5 มือถือถ่ายรูปสวย กล้องปัง! ประจำปี 2021

5 มือถือถ่ายรูปสวย กล้องปัง! ประจำปี 2021

เข้าสู่รัชสมัยเทคโนโลยี 5G ทั้งที จะเห็นได้ว่าเทรนด์และคอนเทนท์ต่างๆ หมุนเวียนเปลี่ยนไปไวด้วยปลายนิ้ว โทรศัพท์กลายมาเป็น 1 ในปัจจัย 5 ของเรามากขึ้น หลายๆ อย่างในชีวิตเรา ถูกขับเคลื่อนด้วยมือถือ ทั้ง Application และ Function ต่างๆ ที่เชื่อมโยงและช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้นกว่าเดิม

ยิ่งโดยเฉพาะฟังก์ชัน “กล้องถ่ายภาพ” ที่ช่วงหลัง บริษัทมือถือแต่ละค่ายแข่งกันพัฒนากันสุดชีวิต ชูเรื่องประสิทธิภาพกล้องเป็นจุดขายสำคัญ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้งาน ให้สะดวกมากยิ่งขึ้น วันนี้เราเลยจะพาไปดู 5 มือถือสุดเทพ 5 ค่าย ที่ถ่ายรูปดีประจำปี 2021

5 มือถือถ่ายรูปสวย ราคาดี!

อย่างที่บอกไปว่าฟังก์ชันของโทรศัพท์สมัยนี้ไปไกลกว่าที่คุณคิด มือถือเดี๋ยวนี้ถ่ายรูปได้สวยไม่แพ้กล้องถ่ายภาพ แถมตัวเครื่องยังเบา ใส่กระเป๋าไปไหนสะดวก ง่ายต่อการพกพา ถ่ายได้ทั้งหน้าชัดหลังเบลอ ทั้งยังใช้ได้ดีในที่มืด จะมีรุ่นไหนดี รุ่นไหนดัง ไปดูกันค่ะ

1. Huawei Mate 40 Pro+

Huawei-Mate-40-Pro

หากพูดถึงมือถือที่โดดเด่นด้วยกล้องถ่ายรูปประสิทธิภาพเยี่ยมแล้ว จะไม่พูดถึง “หัวเหว่ย” คงเหมือนขาดอะไรไป อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่าค่ายนี้ ชูจุดขายเรื่องกล้องถ่ายรูปเสมอมา ด้วยการผสานความแข็งแกร่งทั้งตัวกล้องและเลนส์ให้เป็นแบบเดียวกับ Leica ยิ่งทำให้หลายคนจับตามอง

ความเจ๋งของ Huawei Mate 40 Pro+ รุ่นนี้ คือมาพร้อมกล้องหลักอันทรงพลัง ให้ความละเอียดมากถึง 50 MP อัดแน่นด้วยขนาดเซ็นเซอร์ 1/1.28 นิ้ว รูรับแสง f/1.9 รวมถึงระบบกันสั่นให้คุณได้ภาพคมชัดในทุกสถานการณ์ ทั้งยังให้คุณสนุกกับการบันทึกวิดีโอคุณภาพสูง 4K

จากสเปคขั้นเทพเหล่านั้น ทำให้ภาพถ่ายจากมือถือรุ่นนี้มีสีสันสดใส ให้สมดุลแสงได้ดี ทั้งในที่แสงมากและแสงน้อย ตลอดจนมุมกล้องกว้าง หรือจะซูมก็เข้าถึงใจ โฟกัสเฉียบคม ให้ Noise ที่ต่ำ และด้วยประสิทธิภาพอันยอดเยี่ยมทั้งหมด จึงไม่แปลกใจที่ Huawei รุ่นนี้จะครองตำแหน่งมือถือถ่ายรูปยอดเยี่ยมอันดับต้นๆ ของปี 2021

ราคาเริ่มต้น : 35,000 บาท

2. iPhone 12 Pro Max

Apple-iPhone-12

พูดถึงฝั่งแอนดรอยด์ไปแล้ว ตัดสลับข้ามมาที่ฝั่ง IOS กันบ้าง ถึง Apple จะเปิดตัว iPhone 12 ไปเมื่อปลายปีที่แล้วก็ตาม แต่ในปีศักราช 2021 นี้ ไอโฟนก็ยังเป็นที่จับตามองและอยู่ในมือถือที่มียอดขายอันดับต้นๆ เสมอ โดยเฉพาะ “ระบบกล้องระดับโปร” ที่ทางแอปเปิ้ลภูมิใจเสนอในรุ่น iPhone 12 Pro Max

เริ่มด้วยระบบกล้องหลักที่ให้ความละเอียด 12 MP มาพร้อมกล้องอัลตร้าไวด์, ไวด์ และเทเลโฟโต้ ซูมได้มากถึง 12 เท่า (รูรับแสงขนาดต่ำสุด 1.6) ให้คุณสนุกได้ทุกระยะแบบไร้ขีดจำกัด ทั้งยังโดดเด่นด้วยภาพถ่ายบุคคลในตอนกลางคืนในระบบ LiDAR หน้าชัดหลังเบลอ ป้องกันภาพสั่นไหวคู่แบบออปติคอล

แม้โดยรวมสเปคกล้อง iPhone 12 Pro Max จะไม่ต่างจากรุ่นเดิม แต่ด้วยความที่กล้องของแอปเปิ้ลที่เทพแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว จุดเด่นหลักๆ คงเป็นเรื่องการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอที่ดีขึ้น ถ่ายภาพพรอดเทรตได้สนุกขึ้น ในสีสันที่ธรรมชาติ ให้คุณเอาภาพที่ได้ไปปรับแต่งได้ง่ายขึ้น

