Feb 17, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สวัสดีค่าาา ทำงานเบื่อ ๆ ได้ยืดเส้นยืดสายสักหน่อยก็คงจะดี งั้นให้ Kaidee พาไปเดินเที่ยวกันดีกว่า สำหรับ “Walk with Me”วันนี้เราจะพาไปเดินเที่ยวย่านพญาไท ย่านที่คึกคักที่สุดในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ ทั้งการเดินทางก็ง่ายแสนง่ายและสะดวกสบาย มี BTS และ Airport Rail Link เข้าถึง เห็นแบบนี้แล้วจะไม่ไปได้ยังไงงงงง
ย่านพญาไท
สำหรับย่านพญาไทนั้นเป็นย่านเก่าแก่นับย้อนไปถึง พ.ศ.2509 หรือปีค.ศ. 1966 กันเลยทีเดียว โดยย่านนี้ถูกตั้งชื่อตามพระราชวังพญาไทสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง และด้วยความที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองนั้นทำให้มีสถานที่ราชการ และหน่วยทางตำรวจและทหารตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก
ในปัจจุบัน ย่านพญาไทนับได้ว่าเป็นย่านที่มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น ทั้งนิสิต นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และบุคคลากรทางการแพทย์ ต่างก็ตบเท้าเข้ามาอาศัยจับจองที่อยู่ในย่านนี้กันเป็นทิวแถวเนื่องจากย่านพญาไทเต็มไปด้วยที่เที่ยวที่กิน รวมถึงแหล่งพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดสุดสัปดาห์ จะไปที่ไหนกันบ้างนั้น ไปดูกันเลยยยยยย
VIDEO
1.Into the woods
ระยะทาง: 150 เมตรจาก BTS Phaya Thai
คาเฟ่สไตล์เทพนิยายสาขาที่ 2 ที่ส่งตรงมาจากเชียงใหม่ เนื่องจากทนเสียงเรียกร้องของลูกค้าไม่ไหว ด้วยรสชาติของกาแฟที่ใช้เมล็ดพันธุ์อาราบิก้าจากเชียงใหม่ คั่วแบบไม่นาน มือใหม่หัดกินกาแฟก็กินได้ ไม่ขมหรือเปรี้ยวเกินไป
ในส่วนของเค้กที่เรียกได้ว่ามาแล้วต้องสั่ง คือ Scotch Brite Cake ที่รูปร่างหน้าตาเหมือนกับฟองน้ำที่เราใช้ในครัวไม่มีผิด แต่ขอบอกไว้ก่อนว่ารสชาติไม่เหมือนฟองน้ำนะคะ >..<
ขอขอบคุณภาพจาก Into The Woods
2.ร้านพี่อ้อ
ระยะทาง: 500 เมตรจาก BTS Phaya Thai
จากร้านกาแฟมาร้านของกินกันบ้างดีกว่า “ร้านพี่อ้อ” นี้โด่งดังมานับทศวรรษ จากการสอบถามเจ้าของร้านซึ่งก็คือ “พี่อ้อ” ได้ความว่าร้านนี้เปิดมา 16 ปีแล้ว และที่เลือกทำร้านก๋วยเตี๋ยวเพราะว่าครอบครัวของพี่อ้อเองก็มีร้านก๋วยเตี๋ยวอยู่ในซอยเพชรบุรี 5
ตัวพี่อ้อเองนั้นคิดอยากทำอะไรแตกต่างไปจากเดิม จึงเลือกโฟกัสแค่ต้มยำและพยายามทำออกมาให้ดีที่สุดและถูกปากทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
พี่อ้อเล่าว่าช่วงเวลา Prime Time นั้นจะมีลูกค้าชาวจีนแน่นขนัดเพื่อมากินเมนูเด็ด
“ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมันกุ้งน้ำข้น หมูคุโรบูตะไข่ต้ม” ยิ่งไปกว่านั้นหากเราชอบกุ้งเป็นพิเศษ พี่อ้อเองก็มีเมนูแบบ Exclusive ที่เอากุ้ง Lobster ตัวโต ๆ มาใส่ในก๋วยเตี๋ยวอีกด้วย บอกได้เลยว่าชิมแล้วสุดแซ่บบบบบ แบบซี้ดปาก!!!!
ขอขอบคุณภาพจาก ร้านพี่อ้อ
3.อ้วนกิ่งเพชร
ระยะทาง: 850 เมตรจาก BTS Phaya Thai
ระยะทางจาก BTS ดูแล้วอาจจะเมื่อยขาสักหน่อย แต่เชื่อ Kaidee ค่ะ ว่าไหน ๆ จะมีกินของหวานแล้วก็ต้องเบิร์นก่อนกินจริงไหม 5555 ร้านอ้วนกิ่งเพชร (สาขาแรกตรงซอยเพชรบุรี 10) เป็นร้านขายขนมปังปิ้งและเครื่องดื่ม
แต่….ที่พิเศษที่สุดก็คืออออ เครื่องดื่มเขาใช้นมสดส่งตรงจากสหกรณ์โคนมที่ราชบุรีทุกวัน!!! ย้ำว่าทุกวันจริง ๆ ค่ะ เพราะตอนที่ Kaidee ไปถึงเนี่ย เขาเพิ่งมาส่งนมพอดี
โดยคุณเจ้าของร้านจะเคี่ยวนมสดเองทุกเช้าทำให้นมที่นี่หอมหวานเป็นพิเศษไม่เหมือนใคร จริง ๆ Kaidee คิดว่านี่เป็นเคล็ดลับที่ทำให้ร้านอยู่มานานกว่า 40 ปี มาจนถึงทุกวันนี้และยังเปิดทั้งคืนอีกต่างหาก จนเขาทนความป๊อปไม่ไหวต้องเปิดสาขาที่ 2 ตรงโครงการสเตเดี้ยมวัน (ฝั่งจุฬาซ.4) อีกต่างหากค่ะ เรียกได้ว่าถ้าอยู่พญาไทไม่มีทางหิวอ่ะ พูดแล้วน้ำลายจะไหล ลืมบอกค่ะว่าขนมปังปิ้งที่นี่เขาปิ้งด้วยเตาถ่านนะคะ หอมมาก กรอบนอกนุ่มใน สังขยาก็ไม่เคี่ยวกับไฟ เคี่ยวกับน้ำ?!?!?! ไม่รู้จะบรรยายยังไงให้เห็นถึงความพิเศษ คือไปเห็นด้วยตาแล้วก็ชิมด้วยปากแล้วจะเข้าใจค่ะว่าทำไม Kaidee ติดใจจังเลย
ขอขอบคุณภาพจาก อ้วนกิ่งเพชร
4.Garden Salad
ระยะทาง: 200 เมตรจาก BTS Phaya Thai
มาค่ะ New Year Resolution 2021 ต้องมา เรา ! จะ ! ต้อง ! ผอมมมม ! กินของหวานแล้วก็ต้องทานสลัดสวย ๆ เมนู Signature ของร้านนี้คือสลัดไก่อบค่ะ
ขอขอบคุณภาพจาก Garden Salad by Ms. Chu
ส่วนการตกแต่งของทางร้านจะเน้นเป็นแบบแนวไม้และให้ความรู้สึกอบอุ่น สามารถไปนั่งเล่นชิล ๆ สบาย ๆ หลบหนีจากความวุ่นวายหรือความเหนื่อยล้าหลังจากเลิกงานได้เลยค่ะ
5.ฟลอริดา
ระยะทาง: 80 เมตรจาก BTS Phaya Thai
ห้องอาหารฝรั่งที่นึกถึงทีไรก็น้ำลายไหล เพราะเมนูเด็ด “ซี่โครงหมูอ่อนย่างบาร์บีคิวซอส”ของเขาอยู่ยงคงกระพันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2511 (ค.ศ.1968) หรือกว่าครึ่งศตวรรษ!!!!
