ไดชาร์จคืออะไร? ทำไมคนมีรถถึงควรทราบ?

ไดชาร์จคืออะไร? ทำไมคนมีรถถึงควรทราบ?

หากคุณเป็นคนที่ไปไหนไม่ว่าจะขึ้นเขาหรือว่าลงห้วยต้องพารถคู่ใจไปด้วยเสมอ หยุดสุดสัปดาห์ก็ต้องพารถเข้าคาร์แคร์ บทความนี้เขียนมาเพื่อคุณโดยเฉพาะ

ในวันนี้ Kaidee Auto จะพาคุณไปรู้จักกับอุปกรณ์หนึ่งที่จะขาดไปไม่ได้ในตัวเครื่องยนต์ เพียงแต่ว่าเราอาจจะไม่คุ้นหูเท่าไรนัก สิ่งนั้นก็คือไดชาร์จนั่นเอง

หลายคนอาจคิดว่าไฟฟ้าที่เราใช้ในรถมาจากแบตเตอรี่ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย ตั้งแต่สตาร์ทรถจนถึงเปิดไฟเลี้ยว พระเอกตัวจริงของเราคือ ‘ไดชาร์จ’ ล้วน ๆ

ไดชาร์จคืออะไร?

ไดชาร์จหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ‘อัลเทอร์เนเตอร์’ คือเครื่องปั่นไฟในรถเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าไปหล่อเลี้ยงระบบต่างๆ ในรถยนต์และนำส่วนที่เหลือไปเก็บในแบตเตอรี่ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองเพื่อใช้ในการสตาร์ทรถยนต์ต่อจากไดชาร์จอีกทีหนึ่ง

การทำงานของไดชาร์จ

ไดชาร์จจะเริ่มทำงานเมื่อเราสตาร์ทเครื่องยนต์ ชิ้นส่วนสำคัญของไดชาร์จที่คนมีรถควรดูแลเป็นพิเศษคือตัวแปรงถ่านและตัวไดโอด 

ตัวแปรงนี้ทำงานเป็นเหมือนสะพานไฟและสามารถสึกหรอได้ง่าย เพราะต้องเสียดสีอยู่กับทุ่นไดชาร์จตลอดเวลาเพื่อสร้างกระแสไฟ ส่วนไดโอดคือตัวควบคุมการจ่ายไฟซึ่งเมื่อใช้ไปนาน ๆ ประสิทธิภาพการควบคุมไฟจะลดน้อยลง และทำให้ระบบไฟของทั้งตัวรถเสื่อมประสิทธิภาพลงตามลำดับ

4 สัญญาณบ่งบอกว่า “ไดชาร์จมีปัญหา”

ความจริงแล้วเราสามารถไปเช็กสุขภาพหรือเปลี่ยนไดชาร์จได้เลยเมื่อเลขไมล์ถึง 150,000 กิโลเมตรแล้ว แต่หากคุณเป็นคนที่ไม่ค่อยมีเวลาว่างหรือไม่อยากมานั่งดูเลขไมล์ ทาง Kaidee Auto มีจุดสังเกตง่าย ๆ มาฝาก

  1. จุดสังเกตแรกจะอยู่ที่หน้าปัด หากที่หน้าปัดมีสัญลักษณ์รูปแบตเตอรี่แดงปรากฏขึ้นมา นั่นแสดงว่าคุณต้องรีบเอารถเข้าศูนย์ด่วน ๆ เลย
  1. การที่คุณสตาร์ทรถไม่ติด หรือสตาร์ทติดช้าไม่เร็วได้ดั่งใจเหมือนเก่าทั้งๆที่แบตเตอรี่ยังสภาพดีอยู่ นั่นหมายความว่าไดชาร์จของคุณกำลังอ่อนแอและต้องได้รับการดูแลอย่างหนัก
  1. การนับอายุการใช้งาน เพราะไดชาร์จทั่วไปมีอายุประมาณ 10 ปี หากคุณใช้รถคันโปรดมาเกือบ 10 ปีแล้ว ยังไม่ได้เปลี่ยนไดชาร์จก็แสดงว่าสมควรแก่เวลาแล้วนั่นเอง
  1. อาการแบตหมดไวทั้ง ๆ ที่เพิ่งเปลี่ยนแบตมาใหม่ วิธีนี้เราต้องติดเครื่องยนต์ไปด้วยแล้วลองถอดขั้วแบตเตอรี่ขั้วลบออก หากเครื่องยนต์ดับไปเลยแสดงว่าไดชาร์จเสียแน่ ๆ แต่หากเครื่องยนต์ยังทำงานปกติดีแสดงว่าไดชาร์จไม่มีปัญหา

วิธีรับมือหากไดชาร์จเสียขณะขับรถ!

ในแต่ละปี มีรถใหม่ๆออกสู่ท้องถนนประมาณ 700,000 – 800,000 คัน (ค่าเฉลี่ยในกรณีที่ไม่มีโปรโมชั่นพิเศษมากระตุ้นยอดขาย) นั่นแสดงว่า จริงๆแล้วมีรถเก่าลงเรื่อย ๆ ปีละ 700,000 – 800,000 คันเช่นกัน 

เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอขณะขับรถ ถ้าหากไดชาร์จเสียแต่เราไม่รู้ว่าควรจัดการอย่างไร อาจจะทำให้สถานการณ์แย่ลงได้  นี่คือสิ่งที่ควรทำ 3 ข้อ เมื่อไดชาร์จเสียขณะเดินทาง

1. เตือนตัวเองไว้เสมอว่าไฟฟ้าหมดได้ทุกเวลา

เพราะไดชาร์จคือแหล่งกำเนิดไฟฟ้าของรถยนต์ หากไดชาร์จพังกลางถนน ไฟที่หล่อเลี้ยงรถของคุณอยู่มีเพียงแค่ไฟที่เก็บสำรองไว้ในแบตเตอรี่เท่านั้น คุณต้องประหยัดไฟฟ้าให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งโดยปกติไฟฟ้าจากแบตเตอรี่จะทำให้รถวิ่งได้ราว 10 กิโลเมตรก่อนจะดับลง คุณควรจะใช้ไฟ 10 กิโลเมตรสุดท้ายไปกับการขับรถเข้าสู่โซนปลอดภัยจึงจะดีที่สุด

2. ปิดระบบที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

เพราะการรักษาไฟฟ้าที่เหลือเป็นสิ่งสำคัญ เราจึงควรปิดระบบที่ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด เช่น เครื่องเสียงและเครื่องปรับอากาศซึ่งกินไฟมาก รวมไปถึงช่องชาร์จแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือและกล้องติดหน้ารถด้วยเช่นกัน การปิดระบบนี้จะทำให้เราเหลือไฟมากขึ้นเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง

