบาท (ณ เดือนพฤศจิกายน 63)

โครงการ Terra Ville ลาดหลุมแก้ว

ขอบคุณรูปจาก: TERRA

โครงการ Terra Ville ลาดหลุมแก้ว โครงการทาวน์โฮมใหม่ล่าสุด จาก บริษัท เทอร์ร่า ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตัวทาวน์โฮมมีความสูง 2 ชั้น ให้เลือก 2 แบบ ได้แก่ 

  • แบบ TERRANO 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 86 ตร.ม.
  • แบบ PERLA 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ 2 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 98 ตร.ม.

บนทำเลศักยภาพที่มีการเติบโตสูง ใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล สถานศึกษา และตลาด ในราคาเริ่มต้นเพียง 990,000 บาทเท่านั้น

โครงการ Golden Town เพชรเกษม 81

ขอบคุณรูปจาก: Golden Land

โครงการ Golden Town เพชรเกษม 81 เป็นโครงการ ทาวน์โฮมนอกเมือง ที่ตั้งอยู่ในย่านเพชรเกษม ที่มีทั้งความสูง 2 ชั้น และมีบ้านให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่

  • แบบ Saint James 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ นวัตกรรมครัวไทย 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 96 ตร.ม.
  • แบบ Chester 4 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ นวัตกรรมครัวไทย 1 ที่จอดรถ พื้นที่ใช้สอย 103 ตร.ม.
  • แบบ Preston 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ห้องพระ นวัตกรรมครัวไทย พื้นที่ใช้สอย 117 ตร.ม.

โดยตัวโครงการก็มีความสะดวกในการเดินทางด้วยรถสาธารณะ เพราะอยู่ใกล้กับรถไฟฟ้า MRT หลักสอง และ บางหว้าเพื่อเข้าสู่ตัวเมืองกรุงเทพมหานครได้อย่างสบาย ๆ รวมถึงสามารถเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวจากการเชื่อมต่อของถนนทั้ง 6 เส้น ได้แก่ ถนนเพชรเกษม ถนนพุทธสาคร ถนนบางบอน 5 ถนนเอกชัย ถนนพระราม 2 และ ถนนกาญจนาภิเษก โดยมีทาวน์โฮมโครงการนี้มีราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 2.27 ล้านบาท ณ วันเปิดตัวโครงการ (ราคา Pre-sale) 

สรุป ทาวน์โฮมนอกเมือง น่าสนใจ

จบกันไปแล้วกับโครงการ ทาวน์โฮมนอกเมือง ที่น่าสนใจซึ่งมีทั้งโครงการที่แล้วเสร็จพร้อมเข้าอยู่และโครงการที่ต้องรีบไปจับจองกันก่อนที่จะหมด หรือถ้าใครที่อยากได้บ้านมือสองโครงการอื่นที่มีราคาถูกหรืออสังหาฯ ประเภทไหนก็ลองเข้ามาหาที่ Kaidee Property ได้เช่นเดียวกัน เพราะที่นี่มีอสังหาริมทรัพย์ให้คุณเลือกมากมายแน่นอน

อ่านบทความ รวมโครงการบ้านเดี่ยวสุดหรูย่านเอกมัย-ทองหล่อ

ต้อนรับตรุษจีนแบบ New Normal อะไรทำแล้วดี อะไรที่ต้องถือเป็นเคล็ด

ต้อนรับตรุษจีนแบบ New Normal อะไรทำแล้วดี อะไรที่ต้องถือเป็นเคล็ด

เทศกาลที่ใครหลายคนรอคอยเพราะจะได้อั่งเปา เช่นเดียวกันใครหลายคนก็ไม่อยากให้มาถึงเพราะต้องให้อั่งเปา ในยุคนี้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนเราก็ยังคงทำตามประเพณีที่ทำตามกันมาหลายร้อยปี ทั้งไหว้เจ้าและถือเคล็ดต่างๆ ในยุค New Normal นี้ตรุษจีนจะมีเปลี่ยนไปบ้างไหมนะ แล้วสิ่งที่ต้องทำต่างๆมีอะไรบ้าง มาทวนกันให้ดีเพื่อความปังในปีนี้ของเรา

เทศกาลตรุษจีน

เทศกาลตรุษจีน (春节) เป็นเทศกาลเฉลิมฉลองปีใหม่ตามปฏิทินของจีน แต่ละปีจะมีวันที่ไม่ตรงกัน เช่นในปี 2021 นี้ตรงกับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ แต่ในปี 2020 ตรงกับวันที่ 25 มกราคม ซึ่งคนจีนและคนไทยเชื้อสายจีนจะให้ความสำคัญกับเทศกาลนี้มาก เช่นเดียวกับที่คนทั่วไปที่ให้ความสำคัญกับเทศกาลปีใหม่ 

ตำนานเรื่องเล่าวันตรุษจีน

หนึ่งในตำนานที่เล่าต่อกันมานั่นคือตำนานของสัตว์ประหลาดอันแสนดุร้ายหน้าตาน่ากลัวที่ชื่อ“เหนียน” (年) 

เหนียน (年)

ขอบคุณภาพจาก gugong.net

ว่ากันว่าในสมัยก่อนมีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่ชื่อเหนียน หัวของมันมีเขาแหลม ฟันของมันแหลมคม ชอบล่าเหยื่อและทำร้ายผู้คน ซึ่งมันจะปรากฎตัวทุกๆวันสิ้นปี (除夕) และจะบุกเข้าไปตามหมู่บ้านมาทำร้ายคนมากมาย ดังนั้นเมื่อไรที่ใกล้ถึงวันสิ้นปี ชาวบ้านจะหนีกันไปอยู่บนเขาเพื่อหลบซ่อนไม่ให้ถูกทำร้ายจากเจ้าเหนียน 