ซี่โครงหมูอ่อนย่างบาร์บีคิวซอส
เมนูนี้มีความพิเศษคือจะกรอบนอกและนุ่มในซึ่งหาไม่ได้ที่ไหนเพราะส่วนมากจะนุ่มไปเลยหรือกรอบไปเลย สมแล้วที่ห้องอาหารฟลอริดานั้นได้ป้ายเชลล์ชวนชิมจาก หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์
6.Factory Coffee
ระยะทาง: 150 เมตรจาก BTS Phaya Thai
ร้านกาแฟชื่อดังสุด Exclusive ที่เคยคว้าแชมป์หลายครั้งจากรายการ World Barista Championship ไม่ว่าจะเป็น “Panama, Finca Deborah “Terroir” (Competition Series) – Washed” ที่ได้รางวัลที่ 1 ในปี ค.ศ.2016 (พ.ศ. 2559) หรือ “Panama, Finca Deborah “Afterglow” (Competition Series) – Natural” ที่คว้าอันดับ 2 และ อันดับ 10 ในปี ค.ศ. 2019 (พ.ศ.2562)
ขอขอบคุณภาพจาก Factory Coffee
ส่วนเมนู Signature ของทางร้านที่มาแล้วต้องลองคือ “Supreme”(Super creamy & Natural syrupy shaken espresso with cold milk) ที่ทางร้านจะค่อย ๆ เท Espresso เข้มข้นผ่านตัวกรองกาแฟลงมาบนนมสดเย็น ๆ ให้เรา จุดเด่นจะอยู่ตรงที่เราต้องดื่มตอนที่กาแฟและนมยังไม่รวมตัวกัน จะทำให้ได้กลิ่นหอมของกาแฟและความรสชาติของตามลำดับนั่นเอง
7.ไชยโรจน์
ระยะทาง: 350 เมตรจาก BTS Phaya Thai
มาต่อกันที่ร้านอาหารเก่าแก่สไตล์ “กุ๊กช็อป”(ทำอาหารไทย, จีนไหหลำ และอาหารตะวันตก) ที่เปิดบริการในย่านพญาไทมากว่า 60 ปี
อาม่าเจ้าของร้านเล่าว่าเปิดร้านมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2501 แล้ว ในสมัยนั้นยังไม่มีสะพานข้ามแยกพญาไท หน้าร้านจะเป็นคลองเล็ก ๆ และต้องใช้ไม้พาดข้ามคลองเพื่อมากินอาหารที่ร้าน
ส่วนที่มาของชื่อร้าน “ไชยโรจน์” นั้นมาจากพยางค์แรกของชื่อและนามสกุลของอากงเจ้าของร้านนั่นเอง
เมนูเด็ดของทางร้านจะมี ปลาราดพริก เต้าหู้ราดพริก ปลาดุกผัดเผ็ด ซี่โครงหมูอบ สตูลิ้นวัว ฯลฯ ซึ่ง Kaidee ต้องขอบอกว่าเต้าหู้ราดพริกอร่อยมากกกกก เพราะเต้าหู้นั้นเรียกได้ว่า สด และทำขึ้นใหม่ ๆ ทุกวัน ไม่มีกลิ่นเลยแม้แต่น้อย ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมร้านถึงได้มีคนเยอะทุกวันมาตลอด 60 กว่าปี
8.พิพิธภัณฑ์วังสวนผักกาด
ระยะทาง: 500 เมตรจาก BTS Phaya Thai
มาพญาไทแล้วก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะพลาด “วังสวนผักกาด” หนึ่งใน Landmark สำคัญของย่านนี้ ด้วยความที่เคยเป็นวังที่ประทับของพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต จึงทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศแวะเวียนมาไม่ขาดสาย โดยค่าเข้าราคาเพียง 50 บาท (100 บาทสำหรับคนต่างประเทศ)
สาเหตุที่ชื่อ “วังสวนผักกาด” นั้นเป็นเพราะว่าพื้นที่ตรงพญาไทเคยเป็นสวนมาก่อนที่จะสร้างวังนั่นเอง ในปัจจุบันวังสวนผักกาดเปิดให้เข้าชมของสะสมและโบราณวัตถุสมัยสุโขทัยและอยุธยาที่ตกทอดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยประกอบไปด้วยเรือนไทย 8 หลัง และหอเขียน 1 หลังตกทอดมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย
9.บ้านข้างๆ
ระยะทาง: 400 เมตรจาก BTS Phaya Thai
ร้านสุดอินดี้จาก Instagram ชื่อดัง “t_047” ที่มีผู้ติดตามครึ่งล้าน!!! อย่างนี้ Kaidee ไม่ไปไม่ได้แล้วจริงมั้ย 😀
จากการสัมภาษณ์คุณ ณัฐธีร์ อัครพลธนรักษ์ เจ้าของร้านกาแฟและแกลเลอรีแห่งนี้ เขาเล่าว่า เดิมทีแรงบันดาลใจของร้านบ้านข้าง ๆ มาจากการที่เขาชอบถ่ายรูปจากระเบียงของตัวเองในทุก ๆ วัน เพราะในแต่ละวันท้องฟ้าจะมีความสวยงามต่างกันออกไป และบวกกับความที่ชอบกาแฟ จึงทำให้คิดอยากรวมร้านกาแฟและแกลเลอรีที่แสดงผลงานของตนเอาไว้ด้วยกัน
คุณ ณัฐธีร์ อัครพลธนรักษ์ เจ้าของร้านบ้านข้าง ๆ
บรรยากาศในร้านจะมีความมินิมอลและเป็นกันเอง ส่วนที่มาของชื่อร้าน คุณ ณัฐธีร์ บอกว่าเป็นเพราะอยากคนที่มาร้านรู้สึกสบาย ๆ เหมือนมาเยี่ยมบ้านข้าง ๆ นั่นเอง
10.ร้านกาแฟนรสิงห์
ระยะทาง: 1.9 กิโลเมตรจาก BTS Phaya Thai
ถึงแม้จะไกลจาก BTS ไปสักหน่อย แต่ด้วยความที่เป็นร้านกาแฟแห่งแรกในประเทศไทย ไกลยังไงก็คงต้องลองไปสักครั้ง
