Mar 12, 2021 | บทความยานยนต์
รู้ก่อนซื้อ Charging Station ของคู่กายรถ EV
คุณรู้หรือไม่ ประเทศไทยมี Charging Station จำนวนทั้งหมด 647 แห่ง* ในขณะที่ปั๊มน้ำมันมีทั้งหมด 29,596 แห่ง ยังอยากซื้อรถไฟฟ้าอยู่ไหม?
ปัจจุบันเทรนด์รถไฟฟ้ากำลังมาแรงในประเทศไทย ทั้งในเรื่องประสิทธิภาพของรถที่ดีขึ้น ขับได้ไกลขึ้น ราคาที่ถูกลง รวมถึงเทรนด์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่กำลังมาแรงในขณะนี้
โดยรถไฟฟ้าจะแบ่งออกเป็นสี่ประเภทหลัก ๆ คือ HEV, FCEV, PEV และ BEV ซึ่งในปี 2020 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีรถไฟฟ้าจดทะเบียนใหม่มากถึง 35,263 คันเลยทีเดียว
แต่เมื่อเทียบกับจำนวนรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2020 พบว่ามีรถจดทะเบียนใหม่มากถึง 2,638,466 คัน ตัวเลขรถไฟฟ้าประมาณ 1% ของรถทั้งหมด
สิ่งที่ทำให้หลาย ๆ คนยังไม่ตัดสินใจซื้อรถไฟฟ้านอกจากเรื่องของราคาแล้วคือเรื่องของ Charging Station ที่ยังหาได้ยากเมื่อเทียบกับปั๊มน้ำมัน ปกติ และยังเป็นสิ่งใหม่ในสังคมไทย
โดย Charging Station นั้นแบ่งออกเป็น 2 ประเภท หลัก ๆ คือ Charging Station แบบเป็นสถานีที่มีชื่อเป็นภาษาไทย ว่า “สถานีอัดประจุไฟฟ้า”
และ Home Charging Station ที่เป็นเหมือนกับที่ชาร์จแบตเตอร์รี่รถยนต์ประจำบ้าน
Charging Station แบบสถานีแต่ละที่จะไม่เหมือนกัน โดยจะแบ่งย่อยออกไปอีก 2 ประเภทหลัก ๆ คือ Normal Charger (AC) และ Fast Charger (DC)
Normal Charger (AC) จะทำการชาร์จตัวรถยนต์ ผ่าน Onboard ของตัวรถยนต์ ในขณะที่ Fast Charger (DC) จะชาร์จเข้าสู่แบตเตอร์รี่ของรถยนต์โดยตรงทำให้ชาร์จได้ไวกว่า
สำหรับ Home Charging Station ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ Normal Charging Station เพราะส่วนมากจะเป็นการชาร์จทิ้งไวเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากมีกำลังไฟที่น้อยกว่าแบบ Fast Charging
ลองคำนวณกันเล่น ๆ ดูไหมว่าหากคุณชาร์จรถไฟฟ้าของคุณกับ Home Charging Station จะใช้เวลาเท่าไร
= ระยะเวลาที่ใช้ชาร์จ (ชม.)
สำหรับใครที่อยู่อาศัย Condo แล้วอยากได้ Charging Station อาจจะต้องปรึกษานิติฯ ในเรื่องการวางแท่นชาร์จ ควบคู่ไปกับคำแนะนำของผู้ให้บริการ
Charging Station ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่ใครอยากจะลองซื้อรถไฟฟ้าควรทำความเข้าใจสักนิดหนึ่ง แต่จะมีผลดีต่อคุณและต่อโลกของเราในระยะยาว
Mar 11, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
มันเริ่มมาจากคำพูดเหล่านี้…
“ใส่มาอีกแล้ว”
“มีเสื้อตัวเดียวเหรอ”
“ทำไมใส่ตัวนี้บ่อยจัง”
คำพูดเหล่านี้ ทำให้เราหมดเวลาทุกเช้าไปกับการคุ้ยตู้เสื้อผ้า เพราะไม่รู้จะใส่อะไรดี แม้ว่าเสื้อผ้าจะเต็มตู้ แต่ทำไมดันรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรจะใส่ ถึงมีก็มีแต่เสื้อผ้าเชยๆ ที่ถ้าจะหยิบมาใส่ตอนนี้คงดูเปิ่นน่าดู ในขณะเดียวกัน ถ้าจะให้ซื้อใหม่ก็เสียดายสตางค์ ยิ่งเศรษฐกิจแบบนี้อีก….ทำยังไงดี….
หนึ่งเหตุผล ที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนไม่มีอะไรจะใส่ แม้ในตู้เสื้อผ้าจะแทบไม่มีที่แขวนแล้วก็ตาม นั่นก็เพราะเสื้อผ้าที่เราซื้อมาส่วนใหญ่นั้น ล้วนแต่เป็นเสื้อผ้า ‘Fast Fashion’ (ฟาสต์แฟชั่น) หรือที่แปลเป็นภาษาไทยอย่างตรงตัวว่า เสื้อผ้าตามเทรนด์ที่มาไว และไปไว นั่นเอง
ฟาสต์แฟชั่น ไม่ได้มีผลเสียโดยตรงแค่กับกระเป๋าสตางค์ของเราเท่านั้นนะคะ แต่มันกลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย วันนี้เรามีวิธีเปลี่ยนเสื้อผ้าเก่าๆ เอ้าท์เทรนด์ในตู้ของเพื่อนๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นไอเทมฮ็อตฮิต ให้กลับมาใส่ได้อีกครั้ง โดยไม่ต้องอายใคร
แต่ก่อนที่เราจะไปดูเทคนิค การมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าเชยๆ กัน เรามาทำความเข้าใจกันก่อนดีกว่าว่า ‘ฟาสต์แฟชั่น’ มันคืออะไรกันแน่
Fast Fashion (แฟชั่นฉาบฉวย)
‘ฟาสต์แฟชั่น’ เป็นคำที่ใช้เรียก อุตสาหกรรมเสื้อผ้า ที่มีจุดประสงค์เพื่อตอบสนองความต้องการตามเทรนด์ที่ไม่สิ้นสุดของผู้บริโภค ซึ่งเสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นเป็นเสื้อผ้าที่ถูกผลิตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในปริมาณที่มาก (Mass Product) ทั้งนี้ก็เพื่อตอนสนองความต้องการตามเทรนด์ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือการผลิตเสื้อผ้าให้ทันเวลาความรู้สึก “ของมันต้องมี” ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนผันไปแทบทุกวัน
นอกจากนี้เสื้อผ้าฟาสต์แฟชั่นนั้นก็มีราคาไม่แพง จึงทำให้ผู้บริโภคอย่างเรา ไม่รู้สึกเสียดายที่จะซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่เรื่อยๆ ดังนั้น ผลที่ตามมา นอกจากที่เราจะมีเสื้อผ้าล้นตู้แล้ว เสื้อผ้าพวกนี้จะกลายเป็นขยะ กลับทำลายสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
