Mar 5, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
สวนผักสีเขียวบนดาดฟ้า มองแล้วชื่นใจสุดๆไปเลย
เศษอาหารที่เหลือจากอาหารมื้อใหญ่ในแต่ละมื้อ ถูกวางกองทิ้งอย่างไร้ประโยชน์เป็นจำนวนมาก ส่งผลกระทบอย่างมากต่อสิ่งแวดล้อมในวงกว้าง Wastegetable สวนผักบนดาดฟ้า จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นมา จากแนวคิด Zero Waste เพื่อลดขยะที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเริ่มจาก การนำเศษอาหารในร้านอาหารห้าง Center One มาประยุกต์เป็นปุ๋ยหมักออแกนิกคุณภาพดี ที่ถูกนำไปบำรุงสวนผักบนดาดฟ้าของห้างใหญ่ใจกลางกรุง เกิดเป็นเศรษฐกิจหมุนเวียน
พี่หนู และสวนผักบนดาดฟ้าแสนสดชื่น
เส้นทางการเติบโตของ Wastegetable ที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าตื่นตื่นใจ ความตั้งของคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะช่วยกันเปลี่ยนแปลงโลก ให้ไปสู่สิ่งแวดลัอมที่ดีขึ้น
อะไรเป็นแรงผลักที่ทำให้เกิดแนวคิดสวนผักบนดาดฟ้า พื้นที่ที่ใครหลายคนมองข้าม ได้ถูกเลือกนำกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในด้านคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม จนได้รับการยอมรับและประสบความสำเร็จอย่างมากในปัจจุบัน ลองมาฟังเรื่องราวน่าประทับใจจาก คุณหนู ปารีณา ผู้ก่อตั้ง Wastegetable บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับมุมมองในการทำสวนผักบนดาดฟ้า และจุดเริ่มต้นเล็กๆที่อยากเป็นอีกหนึ่งแรงที่อยากจะขับเคลื่อนสังคมไปด้วย
VIDEO
หลังจากนี้เวลาเห็นฟาร์มผักออแกนิก เราคงจะไม่ได้เห็นฟาร์มผักแค่ในมิติที่ตั้งอยู่บนพื้นดินอย่างเดียวอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นสวนผักเอฟเวอรี่เแวร์ ที่ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นที่ดินว่าง ระเบียง และที่เด็ดสุดอย่างดาดฟ้า ก็คงจะมีออกมาให้เราเห็นเรื่อยๆ
ตามแพลนที่ทาง Bangkok Rooftop Garden วางแผนจะขยายฟาร์มไปยังพื้นที่บริเวณโดยรอบอนุสาวรีย์ชัยฯ และขยายไปบนตึกในกรุงเทพมหานครกว่า 2800 ตึก หรือถ้าไม่อยากรอ ลองดัดแปลงพื้นที่ว่างบนดาดฟ้าที่บ้านมาเป็นสวนผักออแกนิก สร้างคุณค่าทางอาหารในครัวเรือนเรา หรือจะเปิดเป็นร้านอาหารก็น่าสนใจไม่เบา
ส่วนใครที่ดูแล้วแต่ยังมีข้อสงสัย ไม่เข้าใจวิธีทำการเกษตรอินทรีย์ว่าควรทำอย่างไร ทำแบบไหนถึงจะถูกต้อง สามารถมาถามคุณหนูและคุณแจ็คได้ที่ Wastegetable หรือใครอยากลองมาลงมือทำ จะลองมา Workshop หรือมาเรียนกับทาง Wastegetable ได้ แต่ขอบอกว่า คิวแน่นนิดนึงนะคะ โทรมาสอบถาม หรือติดต่อไปได้เลยผ่านทางเพจ Wastegetable ได้เลย
เบอร์โทร : 081 403 7136
Facebook Pages: wastegetable
Website : https://bangkokrooftopfarming.com/
Mar 5, 2021 | บทความอสังหาฯ
ต้องยอมรับเลยว่า หนึ่งในความมั่นคงของชีวิตคือการซื้อที่อยู่อาศัยให้กับตัวเราเอง และบ้านหลังที่เราตัดสินใจเลือกแล้วก็อาจจะเป็นบ้านที่เราอยู่ต่อไปทั้งชีวิตของเรา แต่เชื่อได้เลยว่า ผู้อ่านหลายคนที่ซื้อบ้านเป็นหลังแรกก็คงจะเริ่มต้นไม่ถูกและไม่รู้ถึงขั้นตอนหรือเคล็ดลับการ กู้ซื้อบ้าน ให้ผ่านแบบง่าย ๆ ซึ่งบทความนี้ก็จะเป็นตัวช่วยให้คุณเอง
กู้ซื้อบ้าน หลังแรกต้องทำอย่างไร ?