3. ขับรถไปจอดโซนที่ปลอดภัย

หลังจากที่ปิดระบบไฟฟ้าแล้ว ให้ขับเข้ายังโซนปลอดภัยคือชิดซ้ายหรือลงข้างทาง หากมั่นใจว่าสามารถขับถึงบ้านที่ระยะไม่ไกลมากได้ให้ขับกลับ แต่ถ้าสามารถเรียกช่างมาซ่อมได้จะดีที่สุด

ในกรณีที่แบตเตอรี่ใช้งานมาไม่เกิน 6 เดือน อีกทางเลือกหนึ่งที่ง่ายที่สุดคือขับไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุดในระยะไม่เกิน 10 กิโลเมตร 

8 ขั้นตอนการเช็กสุขภาพไดชาร์จ

อ่านมาถึงตรงนี้อาจจะเริ่มเป็นห่วงอยากเทคแคร์ไดชาร์จกันมากขึ้น ทาง Kaidee Auto ก็ไม่พลาดนำวิธีตรวจเช็กไดชาร์จเองง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากกันด้วย

  1. เปิดฝากระโปรงรถ ค้ำขาตั้งฝากระโปรงรถให้เรียบร้อย
  1. ลองสตาร์ทเครื่องยนต์ โดยไม่ต้องเปิดแอร์ภายในรถ และให้เครื่องยนต์ทำงานที่รอบเดินเบาของรถ
  1. สังเกตอาการของไดชาร์จ ถ้าดูแล้วผิดปกติให้ดับเครื่องยนต์ทันที
  1. เริ่มเปิดแอร์ เปิดไฟหน้า สามารถเปิดไฟสูงได้เลยเพื่อเพิ่มการทำงานของเครื่องยนต์
  1. วัดแรงดันที่ขั้วของแบตเตอรี่ทั้งสองขั้วด้วยโวลต์มิเตอร์
  1. ปรับโวลมิเตอร์ไปที่ DC V เพื่อเปลี่ยนเป็นตัวรับกระแสไฟฟ้ากระแสตรง ค่าที่ได้จากโวลต์มิเตอร์ต้องได้ประมาณ 12 โวลต์เท่านั้น
  1. เหยียบคันเร่งเพิ่มเพื่อเพิ่มรอบเครื่องยนต์ให้ได้ 1,500 รตน. โดยที่ตอนนี้เราจะปิดไฟหน้าทั้งหมด
  1. เลขที่ปรากฏบนโวลต์มิเตอร์หลังจากเหยียบคันเร่งต้องมากกว่า 14.5 โวลต์ขึ้นไป

หลังจากทำตามทั้ง 8 ข้อนี้แล้วตัวเลขยังออกมาตามเกณฑ์แสดงว่าไดชาร์จยังสามารถทำงานได้ปกติดีไม่มีปัญหาอะไร

วิธีการดูแลรักษาไดชาร์จ

เมื่อรู้ความสำคัญของไดชาร์จแล้ว จากคนรักรถก็คงต้องแบ่งใจมารักไดชาร์จด้วย ใครอยากรักไดชาร์จเป็นพิเศษ ทางเราก็ไม่พลาดมีเทคนิคการดูแลมาฝากด้วย

  1. ดูและตรวจสอบความตึงของสายพานบ่อย ๆ อย่าปล่อยให้สายพานตึงหรือหย่อนเกินไปเพราะจะทำให้ไดชาร์จจ่ายกระแสไฟได้น้อยไปจนถึงเสื่อมสภาพ
  1. หยอดน้ำมันหล่อลื่นบ่อย ๆ ถ้ามีช่องให้หยอดน้ำมัน ควรหยอดทุก ๆ การใช้รถเกิน 250 ชั่วโมง
  1. หากมีเสียงผิดปกติดังออกมาจากตัวไดชาร์จให้นำรถไปเข้าศูนย์ทันที
  1. ไม่ติดตั้งถังเชื้อเพลิงไว้ใกล้ไดชาร์จเพราะอาจเกิดการลุกไหม้ได้จากประกายไฟของไดชาร์จ
  1. ตรวจดูน็อตและสกรูที่ยึดไดชาร์จอย่างสม่ำเสมอว่ายังยึดติดแน่นอยู่หรือไม่
  1. ควรถอดไดชาร์จออกมาทำความสะอาดให้แห้งเมื่อเปียกน้ำเพราะหากปล่อยทิ้งไว้จะทำให้เกิดสนิมและเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้
  1. หากไดชาร์จพังหรือไม่จ่ายไฟ ไม่ควรซ่อมเองโดยไม่มีความชำนาญเพราะอาจเกิดอันตรายได้

อยากเปลี่ยนไดชาร์จใหม่ เลือกแบบไหนดี?

ในปัจจุบันตามศูนย์บริการต่าง ๆ มักจะแนะนำให้คุณเปลี่ยนไดชาร์จใหม่แบบยกเครื่องไปเลย ราคาก็อาจจะสมน้ำสมเนื้อตามความใหม่ หรืออาจจะเข้าเนื้ออยู่บ้าง เพราะมีตั้งแต่ราคาเกือบหมื่นไปจนถึงหมื่นกว่า ๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือคุณจะได้ไดชาร์จคุณภาพดีที่ใช้งานไปได้อีกนับ 10 ปี ซึ่งถือว่าคุ้มค่ากับราคาที่ต้องจ่าย

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นอู่ซ่อมรถยนต์ทั่วไป เขาจะใช้ของมือสองที่นำมาซ่อมแล้ว และสามารถใช้งานได้ต่อ หรือนำมาเป็นอีกตัวเลือกให้คุณ ตัวไดชาร์จมือสองนี้จะเรียกว่า บิ๊วท์ หรือ รีเฟอร์บิช (refurbish) ซึ่งราคาจะลดลงมาถึง 50% แต่สิ่งที่ต้องแลกกับราคาแสนถูกก็คืออายุการใช้งานที่สั้นลง โดยจะมีอายุประมาณ 2-3 ปีเท่านั้น

หากทั้งสองตัวเลือกด้านบนยังไม่ใช่แนวของคุณล่ะก็ อีกทางเลือกหนึ่งคือการเอาไดชาร์จตัวเดิมของคุณไปให้ช่างที่มีความชำนาญซ่อม ราคาก็จะลดลงมาและคุณจะเสียค่าใช้จ่ายแค่หลักพันหรือหลักร้อยเท่านั้น สิ่งที่ต้องแลกมีเพียงเวลาของคุณที่ต้องนั่งรอช่างซ่อมเท่านั้น

สรุปท้ายบทความ

รู้ถึงความสำคัญของไดชาร์จอย่างนี้แล้ว หลาย ๆ คนคงจะหันมาใส่ใจเจ้าอุปกรณ์เล็กพริกขี้หนูกันมากขึ้นนะคะ ถึงจะเป็นอุปกรณ์เล็ก ๆ แต่ก็สำคัญขนาดไม่ควรมองข้ามกันเลยทีเดียว

5 ฟิล์มเอาใจแฟน ถ่ายรูปรับวาเลนไทน์ ต้องหาลอง!!