ราคาเริ่มต้น : 36,000 บาท

3. Samsung Galaxy S21 Ultra 5G

Samsung Galaxy S21

“เกินคาดในทุกๆ ด้าน” คือคอนเซปต์หลักของ Samsung Galaxy S21 Ultra มือถือตัวท็อปของค่ายซัมซุงประจำปี 2021 เรียกได้ว่าตีคู่สูสีมากับ iPhone 12 Pro Max ด้วยสเปคขั้นเทพที่ใกล้เคียงกัน ทั้งยังมาพร้อมปากกา S Pen ให้คุณใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ได้มากขึ้น

ส่วนคุณภาพกล้องไม่ต้องพูดถึง เพราะทางแบรนด์ให้มาแบบจัดเต็ม “คมชัดเหนือโรงภาพยนตร์” ให้ความละเอียดสูงสูดถึง 108 MP – Wide Angle นับเป็นความละเอียดสูงสุดที่สมาร์ตโฟนในยุคนี้มี ที่สำคัญยังถ่ายวิดีโอได้ถึง 8K และมีระบบป้องกันการสั่นไหวชั้นเลิศด้วย AI

ด้วยคุณสมบัติครอบจักรวาลและกล้องสุดปังแบบนี้ ทำให้ Reviewer หลายคน ต่างพากันยกให้ว่าเป็นมือถือที่ตอบโจทย์ “สายคอนเทนท์” ที่ดี มีทั้งปากกา S Pen ให้คุณใช้งานได้สะดวก ตัดต่อง่าย แต่งรูปได้ไว ไหนจะกล้องที่ให้คุณมาครบครันทุกระยะ ชัดทุกอณู ถ่ายคลิปก็สวย ทำให้รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

ราคาเริ่มต้น : 33,000 บาท

4. Xiaomi Mi 10 Ultra

Xiaomi Mi 10 Ultra

มาที่อีกหนึ่งค่ายซึ่งน่าจับตามองไม่แพ้กัน หลังๆ จะเห็นได้ว่า Xiaomi เริ่มครองตลาดสมาร์ทโฟนในไทยมากขึ้น ด้วยราคาที่ไม่แรง จับต้องง่าย แต่อัดแน่นด้วยสเปคที่ครบครัน ที่สำคัญฟังก์ชันเรื่องกล้องก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ามือถือตัวท็อปของค่ายอื่นๆ เลยแม้แต่น้อย

ด้วยกล้อง 4 ตัวหลัก ซึ่งให้ความละเอียดสูงสูด 48 MP มาครบทั้งระยะ Ultrawide และ Portrait มีรูรับแสงขนาด ƒ/1.9 ทั้งยังมาพร้อมระบบกันสั่น Electronic Image Stabilization (EIS) และป้องกันภาพสั่นไหวแบบออปติคอล (OIS) ซูมได้มากถึง 120 เท่า อยู่ไกลแค่ไหนก็ใกล้กัน นอกจากนี้ยังบันทึกวิดีโอได้ถึงระดับ 8K, 24 เฟรมต่อวินาที

จะเห็นได้ว่า ผลลัพธ์ของภาพที่ได้จาก Xiaomi Mi 10 Ultra เทียบชั้นได้สบายๆ กับมือถือหลายค่ายดัง ทั้งความอิ่มสีที่สวยงาม ระยะ Wide ที่เก็บได้กว้างกว่า ไปจนถึงความหน้าชัดหลังเบลอที่ตัดขอบได้คมชัด สวยงามแบบไม่หลอกตา ไหนจะถ่ายได้ยอดเยี่ยมในที่แสงน้อย ให้ความสว่างที่สวยงาม แบบไม่ต้องกังวลว่า Noise จะขึ้น

ราคาเริ่มต้น : 26,000 บาท

5. Vivo X50 Pro+

Vivo X50 Pro

ปิดท้ายด้วยค่าย Vivo น้องใหม่ในตลาด ที่หลังๆ ทำกระแสได้ดีอยู่ไม่น้อย ด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย ในสเปคที่เข้าถึงได้ทุกคน โดยเฉพาะตัว Vivo X50 Pro+ ที่ออกมาล่าสุด ถือเป็นหนึ่งในเรือธงของวีโว่ที่ตั้งใจมาตีตลาดมือถือระดับบนเลยทีเดียว

ฟังก์ชันที่โดดเด่นของรุ่นนี้ คือกล้องหลักที่ให้มาถึง 4 ตัว พร้อมความละเอียดสูงสุด 50 MP ทั้งยังซูมได้มากถึง 60 เท่า ให้คุณเข้าถึงทุกมิติ ตลอดจนใช้เทคโนโลยีพิเศษ Gimbal ควบคู่กับ AI ช่วยลดการสั่นไหวของภาพได้ดีเยี่ยม ให้คุณหมดกังวล และมั่นใจได้ว่าภาพนิ่งและวิดีโอจะคมชัดอย่างเหนือระดับ

ที่สำคัญตัวนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Focus Tracking ช่วยให้คุณถ่ายภาพได้ดี ในที่แสงน้อย มั่นใจได้กับทุกจังหวะแบบไม่ต้องกังวลการสั่นไหว มาพร้อมตัวช่วยพิเศษ Super Night Mode และ Astro Mode ให้คุณสนุกและเพลิดเพลินกับการถ่ายรูปสไตล์ไนต์ไลฟ์มากยิ่งขึ้น

ราคาเริ่มต้น : 25,000 บาท

สรุปท้ายบทความ

มือถือทั้ง 5 รุ่นที่แนะนำไปนั้น ราคาค่อนข้างสูงอยู่พอสมควร อยู่ในระดับหลักสองหมื่นขึ้นไป แต่อย่างที่เราบอกเล่าไป แต่ละเครื่องเป็นโทรศัพท์รุ่นท็อปของแต่ละค่ายในปี 2021 ฉะนั้นฟังก์ชันโดยรวมทั้งหมด ก็การันตีได้ประมาณหนึ่งว่า มือถือเหล่านั้นถูกพัฒนาและทำให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น

โดยเฉพาะฟังก์ชันเรื่อง “กล้องถ่ายภาพ” ที่แต่ละแบรนด์ทำได้ยอดเยี่ยม แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด การหมุนเร็วของโลกและการเปลี่ยนผ่านของเทคโนโลยี ทำให้ทุกวันนี้คุณพกแค่มือถือเครื่องเดียว ก็สร้างคอนเทนท์ดีๆ ได้มากมาย ตอบโจทย์คนชอบถ่ายรูปที่รักความสะดวก

ใครมีกำลังทรัพย์แค่ไหน สนใจตัวไหนก็จับจองกันได้ตามสะดวกเลย!