หาบ้านที่ถูกใจ
ก่อนการตัดสินใจ ซื้อบ้าน สักหลัง การหาข้อมูลโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้ตรงใจเรามากที่สุดก็ถือเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งผู้ศึกษาก็สามารถดูความพึงพอใจจาก ราคา รูปแบบบ้าน ที่ตั้ง และรายละเอียดของบ้านแต่ละประเภทเพื่อนำมาเปรียบเทียบกันจากแหล่งต่าง ๆ ดังนี้
โครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยส่วนใหญ่แล้ว โครงการอสังหาริมทรัพย์แทบทุกโครงการจะมีเว็บไซต์หลักของโครงการ เพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้นกับผู้ที่สนใจจากฟังก์ชันต่าง ๆ อย่างการนำชมเสมือนจริง หรือการติดต่อไปยังเจ้าหน้าที่ที่ดูแลโครงการนั้น ๆ เพื่อสอบถามเพิ่มเติม รวมถึงเดินทางไปยังตัวโครงการเพื่อดูบ้านหรือคอนโดมิเนียมแต่ละหลังจริงๆ ซึ่งการติดต่อโครงการโดยตรงแบบนี้อาจจะทำให้มีโปรโมชั่นลดราคาหรือบริการเสริมอื่น ๆ ที่มาจากโครงการโดยตรง
นายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ตัวกลางการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีตัวตนอยู่จริง ๆ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับทั้งผู้ซื้อและผู้ขายตั้งแต่การพูดคุย การเสนอราคา การดูสถานที่จริง และเจรจา โดยนายหน้าส่วนมากนั้นจะได้ค่าคอมมิชชั่นประมาณ 3% จากตัวอสังหานั้น หรืออาจมากกว่าและน้อยกว่าตามแต่ตกลง
เจ้าของอสังหาริมทรัพย์ สำหรับบ้านมือสอง การ ซื้อบ้าน จากเจ้าของบ้านถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจเพราะมีข้อดีคือมีราคาที่อาจไม่แพงมากนักและเรายังสามารถตกลงราคาได้อย่างง่ายดายอีกด้วย ซึ่งอสังหาริมทรัพย์แบบนี้อาจมีการลงขายในเว็บไซต์สื่อกลางต่าง ๆ นั่นเอง
เว็บไซต์สื่อกลาง เว็บไซต์ที่มีอสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ให้เลือกมากมายทั้งโครงการเก่า ใหม่ หรืออสังหาริมทรัพย์มือสอง ซึ่งมีราคาที่ไม่แพงเท่ากับการซื้อบ้านมือหนึ่ง ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้อาจมีเครื่องมือการคำนวณค่าใช้จ่ายเบื้องต้น มีคำแนะนำต่าง ๆ ในการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ หรือการรีวิวโครงการอสังหาริมทรัพย์ และ Kaidee ก็เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน
เว็บไซต์ Kaidee.com
เตรียมความพร้อมด้านการเงิน
เมื่อตัดสินใจเลือกบ้านที่ชอบแล้วขั้นตอนต่อไปในการ ซื้อบ้าน คือ การคำนวณค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการซื้อบ้านหลังนี้ตั้งแต่ ราคาบ้าน ดอกเบี้ย และค่าตกแต่งบ้าน ซึ่งเราสามารถติดต่อกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อวัดความสามารถทางการเงินและเปรียบเทียบความคุ้มค่าของสินเชื่อระหว่างธนาคาร โดยทางธนาคารจะมีการตรวจสอบความสามารถทางการเงินของเราผ่านหน่วยงาน 2 หน่วยงาน ได้แก่
สถาบันการเงิน มีหน้าที่ในการตรวจสอบสถานะทางการเงินของผู้ที่ต้องการกู้ซื้อบ้านประกอบไปด้วย รายได้ ความเสี่ยงภาระหนี้สิน และการเดินบัญชีธนาคาร ซึ่งถ้าหากธนาคารไม่มั่นใจในคุณสมบัติทางการเงินของเราก็สามารถปฏิเสธการยื่นกู้หรือลดวงเงินที่เรายื่นกู้ได้เช่นกัน
เครดิตบูโร ทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลบัตรเครดิตของผู้กู้ซื้อบ้านว่ามีประวัติธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทว่ามีแนวโน้มที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร และรายงานเพื่อพิจารณาการยื่นกู้สินเชื่อ
การดำเนินการเพื่อเป็นเจ้าของบ้าน
ขั้นตอนสุดท้ายหลังจากที่ธนาคารอนุมัติการยื่นกู้ซื้อบ้าน คือการดำเนินการเพื่อให้ผู้ซื้อกลายเป็นเจ้าของบ้านตัวจริงซึ่งผู้ซื้อต้องทำการติดต่อหน่วยงานอีก 2 หน่วยงานดังนี้
วิศวกรตรวจสอบบ้าน ก่อนการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องการ เราจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความเรียบร้อยของอสังหาริมทรัพย์หลังนั้น ซึ่งผู้ซื้อบ้านส่วนมากก็นิยมใช้บริการวิศวกรในการตรวจสอบความเรียบร้อยของอสังหาฯ โดยมีการตรวจสอบตั้งแต่พื้นที่ด้านนอกบ้าน โครงสร้าง หลังคา พื้น ผนัง ฝ้าเพดาน ประตู หน้าต่าง ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำ ว่ามีความไม่แข็งแรง ความไม่เรียบร้อย รอยร้าว รอยเปื้อน หรือรอยรั่วหรือไม่
เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน เพื่อเป็นพยานในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ การประเมินทุนทรัพย์ และเก็บค่าธรรมเนียมซึ่งในปัจจุบันโครงการอสังหาริมทรัพย์หลายแห่งก็มีการอำนวยความสะดวกให้ผู้ซื้อโดยการมอบอำนาจเพื่อดำเนินการในส่วนนี้แทน
เงินเดือนเท่านี้ กู้ซื้อบ้าน ได้แค่ไหน ?