เพื่อนๆ พอจะคิดออกไหมคะ ว่ามีเสื้อผ้าหลุดเทรนด์ตัวไหนบ้างที่เพื่อนๆ มีอยู่ในตู้ และยังไม่มีโอกาสทิ้งมันไปสักที ….ติ๊กต๊อก…. ติ๊กต๊อก…. คิดออกไหมเอ่ย ไม่เป็นไรค่ะ วันนี้เราจะได้นึกไปพร้อมๆ กัน
1. กางเกงยีนขาม้า (Boot-Cut Jean)
แม้ว่ากางเกงยีนส์จะเป็นอีกหนึ่งเทรนด์แฟชั่นที่ไม่มีวันตาย แถมไม่ว่าเพื่อนๆ จะอายุเท่าไร ก็สามารถใส่ได้โดยไม่ดูแก่ หรือเด็กจนเกินไป แต่อย่าลืมนะคะว่ากางเกงยีนส์มีหลากหลายรูปแบบ และไม่ใช่ว่าทุกแบบจะเป็นอมตะเสมอไป หรือได้รับความนิยมตลอดกาล ยกตัวอย่างทรงกางเกงยีนส์ ที่ในปัจจุบันกลายเป็นแฟชั่นของมนุษย์ป้าไปเสียแล้ว อย่างเช่น ‘กางเกงยีนขาม้า’ ค่ะ
กลบความป้า ด้วยผ้าพันคอเกาะอก
ใครบอกว่าผ้าพันคอจะอยู่ได้แค่บนศีรษะ …. เราสามารถเอาผ้าพันคอมาพันเป็นเกาะอกได้ง่ายๆ เพียงแค่พับผ้าพันคอ 1 ทบ ให้ได้เป็นทรงสามเหลี่ยม แล้วเอามาพันรอบหน้าอก จากนั้นก็มัดให้เป็นปมแน่นๆ ข้างหลัง เท่านี้เพื่อนๆ ก็จะได้เกาะอกแนวๆ แล้วยิ่งถ้าใส่คู่กับกางเกงขาม้า รับรองว่าไม่ดูเชยแน่นอน แต่เพื่อนๆ จะได้ลุควินเทจ เหมือนหลุดออกมาจากหนังยุค 90 เลยทีเดียว
2. เสื้อลายสก็อต (Flannel)
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณปี 2017-2018 เทรนด์เสื้อคลุมลายสก็อตนี้ บอกได้เลยว่า ป๊อปปูล่า สุดๆ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงก็เป็นอันต้องหยิบเสื้อคลุมลายสก็อตมาใส่กัน เพื่อกันลมหนาวกันทั้งนั้น แม้ว่าเสื้อลายสก็อตจะเป็นแฟชั่นยอดฮิต ฆ่าไม่ตายในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่ต้องยอมรับว่าถ้าเอามันมาใส่ในปี 2021 อาจจะดูเฉิ่ม เชย ให้ลุคฟาร์มเมอร์(Farmer) หรือคาวบอย (Cowboy) เกินไปหน่อย
เปลี่ยน ฟาร์มเมอร์ เป็น ลูกคุณหนู ด้วยเสื้อคอเต่า
ขอบคุณรูปจาก i.pinimg
วิธีที่จะช่วยเพิ่มความคลาสซี่ (Classy) ให้กับการใส่เสื้อคลุมลายสก็อต ทำให้ออกมาดูดี มีราคา ไม่เหมือนฟาร์มเมอร์อย่างเคย คือการหยิบมันมาใส่คู่กับ เสื้อคอเต่า ค่ะ เนื่องจากเสื้อลายสก็อตนั้น มีลายค่อนข้างเยอะแล้ว เสื้อคอเต่าที่เพื่อนๆ ใส่อยู่ข้างในควรเป็นสีเรียบๆ อย่างสีดำ สีครีม หรือสีขาว นะคะ
หรือใครที่อยากดูอินเทรนด์ เหมือนนางแบบอินสตาแกรมขึ้นมาอีกหน่อย เพิ่ม Accessory อย่างเช่น สร้อยคอเส้นเล็กหลายๆ เส้น หรือแหวน สีโรสโกลด์ กับสีเงิน ก็ช่วยได้ค่ะ
3. คาร์ดิแกน (Cardigan)
เชื่อเลยว่าอีกหนึ่งไอเทมที่ทุกคนจะต้องมีไว้ติดตู้เสื้อผ้าที่บ้านไว้ คงจะหนีไม่พ้น เสื้อคลุม คาร์ดิแกน แน่นอน ยังจำกันได้ไหมคะ ว่าสมัยเรียนเราใส่ คาร์ดิแกน กับชุดนักศึกษา หรือชุดนักเรียนกันบ่อยมาก จนพอโตมาแทบจะไม่หยิบ คาร์ดิแกน ตัวเก่งของเราออกมาจากตู้อีกเลย
ทำลายความจำเจ โดยการพาดไหล่
จริงๆ แล้ว มีอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คาร์ดิแกน สีพื้นๆ ของเพื่อนๆ ดูเก๋ และเด่นขึ้นมาในทันที วิธีนั้นคือการนำเอา คาร์ดิแกน มาพาดไหล่ โดยการเอาแขนเสื้อคาร์ดิแกนมาผูกเป็นป่มบริเวณหน้าอก แทนการสวมเป็นเสื้อกันหนาวแบบธรรมดานั่นเองค่ะ นอกจากจะเป็นการทำให้ชุดดูสมบูรณ์มากขึ้นโดยมีคาร์ดิแกน เป็นองค์ประกอบหลักแล้ว เพื่อนๆ ยังได้ลุคแบบสปอร์ตๆ สไตล์สาวนักกีนักกีฬาเทนนิสอีกด้วย
ขอบคุณรูปจาก Mileendkick และ Next
แนะนำให้ใส่ชุดนี้คู่กับรองเท้าผ้าใบทรงสปอร์ตสีขาว และถุงเท้าแบบยาวๆ หน่อย ซึ่ง
จะสามารถเพิ่มความสปอร์ตเข้าไปได้อีกเท่าตัว แน่นอนว่านักกีฬาลุคนี้ เป็นสาวนักกีฬาผู้ดี พกเงินแสน ฉีดน้ำหอมกลิ่น Light Blue จาก Dolce & Gabbana นะจ๊ะ
4. ชุดเอี๊ยมยีนส์ (Denim Overalls)
ขอบคุณรูปจาก Discount2021
เชื่อว่าหลายคนมีความคิดที่ว่า ชุดเอี๊ยม นั้น เหมาะสำหรับเด็กเท่านั้น ถ้าโตแล้วกลับมาใส่อีก คงดูเป็นเด็กโข่งน่าดู แต่เชื่อไหมคะ ว่าชุดเอี๊ยมมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานตั้งแต่สมัย ต้นศตวรรษที่ 18 เลยค่ะ
ชุดเอี๊ยม หรือชุดหมีนี้ถูกใส่ครั้งแรกโดยกองทัพทหารชาวอังกฤษ และได้ถูกพัฒนาต่อมาเป็นเครื่องแบบสำหรับคนงาน นักขุดเหมืองในช่วงศตวรรษที่ 20 หลังจากนั้น ชุดเอี๊ยมนี้ก็กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งในช่วง 90s โดยได้รับอิทธิพลจากศิลปินฮิปฮอป (HipHop) หรือ อาร์แอนบี (R&B) นั่นเอง
หลายคนไม่กล้าใส่ชุดเอี๊ยมเพราะกลัวว่าจะดูไม่สมวัย แต่การเพิ่มเข็มขัดเข้าไป ก็สามารถทำให้ชุดโดยรวมดูโตมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเน้นสัดส่วนร่างกายให้ชัดเจนขึ้น ไม่ทำให้หุ่นของเพื่อนๆ ดูโคร่งจนเกินไป กลายเป็นสาวน้อยเอวบางได้ง่ายๆ เพียงแค่ใช้เข็มขัดนั่นเองค่ะ
5. ลายม้าลาย (Zebra Print)
ขอบคุณรูปจาก Modesens
การใส่เสื้อผ้าลายม้าลาย ไม่ว่าจะเป็นกางเกง กระโปรง หรือเสื้อ สามารถไปได้ 2 ทางนะคะ