ปวดหัวบ่อย! ใช่ Social Addiction ไหม เช็กอาการกัน

ปวดหัวบ่อย! ใช่ Social Addiction ไหม เช็กอาการกัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่ายุคนี้สมัยนี้ เพื่อนข้างกายคนสำคัญของเราคือ “Social Media” ไม่ว่าจะไปไหน ทำอะไร ที่ไหน เป็นต้องเข้าไปรายงานตัวกันในโลกใบนั้น เพื่อให้สังคมรับรู้ถึงการมีตัวตนและความเป็นไปของเรา

ถึงขนาดนักร้องขวัญใจเรา “แสตมป์ อภิวัชร์” เอาอาการนั่งจิ้มโทรศัพท์อยู่ท่ามกลางคนมากมาย มาเป็นแรงบันดาลใจแต่งเพลง “โอมจงเงย” ที่ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะต้องการเสียดสี “สังคมก้มหน้า” ของคนสมัยนี้ ที่ให้ความสำคัญกับเพื่อนในโซเชียลมีเดีย มากกว่าให้เกียรติคนที่อยู่ข้างหน้า

ติดโซเชียลมากไปไหม? อาการประมาณนี้แหละ

อะไรที่มากเกินไปมักส่งผลเสียเสมอ… โซเชียลมีเดียก็เช่นกัน

ทุกวันนี้เชื่อว่าหลายๆ คนให้ความสำคัญ และให้เวลากับเรื่องราวในจอมือถือมากขึ้น จนบางครั้งเราลืมคิดว่าทุกครั้งที่เราไถจอไปเรื่อยๆ นั่นคือการเก็บเกี่ยวความเครียดของคนอื่นเข้าไปในใจของเราโดยไม่รู้ตัว หลายครั้งเราซึมซับกับเรื่องดราม่า ออสโมซิสความขัดแย้ง

ทุกครั้งที่เราใช้เวลาหมกมุ่นกับ Feed ในโซเชียลมีเดีย อาการปวดหัว ปวดตา และความเครียดมักตามมา จากจิตใจที่สดใส กลับกลายเป็นหมองหม่นในทันใด ทั้งนี้ไม่ใช่คุณคนเดียวที่ประสบปัญหาเหล่านี้ ลองมาเช็กไปพร้อมๆ กันว่า คุณติดโซเชียลไหมจากอาการเหล่านี้

1.สิ่งแรกที่ทำเมื่อตื่นนอนคือ “หยิบมือถือ”

Social Addiction-wake up

เชื่อว่าการจับโทรศัพท์ทันทีที่ตื่นนอน คือกิจวัตรแรกในยามเช้าของหลายๆ คน ไหนๆ หยิบขึ้นมาปิดนาฬิกาปลุกแล้วอ่ะเนอะ ไถ Feed อัปเดตข่าวสารต่อไปเลยแล้วกัน ทั้ง Facebook IG Twitter ฯลฯ ยิ่งช่วงนี้กระแส Club House มาแรง เปิดเข้าไปดูสักหน่อยว่าเขาคุยอะไรกันบ้าง เพื่อไม่ให้ตกเทรนด์

แต่การเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในกระแสและทำตัวอินเทรนด์อยู่เสมอ อย่าลืมว่า สิ่งเหล่านั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ต้นทุนของเราคือเวลาที่เสียไป เอาแค่ตอนเช้าที่หมุนเวียนเข้าๆ ออกๆ หลายแอปเพื่ออัปเดตข่าวสาร อย่างน้อยก็ 10 นาที ดีไม่ดีก็ปาไป 30 นาที ลองประเมินดูนะคะ ว่าข้อมูลที่คุณแลกเวลาไปนั้น มันคุ้มค่าและเป็นสิ่งที่ “ต้องรู้” จริงไหม

2. ใช้ Social Media แก้เครียด

ความสนุกของ Social Media คือเรื่องราวที่หลากหลาย มากมายด้วยเรื่องดราม่า บางครั้งก็เป็นสังคมอุดมปัญญา มีข้อมูลให้เลือกเสพตามความสนใจ จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะเลือกใช้เวลาอยู่ในนั้นนานกว่าที่คิดไว้

บางเรื่องก็เป็นคอนเทนท์ขำขัน ที่หลายคนใช้ฆ่าเวลาหรือเครื่องมือชั้นดีที่ช่วยหนีโลกแห่งความจริงได้ดีเดียว แต่นั่นก็เป็นความสุขที่ไม่ได้ยั่งยืน การเข้าออกแอปดูไลฟ์สไตล์ที่สวยงาม (ในจอ) ของคนอื่นไปเรื่อยๆ ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น

3.ว้าวุ่นใจเมื่อมือถือไม่อยู่ใกล้มือ

Social Addiction-Need like

อาการเหล่านี้เกิดกับคุณบ้างไหมคะ ใจว้าวุ่น อยู่ไม่เป็นสุขทุกครั้ง เมื่อโทรศัพท์ไม่อยู่ใกล้มือ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงเป็นกันบ้างไม่มากก็น้อย แถมบางคนอาจจะเป็นแบบไม่รู้ตัว เอาง่ายๆ ลองเริ่มจากตัวเอง สังเกตดูว่า ในหนึ่งวันคุณใช้เวลาในโซเชียลมากกว่าวันละ 4 ชั่วโมงไหม