จนมีชายแก่ผู้หนึ่งที่มาจากต่างเมือง เข้ามาในหมู่บ้านในวันสิ้นปีพอดี ซึ่งชาวบ้านนั้นก็กำลังรีบร้อนหนีขึ้นไปบนภูเขา จึงไม่มีใครสนใจชายผู้นี้มีเพียงหญิงคนหนึ่งที่จัดอาหารให้และเตือนเขาเรื่องสัตว์ประหลาด แต่เขาขอเพียงให้เขาได้พักที่นี่หนึ่งคืนแล้วเขาจะจัดการกับสัตว์ประหลาดให้ หญิงผู้นั้นจึงหมดหนทาง ยอมตกลงและรีบหนีขึ้นเขาไป 

ในคืนนั้นเองเจ้าเหนียนก็ปรากฎตัวขึ้นและเข้ามายังหมู่บ้าน ชายแก่ที่ยังอยู่ในหมู่บ้านนั้นก็ติดกระดาษแดงไว้ที่หน้าประตูบ้านของหญิงที่ให้ที่พัก ภายในบ้านก็มีจุดเทียนสีแดงไว้มากมาย เมื่อเจ้าเหนียนเห็นเข้าก็ส่งเสียงร้องดังก้องและเข้าบ้านมา ชายแก่จึงจุดประทัดที่เตรียมไว้ จนเจ้าเหนียนตกใจกลัวสุดขีดจนสุดท้ายวิ่งหนีออกจากหมู่บ้านไป ชายแก่จึงรู้ว่าเจ้าเหนียนนี้กลัวสีแดงและกลัวเสียงประทัด 

วันต่อมาซึ่งเป็นวันปีใหม่แล้ว (正月初一) ผู้คนที่หนีขึ้นเขาไปก็กลับมาที่หมู่บ้านและพบว่าชายแก่ผู้นี้ยังอยู่ดี แต่บ้านของหญิงที่ให้เขาพักค้างคืนนั้นมีกระดาษแดงแปะไว้ที่หน้าประตู ในบ้านก็มีเทียนสีแดงจุดไว้ และสวนในบ้านก็มีเสียงดังจากประทัดที่กำลังจุดอยู่ ชาวบ้านเห็นแล้วต่างก็ยกย่องในตัวชายแก่ผู้นี้ว่าสามารถขับไล่เจ้าเหนียนได้ จึงทำตามด้วยการติดกระดาษสีแดงไว้หน้าบ้าน จุดเทียนสีแดง และจุดประทัดในวันตรุษจีน 

ปัจจุบันกระดาษแดงนั้นกลายเป็นกระดาษที่เขียนโคลงคู่ ที่หลายคนเห็นกันบ่อยๆว่าจะติดเป็นคู่ฝั่งซ้ายขวา เทียนสีแดงที่จุดนั้นก็เป็นเทียนเล่มใหญ่ที่จุดกันตอนไหว้เจ้า และประทัดก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในวัดตรุษจีนที่ต้องจุดเพื่อเป็นสิริมงคล 

อยากเฮงๆทั้งปีต้องทำตามทริคนี้

ตามความเชื่อและประเพณีที่ทำตามกันมานั้นวันตรุษจีนมีกิจกรรมที่ต้องทำหลากหลายอย่าง เพื่อความเป็นสิริมงคล และเป็นความเชื่อว่าจะเจอแต่สิ่งดีๆเฮงๆปังๆทั้งปี 

วันก่อนตรุษจีนหรือฉูซี (除夕) 

ไม่ใช่เพียงเฉพาะวันตรุษจีน แต่ในวันก่อนตรุษจีนนั้นตามประเพณีก็มีเคล็ดความเชื่อที่เชื่อถือและทำตามต่อๆกันมา 

1.ไหว้บรรพบุรุษ

เช่นเดียวกับวันเชงเม้งหรือวันสารทจีน การไหว้บรรพบุรุษก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องทำเสมอ เพื่อแสดงความเคารพและขอพรจากบรรพบุรุษ เพราะคนจีนเชื่อว่าคนที่กตัญญูจะได้เจอแต่สิ่งที่ดีเสมอ 

2.กินข้าวกับครอบครัว 

ในหนึ่งปีนั้นหลายคนอาจต้องไปทำงานต่างจังหวัดห่างไกลจากบ้านและครอบครัว เมื่อถึงตรุษจีนแล้ว การกลับมาอยู่กับครอบครัว พร้อมหน้าพร้อมตากันกินข้าวจึงเป็นสิ่งที่ทำกันประจำจนกลายเป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่ดีงาม เพื่อเติมเต็มความอบอุ่นและเสริมสร้างกำลังใจในการกลับไปทำงานต่อในปีใหม่ 

3.ติดกระดาษกลอนคู่

เราอาจเคยเห็นกระดาษสีแดงที่เขียนกลอนไว้สองแผ่นคู่กัน กลอนที่เขียนนั้นจะมีความหมายที่เป็นสิริมงคลเสมอ การติดกลอนคู่จึงเป็นการเสริมสิริมงคลทั้งกับบ้านของเราและตัวของเราเอง 

ในวันตรุษจีน

ขอบคุณภาพจาก Zhuanlan.Zhihu.com

นอกจากการไหว้เจ้าที่เราเห็นกันบ่อยๆนั้น ยังมีเคล็ดลับความปังที่หลายบ้านทำกันทุกวันตรุษจีนเพื่อเป็นสิริมงคลอีกด้วย

1.จุดประทัด

จากความเชื่อในตำนานของสัตว์ประหลาดที่ชื่อเหนียน ทำให้การจุดประทัดกลายเป็นสิ่งที่สำคัญเมื่อถึงวันตรุษจีน เพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีเพื่อต้อนรับสิ่งใหม่ๆที่กำลังจะเข้ามาในปีใหม่