เคยสงสัยไหมว่าถ้าหากเรามีเงินเดือนเท่านี้ จะสามารถกู้เงินซื้อบ้านได้สูงสุดแค่ไหนกัน แล้วมันมีวิธีคำนวณหรือไม่วันนี้เราจะมาเล่าให้ฟัง
ถ้าหากว่าเรามีเงินเดือน 25,000 บาท
ราคาบ้านที่เราสามารถกู้ซื้อได้คือเท่าไร ?
เราต้องคำนวณความสามารถของราคาบ้านที่ต้องการกู้ซื้อโดยใช้สูตร
รายได้ต่อเดือน *60 = ราคาบ้านที่กู้ซื้อได้
25,000 * 60 = 1,500,000 บาท
แล้วสามารถผ่อนได้เดือนละเท่าไรกัน ?
จากคำกล่าวที่ว่า การผ่อนชำระเงินต่อเดือนสูงสุดจะทำได้ไม่เกิด 40% ของรายได้ ทำให้เราสามารถคำนวณสูตรในการคิดรายการผ่อนต่อเดือนคือ
25,000 * 40% = 10,000 บาท
ซึ่งในกรณีนี้คือการคำนวณแบบที่ผู้ยื่นกู้ไม่ได้มีภาระหนี้อื่น ๆ ด้วย
และถ้าผู้ยื่นกู้มีภาระหนี้อยู่ก่อนแล้วเดือนเท่าไร ก็จะต้องทำการหักออกจากส่วนที่สามารถกู้ได้สูงสุด เช่น ถ้าหากมีการผ่อนชำระรถอยู่แล้วเดือนละ 5,000 ผู้ยื่นกู้ก็จะมีความสามารถผ่อนชำระบ้านได้สูงสุดเพียง 5,000 บาท
แล้วมีวงเงินกู้สูงสุดเท่าไรล่ะ ?
การคำนวณวงเงินกู้สามารถคิดจากสูตร
(1,000,000 * ความสามารถผ่อนชำระ) ÷7,000 = (วงเงินที่สามารถกู้ได้)
(1,000,000 * 10,000) ÷7,000 = 1,428,571 นั่นเอง
เคล็ดลับการยื่น กู้ซื้อบ้าน ให้ผ่านฉลุย
ขอบคุณรูปจาก: jcomp
‘กู้ซื้อบ้าน’ คำที่หลายคนฟังแล้วกลัวจะไม่ผ่านง่าย ๆ จากเหตุผลต่าง ๆ นานาทั้งเป็นเด็กจบใหม่ ทั้งมีหนี้ผ่อนชำระค้างแต่วันนี้เรามีเคล็ดลับดี ๆ ที่นำไปใช้แล้วการกู้บ้านของคุณอาจจะผ่านฉลุยไปง่าย ๆ !
อันดับแรกคือ การรู้ถึงความสามารถทางการเงิน ของเราจากสูตรข้างต้น ว่าเรามีสิทธิ์ที่จะกู้ได้มากที่สุดแค่ไหนเพราะถ้าหากเรายื่นกู้เกินความสามารถของเราก็มีสิทธิ์ทำให้ถูกปฏิเสธการกู้ซื้อบ้านก็เป็นได้
อย่างที่บอกไปว่าการตรวจสอบบัญชีธนาคารเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญ ดังนั้นการทำบัญชีธนาคารของเราให้สวยงาม ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยการมีจำนวนเงินในบัญชีที่สม่ำเสมอและมีการดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีนั้นอย่างน้อย 6 เดือนก่อนเริ่มทำการซื้อบ้าน
อีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้คุณสามารถยื่นกู้ซื้อบ้านได้ง่ายขึ้นคือ การ เตรียมเอกสารของคุณให้ครบถ้วน ทั้งสลิปเงินเดือน ใบรับรองการทำงาน หรือหลักฐานรายได้พิเศษที่จะทำให้ธนาคารรู้ถึงรายได้ของคุณว่ามีมากแค่ไหนและช่วยให้คุณกู้ผ่านได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ การยกเลิกบัตรเครดิตที่ไม่จำเป็น หรือ การชำระหนี้อย่างตรงต่อเวลา ในช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ช่วยให้สถานะทางการเงินของคุณมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น และยิ่งถ้าคุณสามารถปิดหนี้ต่าง ๆ ก่อนการกู้ซื้อบ้านได้ยิ่งดี เพราะมันจะเป็นหลักประกันว่าคุณสามารถผ่อนบ้านได้ตรงต่อเวลายังไงล่ะ !
สรุปการ กู้ซื้อบ้าน ด้วยตัวเอง
นอกจากเงินที่เราเสียไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากที่สุดในการ ซื้อบ้าน หลังนี้คือ ตัวของคุณเองที่ต้องตัดสินใจอย่างถี่ถ้วนเพื่อให้ได้บ้านที่ถูกใจซึ่งสามารถหาได้ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่ได้กล่าวไปด้านต้น
เพราะบ้านที่ถูกใจจะทำให้บ้านกลายเป็นบ้านของเราจริง ๆ <3
Mar 5, 2021 | บทความอสังหาฯ
รู้จัก…รถไฟฟ้าชานเมือง-สายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต)
ทดลองวิ่งเสมือนจริง “มีนาคม” เปิดให้ประชาชนทดลองใช้ “กรกฎาคม” เปิดจริงเดือน “พฤศจิกายน” ปีนี้! สถานีทั้งหมด 10 สถานี ระยะทางทั้งหมด 26.3 กม. รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 1,120 คน/ขบวน 600,000 คน/วัน ความเร็วสูงสุด 160 กม./ชม. แต่จำกัดความเร็วให้วิ่งที่ 120-140 กม./ชม. ค่าโดยสาร 14-42 บาท
ในอนาคตมีส่วนต่อขยายอีก 4 สถานี
สถานีคลองหนึ่ง
สถานีเชียงราก
สถานีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ
สถานีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ผู้ให้บริการรถสายนี้คือ รฟท. รถไฟชานเมือง (Commuter) รอบไม่ถี่เท่า BTS และ MRT ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เสียงเบา เส้นทางวิ่งส่วนใหญ่ขนานไปกับเส้นทางรถไฟ รฟท. ระยะทางจากทางเข้าไปถึงตัวสถานี เดินไกล ตัวรถเป็นของบริษัท Hitachi นำเข้าจากญี่ปุ่น
ตัวอย่างบรรยากาศรถไฟสายสีแดง : เครดิต ทีมนั่งรถไฟกับนายแฮมมึน
กรุงเทพฝั่งทิศเหนือ น่าลงทุน?
