Nov 19, 2024 | ไลฟ์สไตล์
ในปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มสนใจการตกแต่งบ้านมากขึ้น จากที่เป็นเพียงแค่ที่อยู่อาศัยหลับนอนเน้นความสะดวกสบายก็หันมาตกแต่งบ้านตามสไตล์ต่างๆ จากค่านิยมกระเบื้องคนละสีก็เริ่มมีการคุมโทนตัวบ้าน มีการสร้างสไตล์ตัวบ้านที่เข้ากับบุคคลิกและตัวตนของเจ้าของบ้านมากขึ้น และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้ลงตัว เข้ากับสไตล์ และสะดวกสบายต่อการใช้งาน
หลายครั้งที่การแต่งบ้านให้ดูโดดเด่นและสะท้อนตัวตนของเจ้าของบ้านนั้นจะใช้โทนสี ดีไซน์ของตัวบ้าน หรือแม้แต่การเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ที่เป็นองค์ประกอบหลักของทุกๆ บ้าน อย่างโซฟาวินเทจมาวางตามจุดต่างๆ ในตัวบ้านเพื่อสร้างองค์ประกอบของบ้านให้สมบูรณ์ขึ้นมานั่นเอง
โซฟาวินเทจ ถึงจะเก่าแต่ยังเก๋า
เรามักจะคิดว่าโซฟาแนวนี้นั้นจะต้องดูเก่า โทรม และไม่น่าใช้ แต่หากลองเปิดใจดูจะพบว่าข้อดีมากกว่าที่คุณเคยคิดเอาไว้แน่นอน
- ลวดลายที่โดดเด่น โซฟาวินเทจที่ถูกสร้างขึ้นในแต่ละช่วงยุคสมัยนั้นมักจะมีดีเทล ลวดลายลักษณะเด่นชัดที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นจากการย้อมสี จากวัสดุที่ใช้ในแต่ละยุคก็เป็นส่วนหลักที่ทำให้โซฟานั้นดูมีเอกลักษณ์และน่าดึงดูดอย่างไม่น่าเชื่อ
- รูปทรงที่แปลกตา รูปทรงที่แปลกตาและลูกเล่นแปลกๆ ที่ไม่สามารถหาได้ในปัจจุบันเป็นตัวสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของงานศิลปะบนเฟอร์นิเจอร์ การเล่นกับรูปทรงต่างๆ อย่างเช่นทรงเหลี่ยม หรือความโค้งมนเป็นสิ่งที่นักออกแบบหลายคนเลือกใช้เพื่อให้บ้านดูมีจุดตัดที่สร้างความโดดเด่นขึ้นมามากกว่าเฟอร์นิเจอร์แบบทั่วไป
- คุณภาพเกินคาดกับราคาที่เกินคุ้ม แน่นอนว่าการเลือกซื้อโซฟามือหนึ่งนั้นจะไม่มีตำหนิอย่างแน่นอน แต่หากการจำกัดงบไม่ให้บานปลายมากนัก การเลือกซื้อโซฟาวินเทจนั้นก็สามารถตอบโจทย์ของคุณได้ทั้งดีไซน์และการใช้งานได้ไม่แพ้กัน จะดีกว่าไหมถ้าสามารถสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและยังสบายกระเป๋าอีกด้วย
โซฟาวินเทจ กับการตกแต่งบ้านในแบบต่างๆ
หลายคนยังคงมีภาพจำว่าโซฟาวินเทจนั้นก็ต้องแต่งบ้านแบบโบราณ เก่าๆแต่ความจริงแล้วไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นเสมอไป ในปัจจุบันมีแนวทางการแต่งบ้านที่หลากหลาย เพื่อตอบโจทย์การใช้งาน หรือเพื่อให้สอดคล้อง สะท้อนกับตัวตนของเจ้าของบ้านมากขึ้น นอกจากนั้นการใช้โซฟาวินเทจมาแต่งเติมสีสัน สร้างสไตล์หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัวให้กับบ้านได้เป็นอย่างดี อีกทั้งโซฟาวินเทจนั้นยังมีหลากหลายสไตล์ หลายรูปทรง ที่ไม่ว่าคุณจะอย่างแต่งบ้านสไตล์ไหนก็สามารถเลือกมาแมทช์เข้ากับตัวบ้านได้ง่ายๆ เลยล่ะ แต่หากยังไม่มั่นใจว่าจะต้องเลือกเอาโซฟาลักษณะไหนมาใช้ตกแต่งตัวบ้านดี วันนี้แอดเลยมีแนวทางการเลือกแบบโซฟาให้เข้ากับสไตล์การแต่งบ้านให้ทุกคนตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น
- สไตล์คอนเทมโพรารี (Contemporary Style)
เป็นสไตล์ที่สามารถวางโซฟาวินเทจให้ออกมาดูดีได้อย่างง่ายๆ เพราะเป็นสไตล์การแต่งบ้านที่ผสมผสานระหว่างการตกแต่งบ้านแบบในอดีตกับแบบปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งส่วนมากแล้วตัวบ้านจะเป็นโทนสีขาวและตัดด้วยเฟอร์นิเจอร์วินเทจที่มีสีสันชิ้นใหญ่ๆ อย่างเช่นสีเหลืองหรือสีฟ้านั่นเอง
- สไตล์โบฮีเมียน (Bohemian or Boho-Chic Style)
โดยส่วนมากแล้วการตกแต่งบ้านแนวนี้จะไม่จำกัดโทนสีอย่างแน่นอน สามารถเป็นโทนสว่าง โทนมืด หรือแม้แต่มีสีสันฉูดฉาดก็ได้ แต่สิ่งที่เป็นตัวชูให้สไตล์นี้ดูโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากกว่าแนวอื่นๆ นั้น คือลวดลายที่โดดเด่นดึงดูดสายตา ให้อารมณ์ชวนฝันเหมือนอยู่ในยุคเก่า ยิ่งถ้าหากตกแต่งเพิ่มด้วยโซฟาวินเทจที่มีลวดลายเฉพาะตัวหรือมีส่วนที่ทำจากไม้และเพิ่มมิติด้วยการใช้ไฟสลัวๆ ยิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับบ้านได้เป็นอย่างดี
