ใช้รถมานาน รู้ยังว่า Apple CarPlay มีฟีเจอร์อะไรบ้าง

ใช้รถมานาน รู้ยังว่า Apple CarPlay มีฟีเจอร์อะไรบ้าง

เมื่อ Apple ได้นำ CarPlay ใส่ลงไปในรถยนต์รุ่นที่รองรับ ก็ทำให้รถยนต์ไม่น่าเบื่อแบบเดิมๆอีกต่อไป เพราะมันได้เพิ่มความสามารถต่างๆมากมาย และเพิ่มความสะดวกหลายๆด้านให้กับเราที่เป็นผู้ขับขี่ได้อีกด้วย 

Apple CarPlay 

ย้อนกลับไปในปี 2014 ที่ Apple ได้ออกแอป CarPlay มาพร้อม iOS 7.1 ตอนนั้นก็เกิดกระแสความนิยม เพราะทำให้รถเราสามารถควบคุมหลายๆอย่างเกี่ยวกับแอปของ Apple ได้ 

จนต่อมาใน iOS 9 ที่เราสามารถเชื่อมต่อ CarPlay ได้แบบไร้สายและเพิ่มความสามารถต่างๆเพิ่มเข้าไปอีก จากนั้นก็พัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆทุกปีจนมาถึงปัจจุบันใน iOS 14 ที่เรียกว่าเปลี่ยนการขับรถธรรมดาของคุณให้มีความสะดวกขึ้นมาก

ซึ่งรถคันแรกที่สามารถใช้งาน Apple CarPlay ได้อย่างเต็มระบบนั่นคือ Ferrari FF ในปี 2014 และหลังจากนั้นรถยนต์อีกหลายๆแบรนด์ก็พัฒนาให้มีการติดตั้งระบบ Apple CarPlay ตามกันมา 

ฟีเจอร์ของ Apple CarPlay 

สำหรับรถยนต์ที่มีการติดตั้ง Apple CarPlay มาแล้วนั้น จะสามารถเชื่อมต่อได้สองแบบคือแบบเสียบสาย USB และแบบไร้สายแล้วแต่การรองรับของรถคันนั้น ซึ่งเมื่อเชื่อมต่อแล้วก็จะสามารถทำอะไรได้หลายอย่างตามนี้เลย

1.ฟังเพลงผ่าน Apple Music และแอปอื่นๆ

สำหรับใครที่ใช้บริการ Apple Music อยู่แล้วก็จะยิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้นด้วยการฟังผ่านเครื่องเสียงในรถและยังสามารถควบคุมผ่านปุ่มบนพวงมาลัยหรือตัวไอโฟนเองก็ได้  

2.เปิดดู Maps ผ่านจอในรถ

หลายคนคงไม่ชินกับการดูแผนที่ผ่านโทรศัพท์เวลาขับรถ ซึ่ง CarPlay จะช่วยให้เราสามารถเปิดดูผ่านจอได้อย่างสะดวก และเวลาแจ้งเตือนอะไรก็จะแจ้งผ่านเสียงของรถโดยตรง หรือหากใครไม่ชินกับ Maps ของ Apple ก็สามารถใช้งาน Google Maps บนหน้าแรกของ CarPlay ได้เลย

3.รับสาย-โทรออก

หากมีสายเข้าหรืออยากโทรหาใครก็สามารถกดผ่านคอนโทรลที่พวงมาลัยหรือสั่งงานด้วย Siri ได้อย่างง่ายๆ เสียงก็จะดังชัดผ่านลำโพงของรถโดยตรง 

4.รับ-ส่งข้อความ

แม้ว่าเราจะไม่ค่อยได้ใช้งาน Message กันสักเท่าไร แต่ CarPlay ก็สามารถรับ-ส่งข้อความได้ แถมยังให้ Siri ช่วยอ่านข้อความที่เข้ามาได้อีกด้วย  

5.ดูตารางนัดต่างๆในแอปปฏิทิน

ถ้าไม่อยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เราก็สามารถเปิดดูปฏิทินว่าวันนี้เรามีนัดอะไรได้อย่างสะดวกผ่านหน้าจอของรถ 

6.ใช้งาน Line ได้อย่างสะดวก

เราสามารถติดตั้ง Line และใช้งานได้ทั้งการดูข้อความ อ่านข้อความและส่งข้อความโดยใช้การสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Siri นอกจากนี้ยังสามารถโทรหากันผ่าน Line ได้อีกด้วย แต่ได้เฉพาะการโทรแบบเสียงอย่างเดียวนะ 

ถ้ารถเราไม่มี CarPlay ติดตั้งแยกได้ไหม?

คำตอบคือได้ แต่ที่ติดตั้งกันส่วนใหญ่นั้นจะเป็นการติดเครื่องเสียงที่มีจอเป็นระบบ Android และรองรับ Apple CarPlay ได้อีก ซึ่งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนแผงควบคุมเครื่องเสียงนิดหน่อย ซึ่งระดับราคาก็ขึ้นอยู่กับแบรนด์ ซึ่งแนะนำว่าเลือกแบรนด์ที่วางใจได้ เพราะจะได้ใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา 

เครื่องเสียงรองรับ Apple CarPlay แนะนำ 

หากไม่รู้จะเริ่มหาเครื่องเสียงแบบไหนดี ลองดูจากแบรนด์ชั้นนำตามนี้ก่อนเลย

1.Sony XAV-AX8000 

หนึ่งในตัวท็อปของเครื่องเสียงติดรถยนต์ ซึ่งตัวนี้มาพร้อมหน้าจอขนาด 8.95 นิ้ว และตัวจอยังสามารถปรับหงายขึ้น-ลง เลื่อนขึ้น-ลง และดึงออก-ดันเข้าได้ พร้อมรองรับ Apple CarPlay  

จุดเด่นอีกอย่างคือสามารถเชื่อมต่อ Weblink เพื่อดู Youtube ได้อีกด้วย ส่วนเรื่องเสียงก็ไม่ต้องห่วง เพราะ Sony ตัวนี้ มีหน่วยประมวลสัญญาณ Dynamic Reality Amp2 ที่ทำให้เสียงมีความละเอียดคมชัด  

2.Pioneer DMH-ZF9350BT

อีกหนึ่งแบรนด์ยอดนิยมในรุ่นใหม่ที่มาพร้อหน้าจอสัมผัสขนาด 9 นิ้ว ที่รองรับทั้ง Wi-fi, Bluetooth และ Apple CarPlay 

