Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
การออกแบบบ้านที่ดีให้สะดวกสบายต่อการใช้งาน ถือเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดในการออกแบบบ้านโดยเฉพาะห้องน้ำซึ่งเป็นห้องที่สำคัญมากในชีวิตประจำวันของเรา แต่ก็ยังเป็นสถานที่ที่สะสมสิ่งสกปรกไว้มากมายจนอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตได้อีกด้วย ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องใส่ใจในการออกแบบห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะนั่นเอง และวันนี้เราจะมาแนะนำหลักการออกแบบห้องน้ำให้สะอาดสวยงาม จะมีอะไรบ้างไปดูกัน
เทคนิคการออกแบบห้องน้ำที่ดี
แยกพื้นที่โซนแห้ง-เปียก
การแยกพื้นที่ห้องน้ำให้มีความชัดเจนในการใช้งานก็เป็นสิ่งสำคัญเพราะจะทำให้แต่ละพื้นที่การใช้งานไม่เกิดความอันตราย โดยโซนพื้นที่แห้งคือโซนพื้นที่อ่างล้างมือและชักโครก ส่วนโซนเปียกคือโซนอ่างอาบน้ำและฝักบัวนั่นเอง ซึ่งห้องน้ำที่ดีควรมีโซนแห้งเป็นพื้นที่ด้านหน้าเพราะเป็นพื้นที่ที่ถูกใช้งานมากกว่าและการนำพื้นที่โซนเปียกไว้ภายใน ยังจะช่วยให้น้ำบนพื้นที่โซนเปียกไม่กระเด็นออกมาเลอะพื้นที่อื่น ๆ อีกด้วย
วิธีการแบ่งพื้นที่โซนแห้งและเปียกอาจทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การก่อผนังหรือแขนผ้าม่านกั้นโซน ซึ่งสองวิธีนี้อาจทำให้น้ำเล็ดลอดออกมาได้ง่ายมาก รวมถึงการสร้างตู้กระจกหรือฉากกั้นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยแบ่งกั้นโซนพื้นที่ได้ดี แต่มีข้อเสียก็คือราคาที่สูงกว่า และควรทำพื้นที่เปียกให้อยู่ระดับต่ำกว่าพื้นที่แห้ง ทำที่กั้นระหว่างโซน หรือ ติดตั้งท่อระบายน้ำเพื่อป้องกันน้ำที่จะท่วมเข้าไปในพื้นที่แห้ง
ตำแหน่งของห้องน้ำ
การเข้าห้องน้ำเป็นการทำธุระส่วนตัวที่หลาย ๆ คนต้องการพื้นที่ที่เงียบสงบ ไม่พลุกพล่าน เพราะอาจทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าไรนัก ดังนั้นการวางตำแหน่งของห้องน้ำที่ดีควรอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ติดกับทางขึ้นบันไดเพราะมีคนเดินผ่านมากควรอยู่ในพื้นที่หลบมุมหรือในห้องส่วนตัว
ส่วนทิศทางของห้องน้ำควรหันไปทางทิศตะวันออกหรือทิศตะวันตกเพราะมีแดดส่องแสงถึงภายในห้องน้ำและช่วยให้ห้องน้ำแห้งไม่เหม็นอับหรือมืดโดยเฉพาะโซนเปียกที่มีน้ำอยู่มาก
การจัดวางสุขภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน
ในการจัดวางสุขภัณฑ์ในห้องน้ำที่ดีนั้นคล้าย ๆ กับการจัดวางพี่ที่โซนแห้งและเปียกด้านบน โดยการไล่จากสิ่งที่ใช้บ่อยที่สุดไปน้อยที่สุดจากหน้าประตู เพื่อความสะดวกในการใช้งาน ไม่ควรวางสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ติดกันมากเกินไปเพราะทำให้รู้สึกอึดอัดและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย หรืออาจติดตั้งราวจับบริเวณส่วนต่าง ๆ ที่ต้องมีการลุกหรือนั่งเพื่อความปลอดภัย
สำหรับตัวสุขภัณฑ์ภายในห้องน้ำจำเป็นจะต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานสากลที่กำหนดไว้ มีความคงทน ส่วนความสูงของสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องมีความพอดีกับความสูงของผู้ใช้งาน โถสุขภัณฑ์ควรเป็นวงรีเพราะจะช่วยให้นั่งสบายกว่าโถแบบกลม หรืออ่างล้างหน้าแบบติดบนเคาน์เตอร์จะติดตั้งง่ายและทนทานกว่าแบบฝังและวัสดุที่ใช้ควรเป็นวัสดุที่ป้องกันการซึมหรือบวมน้ำได้ดีมิเช่นนั้นอาจต้องเปลี่ยนสุขภัณฑ์ต่าง ๆ ได้