5 ฟิล์มเอาใจแฟน ถ่ายรูปรับวาเลนไทน์ ต้องหาลอง!!

เดือนแห่งความรักทั้งที ก็อยากจะงุ้งงิ้งกับแฟนป่ะ??😍 หนุ่ม ๆ สาว ๆ คนไหนที่กำลังคิดว่าจะพาแฟนสุดที่รักไปเดทอยู่แล้วล่ะก็ มินขอแนะนำเลย ให้ลองชวนกันออกไปถ่ายรูปสร้างความทรงจำด้วยกันดีกว่า ได้ฟิลน่ารักไปอีกแบบหนึ่ง

ใครที่เป็นสายถ่ายรูปฟิล์มมาทางนี้เลยจ้า มินจะมาแนะนำให้ว่าฟิล์มไหนเด็ด ฟิล์มไหนโดน ที่เหมาะกับการเอามาถ่ายรูปแฟน (ถึงแม้ว่าตัวมินเองนั้นจะไม่มีแฟนก็ตาม มุแงงงงง🤣) แต่ในฐานะที่เป็นหนึ่งคนที่บ้ากล้องฟิล์มอย่างหนัก ก็พอจะแนะนำอะไรดี ๆ ให้ได้อยู่บ้าง

มารู้กันก่อนดีกว่า ว่าฟิล์มมีกี่ชนิด

ต้องขอบอกก่อนว่าประเภทของฟิล์มเนี่ยแยกได้จาก 2 กรณี หนึ่งเลยคือแยกด้วยชนิดของฟิล์ม และอีกอย่างคือแยกด้วยขนาดของม้วนฟิล์ม แล้วมาดูกันว่าแต่ละอย่างมันจะแตกต่างกันอย่างไร

แยกด้วยชนิดของเนื้อฟิล์ม

ในกรณีนี้ก็จะสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชนิด ที่แยกย่อยลงไปอีก

  • Negative Film

คงเคยเห็นกันมาอยู่บ้าง ที่เวลาเอาฟิล์มไปล้างที่ร้านฟิล์ม และเมื่อเอาม้วนฟิล์มกลับมาส่องดูด้วยแสงกลับเห็นว่า อ้าว!! ทำไมสีมันตรงกันข้ามกับสีจริงของรูปได้ล่ะ นี่แหละคือชนิดของ Negative Film ที่จะต้องไปผ่านกระบวนการสแกนเพื่อปรับให้สีกลับมาเป็นสีจริง

  • Slide Film

ส่วนในทางกลับกันฟิล์มแบบ Slide เมื่อล้างออกมาแล้ว จะให้สิ่งที่ตรงกันข้ามกับ Negative Film เพราะจะได้สีที่ตรงออกมาเลยในม้วนฟิล์มที่ได้มา และสีที่ได้จะตรงมากกว่า แต่จะไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนักในปัจจุบันเนื่องจากมีน้อยร้านนักที่รับล้างฟิล์มประเภทนี้

แยกด้วยขนาดของฟิล์ม

เช่นเดียวกันกับขนาดของฟิล์ม ก็มีให้แยกด้วยกันถึง 2 ขนาดด้วยกัน

  • ขนาด 35 mm.

เป็นฟิล์มขนาดเล็กที่สุด ซึ่งจะมีขนาด 36×24 mm. รูปที่ได้จะเป็นสี่เหลี่ยนผืนผ้าแบบ 3:2 หรือ Full Frame นั่นเอง โดยปกติแล้วหนึ่งม้วนนั้นจะสามารถ่ายได้สูงสุดถึง 36 รูปเลยทีเดียว (แต่ถ้าเป็นกล้อง Half Frame จะถ่ายได้ถึง 72 รูป)

  • ขนาด 120 mm.

เป็นฟิล์มที่ขนาดใหญ่ขึ้นมากจาก 35 mm. ซึ่งจะเป็นขนาด 56×56 mm. ดังนั้นรูปที่ได้จะออกมาเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส แถมยังให้ภาพที่มีมิติ ชัดตื้น ชัดลึก ซึ่งจะมีมากกว่าฟิล์มชนิดอื่น ๆ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยราคาที่สูง เพราะหนึ่งม้วนสามารถถ่ายได้เพียง 12 รูปเท่านั้น

TIPS : เลือกใช้ขนาดฟิล์มให้ตรงกับชนิดของกล้องด้วยล่ะ!!

❤️5 ฟิล์มหวานกรุบช่วงแห่งความรัก❤️

มาถึงแล้วกับช่วงเวลาที่ลอยคอ แฮ่!! รอคอย แฮ่!! ถูกแล้ว กับ 5 ฟิล์มที่โทนดี สีโดนใจ ที่น่าหามาลองถ่ายคุณแฟนในช่วงนี้อย่างมาก เติมความหวานให้ทั้งคุณและหัวใจของคุณให้เต็มอิ่มในเดือนแห่งความรักนี้

Fuji Pro 400H

เปิดประเดิมที่ตัวแรกเลย กับฟิล์มจากค่าย Fuji นั่นคือซีรี่ย์ Pro 400H ที่เริ่มด้วยตัวนี้เพราะว่า หากใครเป็นคนที่ชอบเล่นกล้องอย่าง DSLR หรือ Mirrorless มาลองถ่ายด้วยฟิล์มตัวนี้ จะรู้สึกไม่ค่อยแตกต่างเท่าไรในเรื่องของความคมชัด เพราะเป็นฟิล์มระดับ Professional ภาพได้มานั้นจะมีโทนสีที่เรียกได้ว่าแทบจะตรงกับที่สายตาเห็นเลยทีเดียว (สวยมากจริง ๆ) รวมไปถึง Grain ของภาพที่ละเอียด ทำให้เก็บรายละเอียดของภาพได้ดี ดีจนแฟนต้องร้องว้าว!! นี่ถ่ายมาจากกล้องฟิล์มจริง ๆ เหรอเนี่ย

  • โทนสี : อมส้ม ๆ น้ำตาล ๆ เล็กน้อย โทนสีตรง
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait / Landscape / Advertising
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm. / 120 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 400
  • ราคาโดยประมาณ : 395 – 590 บาท (ปัจจุบันเลิกผลิตไปแล้ว)