ถ้าคำตอบคือ ใช่ ก็แปลได้ว่าคุณเริ่มเข้าข่าย “Social Addiction” อยู่เหมือนกัน หรือถ้าคุณใช้เวลากับโซเชียลมีเดียมากกว่าที่ตั้งใจเอาไว้ ก็ถือว่าอยู่ในก้าวแรกของหลุมพรางโรคนี้เช่นกัน ฉะนั้นหากรู้ตัวแล้วก็หาทางถอยออกมาให้สมดุลนะคะ

4. คิดถึงโซเชียลทุกที ที่อยู่คนเดียว

การอยู่คนเดียวอาจจะไม่ใช่เรื่องที่หลายคนยินดีนัก สังเกตได้จากคนรอบตัวเราหลายๆ คน ที่มักมีอาการคลื่นเหงาสาวข้างๆ บ้านให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ (เกิดทันเพลงนี้กันไหมนะ…)

โซเชียลมีเดียจึงเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่หลายคนใช้คลายความเหงา ปฏิเสธไม่ได้ว่าการท่องข้อมูลผ่านจอมือถือสี่เหลี่ยม ใช้ฆ่าเวลาได้อย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้เราหนีจากโลกแห่งความเป็นจริงไปได้ชั่วขณะ ไม่แปลกที่หลายคนจะตกหลุมพรางไปโดยไม่รู้ตัว รู้อีกทีกลายเป็นคนเช็กข้อความทุกๆ 15 นาที หรือกระวนกระวายเมื่อไม่ได้เช็กมือถือ 2-3 ชั่วโมงไปแล้ว

5. ละเลยความสัมพันธ์คนในชีวิตจริง อินคนโซเชียล

Social Media-Group,

“สังคมก้มหน้า” เป็นเรื่องที่มีให้เห็นจนชินตา แต่โดยส่วนตัวยังเป็นเรื่องที่เรา “ทำใจยอมรับ” ไม่ได้เท่าไร ยิ่งเวลาอยู่ด้วยกัน แล้วเห็นบางคนมัวแต่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์ โดยไม่สนใจคนตรงหน้า มันชวนให้เราโมโหอยู่บ่อยครั้ง

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ติดมือถือแบบนั้น อยากให้ลองลดการจับโทรศัพท์
ลงบ้าง รู้ว่าถ้าบอกว่า ให้เลิกแบบปุบปับมันคงใจร้ายและทำได้ยากไปหน่อย อย่างไรก็ตามอยากให้ลองโฟกัสบทสนทนากับคนที่คุณเลือกแล้ว ว่าจะใช้เวลาด้วยให้เต็มที่ เพราะอย่าลืมว่าอีกฝ่ายเขาก็เสียสละเวลาของเขาให้คุณเช่นกัน

ร่างกายมันฟ้อง เมื่อคุณเป็น Social Addiction

จากที่อ่านมา 5 ข้อ คุณมีอาการตรงกับข้อไหนบ้างคะ หากดูๆ แล้วมีแนวโน้มเก็บครบเกือบทุกข้อ ลองสังเกตร่างกายของคุณดู ว่ามีอาการแปลกๆ บางอย่างเริ่มส่งสัญญาณเตือนบ้างหรือเปล่า

  • ปวดหัวบ่อย เครียดไม่รู้ตัว
  • คลื่นไส้อาเจียน
  • สมาธิสั้น จดจ่อกับอะไรไม่ได้นาน
  • ซึมเศร้าง่าย
  • วิตกกังวล อ่อนไหวมากขึ้น
Social Media-People

สุดท้ายกับเรื่อง Social Addiction

ใครที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วรู้สึกว่าทั้งอาการภายนอกและอาการร่างกาย ตรงกับที่เราบอกทุกอย่าง ลองประเมินระดับอาการดูนะคะ ว่ามากน้อยแค่ไหน อย่าปล่อยให้ใจเราวนเวียนอยู่ในโลกโซเชียลมากเกินไป แล้วเผลอละเลยคนในชีวิตจริง จนเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว

หาสมดุลเวลามาอยู่ในโลกชีวิตจริงบ้าง เข้าใจว่าบางทีมันโหดร้ายจนไม่อยากยอมรับ เราเชื่อว่าทางออกของทุกปัญหา คือการให้เวลากับมัน ยอมรับและแก้ไขให้ดีที่สุด รักตัวเองให้มาก แล้วทุกเรื่องมันจะผ่านไปได้เสมอ เพราะท้ายที่สุดแล้วคนที่จะอยู่ข้างคุณคอยโอบกอดในวันที่ผิดหวัง ก็คือตัวคุณเอง หาใช่คนในโลกโซเชียลทุ่มเทเวลาไป

เช็กด่วน! คุณเป็น”อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) มั้ย?

เช็กด่วน! คุณเป็น”อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) มั้ย?

Work From Home แบบนี้เบื่อบ้านเหลือเกิน ยิ่งบางคนยิ่งอยู่บ้านยิ่งเหมือนจะเป็นบ้า หลายคนอาจจะเคยเป็น อาการไม่อยากอยู่ที่บ้าน ให้ตายยังไงก็ต้องหาวิธีออกจากบ้าน เพราะพออยู่บ้านดันรู้สึกหมดอาลัยตายอยากเหลือเกิน ให้ลุกไปทำงานก็ไม่อยากทำ ฟังแล้วน่าเหนื่อยใจดีนะคะ 

ก่อนจะไปต่อว่า “อาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever นับเป็นโรคไหมนะ 

เรามาเช็กอาการกันก่อนว่า ใครเป็นบ้างอาการแบบนี้และเข้าข่ายเป็น “อาการเบื่อบ้าน” หรือเปล่า

อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever)