พื้นห้องน้ำต้องไม่ลื่น
การลื่นล้มในห้องน้ำถือเป็นอุบัติเหตุที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้สูงมาก ทำให้พื้นห้องน้ำถือเป็นหนึ่งเรื่องในการออกแบบห้องน้ำที่ดีที่เราควรคำนึงมากที่สุดเพราะห้องน้ำที่ลื่นอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายกว่าปกติ ดังนั้นเราจึงต้องใส่ใจในการเลือกพื้นห้องน้ำให้ดีที่สุด
ซึ่งการเลือกพื้นห้องน้ำที่ดีควรเลือกปูพื้นที่ไม่ลื่น มีความฝืด เช่น พื้นกระเบื้องหรือพื้นไม้ที่ไม่ได้ขัดมัน มีความนูน อาจหากระเบื้องที่มีค่ากันลื่นที่ R10 ขึ้นไป หรือในกรณีที่ไม่สามารถหาได้จริง ๆ ก็ลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยแก้ไขปัญหา เช่น น้ำยากันพื้นลื่น แผ่นรองกันลื่น เทปกันลื่น หรือสีกันพื้นลื่น เป็นต้น
มีอุปกรณ์กำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์
กลิ่นในห้องน้ำเป็นสิ่งที่เราควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดเพราะจะทำให้ทั้งสุขภาพจิตและสุขภาพกายเสียได้ ดังนั้นเราจึงต้องมีการกำจัดกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ให้หมดสิ้น ซึ่งอาจจะใช้เครื่องพ่นอะโรม่า สมุนไพร หรือสเปรย์กำจัดกลิ่นก็สามารถช่วยได้เช่นกัน
เห็นไหมคะว่าการออกแบบห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะเป็นเรื่อที่สำคัญมาก และยิ่งถ้ามีผู้สูงอายุล่ะก็ยิ่งต้องระวังเป็นพิเศษ ฮาวทูสร้างบ้านผู้สูงอายุให้อยู่เย็นเป็นสุข เพื่อให้บ้านของคุณปลอดภัยต่อคนในครอบครัวมากยิ่งขึ้น
สำหรับใครอยากได้บ้านสวย ๆ ห้องน้ำดี ๆ ที่ Kaidee Property ก็มีให้เลือกซื้อมากมายค่ะ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ศาสตร์และศิลป์ในเรื่องของการดูดวงนั้นมีหลายแขนงมาก ไม่ว่าจะเป็นดูดวงประจำวันเกิด ดูดวงด้วยไพ่ทาโร่ หรือดูดวงด้วยลายนิ้วมือ ซึ่งแต่ละศาสตร์ย่อมมีความแตกต่างกันไป ด้วยความเป็นคนไทยที่มีความเชื่อในเรื่องดวงอย่างแรงกล้าอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ดูดวงไปกับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงเรื่องของสีบ้าน จึงหามาไว้ให้แล้วกับสีบ้านที่ทาแล้วมีแต่จะช่วยให้ชีวิตนั้นเฮงกับเฮงตลอดทั้งปีทั้งชาติ!!!
เปลี่ยนสีบ้านตามหลักฮวงจุ้ย
ก่อนที่จะมาดูว่าจะเปลี่ยนสีบ้านอย่างไรให้เฮง มาทำความรู้จักกับคำว่า “ฮวงจุ้ย” กันเสียก่อนว่าคืออะไร ฮวงจุ้ย นั้นเป็นศาสตร์หนึ่งที่นำเขามาจากประเทศจีน ที่หลักของธรรมชาติมาเปรียบเทียบกับสิ่งต่างๆรอบตัวให้เข้ากัน เพื่อกำหนดการไหลเวียนและส่งเสริมในเรื่องของดวงให้ดีขึ้น ซึ่งมีสีที่เหมาะสมในการเปลี่ยนสีให้บ้านของเราในแต่ละห้องนั้นส่งเสริมดวงให้ดีขึ้นในด้านต่างๆ ดังนี้
1. สีทาบ้านที่เสริมความก้าวหน้า
ในเรื่องของหน้าที่การงานนั้นเลยคือสี “ชมพู” และสี “ฟ้า” ซึ่งควรที่จะทาสีนนี้ไว้ในห้องทำงาน ที่เป็นหัวใจหลักและเป็นสัญลักษณ์ในด้านของการงาน ซึ่งทั้ง 2 สีนี้นั้นจะช่วยส่งผลให้การงานได้อย่างราบรื่นไม่ติดขัด และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ตำแหน่งพุ่งกระฉูดแน่นอน!!