ตัวอย่างภาพ👇

Kodak Portra

อีกหนึ่งฟิล์มที่เป็นฟิล์ม Professional จากทางค่าย Kodak ให้ความละมุนอบอุ่นหัวใจเป็นอย่างมาก และได้รับความนิยมสูงในหมู่ช่างภาพ ด้วยความที่ฟิล์มตัวนี้มีค่าความไวแสงให้เลือกใช้ค่อนข้างเยอะ สามารถนำไปถ่ายได้ในทุก ๆ สถานการณ์ และด้วยโทนที่เป็นเอกลักษณ์อย่างมากของ Kodak ที่จะอมส้ม ทำให้ Skin Tone นั้นมีความอิ่มและโทนผิวที่โดดเด่นกว่าฟิล์มตัวอื่น ๆ แถม Grain น้อยทำให้ภาพมีความละเอียดสูง

  • โทนสี : น้ำตาลนวล ๆ
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm. / 120 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 160 / 400 / 800
  • ราคาโดยประมาณ : 450 – 1,800 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO ยิ่งสูงยิ่งแพง)

ตัวอย่างภาพ👇

AGFA Vista

เป็นหนึ่งฟิล์มในตำนานที่ควรหามาลองสักครั้ง อีกอย่างหนึ่งเลยคือต้องรีบ เพราะว่าฟิล์มนี้เลิกผลิตไปแล้ว แต่ล็อตสุดท้ายของฟิล์มนี้ยังไม่หมดอายุ แต่ด้วยโทนฟิล์มที่มีความอมชมพูตรงสีที่เป็น Shadow ถ่ายออกมาแล้วหวาน ๆ เหมาะเป็นอย่างมากในช่วงเวลาสีชมพูแบบนี้ แต่ฟิล์มตัวนี้จะต้องทำใจนิดหน่อยในเรื่องของ Grain ที่ค่อนข้างจะเห็นได้ชัด แต่ก็เป็นเสน่ห์ที่ฟิล์มตัวนี้ให้ได้

  • โทนสี : ชมพูหวาน ๆ
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 200 / 400 
  • ราคาโดยประมาณ : 350 – 600 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO)

ตัวอย่างภาพ👇

Fuji Japan

ฟิล์มที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากสำหรับคนไทย เพราะฟิล์มม้วนนี้ไม่มีขายอย่างเป็นทางการในประเทศ แต่ต้องไปหิ้วไกลถึงประเทศญี่ปุ่นเลยทีเดียว ใครที่กำลังมองหาฟิล์มโทนญี่ปุ่น ๆ Shadow อมแดงเล็ก ๆ มีเขียวผสมหน่อย ๆ แล้วล่ะก็ ม้วนนี้ไม่มีผิดหวังอย่างแน่นอน (แต่ช่วงนี้อาจจะหายากนิดนึงนะ)

  • โทนสี : ชมพูหวาน ๆ
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait / Landscape
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 100 / 400 (เลิกผลิตไปแล้ว)
  • ราคาโดยประมาณ : 240 – 350 บาท (ขึ้นอยู่กับค่า ISO)

ตัวอย่างภาพ👇

Fuji Superia X-TRA

มาส่งท้ายกันอีกหนึ่งฟิล์มจากทาง Fuji ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ซึ่งสีจะมีความหวานใส ๆ สกิลโทนแบบเกาหลี ขาวอมชมพูเล็ก ๆ บวกกัน Grain ที่ไม่มากเท่าไรนัก ทำให้ภาพที่ได้ออกมานวลเนียน เหมาะกับการไปหาสถานที่แห่งความรักของสองคน เพิ่มความโรแมนติกและช่วงเวลาสุดพิเศษได้ง่าย ๆ ด้วยฟิล์มม้วนนี้เลย

  • โทนสี : แดงอมชมพู (สีอิ่มมาก)
  • เหมาะกับการถ่าย : Portrait
  • ขนาดที่มีวางจำหน่าย : 135 mm.
  • ISO ที่มีวางจำหน่าย : 400 
  • ราคาโดยประมาณ : 350 – 450 บาท

ตัวอย่างภาพ👇

แน่นอนว่าหากพูดถึงเรื่องฟิล์มกล้องแล้วล่ะก็ “Kaidee ก็พร้อมที่จะแถลงไข” เพื่อให้คุณได้ฟิล์มที่ถูกใจ ซื้อไปและสามารถไปถ่ายแฟนได้เลย โหลดแอปปุ๊ป!! หาซื้อได้ปั๊ป!! หรืออีกวิธีง่าย ๆ เพียงคลิกเข้าเว็บ Kaidee แหล่งรวมสินค้ามากมาย แถมติดต่อกับผู้ขายได้โดยตรงอีกด้วย

ไอเทมมงคลราคาหลักร้อย เฮง เฮง รับตรุษจีน

ไอเทมมงคลราคาหลักร้อย เฮง เฮง รับตรุษจีน

เพื่อนๆ คะ เหนื่อยกันไหม ซวยมาพอรึยัง เรียกได้ว่าปี 2020 ที่ผ่านมา โหดกับเราพอสมควรเลย ทั้งโรคระบาดที่ไม่มีท่าจะหายไปสักที ไหนจะเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ที่ขัดสนตลอดปี ไม่ว่าจะทำบุญก็แล้ว ตระเวน 9 วัดก็แล้ว เหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยใช่ไหม บางทีนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า เรายังไม่เจอสิ่งนำโชค ที่ช่วยเสริมบุญ และวาสนา ที่เราทำมา ให้เปล่งประกาย ก็ได้นะคะ 

ตรุษจีนปีนี้ Kaidee เลยอยากให้เพื่อนๆ ได้มีของมงคลเอาไว้บูชา และติดตัวไว้ เพื่อต้อนรับปีใหม่ ให้มีแต่เฮง กับเฮง ล้างสิ่งเลวร้ายเมื่อปีที่แล้วไปให้หมด แล้วมาเริ่มปีใหม่ที่สดใสไปด้วยกันนะคะ 

วันตรุษจีน

วันตรุษจีน คือวันขึ้นปีใหม่ตามปฏิทินจีน และแน่นอนว่าคล้ายกับวันสงกรานต์บ้านเรา คนจีนให้ความสำคัญกับวันนี้มากเป็นพิเศษ ถึงขั้นฉลองกันยาว 15 วันเลยทีเดียว

อาตี๋ อาหมวย ทุกคนคงรู้กันดีอยู่แล้วว่า วันหลักๆ ของเทศกาลนี้มี 3 วันหลักๆ นั่นก็คือ วันจ่าย วันไหว้ และวันเที่ยว 