2.ไม่กวาดบ้าน

โดยปกติแล้วเราจะทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ก่อนวันตรุษจีนประมาณสองถึงสามวันเสมอ เพื่อเป็นการลบสิ่งไม่ดีและรอต้อนรับสิ่งดีๆที่จะเข้ามา และดังนั้นในวันตรุษจีนนี้เราจึงไม่กวาดบ้าน ถูพื้น เพราะมีความเชื่อว่าจะกวาดถูเอาโชคลาภความมงคลออกไปด้วย

3.มื้อเช้าไม่กินเนื้อสัตว์

ข้อนี้เป็นการละเว้นเพื่อเป็นการทำบุญไปในตัว หลังจากไหว้เจ้าเสร็จแล้วก็กินเป็นอาหารเจหรืองดเนื้อสัตว์เฉพาะมื้อเช้า หลังจากนั้นตอนบ่ายก็ค่อยกินอาหารปกติ 

ยุค New Normal แบบนี้ ฉลองตรุษจีนแบบไหนดีล่ะ?

ขอบคุณภาพจาก Zhuanlan.Zhihu.com

ยุคนี้ที่เราต้องมีการ Social Distance คอยเว้นระยะห่างและคอยใส่หน้ากากอนามัย การฉลองตรุษจีนก็สามารถปรับให้เข้ากับยุคใหม่นี้ได้ ลองทำตามนี้ดูกันได้เลย 

1. ให้อั่งเปาแบบออนไลน์

เลี่ยงการสัมผัสกันโดยเฉพาะเงินตราต่างๆ เพื่อสุขอนามัย แต่ถ้าใครอยากใช้ซองแดงจริงๆก็ต้องล้างมือให้สะอาดก่อนและหลังหยิบซองและเงินให้กับครอบครัวลูกหลานเสมอ 

2.เว้นระยะห่างและใช้ช้อนกลางตอนกินข้าวกับครอบครัว

ประเพณีการกินข้าวร่วมกับครอบครัวก็เป็นเรื่องที่ขาดไม่ได้สำหรับตรุษจีน แต่ในยุคนี้ก็ควรเว้นระยะห่างและใช้ช้อนกลาง หรือหากเปลี่ยนได้ก็เปลี่ยนเป็นอาหารจานเดี่ยว นั่งกินแบบจานใครจานมันเพื่อความสะอาดและปลอดภัย 

3.ซื้อของขวัญที่ซัพพอร์ทการเรียนหรือทำงานที่บ้าน 

ยุคนี้ไม่ว่าจะนักเรียนหรือคนทำงานต่างก็กลับมาทำงานกันที่บ้านมากขึ้น ดังนั้นการให้ของขวัญเป็นสิ่งที่ช่วยให้การอยู่บ้านของเรานั้นมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้นก็เป็นสิ่งที่ดี เช่น โน๊ตบุ๊คสำหรับเรียนออนไลน์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆเพื่อให้การทำงานสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งหากใครอยากได้เป็นของมือสองสภาพดีราคาประหยัดล่ะก็ ต้องที่ Kaidee นี่เลย 

สรุป

ไม่ว่าจะตรุษจีนปีไหนๆทั้งคนจีนและคนเชื้อสายจีนต่างก็ตื่นเต้นและรอคอยกันอย่างมีความสุข ซึ่งตรุษจีนนี้หากเปรียบเทียบแล้วก็คล้ายกับสงกรานต์ของไทยที่คนต่างกลับบ้านไปอยู่กับครอบครัวกันไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหนก็แล้วแต่ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความสุขใจ เพราะความเป็นสิริมงคลที่ดีที่สุดในชีวิตก็คงหนีไม่พ้นการได้มีความสุขกับครอบครัวคนที่รักและตัวเราเอง 

และไม่ว่าจะเทศกาลไหนหากอยากหาของมือสองสภาพดี ราคาสมเหตุสมผล มาดูกันที่ Kaidee ได้เลย

รวมสติกเกอร์ติดรถสุดฮิตที่ต้องรู้ว่าติดแล้วได้อะไร

รวมสติกเกอร์ติดรถสุดฮิตที่ต้องรู้ว่าติดแล้วได้อะไร

รับประกันเลยว่า ทุกคนต้องเคยเห็นสติกเกอร์ที่ติดอยู่ตามรถหลากหลายคัน ไม่ว่าจะเป็นสติกเกอร์ติดเอาฮา หรือสติกเกอร์ติดเพื่อเตือนรถคันด้านหลัง เรียกได้ว่า ในท้องถนน เราจะพบกับรถยนต์ที่ติดสติกเกอร์นับคันไม่ถ้วนเลยล่ะ 

ถ้าทุกคนยังจำได้ว่าในหลายปีก่อน นอกจากเทรนด์สติกเกอร์แล้ว ยังมีเทรนด์ “ห้อยตุ๊กตา” ไว้หลังรถ เทรนด์นี้เกิดจากความเชื่อที่ส่งต่อกันมาว่า หากรถคันนั้นเคยเกิดอุบัติเหตุลากคนไปไว้ใต้ท้องรถ อาจทำให้มีวิญญาณติดตามมาได้ จึงแก้โดยการนำตุ๊กตาไปห้อยไว้ เพื่อขับไล่วิญญาณเหล่านั้น จนกลายเป็นกระแสทำตาม ๆ กัน เพราะรู้สึกว่าเป็นแฟชั่น 

เมื่อมีการห้อยตุ๊กตา การติดสติกเกอร์ท้ายรถก็กลายเป็นกระแสขึ้นมาตาม ๆ กันในเวลาไม่นาน แท้จริงแล้วการติดสติกเกอร์ท้ายรถนั้นมีหลายแบบหลายประเภท โดยจุดประสงค์ของการติดจะมีตั้งแต่ ความเชื่อ, ความสนุก และการติดเพื่อเตือนคนอื่น ๆ ให้สร้างความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น 

โดยเราได้รวบรวมสติกเกอร์สุดฮิตที่รับรองว่าเห็นได้ตามท้องถนนทั่วไป ทั้งยังไขข้อสงสัยกับคนที่คิดว่า เราติดแล้วมันจะช่วยอะไรได้แน่หรอ?