- สไตล์ลอฟท์ (Loft Style)
จากตึกโกดังรกร้างจนถูกสร้างเป็นสไตล์บ้านปูนเปลือย เน้นเพดานสูงโปรง ประตูกว้าง เน้นดูโล่งโปร่งสบาย คุมด้วยโทนสีเทา สีอิฐ เหล็ก และไม้ ดังนั้นการใช้โซฟาวินเทจที่เป็นไม้ล้วนหรืออาจจะเป็นโซฟาที่ดูเก่ามีขาเป็นเหล็กก็ช่วยเติมเต็มบ้านสไตล์ลอฟท์ให้ออกมาดูเท่ห์ได้ไม่จำเจ
- สไตล์โมเดิร์น (Modern Style)
สิ่งที่เป็นจุดเด่นของบ้านแนวโมเดิร์นนั้นคือรูปทรงเลขาคณิต การมีจุดต่อ จุดตัด มีการใช้เส้นตรง เส้นโค้ง โทนสีที่ดูสุขุมอย่างสีขาว สีดำ สีทอง ซึ่งเราสามารถเพิ่มจุดตัดสายตาด้วยรูปทรงแปลกตาหรือมีแม่สีอย่างสีเหลือง สีแดง หรือสีน้ำเงินเข้มก็ช่วยสร้างสีสันให้กับตัวบ้านและไม่ทำให้บ้านดูทึบจนเกินไปด้วยนั่นเอง
- สไตล์ทรอปิคอล (Tropical Style)
หากคุณรักธรรมชาติและอยากได้ความรู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตอยู่นอกเมือง การแต่งบ้านแนวนี้ถือว่าตอบที่สุด นอกจากสีที่เลือกใช้ในการตกแต่งจะเป็นแนวเอิร์ธโทนอย่างสีเขียว สีขาว สีน้ำตาลแล้ว ยังสามารถเพิ่มความเป็นธรรมชาติได้มากขึ้นด้วยการเลือกโซฟาวินเทจที่ทำจากไม้ ยิ่งถ้าหากมีลายพิมพ์ใบไม้หรือต้นไม้ก็จะให้ความรู้สึกสบายตาให้ความรู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าโซฟาสีพื้นทั่วไป
เป็นยังไงกันบ้างกับไอเดียการแต่งบ้านด้วยโซฟาวินเทจ เพราะความเป็นเอกลักษณ์ของของเก่าแต่ละชิ้นนี่แหละที่ทำให้บ้านมีความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น เรามาเริ่มแต่งบ้านให้ดูดีขึ้นกันเถอะ เพราะว่าบ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่เป็นจิตวิญญาณที่สะท้อนตัวตนของเรานั่นเอง
Nov 18, 2024 | บทความอสังหาฯ
การกู้ซื้อบ้านหนึ่งหลังก็เหมือนกันการเดินทางไกลที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายที่จะผ่านเข้ามาระหว่างทาง ดังนั้นการเตรียมตัวให้พร้อมและวางแผนอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ และวันนี้เราจะพาทุกคนไปศึกษาและเตรียมตัวให้พร้อมก่อนยื่นกู้ซื้อบ้าน
อย่างที่เราได้กล่าวเอาไว้ในตอนที่ 1 ว่าการกู้ซื้อบ้านหรืออสังหาริมทรัพย์นั้นจะต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นรายได้หรือเงินเดือนที่ได้รับในแต่ละเดือน การศึกษาไลฟ์สไตล์ของตัวเอง หรือแม้แต่การวางแผนด้านสินเชื่อต่างๆ เพราะการเริ่มกู้ซื้อบ้านนั้นสิ่งที่ทุกคนต้องทำคือการวางแผนทางการเงินอย่างละเอียดถีถ้วนเพื่อไม่ให้มีผลเสียหรือผลกระทบทางด้านการเงินที่จะตามมา หลังจากวางแผนการกู้ซื้อบ้าน เลือกสินเชื่อหรือธนาคารที่เหมาะสมได้แล้ว วันนี้เราจะพาทุกคนมาเตรียมตัวด้านเอกสารที่ใช้ในการกู้ซื้อบ้านแบบละเอียด จะต้องเตรียมอะไรกันบ้างไปดูกันเลย
เอกสารที่จำเป็นต้องใช้กู้
ในแต่ละขั้นตอนการกู้ซื้อบ้านก็จะต้องมีการเตรียมเอกสารที่แตกต่างกันออกไป สามารถแยกประเภทเอกสารที่ต้องยื่นตามลำดับการยื่นกู้ซื้อบ้านได้ดังนี้
- ยื่นเอกสารต่อธนาคารเพื่อประเมินความสามารถทางการเงิน
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- หนังสือรับรองเงินเดือนอย่างน้อย 6 เดือน
- สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน
- เอกสารแสดงสถานภาพสมรส
- เอกสารแสดงรายได้เพิ่มเติมกรณีมีอาชีพอิสระหรือเป็นเจ้าของธุรกิจ
เอกสารเล่านี้จะใช้ในการยื่นขอสินเชื่อและธนาคารจะใช้ข้อมูลของเอกสารที่คุณได้ยื่นไปทั้งหมดเป็นข้อมูลประกอบในการพิจารณาวงเงินกู้ให้แก่คุณ ดังนั้นหากมีเอกสารที่สามารถยืนยันรายได้เพิ่มเติมจะสามารถช่วยให้ธนาคารเพิ่มวงเงินให้สูงขึ้นหรืออนุมัติไวขึ้นได้ ทั้งนี้ทั้งนั้น นอกจากการยื่นเอกสารข้างต้นแล้ว ธนาคารอาจขอให้มีการยื่นเอกสารเพิ่มเติมเช่น ใบประเมินราคาทรัพย์สินอาจเป็นแปลนบ้าน ข้อมูลที่ดิน หรือโฉนดที่ดิน เพื่อที่ธนาคารจะสามารถประเมินวงเงินการกู้ได้ , หนังสือรับรองจากบริษัทที่ขายบ้านในกรณีกู้ซื้อบ้านโครงการ หรืออาจเป็นหนังสือสำเนาสัญญาการชำระหนี้อื่นๆ ในกรณีที่ยังมีหนี้สินอื่นติดค้าง