ด้วยความที่เป็นตึกสไตล์ยุโรป ร้านกาแฟนรสิงห์จะให้กลิ่นอายแบบคลาสสิค ยิ่งไปกว่านั้นภายในร้านยังใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีน้ำตาลเข้มแบบสมัยรัชกาลที่ 6 ทำให้ไม่ว่าจะดื่มกาแฟ หรือรับประทานอาหาร เราจะเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศแบบย้อนยุคได้ไม่ยาก
ข้อดีของร้านกาแฟนรสิงห์คือ สามารถเดินออกมาชมวังพญาไทได้ง่าย ๆ เพราะตั้งอยู่ใกล้กันขนาดที่ว่า ไม่กี่ก้าวก็ถึง เพราะฉะนั้น Kaidee อยากจะบอกว่า มาที่นี่ยิ่งกว่าคุ้ม ได้ทั้งกิน ดื่ม เที่ยว!!
11.สวนสันติภาพ
ระยะทาง: 1 กิโลเมตรจาก BTS Phaya Thai
เดิน เดิน และ เดิน ไหน ๆ ก็จะออกกำลังกาย ก็เริ่มเดินจาก BTS มาเลยค่ะ (55555) ถึงจะไกลอีกแล้ว แต่ขอบอกว่าสวนสันติภาพนี่ก็สงบสมชื่อเลย เป็นทั้งที่พักผ่อนหย่อนใจและที่ออกกำลังกาย ซึ่งรอบวิ่งแต่ละรอบจะมีระยะทางประมาณ 700 เมตร เรียกได้ว่าวิ่งกันพอเหงื่อชุ่ม แค่นั้นยังไม่พอ สวนยังจัดโซนโหนบาร์ไว้ให้อีกด้วย ใครอยากยืดเส้นยืดสายก็มาเดินเล่นกันได้ค่ะ
12.Ross Kitchen
ระยะทาง: 500 เมตรจาก BTS Phaya Thai
อีกหนึ่งร้านอาหารใจกลางเมืองกรุง “Ross Kitchen” ที่ตั้งอยู่บน Rooftop ของโรงแรมอครา ร้านรสคิทเช่นนั้นขึ้นชื่อเรื่องเมนูเด็ดเป็นอย่างมาก โดยทางร้านมีเมนูเด็ดอยู่หลายอย่าง แต่ที่ขึ้นชื่อมาก ๆ และมาทีไรก็ต้องสั่งนั้นคือ ลาบเป็ดคองฟี หรือ
“Isan Duck Confit Larb”ที่เสิร์ฟมาทั้งสะโพกเน้น ๆ แน่น ๆ Kaidee อยากจะบอกว่ารสชาติคือที่สุดของที่สุด เพราะหนังกรอบ และเนื้อก็นุ่ม อีกทั้งรสชาติของลาบก็ซึมเข้าเนื้อดีมาก ๆ
ขอขอบคุณภาพจาก Ross Kitchen
ส่วนใครที่อยากจิบเครื่องดื่มพร้อมวิวสวย ๆ ยามค่ำคืน ทางร้านก็มี ทั้ง Mocktail และ Cocktail ไว้บริการ
สรุปท้ายบทความ
“ย่านพญาไท” เรียกได้ว่าเป็นย่านที่มีครบทั้งกินดื่มเที่ยว แถมยังอยู่ใจกลางเมืองอีกต่างหาก
Kaidee อิจฉาคนที่อยู่ย่านนี้มาก ๆ เลยค่ะ 5555555
Feb 17, 2021 | บทความยานยนต์
ตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ กระแสของรถยนต์ไฟฟ้าถูกเป็นที่พูดถึงกันอย่างทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเองที่ได้ให้ความสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครที่เราแอบสังเกตเห็นได้ว่ามีปั๊มสำหรับชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าตามอาคารสำนักงานหลายที่เช่นกัน
วันนี้ Kaidee จะพาทุกคนไปดูกันว่ามีรถยนต์ไฟฟ้าค่ายไหนบ้างที่พร้อมจำหน่ายแล้วในประเทศไทย และมีราคาเท่าไร รวมถึงสเปคโดดเด่นแค่ไหน ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้กันได้เลย
MG ZS EV
มาเริ่มต้นกันที่คันแรกกับค่ายรถอังกฤษทุนจีน ที่ได้มีการพัฒนาตัวถังรถยนต์ในรุ่น MG ZS แล้วเปลี่ยนการขับเคลื่อนให้เป็นระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ซึ่งให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 350 นิวตัน-เมตร ความจุแบตเตอรี่ 44.5 กิโลวัตต์ชั่วโมง จากข้อมูลของผู้ผลิตได้บอกไว้ว่าการทดสอบในโหมด NEDC สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดถึง 337 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้งเลยทีเดียว
ในเรื่องของการชาร์จไฟจะใช้หัวชาร์จแบบ Type2 ซึ่งทาง MG ได้ให้หัวชาร์จมาด้วยเผื่อไว้ในกรณีที่ต้องการชาร์จเร่งด่วนในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ส่วนการชาร์จเร็วใช้เวลา 30 นาที จะชาร์จไฟได้ 80% ของแบตเตอรี่ รวมถึง MG ยังได้ติดตั้งหัวชาร์จไว้ที่โชว์รูม MG เพื่อให้บริการลูกค้าฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายอีกด้วย
MG ZS EV ราคา 1,119,000 บาท
Nissan Leaf
นิสสัน นับว่าเป็นหนึ่งในค่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่มียอดขายอันดับ 1 ทั่วโลก และ Nissan Leaf ก็เรียกว่าได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้รถไฟฟ้าทั่วโลก และมียอดขายสูงสุดในตระกูลนี้อีกด้วย ซึ่งเป็นรถเก๋งแบบ 5 ประตู ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า สามารถใช้งานได้ 311 กิโลเมตร ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตามโหมด NEDC ใช้หัวชาร์จแบบ ChaDemo และ Type 1 ส่งไฟเข้าสู่แบตเตอรี่ขนาด 40 กิโลวัตต์ชั่วโมง