ถ้าไม่ “เก๋” ก็ “แก่” ค่ะ
แม้ว่าลายม้าลายจะเป็นแฟชั่นที่เหล่าแบรนด์ดังๆ จับมาเล่นกันมากมายในปีที่แล้ว ไม่ใช่แค่กับเสื้อผ้าเท่านั้น แต่เป็นลายให้กระเป๋า รองเท้า แม้กระทั่งกับเคสโทรศัพท์ และแน่นอนว่าการที่อะไรก็ตามที่ดังชั่วข้ามคืน ก็สามารถดับชั่วข้ามคืนได้เช่นกัน
ลดความเด่นของลายม้าลาย ด้วยเสื้อสีขาว เพลนๆ
อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนต้นว่าเทรนด์เสื้อผ้าลายม้าลายนั้น ได้รับความนิยมอย่างมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงอย่างมากในปี 2019 – 2020 ที่ผ่านมา แต่เพื่อนๆ เชื่อไหมคะ ว่าตั้งแต่ขึ้นปี 2021 มา มีคนจำนวนน้อย ที่ยังหยิบเสื้อผ้าลายม้าลายมาใส่กันอยู่
สำหรับใครหลายๆ คน ลายม้าอาจจะดูโดดเด่นเกินไป แต่ถ้าเพื่อนๆ ใส่กางเกงลายม้าลายกับเสื้อยืดสีขาวเพลนๆ หรือเสื้อเชิ้ต ปลดกระดุมสัก 2 เม็ด รับรองว่าชุดของเพื่อนๆ จะดูเบาลง ได้ฟิลดูดี แบบไม่พยายาม แถมยังสามารถใส่ไปทำงานได้อย่างไม่โดนแซวว่า “แหม…วันนี้แต่งตัวจะไปไหน” อีกด้วยนะคะ
สรุปท้ายบทความ
การที่มีเสื้อผ้าเต็มตู้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใส่มันได้ทุกตัว เสื้อบางตัวที่เคยเป็นตัวเก่งของเรา อาจจะหลุดเทรนด์แฟชั่นไปนานแล้ว ทำให้เราไม่กล้าหยิบมันมาใส่อีกก็ได้
การมิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้า โดยการเพิ่มนิด เพิ่มหน่อย อย่างการเพิ่มเข็มขัดเข้าไป หรือฉีกแบบแผนไปเลย อย่างการเปลี่ยนจากการสวมใส่ มาเป็นการผูกแทน เท่านี้ก็เหมือนเราได้ซื้อเสื้อผ้าตัวใหม่แล้วค่ะ ถ้าคนไหน สนใจอยากลองเอาเสื้อผ้ามือสองมา Adapt Adjust กันเล่นๆ เริ่มซื้อกันถูกๆ จาก Kaidee ก่อนได้นะคะ
Mar 11, 2021 | บทความอสังหาฯ
อาคารพาณิชย์หรือตึกแถวเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากมีความยืดหยุ่นในการใช้งาน สามารถเป็นได้ทั้งที่พักอาศัยส่วนตัวจนถึงใช้ประโยชน์เพื่อการพาณิชย์ในลักษณะต่างๆ ดังจะเห็นได้จากการเปลี่ยนมือเจ้าของทั้งในลักษณะปล่อยเช่าและขายขาดที่มีอยู่ตลอด และไม่ว่าอาคารจะเก่าแก่สักแค่ไหน หากอยู่ในทำเลทองอย่างในย่าน CBD หรืออยู่ใกล้ออฟฟิศ หรือแม้ในย่านเมืองเก่าอย่างเกาะรัตนโกสินทร์ก็ยังจะเป็นที่ต้องการเสมอ
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ของตึกแถวที่น่าสนใจคงหนีไม่ “Hostel” (โฮสเทล) หรือที่พักราคาประหยัดที่เติบโตจากเทรนด์การท่องเที่ยวคนเดียว (Solo Travelling) แม้ในปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 จะทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวและ Hostel ได้รับผลกระทบอย่างจัง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทรานส์ฟอร์มอาคารพาณิชย์ธรรมดาเป็นที่พักสุดชิคก็ยังเป็นเรื่องที่น่าติดตาม อย่างน้อยก็เป็นการสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ทางด้านสถาปัตยกรรมที่แต่ละเจ้าต่างงัดไม้เด็ดด้านดีไซน์ออกมาเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มากที่สุด
ส่อง 4 งานรีโนเวทตึกแถวเป็น Hostel สุดจี๊ด
การปรับโฉมตึกเก่าเป็น Hostel ที่เห็นส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับอาคารขนาด 1 คูหา ความสูงประมาณ 4-5 ชั้น โดยการถือครองกรรมสิทธิ์ของผู้ประกอบการมีทั้งเป็นเจ้าของอาคารเดิมและผู้ที่เช่าอาคาร และกว่า 70% ของงานรีโนเวทล้วนผ่านมือสถาปนิกหรือวิศวกรเพื่อออกแบบสเปซให้เกิดประโยชน์สูงสุดพร้อมกับรูปโฉมที่น่าตื่นตาตื่นใจเฉกเช่นเดียวกับ 4 ดีไซน์จาก 4 โฮสเทลที่เราหยิบมาฝากกันวันนี้
Pa Prank / ป้าแพร่ง
“ป้าแพร่ง” Hostel ย่านแพร่งสรรพศาสตร์ เป็นหนึ่งงานรีโนเวทตึกแถวที่มีดีไซน์สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น โดยเฉพาะในส่วนพื้นที่ที่เรียกว่า Vertical Open Space ซึ่งเป็นการทุบผนังและพื้นเดิมถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมด เพื่อเปิดช่องโล่งจากชั้นล่างจนถึงชั้นบนสุด ส่งผลให้อาคารได้รับแสงธรรมชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และยังเป็นที่มาของดีไซน์พิเศษจากร่องรอยหลังการรื้อถอนโครงสร้างเก่า ไม่ว่าจะเป็นคานหรือผนังปูนที่ถูกกระเทาะจนเห็นอิฐมอญอันเป็นการบอกเล่าเรื่องราวการก่อสร้างในอดีตได้เป็นอย่างดี
การตกแต่งภายในเน้นความเป็น Loft ที่มีกลิ่นอาย Comtemporary ผสมผสานระหว่างองค์ประกอบของอาคารเก่าที่เป็นปูนเปลือยกับวัสดุใหม่อย่างเหล็กสีดำ และใช้สีขาวเพื่อเบลนด์ให้ Hostel ดูสว่าง โปร่ง สร้างความรู้สึกอบอุ่นสบายใจ
ตึกแถว 2 คูหาถูกแบ่งการใช้งานอย่างชัดเจน ประกอบด้วยชั้น 1 เป็นคาเฟ่สำหรับต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกคน ชั้นลอยถูกจัดให้เป็น Share Living Space สำหรับนักเดินทางที่เช็คอินเข้าพัก ชั้น 2 เป็นห้องน้ำรวมทั้งฟลอร์ ส่วนชั้น 3-4 จัดฟังก์ชันเป็นห้องพักซึ่งมีทั้งแบบห้องพักรวม (Dorm) และห้องส่วนตัวโดยทั้งหมดสามารถรองรับผู้เข้าพักได้ 20 คน ส่วนชั้นดาดฟ้ายังมีดีไซน์ให้เป็นพื้นที่ออกกำลังกายที่ชิลไปพร้อมกับวิวเมืองเก่า