- เอกสารลงนามสัญญาในกรณีที่ธนาคารอนุมัติสินเชื่อ
เมื่อธนาคารอนุมัติสินเชื่อแล้วจะมีการลงนามในสัญญา มีการแจ้งรายละเอียดและเงื่อนไขการผ่อนชำระต่างๆ และอาจต้องชำระค่าใช้จ่ายเบื้องต้นอย่างเช่นค่าประเมิน ค่าประกัน หรือค่าธรรมเนียมการกู้เงิน และเอกสารลำดับต่อไปที่ต้องเตรียมคือ
- สำเนาบัตรประชาชน
- เอกสารชำระเงินล่วงหน้า (ถ้ามี)
- สัญญากู้เงินจากธนาคาร
- ประกันภัยทรัพย์สินหรือประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (ในกรณีที่ธนาคารบังคับใช้)
- โฉนดที่ดิน เอกสารกรรมสิทธิ์บ้านที่จะนำมาเป็นหลักประกัน
- เอกสารการโอนทรัพย์สินและรับเงินกู้
ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการยื่นกู้ซื้อบ้านเพราะจะต้องมีการโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินที่สำนักงานที่ดินและจะมีการยื่นเอกสารเพื่อรับเงินกู้จากธนาคารเพิ่มเติมโดยจะมีเอกสารที่ต้องเตรียมคือ
- โฉนดที่ดินหรือเอกสารกรรมสิทธิ์บ้าน
- สัญญาซื้อขายบ้าน
- เอกสารการชำระเงินล่วงหน้าหากมี
- เอกสารจากธนาคารที่ใช้สำหรับโอนเงินกู้
เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ธนาคารส่งมอบเงินกู้ซื้อบ้านให้แก่ผู้ยื่นกู้แล้วก็ถือเป็นอันเสร็จในเรื่องของการยื่นเอกสารกู้ต่างๆ ในบางครั้งธนาคารอาจมีการขอเอกสารประกอบการพิจารณาเพิ่มเติมหรือน้อยลงแล้วแต่บุคคลและธนาคารนั้นๆ แต่แน่นอนอย่างที่เราทราบกันดีนั้น แม้การยื่นกู้จะต้องปวดหัวกับการวิ่งหาเอกสารมากมายจนจบการยื่นกู้ แต่หลังจากนั้นหลายคนอาจจะต้องปวดหัวในเรื่องของการผ่อนชำระบ้านระยะยาวแทน ดังนั้นหลังจากได้รับเงินกู้แล้วจึงควรวางแผนการชำระเงินตามรอบการผ่อนชำระให้ดี ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นการผ่อนชำระรายเดือนจากใบแจ้งหนี้หรือการแจ้งเตือนผ่อนชำระที่ธนาคารจะส่งให้ ในการผ่อนชำระเงินกู้แต่ละเดือนนั้นควรติดตามยอดเงินคงเหลือที่ต้องผ่อนชำระรวมไปจนถึงดอกเบี้ย เพื่อที่คุณจะสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้ดีขึ้น หรืออาจมีเงินทบเงินเพื่อให้ปิดยอดการผ่อนชำระได้เร็วขึ้นนั้นเอง
เทคนิคการบริหารการเงินสำหรับผู้กู้ซื้อบ้าน
อย่างที่ทราบกันดีว่าการผ่อนบ้านนั้นคือการเดินทางระยะยาว ดังนั้นการวางแผนผ่อนชำระจะทำให้คุณสบายใจมากขึ้น การบริหารการเงินที่ดีนั้นควรมีการวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายรายเดือน จดรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าใช้จ่ายในบ้าน และค่าผ่อนชำระบ้าน ซึ่งควรแบ่งค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ครอบคลุมจะได้ไม่มีการกระทบกับส่วนใดส่วนหนึ่งในแต่ละเดือน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากในแต่ละเดือนอยู่แล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการออมเพื่อที่จะสามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินนั่นเอง เมื่อวางแผนเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือนได้แล้วคุณจะสามารถวางแผนทางการเงินได้ดีขึ้น หรือหากประเมินแล้วพบว่ารายจ่ายมากกว่ารายรับก็จะสามารถเตรียมตัวสำหรับการหารายได้เสริมที่ดีขึ้น ซึ่งการมีรายได้เสริมมาช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในบ้านนั้นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถชำระเงินกู้ได้มากขึ้น เพราะการชำระเงินก้อนนั้นจะสามารถปิดยอดเงินต้นและลดภาระด้านการจ่ายดอกเบี้ยได้ดีขึ้นนั่นเอง
หากผ่อนบ้านเสร็จแล้วต้องทำอะไรอีกไหม ?