ในส่วนของสมรรถนะการขับขี่เป็นเครื่องมอเตอร์ไฟฟ้าให้กำลัง 150 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร เรียกได้ว่ามากพอเมื่อเทียบเท่ากับเครื่องยนต์ของนิสสันแบบปกติ อีกหนึ่งจุดขายคือการขับขี่ที่สบาย โดยเฉพาะระบบ E-Pedal เทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขับขี่สามารถเร่งและเบรคโดยใช้คันเร่งเพียงแป้นเดียวในการขับขี่ ตลอดจนเทคโนโลยีเบรคฉุกเฉิน กล้องมองรอบทิศทาง ช่วยอำนวยความสะดวกในการขับขี่ และที่สำคัญยังเป็นรถค่ายญี่ปุ่นหนึ่งเดียวที่วางขายรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย
Nissan Leaf ราคา 1,990,000 บาท
Audi e-tron
รถยนต์ไฟฟ้ารูปทรงอเนกประสงค์ SUV จากค่ายสี่ห่วงผู้ผลิตประเทศเยอรมนี มาพร้อมแบตเตอรี่ขนาด 95 กิโลวัตต์ชั่วโมง มีระยะทาง 385 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ NEDC ติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตำแหน่ง ให้กำลังขับรวมปกติ 360 แรงม้า มอเตอร์ด้านหน้าให้กำลัง 170 แรงม้า และมอเตอร์ด้านหลังให้กำลัง 190 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 561 นิวตัน-เมตร
โดยมิติของตัวรถมีขนาดความยาว 4,901 มม. ความกว้างรวมกระจกมองข้าง 2,043 มม. และสูง 1,692 มม. มาพร้อมหลังคาพาโนรามิคเปิดด้วยไฟฟ้า มอบความบันเทิงภายในรถด้วยชุดเครื่องเสียง Bang & Olufsen และจอแสดงข้อมูลขนาด 12.3 นิ้ว นับว่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้าสมรรถนะสูงจาก Audi
Audi e-tron ราคา 5,990,000 บาท
MINI Electric
ถือว่าเป็นค่ายรถหน้าใหม่ในตลาดรถยนต์ไฟฟ้า เพราะล่าสุดได้ทำการเปิดตัว MINI Electric รถยนต์ไฟฟ้าขนาดเล็กสไตล์ MINI พัฒนาตัวถังรุ่น 3 ประตู พร้อมปรับปรุงสมรรถนะเปลี่ยนจากเครื่องยนต์ แล้วมาขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า มอเตอร์ให้กำลัง 184 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 270 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่ขนาด 93.2 แอมป์ฮาว อัตราเร่ง 0-100 ก.ม./ช.ม. ในเวลา 7.3 วินาทีเท่านั้น
MINI Electric ราคา 2,290,000 บาท
Hyundai IONIQ Electric
รถยนต์พลังงานไฟฟ้าแห่งอนาคตที่ผ่านการพัฒนาทั้งเครื่องยนต์ การดีไซน์ และเน้นการใช้วัสดุคุณภาพจากธรรมชาติเพื่อเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์ในแบบรถยนต์ซีดานที่ผสมผสานความสปอร์ตและความโฉบเฉี่ยวได้อย่างลงตัว ตั้งแต่การออกแบบในส่วนของตัวถัง ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแม่เหล็กถาวรที่ให้พละกำลังสูงสุด 120 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 295 นิวตันเมตร เชื่อมต่อผ่านระบบเกียร์แบบ Single-Speed ที่สามารถเลือกตำแหน่งเกียร์ผ่านปุ่มกดบริเวณคอนโซลกลาง สามารถไปที่ความเร็วสูงสุดที่ 165 กิโลเมตร/ชั่วโมง
แหล่งเก็บพลังงานใช้แบตเตอรี่แบบลิเธียม-ไอออน โพลิเมอร์ ขนาด 28 kWh ใช้เวลาชาร์จไฟปกติที่ 4 ชั่วโมง 25 นาที สามารถวิ่งได้ระยะทางสูงสุดที่ 280 กิโลเมตร และมีระบบชาร์จเร็วที่เรียกว่า Quick Charge กำลังการชาร์จไฟขนาด 50 kW ใช้เวลา 30 นาทีโดยประมาณ โดยแบตเตอรี่ถูกติดตั้งบริเวณใต้ที่นั่งของผู้โดยสารด้านหลัง ซึ่งยังคงมีพื้นที่ให้สามารถบรรจุสัมภาระได้สูงสุดถึง 650 ลิตร
Hyundai IONIQ Electric ปี 2020 ราคา 1,749,000 บาท
สรุปท้ายบทความ
รถยนต์ไฟฟ้า นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่สร้างการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้ใช้รถยนต์ในบ้านเราเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดกระแสความนิยมรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นวงกว้าง และยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนในเรื่องของภาษี หรือเรื่องจุดบริการชาร์จไฟ จึงไม่แปลกใจที่จะทำให้ใครหลายคนอยากจะลองซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
Feb 17, 2021 | บทความยานยนต์
ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่หลงใหลในการผจญภัย ชื่นชอบบรรยากาศของเรื่องราวระหว่างทาง และรักที่จะใช้ชีวิตในไลฟ์สไตล์แบบ Outdoor รถยนต์ Land Rover คงเป็นรถยนต์ในฝันของใครหลายคนที่ต้องการจะได้ครอบครองเพื่อมาเป็นรถยนต์คันโปรดไว้สำหรับเดินทาง เพราะด้วยความที่เป็นรถยนต์อเนกประสงค์ที่ถูกออกแบบเพื่อเป็นสายลุยสไตล์ Crossover SUV รวมถึงรูปลักษณ์ดีไซน์ที่สวยงาม จึงทำให้หลายคนให้ความสนใจ และอยากที่จะเป็นเจ้าของ
แต่ก่อนอื่นนั้นรถยนต์แต่ละรุ่นแต่ละแบรนด์ก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป สำหรับใครที่กำลังให้ความสนใจและอยากเป็นเจ้าของรถสายลุยอย่าง Land Rover Range Rover Velar อยู่ วันนี้เราจะพาทุกคนมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียของมันมีอะไรบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย
ข้อดีของ Land Rover Range Rover Velar
มีตัวเลือกที่หลากหลาย
Land Rover Range Velar วางจำหน่ายในประเทศไทยมีทั้งแบบเครื่องยนต์เบนซินและเครื่องยนต์ดีเซลให้เลือก ได้แก่ รุ่น 2.0 Litre Ingenium Diesel Base รุ่น 2.0 Litre Ingenium Diesel R-Dynamic และรุ่น 5.0 Litre Petrol SV Autobiography Dynamic ซึ่งแต่ละรุ่นก็มีคุณสมบัติและฟังก์ชันที่จัดเต็มทั้งคู่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเต็มรูปแบบ
ห้องโดยสารเงียบสงบ
การออกแบบภายในห้องโดยสารของ Land Rover Range Rover Velar ใช้วัสดุกระจกกันเสียงที่จะช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกไม่ให้เข้ามาภายในห้องโดยสาร ไม่ว่าบรรยากาศภายนอกจะฝนตกหนักหรือลมพัดแรงแค่ไหนแต่คุณจะนั่งได้อย่างสบายใจไม่มีเสียงใดรบกวน
พร้อมออกลุยทุกสถานการณ์
Land Rover Range Rover Velar ขึ้นชื่อว่าเป็นรถสายลุยอยู่แล้ว และได้เพิ่มเทคโนโลยีช่วยขับขี่ต่างๆ เพื่อช่วยให้การเดินทางมั่นใจในทุกรูปแบบทุกเส้นทาง ไม่ว่าจะเป็นทางเรียบ ทางขรุขระ หรือทางกรวดหิน ก็ไปได้สบายอย่างไร้กังวล
พื้นที่เก็บสัมภาระแบบจัดเต็ม
Land Rover Range Rover Velar มาพร้อมพื้นที่จัดเก็บสัมภาระที่กว้างขวาง 974 ลิตรแบบยังไม่พับเบาะ แต่ถ้าพับเบาะนั่งก็จะเพิ่มพื้นที่เข้าไปอีกเกือบเท่าตัวคือ 1,730 ลิตร จึงทำให้สามารถขนสัมภาระได้แบบจัดเต็ม
เปี่ยมล้นไปด้วยเทคโนโลยี
เปิดตัวมาพร้อมเทคโนโลยีอีกมากมายที่จะช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร โดยเฉพาะระบบ Navigator Pro ที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบมาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดเส้นทางขับขี่ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีกล้องมองรอบทิศทาง 360 องศา ที่จะช่วยให้ถอยเข้าจอดได้อย่างมั่นใจ
ข้อเสียของ Land Rover Range Rover Velar
ราคาสูง
Land Rover Range Rover Velar เปิดตัวราคาเริ่มต้นในรุ่นพื้นฐานเกือบ 5 ล้านบาท และรุ่นตัวท็อปมีราคาสูงถึง 12 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นรถอเนกประสงค์ที่มีราคาค่อนข้างแพงเลยทีเดียว
เป็นรถยนต์ 5 ที่นั่ง
Land Rover Range Rover Velar ถูกออกแบบและจัดให้อยู่รถยนต์ประเภทอเนกประสงค์ ซึ่งสามารถพับเบาะเพื่อเพิ่มพื้นที่ได้จริง แต่จำนวนที่นั่งมีแค่ 5 ที่นั่งเท่านั้น อาจไม่ตอบโจทย์สำหรับครอบครัวใหญ่ที่มีกันหลายคน
อะไหล่มีราคาแพง
หลายคนคงรู้ดีอยู่แล้วว่ารถยนต์สไตล์ยุโรปที่นอกจากมีราคาที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ค่าซ่อมและค่าดูแลบำรุงรักษาก็สูงมากเช่นเดียวกัน รวมถึงอะไหล่บางตัวก็จำเป็นที่จะต้องสั่งและนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งจะทำให้เกิดการเสียเวลารออะไหล่ไปอีก
ระบบ Cruise Control ยังไม่พัฒนา
Land Rover Range Rover Velar มีระบบ Cruise Control พร้อมฟังก์ชันช่วยขับขี่อื่นๆ แต่ว่าระบบเหล่านี้ยังไม่ถูกพัฒนามากเท่าที่ควร
ระบบ Infotainment ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร
ที่จริงแล้วรถยนต์อเนกประสงค์ที่มีราคาสูงจะมาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและความบันเทิงให้อย่างครบครัน แต่สำหรับ Land Rover Range Rover Velar ที่ดูเหมือนจะไม่เน้นระบบ Infotainment สักเท่าไร เลยทำให้เกิดความรู้สึกที่ไม่ค่อยมีอะไรโดดเด่นมากนัก
สรุปท้ายบทความ