วันตรุษจีนนั้น มีมานานมากกว่า 100 ปี และจะตรงกับวันแรกของฤดูใบไม้ผลิในทุกๆปี ทั้งนี้เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการจากไปของหิมะ และต้อนรับช่วงเวลาแห่งการเพาะปลูกนั่นเอง เพื่อนๆ สงสัยไหมคะ ว่าทำไมทุกอย่างในวันตรุษจีนต้องเป็นสีแดง และต้องจุดประทัดกันด้วย นั่นก็เป็นเพราะว่า คนจีนโบราณเชื่อกันว่า สีแดง และเสียงของประทัดนั้น สามารถขับไล่สิ่งชั่วร้าย และสัตว์ร้ายในตำนานได้นั่นเอง

แน่นอนว่าตรุษจีนไม่ได้มีแค่การตกแต่งสถานที่ต่างๆ ด้วยสีแดง การใส่หัวสิงโต ตีกลองรอบเมือง หรือแค่การจุดประทัดเพียงเท่านั้น คนจีนยังนิยมซื้อของมงคลต่างๆ เข้าบ้าน เพื่อบูชา และรับพรจากเทพเจ้าในวันตรุษจีนโดยเฉพาะ และของมงคลที่ว่าก็มีตั้งแต่ราคาหลักหมื่น ไปจนถึงหลักร้อย เรามาดูกันดีกว่า ว่ามีของอะไรน่าสนใจ ราคาไม่แพงกันบ้าง

แจกันดอกเหมย

chinese-NY1
ขอบคุณรูปจาก Homebeautyfurniture

นอกจากความงดงามของสีขาวบริสุทธิ์ (บางชนิดสีชมพูนม) ของดอกเหมย ที่ทำให้เหล่าบรรดาจิตรกรและกวีได้สร้างสรรค์ผลงาน โดยเปรียบดอกเหมยเสมือนดังหญิงงามแล้ว ดอกเหมยยังเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศจีน

เนื่องจากดอกเหมยเป็นดอกไม้ชนิดแรกที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ  และเป็นหนึ่งในสามพฤกษาที่ไม่แห้งเหี่ยวแม้ว่าจะผ่านฤดูหนาวจนกระทั่งเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ 

ดอกเหมยจึงจัดเป็นดอกไม้สิริมงคลของคนจีน อีกทั้งยังเป็นดอกไม้ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในเทศกาลตรุษจีนอีกด้วย เพราะเมื่อคนจีนเห็นดอกเหมยเมื่อไร นั้นก็แสดงว่าลมหนาวกำลังจะผ่านพ้นไป และฤดูกาลแสนอบอุ่นนั้นกำลังคืบคลานเข้ามานั่นเอง ดอกเหมยจึงกลายเป็นดอกไม้ที่มีความหมายเป็นนัยว่า “สุขสันต์วันปีใหม่” นั่นเองค่ะ 

ตุ้ยเหลียน

chinese-NY2
ขอบคุณรูปจาก reurnthai

ตุ้ยเหลียน สามารถแปลเป็นไทยได้ว่า “บทกลอนคู่” ตามที่เห็นกันในภาพ ตุ้ยเหลียนจะมีลักษณะเป็นบทกลอนคู่ ซ้าย-ขวา ขนาดยาว  ซึ่งมีความหมายสัมพันธ์และสอดคล้องกัน

ตุ้ยเหลียนนั้น ไม่ได้ถูกใช้แค่ในงานแต่งหรือเทศกาลตรุษจีนเพียงเท่านั้น ยังใช้ในงานศพได้อีกด้วย นอกจากนี้ วัสดุที่ใช้ทำตุ้ยเหลียนนั้นก็มีหลายแบบ ตั้งแต่เขียนบนกระดาษ บนผ้า บนประตู หรือบางทีจะใช้วิธีแกะสลักบนหินก็มีนะคะ

แน่นอนว่าความหมายที่เขียนบนตุ้ยเหลียนนั้น จะเป็นคำอวยพร แตกต่างกันไปตามเทศกาล ยกตัวอย่างเช่นวันตรุษจีนจะใช้ตุ้ยเหลียน แบบพื้นสีแดง และตัวหนังสือสีทองเป็นต้นค่ะ

ฮก ลก ซิ่ว

chinese-NY3
ขอบคุณรูปจาก tnews

“ฮก ลก ซิ่ว” คือเทพเจ้า 3 องค์ที่คนจีนนับถือกันมาก เชื่อกันว่าเทพเจ้าทั้ง 3 องค์จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งทั้ง 3 ประการ นั่นก็คือ ความร่ำรวย ความสุข และอายุที่ยืนนาน 

หลักการในการบูชานั้น จำเป็นต้องบูชาทั้ง 3 องค์ ไม่ควรบูชาแค่องค์ใดองค์หนึ่งเพียงเท่านั้น นอกจากนี้ ตำแหน่งทิศที่บูชานั้น ก็จะช่วยเสริมความเป็นสิริมงคลต่างกันไปด้วยค่ะ

  • ทิศใต้ : จะช่วยเสริมเรื่องการเงิน และโชคลาภ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้า แม่ค้า ทั้งหลาย
  • ทิศเหนือ : จะช่วยเสริมบารมี และอำนาจ จึงเหมาะสำหรับนักธุรกิจ หรือผู้มีตำแหน่งสูง เป็นอย่างยิ่ง
  • ทิศตะวันออก : จะช่วยเสริมเรื่อง สุขภาพ และช่วยให้ผู้บูชามีอายุยืนยาวขึ้น

ถ้าไม่รู้ว่าจะหาซื้อ เทพเจ้าทั้ง 3 องค์นี้ที่ไหน มาค่ะ ที่ขายดี มีให้เลือกเพียบ

ประทัดแดง

จะสังเกตได้ว่าในทุกเทศกาลมงคลของจีน จะต้องมีการจุดประทัดกันตลอด เพราะเหตุใด ทำไมคนจีนถึงต้องจุดประทัดรับวันมงคลกันด้วย เรามาไขข้อข้องใจกันค่ะ 

ในสมัยโบราณมีสัตว์ร้ายชื่อว่า “ซานเซียว” หรือบางคนก็เรียกมันว่า “ปีศาจเหนียน” ซึ่งชอบมาขโมยของกิน และทรัพย์สินของชาวบ้านในวันปีใหม่ ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าจับตัวซานเซียวเลย เพราะชาวบ้านเชื่อว่าผู้ใดที่สัมผัสซานเซียนจะเจ็บป่วย วันหนึ่งชาวบ้านได้หุงข้าวโดยใช้ปล่องไม้ไผ่เป็นฟืนก่อไฟ ซานเซียวได้กลิ่นอาหารจึงวิ่งเข้ามาจะขโมย ทันใดนั้นเองปล่องไม้ไผ่ได้ดังลั่นขึ้น เนื่องจากปะทุกับไฟ จึงทำให้ซานเซียววิ่งหนีไปในทันที