ศูนย์รวมคมนาคมสำคัญของกรุงเทพฯ
สถานีกลางบางซื่อ
สนามบินดอนเมือง
สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ หมอชิต (จตุจักร)
ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก
ทางด่วนหลายสาย ถนนหลักหลายเส้น
สถานศึกษาชั้นนำ มหาวิทยาลัยชื่อดัง
โรงพยาบาล
ห้างสรรพสินค้า
อุดมสมบูรณ์ด้วยแหล่งอาหารการกิน ตลาดสด ร้านอาหารดัง
อสังหาฯ ราคาดี ไม่สูงมาก จับต้องง่าย
ส่วนใหญ่เป็นคอนโด Low Rise และ Main Class ไม่หรูหรา มีทั้งโครงการที่กำลังสร้างและสร้างเสร็จแล้ว ขนาดห้องเริ่มต้นค่อนข้างกว้าง เพราะเน้นลูกค้ากลุ่มครอบครัว ราคาขายต่อ/ค่าเช่า มีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราคาเริ่มต้น 7 แสนไม่เกิน 5 ล้าน
10 โครงการอสังหาฯ ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม
Bang sue
ไอดีโอ โมบิ บางซื่อ แกรนด์ อินเตอร์เชนจ์
Ideo Mobi Bangsue Grand Interchange
300 เมตร จาก MRT เตาปูน
800 เมตร จากสถานีกลางบางซื่อ
2 กิโลเมตร จาก MRT บางซ่อน
Connect ทุกเส้นทางได้สะดวกกว่าเดิม ด้วยรถไฟฟ้าถึง 3 สาย
ครบครันด้วย Facilities ทั้ง Sky Lounge, Sky Fitness, Infinity Edge Pool
เริ่มต้น 2.59 ล้านบาท
เดอะไลน์จตุจักร-หมอชิต
The Line Jatujak-Mochit
1 กิโลเมตรจาก BTS หมอชิต/ MRT จตุจักร
ให้คุณออกแบบชีวิตได้ง่ายดาย ใช้ชีวิตได้สะดวกขึ้น
ด้วยศูนย์รวมคมนาคมแหล่งใหญ่กลางใจเมือง
ใกล้ชิดธรรมชาติแบบ 360 องศา กับวิวสีเขียวสวนวชิรเบญจทัศ
เริ่มต้นที่ 4.5 ล้านบาท
Ja tu jak
Wat samian nari
ยู ดีไลท์ รัชวิภา
U Delight Rachavibha
ให้คุณดื่มด่ำกับธรรมชาติมากกว่าที่เคย
ด้วยคอนเซปต์ “นิเวศวิทยาชุมชนเมือง Urban Ecology Condo”
ภายใต้พื้นที่สีเขียวกว่า 2 ไร่ และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
ประหยัดเวลาการเดินทางยิ่งขึ้น
เพียง 600 เมตร จากสถานีวัดเสมียนนารี
เริ่มต้น 2.99 ล้านบาท
ONEDER เกษตร
ONEDER Kaset
สุดยอดทำเลบนถนนงามวงศ์วาน
เพียง 200 เมตร จากสถานีบางเขน
โดดเด่นด้วยดีไซนสุดล้ำ “สิ่งมหัศจรรย์ทั้ง 7 ของโลก”
จัดเต็มด้วยพื้นที่ส่วนกลาง 2 ไร่ ชีวิตมหัศจรรย์เริ่มต้นที่นี่
เริ่มต้น 1.59 ล้านบาท
Bang khen
Thung song hong
แมกซ์ คอนโดมิเนียม วิภาวดี
Max Condominium Vibhavadi
400 เมตร จากสถานีทุ่งสองห้อง
ครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน
รายล้อมด้วยสถานที่สำคัญ
โรงพยาบาล สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า
เริ่มต้นที่ 1.3 ล้านบาท (วันเปิดตัว)
พลัมคอนโดมิกซ์ แจ้งวัฒนะ
Plum Condo MiX Chaengwattana
สะดวกสบายกับการเดินทางด้วย รถไฟฟ้า 3 สาย!