จุดเด่นของตัวคือ CarAV Assist ที่เมื่อเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนแล้วจะสามารถเข้า YouTube Netflix และเว็บไซต์ต่างๆได้ แต่เมื่อใช้งาน Car AV Assist จะไม่สามารถใช้งาน CarPlay ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

3.KenWood DMX9720XS

ในรุ่นนี้มาพร้อมจอขนาด 10.1 นิ้วที่ลดการสะท้อนแสง เรียกว่าจอใหญ่จุใจและมองเห็นได้ชัดเจน พร้อมรองรับ Apple CarPlay และยังรองรับ Hi-res Audio แบบไร้สายผ่าน LDAC ได้อีกด้วย

จุดเด่นของตัวนี้คือการเชื่อมต่อบลูทูธได้ 2 เครื่องพร้อมกัน โดยแบ่งเครื่องหนึ่งเป็นเครื่องเล่นเพลงและอีกเครื่องไว้สำหรับรับสายหรือโทรออกก็ได้  

สรุป

ปัจจุบันทั้งเทคโนโลยีของรถยนต์และของ Apple CarPlay ก็ถูกปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นอยู่เรื่อยๆ รถยนต์สมัยนี้ส่วนมากก็มี Apple CarPlay ติดตั้งมาไว้ให้พร้อมแล้ว ลองดูที่รถของคุณและลองฝึกใช้งานดู เพราะมันจะสร้างความสะดวกหลายอย่างให้กับคุณ และการขับรถของคุณจะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป 

ส่วนใครมองหารถใหม่ๆที่มี Apple CarPlay ติดตั้งไว้อยู่ล่ะก็ มาดูที่ Kaidee กันได้เลยไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันก็สามารถเข้าชมได้อย่างสะดวก อีกทั้งยังสามารถลงขาย และหาซื้อได้แบบง่ายๆอีกด้วย รีบเลยรถดีราคาโดนรอคุณอยู่!

‘Apple VS Tesla’ รถไร้คนขับของใครจะดีกว่ากัน

‘Apple VS Tesla’ รถไร้คนขับของใครจะดีกว่ากัน

สมัยนี้ไม่ว่าอะไรก็ต้องเป็นดิจิทัล หรืออย่างน้อยมีเทคโนโลยีมาผสมไปหมด จนทำให้ผลิตภัณฑ์ธรรมดาหลายๆ ตัว ได้กลายเป็นอุปกรณ์อัจฉริยะ (อุปกรณ์ AI) มากมายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างจากสิ่งรอบตัว เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดบ้าน, หนังสือ E-Book, Smart Watch, เทคโนโลยีภาพสามมิติเสมือนจริง หรือเวอร์ชวล เรียลลิตี้ และอีกมากมาย เทคโนโลยีเหล่านี้ ล้วนแต่ช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือการใช้ทรัพยากรคน และเวลาให้น้อยที่สุด

หนึ่งในเทคโนโลยีที่เป็นที่จับตามอง และมาแรงในปัจจุบัน ก็คงหนีไม่พ้น Electric Vehicle (EV) หรือ รถยนต์ไฟฟ้า นั่นเอง แน่นอนว่าธุรกิจหลายแห่ง ต่างรีบแห่กัน กระโดดเข้าเทรนด์ ทยอยกันออก รถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นว่าเล่น และแน่นอนว่า แอปเปิล (Apple Inc) ก็ไม่ต่าง

ขอบคุณรูปจาก Medium.com

ด้วยสโลแกนของบริษัท “Think Different” และความเป็นผู้นำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ รายยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง Apple ไม่คิดจะหยุดแค่สร้างรถยนต์ไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกคันให้โลก หรือเพิ่มเติมแค่แปะโลโก้รูปแอปเปิลลงไปที่รถแน่นอน ปี 2014 ที่ผ่านมา Apple ได้ประกาศ แผนการที่จะผลิต “iCar” รถยนต์ไฟฟ้าประเภทขับเคลื่อนอัตโนมัติ ไม่ต้องพึ่งคนขับ ภายใต้โครงการที่ชื่อว่า “Project Titan.”  ซึ่งมีกำหนดจะเสร็จภายในปี 2024 

ไม่ว่าแผนการ การพัฒนา iCar ที่ว่าของ Apple นี้จะเป็นอย่างไร ฟีเจอร์ต่างๆ จะสู้กับเจ้าเก่าไฟยังแรงอย่าง Tesla ได้หรือไม่ วันนี้เรามีคำตอบค่ะ 

แต่ก่อนอื่นเรามารู้จัก Electric Vehicle หรือ รถยนต์ไฟฟ้ากันก่อนนะคะ

รถยนต์ EV คืออะไร

รถยนต์ EV (Electric Vehicle) หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” นั้น เป็นรถยนต์ที่สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยการใช้มอเตอร์ไฟฟ้า และใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะเก็บพลังงานไฟฟ้าที่ว่าไว้ในแบตเตอรี่ของรถ ที่สามารถชาร์ตได้ตลอดเวลาเมื่อแบตเตอรี่หมด

การทำงานของระบบรถยนต์ไฟฟ้านั้น ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลักๆ นั้นก็คือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้า

การขับเคลื่อนของรถยนต์ EV นั้น เริ่มจากตัวแบตเตอรี่ ที่เป็นแหล่งสะสมพลังงานไฟฟ้ากระแสตรง จากนั้น จะเป็นหน้าที่ของตัวแปลงกระแสไฟฟ้าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟ้ากระแสตรงให้กลายเป็นพลังงานไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อถ่ายพลังงานไปให้มอเตอร์ไฟฟ้า ทำให้เกิดการเคลื่อนตัวของรถยนต์ขึ้นนั่นเอง 

เพื่อนๆ จะเห็นได้ว่า ขั้นตอนการทำงานของรถยนต์ไฟฟ้านั้น ง่าย ใช้แค่พลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้รถยนต์เคลื่อนที่ได้แล้ว ดังนั้นรถยนต์ไฟฟ้าจึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดทั้งพลังงาน และค่าใช้จ่าย ได้ดีกว่ารถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงทั่วไป