แน่นอนว่าสิ่งที่จะมาพร้อมกับการจ่ายค่าบ้านงวดสุดท้ายเสร็จคือการปลดแอกภาระทางการเงินครั้งใหญ่ เมื่อผ่อนบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วทางธนาคารจะมีการคืนโฉนดที่ดินให้แก่คุณ ซึ่งเอกสารนี้จะเป็นตัวการันตีว่าคุณคือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์โดยสมบูรณ์ โดยคุณจะต้องเดินทางไปยังธนาคาเพื่อขอโฉนด จะต้องมีการเตรียมบัตรประชาชนและเอกสารชำระหนี้ไปยื่นแก่ธนาคารด้วย และในกรณีที่มีการจำนองบ้านกับธนาคารไว้ คุณจะต้องไปยังกรมที่ดินเพื่อยกเลิกการจำนองบ้าน โดยจะต้องเตรียมเอกสารดังนี้
- โฉนดที่ดินหรือเอกสารกรรมสิทธิ์บ้าน
- เอกสารการยกเลิกจำนองที่ธนาคารออกให้
- บัตรประชาชนตัวจริง
เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการยกเลิกจำนองในระบบและคืนโฉนดให้แล้ว จะถือว่าที่ดินหรือบ้านที่คุณถือครองนั้นเป็นที่ดินของคุณโดยชอบธรรมและไม่มีพันธะใดผูกมัดอีก
การเป็นเจ้าของบ้านหนึ่งหลังอาจจะต้องมีการฝ่าฟันอุปสรรคมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการยื่นกู้ซื้อบ้าน การเตรียมเอกสาร การหาข้อมูลสินเชื่อจากธนาคารต่างๆ มากมาย แต่ก็ถือเป็นความเหนื่อยล้าที่นำมาซึ่งผลลัพภ์ที่คุ้มค่า หากคุณเป็นอีกหนึ่งคนที่ใฝ่ฝันอยากมีบ้านสักหลังเป็นของตัวเอง อย่าลืมไปเลือกดูบ้านและอสังหาริมทรัพย์มากมายได้บน Kaidee Property
Nov 18, 2024 | บทความอสังหาฯ
การกู้ซื้อบ้านสักหลังก็เหมือนกับการให้รางวัลชีวิตที่ให้ทั้งความสุขกายสบายใจในการอยู่อาศัยและสามารถเติมไฟในการทำงานได้เป็นอย่างดี วันนี้ kaidee จึงอยากจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจการกู้ซื้อบ้านสำหรับมือใหม่ฉบับเข้าใจง่าย ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างไปดูกันเลย
ความแตกต่างระหว่างอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ
ก่อนที่จะเริ่มกู้ซื้อบ้านเรามาทำความเข้าใจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ กันก่อนเพื่อให้ทุกคนสามารถตัดสินใจในการเลือกที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของตัวเองได้มากขึ้น ซึ่งอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ก็อาจจะมีช่วงราคาที่ต่างกันออกไปด้วยเช่นเดียวกัน และนอกจากนั้นยังสามารถเพิ่มมูลค่าได้ตามกาลเวลาอีกด้วย คำว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นหมายถึงทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ หมายถึงที่ดิน คอนโด บ้าน อาคารพาณิชย์หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ที่อยู่ติดกับที่ดินอย่างถาวรโดยขอเริ่มจาก
- บ้าน คือที่อยู่อาศัยที่มีที่ดินเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นบ้านเดี่ยว บ้านแฝดหรือทาวน์เฮาส์ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดของบ้าน มักมีพื้นที่ใช้สอยที่กว้างขวางทั้งภายนอกและภายใน จุดคำคัญทางการตลาดที่ต้องจับตามองคือการเพิ่มมูลค่าของที่ดินที่บ้านตั้งอยู่นั้นมีโอกาสสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าตัวบ้านเองนั้นจะทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ปัจจัยหลักที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจซื้อบ้านแทนอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ นอกเหนือจากการเพิ่มมูลค่าของที่ดินที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ยังสามารถมีอิสระในการต่อเติมและแก้ไขจุดต่างๆ ในตัวบ้านได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์ต่อทุกสมาชิกในบ้านไปจนถึงการมีสัตว์เลี้ยง