Land Rover นับว่าเป็นค่ายรถยนต์คันโปรดในใจของใครหลายคน เรียกได้ว่าเป็นที่สุดของรถยนต์อเนกประสงค์ที่พร้อมออกลุยไปทุกเส้นทางทุกสถานการณ์ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อหรือเป็นเจ้าของก็ควรที่จะศึกษาข้อมูลรายละเอียดให้รอบคอบ เพราะด้วยราคาที่สูงแต่อาจไม่ได้ตอบโจทย์การใช้งานของคุณได้เต็มประสิทธิภาพ
สำหรับใครชื่นชอบรถยนต์ค่ายนี้เป็นพิเศษสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์ที่มีรถยนต์ขายกว่าสามหมื่นคัน
Feb 17, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ทุกวันนี้เราอาจสังเกตเห็นได้ว่าผู้คนต่างพกกระบอกน้ำหรือขวดน้ำไว้เป็นของตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นเทรนด์ใหม่ที่ดึงดูดให้ผู้คนใส่ใจสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาขยะพลาสติกได้ไม่น้อยเลยทีเดียว นอกจากเป็นเรื่องที่ดีในการช่วยเหลือสิ่งแวดล้อมแล้ว เรื่องความสวยงามของการดีไซน์ที่ทันสมัยยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เป็นที่นิยมไปโดยปริยาย เพราะแต่ละแบรนด์ต่างดีไซน์ออกมาได้อย่างสวยงาม ถูกใจไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้งานทั่วไปได้ตรงจุด
ประเทศไทยนับว่าเป็นเมืองร้อนจึงทำให้กระบอกน้ำรักษ์โลกได้รับความนิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะด้วยคุณสมบัติเด่นในการเก็บความเย็นได้ยาวนานหลายชั่วโมง รวมไปถึงขนาดเล็กกะทัดรัด พกพาสะดวกในทุกการเดินทาง และที่สำคัญดีไซน์สวยงามจึงไม่แปลกใจเลยว่าเพราะอะไรทำไมถึงฮิตกันเป็นจำนวนมาก วันนี้เราจึงได้รวบรวม 5 แบรนด์ดังมาไว้ให้สำหรับผู้อ่านที่กำลังตัดสินใจซื้ออยู่ว่าควรจะเลือกแบรนด์ไหนดี และแต่ละแบรนด์มีความแตกต่างกันอย่างไร ตามไปหาคำตอบพร้อมกันกับบทความนี้ได้เลย
Hydro Flask
มาเริ่มต้นกันที่ Hydro Flask แบรนด์จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ได้ทำการผลิตกระบอกน้ำออกมาหลายรุ่นและหลายขนาดด้วยกัน เพื่อตอบโจทย์ในการใช้งานได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น กระติกน้ำสำหรับดื่มกาแฟ หรือกระติกน้ำสำหรับดื่มเบียร์ให้ใช้งานได้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่รุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Wide Mouth และ Standard Mouth นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่น่าสนใจอย่าง Tumbler, Rocks และ Cooler Cup อีกด้วย
โดยกระบอกน้ำของ Hydro Flask มาพร้อมเทคโนโลยี TempShield® ที่ออกแบบมาอย่างดีด้วยชนวนสูญญากาศแบบ 2 ชั้น สามารถรักษาอุณหภูมิความเย็นได้ยาวนานถึง 24 ชั่วโมง เก็บความร้อนได้นานถึง 6 ชั่วโมง และที่ตัวกระบอกจะไม่เกิดไอน้ำที่ด้านนอกอีกด้วย ซึ่งจะช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ หรือที่เรียกว่า The Perfect Temperature อุณหภูมิสมบูรณ์แบบนั่นเอง ในส่วนของวัสดุผลิตขึ้นจาก 18/8 Pro-Grade Stainless Steel ที่มีความแข็งแรงทนทานต่อการใช้งาน และมีความบริสุทธิ์ไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตรายเจือปน ตัวกระบอกน้ำยังปราศจากสาร PBA ที่เป็นอันตรายต่อร่างกายซึ่งการันตีความปลอดภัยได้อย่างดี ในส่วนของการดีไซน์ที่ดูสวยงาม ขนาดโลโก้กำลังพอดี เสริมลุคให้ดูมีความมินิมอล และมีสีสันให้เลือกอีกเพียบ ที่สำคัญยังหยิบจับใช้งานได้ถนัดมือ สามารถพกพาในระหว่างเดินทางได้อย่างสะดวกสบาย
YETI
หากพูดถึงแบรนด์ขวดน้ำเก็บอุณหภูมิ หลายคนต้องนึกถึง YETI อย่างแน่นอน เพราะเป็นแบรนด์อันดับต้นๆ จากประเทศสหรัฐอเมริกาที่มีกระแสมาอย่างยาวนานทั้งในไทยและต่างประเทศ มีรุ่นที่ได้รับความนิยมอย่างตระกูล The Rambler® ซึ่งแบ่งแยกออกเป็น 3 รุ่นด้วยกันคือ Rambler Tumbler แก้วทรงสูงยอดนิยม, Rambler Bottle Chug กระบอกน้ำที่ง่ายต่อการพกพา และ Rambler Mug แก้วน้ำแบบมีหูจับ ซึ่งแต่ละรุ่นก็โดดเด่นในเรื่องของการเก็บอุณหภูมิไว้ได้ยาวนาน และยังสามารถเลือกใช้ได้ตามไลฟ์สไตล์ของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป
YETI Rambler Bottle Chug ถูกดีไซน์ออกแบบมาเพื่อการพกพาที่ง่ายสะดวกต่อการไปในที่ต่างๆ และตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Outdoor ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางท่องเที่ยว แคมป์ปิ้ง หรือเดินป่า เพราะด้วยรูปทรงกระบอกที่สามารถหยิบจับใช้งานได้ง่าย มีฝาเปิด-ปิดเกลียวสองชั้นแบบ Chug Cap ที่ป้องกันการรั่วซึม 100% ทนทานต่อแรงกระแทก พร้อมหูจับ TripleHaul เพื่อการถือหรือหิ้วที่สะดวก ผิวชั้นนอกเคลือบด้วย Oleophobic ป้องกันรอยขีดข่วนและคราบนิ้วมือ เหมาะกับการใช้งานเพื่อกิจกรรม Outdoor หรือใช้ในชีวิตประจำวันก็ได้อีกด้วย
Klean Kanteen
Klean Kanteen ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 ที่เมืองชิโก้ รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยมีแนวคิดให้ผู้บริโภคได้มีตัวเลือกที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์จากพลาสติก และขวดอะลูมิเนียม เพื่อให้คุณได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยลดปริมาณพลาสติก ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี และสามารถนำขวดกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยรายได้ 1% ที่ทาง Klean Kanteen ได้รับจะนำไปบริจาคให้เป็นประโยชน์ในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งผู้บริโภคยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดปริมาณพลาสติกแถมยังได้สนับสนุนการรักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ไม่เพียงแต่ผลิตขวดน้ำที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ทางแบรนด์ยังดูแลรักษาให้โรงงานผลิตในประเทศจีนมีความปลอดภัยด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสูง และให้ความสำคัญในมาตรฐานการจ้างงานที่เป็นธรรมอีกด้วย โดยแบ่งรูปแบบของขวดน้ำออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ขวดน้ำสำหรับเด็ก ขวดน้ำแบบคลาสสิก ขวดน้ำแบบปากกว้าง และขวดน้ำแบบเก็บอุณหภูมิ
Stanley
แบรนด์จากสหรัฐอเมริกาที่ผลิตสินค้าด้วยการยึดมั่นในอุดมการณ์ของความยั่งยืนเป็นหลัก ผสมผสานทั้งเรื่องของนวัตกรรมและการดีไซน์เข้าไว้ด้วยกันเพื่อผลิตแก้ว กระบอกน้ำ กระติกน้ำ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมถึงความทนทานและสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน สินค้าของ Stanley จะดูคลาสสิกไม่ตกเทรนด์
กระบอกน้ำ Stanley มาพร้อมฝาปิดแบบหมุนเกลียว พื้นผิวด้านนอกเป็น Ceramivac ที่ให้ความทนทานเกือบสองเท่า ทำให้เหมาะกับการใช้งานแบบผจญภัยไม่ต้องกังวลเรื่องการเสียหาย สามารถเก็บอุณหภูมิได้อย่างยาวนาน รับรองว่าถูกใจผู้ใช้งานได้แน่นอน
Earthwell
แบรนด์ที่รู้จักกันดีในอเมริกาโดยมีต้นกำเนิดจากเมือง Portland เมืองที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องของ กาแฟ และเบียร์ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยว่าผลิตภัณฑ์ทั้งหลายของ Earthwell จะจริงจังในการออกแบบมาเพื่อใช้ในการดื่มกาแฟ และเบียร์ ซึ่งจะมีทั้งแก้ว กระบอกน้ำ และกระติก ที่สามารถเก็บความเย็นและความร้อนได้เป็นอย่างดี จุดเด่นอยู่ที่วัสดุเคลือบสารกันลื่นที่ดีเยี่ยม ตัวฝาเปิดทำมาจากยางและพลาสติกช่วยเพิ่มความสะดวกในการหมุนแม้ว่ามือจะเปียกน้ำ และมีตัวสำหรับเกี่ยวเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการห้อยติดกับกระเป๋าสะพาย เหมาะสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน และกิจกรรม Outdoor เพื่อใส่เครื่องดื่มแก้วโปรดของคุณ
สรุปท้ายบทความ
ประเทศไทยของเราในปัจจุบันอาจสังเกตเห็นได้ว่าผู้คนได้เริ่มตระหนักในเรื่องของการลดใช้พลาสติก กระบอกน้ำเหล่านี้จึงเป็นไอเทมสำคัญที่เรียกได้ว่าก่อนจะออกจากบ้านแต่ละทีต้องห้ามลืมเด็ดขาด ซึ่งเป็นหนึ่งทางเลือกใหม่ที่ทุกคนจะมีส่วนร่วมในการช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมให้กับโลกได้ โดยกระบอกน้ำของแต่ละแบรนด์ที่เราได้แนะนำไปต่างสวยงามและโดดเด่นไม่แพ้กัน ใครชอบแบบไหนก็ตามไปซื้อแล้วมานำมาใช้ในชีวิตประจำวันกันได้เลย
สำหรับใครที่กำลังหาซื้อกระบอกน้ำแบบนี้อยู่ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งซื้อขายของออนไลน์สินค้าดีราคาถูกที่มีสินค้ารอให้คุณเลือกช้อปอยู่ คลิกเลย !