รถยนต์ไฟฟ้าจาก Apple

ขอบคุณรูปจาก Teslarati.com

Apple Inc ได้ประกาศเริ่มโครงการพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนอัตโนมัติไปเมื่อปี 2014 ที่ผ่านมา ซึ่งมีกำหนดจะเปิดตัวภายในปี 2024 ที่จะถึงนี้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ Apple ได้ประกาศแผนการดังกล่าวไป ก็ได้เงียบหาย ซุ่มพัฒนาสร้างรถยนต์ไฟฟ้า โดยไม่ให้ปาก ไม่ให้เสียงแก่สื่อมวลชนแต่อย่างใด เรียกได้ว่าทำเอาแฟนๆ กังวลว่าเราจะได้เห็นสุดยอดรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับ ฝีมือบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่เราไว้วางใจอย่าง Apple ในเร็ววันจริงๆ หรือเปล่า  

เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Apple ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวังอีกเช่นเคย Apple ประกาศจ้าง ‘Doug Field’ ซึ่งเขาเป็นอดีตพนักงานของ Apple ที่หันไปทำงานให้กับบริษัท Tesla เป็นเวลานานถึง 5 ปี โดย Apple ได้มอบหมายให้ Doug Field รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินแผนการนี้ต่อไป และหลังจากนั้น โปรเจคต์พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ก็มีความคืบหน้าขึ้นมาก 

จุดประสงค์หลักของ Apple คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้อัตโนมัติ และที่สำคัญรถยนต์คันนี้จะต้องมีกลุ่มเป้าหมายเป็นตลาดมวลชน (Mass Market) หรือกลุ่มลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งแตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตจากบ้านยักษ์ใหญ่ อย่าง Tesla ที่เน้นตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) 

นอกจากนี้ Apple ยังยืนยัน นอนยันอีกว่า รถยนต์ไฟฟ้าตัวนี้จะมีแบตเตอรี่รูปแบบใหม่ที่ทำให้รถวิ่งได้ไกลขึ้น และยังช่วยประหยัดต้นทุน ได้ดีด้วย 

iCar VS Tesla 

ขอบคุณรูปจาก Teslarati.com

ถ้าพูดถึง รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ที่สามารถขับเคลื่อนได้โดยอัตโนมัติ แน่นอนว่าเป็นใคร ใครก็ต้องนึกถึง เทสลา (Tesla) บริษัทเชื้อสายอเมริกัน ผู้ผลิตยานพาหนะไฟฟ้าที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก ซึ่ง CEO ของบริษัทเทคโนโลยีล้ำนี้ จะเป็นใครไม่ไม่ได้นอกจาก อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ขวัญใจน้องๆ Gen Z นั่นเองค่ะ

เนื่องจาก Tesla มีชื่อเสียงอย่างมาก ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบ 100% นอกจากจะมีสมรรถนะเทียบเท่ากับ SuperCar แล้ว ยังประกอบไปด้วยเทคโนโลยีช่วยขับอย่าง ‘Autopilot’ โดยการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วย 

เท่านี้ยังไม่พอ การบังคับทุกอย่าง ตั้งแต่เกียร์ ยัน อุณหภูมิในรถ คนขับต้องบังคับผ่านหน้าจอหน้าคนขับเท่านั้น จนทำให้หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การซื้อ รถยนต์เทสล่า เหมือนเป็นการซื้อไอแพดอันขนาดยักษ์ เว้นซะแต่ว่ามันสามารถพาเราไปไหนมาไหนได้นั่นเอง

จึงไม่แปลกใจเลยว่าทันทีที่ Apple ประกาศแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า สื่อหลายฝ่ายต่างเริ่มเปรียบเทียบรถยนต์ไฟฟ้าอัตโนมัติของ Apple และ Tesla กันมากมาย ข้อเปรียบเทียบจะมีอะไรที่น่าสนใจบ้าง มาดูกันเลย

1. ความสามารถทางดีไซน์

ขอบคุณรูปจาก Medium.com

เรื่องของดีไซน์ต้องยอมรับเลยว่า Apple นั้นชนะขาดลอย เมื่อเทียบกับดีไซน์ของ Tesla ที่มักจะโดนแฟนๆ ตั้งคำถามอยู่เสมอ และที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็เห็นจะเป็นผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Tesla “Cybertruck” รถกระบะไฟฟ้า ที่มีดีไซน์เหมือนรถถังล้ำยุค ไม่เหมือนใคร และก็ไม่แน่ใจด้วยว่าจะมีใครอยากเหมือนด้วยหรือเปล่า

ขอบคุณรูปจาก Tesla

ซึ่งนี่ก็แตกต่างจากผลิตภัณฑ์ทั้งหลายจาก Apple อย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่า Apple จะออกอะไรมา ก็เป็นที่ชื่นชมไปซะหมด แม้ว่าดีไซน์ของ Apple จะเรียบง่าย แต่ก็โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง 

Apple มุ่งเน้นการออกแบบ แบบ Minor Change นั่นก็คือการออกแบบเพียงแค่ให้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ดูดีมากขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช่การออกแบบ แบบถอนรากถอนโคน ซึ่งนี่เองก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Apple ถึงมีแบรนด์ Identity ที่ชัดเจน

2. ความพร้อมของเงินทุน

ขอบคุณรูปจาก iotmaniac

แน่นอนว่าเงินทุน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะการผลิตรถยนต์สักรุ่นนั้น ไม่เพียงแค่ต้องมีเงินที่มากพอ แต่ยังต้องมีเหลือ ให้ใช้กับการสร้างโรงงาน การพัฒนาการทำการตลาด และอีกมากมาย 

Tesla ในปีที่ผ่านมาได้ มีเงินทุนที่มากขึ้นอย่างน่าทึ่ง ถึงขั้นมีมูลค่าหุ้นมากถึง 10 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกับ Apple แล้ว ต้องยอมรับเลยว่า Apple เขามีเงินหมุนเวียนบริษัทที่มากกว่า Tesla อยู่มาก

3. ประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ

ขอบคุณรูปจาก Themoscowtimes

ถึงแม้ว่าเงินจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ แต่อย่าลืมนะคะ ว่าฝีมือและความสามารถของคนทำธุรกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน แน่นอนว่าเรื่องของยานยนต์ Apple ยังมีพนักงานที่เชี่ยวชาญไม่เท่า Tesla ดังนั้นถ้า Apple อยากเพิ่มความน่าเชื่อถือในส่วนนี้ Apple จำเป็นต้องจ้าง วิศวกรเครื่องยนต์ อีกมาก เพื่อมาสู้กับ Tesla ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจยานยนต์โดยเฉพาะมานานถึง  17 ปี