200 เมตร จากรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีราชภัฏพระนคร
600 เมตร จากรถไฟสายสีแดง สถานีหลักสี่
1 กิโลเมตร จากรถไฟฟ้าสายสีเขียว สถานีวัดพระศรีฯ
เดินทางง่าย! ติดถนนใหญ่ ใกล้ทางด่วนหลายสาย
ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท
Lak si
Khe ha
เด็น วิภาวดี
Den Vibhavadi
คอนโดมิเนียมราคาย่อมเยา เอาใจสายทุนทรัพย์น้อย
พร้อมสรรพด้วยสิ่งอำนวยความดวก
ติดถนนใหญ่ “วิภาวดี” ใกล้ทางด่วน เดินทางง่าย
1 กิโลเมตร จากสถานีการเคหะและสถานีหลักสี่
เริ่มต้นที่ 1.1 ล้านบาท
กรีน คอนโด ดอนเมือง-สรงประภา
Grene Condo Don Mueang-Song Prapha
“365 DAYS VACATION IN PARADISE”
ดื่มด่ำไปกับบรรยากาศ (จำลอง) เมืองท่าไมอามี (Miami)
ตอบโจทย์ทุกความต้องการ
เพียง 10 นาที ถึงสนามบินดอนเมือง
เริ่มต้นที่ 1.29 ล้านบาท
Don Mue ang
Lak hok
พลัมคอนโด พหลโยธิน 89
Plum Condo Paholyothin 89
“ให้” คุณได้มากกว่าแบบที่ไม่มีใครกล้า “ให้”
ทั้งราคาที่คุ้มค่า ต่ำกว่าล้าน
บนทำเลสุดยอดเยี่ยม ติดถนนวิภาวดี
เพียง 5 นาที จากสถานีหลักหก
เริ่มต้นเพียง 799,000 บาท
ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1
Lumpini Township Rangsit-Khlong 1
สัมผัสบรรยากาศ “ชุมชนน่าอยู่” ได้ที่นี่
เต็มอิ่มกับสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน
เพียง 10 นาที จากสถานีรังสิต
ให้คุณเชื่อมต่อทุกการเดินทางได้สะดวกมากขึ้น
เริ่มต้นที่ 799,999 บาท
Rang sit
Mar 5, 2021 | บทความยานยนต์
คุณใช่ไหมที่กำลังมองหาอู่ซ่อมดีๆไว้สักที่? แน่นอนว่าตอนนี้ซ่อมอู่ไม่ได้แย่ไปกว่าซ่อมศูนย์เลยนะ เพราะคนส่วนมากก็สะดวกใจที่จะไปซ่อมอู่มากกว่า ทั้งเรื่องราคา การบริการและระยะทางที่
ซ่อมอู่ดียังไง?
ตามจริงการซ่อมรถนั้นจะแบ่งเป็นซ่อมอู่และซ่อมห้าง (ซ่อมศูนย์) ซึ่งบางคนก็สบายใจที่จะซ่อมห้างมากกว่าเพราะไม่อยากวิ่งหาอู่ และก็ไม่ต้องกังวลเรื่องอื่นๆ แต่ตามจริงแล้วการซ่อมอู่นั้นก็ไม่ได้ดีน้อยไปกว่ากันเลย
สิ่งที่หลายคนคิดเป็นอย่างแรกเรื่องการซ่อมอู่คือเรื่องราคาที่ถูก เพราะค่าแรงและค่าบริการต่างๆไม่เยอะเท่าซ่อมห้าง ทำให้เรื่องราคาเป็นเหตุผลหลักอย่างหนึ่งในการซ่อมอู่
การซ่อมห้างส่วนใหญ่ต้องจองเวลาล่วงหน้าค่อนข้างนาน แต่ถ้าเป็นอู่ก็จะใช้เวลาน้อยกว่ามาก ดังนั้นใครไม่ชอบรอ การซ่อมอู่ก็เป็นทางเลือกที่ดี
การซ่อมอู่ส่วนมากจะรู้จักอู่ผ่านการแนะนำของเพื่อนหรือคนรู้จัก ทำให้เวลาไปใช้บริการก็สามารถวางใจได้ในระดับหนึ่ง
เลือกอู่ยังไงให้ไม่ต้องห่วงเรื่องโกง
ข่าวโดนโกงจากการซ่อมอู่ยังคงมีอยู่เรื่อยๆ แต่จะเลือกอู่อย่างไรให้สบายใจเรื่องโดนโกงได้ ให้ลองเช็คตามนี้เลย
การบริการเป็นสิ่งสำคัญและยังเป็นตัวชี้วัดอย่างหนึ่งของคุณภาพการซ่อมหรือการตกแต่งได้อีกด้วย
ความรู้ของช่างและเจ้าของอู่
เมื่อไปที่อู่ใหม่ที่ไม่เคยใช้บริการ ให้พูดคุยกับช่างให้เรียบร้อยก่อนที่จะส่งรถเข้าซ่อม เพื่อมั่นใจว่าช่างเข้าใจปัญหาและให้ตัวเราได้รู้ว่าจะได้อุปกรณ์หรือชิ้นส่วนที่ใช้เป็นตัวไหน
อุปกรณ์และเครื่องมือต่างๆ
ลองสังเกตดูภายในอู่รอบๆว่าเครื่องมือและอุปกรณ์เป็นอย่างไร เพราะถ้าเครื่องมือมีไม่ครบครันดูไม่น่าเชื่อถือก็ไม่วครเข้ารับบริการที่อู่นั้น
6 อู่ซ่อมรถ งานดีไม่มีชุ่ย
เราอาจเคยมีความคิดว่าซ่อมอู่ไม่ดี เพราะอาจโดนโกง หรือได้ของไม่ดี ซึ่งตามจริงก็ต้องบอกว่ามันมีร้านแบบนี้อยู่จริง แต่ร้านที่จะอยู่ได้นานและมีลูกค้าประจำคือร้านที่ไม่โกงไม่ยัดของไม่ดีให้ เช่นร้านตามด้านล่างนี้เลย