10 สติกเกอร์ติดรถยอดฮิต

1.วัดท่าไม้

ขอขอบคุณรูปภาพจาก Gangbeauty

สุดยอดสติกเกอร์สุดฮิต ที่บางครั้งก็สงสัย “วัดท่าไม้” นี่มันลัทธิอะไรหรือเปล่า? 

จะขับรถผ่านกี่คัน ๆ ก็เห็นวัดท่าไม้นี่อยู่ติดหลังรถกันเต็มไปหมด ประหนึ่งว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในไทย ใคร ๆ ก็ต้องติดเจ้าสติกเกอร์อันนี้ เรียกได้ว่าเห็นจนบางคนต้องตั้งกระทู้ถามถึงที่มาเลยทีเดียว

แล้วเพราะเหตุใด สติกเกอร์ที่มีดีไซน์แบบเรียบ ๆ ไม่ได้พิเศษแต่อย่างใด ใช้ฟ้อนต์ภาษาไทยตัวบางและตัวอักษรสีขาวเขียนคำว่า “วัดท่าไม้” ทำไมคนถึงนิยมติดกันจัง 

ที่มาของสติกเกอร์ : วัดท่าไม้คือหนึ่งในวัดดัง ที่ดาราหลายคน นิยมไปขอโชคลาภและประกอบพิธีเสริมสิริมงคลให้แก่ตนเอง วัดท่าไม้ตั้งอยู่ที่ อ.กระทุ่มแแบน จ.สมุทรสาคร สาเหตุที่ทำให้วัดแห่งนี้กลายเป็นที่เลื่องชื่อ ก็มาจากการแปะสติกเกอร์ “วัดท่าไม้” จนแพร่หลาย

สาเหตุที่คนนิยมแปะสติกเกอร์นี้ เพราะว่าสติกเกอร์ดังกล่าวได้รับการปลุกเสกภายในวัด เหล่าลูกศิษย์ทั้งหลายจึงนำของมงคลชิ้นนี้ไปแปะประดับรถ นอกจากจะได้ในเรื่องของความเชื่อ ความขลังแล้วยังได้เผยแพร่ชื่อเสียงของวัดให้กระจายออกไป นับเป็นการประชาสัมพันธ์โดยใช้สื่อออฟไลน์แบบหนึ่ง

2.รถคันนี้สีดำ

ขอขอบคุณรูปภาพจาก horoscope.thaiza

เคยตั้งข้อสงสัยกันไหม ว่าทำไมรถคันข้างหน้าต้องแปะคำว่า “รถคันนี้สีดำ” ทั้ง ๆ ที่ตัวรถเป็นสีดำ! บางคนที่ไม่มีรถสีนี้ให้เลือกแต่อยากได้สีแดง ก็พอจะเก็ทฟีลอยู่บ้างนะ แต่ทำไมบางรุ่นมีสีเหล่านั้นแล้ว ถึงไม่เลือกกัน!

ถ้าพูดตามความจริงว่า การแปะสติกเกอร์เช่นนี้ เริ่มแพร่หลายจากการที่หลายคนเชื่อในเรื่องดวงและเรื่องสีนำโชค เมื่อแปะสติกเกอร์ที่เป็นสีมงคลจะช่วยเสริมดวงคุณให้ดีขึ้น  แถมบางทีรถที่คุณเลือกสีมาเองกับมือดันเป็นสีกาลกิณีเสียอีก 

ที่มาของสติกเกอร์ : จากความเชื่อเรื่องดวงสู่สติกเกอร์เพื่อเอาไว้เสริมดวงและแก้เคล็ด หากสีรถที่คุณใช้อยู่เป็นสีของกาลกิณี แต่เชื่อหรือไม่ว่า การติดสติกเกอร์ว่ารถคันนี้สีดำ ไม่ได้มีผลในการช่วยแก้เคล็ดใด ๆ เหมือนเป็นสติกเกอร์ที่ติดเพื่อความสบายใจของผู้ขับเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะเชื่อเถอะว่า เจ้ากรรมนายเวรของคุณเขาดูออกนะ ว่ารถที่แท้จริงของคุณสีอะไรน่ะ!

3.มือใหม่หัดขับ

ขอขอบคุณรูปภาพจาก babyincarstickershop

สำหรับมือใหม่หัดขับ ป้ายคำเตือนสำหรับรถคันด้านหลังว่า ถ้าขับรถแย่ ขับรถไม่ดี ก็ขออภัยด้วยเพราะเป็นมือใหม่ เรียกว่าเป็นป้ายสากลที่ทุกคนควรรู้ ในการเตือนว่ารถคันนี้อาจมีข้อผิดพลาดและขับไม่ได้ดั่งใจคุณนัก จึงต้องพูดเลยว่า เราเป็นมือใหม่ อย่าคาดหวังมาก!