- คอนโดมิเนียม คือที่อยู่อาศัยในอาคารสูงหลายชั้น ซึ่งการเป็นเจ้าของคอนโดหมายถึงการเป็นเจ้าของห้องชุดภายในอาคาร ซึ่งบางครั้งอาจมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก แต่สามารถถือสิทธิ์ในการใช้งานพื้นที่ส่วนกลางเช่นสระว่ายน้ำ ฟิตเนส หรือสวนบริเวณส่วนกลาง โดยปกติแล้วคอนโดจะตั้งอยู่ในย่านที่มีทำเลดี เดินทางสะดวก ซึ่งทำเลทองของคอนโดส่วนใหญ่มักจะอยู่ใจกลางเมืองและติดรถไฟฟ้า สิ่งที่ทำให้ใครหลายคนตัดสินใจเลือกซื้อคอนโดคือการประหยัดค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษา เพราะโดยปกติแล้วผู้ดูแลโครงการหรือนิติบุคคลจะเป็นผู้ดูแลซ่อมแซมทั้งภายนอกและภายอาคารโดยการนำเงินจากการเก็บค่าส่วนกลางรายปีมาใช้ในการซ่อมแซมส่วนต่างๆ หากพูดถึงการลงทุนในระยะสั้น การซื้อคอนโดเพื่อปล่อยเช่าเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการเริ่มลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ได้เป้นอย่างดี
- อาคารพาณิชย์ คืออาคารที่สามารถใช้งานได้ทั้งการอยู่อาศัยและการค้าขายเปิดกิจการต่างๆ โดยส่วนมากแล้วมักเป็นอาคารที่สูงประมาณ 2-4 ชั้น ผู้ที่ต้องการลงทุนในอาคารพาณิชย์มักเล็งถึงรายได้ระยะยาวจากการปล่อยเช่าให้บริษัทหรือร้านค้า เพราะโดยส่วนมากแล้วอาคารพาณิชย์จะตั้งอยู่ใจกลางศูนย์กลางค้า ห้างร้านและตลาด
- ที่ดิน เป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดเดียวที่ไม่มีสิ่งปลูกสร้างอยู่บนพื้นดินแต่สามารถพัฒนาไปเป็นอสังหาริมทรัพย์ชนิดอื่นได้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นบ้าน คอนโด หรือพื้นที่เพื่อการเกษตร การเป็นเจ้าของที่ดินสามารถเพิ่มมูลค่าที่สูงมากในระยะยาวเพราะความเจริญที่สามารถสร้างได้ไม่จำกัดแต่อยู่ในพื้นที่ที่จำกัด ดังนั้นนอกจากการกู้ซื้อบ้านแล้ว การกู้ซื้อที่ดินก็ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสามารถสร้างกำไรได้มหาศาลในระยะยาว
ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้านหรือการกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ใดๆ ก็มีกระบวนการเดียวกันทั้งด้านการเตรียมตัวและการเตรียมเอกสาร ดังนั้นหากคุณต้องการเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ทั้งอยู่อาศัยเองและการเป็นเจ้าของเพื่อเกร็งกำไรหรือลงทุนนั้น ควรศึกษาทำเลที่ตั้งและทำความเข้าใจไลฟ์สไตล์ตัวเองให้ดีก่อนตัดสินใจ หากมั่นใจดีแล้วสิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับต่อมาคือความพร้อมทางด้านการเงิน ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องมีเงินก้อนใหญ่หลักล้าน แต่เป็นการคำนวนสภาพทางการเงินของตัวคุณเอง ซึ่งสามารถคำนวนได้จากอะไรบ้างไปดูกันเลย
- รายได้ต่อเดือนที่เหมาะสม เพราะการกู้ซื้อบ้านคือการยืมเงินจากธนาคาร ดังนั้นสิ่งที่ธนาคารต้องการทราบคือความสามารถในการผ่อนชำระหลังจากยื่นกู้ โดยปกติแล้วธนาคารจะปล่อยกู้อยู่ที่ 30-40% ของรายได้ต่อเดือน ซึ่งหากคุณมีรายได้ที่สูงในแต่ละเดือนก็จะส่งผลให้ธนาคารปล่อยยอดกู้ที่สูงขึ้นกับคุณได้ แต่หากในกรณีที่รายได้ต่อเดือนไม่สูงมากนัก การยื่นกู้ร่วมจะสามารถช่วยให้ธนาคารพิจารณาวงเงินกู้ที่สูงขึ้นได้เช่นเดียวกัน โดยผู้กู้ร่วมสามารถเป็นคนในครอบครัวหรือคู่สมรสก็ได้
- จัดการหนี้สินที่มีก่อนกู้ซื้อบ้าน เป็นปกติที่ทางธนาคารจะต้องตรวจสอบหนี้คงเหลือของคุณก่อนการปล่อยกู้ ไม่ว่าจะเป็นหนี้บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลเพื่อประเมิณความสามารถในการชำระหนี้ ดังนั้นจึงควรชำระหนี้คงค้างให้ได้มากที่สุดหรือทำการรีไฟแนนซ์ก่อนยื่นกู้เพื่อให้สามารถผ่านการพิจารณาสินเชื่อง่ายขึ้น