หลังจากนั้นชาวจีนจึงเชื่อกันว่าเสียงของประทัดนั้น จะช่วยขับไล่สัตว์ร้าย และภูตผีวิญญาณในวันมงคลนั่นเอง

ปี่เซียะ หรือ (Pi Xiu หรือ Pi Yao) 

คนจีนเชื่อว่า “ปี่เซียะ” เป็นสัตว์มหามงคล ซึ่งมีรูปร่างเป็นสัตว์ 5 ชนิด ส่วนหัวมีลักษณะเป็นมังกร ในขณะที่หางเป็นแมว มีปีกเป็นนกอินทรี และมีร่างกายคล้ายกับสิงโตกับกวาง นั่นเอง

คนโบราณเชื่อกันว่า ปี่เซียะ เป็นสัตว์ที่ถูกสวรรค์ลงโทษ ให้กินได้แต่เงิน และทองเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น มันยังถูกปิดรูทวาร ทำให้ไม่สามารถขับถ่ายได้อีกด้วย จึงทำให้คนจีนเชื่อว่าหากบูชา ปี่เซียะ ไว้ที่บ้าน จะทำให้เงินไหลมาเทมา และไม่รั่วไหลไปไหนนั่นเอง   

ที่สำคัญหาซื้อง่ายมากๆ ใครไม่สะดวกแบบตุ๊กตา แบบกำไลก็ฮิตนะคะ แถมยังเอาติดตัวไปไหนมาไหนสะดวกมากๆ ด้วย

ซองอั่งเปา

ถ้าพูดถึงตรุษจีน สิ่งที่นึกถึงอย่างแรก ก็ต้องเป็นเจ้าซองสีแดงซองนี้ ซึ่งกลายเป็นสัญลักษณ์ของเทศกาลตรุษจีนไปแล้วอย่างแน่นอน เคยสงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมต้องเป็นซองอั่งเปา ทำไมให้เงินสดๆ กันเลยไม่ได้ ความหมายของอั่งเปา คืออะไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้ค่ะ

คำว่า “อั่งเปา” เป็นภาษาจีนกลางที่ออกเสียงตามจีนแต้จิ๋ว คำว่า “อั่ง” แปลว่า แดง ส่วนคำว่า “เปา” แปลว่า ซอง นั่นเอง เนื่องจากคนจีนเชื่อว่า สีแดง เป็นสีนำโชค ดังนั้นการนำเงินมาใส่ซองสีแดงจะยิ่งช่วยเสริมโชคเข้าไปอีก จึงไม่แปลกที่คนจีนจะนิยมมอบอั่งเปาให้กันในวันตรุษจีน วันแต่งงาน หรือวันมงคลอื่นๆ เพื่ออวยพรให้ผู้รับเจอกับความมั่งคั่ง ร่ำรวย นั่นเอง

สรุปท้ายบทความ

แม้ว่าเด็กรุ่นใหม่อาจจะมองว่า “งมงาย” หรือสิ่งเหล่าที่เป็นความเชื่อที่ล้าสมัย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิดอะไรใช่ไหมคะ ที่เราจะมีที่พึ่งพาทางใจ ให้ตัวเราเองรู้สึกสบายใจ และยึดเหนี่ยวในวันยากลำบาก ใครจะไปรู้ล่ะคะ ไม่แน่สิ่งปาฏิหาริย์อาจจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีใจศรัทธาก็เป็นได้

เพื่อนๆ คนไหนกำลังมองหาของมงคลพวกนี้ในราคาเอื้อมถึง ไม่ทำร้ายกระเป๋าสตางค์ บอกเลยว่า “Look No Further” ค่ะ ที่เว็บ Kaidee ของเรา มีของมงคลมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พระเครื่อง ของมงคลจีน และอีกมากมายให้ได้เลือกสรรกันในเว็บไซต์เดียว ว่าแล้วอย่ารอช้า คลิกเลย

ทำไมต้อง “ล้างบ้าน” ต้อนรับตรุษจีน

ทำไมต้อง “ล้างบ้าน” ต้อนรับตรุษจีน

การทำความสะอาดบ้านเป็นกิจวัตรที่เราต้องทำกันประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับครอบครัวลูกหลานคนจีนอย่างฉันยังมีมหกรรมทำความสะอาดครั้งใหญ่ที่เรียกกันติดปากว่า “ล้างบ้าน” ซึ่งต้องทำให้เสร็จก่อนวันตรุษจีนจะมาถึง

“ล้างบ้าน” ทำไม?

ย้อนไปสมัยเด็ก ทุกๆ ปีก่อนถึงวันตรุษจีน ฉันเห็นแม่และพี่เลี้ยงวุ่นวายกับการทำความสะอาดแบบทุกซอกทุกมุมจริงๆ เห็นหยากไย่ตรงไหนต้องจัดการให้หมด ขนาดตู้กับข้าวทำจากไม้ใบใหญ่ ยังถูกขนออกมานอกบ้านเพื่อฉีดน้ำล้างและตากแดดรอแห้งกว่าครึ่งค่อนวัน

พอโตในระดับที่เรียกใช้งานรู้เรื่อง ฉันถูกเกณฑ์มาเป็นแรงงานช่วยล้างบ้านพร้อมกับพี่ๆ ด้วย ฉันทำตั้งแต่เช็ดตู้โชว์ ขัดสีฉวีวรรณมุ้งลวด ถอดใบพัดลมมาล้าง ปีนเก้าอี้เพื่อเช็ดบานเกล็ดหน้าต่างทีละบาน ไปจนถึงทำความสะอาดศาลเจ้าในบ้าน (เรียกว่า ‘ตี่จู้เอี๊ยะ’) เปลี่ยนทรายในกระถางธูป เป็นต้น

clean a fan

“ทำไมต้องล้างบ้านด้วยล่ะ?” ฉันเคยถามแม่ 

“เราเรียกว่า ‘ไฉ่ทุ้ง’ หมายถึงทำบ้านให้สะอาด ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป และเตรียมต้อนรับความโชคดีที่จะเข้ามาในปีใหม่” แม่บอกแบบนั้น ซึ่งก็ตรงกับคำบอกเล่าของเพื่อนๆ ที่เกิดในครอบครัวคนจีนเหมือนกัน 

จนเมื่อไม่นานมานี้ ฉันคุยกับเพื่อนรุ่นพี่คนหนึ่งถึงประสบการณ์การล้างบ้าน ปรากฏว่าเขาแชร์ประเด็นหนึ่งได้อย่างน่าสนใจ