ที่มาของสติกเกอร์ : หลังจากมีคนโอดโอยบนท้องถนนเวลาขับรถว่า คันข้างหน้าทำไมขับแย่จัง! แล้วทำให้เกิดอารมณ์ร้อนกันทั่วท้องถนน จริงเป็นวิธีแก้ปัญหาแบบเบสิก ที่บอกว่าอย่าโกรธเลยนะ เราเป็นมือใหม่ ช่วยให้คนด้านหลังหัวร้อนน้อยลง 

4.รถใช้ในราษฎร์เท่านั้น

ถ้าคุณเคยเห็นรถยนต์บางคันเขียนคำว่า “รถใช้ในราชการเท่านั้น” ก็คงเข้าใจตรงกันว่าเป็นรถสำหรับข้าราชการเพื่อใช้ในการทำงาน แต่บางครั้งการเห็นคำว่ารถใช้ในราชการก็สร้างความหงุดหงิดให้แก่ผู้ขับขี่บนท้องถนนได้ เพราะรถเหล่านี้มักมีรถนำขบวนคอยเปิดสัญญาณขอทางอยู่บ่อย ๆ ทำให้การจราจรติดขัดและต้องคอยหลบรถเหล่านี้

ที่มาของสติกเกอร์ : ด้วยอยากแก้เกมและเลียนแบบคำว่า “รถใช้ในราชการเท่านั้น” หลายคนจึงทำสติกเกอร์ออกมาโดยเขียนว่า “รถใช้ในราษฎร์เท่านั้น” แทน เพื่อความสนุกสนานและแอบแซะกลุ่มราชการเบา ๆ โดยส่วนใหญ่กลุ่มคนที่ติดสติกเกอร์ชิ้นนี้ จะเป็นกลุ่มรถตู้ซะมากกว่า

5.พุทธวจน

ขอขอบคุณรูปภาพจาก
wut มีดีมาฝาก กิน เที่ยว ทํา

อยากได้สติกเกอร์พุทธวจน ก็ต้องไปที่วัดนาป่าพง ที่จังหวัดปทุมธานี ที่ไม่ว่าใครก็ตามที่ไปเยือนที่วัด ก็สามารถรับสติกเกอร์ดังกล่าวกลับมาติดไว้ที่รถได้ ช่วยเสริมสิริมงคลให้แก่ตัวคุณและรถของคุณได้มากขึ้น แถมยังมีข้อดีในการช่วยเตือนสติจากคำสอนดังกล่าวอีกด้วย แต่ที่พิเศษสุด ๆ เลยก็คือคำสอนดังกล่าวมีอีกหลากหลายเวอร์ชันให้ได้เลือกนำไปแปะ

ที่มาของสติกเกอร์ : พุทธวจน แปลว่า คำสอนที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า หรือให้พูดง่าย ๆ ก็คือ คำสอนที่กล่าวโดยพระพุทธเจ้า สติกเกอร์ดังกล่าวนั่นมาจากการที่เหล่าลูกศิษย์ภายในวัด ดึงคำสอนภายใน “หนังสือพุทธวจน” ออกมาและนำมาแปลงเป็นสติกเกอร์เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าถึงคำสอนมากยิ่งขึ้น และยังนับเป็นวิธีเผยแพร่หลักคำสอนของพระพุทธเจ้าได้อย่างกว้างขวางอีกด้วย

6.ขับรถไม่สุภาพ โปรด…

ขอขอบคุณรูปภาพจาก tas_ma

เชื่อไหมว่าทุกคนต้องเคยเห็นสติกเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพ โปรดแจ้ง ….” เพื่อเป็นการฝึกอบรบพนักงานที่ต้องขับรถ ให้มีมารยาทการขับขี่บนท้องถนนมากยิ่งขึ้นและยังช่วยให้ตัวเจ้าของบริษัทเองได้รับรู้พฤติกรรมพนักงานที่อาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ดียิ่งขึ้น ถึงอย่างนั้น ก็มีคนนำสติกเกอร์มาดัดแปลงให้กลายเป็นประโยคเอาฮาอย่าง “ขับรถไม่สุภาพ โปรดเก็บเอาไว้ในใจ” และอีกหลายโปรด…แทนซะงั้น

ที่มาของสติกเกอร์ : เจ้าสติกเกอร์ชิ้นนี้เกิดจากการเลียนแบบสติกเกอร์ “ขับรถไม่สุภาพ โปรดแจ้ง…” เพื่อสร้างสีสันและความตลกให้แก่ผู้พบเห็นมากขึ้น ประหนึ่งเป็นคำพูดเล่น ๆ กับคันด้านหลังว่า ถ้าขับไม่ดี ไม่ต้องด่านะ เก็บไว้ในใจพอ จนกลายเป็นเรื่องขบขันที่ทำให้ผู้พบเห็นแทน

7.อย่าตามกุมา กุก็หลง

ขอขอบคุณรูปภาพจาก bkzaa

เป็นสติกเกอร์สุดตลกแต่เข้าถึงใจของคนขับรถได้อย่างกว้าขวางเลยทีเดียว เชื่อเถอะว่า เมื่อคุณขับรถบนเส้นทางที่ไม่คุ้น อย่างที่สองนอกจากการเปิด GPS แล้ว ก็คือการขับรถตามคันข้างหน้าที่ดูเหมือนจะไปเส้นทางเดียวกันกับเรา เพราะคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเป็นคนพื้นที่และไปตามเส้นทางได้ดีกว่าการเชื่อ GPS นำทางที่ชอบพาเราไปตะลุยเส้นทางแปลก ๆ จนบางทีก็พาไปลงน้ำเลยก็มี

ที่มาของสติกเกอร์ : คนขับทุกคนคิดเหมือนกัน ก็คือการตามรถคันข้างหน้าเพราะคาดหวังในการพาไปยังเส้นทางที่ถูกต้อง บางคันถึงกับตามเข้าไปถึงบ้านของอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำ จึงเป็นสาเหตุที่มีสติกเกอร์ชิ้นนี้เกิดขึ้น เพื่อเป็นการบอกคันข้างหลังว่า ไม่ต้องตามมา นี่ก็มั่วมาเหมือนกัน! เรียกได้ว่านอกจากช่วยคันข้างหลังไม่ให้หลงตามแล้ว ยังช่วยให้ผู้ขับเองปลอดภัย ไม่ต้องมีใครขับตามมาจนถึงหน้าบ้าน!