- สร้างเครดิตบูโรให้ดูดีอยู่เสมอ หนึ่งในข้อสำคัญในการยื่นกู้สิ่งต่างๆ คือต้องผ่านการตรวจสอบเครดิตบูโร เพราะเครดิตบูโรนั้นเป็นหลักฐานการผ่อนชำระหนี้ต่างๆ ที่ผ่านมา ซึ่งหากคุณต้องการสร้างเครดิตบูโรที่ดีและน่าเชื่อถือนั้นควรที่จะผ่อนชำระค่างวดต่างๆ ให้ตรงเวลา และควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 6 เดือนก่อนการยื่นกู้ซื้อบ้าน
- ลดความเสี่ยงในการถูกปฏิเสธด้วยการเพิ่มเงินดาวน์ ถึงแม้ว่าเงินดาวน์นั้นจะเป็นเงินก้อนใหญ่แต่หากคุณสามารถวางเงินดาวน์ได้ 20-40% ของราคาบ้าน ธนาคารมักจะพิจารณาอนุมัติเพราะไม่เห็นถึงความเสี่ยงในการปล่อยกู้ นอกจากนั้นบางธนาคารอาจจะเสนอเงื่อนไขการกู้ที่ดีขึ้นให้แก่คุณ สิ่งสำคัญนอกเหนือจากนั้นคือการเตรียมเงินก้อนใหญ่ครั้งนี้ คือการช่วยให้คุณผ่อนบ้านสบายขึ้นในระยะยาวนั่นเอง
- เปรียบเทียบสินเชื่อบ้านจากธนาคารต่างๆ การเปรียบเทียบสินเชื่อบ้านนั้นถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การให้คุณเจอธนาคารที่จะมอบเงื่อนไขดีๆ ที่เหมาะสมกับคุณและทำให้คุณสามารถวางแผนการผ่อนชำระได้ดีขึ้น โดยสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้
- เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยให้ถีถ้วน ในการยื่นกู้ซื้อบ้านนั้นธนาคารมักจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยมาให้ทั้งหมด 2 แบบคือดอกเบี้ยคงที่และดอกเบี้ยลอยตัว โดยในช่วงแรกนั้นจะเป็นการจ่ายดอกเบี้ยคงที่ตามกำหนดและหลังจากนั้นอาจเปลี่ยไปใช้ดอกเบี้ยลอยตัวซึ่งอาจทำให้การจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามตลาด
- ระยะเวลาผ่อนหลังยื่นกู้ซื้อบ้าน ระยะเวลาในการผ่อนนั้นควรคำนวนจากรายรับที่คุณจะได้และนำมาเปรียบเทียบตามกำลังที่สามารถจ่ายได้ ในกรณีที่ระยะการผ่อนสั้นอาจจะทำให้คุณต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายที่สูงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแต่ก็สามารถทำให้คุณปิดหนี้การกู้บ้านได้ไวมากขึ้น ในขณะที่การผ่อนระยะยาวช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะเพราะผ่อนง่าย จ่ายสบาย แต่ในขณะเดียวกันคุณอาจจะต้องวางแผนชีวิตและการเงินและการทำงานในระยะยาวเพื่อให้สามารถผ่อนต่อได้โดยไม่มีปัญหาติดขัด
- การรีไฟแนนซ์ เมื่อถึงระยะเวลาที่ดอกเบี้ยสูงขึ้นหรือคุณมีปัญหาด้านการผ่อนชำระ การวางแผนรีไฟแนนซ์กับธนาคารตั้งแต่เนินจะช่วยให้คุณหมดปัญหาในภายหลังในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น แน่นอนว่าบางธนาคารก็สามารถยื่นเงื่อนไขไฟแนนซ์ที่ดีให้กับคุณแต่บางธนาคารก็ไม่สามารถรีไฟแนนซ์ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการเจรจากับธนาคารตั้งแต่เนินจึงเป็นเรื่องที่ดี
- โปรโมชั่นและวงเงินกู้ที่ธนาคารอนุมัติ สำหรับผู้กู้ซื้อบ้านครั้งแรกกับธนาคารมักมีโปรโมชั่นดีๆ ที่รองรับมากมาย โดยอาจเป็นการจ่ายดอกเบี้ย 0% ในช่วงปีแรกหรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมในบางรายการ ในบางครั้งช่วงโปรโมชั่นธนาคารอาจจะให้ข้อเสนอที่ดีในด้านการเพิ่มวงเงินการกู้อีกด้วย แต่ไม่ว่ายังไงการขอยื่นกู้ด้วยวงเงินที่น้อยหรือมากก็ควรคำนึงถึงความสามารถในการผ่อนของตัวเองเช่นเดียวกัน
ปัจจัยหลักสำคัญที่ควรคำนึงก่อนกู้ซื้อบ้านคือการประเมิณตัวเองทั้งไลฟ์สไตล์ ลักษณะอสังหาริมทรัพย์ที่คุณต้องการซึ่งอาจจะเป็นบ้าน คอนโด หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ และศึกษาข้อมูลของธนาคารอย่างถีถ้วนโดยสามารถเอาหลักการที่แอดมาบอกในวันนี้ไปเปรียบเทียบกับธนาคารที่ทุกคนสนใจเพื่อให้ตัดสินใจได้ดีขึ้น และบทความหน้าเราจะมาพูดถึงการเตรียมเอกสารต่างๆ จะมีอะไรบ้างอย่าติดตามกันนะ
สำหรับใครที่อยากได้บ้านแต่ยังไม่มีหลังไหนถูกใจสามารถเลือกดูอสังหาริมทรัพย์มากมายได้ที่ Kaidee Property