Girl lying on sofa

คำตอบสำหรับ “อาการเบื่อบ้าน” นับเป็นโรคหรือเปล่านั้น ขอบอกว่าไม่ใช่นะคะ อาการนี้ไม่ใช่โรคแน่นอน เป็นสภาวะที่จิตใจโดนกดดันนั่นเอง ถึงแม้จะเป็นแค่หนึ่งในอาการที่จิตใจโดนกดดันแต่ก็ไม่ควรปล่อยผ่านนะคะ 

อาการเบื่อบ้านหรือที่เราเรียกอีกชื่อว่า “ไข้กระท่อม” นั้นถูกวินิจฉัยว่าเป็น Seasonal Affective Disorder (SAD) อาการนี้มักจะเกิดขึ้นในฤดูหนาวที่คนในแถบอเมริกาเหนือจำต้องอาศัยอยู่แต่ในบ้านนาน ๆ จนเกิดอาการเครียดและอาจส่งผลให้อยากทำร้ายตนเองและคนใกล้ตัวขึ้นมาซะงั้นก็เป็นได้ ฉะนั้นเรามาลองเช็กกันดีกว่า ว่าคุณมีอาการดังกล่าวหรือเปล่า 

1.รู้สึกกระสับกระส่าย ไม่อยากอยู่เฉยๆ

นั่ง ๆ อยู่ก็อยากลุกไปทำนู่นทำนี่ เพราะนั่งอยู่กับที่แล้วรู้สึกว่าไม่สามารถนั่งเฉย ๆ ได้ เห็นอะไรนิดหน่อยก็ต้องลุกไปจัดให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ถ้าคุณรู้สึกว่ามีอาการนี้ เบรกก่อนนะคะว่า คุณอาจไม่ใช่ OCD ก็ได้ แต่เป็นอาการเบื่อที่รู้สึกอยู่เฉย ๆ แล้วจะเป็นบ้าให้ได้ นั่นคือหนึ่งในอาการของสภาวะ “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) ก็ได้ค่ะ

2.เบื่อหน่าย

ในช่วงหลังจาก WFH มานี้คุณคงเคยรู้สึกเบื่อหน่าย เบื่อบ้าน เบื่อไปหมด หันซ้ายก็เบื่อ หันขวายิ่งเบื่อ ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้วไม่ใช่คนเบื่อง่ายแบบนี้ และออกจะเป็นคนเอเนอเจติกเสียใคร ๆ ก็บอกว่าคุณน่ะคือ ดวงอาทิตย์ท่ามกลางกลุ่มคน 

ถ้าเกิดอาการแบบนี้ขึ้น ขณะที่ต้องทำงานหรืออยู่แต่บ้านล่ะก็ แสดงว่าคุณอาจกำลังเผชิญสภาวะทางจิตใจที่เรียกว่า “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) อยู่ก็เป็นได้ค่ะ

3.รู้สึกซึมและสิ้นหวัง

ความสิ้นหวังและซึมจนไม่อยากจะทำอะไร แม้ว่าจะมีเรื่องให้ทำมากมาย หรือแรงบังดาลใจที่เคยมี จู่ ๆ ก็เหมือนถูกคลื่นโถมซัดจนไฟดับมอดไปแบบนี้ จะให้ทำอะไรใหม่ก็รู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง แถมน่าจะทำไม่ได้อีกด้วย แนะนำเบื้องต้นให้คุณลองออกไปข้างนอกมากขึ้น หรือหาอะไรทำเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่ชีวิต นี่อาจช่วยให้คุณมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้นก็เป็นได้นะคะ แต่ถ้าลองแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำลองปรึกษากับจิตแพทย์นะคะ

4.ทานอาหารมากกว่าปกติ

การทานอาหารมากกว่าปกติ เป็นสิ่งที่สังเกตได้ง่ายที่สุดแล้ว สำหรับบรรดาอาการต่าง ๆ ของสภาวะดังกล่าว เพราะคุณจะอยากทานของไม่หยุด โดยเฉพาะของมัน ๆ และของหวานที่ช่วยให้สมองคุณไม่รู้สึกล้า พอจะไม่กินก็รู้สึกว่าไม่กินไม่ได้ ต้องกินเท่านั้นถึงจะมีแรงทำอะไรต่อ แต่รู้หรือไม่ว่า อาการดังกล่าวนอกจากจะเป็นสัญญาณเตือนว่า ร่างกายและสมองคุณกำลังเหนื่อยล้าแล้ว 

5.นอนไม่หลับหรือหลับได้ยากกว่าปกติ

อาการนอนไม่หลับไม่ใช่เกิดขึ้นจากความเครียดอย่างเดียว แต่ “อาการเบื่อบ้าน”(Cabin Fever) ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดขึ้นได้เช่นเดียวกันค่ะ เพราะเวลาคุณทำงานที่บ้านจะสร้างความเครียดและความกดดันทางจิตใจให้แก่ตนเอง ทำให้คุณรู้สึกว่าบ้าน ไม่ใช่ บ้าน อีกต่อไป

ดังนั้นตอนจะนอนยิ่งทำให้คุณรู้สึกไม่คุ้นชินกับการนอนโดยที่ต้องแบกสภาวะความอึดอัดในใจไว้อย่างเต็มเปี่ยม บางคนถึงจะนอนไม่หลับ แต่กลับหลับยากกว่าปกติ เช่น ความรู้สึกไม่อยากนอนทั้งที่ดึกแล้ว หรือนอนไม่หลับเลยก็มี ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะคุณอยากใช้เวลากับตัวเองที่แทบหาไม่ได้ในตอนกลางวัน ในช่วงกลางคืนวันให้มากที่สุดนั่นเอง

6.ไม่มีสมาธิและคิดไอเดียใหม่ๆ ไม่ออก

อีกอาการที่ชัดเจนยิ่งกว่าอะไรดี คือการที่คุณทำงานที่บ้านและคิดไอเดียใหม่ ๆ ไม่ออก ยิ่งนอนทำงานอยู่บ้านยิ่งคิดงานไม่ออก ต้องพาร่างตัวเองออกไปข้างนอก เพื่อนั่งคาเฟ่ทำงาน ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงแล้วการนั่งทำงานที่บ้านในห้องตัวเองเพียงลำพัง น่าจะทำให้คุณมีสมาธิมากกว่าการออกไปข้างนอกด้วยซ้ำ 

7.ขาดความอดทนในสิ่งต่าง ๆ

“ฉันจะไม่อดทนอีกต่อไป!” 