2. สีทาบ้านที่เสริมดวงให้การเงินรุ่ง
ใครที่อยากจะรวย!! มีเงินเก็บมากมายจนไม่รู้จะเอาไปไว้ไหนต้อง ต้องอ่าน!! สีที่ควรจะทาเลยควรจะเป็นสีที่มีคุณสมบัติความเป็นพลังของธาตุดินที่หมายถึงความมั่นคง อย่างสี “เหลือง” สี “น้ำตาล” และสี “เทา” ซึ่งควรที่ละเลือกทา 3 สีนี้ไว้ในห้องนั่งเล่นของบ้าน เป็นห้องที่เป็นถังเงินถังทองของบ้าน การเปลี่ยนสีในห้องนี้จะช่วยให้มีเงินเก็บมากขึ้น และส่งเสริมให้การเงินนั้นมั่นคงมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการเรียกเงินเรียกทรัพย์ให้ไหลเข้ามา รวยๆเฮงๆ ปังไม่หวั่นไม่ไหว!!
3. สีทาบ้านที่เสริมในเรื่องของความรัก
ความรักในที่นี้นั้นไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องของชีวิตคู่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงในเรื่องความรักจากคนรอบข้างด้วย ซึ่งสีที่เหมาะอย่างมากในเรื่องนี้เลยคือสี “ส้ม” และสี “ชมพู” เอาไปทาในห้องนอนใช่ให้ความรักรักนั้นพุ่งแรง!! ใครที่โสดจะช่วยส่งเสริมให้หาคู่ได้ง่ายขึ้น ส่วนใครที่มีคู่แล้วจะช่วยให้รักยืนยาวและมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น
4. สีทาบ้านที่เสริมให้สุขภาพกาย สุขภาพใจดี
ไม่มีใครในโลกนี้ที่อยากจะเจ็บไข้ได้ป่วยกันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว การมีสุขภาพที่ดีนั้นมีชัยไปกว่าครึ่ง และสีที่จะมาช่วยในเรื่องนี้ได้เลยคือการทาสี “ม่วง” และสี ”น้ำตาล” ซึ่งเป็นสีแห่งสุขภาพไว้ภายในห้องนอน เพราะสีนั้นจะถ่ายเทอำนาจในช่วงเวลาที่เรานอนหลับอยู่ และจะช่วยส่งเสริมให้เรานั้นมีสุขภาพที่แข็งแรง อายุยืนขึ้น มีสุขภาพจิตที่ดี ไม่ต้องกังวลในเรื่องของอาการป่วย
5. สีทาบ้านที่เสริมความสุข
การอยู่ที่ไหนแล้วไม่มีความสุขนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ดีเท่าไรนัก ความสุขกับชีวิตของเรานั้นเป็นสิ่งทำให้คนเรานั้นก้าวต่อไปในวันที่แย่ๆได้ง่ายยิ่งขึ้น สีที่เลือกทาเลยควรจะเป็นสี “เขียว” และสี “ขาว” ทาไว้ในห้องรับแขก ซึ่งทั้ง 2 สีนี้จะช่วยในเรื่องของความสุขและความสงบร่มเย็นภายในบ้าน ไม่เกิดการทะเลาะเบาะแว้งนั่นเอง
ใครที่กำลังมีปัญหาในด้านไหนของชีวิต ลองนำบทความเรื่อง “สีทาบ้านมงคล” นี้ไปลองปรับใช้ดูเผื่อจะช่วยให้ชีวิตที่สุดแสนจะวุ่นวายในแต่ละวันนั้น ได้บรรเทาลงไปบ้าง ไม่มากก็น้อย ซึ่งหาใครที่มีแผนกำลังจะเปลี่ยนสีบ้าน ก็ลองเข้าไปหาช่างทาสีได้ที่ Kaidee และถ้าใครที่มีแผนการจะซื้อบ้านหรือคอนโดสักที่ ที่ตรงตามหลักฮวงจุ้ย ลองเข้าไปดูได้เลยที่ Kaidee Property ที่มีบ้านและคอนโดหลากหลายสไตล์ ตามความต้องการ
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
อย่างที่ทราบกันว่าคอนโดมิเนี่ยม 1 ห้องนอนมักจะมีขนาดไม่เกิน 40 ตารางเมตร ซึ่งข้อนี้แหละที่ทำให้เวลาตกแต่งคอนโดต้องคิดเยอะเป็นพิเศษ เพราะการตกแต่งที่ดี นอกจากจะช่วยให้ขนาดของห้องดูกว้างและดูมีสไตล์แล้ว ยังช่วยให้พื้นที่ถูกใช้อย่างคุ้มค่าอีกด้วย
การตกแต่งคอนโด มีสไตล์ไหนบ้าง
แน่นอนว่าการตกแต่งหรือรูปแบบห้องแต่ละโครงการย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ดังนั้นเราจะแนะนำสไตล์การตกแต่งเบื้องต้นที่คิดว่าทุกคนน่าจะพอรู้จัก เห็นภาพได้ง่าย ซึ่งมีดังต่อไปนี้