Feb 17, 2021 | บทความยานยนต์
รถมอเตอร์ไซค์ นับว่าเป็นพาหนะคู่ใจที่เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเดินทางภายในเมือง ยิ่งในช่วงเวลาเร่งรีบ หันหน้ามองไปทางไหนก็เจอแต่รถติด การจราจรที่แสนคับคั่ง หรือรถโดยสารสาธารณะก็อาจจะไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป
การเดินทางด้วยรถมอเตอร์ไซค์จึงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัด รวมถึงวิธีการดูแลรักษาง่าย มีตัวเลือกที่หลากหลายกว่า วันนี้เราจึงรวบรวม 5 มอเตอร์ไซค์ที่มีงบแค่ 5 หมื่น คุณก็สามารถเป็นเจ้าของได้แล้ว ให้คนที่กำลังสนใจหรือมองหารถใช้งานอยู่ จะมีรุ่นอะไรบ้าง ตามไปหาคำตอบกับบทความนี้ได้เลย
1. Zongshen Ryuka Classic MINI S 2019 ราคา 29,900 บาท
Zongshen Ryuka หรือ ซงเจิน ริวก้า แบรนด์รถมอเตอร์ไซค์ราคาประหยัดที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์แนวย้อนยุคเรโทรที่มีไฟหน้ากลม กระจกมองข้างแบบก้านสูงที่เป็นเอกลักษณ์ เบาะแบบสองตอน พร้อมเครื่องยนต์ขับเคลื่อน 1 สูบ 4 จังหวะ 110 ซีซี เกียร์ธรรมดา 4 เกียร์ มีทั้งระบบสตาร์ทเท้าและสตาร์ทไฟฟ้าด้วยมือ น้ำหนักเบาเพียง 84 กิโลกรัม สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องตัว ถือว่าเป็นรถครอบครัวดีไซน์สวยและเหมาะมากสำหรับผู้หญิงที่ต้องการหารถสักคันไว้ขับในเมือง
2. Honda Wave 110i 2020 ราคาเริ่มต้น 40,300 บาท
มาถึงแบรนด์ยอดนิยมกันบ้างกับ ฮอนด้า ที่ได้นำรถขวัญใจครอบครัวอย่าง Honda Wave มาปัดฝุ่นแปลงโฉมใหม่ให้ร่วมสมัย ด้วยดีไซน์ที่ปราดเปรียวยิ่งขึ้น ไฟหน้าทรงหัวใจแยกส่วนกับไฟเลี้ยว ไฟท้ายแบบใหม่โอบรอบ ให้ความรู้สึกโฉบเฉี่ยวยิ่งขึ้น มีช่องเก็บของใต้เบาะที่จุได้ถึง 7.4 ลิตร เครื่องยนต์เป็นแบบ 4 จังหวะ 109.17 ซีซี เกียร์ธรรมดา 4 จังหวะ สตาร์ทด้วยเท้า โดยจุดเด่นอยู่ที่ความประหยัดทั้งในเรื่องของราคาและเครื่องยนต์ที่ประหยัดน้ำมันสูงถึง 63.3 กม.ต่อลิตร เรียกได้ว่ารักษ์โลกแล้วยังรักกระเป๋าตังค์อีกด้วย
3. Yamaha GT125 Standard 2020 ราคา 46,600 บาท
สำหรับใครที่ไม่ค่อยชอบขับรถแบบเกียร์ธรรมดาเท่าไร รุ่นนี้พร้อมตอบโจทย์ความสบายให้กับคุณอย่างแน่นอนกับ Yamaha GT125 ปี 2020 ที่อัปเดตใหม่หมดทั้งภายนอกและภายในที่มาพร้อมระบบหัวฉีดอัตโนมัติเทคโนโลยี Blue Core ดีไซน์ไฟหน้าใหม่สไตล์สปอร์ต มาพร้อมเครื่องยนต์ 125 ซีซี 4 จังหวะ 1 สูบ เกียร์อัตโนมัติ พร้อมระบบสตาร์ทด้วยไฟฟ้า อีกทั้งยังมีระบบ Parking Break แบบเดียวที่ใช้ในรถยนต์เพื่อเพิ่มความมั่นใจในเวลาที่จอดบนพื้นที่ลาดชันแบบไม่ต้องกลัวไหล ถือว่าตอบโจทย์เป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่กำลังมองหารถสมรรถภาพดีราคาถูก ฟังก์ชันครบครันแบบจัดเต็ม
4. Honda Super Cup 2020 ราคา 47,390 บาท
พาย้อนกลับไปสู่ยุคเรโทรกันอีกสักรอบกับ Honda Super Cup ปี 2020 ที่ออกแบบมาในสไตล์ Japanese Retro พร้อมคอนเซปต์ Forever Retro ตอกย้ำความเป็นต้นตำรับจากญี่ปุ่นด้วยสีสันใหม่คู่กับบังลมสีขาวสวยงามไร้กาลเวลาที่นำเสนอออกมาในรูปแบบทรงย้อนยุคแฝงไปด้วยความมินิมอล ไฟหน้ากลม ไฟเลี้ยวขนาดเล็กแยกส่วนทรงกลม เบาะสองตอน มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 109.17 ซีซี ขับสบาย 4 จังหวะ เกียร์ธรรมดา ระบบสตาร์ทไฟฟ้า โดยฮอนด้าเคลมไว้ว่าประหยัดน้ำมันสูงถึง 60.1 กม./ลิตร เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับใครที่ชื่นชอบรถสไตล์ย้อนยุค แถมประหยัดน้ำมัน และยังประหยัดงบด้วยราคาที่ถูกอีกด้วย
5. GPX Legend 150s ราคา 49,500 บาท
ปิดท้ายกันที่รถมอเตอร์ไซค์สไตล์ Tracker เอาใจสายคลาสสิกกันบ้าง ที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัยก็ยังครองใจใครหลายคนมาโดยตลอด คอลเลคชันนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ 150 ซีซี 4 จังหวะ แบบ SOHC ออกแบบสีสันลวดลายสวยงามด้วยเนื้อสีแบบเมทัลลิคพิเศษ เดินเส้นลายบนตัวถังที่แฝงกลิ่นอายความเป็นเรโทร พร้อมโลโก้ 3D Emblem ที่มีพื้นผิวแบบ Hairline เสริมความเรียบหรูมีสไตล์ในแบบฉบับความเป็นสายพันธุ์ Legend นิยามบ่งบอกความคลาสสิกในตัวคุณ โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ของการขับขี่ รูปทรง และการใช้งาน ส่งผ่านออกมาในรูปลักษณ์การตกแต่งที่สร้างให้คุณเป็นไบค์เกอร์สาย Tracker ตัวจริง
สรุปท้ายบทความ
มอเตอร์ไซค์เรียกได้ว่าแทบจะเป็นพาหนะที่มีกันเกือบทุกบ้านอยู่แล้ว เนื่องด้วยราคาที่สามารถจับต้องได้ตั้งแต่ไม่กี่หมื่นบาท และการดูแลรักษาที่ง่าย ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนต่างๆ ได้อย่างชัดเจน สามารถเป็นรถอเนกประสงค์ที่สามารถใช้งานได้อย่างครอบคลุม
หวังว่าคงจะเป็นตัวเลือกที่ดีให้กับคนที่กำลังมองหารถไว้ขับขี่ใช้งาน หากใครที่กำลังหาซื้อรถมอเตอร์ไซค์มือสองอยู่สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งรวบรวมรถมอเตอร์ไซค์มือสองกว่าหนึ่งหมื่นคันทั่วประเทศ