ท้ายที่สุด Apple ต้องเข้าใจก่อนว่า นี่คือการผลิตรถยนต์ ไม่ใช่การผลิตมือถือ หรือไอแพดอย่างเคย ความปลอดภัยนั้น การันตีชีวิตคน ไม่ใช่แค่ ความปลอดภัยเพียงแค่ในโลกไซเบอร์

สรุปท้ายบทความ

ปัจจุบันตลาดรถยนต์ได้เร่งก้าวหน้า พัฒนาเทคโนโลยียานยนต์ โดยเริ่มจากการเปลี่ยนรถยนต์แบบเผาไหม้เชื้อเพลิงทั่วไป ไปเป็นรถยนต์ไฮบริด (เครื่องยนต์ผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมัน) จนในท้ายที่สุดกลายมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicle) อย่างในปัจจุบัน 

ฉลาดทำธุรกิจแบบ Apple แน่นอนว่าไม่มีทางปล่อยโอกาสทำเงินนี้ให้หลุดมือไป ล่าสุด Apple ได้เปิดเผยแผนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับขึ้น แต่เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ทำให้ยังเรายังไม่เห็นปลายทางความสำเร็จของ Apple คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเราจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าของ Apple ตามท้องถนนได้เมื่อไร 

แต่ระหว่างที่เรารอกัน Kaidee แนะนำให้เพื่อนๆ ลองเข้ามาเช็ครถยนต์มือสองในเว็บไซต์ของเราก่อนได้นะคะ แม้ว่าอาจจะไม่ล้ำมากมายเท่า Apple แต่รับรองว่า ช่วยเพื่อนๆ ประหยัดงบ ชนะ Apple แน่นอน

สงสัยเหมือนกันมั้ย ? ทำไมดูดวงกี่ทีก็แม่น .. จิตวิทยาตอบได้

สงสัยเหมือนกันมั้ย ? ทำไมดูดวงกี่ทีก็แม่น .. จิตวิทยาตอบได้

เราดูดวงกันไปทำไม ?
ทำไมมันแม่นขนาดนั้นอ่ะ ?
เฮ้ยยย ! เขารู้ได้ไงว่านี่กำลังปวดหลัง
แถมจะได้โบนัสจากบริษัทอีก ขนลุกกกก !

คำถามนี้ลอยเข้ามาขณะที่เรากำลังเลื่อนเม้าส์เช็คดวงประจำสัปดาห์ของตัวเองอย่างตั้งใจ อ่านไปอ่านมา เฮ้ย ! ทำไมเรื่องสุขภาพกับการเงินแม่นขนาดนั้นอ่ะ หรือที่แท้แม่หมอเป็นเพื่อนสนิทของนี่ที่แอบไปรับงานเสริม ถึงตรงนี้เหมือนเริ่มเพ้อหน่อย ๆ เอาล่ะ ..สงสัยแล้วต้องทำยังไงน่ะเหรอ ใช่ค่ะ สายเจ้าหนูจำไมอย่างเราต้องหาคำตอบ ซึ่งวันนี้เราจะมาไขข้องสงสัยข้อนี้ในเชิงจิตวิทยากัน

ดวงแม่นจริง หรือเรากำลังคาดหวังอะไรบางอย่าง ?

เอาจริง ๆ ในเชิงจิตวิทยาก็มีหลายเหตุผลที่สามารถอธิบายความเชื่อดังกล่าวได้ หนึ่งในเหตุผลเหล่านั้นมีในเรื่องของ “ความปรารถนาและความต้องการควบคุมสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมและคาดเดาไม่ได้อยู่ด้วย”
ซึ่งการดูดวง ก็เหมือนการที่เราได้รู้ล่วงหน้าสิ่งเหล่านั้นล่วงหน้า รู้สึกว่าเราควบคุมมันได้ (แม้คำทำนายจะไม่ตรงขนาดนั้นก็ตาม) ก็ทำให้เรายิ่งเชื่อว่าดวงที่อ่านมันช่างแม่นเสียเหลือเกิน ฟิล ๆ มีอะไรมา Support ความคิดของตัวเองนั่นแหละ 

นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Barnum effect (หรือเรียกได้อีกอย่างว่า Forer effect) ปรากฏการณ์ที่ตั้งตามชื่อของ Phineas Taylor Barnum นักแสดงและเจ้าของละครสัตว์

โดย Barnum เคยตั้งข้อสังเกตผ่านประโยคสุดคลาสสิกไว้ว่า ‘We’ve got something for everyone’ แปลง่าย ๆ ว่าจะมีบางสิ่งบางอย่างหรือบางคำพูดที่เข้าได้กับทุกคน อารมณ์แบบมันคลิกกับใจ ตรงความรู้สึกทำนองนั้น

โดย Barnum effect มักถูกนำมาอธิบายว่าทำไมบางครั้งหมอดูสามารถทำนายอะไรที่เหมือนจะเป็นนิสัย หรือความรู้สึกนึกคิดของเราได้ถูกต้องทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน

การทดลอง

ปีค.ศ. 1948 Bertram R. Forer นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ทำการทดลองกับนักศึกษา
39 คน (ทำให้บางคนเรียกว่า Forer effect แทน Barnum effect) 
โดย Forer พานักศึกษาเข้ามานั่งในห้อง หลังจากนั้นก็บอกกับนักศึกษาว่าเขาจะวิเคราะห์ลักษณะอุปนิสัยของแต่ละคน โดยเขียนใส่กระดาษแล้วให้แต่ละคนอ่าน เมื่อนักศึกษาอ่านคำวิเคราะห์ (ทำนาย) ของตัวเองแล้ว จะต้องให้คะแนนความแม่นยำของการทำนาย โดยให้คะแนนได้ระหว่าง 0-5 ซึ่ง 0 คะแนนคือแย่มาก ส่วน 5 คะแนนคือแม่นมาก

ผลการทดลองออกมาพบว่า Forer ได้คะแนนรวมเฉลี่ยสูงถึง 4.26 คะแนน นักศึกษากว่า 40% ให้คะแนนเต็ม 5 คะแนน แต่เมื่อทุกคนแลกใบวิเคราะห์กันอ่านกลับพบว่าการวิเคราะห์ทุกใบเขียนเหมือนกันหมด

ซึ่งคำทำนายของ Forer มาจากการตัดแปะคำทำนายตามหนังสือดูดวงหลาย ๆ เล่ม แล้วเอามารวมกัน ซึ่งหลังจากที่ Forer ได้ทำการทดลองไป ก็มีคนมาทำการทดลองซ้ำอีกหลายครั้งด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันไป

ถ้าอิงจากทฤษฏีจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยม (humanistic psychology) ทฤษฏีมีความเชื่อว่าทุกคนมีความปรารถนาบางอย่างที่เป็นพื้นฐาน เป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ ความปรารถนาเหล่านี้ได้แก่ ความอยากเป็นที่รัก (อยากให้คนอื่นรัก) ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ความรู้สึกว่าตัวเองมีค่า ความเป็นอิสระ เป็นต้น ทำให้เมื่อทำนายในสิ่งเหล่านี้ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันตรงนั่นเอง

Dr. Margaret Hamilton นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัย Wisconsin กล่าวว่า
“70 % ของการทำนายบนหนังสือพิมพ์มักจะเป็นข้อมูลเชิงบวก ซึ่งสูงกว่าเรื่องอื่น ๆ ในหนังสือพิมพ์เป็นอย่างมาก และการดูดวงยังช่วยให้คุณหลีกหนีจากความวิตกกังวลในชีวิตประจำวันได้อีกด้วย”

ถึงตรงนี้เรากลับมาคิดเล่น ๆ ถึงพวกดวงรายวันที่เราชอบอ่านตอนเช้า ๆ เวลามาทำงาน จะบนแอปสีเขียวก็ดี หรือเว็บไซต์ต่างๆ ก็ดี จะเห็นว่าคำทำนายก็แอบเป็นแบบนี้เหมือนกันแหะ เพราะเหมือนเราได้ล่วงรู้บางอย่างล่วงหน้าตั้งแต่เช้า คำทำนายจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่ฉันรู้ทันจ้า เหมือนเรากุมโชคชะตาตัวเองได้อะไรประมาณนั้น

แล้วคนอื่น ๆ มีมุมมองยังไงกับเรื่องดวง ?



“ดูดวงเพื่อความสบายใจ เหมือนเราได้รู้ว่ากำลังจะเจอกับอะไร แต่ก็ไม่ได้เชื่อขนาดนั้นนะ สมมติหมอดูคนไหนดูดวงย้อนหลังก็เชื่อว่าแม่น เชื่อกว่าหมอดูที่ดูอนาคตอย่างเดียว”

ป่าน : ชานมไข่มุกเลิฟเวอร์

…



“การดูดวงเหมือนอ่านหนังสือแนะแนวชีวิต มันก็แล้วแต่คนว่าเชื่อมากน้อยแค่ไหน แต่ทางเราดูเอาสนุก เชื่อแต่สิ่งที่ดี อะไรดี ๆ เราก็ว่าแม่น มันเหมือนเป็นการดูอนาคตฟิลเดียวกับอ่านพยากรณ์อากาศนั่นแหละ”

วิ : หญิงสาวผู้หลงใหลโหราศาสตร์

…




“ดูดวงเอาขำ ๆ แม่นไม่แม่นอยู่ที่ตัวเรามากกว่า ถามว่าเชื่อแค่ไหน ให้สัก 15% เหมือนคำทำนายมันหว่าน ขี้เกียจตีความ บางทีทำนายครอบจักรวาล ใคร ๆ ก็มีโอกาสเจอสถานการณ์แบบนั้นได้”


บ๋อม : Gamer หนุ่มไฟแรง

…



“ไม่เชื่อ 100% ส่วนตัวรู้สึกว่าการเคลื่อนที่ของดวงดาวนำทางชีวิตเราไม่ได้ แต่ไม่ได้ลบหลู่นะ เพราะจิตวิทยาตอบแล้วว่ามนุษย์ต้องการสิ่งที่ช่วยพวกเขานำทาง เลยเข้าใจได้ว่าโหราศาสตร์ทำหน้าที่อะไร”

เจมส์ : หนุ่มติดเกม
ที่ชื่นชอบการเขียน

…


เยียวยาจิตใจผ่านคำทำนาย

ความน่าฉงนของศาสตร์แห่งการทำนาย เราว่ามันเป็นปริศนาที่ยากจะหาคำตอบ เพราะคุณไม่มีทางล่วงรู้เลยว่าคำทำนายเหล่านั้น แท้จริงแล้วมาจากอะไรกันแน่ .. ถึงตรงนี้ไม่ได้บอกว่าหมอดูไม่แม่น เพราะทุกสิ่งล้วนมาจากการฝึกฝน และความสามารถต่าง ๆ ทั้งสิ้น แม่นหรือไม่แม่นให้เหตุการณ์ที่เกิดในอนาคตหรืออดีตเป็นสิ่งยืนยันดีกว่า

เราเองก็มีหมอดูประจำตัวเหมือนกัน จุดที่รู้สึกว่าแม่นคงเป็นการทักเรื่องในครอบครัวที่เป็นความลับมาก ๆ ออกมาและประเด็นดังกล่าวค่อนข้างลึกพอสมควร ที่สำคัญเวลาเราดูดวงเรารู้สึกว่าเหมือนการเยียวยาจิตใจ เป็นการรับคำปรึกษาผ่านหมอดูแทนจิตแพทย์ เพราะบางครั้งเรากลับรู้สึกว่าการปรึกษาคนไกลตัว สามารถพูดได้มากกว่าคนใกล้ตัว เป็นไปได้หรือไม่ ว่านี่คือสัญญาณเตือนความสัมพันธ์บางอย่างระหว่างเราและคนรอบตัว ..

สุดท้ายนี้ เราอยากบอกว่าการดูดวงเป็นเรื่องปกติ เราดูเพื่อให้รู้ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีสติ ไม่ใช่ดูเพื่อให้วิตกกังวล หรือให้ดวงควบคุมชีวิตของเราจนไม่กล้าทำอะไร 🙂

All power is from within and is therefore under our own control

อำนาจอยู่ในกำมือเรา
อย่าปล่อยให้มันควบคุมเรา

Robert Collier
มือใหม่หัดขับ Big Bike มีอะไรต้องระวัง?!

มือใหม่หัดขับ Big Bike มีอะไรต้องระวัง?!

สมัยนี้อะไร ๆ ก็ต้องเร็วไว้ก่อน เดี๋ยวไม่ทันใจ และนี่อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ความนิยมใน Big Bike เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะ Big Bike ทั้งเท่ เร็ว และแรง จึงทำให้หนุ่ม ๆ หลายท่านอดใจไม่ไหวต้องมีไว้ครอบครองสักคัน แต่ถึงจะชอบความเร็วแค่ไหนยังไงก็ต้องระวังหากเป็นมือใหม่หัดขับ เรามาดูกันดีกว่าว่าควรระวังเรื่องไหนกันบ้าง

6 ข้อควรระวังที่มือใหม่หรือมือเก่าก็ต้องอ่าน!