1.นวมินทร์ การาจ
สถานที่ :ถนนนวมินทร์ ซอยนวมินทร์103 แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม
เวลาเปิด-ปิด : 8:30 – 17:00 (ปิดวันอาทิตย์)
อู่คุณภาพขนาดใหญ่ ที่ภายในมีการแบ่งสัดส่วนพื้นที่การรับรองลูกค้าและพื้นที่ซ่อม รวมถึงพื้นที่จอดรถไว้อย่างดี พร้อมช่างในภายอู่ก็มีประสบการณ์และจำนวนที่เพียงพอในการรองรับการซ่อมต่างๆ ที่สำคัญยังเป็นอู่ที่อยู่ในรายชื่อศูนย์ซ่อมตัวแทนจำหน่ายประกันภัยของหลายๆที่อีกด้วย
2.2499 Inter Car Repair
ขอบคุณภาพจาก 2499intercarrepair.com
สถานที่ :ถนนเลียบคลองสอง แขวงบางซัน เขตคลองสามวา
เวลาเปิด-ปิด : 8:30 – 17:30 (ปิดวันอาทิตย์)
ศูนย์ซ่อมตัวถังและสีรถยนต์ที่มีมาตรฐาน ภายในอู่มีแบ่งสัดส่วนอย่างชัดเจน ทั้งห้องรับรอง ส่วนซ่อมต่างๆ การซ่อมก็มีหลากหลายแบบ ทั้งเคาะ ดึง ทำสี เคลือบสีต่างๆ นอกจากนี้ยังมีการบำรุงตรวจเช็คระบบเครื่องช่วงล่าง รวมถึงการประกอบต่างๆด้วย เรียกว่าอู่คุณภาพระดับศูนย์บริการเลยก็ว่าได้ อู่นี้ก็เป็นศูนย์ซ่อมตัวแทนจำหน่ายประกันภัยเช่นกัน
3.Feeliq MotorSport
ขอบคุณภาพจาก facebook.com/feeliqmotorsport
สถานที่ :ตรงข้ามซอยหทัยราษฎร์ 50 คลองสามวา
เวลาเปิด-ปิด : 10:00 – 18:00 (ปิดวันอาทิตย์)
อู่ซ่อมรถที่สาวกมาสด้าต่างรู้จัก ด้วยบริการที่ครบครันทั้งซ่อมบำรุง ระบบเครื่องยนต์ภายใน-ช่วงล่าง รวมถึงปรับแต่งและจูนเครื่องยนต์ต่างๆ ซึ่งที่อู่นี้นั้นจะเน้นไปที่รถมาสด้าเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นถ้าใครใช้รถมาสด้าอยู่ อยากเช็คหรือซ่อมส่วนไหนขับมาที่นี่ได้เลย
4.AZC Addzest Carcolor
สถานที่ :ถนนสรงประภา ดอนเมือง
เวลาเปิด-ปิด : 11:00 – 00:00
หนึ่งในร้านดังแห่งโลกออนไลน์ที่ใครต่างก็เรียกกันในชื่ออู่สีน้าแจ่ม ซึ่งอู่นี้จะเน้นไปที่การตกแต่ง ทั้งทำสี เปลี่ยนล้อแม็กซ์ จูนเครื่องยนต์ ทำช่วงล่าง แต่งท่อไอเสีย ซึ่งรถส่วนมากที่มานั้นจะเป็นรถแต่งสะส่วนใหญ่ ดังนั้นใครที่รถไม่ได้เสียอะไรแต่อยากแต่งเพิ่มมาหาน้าแจ่มที่นี่ รถคุณจะยิ่งแจ่มแน่นอน
5.Ble O.P.Garage
ขอบคุณภาพจาก Facebook/Ble-OPGARAGE
สถานที่ : ลาดพร้าว 64 แยก 4
เวลาเปิด-ปิด : 9 :00 – 18 : 00 (ปิดวันอาทิตย์)
อู่พี่เบิ้ลที่รับทั้งการตรวจเช็คน้ำมันเครื่อง เบรกและชิ้นส่วนต่างๆ รวมถึงการซ่อมอาการต่างๆ ช่วงล่าง ระบบแอร์ เปลี่ยนยาง ล้อ หม้อน้ำ คอยล์ เป็นต้น เสร็จงานก็สามารถเช็คดูรีวิวทางเพจของอู่ได้เลย เรียกว่า ปลอดภัย วางใจ หายห่วงได้
6.เครุ่งเรือง เซอร์วิส
สถานที่ : ถนนพหลโยธิน พญาไท
เวลาเปิด-ปิด : 8:00 – 17:00 (ปิดวันอาทิตย์)
อู่ใหญ่ย่านพหลโยธิน มีบริการรถลากและรถสไลด์ออน ภายในอู่จัดพื้นที่เป็นสัดส่วนชัดเจน ทั้งห้องรับรอง ที่จอดรถและส่วนซ่อม โดยอู่นี้จะเน้นการซ่อมตัวถังรถและการพ่นสีเป็นหลัก ซึ่งทางอู่จะรับประกันงานซ่อมแต่ละรูปแบบในระยะเวลาที่ต่างกัน หากจะมาที่นี่แนะนำให้ลองโทรเช็คคิวว่างก่อนเสมอ
สรุป
การจะเปิดอู่ได้แน่นอนว่าเจ้าของอู่รวมถึงช่างภายในต่างก็ต้องมีความรู้ความสามารถและประสบการณ์ที่มากเพียงพอ ซึ่งปัญหาของรถยนต์ก็มีหลากหลายแบบแยกตามรุ่นและประเภทของเครื่องยนต์ ซึ่งบางครั้งถ้าเป็นอู่ที่ยังไม่มีประสบการณ์มากพอ ก็อาจซ่อมออกมาไม่ได้คุณภาพ ดังนั้นการซ่อมอู่จึงต้องเลือกให้ดี อาจเริ่มจากถามคนรอบตัวก็ได้ ไม่แน่อาจเจออู่ดีๆที่กลายเป็นอู่ประจำของเรา แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะอู่ไหน ก็อย่าลืมที่จะโทรสอบถามและจองคิวให้เรียบร้อยก่อน