Nov 15, 2024 | บทความยานยนต์
การเปลี่ยนยางใหม่แต่ละครั้งหลายคนมักคำนึงถึงยี่ห้อของยางรถ ขนาด ของยางที่เหมาะสม แต่สิ่งสำคัญที่หลายคนไม่ค่อยให้ความสนใจก็คือการตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่ เพราะอะไรจึงไม่ควรเลี่ยง บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจถึงความสำคัญในการตั้งศูนย์ถ่วงล้อกันให้มากขึ้น
ยางรถยนต์ถือเป็นส่วนประกอบหลักของรถเพราะถือเป็นส่วนที่ต้องสัมผัสกับถนนโดยตรง คอยรองรับน้ำหนักรถยนต์ ลดการสั่นสะเทือนในการขับขี่ในเวลาที่เจอพื้นถนนที่ไม่เรียบแต่ก็ยังสามารถใช้เป็นตัวช่วยเกาะถนนมากขึ้น ที่สำคัญไปอย่างยิ่งยางรถดีๆ ยังสามารถช่วยประหยัดน้ำมันได้อีกด้วยนะ ดังนั้นการเลือกยางที่เหมาะสมหรือการเปลี่ยนยางใหม่อย่างสม่ำเสมอจึงสามารถช่วยให้การขับขี่นั้นราบรื่นและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุโดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่พื้นถนนเปียกและลื่นเป็นพิเศษ ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นยางรถยนต์ก็มีหลายแบบหลายประเภทที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกการขับขี่ราบรื่นมากยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น
- ยางสปอร์ต คือยางที่ออกมาสำหรับการขับขี่ความเร็วสูง ยึดเกาะถนนได้ดี เหมาะกับรถสปอร์ตหรือผู้ที่ต้องการขับขี่รถด้วยความเร็วสูงอยู่ตลอด
- ยางออฟโรด คือยางที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ มีดอกยางลึก ใช้สำหรับการขับขี่ทางวิบาก ขึ้นเขาลุยป่า
- ยางสำหรับรถยนต์ทั่วไป คือบางที่เหมาะกับการขับขี่ปกติ เหมาะกับการใช้งานในเมือง มีความนุ่มนวลเป็นพิเศษ ใช้สำหรับเดินทางระยะสั้นๆ
- ยางสำหรับทุกสภาพถนน คือยางที่สามารถวิ่งได้ทั้งกับถนนที่แห้งและเปียก เหมาะกับผู้ที่ต้องการขับขี่ในพื้นที่ที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
- ยางประหยัดน้ำมัน ยางประเภทนี้เป็นยางที่หากใครต้องการเปลี่ยนยางใหม่จะถือเป็นยางที่ได้รับการแนะนำเป็นอย่างมาก เพราะออกแบบมาให้ยึดเกาะถนนได้ดี สามารถวิ่งได้เสถียรลดแรงเสียด จึงสามารถช่วยประหยัดเชื้อเพลิงและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นการเลือกยางที่เหมาะสมต่อการขับขี่และสไตล์ของรถแต่ละแบบนั้นจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ได้เป็นอย่างดีและยังสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานของยางและรถยนต์ได้อีกด้วย
แล้วเราควรเปลี่ยนยางตอนไหนล่ะ??
หลายคนคงเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมว่าถ้าการเปลี่ยนยางใหม่มันดีขนาดนี้เราควรจะเริ่มเปลี่ยนยางใหม่ตอนไหนกันดี ต้องขอบอกก่อนเลยว่าการเปลี่ยนยางใหม่นั้นก็เหมือนการบำรุงรักษารถยนต์อีกทาง ทั้งเพื่อประหยัดน้ำมัน ลดความเสื่อมสภาพของโช๊คและตัวแม็กล้อ โดยส่วนมากแล้วเรานิยมเปลี่ยนยางใหม่ทุกๆ 4-6 ปี เพราะเป็นช่วงเวลาการใช้งานยางโดยเฉลี่ย หรือหากรถมีการวิ่งทางไกลบ่อยครั้งก็ควรเปลี่ยนยางในทุกๆ 50,000 – 80,000 กิโลเมตร เพราะบางครั้งสภาพอากาศและพื้นถนนก็เป็นหนึ่งในตัวการสำคัญที่ทำให้ยางเสื่อมสภาพไวขึ้นด้วยปัญหาหลักคือตัวดอกยางสึกหรอนั่นเอง เพราะยางที่ดีควรมีดอกยางลึก 8 – 10 มิลลิเมตร และเมื่อใดก็ตามที่ดอกยางเหลือน้อยกว่า 2 มิลลิเมตรผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำให้ควรเปลี่ยนยางทันที เพราะจะทำให้การขับขี่อันตรายมากขึ้นและตัวยางยึดเกาะถนนน้อยลง และทำให้รถเบรกยากมากขึ้น หรือบางครั้งอาจเกิดการสั่นสะเทือนของพวกมาลัยและตัวรถตามมา ดังนั้นหากรถของคุณมีอาการเหล่านี้ก็ควรพิจารณาเปลี่ยนยางรถยนต์ได้เลย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในการขับขี่นั่นเอง ซึ่งวิธีการเปลี่ยนยางใหม่ก็ไม่ได้ซับซ้อนแต่อย่างใดเพราะสามารถทำได้ง่ายๆ เพียงแค่สามขั้นตอนคือ