ถึงจะหัวข้อจะเป็นมือใหม่แต่คนที่ขับจนชินอ่านไว้ก็ไม่เสียหลาย ควรระวังอะไรกันบ้างนั้น ไปดูกันเลยยย

1.ระวังซื้อผิดรุ่น

ก่อนจะซื้อ Big Bike นั้นต้องดูก่อนว่าเราอยากได้ cc เท่าไร เช่น 150 หรือ 250 ไม่ควรข้ามไป cc ที่เยอะเลย เพราะอาจะคุมตัวเครื่องไม่ไหว ถ้าเป็นมือใหม่ต้องเลือกจาก cc น้อย ๆ ก่อน เมื่อขับได้คล่องแล้วค่อยลองเครื่องที่แรงขึ้น

นอกจากนี้ควรศึกษาและหาประเภท Big Bike ที่ตัวเองชอบที่สุดไว้ก่อน แล้วจึงดูโปรโมชั่นของแต่ละตัวแทนจำหน่ายที่แตกต่างกันออกไป เหตุผลที่บอกให้เลือกรุ่นให้ดีก่อนนั้นเพราะว่า Big Bike มีหลายประเภทมาก ๆ เช่น เอ็นดูโร่, ช็อปเปอร์, ครุยเซอร์,สกู๊ตเตอร์, สปอร์ตไบค์, เน็คเก็ตไบค์, โมตาร์ด, โมโตครอส เป็นต้น จากนั้นควรเทียบข้อดีและข้อเสียของแต่ละรุ่นในเรื่องของความปลอดภัย ความทันสมัย และความประหยัดน้ำมัน และที่สำคัญที่สุดคือควรเลือกแบรนด์ที่มีศูนย์ซ่อมเยอะ และหาอะไหล่ง่าย

2.ระวังซื้อมาแล้วไม่เหมาะกับสรีระ

การเลือกมอเตอร์ไซค์คู่ใจที่เหมาะกับสรีระสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเราคงไม่อยากได้ Big Bike ที่เรายันเท้าไม่ถึง จริงไหมคะ เพราะฉะนั้น ก่อนซื้อเราควรดูความยาวของขา และความสูงของเรารวมถึงความกว้างของเบาะนั่งด้วย ทางที่ดีควรเลือกเบาะนั่งที่ไม่สูงจนเกินไป เพราะ Big Bike คู่ใจที่ดีนั้นต้องเป็น Big Bike ที่เราขับได้คล่องตัวและไม่หนักจนเราคุมไม่ไหว และพึงจำไว้เสมอว่า เราควรทดลองขับก่อนซื้อทุกครั้ง ไม่ใช่หน้ามืด เห็นคันไหนเท่แล้วซื้อเลยนะคะ 

3.ขับขี่ให้ถูกวิธี

Kaidee Auto ขอแนะนำว่าหากเพิ่งเริ่มขับจริง ๆ ควรไปเข้าคอร์สสอนขับ Big Bike อย่าทดลองขับแบบงู ๆ ปลา ๆ เด็ดขาดเนื่องจากตัวเครื่อง Big Bike นั้นต่างจากมอเตอร์ไซค์ทั่วไปอยู่แล้ว จึงไม่สามารถหัดเองได้ นอกจากนี้ในคอร์สยังสอนวิธีการดูแลรักษาตัวเครื่อง ให้อยู่กับเราได้นานขึ้นอีกด้วย 

ทิปส์ในการขับที่ต้องท่องไว้เสมอคือ ให้ใช้ความเร็วที่เหมาะสม และอย่าใจร้อนเมื่อถึงทางโค้ง เพราะทางโค้งถือเป็นตัวตัดสินนักขับหน้าใหม่มาหลายรายแล้ว ถ้าอยากขับให้มันแบบเต็มที่ Kaidee Auto แนะนำให้ไปขับเล่นกับเพื่อน ๆ ที่สนามแข่ง แบบนั้นจะมันกว่าเยอะ 

นอกจากนี้ การขับขี่ให้ถูกวิธียังรวมถึงการแต่งกายให้เหมาะสมด้วย ทางเราแนะนำว่าคุณควรสวมอุปกรณ์ป้องกันให้ครบถ้วน เช่น หมวกกันน็อค ถุงมือ การ์ดหัวเข่า และเสื้อสำหรับขับ Big Bike อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือ คุณควรสวมกางเกงขายาวเพื่อป้องกันไม่ให้ขาได้รับบาดแผลจากพื้นถนนเมื่อเกิดเหตุไม่คาดคิดอีกด้วย

4.ระวังงบบานปลาย

ขึ้นชื่อว่านักขับ Big Bike ก็คงอดใจไม่ไหวที่จะต้องแต่งรถเพิ่มใช่ไหมคะ แต่ทาง Kaidee Auto ขอเตือนก่อนเลยนะคะว่า อย่า อย่า อย่าเอาของจีนแดงมาใส่ผสม เพราะจะทำให้สภาพเครื่องเสื่อมเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ควรซื้อของแท้แต่ดีและสามารถใช้งานได้นานไปเลย ดีกว่าซื้อของจีนแดงหลายรอบ แล้วงบบานปลาย จริงไหมคะ

5.ระวังตอนออกทริป

เวลาออกทริปทางไกลก็ต้องเตรียมพร้อม คุณควรเตรียมอุปกรณ์เพื่อเตรียมซ่อม Big Bike ไปด้วย เช่น ชุดเติมลมยาง ปะยาง และน้ำยา Slime นอกจากนี้หมวกกันน็อคของคุณควรติดตั้งกล้องวิดีโอไว้ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ GPS และสติ๊กเกอร์สะท้อนแสงเอาไว้ติดตัวรถ

อีกอย่างที่ควรระวังคือการยกมือทักทายเมื่อเจอผู้ขับ Big Bike ด้วยกัน บางคนอาจจะเข้าใจการทักทายนี้ว่าท้าแข่ง ต้องระวังตรงนี้ไว้ด้วย

6.ระวังเรื่องเอกสารในการออกรถ

เอกสารในการออกรถจะมีอยู่ 2 แบบคือ แบบไม่มีผู้ค้ำ และแบบมีผู้ค้ำ สำหรับแบบแรกนั้นมีเอกสารที่ต้องเตรียมอยู่หลายอย่างคือ