8.ถ้ารีบทำไมไม่มาตั้งแต่เมื่อวาน

จริงค่ะ เป็นสติกเกอร์ที่พูดได้ว่าเห็นด้วย เพราะรถยนต์บางคันก็ขยันขับเร็วทั้งปาดทั้งแซง ชนิดว่าถ้าให้ใช้คำหยาบก็ต้องพูดว่า “จะรีบไปหาxxxเหรอ” การขับรถเร็วและปาดแซงคันอื่น นอกจากจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังทำให้คนขับตามเกิดอารมณ์โมโหจนกลายเป็นเหตุทะเลาะวิวาทได้อีก

ที่มาของสติกเกอร์ : เนื่องจากผู้คนต่างขับรถบนท้องถนนกันทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นการขับแบบร้อยพ่อพันแม่ที่แท้จริง นิสัยการขับขี่ของแต่ละบุคคลจึงมีความแตกต่างกันออกไป บางคนก็ขับดีมีมารยาทประหนึ่งเพิ่งออกจากคลาสเรียนมารยาท แต่บางคนก็ขับแบบ ถ้าขับช้ากว่านี้นิดเดียวคือจะไม่ทันเรือโนอาที่กำลังจะออกจากท่า 

จึงเป็นที่มาของสติกเกอร์แทนคำพูด สำหรับใครก็ตามที่ขับเร็วและเป็นนักช่างปาด ถ้ารีบจริง ๆ ก็ออกให้มันเร็วกว่านี้ จะได้เซฟทั้งตนเองและเพื่อนร่วมถนน พูดได้ว่าเป็นสติกเกอร์ที่ได้ทั้งด่าและเตือนสติไปในคราเดียวกัน

9.ถ้าคุณเห็นข้อความนี้ แสดงว่าเข้าใกล้มากเกินไปแล้ว

ขอขอบคุณรูปภาพจาก catdumb

ใครที่ชอบจี้ท้ายรถคันหน้า ต้องได้เห็นสติกเกอร์ตัวนี้! นอกจากสติกเกอร์ตัวนี้จะเอาไว้เตือนคันด้านหลังตรงตามจุดประสงค์แล้ว ยังเป็นสติกเกอร์ที่สร้างความสงสัยให้แก่ผู้พบเห็นได้อีกหลายคน เพราะสติกเกอร์นี้ค่อนข้างตัวเล็ก จนบางคันสงสัยจริง ๆ ว่าแปะอะไรไว้ รู้ตัวอีกทีพออ่านได้ ก็รู้สึกว่า อ้าว ! นี่เราเกือบชนเขาแล้วนี่หน่า! อันตรายสุดๆ ไปเลยล่ะ

ที่มาของสติกเกอร์ : สติกเกอร์อันนี้เอาไว้ดักคอสำหรับคนขับรถชอบจี้ท้ายคันหน้า ให้รู้ตัวว่า “แกขับมาใกล้ฉันเกินไปแล้วนะ!” การทำสติกเกอร์แบบนี้จะทำให้คนรู้ว่าการขับเข้ามาใกล้ในระยะนี้เป็นระยะอันตราย ควรเหยียบเบรกได้แล้ว ไม่งั้นรถชนกันแน่!

10.ดีกว่าเดิน

ถ้าคุณหงุดหงิดรถคันหน้า ที่นอกจากจะเก่าแล้วยังขับช้าชนิดเต่ายังคลานได้เร็วกว่ารถ อย่าเพิ่งไปโมโหเขาเลย เพราะสภาพเครื่องยนต์ของรถเก่านั้นทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังเสี่ยงดับกลางถนนอยู่หลายครั้งก็ว่าได้ คนที่ขับรถเก่าจึงนำสติกเกอร์คำนี้มาแปะไว้ กันคนว่าและด่าขณะขับรถ

ที่มาของสติกเกอร์ :ไว้กันคนด่ารถเก่าว่า ขับช้า พูดเลยว่าคนที่ขับรถเก่ามักนิยมติดคำพูดหรือสติกเกอร์แบบนี้ เพื่อเตือนไม่ให้คันด้านหลังโวยวายหรือบีบแตรด่าขณะขับช้า แต่พูดตามความจริง มีหลายคนคิดเหมือนกันว่า พอเห็นสติกเกอร์นี้แล้วก็ขับรถยังดีกว่าเดินจริงๆ แหละ อย่างน้อยก็ยังมีรถให้ขับล่ะนะ

วิธีลอกสติกเกอร์ออกจากรถ

ทำไมคนติดสติกเกอร์วัดท่าไม้ เยอะจัง

เพราะมีการปลุกเสกสติกเกอร์ไว้ ช่วยเสริมสิริมงตลให้แก่ผู้ที่ติดสติกเกอร์

ติดสติกเกอร์ที่รถแล้วเป็นรอยไหม

– เป็นรอยแน่นอน เพราะการติดสติกเกอร์เมื่อโดนแดดแล้ว ยิ่งเสี่ยงต่อการทำให้ตัวกาวละลายติดลงไปกับเนื้อกระจก จึงค่อนข้างลอกออกมายากพอสมควร ควรใช้น้ำมันมะกอกในการล้างกาวออก จะทำให้สติกเกอร์ไม่ยึกติดกับตัวกระจกรถ
– เป็นรอยแน่นอน แต่ให้ใช้น้ำมันและนิ้วมือในการช่วยลบลอยที่เกิดขึ้นบนกระจกได้

ซื้อสติกเกอร์ติดรถ

ที่ Kaidee.com

หากคุณกำลังคิดว่าควรจะแปะสติกเกอร์แบบไหนถึงจะดีและเหมาะสมกับรถของคุณ ขั้นแรกคุณต้องคำนึงถึงว่าการแปะสติกเกอร์ดังกล่าวลงบนรถของคุณมีจุดประสงค์เพื่ออะไร เพื่อความเป็นสิริมงคล,ความสนุกสนาน หรือต้องการเผยแพร่คำคมทางศาสนาของคุณ 

สิ่งหนึ่งที่ต้องคำนึงไว้เลยว่า การแปะสติกเกอร์ลงบนตัวรถ มักจะทำให้เกิดรอยกาวที่ต้องใช้เวลาในการทำความสะอาดอย่างดี ดังนั้นหากคุณคิดว่าไม่เป็นไร ฉันอยากติดสติเกอร์ให้รถดูเท่และเป็นสิริมงคลละก็ ก็จัดไปค่ะ ที่ Kaidee เรารวมเครื่องมือทำความสะอาดรถและสติกเกอร์หลายเด็ด ๆ ไว้ให้คุณได้เลือกแล้ววันนี้เลย!