ข้อมูลเพิ่มเติม www.facebook.com/PAPRANK
ขอบคุณภาพจาก www.archdaily.com
TALES Khaosan
ตึกแถว 1 คูหาเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ในซอยตรงข้ามวัดชนะสงครามถูกแปลงร่างเป็น “TALES Khaosan” คาเฟ่ผสม Hostel กับคอนเซ็ปต์เก๋ๆ ของโบกี้รถไฟ เปรียบเสมือนสถานีแห่งการพักผ่อนที่รอต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก
ตู้รถไฟสแตนเลสพร้อมบานประตูสีแดงด้านหน้าตึกนั้นถูกสั่งทำพิเศษเพื่อพรีเซ็นต์แนวคิดการดีไซน์อาคารพาณิชย์อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับงานตกแต่งภายในที่ออกแบบอย่างสอดคล้องราวกับเรากำลังนั่งอยู่ในขบวนรถไฟ โดยเฉพาะในโซนห้องพักที่ดีไซน์ได้เหมือนกับอยู่ในตู้นอนรถไฟอย่างไงอย่างนั้นเลย
โดยวัสดุที่นำมาตกแต่งนั้นมีสแตนเลสเป็นแกนหลัก เสริมทัพด้วยไม้สนเพื่อเบรกความแข็งของเมทัลลิก และใช้สีแดงเป็นไฮไลท์เพื่อสร้างความสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีการใช้กระจกเงาบานใหญ่เพื่อช่วยขยายให้ตึกแถวหน้าแคบหลังนี้ดูกว้างขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม www.taleskhaosan.com
ขอบคุณภาพจาก www.taleskhaosan.com/gallery
ORA Hostel
ในยามค่ำคืน ORA Hostel เปรียบเสมือนเป็นแสงสว่างประจำซอยที่เด่นตระหง่านท่ามกลางตึกแถวอายุกว่า 30 ปี เนื่องจากใช้การออกแบบ Facade หรือเปลือกอาคารด้านหน้าเป็นจุดดึงสายตาที่เห็นในระยะไกล โดยติดตั้งไม้ระแนงในแนวตั้งเพื่อให้อาคารดูสูงโปร่ง และบิดองศา Facade เอียงนิดๆ ทำให้เกิด Visibility หรือมุมที่มองเห็นได้กว้างขึ้น รวมถึงติดตั้งหลอดไฟในแนวเดียวกับระแนงไม้เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับ ORA Hostel ได้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน
ในส่วนของการตกแต่งภายใน เราจะยังเห็นความเชื่อมต่อของระแนงไม้ที่ไล่จาก Facade เข้ามาถึงโซนล็อบบี้ พร้อมกับสร้างความต่อเนื่องของวัสดุไม้สู่องค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นพื้นลายไม้ ตู้เก็บของ ประตู จนถึงเตียงนอน ซึ่งทั้งหมดสามารถเข้ากันได้ดีกับปูนเปลือยและผนังสีขาวจนทำให้บรรยากาศการอยู่อาศัยที่นี่สบายไม่ต่างจากอยู่บ้าน
Hostel แห่งนี้ยังตอบโจทย์ด้านการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้คุ้มค่าสุดๆ ในตึกแถวขนาด 1 คูหาสามารถแบ่งห้องพักเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวถึง 30 คนในเวลาเดียวกัน โดยมีทั้งรูปแบบห้องที่เป็น Dormitory และ Private Room นอกจากนี้ยังมี Commen Area ที่กว้างขวางตามคอนเซ็ปต์ที่วางไว้คือ “สบาย อบอุ่น ปลอดภัย” อีกด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม www.orahostelbkk.com
ขอบคุณภาพจาก www.orahostelbkk.com
HERE Hostel
สถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่มีเรื่องราวผ่านกาลเวลาคือเสน่ห์ที่ทำให้ HERE Hostel กลายเป็นขวัญใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยการรีโนเวทตึกแถวเก่าเป็น Hostel ของที่นี่เน้นคงสภาพภายนอกอาคารให้เหมือนกับที่เคยเป็นอยู่ในอดีตแทบทั้งหมด ในขณะที่พื้นที่ภายในถูกปรับฟังก์ชันใหม่เพื่อให้เหมาะกับธุรกิจที่พักราคาประหยัด แต่ยังคงใช้คอนเซ็ปต์การตกแต่งที่ล้อไปกับวิถีชีวิตคนไทยช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 และ 6
มีการผสมผสานระหว่างของเก่ากับฟังก์ชันใหม่ ซึ่งวัสดุหลายชิ้นได้มาจากตอนรื้อถอนอาคาร เช่น พื้นไม้ ประตูไม้ หลังคาสังกะสี ก็ถูกนำกลับมาเป็นของประดับตกแต่งที่ทำให้บรรยากาศโดยรวมเหมือนเราได้ย้อนไปอยู่ในวันวาน
นอกจากงานอินทีเรียที่ทำให้ HERE Hostel ฮิปที่สุดในย่านแล้ว ที่นี่ยังซ่อน Courtyard หรือสวนพักผ่อนไว้อยู่เบื้องหลังตึกเก่าอีกด้วย เรียกว่าเป็นพื้นที่ Outdoor ที่ให้ความร่มรื่นเหมาะแก่นั่งชิลหรือทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ ได้เป็นอย่างดี
ข้อมูลเพิ่มเติม www.herehostel.com
ขอบคุณภาพจาก www.herehostel.com
สรุปท้ายบทความ
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรีโนเวทตึกแถวเก่าหรืออาคารพาณิชย์มือสองให้กลายเป็น Hostel ซึ่งไม่เพียงชุบชีวิตให้อสังหาริมทรัพย์ที่เคยถูกมองข้ามให้กลับมามีชีวิตชีวาเท่านั้น แต่ยังเป็นการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ให้เต็มประสิทธิภาพ และยังอาจนำมาซึ่งผลกำไรในอนาคตได้อีกด้วย
Mar 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“เพราะไม่สวย
จึงกลายเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ของสังคม?”
เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศเกาหลีได้สร้างซีรี่ย์เรื่อง True Beauty ออนแอร์สู่สายตาเหล่าคอซีรี่ย์ จนกลายเป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงและได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ด้วยความน่ารักของเนื้อเรื่อง ความเปิ่นของอิมจูกยอง นางเอกของเรื่อง True Beauty ความละมุนจุนใจ หรือจะเป็นไอ้ต้าวอปป้าของพระเอกในเรื่องอย่างลีซูโฮ แต่หากลองมองให้ลึกลงไป นอกเหนือจากความน่ารัก และความฟินจิ้นแตกที่เราเคลิบเคลิ้มกัน ในเรื่องนี้เรายังได้เห็นบางสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญ ที่คอยขับเคลื่อนซีรี่ย์เรื่องนี้ให้ดำเนินต่อไปอย่างมีอรรถรส
‘ความสวยที่กลายเป็นดาบสองคม’ หากใครที่ไม่ได้ดูซีรี่ย์เรื่องนี้ เราจะขอเล่าให้ฟังคร่าวๆว่า อิมจูกยอง นางเอกของเรื่อง ถูกเพื่อนๆในโรงเรียนกลั่นแกล้ง กลุ่มที่มีอิทธิพลในโรงเรียน มีผลต่ออิมจูกยองเป็นอย่างมาก เพราะเขาทั้งถูกแกล้ง ถูกกดขี่ ถูกลดคุณค่าของตัวเอง ด้วยสาเหตุจากที่นางเอกเป็นสิว หน้าตาไม่สวยเท่ากลุ่มป๊อบในโรงเรียน ทำให้อิมจูกยอง กลายเป็นความสนุกสนานของกลุ่มคนที่คิดว่าตัวเองดีกว่า เหนือกว่าในเรื่องหน้าตา เมื่ออิมจูกยอง ย้ายโรงเรียน จึงเลือกปกปิดปมของตัวเองที่เคยถูกกลั่นแกล้ง ด้วยการแต่งหน้าบดบังสิ่งที่เป็นจุดด้อย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความสวยที่ได้มาก็คือความสวยที่เขาพยายามปกปิดมัน
จากกระแสซีรี่ย์ดังกล่าว ทำให้เราหันกลับมามองถึงวัฒนธรรม และความเชื่อของคนในปัจจุบันเกี่ยวกับเรื่อง Beauty Standards คำถามที่ว่า วันนี้ฉันสวยหรือยังนะ หุ่นดีพอที่จะออกจากบ้านแล้วจะไม่โดนทักว่าอ้วนหรือยัง จะต้องไปฉีดผิวขาวให้ขาวขึ้นไหม เพราะไม่อยากโดนทักว่าดำ เสริมจมูกโด่งดีกว่า เพราะไม่อยากโดนว่าดั้งแหมบ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นความสวยพร้อมที่สังคม โดยเฉพาะในบ้านเรา นำมาเสนอผ่านสื่อโฆษณา ผ่านละคร หรือที่เห็นได้ชัดๆอย่างการจัดกิจกรรมประชันความสวย หล่อ ที่ตัดสินจากสิ่งที่เห็นภายนอกของแต่ละคน ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนเป็น สิ่งเหล่านี้เลยกลายเป็นดาบของสังคมที่ส่งผลให้ Beauty Standards ไม่ใช่ความงดงาม หรือคุณค่าที่ทุกคนมี แต่กลายเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องใช้ความพยายามเพื่อที่จะเข้าสู่มาตรฐานที่สังคมกำหนด
ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป มีผลต่อมาตรฐานความสวย
สิ่งที่เราพบเห็นได้บ่อยครั้ง คือทุกคนมักจะตัดสินใจว่าอะไรดีไม่ดี จากความเชื่อที่ถูกสร้างขึ้นและถูกเก็บสะสมมาจนกลายเป็นองค์ความรู้ ซึ่งอาจจะเป็นความรู้ที่ถูกต้องหรือไม่ก็ไม่มีใครทราบได้ รวมถึงเรื่อง Beauty Standards ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุคสมัย สิ่งที่ถูกสะท้อนออกมาผ่านการนำเสนอของสื่อและมุมมองทางสังคมในแต่ละยุค กลายเป็นกรอบความคิดที่บิดเบี้ยว จนทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เราจะต้องเป็นให้ได้ตาม Beauty Standards แบบนั้นจริงๆหรือ?
เรื่องความสวย ความหล่อ ถูกยกเป็นประเด็นถกเถียงทางสังคมมาอย่างยาวนานหลายศตวรรษ ซึ่งในแต่ละยุคสมัย มาตรฐานความสวยงามในสังคมถูกเปลี่ยนแปลงไปตามความเชื่อแต่ละยุคสมัย เช่นในยุค Renaissance ผู้หญิงอวบคือผู้หญิงที่สวย หรือการใส่คอร์เซ็ทเพื่อปรับรูปร่าง ให้เอวคอดตามกระแสสังคมนิยม จนส่งผลให้กลายเป็นความสวยงามสุดสยอง ถัดมาในยุคที่เน้นรูปร่างหน้าตา ให้ขาว ผอมเพรียว ทำให้ความสวยที่เคยยึดถือกันมาก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต่ไม่ว่ากาลเวลาจะเปลี่ยนไปเนิ่นนานเท่าไร กลุ่มคนตรงข้ามมาตรฐาน ก็ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิมที่ได้รับผลกระทบจากค่านิยมดังกล่าว ผู้ที่ไม่ได้รับคัดเลือกให้อยู่ในมาตรฐานที่สื่อและสังคมสร้างขึ้นมาก็ยังคงถูกสร้างบาดแผลเป็นรากลึกฝังโคนในจิตใจ
“แล้วแบบนี้ความสวยยังจำเป็นไหม!”