ส่วนถ้าใครที่อยากหาแหล่งรวมรถมือสองสภาพสวยหรือเพิ่งซ่อมรถเสร็จอยากปล่อยต่อก็มาที่ Kaidee ได้เลยนะ
Mar 5, 2021 | บทความอสังหาฯ
เริ่มปีใหม่แล้วหลายยังคงทำงานที่บ้านกันอยู่ บางคนทำงานที่บ้านมาตั้งแต่ปีที่แล้ว นานจนลืมไปแล้วว่าออฟฟิศเป็นอย่างไร และสิ่งที่สำคัญบางคนก็รู้สึกว่าทำไมทำงานที่บ้านแล้วถึงทำงานได้ประสิทธิภาพมากกว่า แต่บางคนกลับกัน ทำงานที่บ้านจนรู้สึกว่าตัวเองทำงานได้น้อยลงบ้าง งานออกมาไม่ดีบ้าง ซึ่งความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ส่งผลกับการทำงานของเรานั้นอาจเป็นบ้านที่เราใช้ชีวิตก็เป็นได้
บ้านมีผลต่อการทำงานแบบ Work From Home แค่ไหน
เรื่องการทำงานนั้นจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ เรื่องสิ่งแวดล้อมก็มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งก็จะโยงไปเรื่องของจิตวิทยาที่หากพื้นที่การทำงานของเรามีการจัดวางที่เหมาะสม บรรยากาศจะช่วยส่งผลให้เรามีสมาธิในการทำงานมากขึ้น
1.สมาธิ อารมณ์และความรู้สึก
แน่นอนว่าการทำงาน เราต้องใช้ทั้งสมองในการคิด ใช้ร่างกายในการเคลื่อนไหว ดังนั้นเรื่องสมาธิและอารมณ์ต่างๆก็สามารถส่งผลต่อการทำงานของเราได้
ซึ่งสิ่งหนึ่งในบ้านที่ส่งผลเรื่องสมาธิและอารมณ์ของเรา นั่นคือสีของบ้าน สีโทนต่างๆสามารถส่งผลต่ออารมณ์ของเราได้หลายแบบ
2.ประสิทธิภาพการทำงาน
หากบ้านของเรามีมุมหรือห้องที่ให้เราทำงานได้แบบเงียบสงบ ไม่มีคนอื่นมาวุ่นวาย เราก็จะสามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
3.ลดการลาป่วยได้
การทำงานที่บ้านสามารถลดความเสี่ยงในการเจอโรคภัยต่างๆได้ค่อนข้างมาก ดังนั้นการลาป่วยก็จะลดลงตามไปด้วย
Home Office ต้องเป็นแบบไหน
การเปลี่ยนบ้านเป็น Home Office นั้นไม่จำเป็นต้องรีโนเวทแบบยิ่งใหญ่เสมอไป เพียงแค่ปรับพื้นที่บ้านบางจุดให้เหมาะสมต่อการทำงานมากยิ่งขึ้นก็เพียงพอแล้ว
1.Working Space ต้องมี
พื้นที่การทำงานคือจุดที่สำคัญที่สุด Working Space ของเราควรเป็นพื้นที่ที่สงบเพื่อการโฟกัสงานได้ดียิ่งขึ้น โดยสามารถเริ่มต้นจากการมุมเล็กๆที่ห้องนอนส่วนตัว วางโต๊ะและเก้าอี้พร้อมมีไฟที่เพียงพอ ก็สามารถนั่งทำงานได้แล้ว
แต่หากพื้นที่ทำงานที่เหมาะสมจริงๆ ควรเป็นห้องเงียบๆไร้ความวุ่นวายจากคนอื่นในบ้าน หากนึกการออกแบบและการวางเฟอรนิเจอร์ไม่ออก ให้ลองนึกถึงออฟฟิศที่เราทำงานแล้วลองจัดตามไปทีละชิ้น ส่วนเรื่องแสงนั้นก็สำคัญ เราสามารถใช้แสงจากธรรมชาติเพื่อช่วยเพิ่มสมาธิในการทำงานได้ หรือหากไม่มีแสงเข้าก็ต้องติดไฟให้เพียงพอ ไม่ให้มืดจนเกินไป เพราะไม่เช่นนั้นเมื่อทำงานไปสักพักสายตาจะทำงานหนักและปวดตาได้
อีกหนึ่งอย่างที่สำคัญคือเรื่องของสีในส่วนของ Working Space อย่างที่เรารู้กันว่าสีส่งผลต่อจิตใจและอารมณ์ของเราได้ โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้สีในโทนเดียวกันแบบไม่มีลวดลาย และหากเลือกสีเข้มก็จะช่วยส่งผลเรื่องสมาธิ ให้อารมณ์ความเงียบสงบ และหากเป็นสีอ่อนก็จะช่วยให้เรารู้สึกสบายตา สดใส และลดความตึงเครียดได้