Modern Luxury สไตล์ที่ดูสวยทันสมัยแต่แฝงไปด้วยความหรูหรา เฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ตกแต่งทำมาจากวัสดุมันวาว เช่น อะลูมิเนียมและสแตนเลส โดยอาจตกแต่งผนังด้วยลายหินอ่อน พร้อมเครื่องประดับสีเงินและสีทอง เช่น กรอบรูป แจกัน เป็นต้นVintage Style ย้อนวันวานด้วยห้องสไตล์วินเทจ โดยการตกแต่งไม่จำเป็นว่าต้องเป็นของมือสองเพียงเท่านั้น เฟอร์นิเจอร์ที่มีรูปทรงโบราณ หรือมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ก็สามารถตกแต่งสไตล์นี้ได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เครื่องเล่นแผ่นเสียง โปสเตอร์ภาพยนต์ยุค 80 หรือกล้องฟิล์ม ผสมผสานกับเฟอร์นิเจอร์สีขาวหรือสีมันวาวอย่างลงตัวMediterranean Fresh การตกแต่งแนวธรรมชาติ แต่ยังมีชีวิตชีวา ซึ่งจะเน้นไปที่สีฟ้า น้ำตาล และเขียว ประดับและตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ มองไปทางไหนก็สบายตาMinimalist Modern สไตล์ที่กำลังมาแรง ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนี้ โดยการตกแต่งห้องจะเน้นแบบเรียบง่าย สบายตา อาศัยแสงจากธรรมชาติเพื่อให้ห้องดูสว่าง เน้นเฟอร์นิเจอร์รูปทรงเลขาคณิต โดนคำนึงถึงคอนเซ็ปต์ Less is More
6 ทริคแต่งคอนโดง่ายๆ มือใหม่ทำเป็น
1. โทนสีเดียวกันช่วยให้ทุกอย่างเพอร์เฟค
คุณสามารถแต่งคอนโดให้ทุกอย่างดูเข้ากันได้ง่ายๆ แค่พยายามออกแบบ Mood and Tone ตั้งแต่ห้องนั่งเล่นไปจนถึงห้องนอน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งสีห้อง วอลเปเปอร์ และเฟอร์นิเจอร์ สำหรับใครที่คิดไม่ออกว่าควรใช้สีอะไรดี สีเบจ เทา และขาว คือสียอดฮิต จะแมทช์กับอะไรก็ดูสวยและลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ
2. กระจกช่วยได้
เนื่องจากกระจกจะช่วยสะท้อนให้พื้นผิวดูลึกและมีมิติมากขึ้น การติดกระจกบริเวณต่างๆ จึงช่วยให้ห้องของคุณดูกว้างขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่ว่าจะเป็น บริเวณทางเดิน เหนือเตียงหรือโซฟา หรือผนังห้องครัว แต่ทั้งนี้ควรเลือกกระจกขนาดพอเหมาะพอดี และเข้ากับสไตล์ของห้องด้วย จะได้ไม่ดูเด่นจนเกินไป
3. เฟอร์นิเจอร์หนึ่งชิ้น ทำได้หลายหน้าที่
เพื่อการใช้สอยอย่างคุ้มค่าบนพื้นที่จำกัด การเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถทำได้หลากหลายหน้าที่ภายในชิ้นเดียว ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีในการแต่งคอนโด ซึ่งปัจจุบันก็มีหลากหลายประเภทให้เลือก อย่างเช่น โต๊ะสำหรับห้องนั่งเล่นที่สามารถแยกส่วนกลายเป็นเก้าอี้และชั้นเก็บของได้ในเวลาเดียวกัน หรือเตียงนอนแบบลิ้นชักที่สามารถดึงออกมาเป็นโซฟาได้ เป็นต้น
4. ไม่กั้นห้องแบบทึบ
การกั้นห้องแบบทึบจะยิ่งทำให้ห้องดูแคบ แต่ถ้าต้องการกั้นห้องจริงๆ ควรใช้ประตูกระจกบานเลื่อนที่มีความโปร่งใส หรือในกรณีที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ไม่อยากให้มองเห็นภายในห้อง ก็สามารถติดผ้าม่านหรือใช้กระจกฝ้าทดแทนได้
5. ห้องมีชีวิตชีวาได้ด้วย ‘ต้นไม้’
ไม่ลืมที่จะเพิ่มชีวิตชีวาให้ห้องของคุณด้วยต้นไม้เล็ก ๆ อาจจะเป็นต้นไม้ฟอกอากาศสักต้นสองต้นดูก็ได้ เพราะต้นไม้พวกนี้ไม่ต้องรดน้ำบ่อย แถมยังช่วยดูดสารพิษต่างๆ ภายในห้อง สำหรับต้นไม้ฟอกอากาศที่แนะนำได้แก่ เสน่ห์จันทร์แดง ลิ้นมังกร เดหลี
6. สัดส่วนชัดเจน เป็นระเบียบ