1.สำเนาบัตรประชาชน

2.สำเนาทะเบียนบ้าน 

3.Statement บัญชีเงินเข้าออกย้อนหลัง 6 เดือน ในกรณีนี้หากมีไม่ถึง 6 เดือน สามารถขอหนังสือรับรองเงินเดือนจากบริษัทแทนได้บริษัทได้

สำหรับแบบมีผู้ค้ำ ทั้งผู้ค้ำประกันและผู้ซื้อรถจะต้องเตรียมเอกสารทั้งหมดในข้อแรกไว้ก่อน จากนั้นจึงไปดำเนินการเกี่ยวกับไฟแนนซ์ ซึ่งต้องรอประมาณ 1 อาทิตย์กว่าจะเสร็จสิ้น

สรุปท้ายบทความ

เรื่องที่ต้องระวังสำหรับสิงห์มอเตอร์ไซต์ Kaidee Auto คัดหลัก ๆ เน้น ๆ มาให้แล้ว 6 ข้อ แต่ถ้าหากอยากขับขี่ปลอดภัยหายห่วงได้ทุกเส้นทาง มือใหม่ทุกท่านควรศึกษาเพิ่มเติมด้วยนะคะ หากอยากลองหา Big Bike คันใหม่ หรือปล่อยคันเก่า ลองมาปล่อยได้เลยที่ Kaidee

“คาร์แคร์” ที่ “แคร์เรา” 5 ร้านล้างรถกรุงเทพฯ ปิดดึก

“คาร์แคร์” ที่ “แคร์เรา” 5 ร้านล้างรถกรุงเทพฯ ปิดดึก

คุณเคยประสบปัญหาอยากล้างรถในเวลาคับขัน แล้วไม่รู้จะล้างที่ไหนไหมคะ…

บทความนี้เกิดขึ้นมาได้ จากปัญหาส่วนตัวของเราล้วนๆ เพราะเคยไปเที่ยวกับแกงค์เพื่อนสาว ปาร์ตี้ดื่มกินสนุกกันเต็มที่ แต่พอขึ้นรถกลับบ้านเท่านั้นแหละ ความบันเทิงต่างๆ หายไปทันที จากเมาๆ อยู่กลายเป็นสร่าง เพราะดันมีเพื่อนอาเจียนขึ้นมาในรถตอนตีสองกว่าๆ ครั้นจะปล่อยให้ซากความเสียหายเหล่านั้น ค้างคาไปจนถึงตอนเช้า ก็เกรงว่ามันจะซึมลึกอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรถจนเกินไป

สิ่งที่ทำได้ตอนนั้น คือสุมหัวกันหาข้อมูล “คาแคร์” ที่ยังพอจะ “แคร์เรา” ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งข้อมูลที่หาในตอนนั้นมักเป็นร้านที่ไม่อัปเดต โทรไปไม่รับ ปิดบริการไปบ้าง จนสุดท้ายด้วยความง่วงและความสติที่ไม่เต็มร้อยของทุกคน จึงยอมแพ้ เอารถไปล้างตอนเช้าแทน

เรียกได้ว่าเป็นค่ำคืนที่ทุลักทุเล ของคนเมา 4 คน และ 1 คนอ้วก

Men in car care

5 ร้านล้างรถปิดดึก จะล้างตอนไหนก็ “ได้เสมอ”

เพื่อไม่ให้ทุกคนประสบเคราะห์ซ้ำกรรมซัดแบบเดียวกัน เราเลยรวมร้านคาร์แคร์ปิดดึกแบบอัปเดตแล้วในปี 2021 มาฝากกัน 5 แห่ง ซึ่งทุกร้านมีทำเลกระจายกันไปตามย่านต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อให้ทั่วถึงทุกคนมากที่สุด หากพร้อมแล้วไปค่ะ!

1. Nine Bike Premium Car Coating

Nine-Bike-Premium-Car-Coating
Credit : facebook.com/ninebikecoating

คาร์แคร์ระดับพรีเมียมย่านรัชดา ที่มีจุดขายอันแข็งแกร่งด้วยการเปิดให้บริการตลอด “24 ชั่วโมง” ไม่ว่าคุณจะเจอกับปัญหาคับขัน หรือเหตุฉุกเฉินในช่วงเวลาไหนก็สบายใจได้เสมอ เพราะสามารถพารถสุดรักของเรามาเสริมสวยเสริมหล่อ ได้ทุกเวลาที่ไนน์ไบค์พรีเมียมคาร์

นอกจากจะโดดเด่นด้วยคอนเซปต์ร้าน ซึ่งพร้อมให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้ว ร้านนี้ยังให้บริการเกี่ยวกับรถครบวงจร ทั้งเคลือบแก้วเซรามิค Wrap เปลี่ยนสีรถ ขัดสี ติดฟิล์ม ฯลฯ ถึงขนาดทางร้านเคลมว่าเป็น “ผู้นำด้านการปกป้องสีรถ” เลยทีเดียว ฉะนั้นใครที่เป็น ฅ.คนรักรถอยู่แล้ว น่าจะถูกใจไม่น้อย ไปครั้งเดียวเบ็ดเสร็จครบทุกอย่าง

ที่ตั้ง : https://goo.gl/maps/sQtjJpP1nkNhkPwr6
เวลาเปิด-ปิด : 24 ชั่วโมง ทุกวัน
โทรศัพท์ : 085 090 8118
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/ninebikecoating/

2. Meguiars Car wash

ล้างรถ-รัชดา
Credit : Meguiars Car wash
Meguiars-Car-wash-รัชดา
Credit : Meguiars Car wash

เมกไกวส์ไม่ได้โดดเด่นแค่ผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์คุณภาพเยี่ยมเท่านั้น แต่ทางแบรนด์ยังมีบริการล้างรถแทรกอยู่ตามช้อปอีกด้วย แถมข้อมูลที่ได้มา ก็ทำเราประหลาดใจไม่น้อย เพราะเขามีถึง 30 สาขาให้บริการกระจายทั่วประเทศ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต โคราช หาดใหญ่ ฯลฯ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น

ส่วนราคาเริ่มต้นนั้นแตกต่างกันไปตามแต่ละสาขา หากเป็นสาขาในเมืองก็แพงขึ้นมาหน่อย เริ่มต้นหลักร้อยนิดๆ แบบสบายกระเป๋า และด้วยความเจ้านี้มีผลิตภัณฑ์ดูแลรถยนต์เป็นของตัวเอง ก็ช่วยให้เรามั่นใจได้ประมาณหนึ่งว่าน่าจะมีคุณภาพ งานเนี้ยบ ไม่ต้องลุ้นมาก