เราลองมาฟังมุมมองจากคนที่ได้รับผลกระทบจาก Beauty Standards ในสังคมกันดีกว่า
“ที่หนักสุดเลย ก็คงเป็นตอนประถม ทั้งสายชั้นรุมแกล้ง เช่น ว่าที่บ้าน หน้าตา ผิวดำ ดั้งก็ไม่มี หน้าก็เอี้ย (ความจริงแรงกว่านี้) ตอนนั้นรู้สึกไม่อยากไปโรงเรียนเลยอะ อยากลาออก รู้สึกว่าไม่มีใครชอบเรา ทั้งนิสัย หน้าตา แล้วก็เป็นปมมาจนถึงตอนนี้เลย ถามว่าก้าวข้ามผ่านได้ไหม บอกเลยว่ายังผ่านไปไม่ได้ขนาดนั้น บางทีก็เกลียดคนในกระจก ทั้งที่มันคือตัวเราเอง เราไม่เคยพอใจในหน้าตาตัวเองเลย มันเหมือนฝังใจไปแล้ว เจ็บปวดนะจริง ๆ ”
โบนัส สาว Introvert ผู้คลั่งรักในเรื่องจิตวิทยา
“โดนล้อตั้งแต่เด็กเรื่องหูกาง เลยไม่อยากมัดผมเท่าไร แล้วมันกลายเป็นกรอบที่กำหนดการแต่งตัวของเราไปเลยนะ แต่อีกมุมนึงก้รู้สึกว่า คนที่สวยอะ โดน Sexual Harassment ด้วยอะ เหมือนว่าคนที่อยู่ใน Beauty Standards ก็ไม่ได้ไม่โดนอะไรอะ ก็เลยคิดว่า ไม่ควรจะมีใครโดนอะไรอะ จาก Beauty Standards แล้วเราก้รู้สึกว่าทุกคนไม่ได้ Perfect ด้วยแหละ คือบางคนนิสัยก็อาจจะสวนทางกับหน้าตาก็มี ”
ป่าน สาวน้อยผู้คลั่งไคล้ในชานมไข่มุก
“ส่วนตัวผมโดนนะ คือถ้าใครเห็นผมก็จะรู้ว่าผมแต่งตัวค่อนข้างจัด ก็เลยจะโดนทักเรื่องการแต่งตัว แล้วอีกอย่างผมเป็นคนตัวใหญ่ก็เลยจะโดนทักเรื่องน้ำหนักด้วย ผมว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องมานั่งทักกันอะ ต่างประเทศเขาก็ไม่ได้ทักกัน เรา Chubby ก็น่ารักดี รูปร่างใครรูปร่างมันอะ จะแต่งตัวแบบไหน ผมว่ามันไม่ควรเซ็ตว่าคนคนนึงจะต้องเป็นยังไง ให้ใครมาตัดสินตัวเรา เรามีอิสระในตัวเอง”
มิน หนุ่มผู้หลงใหลในวงการแฟชั่น
“ตอน ม.6 เคยอ้วนมาก่อน แบบ 90 กว่า ผลที่ตามมาคือ โดนล้อเป็นเรื่องปกติ คำนามที่ขึ้นมาเรียกเราเนี่ยจะไม่ใช่ชื่อเรานะ แต่เป็น ไอ้อ้วน หรือบางทีประชดประชันไปเลยอย่างเช่นแบบ ตัวเล็ก ก็จะรู้สึกแบบตะขิดตะขวงอยู่ตลอดเวลา นั่นคือจุดเริ่มต้นให้ผมลดน้ำหนักนะ ไม่จำเป็นที่คนเราชอบอะไร แล้วต้องไปเปลี่ยนให้เป็นแบบที่เราชอบ อย่างผม ก็ยอมรับว่ามองคนที่หน้าตา ทุกคนมองคนที่หน้าตาอยู่แล้ว เพียงแต่เราต้องมีการ Educate มากพอที่จะไม่ใช้แค่หน้าตาเป็นองค์ประกอบในการตัดสินคนอื่นก็แค่นั้น ก็แค่ยูสามารถ Admire คนว่าสวยหล่อได้ แต่ในขณะเดียวกันต้องไม่ไป Devalue คนที่ไม่ตรงกับ Beauty Standards ของตัวเอง ”
เจมส์ เด็กติดเกมส์ที่ชอบทำตัวเป็นเป็ด
“อย่างฟ้าทำจมูก ตอนเด็กๆ อ้วน ฟันห่าง ตอนเด็กๆคือ Insecurity หนักมาก ฟ้าถึงขั้นไม่ชอบตัวเอง คือ ไม่ส่องกระจกเลย ก่อนออกจากบ้านก็แบบไม่ส่องกระจก เพราะไม่อยากเห็นหน้าตัวเอง แต่พอตัดสินใจทำจมูก ก็ยอมรับว่ามันไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ทำให้ข้างในดีขึ้น มันก็ดีขึ้น แต่มันก็รู้สึกว่ามั่นใจขึ้น แล้วก็มีคนชมว่าแบบดูดีขึ้น มันก็ Boost Confident ของเราขึ้นมา สื่อมีผลอย่างมากนะ”
ฟ้า สาวสายฝอที่แสนเปราะบาง
“ตอนเด็กๆ ก็เพื่อนพูดเล่นกันแหละ เราไม่ได้คิดมากอะไรด้วยอ่ะ ก็เลยปล่อยๆไป ถ้าเป็นเพื่อนๆพูดกัน เราก็รู้แหละว่าเพื่อนไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าเป็นคนอื่นที่ไม่รู้จักเรา เราก็คงไม่ได้รู้สึกดีอ่ะ เพราะว่าใครก็คงไม่ชอบถ้ามีคนมาพูดอะไรแบบนี้ด้วย ส่วนตัวผมคิดแบบนี้นะ”
ต้าร์ หนุ่มติสท์ผู้สร้างความสุขด้วยเสียงเพลง
สื่อ เครื่องมือหลักที่สร้างบาดแผลให้กับคนที่ไม่เข้าตา
การนำเสนอของสื่อต่างๆ โดยเฉพาะ การโฆษณา เช่น การโฆษณาครีมทาผิว ที่ผู้แสดงหลักมักจะเป็นผู้หญิงผิวขาว หรือแม้แต่โฆษณาในฝั่งของผู้ชาย ที่นักแสดงหลักจะต้องหุ่นดี แข็งแรง หรือหากยังมองเห็นภาพไม่ชัดเจน การเกิดขึ้นของกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่น การประกวดดาวเดือน ในรั้วมหาวิทยาลัย การประกวดนางงามหรือนางสาวต่างๆ บนโลกของเรา และยังมีอีกหลายกิจกรรม ที่ไม่ได้เน้นกันที่ความสามารถ แต่กลับให้ความสำคัญที่หน้าตา รูปร่าง หรือแค่เพียงสิ่งที่มองเห็น ไม่ได้มองลึกลงไปถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ของคน หรือมองเห็นความสวยจากภายใน
Beauty Standards จึงกลายเป็นบาดแผลของผู้คนที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของมาตรฐานความสวยที่สังคมกำหนด สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนจำนวนมาก ตั้งแต่อดีตจนถึงในปัจจุบัน จนเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง และเริ่มมีการเรียรู้และปรับบริบทมุมมองของคนในสังคมเกี่ยวกับความสวยที่สังคมสร้างขึ้นมา