ถ้าอยากให้ห้องดูกว้าง อยู่แล้วไม่อึดอัด คุณควรเก็บของให้เข้าที่ และแบ่งสัดส่วนของพื้นที่นั้นๆให้ชัดเจน เพราะถึงแม้จะแต่งห้องสวยแค่ไหน แต่ถ้าห้องยังรก วางของไม่เป็นระเบียบ ก็ไม่ช่วยให้ห้องมีพื้นที่ และน่าอยู่อยู่ดี
การแต่งคอนโดก็เหมือนการแต่งบ้าน นอกจากจะต้องตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์แล้ว ยังต้องใช้ประโยชน์ได้สูงสุดเวลาอยู่อาศัยด้วย เพราะนอกจากที่ทำงานแล้ว ห้องเล็กๆห้องนี้นี่แหละที่คุณใช้เวลาอยู่กับมัน ลองคิดภาพคุณเหนื่อยๆได้กลับมาเจอห้องสวยๆ มีหมอนนุ่มๆให้นอนดูสิ จะมีความสุขขนาดไหน
สำหรับใครที่กำลังมองหาคอนโดสักห้อง จะซื้อหรือเช่าก็ดี Kaidee Property เรามีห้องทุกแบบ จะคอนโดสไตล์ไหน เราพร้อม !
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ปลอดภัยไว้ก่อน
ประโยคคลาสสิกที่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ในชีวิต ยิ่งกับเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญ เพราะไฟฟ้านับว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวันของคนเราไปเสียแล้ว และแม้ว่าไฟฟ้าจะให้ประโยชน์มากมาย แต่ในทางกลับกันก็แฝงไปด้วยโทษและอันตรายมากมาย ดังนั้นการใช้ไฟฟ้าอย่างถูกต้องถูกวิธีจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในนั้น
สายดินคืออะไร
สายดิน คือ ตัวนำหรือสายไฟที่ต่อจากส่วนที่เป็นตัวนำไฟฟ้าหรือเปลือกโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้า ซึ่งปกติเป็นส่วนที่ไม่มีไฟและมักมีการจับต้องขณะใช้งาน เพื่อให้เป็นเส้นทางที่สามารถนำกระแสไฟฟ้า
ในกรณีที่มีไฟฟ้ารั่วไหล สายดินสามารถป้องกันให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิดอันตรายได้ ขณะเดียวกันก็เป็นเส้นทาง ให้กระแสไฟฟ้ารั่วไหลย้อนกลับไปยังหม้อแปลงไฟฟ้าได้สะดวก ทำให้เครื่องตัดไฟอัตโนมัติทำงานและตัดไฟออกทันที นอกจากนั้นสายดินยังมีส่วนช่วยในการจัดการกับสัญญาณรบกวนอีกด้วย
อันตรายจากกระแสไฟฟ้ามีอะไรบ้าง ?
รูปแบบที่ 1
เกิดจากกระแสไฟฟ้าในระบบสูงจนเกินปกติ ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ฉนวนสายไฟฟ้าเสื่อม แล้วสายทองแดงสองเส้นมาแตะกันจนเกิด “ไฟฟ้าช็อต” ส่งผลให้กระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่ในระบบมากกว่าปกติ จนกลายเป็น “ไฟฟ้าลัดวงจร” อธิบายง่ายๆ คือ ไฟฟ้าจากสายไฟวิ่งลัดไปทางอื่น แทนที่จะวิ่งผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้านั่นเอง
รูปแบบที่ 2
เกิดจากการที่กระแสไฟฟ้าหายไปจากระบบ ปกติกระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกต้องเท่ากัน แต่เมื่อใดก็ตามที่กระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าไม่เท่ากับกระแสไฟฟ้าที่วิ่งกลับ เป็นไปได้ว่าต้องเกิด “ไฟรั่ว” ในระบบ ซึ่งเรื่องนี้เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น สายไฟฟ้าเส้นหนึ่งของตู้เย็นเสื่อมสภาพทำให้สายทองแดงแตะที่โครงตู้เย็น
ช่วงแรกอาจยังไม่พบปัญหาใดๆ เพราะไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและวิ่งออกจากตู้เย็นยังเท่ากันอยู่ แต่เมื่อไรที่มีคนไปจับตู้เย็น กระแสไฟฟ้าที่วิ่งอยู่รอบตู้เย็นจะไหลเข้ามาที่ตัวคน จากนั้นวิ่งลงดินทำให้กระแสไฟฟ้าที่วิ่งเข้าและออกจากตู้เย็นไม่เท่ากัน จนเกิดเป็น “ไฟรั่ว” หรือ “ไฟดูด” นั่นเอง
เครื่องใช้ไฟฟ้าใดบ้างที่ต้องมีสายดิน และไม่ต้องมีสายดิน ?