ถ้าคุณนั่งทำงานหรือนั่งในบ้านเฉย ๆ แต่กลับมีความคิดว่า “ฉันจะไม่ทนอีกต่อไป” ขึ้นมาพร้อมกับการถอนหายใจด้วยความเบื่อหน่าย ประหนึ่งว่าคุณต้องใช้ความอดทนในการอยู่บ้านตนเอง แถมเวลาที่คนในบ้านหยิบจับอะไรสักอย่าง คุณก็รู้สึกไม่พอใจแล้ว ทำไมมันช่างน่าหงุดหงิดเช่นนี้!

แบบนี้คุณต้องลองเช็กตัวเองแบบด่วนเลยค่ะว่า คุณกำลังเป็นอาการเบื่อบ้านอยู่หรือเปล่า ?

8.อารมณ์แปรปวน

ความแปรปวนทางอารมณ์ไม่ได้เกิดแค่กับผู้หญิงในช่วงรอบเดือนและคนสูงอายุวัยที่เข้าสู่วัยทองเพียงอย่างเดียว แต่อาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever) ก็คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้คุณเกิดอารมณ์แปรปวนได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น ตื่นเช้ามาที่บ้าน คุณอารมณ์ดีสุด ๆ แต่พอตกบ่ายคุณกลับหงุดหงิดจนไม่รู้จะทำยังไงเลย หาทางออกไม่ได้ นี่อาจเป็นหนึ่งอาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever ก็ได้ค่ะ

สาเหตุของอาการเบื่อบ้าน (Cabin Fever)

พูดเลยว่า “อาการเบื่อบ้าน” หรือ Cabin Fever ไม่ใช่โรคแต่อย่างใด ทว่าก็ไว้วางใจไม่ได้ เนื่องจากอาการเบื่อบ้านดังกล่าวอาจก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดตามมาในภายหลังได้ 

จริงๆ แล้ว อาการเบื่อบ้าน(Cabin Fever) มีคำอธิบายก็สาเหตุการเกิดอาการเหล่านี้อยู่ อย่าง Valie Wright นักจิตวิทยาและผู้อำนวยศูนย์คลินิกวิจัยและคุณภาพของสมาคมจิตวิทยาสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงประเด็นอาการเหล่านี้ไว้ว่า 

เป็นหนึ่งในสภาพของการถูกกดดันทางจิตใจเนื่องจากต้องกักตัวหรืออาศัยอยู่ในอาณาบริเวณคับแคบที่เรียกว่าบ้านแต่อย่างเดียว ทำให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจและความรู้สึกทางลบจากการโดนจำกัดพื้นที่

แต่ปัจจัยที่ทำให้เกิด “อาการเบื่อบ้าน” หรือ Cabin Fever กลุ่มที่มีโอกาสเป็นคือ กลุ่ม Extrovert มากกว่ากลุ่มอื่น เพราะลักษณะนิสัยของคนกลุ่มนี้ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งและออกไปพบเจอผู้คน ทำให้ไม่คุ้นเคยกับการที่ต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัด

ขณะเดียวกันเปอร์เซ็นต์ที่กลุ่ม Extrovert มีโอกาสเผชิญอาการเบื่อบ้านจะมากกว่ากลุ่มอื่น แต่ไม่ได้ความว่าอาการเช่นนี้จะไม่เกิดกับคนกลุ่มอื่นเลย เพราะบางกลุ่มอาจถูกความ “วิตกกังวล” ของการกักตัวเข้ามารุมเร้าได้ เช่นว่า เราจะต้องอยู่ในสภาพกักตัวเช่นนี้ไปอีกนานเท่าไร ? 

แน่นอนว่า การถูกกักตัวหรือให้ Work From Home แบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการถูกขังอยู่ในกรงที่ต้องนั่งทำงานในบ้านแทนที่จะได้ออกไปหาอิสระนอกบ้าน

จะสังเกตได้ว่าการทำงานที่บ้านหรือ Work From Home ฉากหน้าเหมือนจะดูสบาย มีความชิลในการทำงานอยู่ที่บ้านของตนเองไม่ต้องออกไปพบเจอผู้คน แต่รู้หรือไม่ว่าการทำงานแบบ Work From Home จะยิ่งกระตุ้นการเกิดของสภาพกดดันทางจิตใจอย่าง “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) ได้มากกว่าการออกไปทำงานอีก

การออกไปทำงานที่บริษัก นอกจากจะทำให้เราพบเจอผู้คนมากมายและทิวทัศน์ถึงไม่เหมือนเดิมแล้ว ยังทำให้คุณรู้สีกว่า “บ้าน” เป็นบ้านมากยิ่งขึ้น เนื่องจากการอาศัยในสิ่งที่เราเรียกว่า “บ้าน” มักจะเป็นจุดที่เราพักจิตใจและโยนความเหนื่อยล้าออกไปได้อย่างเต็มที่