“สมัยก่อนคนจีนทำงานหนัก ปีทั้งปีเอาแต่ทำงาน ไม่มีเวลามานั่งกวาดบ้านถูกบ้านทุกวันหรอก แถมสมัยนั้นไม่มีคนรับใช้หรือบริษัทรับจ้างทำความสะอาดเหมือนปัจจุบัน พอถึงตรุษจีนทีจึงมีกุศโลบายให้ Big Cleaning สักครั้ง และพอลงมือเก็บบ้าน ถึงได้รู้ว่าไอ้นู้นพัง ไอ้นี่ใช้ไม่ได้แล้ว ครั้นจะนิ่งดูดายปล่อยของพังๆ เหล่านั้นตามยถากรรมก็ใช่เรื่อง เลยหยิบขึ้นมาซ่อม ขึ้นมาเช็คให้รู้ว่ายังใช้ได้ หรือถ้าอันไหนเกินกำลังซ่อมจริงๆ ก็ทิ้งไปเสียจะได้ไม่เปลืองพื้นที่ในบ้านอีก”  

เพื่อนรุ่นพี่ยังเล่าต่อว่า โดยธรรมเนียมวันตรุษจีน ผู้น้อย (คนที่อายุน้อยกว่าหรือลูกๆ หลานๆ) ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในเมืองจะเดินทางมาสวัสดีปีใหม่ผู้อาวุโสกว่า (เหมือนคนไทยกลับบ้านช่วงสงกรานต์) การเคลียร์บ้านให้เรียบร้อยจึงเหมือนเป็นการต้อนรับลูกหลานกลับบ้านนั่นเอง

คลีนบ้าน เคลียร์ของ ตอนไหน? 

จำได้ว่าตอนเด็กๆ แม่จะเรียกฉันและพี่มาช่วยล้างบ้านก่อนตรุษจีนประมาณหนึ่งอาทิตย์ หรือเอาให้ชัวร์คือหลังจากพิธีไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์แล้ว (ตามปฏิทินจันทรคติวันไหว้ส่งเจ้าขึ้นสวรรค์คือ วันที่ 24 หรือวันที่ 25 เดือน 12 ขึ้นอยู่กับจำนวนวันในเดือนนั้น ปีนี้ตรงกับวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564) ซึ่งเป็นหนึ่งความเชื่อประจำเทศกาลตรุษจีนว่า ในวันนี้เทพเจ้าทั้งหลายจะเสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์เพื่อไปรายงานความประพฤติของทุกคนในบ้านให้เง็กเซียนฮ่องเต้ได้ทราบ 

แม่เล่าว่าที่ต้องทำความสะอาดหลังวันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์ เพราะจะได้ไม่รบกวนหรือลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง เนื่องจากการคลีนบ้านให้หมดจด รวมทั้งทำความสะอาดศาลเจ้าที่ตั้งอยู่ในบ้านแบบทำครั้งเดียวในรอบปี จำเป็นต้องใช้ไม้กวาดซึ่งถูกมองว่าเป็นของที่อยู่ต่ำ มาปัดหยากไย่บนเพดานที่อยู่สูง (สูงกว่าศาลเจ้าที่) นั้นเป็นการไม่เหมาะสม 

หลังจากเทพเจ้าขึ้นสวรรค์แล้ว เรามีเวลาราวๆ 5-6 วัน ช่วยกันทำความสะอาดให้เรียบร้อย หรือเลทสุดคือต้องเสร็จก่อนวันตรุษจีนมาถึง เพราะเชื่อกันว่าเทพเจ้าจะเสด็จกลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้งในวันตรุษจีน ฉะนั้นจะมากวาดมาถูอีกก็ไม่ได้แล้ว และคนจีนยังมีความเชื่อกันว่า หากใครจับไม้กวาดในวันตรุษจีนจะต้องทำงานทั้งปี หรือทำให้โชคลาภหลุดลอยไปอีกด้วย 

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน บวกกับภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น มหกรรมล้างบ้านของฉันก็ไม่ได้เจาะจงรอหลังวันส่งเจ้าขึ้นสวรรค์อีก แต่อาศัยทำเรื่อยๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ และจากการสอบถามเพื่อนๆ ที่ต้นตระกูลมาจากแผ่นดินใหญ่เหมือนกันก็พบว่าพวกเขาค่อยๆ ทยอยทำเช่นกัน และอะลุ่มอล่วยกับการล้างบ้านแบบ “ทำเท่าที่ทำได้” แทน ในขณะที่อีกหลายบ้านไม่ได้ยึดถือประเพณีนี้แล้ว ด้วยเหตุผลด้านความสะดวก และบางบ้านถือว่าตัวเองทำความสะอาดเป็นประจำอยู่แล้ว 

Clean up

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยล้างบ้านเสร็จไวขึ้น

การทำความสะอาดบ้านโดยทั่วไป มักอยู่ในขอบเขตพื้นที่ที่ใช้งานประจำ แต่สำหรับการล้างบ้านคืองานสเกลใหญ่ขึ้น ต้องไล่เช็ด ไล่กวาดกันแบบทุกซอกทุกมุม ซึ่งการเคลียร์ให้สะอาดและเสร็จไวนั้น ฉันมี 5 ประสบการณ์ตรงมาฝาก ดังนี้

  1. ทำความสะอาดจากบนลงล่าง และจากข้างในไปสู่ข้างนอก 

เป็นการจัดลำดับการทำความสะอาดที่ช่วยให้งานเสร็จไวขึ้น เช่น เริ่มทำความสะอาดจากชั้นบนไล่ลงชั้นล่าง เรื่อยออกไปถึงรั้วบ้าน , กวาดหยากไย่บนเพดาน เช็ดหน้าต่าง และค่อยกวาดพื้น , คลีนของในตู้ให้เป็นระเบียบก่อนเช็ดตู้ภายนอก , เริ่มทำความสะอาดจากห้องนอนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวสู่ห้องนั่งเล่นที่เป็นพื้นที่ส่วนรวม เป็นต้น

  1. จัดการวัสดุที่เก็บฝุ่นให้เรียบ

ไม่ว่าจะเป็นผ้าม่าน มุ้งลวด พรม ปลอกหมอน ฯลฯ ควรแยกออกมาทำความสะอาดก่อน โดยดูดฝุ่นนำไปซัก และตากแดดฆ่าเชื้อ ซึ่งในระหว่างรอของเหล่านั้นแห้ง เราสามารถทำความสะอาดจุดอื่นได้โดยไม่เสียเวลา 

  1. ใช้เทคนิคจัดระเบียบของ Marie Kondo ช่วยได้จริงๆ
  2. เตรียมอุปกรณ์ทำความสะอาดให้เหมาะกับงาน

เช่น ใช้แปรงเช็ดกระจกแทนกระดาษหนังสือพิมพ์จะช่วยให้งานเสร็จเร็วขึ้น ใช้เครื่องดูดฝุ่นแทนไม้กวาดเมื่อต้องจัดการตามซอกเล็กๆ เลือกน้ำยาทำความสะอาดให้เหมาะกับพื้นผิว เป็นต้น 