เมาไม่ขับ แต่ถ้าเมาแล้วหลับในรถอาจถึงตาย!!

เมาไม่ขับ แต่ถ้าเมาแล้วหลับในรถอาจถึงตาย!!

หลาย ๆ คนที่เป็นนักดื่มตัวยงย่อมต้องเคยเจอปัญหานี้กันมาบ้าง ตอนเพื่อนชวนไปกินข้าว อาจไปที่ร้านอาหารโดยที่ไม่คิดว่าจะต้องดื่มด้วย เลยได้ขับรถไป และต้องเกิดคำถามในใจอย่างแน่นอนว่า “แล้วตอนกลับล่ะ จะกลับบ้านยังไง?? หรือจะนอนในรถไปก่อนดี??”

ซึ่งการนอนในรถนั้นเป็นสิ่งที่ผิดร้ายแรงมาก!! เพราะมันอาจจะทำให้คุณนั้นถึงตายได้เลย น่ากลัวใช่ไหมล่ะ?? แล้วสาเหตุจริง ๆ ของการนอนในรถทำไมถึงอาจจะทำให้ตายได้มันคืออะไรกันแน่ล่ะ เดี๋ยวผมจะมาเฉลยให้ (ติดตามอ่านกันก่อน อย่าเพิ่งหนีไปล่ะ)

แล้วแบบไหนถึงเรียกว่าเมาแล้ว??

สำหรับคนที่เมาเป็นประจำ คงไม่ต้องบอกกันล่ะมั้ง ว่าตอนตัวเองเมานั้นจะมีอาการอย่างไร (ฮ่า ๆ) หรือคนที่ดื่มกันประจำเคยเป็นไหม เวลาใครถามว่า “เมาไหม” ส่วนใหญ่ก็มักจะตอบกันว่ายังไม่เมาหรอก ซึ่งจริง ๆ แล้วความเมานั้นสามารถวัดได้

โดยจะวัดจากปริมาณความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในกระแสเลือด หรือที่เรียก ๆ กันว่า BAC (Blood Alcohol Concentration) ซึ่งเป็นเครื่องที่คุ้นเคยกันอย่าง “เครื่องเป่าในตำนาน” ของตำรวจ ที่ผ่านปากใครต่อใครเป็นจำนวนมาก (น่ากลัวจริง ๆ)

ปริมาณของแอลกอฮอล์

ซึ่งการวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดนั้นวัดเป็น “มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)” ซึ่งการดื่มได้มากหรือน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับระบบเผาผลาญในร่างกายแต่ละคนอีกด้วย ซึ่งถ้าเทียบกันแล้วผู้ชายจึงมีความสามารถในการดื่มที่มากกว่านั่นเอง

  • 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – ปริมาณแค่นี้ถ้าเป่าเจอก็ผิดกฎหมายแล้วนะ (แค่ดื่มแก้วเดียวก็ค่าเกินแล้ว)
  • 200 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – เริ่มมีอาการมึนงงบ้าง เดินได้ไม่ตรง
  • 300 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – เริ่มง่วง และบางคนอาจะจะยืนไม่ได้เลย
  • 400 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ – เริ่มไม่รู้สึกตัว หายใจได้ช้าลง

แล้วนอนในรถและเปิดแอร์มันไม่ดียังไง??

ก็ทางกฎหมายเขาบอกนี่นาว่า “เมาแล้วห้ามขับรถ” ก็นอนบนรถเสียเลยแก้ปัญหา ซึ่งนั่นเป็นเรื่องผิดอย่างมาก!! และไม่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจทำให้คุณนั้นตายได้เลย ซึ่งสาเหตุนั้นมาจากเรื่องเดียวเลย คือ สิ่งที่มองไม่เห็น (กรี๊ดดดดด ผีเหรออออ!!👻) มันต้องไม่ใช่อยู่แล้วไหมล่ะ!! วายร้ายตัวจริงนั้น คือ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ในอากาศ

แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์มันมาจากไหน??

ก๊าซนี้นั้นมันไม่ได้เกิดมาจากอากาศที่หมุนเวียนอยู่รอบตัวเราแต่อย่างใด มันเกิดจากที่เราสตาร์ทรถนั่นเอง ในการสตาร์ทรถหนึ่งครั้งนั้น เครื่องยนต์จะปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ออกมาเป็นจำนวนมากซึ่งเป็นพิษต่อร่างกายของมนุษย์ และอ้าว!? แบบนั้นทำไมตอนขับรถปกติไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย?? คำตอบคือ เมื่อขับรถปกติ รถยนต์นั้นมีการเคลื่อนที่อยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการหมุนเวียนของก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์และออกซิเจนอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เป็นอะไรเวลาที่ขับ

แล้วก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ส่งผลอะไร??