ทว่าภายหลังเนื่องจากการทำงานอยู่ที่บ้านทำให้คนไม่ต้องเดินทางและมีเวลามากขึ้น การทำงานจึงไม่ได้จบที่เวลาเลิกงานอีกต่อไป บ้างก็ให้พนักงานทำงานต่อไปจนถึงห้าทุ่มหรือเที่ยงคืนก็มี โดยที่พนักงานคนนั้นไม่ได้แม้แต่เงินค่า OT เสียด้วยซ้ำ ฟังแล้วดูโหดร้ายมากเลยใช่ไหมล่ะคะ ? แต่นี่แหละคือเรื่องจริงของการทำงานที่บ้านของใครหลายคน 

ด้วยอาการที่ทำให้คุณ “ต้องอยู่แต่บ้าน” นอกจากจะเสี่ยงการเกิด “อาการเบื่อบ้าน”(Cabin Fever) แล้ว การถูกให้ทำงานและแบกรับความเครียดในสถานที่ที่เคยเป็นที่พึ่งพิงทางจิตใจของคุณ ยิ่งทำให้คุณกลายเป็นไร้ที่พักใจและไร้ความสุขในสถานที่อันคุ้นเคย จนเกิดความรู้สึก “ไม่ปลอดภัย” ในสถานที่ที่คุณอาศัยอยู่อีกด้วย

อย่างที่ได้เล่าไปในข้างต้นว่า “อาการเบื่อบ้าน” (Cabin Fever) แม้ไม่ใช่โรคหรืออาการที่น่ากลัวอะไร แต่การปล่อยทิ้งไว้แบบนั้นผสมกับการที่ต้องทนรับความกดดันภายในที่ทำงานจะยิ่งทำให้อาการและสภาพจิตใจของคุณยิ่งแย่ลง แนะนำว่าหากเกิดอาการดังกล่าวและทำอย่างไรก็ยังไม่ดีขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์ถึงจะดีที่สุดนะคะ 

ในเบื้องต้นวิธีการรักษาอาการเบื่อบ้าน หรือ Cabin Fever ก็คือการหากิจกรรมให้ตนเองทำ อย่างการตกแต่งบ้าน ตกแต่งห้อง และพยายามพาตนเองออกไปพบเจอผู้คนให้มากขึ้น ซึ่งคุณสามารถเริ่มทำได้ง่าย ๆ อย่างการดูเรฟแต่งห้องต่าง ๆ และซื้อของแต่งห้องแบบนั้นมาเนรมิตให้ห้องคุณกลายเป็น “บ้านและห้องที่น่าอยู่”

โดยอุปกรณ์การตกแต่งห้องสามารถหาได้ง่ายที่ Kaidee สั่งปุ๊ปเนรมิตได้ปั๊ปเลยล่ะ

รวมเรื่องที่ผู้ชายสงสัย “ทำไมผู้หญิงต้อง…?!”

รวมเรื่องที่ผู้ชายสงสัย “ทำไมผู้หญิงต้อง…?!”

เคยสงสัยมั้ย? ทำไมผู้หญิงถึงชอบงอนแล้วไม่พูดนะ? ทำไมผู้หญิงฝันแล้วชอบเอามาหาเรื่องล่ะ? หลากหลายข้อสงสัยเกี่ยวกับผู้หญิงที่ผู้ชายอยากรู้คำตอบ และเนื่องในวันสตรีสากล Kaidee จึงได้เชิญ 4 สาว 4 สไตล์ เจินเจิน โบนัส วิ และบุ๊ค มาแถลงข้อสัยให้กระจ่างใน Podcast “ยังไงไหนเม้าท์” ไปฟังกันเลย ! 

ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าด้วย Multifunctional Furniture

ใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าด้วย Multifunctional Furniture

จะดีสักแค่ไหนเชียวถ้าหากว่าเรามีเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายภายในชิ้นเดียว และด้วยสังคมยุคปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในตัวเมืองมาก มีการซื้อหรือเช่าพื้นที่ห้องอพาร์ตเมนต์และคอนโดมิเนียมซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยไม่มากนักจนอาจลำบากต่อการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ในห้องให้คุ้มค่าที่สุด แล้วจะดีสักแค่ไหนเชียวถ้าหากว่าเรามีเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลากหลายภายในชิ้นเดียวอย่าง Multifunctional Furniture เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชันได้อย่างหลากหลาย

รู้จัก Multifunctional Furniture

เฟอร์นิเจอร์ประเภทนี้ เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่สร้างขึ้นเพื่อมุ่งเน้นประโยชน์ในการใช้งานที่หลากหลายเพื่อประหยัดพื้นที่ภายในห้องโดยใช้หลักการการใช้พื้นที่ที่มีอยู่จำกัดอย่างชาญฉลาดและก่อให้เกิดประโยชน์การใช้งานสูงสุด

ซึ่งนอกจากข้อดีหลัก ๆ ของ เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ ที่สามารถช่วยประหยัดได้เป็นอย่างดีแล้ว การซื้อเฟอร์นิเจอร์แบบนี้ยังมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ที่เยอะชิ้น ทำให้พื้นที่การอยู่อาศัยของคุณมีการเปรับเปลี่ยนตลอดเวลา และยังลดความน่าเบื่อเมื่อต้อง Work Form Home นาน ๆ อีกด้วย

แต่ในทางกลับกันผู้เลือกซื้ออาจต้องมีการคัดเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ทนทานต่อรอยขีดข่วนเพราะจะต้องมีการเคลื่อนย้ายและเปลี่ยนฟังก์ชันอยู่เป็นประจำ และจำเป็นต้องมีความเป็นมืออาชีพสักหน่อยเพราะเฟอร์นิเจอร์แบบนี้มักจะมีรูปร่างที่แปลกตาจนทำให้ตกแต่งให้สวยงามยากสักหน่อย