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ หรือเรียกว่า เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 1 เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, เครื่องปรับอากาศ, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน
เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 (แม้จะสัญลักษณ์ประเภท 2 ก็ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ายังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น
ประโยชน์ของการติดตั้งสายดิน
สายดินจะป้องกันไม่ให้ไฟฟ้าดูด กรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่ว จากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกัน ไฟฟ้าลัดวงจรและหรือไฟฟ้ารั่ว จะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์ หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน
สัญลักษณ์และสีของสายดิน
สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน ได้แก่ สีเขียว หรือ สีเขียวสลับเหลือง เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายแสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน
12 วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง
จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล) ต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดวงจรตัวแรกของตู้เมนสวิตช์
ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลงดินมากกว่า 1 จุด
สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกันได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์ ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์ และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อกับขั้วต่อสายดิน
ตู้เมนสวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุด ให้ถือว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย ห้ามต่อสายเส้นศูนย์ และสายดินร่วมกัน
ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่เมนสวิตช์อย่างถูกต้อง แล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม
ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ 220 V เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ
ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้
วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย
ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็นโลหะควรต่อลงดิน มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง (สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)
ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดิน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการไฟฟ้านครหลวง
(ข้อมูลจาก : การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค )
อุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่เกิดจากไฟฟ้ามีดังนี้ คือ
เบรกเกอร์ทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าเมื่อไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟฟ้าเกินลดการเกิดไฟไหม้จากระบบไฟฟ้า สายดิน ทำหน้าที่ดึงกระแสไฟลงดินไม่ให้วิ่งมาที่คน เครื่องป้องกันไฟดูดทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อเกิดไฟรั่วมาที่คนได้อย่างรวดเร็ว
สรุปท้ายบทความ
แม้ว่ายุคปัจจุบันเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาส่งเสริมเสริมคุณภาพชีวิตของมนุษย์ให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น แต่ในความสะดวกสบายนั้นอาจมีอันตรายซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้าลัดวงจร ไฟรั่ว ซึ่งอันตรายเหล่านี้สามารถส่งผลแก่ชีวิตเราได้ การป้องกันอันตรายจึงควรได้มาตรฐานและมีระบบที่ดีตั้งแต่แรก และการติดตั้งสายดินก็เป็นหนึ่งในระบบส่งเสริมความปลอดภัยเรื่องของการใช้ไฟฟ้า ดังนั้นอย่าลืมให้ความสำคัญกับการติดตั้งสายดินทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
Jan 19, 2025 | บทความอสังหาฯ