ที่ตั้ง : รัชดาฯ-สุทธิสาร https://goo.gl/maps/eqAApmosBtRbxPwk7
รัชโยธิน https://goo.gl/maps/bnzd15oAU9bcDN3D7
ฟิวเจอร์พาร์ค-รังสิต https://goo.gl/maps/iaSfwibJwECdVWGe9
เวลาเปิด-ปิด : 24 ชั่วโมง ทุกวัน (เฉพาะสาขารัชดาฯ-สุทธิสาร)
ส่วนสาขาอื่นๆ ส่วนใหญ่ปิด 21.00 น.
โทรศัพท์ : 02 639 0404 (สาขาใหญ่)
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.meguiars.co.th/

3. 24 Hours Carwash

Credit : facebook.com/24hourscarwash/

แค่ชื่อร้านก็แสดงถึงจุดขายได้อย่างชัดเจน การชูเรื่อง “เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน” เป็นอะไรที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ทั้งยังมาพร้อมบริการครบวงจร ทั้งล้างสี ดูดฝุ่น เคลือบสี เคลือบแก้ว ซักเบาะ ซักพรม ฟอกเบาะหนัง ฯลฯ ในราคาเริ่มต้นเพียง 80 บาท เรียกว่ากำเงินมาไม่เกิน 500 ร้อย ก็ได้ “รถสภาพใหม่กับคันเดิม” ไปแบบสวยปิ๊งเงาวับ

ที่สำคัญทำเลยังดีงาม ตั้งอยู่บนถนนเกษตร-นวมินทร์ ออกนอกเมืองไปนิดแต่อัดแน่นไปด้วยประชากรจำนวนมหาศาล และหมู่บ้านใหญ่ๆ เพียบ เชื่อว่าคงมีลูกค้าพากันมาอุดหนุนอยู่ไม่น้อย ด้วยราคาที่ถูกและเวลาเปิดที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม

ที่ตั้ง : https://goo.gl/maps/3nJVumNLKXFst6Zu7
เวลาเปิด-ปิด : 24 ชั่วโมง ทุกวัน
โทรศัพท์ : 097 004 4978
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/24hourscarwash/

4. Autolab Crystal Coating

Autolab-Crystal-Coating-ล้างรถ
Credit : facebook.com/AutolabCrystalCoating/

อีกหนึ่งร้านล้างรถบนถนนถนนเกษตร-นวมินทร์ ที่อัปเกรดมาตรฐานและราคาขึ้นมาอีกหนึ่งสเต็ป เป็นพรีเมียมคาร์แคร์ที่จัดเต็มด้วยคุณภาพและคัดสรรผลิตภัณฑ์ดูแลรถของคุณแบบเลือกเกรด ให้คุณวางใจกับเงินที่จ่ายและมั่นใจว่ารถของคุณจะถูกดูแลอย่างดี

ด้วยการทำความสะอาดภายใต้คอนเซปต์ “Premium Wash” ทั้งลบรอยขนแมว รอยขีดข่วน รอยโฮโลแกรม ลบคราบฝังลึก ขัดชักเงาและเคลือบสี เรียกว่ารวมทุกขั้นตอนไว้เสร็จสรรพในราคา 3,500 บาท ฟังดูแล้วอาจจะรู้สึกว่าแพง แต่ด้วยขั้นตอนที่ครบครันขนาดนั้น เรียกว่าทำครั้งเดียวจัดเต็มไปเลยก็คุ้มอยู่เหมือนกัน

ที่ตั้ง : https://goo.gl/maps/occAYCM52Y52
เวลาเปิด-ปิด : 09.00-24.00 น. ทุกวัน
โทรศัพท์ : 082 344 0877
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/AutolabCrystalCoating/

5. 3JCarcare 24 ชั่วโมง

Credit : facebook.com/3JCarcare/

พาลัดเลาะคาร์แคร์ในเมืองนอกเมือง ทั้งรัชดาและเกษตร-นวมินทร์กันไปแล้ว คราวนี้เปลี่ยนฝั่งมาดูร้านล้างรถคุณภาพดี แถวถนนจันทน์กันบ้าง โดยร้าน 3JCarcare มีจุดขายไม่ต่างจากร้านอื่นๆ ที่เปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน เพียงแต่ช่วงสถานการณ์โควิดแบบนี้ ทางร้านจำต้องลดเวลาปิดถึง 23.00 น.

ถึงจะปรับเวลาปิดให้เหลือเพียงห้าทุ่ม แต่การบริการยังคงจัดเต็มเหมือนเคย ทั้งล้างสี ล้างสีดูดฝุ่น เคลือบภายใน ฯลฯ หรือจะ Add-on บริการอื่นๆ ก็ได้ตามแต่ใจชอบ แถมราคาเริ่มต้นของร้านนี้ก็น่ารักมาก ขั้นต่ำอยู่ที่ 100 บาทเท่านั้น จึงไม่แปลกที่จะมีลูกค้าในย่านนี้หมุนเวียนกันมาใช้บริการกันเป็นประจำ

ที่ตั้ง : https://goo.gl/maps/exhm2FFJoEVvBGzi9
เวลาเปิด-ปิด : 08.00-23.00 น. ทุกวัน (เฉพาะช่วงโควิด) / ช่วงปกติเปิด 24 ชั่วโมง ทุกวัน
โทรศัพท์ : 081 700 9200
รายละเอียดเพิ่มเติม : https://www.facebook.com/3JCarcare/

สรุปท้ายบทความ

ได้รายชื่อคาร์แคร์ดีๆ ที่พร้อมบริการคุณตลอด 24 ชั่วโมงกันไปแล้ว ทีนี้ก็คลายความกังวลใจได้ระดับหนึ่ง ต่อให้คุณจะเกิดปัญหาในช่วงเวลาไหน ก็มีร้านล้างรถพร้อมให้บริการคุณอยู่เสมอทุกเวลา และเมื่อเติมเต็มความมั่นใจได้ขนาดนี้ ใครที่ยังไม่มีรถหรือมีแล้วอยากมีอีก เข้าไปหารถคู่ใจสักคันใน Kaidee Auto รับรองว่าราคาดี ไม่มีผ่านนายหน้า คลิกเลย!