ส่งผลแน่นอน เมื่อร่างกายได้รับก๊าซนี้เป็นจำนวนมาก ๆ เข้าไปในกระแสเลือด ทำให้มีก๊าซนี้มากกว่าออกซิเจนในเลือด ทำให้ร่างกายนั้นจะเริ่มตอบสนองได้ช้าลง ระบบประสาทมีการทำงานผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นในที่สุด (น่ากลัวมากกกกกกก)

ใช้เวลาเท่าไหร่ที่ทำถึงให้เราถึงตายได้

ร่างกายของคนเรานั้นรับก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ได้จำกัดเอามาก ๆ ถ้าให้บอกเป็นตัวเลขนั้น ร่างกายจะรับได้ประมาณ 1-200 ppm (Part Per Million หรือค่ามลพิษทางอากาศ) ซึ่งปกติแล้วก๊าซเหล่านี้ในธรรมชาติจะมีปริมาณอยู่ที่ 0.5-5 ppm และถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่มากก็จะไม่ส่งผลต่อร่างกาย


แต่ในการนอนบนรถนั้นเราใช้เวลาที่นาน ทำให้เรานั้นค่อย ๆ รับก๊าซนี้อย่างช้า ๆ และมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกินค่าของก๊าซและได้รับเป็นเวลานาน ซึ่งเวลาที่อาจจะทำให้ถึงตายได้นั้นไม่นานอย่างที่คิดเพียงแค่

“4 ชั่วโมงเท่านั้น!!”

ถ้าต้องนอนจริง ๆ ควรทำอย่างไร

ก็ถ้าพูดขนาดนี้แล้วยังอยากนอนต่อล่ะก็นะ แล้วแต่เล๊ยย!! งั้นผมก็มีวิธีการมานำเสนอละกัน (ดื้อเหมือนกันนะเนี่ย!!)

1. หาที่จอดรถดี ๆ

ทางที่ดีที่สุดถ้าคุณเมาก็คือจอดที่ร้านที่กินนั่นแหละ!! คือง่ายที่สุดแล้ว เพื่อที่ว่าอย่างน้อยคุณก็จะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งเรื่องของความปลอดภัย

2. ไม่เปิดแอร์นอน

ที่ไม่ให้เปิดแอร์นั่นเพราะว่ากันการเกิดก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ที่จะเปิดขึ้นเมื่อสตาร์ท ดังนั้นทางที่ดีที่สุดคือดับเครื่องและเปิดกระจกไว้เล็กน้อย (จะร้อนหน่อยนะถ้าเป็นช่วงฤดูร้อน)

3. ล็อคประตูให้ดี

กลางค่ำกลางคืนอ่ะเนอะ ยิ่งถ้าเกิดเป็นผู้หญิงแล้วล่ะก็ น่ากลัวมาก การล็อคประตูให้ดี ก็เป็นทางหนึ่งที่จะทำให้คุณนั้นปลอดภัย

อาการของคนเมาที่ผมเคยเจอ

ผมจะมาบอกอาการของคนเมา ให้กับคนที่ไม่เคยต่างหาก ซึ่งอาการเมาแปลก ๆ ที่ผมกำลังจะเล่าตัวผมเองนั้นเจอมาเองกับตัวของเพื่อน ๆ (เพราะผมไม่ดื่มแอลกอฮอล์) ทำให้เห็นอะไรสนุกทุกครั้งที่ไปกินข้าวกับเพื่อน ๆ

1. เมาแล้วเพ้อ

ประสบการณ์เบสิคมาก ที่ใครหลาย ๆ คนเจอ และเป็นประการณ์ที่น่าจะสามารถเปลี่ยนให้จากความเป็นคนกลายเป็น “หมา” ได้ ด้วยความที่บางคนนั้นมาดื่มเพราะอกหักบ้าง เลิกกับแฟนบ้าง ทะเลาะแฟนบ้าง (เศร้าเนอะ?? เศร้าเรื่องเพื่อนเหรอ!! เศร้าตัวเองนี่แหละ!! T T)

2. เมาแล้วร้องไห้

น่าจะเป็นอีกอย่างที่เจอ ๆ กัน ซึ่งเรื่องที่แปลกเลยคือ คนที่เมาแล้วร้องไห้นั้น บางทีไม่ได้เลิกกับแฟน ไม่ได้เศร้าอะไร แต่ร้องไห้เฉย (งงไปหมด) แล้วคือเล่นใหญ่มาก

3. เมาแล้วชอบหาเรื่อง

เมื่อเมา คนเรามักขาดสติ ทำให้อารมณ์มันขึ้นและร้อนได้ง่าย จึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นคือเมาแล้วไปหาเรื่องโต๊ะข้าง ๆ (ดีนะที่วันนั้นโต๊ะข้าง ๆ เข้าใจ เกือบไปแล้วมั้ยล่ะ!!)

4. เมาแล้วชอบเลื้อย

เลื้อยของผมในที่นี้คือ การลงไปเลื้อยกับพื้นนะครับ เมาหนักมากจนทรงตัวไม่ได้ ถึงขั้นตัวเหลว เลยเกิดภาพสุดตลกที่เพื่อนนั้นลงไปนอนแล้วยังอยากจะพยายามเต้นอีก (หนักเลย)

5. เมาแล้วบอกเลิกแฟน

เมาแล้วบอกเลิกแฟนฟังดูแล้วอาจจะเป็นเรื่องปกติ แต่ที่มันไม่ปกติคือ คำที่ใช้บอกเลิกนี่แหละ เพราะเพื่อนผมที่เมานั้นกลับโทรไปหาแฟนแล้วพูดว่า “อากาศมันร้อน!! เราเลิกกันเถอะ!!” งงกันไหม?? แต่ผมนี่งงมาก

ถ้ารู้ขนาดนี้แล้ว และรู้ว่าตัวเองเป็นสายดื่มตัวยง รถที่มีอยู่อาจจะไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนัก หรือว่ากลัวว่าจะเผลอหลับในรถ ไม่ยาก เพียงเอารถเก่าของคุณมาลงขายที่ Kaidee Auto ก็สามารถปิดการขายได้ง่าย แถมใช้งานได้สะดวกทุกที่ทุกเวลาอีกด้วย