ตามความเชื่อของคนไทย สิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนไทยนับถือและอยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าไปบ้านไหน มักจะเห็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แต่ละคนนับถือ ตั้งอยู่ในบ้านแตกต่างกันไป ไว้กราบไหว้ เพื่อช่วยปกปักรักษา ป้องกันอันตราย และเสริมสิริมงคลให้กับคนในบ้านด้วย แต่จะให้ดีเราก็ควรจัดให้ถูกหลัก เพื่อให้สิ่งที่เรายึดถือถูกวางอย่างเหมาะสม วันนี้พลูโตเลยจะขอพาทุกคนไปดูว่า ทำไมเราต้องมีหิ้งพระในบ้าน แล้วจัดวางหิ้งพระอย่างไร จัดแบบไหนดีที่สุด มาดูกันค่ะ
ความเชื่อเรื่องหิ้งพระต้องมีในบ้านมาจากไหน
การมีห้องพระในบ้าน ได้รับความเชื่อมาจากศาสนาฮินดู ชาวฮินดูมีธรรมเนียมปฏิบัตืที่จะต้องทำอยู่ตลอดเวลาทุกๆวัน คือการกราบไว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่นับถือศาสนาฮินดูจะนับถือเทพเจ้า เช่น พระศิวะ พระตรีมูรติ พระพิฆเนศวร เป็นต้น เพราะมีจความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นเจ้าของบ้าน เป็นผู้บันดาลทุกสรรพสิ่ง และยังอาศัยอยู่ภายในบ้านด้วย
ทำไมเราถึงควรมีหิ้งพระในบ้าน
คนไทยส่วนใหญ่มักจะนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างพระ และยังมีอีกหลายคนที่นับถือเทพเจ้า แต่หลายๆคนก็มักจะไม่ค่อยมีเวลาว่างที่จะไปกราบไหว้ สิ่งศักด์สิทธิ์ตามสถานที่สำคัญทางศาสนา รวมถึงการมีหิ้งพระในบ้าน ยังเป็นความเชื่อในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองบ้าน ช่วยปกปักคุ้มครองคนในบ้าน เสริมสร้างสิริมงคล เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ และยังเป็นสถานที่ที่สงบสุขที่สุดในบ้าน ช่วยให้วันวุ่นๆ วันที่มีเรื่องกวนใจ ทำให้เรามีสติและสมาธิมากขึ้นด้วย
แล้วตั้งหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชาแบบไหนถึงจะดี
1.ตั้งทิศนี้สิดี
ในการจัดวางโต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งพระในบ้าน ทิศเหนือ ทิศตะวันออก และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นทิศที่แนะนำสำหรับการตั้งโต๊ะหมู้บูชา โดยเขื่อว่า ทิศเหนือเป็นทิศของสวรรค์ โดยให้อยู่ทิศเหนือของห้องรับแขก หรือทิศเหนือของบ้าน ไม่เจ็บ ไม่จน พบเจอแต่ความสุข ส่วนทิศตะวันออก ซึ่งเป็นทิศของราชา ช่วยในเรื่องการงาน ปราศจากอุปสรรค ทิศต้องห้าม คือ ทิศตะวันตก จะทำให้ชีวิตตกต่ำ
2.จุดอัปมงคล อยู่ตำแหน่งนี้ไม่ดีเลย
ห้องน้ำ ไม่ควรนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปตั้งในจุดที่ไม่เป็นมงคล เพราะตามหลักฮวงจุ้ยเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นธาตุไฟ ห้องน้ำเป็นธาตุน้ำ เมื่ออยู่ด้วยกันจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรให้อยู่ใกล้เคียงกัน ความศักดิ์สิทธิ์เสื่อมลง น้ำบั่นทอนไฟ เงินทองรั่วไหล วิธีการแก้ไข หาผ้าม่านมาติดกั้นไว้ให้เป็นคนละส่วน ไม่ชิดติดกัน
เหนือบานประตู การตั้งหิ้งพระไว้สูงเป็นเรื่องที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งที่คนในบ้านนับถือ และเป็นของสูงสำหรับคนที่นับถือ หิ้งพระจึงไม่ควรอยู่ที่ต่ำจนคนในบ้านเหยียบย่ำได้ แต่ไม่ควรให้หิ้งพระอยู่เหนือประตู เพราะจะทำให้พลังงานดีหลุดรอดไปด้านนอกได้ง่าย และอาจจะทำให้เกิดอันตรายกับคนที่ผ่านประตูได้หากติดตั้งไม่ดี
บันได หิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชา ไม่ควรตั้งอยู่ใต้คานบ้านหรือคานบันได เพราะบันไดจะมีคนเดินขึ้นลงตลอดเวลา ทำให้เหมือนว่า มีคนเหยียบย่ำพระในบ้านตลอดเวลา คานบันได หรือคานบ้านก็จะกดทับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนในบ้านไม่เกิดสิริมงคล กดทับดวงชะตาคนในบ้าน และเป็นการดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในบ้านเราด้วย
3.อยู่ที่สูง ดีที่สุด
พระเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นของสูง เป็นสิ่งที่คนในบ้านนับถือ บูชา ไม่ควรมีสิ่งอื่นมากดทับ ไม่ควรให้คนในบ้านเหยียบย่ำ การตั้งหิ้งพระ หรือโต๊ะหมู่บูชาควรตั้งที่สูง หรือเหนือศีรษะของคนในบ้าน เพื่อเป็นการแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แนะนำให้ตั้งสูงจากพื้น 5 ฟุต เพราะหากตั้งไว้ที่ต่ำหรือมุมที่เหยียบย่ำได้ จะไม่เป็นสิริมงคลกับคนในบ้าน แต่ที่จริงแล้ว ถ้าจำเป็นจะต้องตั้งในที่ที่ไม่สูงมาก สามารถวางไว้ด้านล่างได้ แต่ข้อจำกัดมีมาก
4.ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ
ห้องพระควรเป็นพื้นที่ที่สะอาดกว่าพื้นที่อื่นๆในบ้าน เพราะถ้าหากในห้องพระมีของตั้งอยู่รก รุงรัง เหมือนเป็นเครื่องหมายว่าเราความไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในบ้าน และตามหลักฮวงจุ้ย การที่บ้านรก สกปรก จะนำพลังงานไม่ดีเข้ามาสู่ในบ้าน ห้อง
พระควรเป็นที่โล่ง โปร่ง อากาศถ่ายเทดี เพราะว่าเวลาที่เราจุดธูป จุดเทียน อาจจะทำให้เกิดควันภายในบ้าน หากอากาศถ่ายเทไม่ดี
เราควรดูแลใส่ใจความสะอาด หมั่นทำความสะอาดหิ้งพระและพระพุทธรูปอย่างสม่ำเสมอ และมีความเชื่อว่าหากสกปรกจะส่งผลเรื่องสุขภาพกับคนในบ้านได้ ถ้าจะให้ดี ควรทำให้ไฟที่ห้องพระหรือหิ้งพระสว่างไสวอยู่เสมอ เป็นความเชื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนในบ้านสว่างไสว สดใสอยู่เสมอ
5.ห้องพระก็คือห้องพระ
ตำแหน่งที่ตั้งหิ้งพระ หรือห้องพระ ควรเป็นที่สงบ ไม่มีสิ่งรบกวน เพราะในเวลาที่เราไหว้เคารพพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เราต้องการสมาธิและความสงบในขณะปฏิบัติธรรม ไม่เสียงดัง และไม่ควรตั้งใกล้ประตูทางเข้าออก ควรให้หิ้งพระหรือห้องพระเป็นพื้นที่ส่วนตัว
ห้องพระเป็นพื้นที่ที่ต้องใช้สมาธิค่อนข้างมาก ในการไหว้พระในแต่ละครั้ง ตำแหน่งที่เหมาะสม จึงควรตั้งอยู่ส่วนกลางบ้านที่เงียบสงบ เนื่องจากศูนย์กลางบ้านเป็นหัวใจของบ้านตามหลักฮวงจุ้ย เป็นตำแหน่งที่ดีมากสำหรับการตั้งหิ้งพระหรือห้องพระ เพราะจะช่วยในเรื่องสุขภาพ ความมั่งคั่ง และความสุขของคนในบ้านด้วย
รูปแบบของโต๊ะหมู่บูชา และสิ่งที่ต้องเตรียม
โดยปกติแล้วการจัดโต๊ะหมู่บูชา มักจะตั้งแบบเรียบง่าย กระถางธูป เชิงเทียน แจกัน และพระพุทธรูปหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เรานับถือ ในมุมตำแหน่งที่เราได้จัดเตรียมไว้ แต่ทุกคนทราบไหมคะว่า ยังมีการจัดโต๊ะหมู่บูชาอีกหลายแบบเลย ตามขนาดพื้นที่และงบประมาณ ความต้องการที่เราอยากจะจัด ซึ่งสามารถแบ่งได้คร่าวๆดังนี้
โต๊ะหมู่แบบ 3 ตัว
เป็นโต๊ะขนาดเล็กที่เราพบเห็นกันได้ทั่วไป โดยจะประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 3 ตัว ไว้จัดวาง ธูป เชิงเทียน แจกันหรือพานดอกไม้
โต๊ะหมู่แบบ 4 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 4 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 4 ตัว ซึ่งการจัดวางจะใช้อุปกรณ์เหมือนแบบ 3 แต่อาาจะใช้พานดอกไม้ขนาดใหญ่กว่าเดิม
โต๊ะหมู่แบบ 5 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 5 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว ไว้วางพระพุทธรูป และโต๊ะเล็ก 5 ตัว ซึ่งส่วนที่เพิ่มมาจากแบบ 4 ตัว อาจจะมีพานดอกไม้ 3 พานและพานพุ่ม 2 พาน
โต๊ะหมู่แบบ 7 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 7 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว และโต๊ะเล็ก 7 ตัว วางมากกว่าแค่พระพุทธรูป อาจจะวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เชิงเทียน พานพุ่ม พานดอกไม้ หรือองค์พระสงฆ์ที่เรานับถือ
โต๊ะหมู่แบบ 9 ตัว
โต๊ะหมู่บูชาแบบ 9 ตัว ประกอบด้วย โต๊ะฐาน 1 ตัว และโต๊ะเล็ก 9 ตัว ซึ่งเป็นโต๊ะหมู่บูชาที่ใหญ่มาก วางพระพุทธรูป สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือ เชิงเทียน พานพุ่ม พานดอกไม้ และกระถางธูป
จัดหิ้งพระตามความศรัทธาของเรา
บ้านใครที่กำลังจะทำหิ้งพระหรือห้องพระ คงจะมีไอเดียไปจัดกันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมแล้ว ขอให้ในบ้านของทุกคนมีแต่ความสุขและความเป็นสิริมงคลจากสิ่งที่ทุกคนตั้งใจตั้งหิ้งพระหรือห้องพระอย่างถูกต้องนะคะ
ส่วนใครที่ตั้งใจจะจัดหิ้งพระ แต่ยังไม่มีโตีะหมู่บูชา ลองเข้ามาดูโต๊ะหมู่บูชาที่สวยและดี ราคามิตรภาพที่ Kaidee กันได้นะคะ