  1. นัดสมาชิกในบ้านมาทำความสะอาดพร้อมกัน

เพื่อให้แต่ละคนได้เคลียร์ของของตัวเองให้เรียบร้อย โดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะเผลอทำของเราเสียหาย นอกจากนี้การที่หลายแรงร่วมด้วยช่วยกันย่อมทำให้งานเสร็จเร็วอย่างแน่นอน 

บทสรุปท้ายบทความ

กิจกรรมล้างบ้านต้อนรับตรุษจีน สำหรับฉันยังคงเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ต้องทำต่อไป ไม่ใช่แค่ทำตามความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมาเนิ่นนาน แต่คือการสร้างสุขภาวะที่ดีให้ทุกคนในครอบครัวซึ่งเป็นพื้นฐานที่ทุกบ้านพึงกระทำ เหนืออื่นใดคือการได้กลับมาทบทวนตัวเองผ่านสิ่งของและเรื่องราวต่างๆ ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งไหน “จำเป็นหรือไม่จำเป็น” สิ่งไหนควร “เก็บหรือทิ้ง” เพื่อให้ชีวิตเบาขึ้นในทุกๆ ปีที่ผ่านไป 

(รถ) ตายแล้วไปไหน? Kaidee พาดูขั้นตอนการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกา

(รถ) ตายแล้วไปไหน? Kaidee พาดูขั้นตอนการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกา

(รถ) ตายแล้วไปไหน?

Kaidee พาดูขั้นตอนการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกา

ทราบหรือไม่? รถยนต์ที่วิ่งอยู่ตามท้องถนนในประเทศไทย หรือจะเป็นที่ใดในโลกก็ตาม มีอายุการใช้งานทั่วไปโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 8-10 ปี

จากตัวเลขการสำรวจในปี 2562 ประเทศไทยมีรถยนต์เก่าเหี่ยวเฉารอวันสิ้นอายุขัยถึง 5 ล้านคัน และมีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นเป็น 16 ล้านคันภายในระยะเวลา 20 ปี

แต่ ในจำนวนนี้ มีรถยนต์เพียงจำนวนหยิบมือเท่านั้น ที่ผ่านการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี

อีกทั้งกระบวนการถอดชิ้นส่วนรถยนต์เพื่อนำไปรีไซเคิลอย่างผิดวิธียังสร้างผลเสียอีกหลายประการ

ทั้งความอันตรายต่อผู้ทำการรีไซเคิล จากการถอดชิ้นส่วน หากคนๆ นั้นไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ เช่นการถอดถุงลมนิรภัยแบบไม่ระมัดระวังจะอาจถึงขั้นระเบิดได้

รวมถึงปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดจากการรีไซเคิล เช่นจากน้ำมัน หรือสารเคมีในห้องเครื่อง

ส่องขั้นตอนการณาปนกิจ
รถยนต์เก่าในอเมริกา

อุตสาหกรรมการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกาเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นอุตสาหกรรมสูงสุดอันดับที่ 16 ของประเทศด้วยมูลค่า 750,000 ล้านบาทต่อปี


อเมริการีไซเคิลรถยนต์สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์ คือรถยนต์ 100 คันจะได้รับการรีไซเคิล 95 คันเลยทีเดียว

น้อยคนนักที่จะรู้ว่าชิ้นส่วนเล็กใหญ่ในรถยนต์กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเป็นยางรถ แบตเตอรี่ หรือเข็มขัดนิรภัย สามารถนำไปรีไซเคิลหรือใช้งานต่อได้ ซึ่งอเมริกาเองก็ดำเนินการรีไซเคิลชิ้นส่วนเหล่านี้อย่างจริงจัง

ยางรถยนต์เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ควรได้รับการพูดถึง เพราะเป็นชิ้นส่วนที่สามารถนำเข้ากระบวนการรีไซเคิล หรือนำไปใช้งานต่อได้ โดยอเมริกามีจำนวนการผลิตยางรถยนต์ที่สูงถึง 220 ล้านเส้นต่อปี แม้ฟังดูแล้วจะเป็นตัวเลขที่มหาศาล แต่อเมริกามีการชดเชยด้วย การรีไซเคิลยางรถยนต์ที่สูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ โดยเนื้อยางที่ได้จากการรีไซเคิลก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์มากมาย เช่นการปูผิวทางถนน เป็นต้น

ไม่เพียงแต่ยางรถยนต์เท่านั้น มีชิ้นส่วนอีกมากมายเหลือคณาที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลังผ่านการรีไซเคิล เช่นกระจกหน้าที่สามารถนำไปทำวัสดุเคลือบพื้น ทำเครื่องลายครามหรือเครื่องใช้สารพัดแบบ อีกทั้งกระบวนการรีไซเคิลจะช่วยประหยัดน้ำมันจากการหล่อแก้วใหม่ได้ถึง 10 แกลลอน ไม่ต้องพูดชิ้นส่วนโลหะที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อีกล้านแปดประการ

กระบวนการรีไซเคิลรถยนต์เป็นอย่างไร


กระบวนการรีไซเคิลรถยนต์ในอเมริกาเป็นกรณีศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะมีขั้นตอนที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ แต่จะเป็นอย่างไร ตามเรามาดูใน Infographic สุดน่ารักด้านล่างนี้ได้เลย

ความหวังการรีไซเคิลรถยนต์ในไทย

หลังจากถอดบทเรียนการรีไซเคิลรถยนต์ของอเมริกามาแล้ว เราลองใช้เวลาในช่วงสุดท้ายของบทความ ย้อนกลับมามองประเทศไทยของเราอีกสักเล็กน้อย แม้ว่ากระบวนการรีไซเคิลรถยนต์ในบ้านเราจะยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าที่ควรในปัจจุบัน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ซึ่งเจิดจ้าไม่แพ้แสงที่ประเทศใดเลย

ในปี 2563 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรม การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ร่วมกับองค์การพัฒนาพลังงานใหม่และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งญี่ปุ่นหรือ “เนโดะ” เพื่อลงนามความร่วมมือในการดำเนินโครงการสาธิตวิธีการรีไซเคิลซากรถยนต์หมดอายุในประเทศไทย

ความร่วมมือนี้จะช่วยผลักดันการพัฒนาโมเดลการรีไซเคิลรถยนต์ในประเทศไทย และมีความเป็นไปได้ในอนาคต ที่ไทยจะสามารถก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักในการรีไซเคิลรถยนต์ในเอเชียทั้งทวีป โดยในตอนนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมตั้งเป้าการรีไซเคิลในช่วงต้นให้ได้ 50 คันต่อวัน หรือกว่าเกือบ 20,000 คันต่อปี