ปัญหาสังคม ที่มาพร้อมกับ Beauty Standards และ Beauty Privileges
ปัญหาสังคมในปัจจุบัน มีหลากหลายเรื่องราว หลากมิติที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องของ Beauty Standards ที่เกิดจากการหล่อหลอมความคิดของสังคม จนกลายเป็นกระแสความเชื่อที่แรงกล้า ที่ขับเคลื่อนแนวความคิดของสังคม จนกลายเป็นมาตรฐานหลักที่กรอบความคิดให้หลายคนเชื่อว่า ความสวยแบบนั้น ความหล่อแบบนี้ คือสิ่งที่ถูกต้อง
หลายครั้งความเชื่อที่เราเชื่อกันอยู่ ก็กลายเป็นสิ่งที่น่ากลัวในการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้หญิงหลายสามีถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี หรือการที่ผู้ชายถูกคาดหวังว่าต้องเก่ง ต้องแข็งแรง (Toxic Masculinuty) รวมถึง ความเชื่อเรื่องความสวย หล่อ (Beauty Standards) ที่เราพูดถึงกันอยู่บ่อยๆ คำพูดหยอกล้อต่างๆที่ไม่ได้ตั้งใจของใครหลายคน กลายเป็นการลดคุณค่าของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
นี่คือจุดเริ่มต้นของบาดแผลที่ฝังลึกลงไปในจิตใจของคนฟัง บางครั้งไม่ใช่แค่คำพูดเท่านั้น ที่ทำร้ายคนอื่น แต่กลายเป็นการรวมตัวกันเพื่อความคึกคะนอง การกลั่นแกล้งผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความเชื่อของตัวเอง หลายกลุ่มเพื่อความสนุกสนาน หรือสร้างความรู้สึกที่เหนือกว่าผู้อื่น ซึ่งหารู้ไม่ว่า สิ่งที่กำลังทำอยู่นั้น คือการทำลายความมั่นใจที่คนคนหนึ่งมี
แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงไป คือสัญญาณที่ดี
การเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้อย่างชัดเจนในปัจจุบัน คือการที่คนในสังคมเริ่มตั้งคำถามกับความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างกาย ความสวย ความหล่อ หรือสิ่งที่หลายคนนำไปกล่าวหาคนอื่น การโดนตัดโอกาสในสิ่งต่างๆ เช่น การทำงาน การใช้ชีวิต หรือแม้กระทั่งเรื่องเล็กๆอย่างการแต่งตัว การตั้งชุดความคิดที่เราเชื่อกันมาอย่างเนิ่นนานเกี่ยวกับความดูดีที่เราโดนกรอกหูกันอยู่ทุกวัน จนทำให้เชื่อกันว่าเป็นความสวยที่ทุกคนควรจะเป็น ทั้งที่ความสวยงามที่แท้จริง มีอีกหลายมิติที่เราควรให้ความสำคัญ เช่น ทัศนคติ ความคิด และความมั่นใจที่แต่ละคนมี ไม่ใช่แค่รูปร่างหน้าตาเพียงเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทยเพียงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันเทรนด์โลกหรือกระแสสังคมที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับค่านิยมเรื่อง Beauty Privileges และ Beauty Standards เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในแนวทางที่ดี นี่ถือว่าเป็นการสัญญาณเริ่มต้นที่ดี เป็นแรงขับเคลื่อนสังคมที่แรงกล้าในการเปลี่ยนมุมมองของมาตรฐานความสวย การเลิกโฟกัสที่ความสวย หล่อ หรือการใช้มาตรฐานความเชื่อมาเป็นเครื่องมือในการทำลาย กดดัน และปิดโอกาสของคนตรงข้ามกับมาตรฐาน กระแสสังคมเล็กๆที่เกิดขึ้น การมีอินฟลูเอนเซอร์ใหม่ๆที่เกิดขึ้น อย่างหนูรัตน์ ธิดาพร, แม่สิตางศุ์ ส้มหยุด หรือแม้กระทั่งหญิงลี พระมหาเทวีเจ้า ที่ในปัจจุบัน ไม่ได้โฟกัสที่หน้าตา ความสวย แต่โฟกัสที่ความน่ารัก และความสามารถของแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นค่านิยมที่ควรเกิดขึ้นในโลกของเรา
สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ กลายเป็นแรงขับเคลื่อนมุมมอง และการเปลี่ยนเนื้อหาของสื่อที่พยายามสร้างกรอบความคิดของสังคม การสร้างค่านิยมที่ผิดๆ ทำให้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการสร้างบาดแผลที่ทำลายความเป็นมนุษย์ของคนอื่น ดังนั้น คำว่า Beauty Standards จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรทำความเข้าใจกัยเสียใหม่ คำว่า บิวตี้ ไม่ควรถูกจำกัดแค่ว่าสวย หล่อ แต่ควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่แต่ละคนเป็น ไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นเห็น เพื่อทำให้ทุกคนในสังคมสามารถใช้ชีวิตของตัวเองในแบบที่ตัวเองอยากเป็น ไม่ใช่สิ่งที่สังคมอยากให้เป็น
