ซึ่งรถคันแรกที่สามารถใช้งาน Apple CarPlay ได้อย่างเต็มระบบนั่นคือ Ferrari FF ในปี 2014 และหลังจากนั้นรถยนต์อีกหลายๆแบรนด์ก็พัฒนาให้มีการติดตั้งระบบ Apple CarPlay ตามกันมา
ฟีเจอร์ของ Apple CarPlay
สำหรับรถยนต์ที่มีการติดตั้ง Apple CarPlay มาแล้วนั้น จะสามารถเชื่อมต่อได้สองแบบคือแบบเสียบสาย USB และแบบไร้สายแล้วแต่การรองรับของรถคันนั้น ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อแล้วก็จะสามารถทำอะไรได้หลายอย่างตามนี้เลย
1.ฟังเพลงผ่าน Apple Music และแอปอื่นๆ
สำหรับใครที่ใช้บริการ Apple Music อยู่แล้วก็จะยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้นด้วยการฟังผ่านเครื่องเสียงในรถและยังสามารถควบคุมผ่านปุ่มบนพวงมาลัยหรือตัวไอโฟนเองก็ได้
2.เปิดดู Maps ผ่านจอในรถ
หลายคนคงไม่ชินกับการดูแผนที่ผ่านโทรศัพท์เวลาขับรถ ซึ่ง CarPlay จะช่วยให้เราสามารถเปิดดูผ่านจอได้อย่างสะดวก และเวลาแจ้งเตือนอะไรก็จะแจ้งผ่านเสียงของรถโดยตรง หรือหากใครไม่ชินกับ Maps ของ Apple ก็สามารถใช้งาน Google Maps บนหน้าแรกของ CarPlay ได้เลย
3.รับสาย-โทรออก
หากมีสายเข้าหรืออยากโทรหาใครก็สามารถกดผ่านคอนโทรลที่พวงมาลัยหรือสั่งงานด้วย Siri ได้อย่างง่ายๆ เสียงก็จะดังชัดผ่านลำโพงของรถโดยตรง
4.รับ-ส่งข้อความ
แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้ใช้งาน Message กันสักเท่าไร แต่ CarPlay ก็สามารถรับ-ส่งข้อความได้ แถมยังให้ Siri ช่วยอ่านข้อความที่เข้ามาได้อีกด้วย
เราสามารถติดตั้ง Line และใช้งานได้ทั้งการดูข้อความ อ่านข้อความและส่งข้อความโดยใช้การสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri นอกจากนี้ยังสามารถโทรหากันผ่าน Line ได้อีกด้วย แต่ได้เฉพาะการโทรแบบเสียงอย่างเดียวนะ
Apple Inc ได้ประกาศเริ่มโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติไปเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวภายในปี 2024 ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ Apple ได้ประกาศแผนการดังกล่าวไป ก็ได้เงียบหาย ซุ่มพัฒนาสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ให้ปาก ไม่ให้เสียงแก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด เรียกได้ว่าทำเอาแฟนๆ กังวลว่าเราจะได้เห็นสุดยอดรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ฝีมือบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่เราไว้วางใจอย่าง Apple ในเร็ววันจริงๆ หรือเปล่า
เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Apple ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอีกเช่นเคย Apple ประกาศจ้าง ‘Doug Field’ ซึ่งเขาเป็นอดีตพนักงานของ Apple ที่หันไปทำงานให้กับบริษัท Tesla เป็นเวลานานถึง 5 ปี โดย Apple ได้มอบหมายให้ Doug Field รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินแผนการนี้ต่อไป และหลังจากนั้น โปรเจคต์พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ก็มีความคืบหน้าขึ้นมาก
จุดประสงค์หลักของ Apple คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติ และที่สำคัญรถยนต์คันนี้จะต้องมีกลุ่มเป้าหมายเป็นตลาดมวลชน (Mass Market) หรือกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากบ้านยักษ์ใหญ่ อย่าง Tesla ที่เน้นตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
นอกจากนี้ Apple ยังยืนยัน นอนยันอีกว่า รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะมีแบตเตอรี่รูปแบบใหม่ที่ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น และยังช่วยประหยัดต้นทุน ได้ดีด้วย
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทันทีที่ Apple ประกาศแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สื่อหลายฝ่ายต่างเริ่มเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าอัตโนมัติของ Apple และ Tesla กันมากมาย ข้อเปรียบเทียบจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาดูกันเลย
1. ความสามารถทางดีไซน์
ขอบคุณรูปจาก Medium.com
เรื่องของดีไซน์ต้องยอมรับเลยว่า Apple นั้นชนะขาดลอย เมื่อเทียบกับดีไซน์ของ Tesla ที่มักจะโดนแฟนๆ ตั้งคำถามอยู่เสมอ และที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Tesla “Cybertruck” รถกระบะไฟฟ้า ที่มีดีไซน์เหมือนรถถังล้ำยุค ไม่เหมือนใคร และก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจะมีใครอยากเหมือนด้วยหรือเปล่า
ซึ่งนี่ก็แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจาก Apple อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่า Apple จะออกอะไรมา ก็เป็นที่ชื่นชมไปซะหมด แม้ว่าดีไซน์ของ Apple จะเรียบง่าย แต่ก็โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง
Apple มุ่งเน้นการออกแบบ แบบ Minor Change นั่นก็คือการออกแบบเพียงแค่ให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดีมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่การออกแบบ แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Apple ถึงมีแบรนด์ Identity ที่ชัดเจน
Tesla ในปีที่ผ่านมาได้ มีเงินทุนที่มากขึ้นอย่างน่าทึ่ง ถึงขั้นมีมูลค่าหุ้นมากถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ Apple แล้ว ต้องยอมรับเลยว่า Apple เขามีเงินหมุนเวียนบริษัทที่มากกว่า Tesla อยู่มาก
ถึงแม้ว่าเงินจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าฝีมือและความสามารถของคนทำธุรกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องของยานยนต์ Apple ยังมีพนักงานที่เชี่ยวชาญไม่เท่า Tesla ดังนั้นถ้า Apple อยากเพิ่มความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ Apple จำเป็นต้องจ้าง วิศวกรเครื่องยนต์ อีกมาก เพื่อมาสู้กับ Tesla ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะมานานถึง 17 ปี
ท้ายที่สุด Apple ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือการผลิตรถยนต์ ไม่ใช่การผลิตมือถือ หรือไอแพดอย่างเคย ความปลอดภัยนั้น การันตีชีวิตคน ไม่ใช่แค่ ความปลอดภัยเพียงแค่ในโลกไซเบอร์
ฉลาดทำธุรกิจแบบ Apple แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยโอกาสทำเงินนี้ให้หลุดมือไป ล่าสุด Apple ได้เปิดเผยแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับขึ้น แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้ยังเรายังไม่เห็นปลายทางความสำเร็จของ Apple คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ตามท้องถนนได้เมื่อไร
แต่ระหว่างที่เรารอกัน Kaidee แนะนำให้เพื่อนๆ ลองเข้ามาเช็ครถยนต์มือสองในเว็บไซต์ของเราก่อนได้นะคะ แม้ว่าอาจจะไม่ล้ำมากมายเท่า Apple แต่รับรองว่า ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดงบ ชนะ Apple แน่นอน
Dr. Margaret Hamilton นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wisconsin กล่าวว่า “70 % ของการทำนายบนหนังสือพิมพ์มักจะเป็นข้อมูลเชิงบวก ซึ่งสูงกว่าเรื่องอื่น ๆ ในหนังสือพิมพ์เป็นอย่างมาก และการดูดวงยังช่วยให้คุณหลีกหนีจากความวิตกกังวลในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย”
สมัยนี้อะไร ๆ ก็ต้องเร็วไว้ก่อน เดี๋ยวไม่ทันใจ และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความนิยมใน Big Bike เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะ Big Bike ทั้งเท่ เร็ว และแรง จึงทำให้หนุ่ม ๆ หลายท่านอดใจไม่ไหวต้องมีไว้ครอบครองสักคัน แต่ถึงจะชอบความเร็วแค่ไหนยังไงก็ต้องระวังหากเป็นมือใหม่หัดขับ เรามาดูกันดีกว่าว่าควรระวังเรื่องไหนกันบ้าง
ก่อนจะซื้อ Big Bike นั้นต้องดูก่อนว่าเราอยากได้ cc เท่าไร เช่น 150 หรือ 250 ไม่ควรข้ามไป cc ที่เยอะเลย เพราะอาจะคุมตัวเครื่องไม่ไหว ถ้าเป็นมือใหม่ต้องเลือกจาก cc น้อย ๆ ก่อน เมื่อขับได้คล่องแล้วค่อยลองเครื่องที่แรงขึ้น
นอกจากนี้ควรศึกษาและหาประเภท Big Bike ที่ตัวเองชอบที่สุดไว้ก่อน แล้วจึงดูโปรโมชั่นของแต่ละตัวแทนจำหน่ายที่แตกต่างกันออกไป เหตุผลที่บอกให้เลือกรุ่นให้ดีก่อนนั้นเพราะว่า Big Bike มีหลายประเภทมาก ๆ เช่น เอ็นดูโร่, ช็อปเปอร์, ครุยเซอร์,สกู๊ตเตอร์, สปอร์ตไบค์, เน็คเก็ตไบค์, โมตาร์ด, โมโตครอส เป็นต้น จากนั้นควรเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละรุ่นในเรื่องของความปลอดภัย ความทันสมัย และความประหยัดน้ำมัน และที่สำคัญที่สุดคือควรเลือกแบรนด์ที่มีศูนย์ซ่อมเยอะ และหาอะไหล่ง่าย
2.ระวังซื้อมาแล้วไม่เหมาะกับสรีระ
การเลือกมอเตอร์ไซค์คู่ใจที่เหมาะกับสรีระสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเราคงไม่อยากได้ Big Bike ที่เรายันเท้าไม่ถึง จริงไหมคะ เพราะฉะนั้น ก่อนซื้อเราควรดูความยาวของขา และความสูงของเรารวมถึงความกว้างของเบาะนั่งด้วย ทางที่ดีควรเลือกเบาะนั่งที่ไม่สูงจนเกินไป เพราะ Big Bike คู่ใจที่ดีนั้นต้องเป็น Big Bike ที่เราขับได้คล่องตัวและไม่หนักจนเราคุมไม่ไหว และพึงจำไว้เสมอว่า เราควรทดลองขับก่อนซื้อทุกครั้ง ไม่ใช่หน้ามืด เห็นคันไหนเท่แล้วซื้อเลยนะคะ
3.ขับขี่ให้ถูกวิธี
Kaidee Auto ขอแนะนำว่าหากเพิ่งเริ่มขับจริง ๆ ควรไปเข้าคอร์สสอนขับ Big Bike อย่าทดลองขับแบบงู ๆ ปลา ๆ เด็ดขาดเนื่องจากตัวเครื่อง Big Bike นั้นต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่สามารถหัดเองได้ นอกจากนี้ในคอร์สยังสอนวิธีการดูแลรักษาตัวเครื่อง ให้อยู่กับเราได้นานขึ้นอีกด้วย