Multifunctional Furniture แบบไหนที่น่าใช้

เตียงนอนพร้อมที่เก็บของ

ขอบคุณรูปจาก: alexandercho

อย่างที่ทราบกันดีว่า “ฝุ่น” เป็นศัตรูตัวร้ายของคนที่มีปัญหาภูมิแพ้ และฝุ่นในห้องของเราที่มากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ฝุ่นในพื้นที่บริเวณใต้เตียงของเราที่มักจะเกิดขึ้นกับเตียงที่ด้านใต้เปิดโล่งเหมือนกับห้องเช่าส่วนใหญ่ และพื้นที่ใต้เตียงแบบนี้ก็เป็นพื้นที่ว่างที่ไม่ได้ประโยชน์มากนักนอกจากการวางของไว้ด้านล่าง ซึ่งยิ่งทำให้ฝุ่นเหล่านี้เกาะตัวมากขึ้นไปอีก ! จนปัจจุบันดีไซเนอร์ก็เห็นถึงปัญหาเหล่านี้และมีการออกแบบเตียงที่สามารถเป็นได้ทั้งที่นอนและที่เก็บของในเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นบริเวณใต้เตียงหรือหัวเตียง ส่งผลให้การเก็บของใต้เตียงของคุณดูเป็นระเบียบมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ตู้รองเท้าพร้อมที่นั่ง

ขอบคุณรูปจาก: totallyfurniture.com

เราเชื่อว่า สาว ๆ หลายคนต้องประสบปัญหาจำนวนรองเท้าที่เยอะแยะมากมายจนไม่รู้จะวางไว้ที่ไหน และปล่อยให้ทางเดินเล็ก ๆ ก่อนเดินออกจากประตูบ้าน ให้โล่งจนไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งถ้าคุณเป็นหนึ่งในบุคคลนั้นที่เรากำลังพูดถึงอยู่ล่ะก็ การวางตู้รองเท้าเล็ก ๆ ที่สามารถเป็นเก้าอี้นั่งได้ในเวลาเดียวกันจะช่วยให้รองเท้าคู่โปรดของคุณมีที่วางอย่างเป็นระเบียบไม่ต้องเสียเวลาหาและมีที่นั่งใส่รองเท้าได้อย่างสบาย ๆ เลยล่ะ

โซฟาเบด

ขอบคุณรูปจาก: planetfurniture.com.au

การนอนดูหนังหน้าจอโทรทัศน์พร้อมขนมขบเคี้ยวชามใหญ่น่าจะเป็นความฝันของใครหลายคนแต่ด้วยพื้นที่ของห้องเล็กเอามาก ๆ จนไม่สามารถวางโซฟาตัวใหญ่เพื่อดูหนังอย่างสบายใจได้ ทำให้ปัจจุบันมีนักออกแบบมากมายที่ออกแบบโซฟาที่สามารถปรับให้กลายเป็นเตียงได้เช่นกัน รับรองว่าคุณจะมีที่พักผ่อนแบบสบายสุด ๆ แน่นอน

เตียงพับได้

ขอบคุณรูปจาก: wayfair.com

เตียงนอน เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่อาจทำให้ห้องของคุณเหลือพื้นที่ใช้สอยเพียงเล็กน้อยแต่ปัญหานี้จะหมดไปอย่างง่ายได้เพียงแค่คุณใช้เตียงที่สามารถพับเก็บได้จนเหลือแค่ตู้เก็บของแบบเรียบง่ายสวยงาม ช่วยให้พื้นที่ทางเดินห้องของคุณเพิ่มขึ้นได้มากจนเดินได้อย่างสบาย ๆ 

เก้าอี้อเนกประสงค์

ขอบคุณรูปจาก: coolsfurnitures.blogspot.com

เชื่อไหมว่าเก้าอี้เพียงหนึ่งตัวที่พับได้จะสามารถกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น โต๊ะ เตียง หรือบันไดเล็ก ๆ ไว้หยิบของที่อยู่สูงซะจะเราไม่สามารถหยิบได้

ตู้กระจก

ขอบคุณรูปจาก: midwestliving.com

ห้องน้ำ เป็นห้องรวมสิ่งของมากมายเล็ก ๆ น้อย ๆ ไว้เกะกะทั่วห้อง แต่ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศแห่งการออกแบบบ้านนั้น มีสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ห้องน้ำของคุณดูสะอาดตามากยิ่งขึ้น นั่นคือ ตู้กระจกที่มีชั้นเก็บของซ่อนอยู่ภายใน ไอเท็มลับที่เก็บของให้เรียบร้อยโล่งตา

สรุปข้อดี Multifunctional Furniture

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วผู้อ่านหลายท่านคงรู้ว่า การจัดเก็บบ้านให้กว้างขวางและใช้ประโยชน์ของเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นให้คุ้มค่าถือเป็นทักษะที่สำคัญมากในการตกแต่งบ้านของคุณให้น่าอยู่ ซึ่งนอกจากเฟอร์นิเจอร์ที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมี Multifunctional Furniture อีกมากมายที่ทำให้การใช้ชีวิตของคุณง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า เฟอร์นิเจอร์เหล่านี้ก็มีราคาที่สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับเฟอร์นิเจอร์แบบปกติที่มีขายทั่วไป

ดังนั้นการซื้อบ้านใหม่จาก Kaidee Property มันซะเลย ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจไม่แพ้กันเพราะที่นี่เป็นเว็บไซต์รวบรวมอสังหาริมทรัพย์ราคาหลากหลายไว้มากมาย

ก่อนที่จะเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ใหม่ ๆ อย่างลืมทิ้งของเก่า ๆ ที่ไม่ใช้และจัดระเบียบให้เรียบร้อย มิเช่นนั้นบ้านคุณอาจจะกลายเป็นบ้านของสัตว์และแมลงต่าง ๆ แทน และถ้าใครที่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร ลองอ่าน บทความ จัดบ้านรกให้เรียบร้อยสไตล์ ‘มาริเอะ คอนโดะ’ เพื่อเป็นไอเดียในการโละของใช้ต่าง ๆ แล้วบ้านของคุณจะสะอาดตาเหมือนใหม่เลยล่ะ