Mar 10, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
VIDEO
สำหรับ Eating Guide ประจำเดือนมีนาคมที่มีวันสตรีสากลแทรกตัวอยู่ด้วยนั้น
เราขอหยิบยกเอา “ความเป็นผู้หญิง” มาเกี่ยวพันกับอาหารอร่อย ด้วยการพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับ “ป้าพิม” บาริสต้าหญิงสุดคูลวัย 71 ปี ผู้ก่อตั้งร้านกาแฟชื่อดัง “มาเธอร์โรสเตอร์ (Mother Roaster)”
ป้าพิม บาริสต้ารุ่นเก๋าแห่งมาเธอร์โรสเตอร์
ก่อนอื่นขอสารภาพว่า เรามีใจให้มาเธอร์โรสเตอร์อยู่แล้ว ความที่กาแฟร้านนี้ถูกจริตกันเป็นการส่วนตัว จุดเด่นของกาแฟร้านนี้คือรสชาติกาแฟที่ชัดเจน ไม่ใส่น้ำตาล เรียงรายด้วยเมล็ดพันธุ์หลากหลายสัญชาติ ทั้งยังมีกลิ่นหอมของกาแฟที่เด่นชัด ตั้งแต่เราก้าวเข้าประตูร้าน
ที่สำคัญป้าพิมและบาริสต้าคนอื่นๆ ในร้าน ยังตอบคำถามและให้คำแนะนำเราเรื่องกาแฟ “ด้วยรอยยิ้มและสายตาที่เต็มใจ” หากคุณไม่รู้จะเริ่มต้นกับกาแฟตัวไหน ขอให้เอ่ยปากบอกรสชาติที่ชอบและไม่ชอบ กลิ่นไหนที่เราอิน กินแล้วจะฟินเป็นพิเศษ เราเชื่อว่าคุณป้าจะแนะนำให้คุณเจอกับสิ่งที่ถูกใจได้ค่ะ
“เอากาแฟอะไรดีจ๊ะ” ป้าพิมเอ่ยถามเราด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม ในร้าน “มาเธอร์โรสเตอร์” สาขาใหม่ย่านประตูผี ท่ามกลางบรรยากาศร้านสุดคลาสิคของอาคารไม้โบราณ อายุ 100 กว่าปี สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ระหว่างที่นิ่งคิดหาคำตอบอยู่นั้น เสียงของคุณป้าดังขึ้นมาก่อนความคิดเรา “ลาเต้ไหม” และใช่ค่ะ.. ลาเต้ เป็นหนึ่งในกาแฟแก้วโปรดของเรา
ด้านบน – Latte แก้วโปรดของเรา ด้านล่าง – Panama Geisha Drip Coffee แก้วละ 420 บาท แพงที่สุดในร้าน
“กฏของแรงดึงดูด” ป้าพิมบอกกับเราว่าเชื่อในเรื่องนี้
เราเป็นคนแบบไหน โลกก็มักจะดึงดูดคนแบบนั้นเข้ามาหา เหมือนกับการกินกาแฟ เราชอบกินแบบนี้ ชงแบบที่เราชอบขายดู ลูกค้าที่เดินเข้ามาหาเรา คือคนที่รักในการดื่มกาแฟแบบเดียวกับเรานั่นแหละ “ความชอบในสิ่งเดียวกันมันดึงดูดหากันได้เสมอ”
ป้าพิมเล่าให้เราฟังแบบสบายๆ ว่า เราทำร้านนี้ด้วยความไม่คาดหวังตั้งแต่แรก ชีวิตเราผูกพันกับกาแฟมาตั้งแต่สาวๆ กินเอง คั่วเอง พอได้เปิดร้านก็คิดว่าวันนึงขาย 5 แก้ว 10 แก้วพอแล้ว ไม่ได้เป็น Business อะไรมากมาย แต่พอร้านมีลูกค้าเยอะขึ้น เรายิ่งต้องพัฒนากาแฟของเราให้ดีมากยิ่งขึ้น
คอยหาคำตอบให้กับทุกคำถามของลูกค้าที่เข้ามา รวมถึงหาวิธีให้เราสนุกไปกับมันมากขึ้น รสชาติอย่างไหนจะถูกใจเขาหรือถูกใจเราอย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องพัฒนาตัวเองตลอดเวลา
“เราเต็มที่กับทุกอย่างที่ทำ เลยไม่มีอะไรจะต้องกลัว”
นอกจากบรรยากาศร้านกาแฟสุดคลาสิคแล้ว ป้าพิมยังบอกเราว่า “มาเธอร์โรสเตอร์” สาขา ประตูผี เก่าแก่กว่านั้น…
“พนักงานสาขานี้มีแต่เพื่อนสูงวัยทั้งนั้น” ซึ่งผ่านการ Workshop พื้นฐาน (ฟรี) กับเรามาแล้ว และอยากจะเปิดร้านของตัวเอง เราเลยให้เขามาเทรนด์อย่างเคี่ยวกรำที่ร้านนี้ เพื่อให้เกิดความชำนาญ รวมถึงเครื่องชงกาแฟก็ไม่ใช่แบบกดเหมือนสาขาตลาดน้อย เพราะคนทำงานมีอายุ จะให้มาออกแรงกดเองทุกแก้วคงไม่ไหว
“ไม่มีใครเขาถึกเหมือนป้า” ป้าพิมพูดด้วยรอยยิ้มและท่าทีที่แข็งแรง
เราเชื่อว่าไม่มีผู้สูงวัยคนไหนอยากเป็นภาระลูกหลาน เราอยากแก่ไปแล้วมีประโยชน์ อยากทำอะไรที่พอมีเงินเลี้ยงตัวเอง ร้านนี้จึงใช้ชื่อร้านเป็น “มาเธอร์โรสเตอร์” และใช้ภาษาไทยเป็นตัวย่อของร้านว่า “มร” แตกต่างจากสาขาที่ตลาดน้อยที่ใช้ Mother Roaster เป็นภาษาอังกฤษ
“เราแค่อยากตื่นมาแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันมีความหมาย”
ตลอดการสนทนากับป้าพิม เราชื่นชอบในความเป็นธรรมชาติและแววตาที่เต็มไปด้วยความตั้งใจจริง คุณป้าทำให้เราเห็นภาพชัดขึ้นว่า วัยไม่ใช่อุปสรรคของการเรียนรู้ ไม่มีอะไร “สาย” เกินไปกว่าความตั้งใจของเรา พร้อมเมื่อไรก็ค่อยเริ่ม อย่ากลัวที่จะผิดหวัง อย่ากดดันตัว หากเรายังไม่พร้อม
เมื่อตัดสินใจจะเริ่มต้นกับอะไรแล้ว จงทำด้วยความรักและความเข้าใจในสิ่งๆ นั้นอย่างถ่องแท้ เรียนรู้และพัฒนาให้ทันโลก ทันต่อความต้องการของลูกค้า อย่าอยู่กับมันแค่ผิวเผินแล้วบอกว่าชอบ มีเงินอย่างเดียวก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จไปทุกอย่าง
เหมือนที่ป้าพิมแห่ง Mother Roaster เป็นตัวอย่างที่ดีของการเริ่มต้นนั่นเองค่ะ…