ยกตัวอย่างเช่นห้องสีขาว ที่อาจดูเพลนๆไม่มีอะไร แต่สีขาวนี้จะช่วยให้เรารู้สึกว่าห้องมีความกว้างขวาง มีความสว่าง และที่สำคัญเป็นสีแห่งความบริสุทธิ์ที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นในการทำงานของเราได้
2.จุดพักเบรคระหว่างวัน
การทำงานที่ดีนั้นควรให้เวลาพักประมาณ 15 นาที ในทุกๆ 3 – 4 ชั่วโมง และจุดพักก็ควรจะเป็นจุดที่ห่างจาก Working Space เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ลดความเครียดและอาการเหนื่อยล้าของส่วนต่างๆในร่างกาย ซึ่งการพักแบบนี้จะช่วยส่งลให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น
ซึ่งจุดพักเบรคนั้นอาจจะเป็นห้องครัวหรือห้องนั่งเล่นก็ได้ แค่เราหามุมที่มีที่นั่งสบายๆหรือโซฟานุ่มๆสักตัว พร้อมทีวีหรือหนังสือดีๆสักเล่ม เพื่อนั่งผ่อนคลายสมองสักหน่อยก่อนกลับไปทำงานต่อ
3.อุปกรณ์ต้องพร้อม
การทำงานที่บ้านของหลายคนก็มีความแตกต่างไปตามรูปแบบงานของแต่ละคน บางคนก็ต้องอยู่กับคอมพิวเตอร์เป็นหลัก แต่บางคนก็อยู่กับโทรศัพท์หรือต้องออกไปหาลูกค้าบ้าง ดังนั้นการมีอุปกรณ์ที่พร้อมก็เป็นเรื่องสำคัญ หากออฟฟิศไหนสามารถยืมอุปกรณ์มาได้ก็ถือว่าดีไป แต่ถ้าใครอยากมีอุปกรณ์ที่พร้อมอยู่ในบ้านเป็นของเราเองเลย ก็สามารถหาซื้อมาเพื่อใช้งานได้แบบสบายใจ
อุปกรณ์สำหรับ Work From Home
แน่นอนว่าการทำงานที่บ้านอุปกรณ์ก็ต้องครบไว้ก่อน เพื่อการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และบ้านของเราก็จะเป็น Home Office ที่พร้อมให้เราทำงานได้อยู่เสมอ
1.โต๊ะทำงาน
โต๊ะที่ดีควรจะมีขนาดความยาวตั้งแต่ 90-120 เซนติเมตรและความสูงที่ 72 เซนติเมตรขึ้นไป เพื่อพื้นที่การวางของที่เพียงพอและการวางขาได้อย่างไม่อึดอัด
2.เก้าอี้เพื่อสุขภาพ
เราทำงานกันอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อวัน บางคนนั่งทำงานกันข้ามวันข้ามคืนก็มี ดังนั้นการมีเก้าอี้ที่รองรับสรีระของเราได้ดีก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดอาการปวดหลังและช่วยให้รู้สึกนั่งได้สบายมากขึ้น
3.โน๊ตบุ๊ค/ คอมพิวเตอร์
คงไม่มีบริษัทไหนที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คในการทำงาน ซึ่งการมีคอมหรือโน๊ตบุ๊คดีๆสักเครื่องก็ช่วยให้ทำงานอย่างลื่นไหลได้นะ/ๅๅๅๅๅๅ
4.แก้วน้ำเก็บความเย็น
หนึ่งวันต้องดื่มน้ำอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว ดังนั้นการมีแก้วน้ำดีๆสักแก้วตั้งไว้ใกล้ตัวก็ช่วยให้เราดื่มน้ำได้บ่อยขึ้นได้นะ
5.หมอนรองคอ
ตามจริงเก้าอี้เพื่อสุขภาพส่วนมากก็จะมีหมอนรองคอมาด้วย เพื่อลดอาการปวดคอต่างๆ แต่หากใครไม่มีก็ซื้อมาสักชิ้น ใส่ตอนนั่งทำงานหรือเมื่อต้องการงีบสักพักเพื่อฟื้นพลัง
6.หูฟังพร้อมไมค์
เมื่อไหร่ที่ต้องประชุม การพูดคุยผ่านช่องทางออนไลน์ก็ต้องใช้หูฟังและไมค์ที่ดี เพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน ดังนั้นหูฟังจึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้จริงๆในการ Work From Home
สรุป
การ Work From Home อาจกลายเป็นการทำงานรูปแบบใหม่หรือเป็นรูปแบบหลักของงานหลายๆประเภทที่ปรับตัวในยุคนี้ ดังนั้นการมีบ้านที่เป็น Home Office ไปในตัวก็ช่วยสร้างความสะดวกและยังช่วยให้การทำงานของเรามีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วย หากใครอยากหาบ้านมือสองสักหลังมาทำเป็น Home Office ส่วนตัวล่ะก็ลองมาดูที่ Kaidee ได้เลย เพราะนอกจากบ้านและคอนโดแล้ว เรายังมีสินค้าให้เลือกอีกมากมายกว่า 32 หมวดหมู่เลยทีเดียวเชียว