- ตรวจสอบสภาพยาง ตั้งแต่การเช็คดอกยาง ความลึกของดอกยาง เช็ครอยร้าวของยางก่อนที่จะเปลี่ยนยางใหม่ เพื่อให้เราสามารถตรวจสอบทั้งการขับขี่ที่ผ่านมา อายุของยางว่าสอดคล้องกับสภาพยางในปัจจุบันหรือไม่ และเพื่อให้แน่ใจว่ายางนั้นเสื่อมสภาพแล้วจริงๆ
- เลือกยางใหม่ให้เหมาะสม ควรเลือกยางที่เหมาะกับรถยนต์ สไตล์การขับขี่ และสภาพของถนนในเส้นที่ใช้งานเป็นประจำ โดยสามารถเลือกยางได้ในทุกๆ แบบข้างต้นที่กล่าวไป
- ให้ผู้เชี่ยวชาญแนะนำและติดตั้งยางรถยนต์ให้ เพราะการที่มีผู้เชี่ยวชาญติดตั้งให้นั้นจะสามารถช่วยการันตีว่าตัวยางจะมั่นคงและไม่มีปัญหาระหว่างการใช้งาน โดยผู้เชี่ยวชาญนั้นจะสามารถวิเคราะห์ให้ได้ตั้งแต่แบบยางที่ควรเลือกใช้ ติดตั้งให้ ไปจนถึงการตั้งศูนย์ถ่วงล้อเพื่อให้สามารถใช้งานยางได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
การตั้งศูนย์ถ่วงล้อมีข้อดีและข้อเสียยังไง
การตั้งศูนย์ถ่วงล้อนั้นเป็นขั้นตอนสำคัญอย่างยิ่งในทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนยางใหม่เพราะจะสามารถช่วยให้การขับขี่รถยนต์มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการสึกหรอของยาง แต่ถึงจะฟังดูแล้วน่าสนใจในเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพในการขับขี่ การตั้งศูนย์ล้อก็มีข้อเสียอยู่บ้างเช่นกัน โดยข้อดีและข้อเสียยังไงบ้างไปดูกันเลย
ข้อดีของการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
- การตั้งศูนย์ถ่วงล้อสามารถลดการสั่นสะเทือนในการขับขี่ เพราะการตั้งศูนย์ล้อนั้นจะช่วยปรับน้ำหนักของล้อให้สมดุลมากขึ้น เมื่อศูนย์ถ่วงล้อสมดุลจะทำให้การขับขี่นุ่มนวลมากขึ้นและทำให้สามารถควบคุมรถได้ดีขึ้นและเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ตามมา
- ป้องกันการสึกหรอของยาง ในกรณีที่ยางไม่ได้ตั้งศูนย์ล้อนั้นจะทำให้ตัวอย่างสัมผัสกับพื้นเพียงแค่บางส่วน ซึ่งจะทำให้ยางบางส่วนสึกหรอหรือเสื่อมสภาพ แต่ในขณะเดียวกันหากมีการตั้งศูนย์ถ่วงล้อมาก็จะทำให้ตัวอย่างสามารถกระทบกับพื้นถนนอย่างสม่ำเสมอได้ จึงเป็นสาเหตุให้รถวิ่งได้อย่างนุ่มนวลมากขึ้นนั่นเอง
- ช่วยประหยัดน้ำมันในการขับขี่ อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ถึงแม้ว่ายางดีๆ จะช่วยให้ประหยัดน้ำมันได้ การตั้งศูนย์ถ่วงล้อที่ดีก็ช่วยให้ประหยัดค่าน้ำมันได้เช่นเดียวกัน เพราะการตั้งศูนย์ถ่วงล้อจะทำให้เครื่องยนต์สามารถทำงานได้ดีขึ้น ตัวเครื่องไม่ต้องส่งพลังงานไปช่วยในเรื่องการหมุนล้อเยอะ จึงทำให้ประหยัดน้ำมันมากขึ้นนั่นเอง
ข้อเสียของการตั้งศูนย์ถ่วงล้อ
- การตั้งศูนย์ถ่วงล้อนั้นมีค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง เพราะจะต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ทั้งนี้ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่มากขึ้นกับผู้ขับขี่บางท่าน
- ใช้เวลาในการดำเนินการนาน ในการติดตั้งศูนย์ถ่วงล้อจะต้องคำนวนถึงรุ่นรถยนต์และตัวยางให้สอดคล้องกัน จึงอาจทำให้ใช้เวลานานในการติดตั้งอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมง
- เมื่อรถได้ผ่านการตั้งศูนย์ถ่วงล้อแล้วจะต้องทำการตั้งศูนย์ถ่วงล้อที่ทุกๆ ครั้งที่มีการเปลี่ยนยางใหม่ จึงไม่เหมาะกับผู้ที่ต้องเปลี่ยนยางรถยนต์บ่อยครั้งเพราะจะทำให้ค่าใช้จ่ายบานปลายมากขึ้น
การตั้งศูนย์ถ่วงล้อในการเปลี่ยนยางใหม่ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกันไป แต่หากอย่างน้อยเราก็ขอยืนยันได้ว่านอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายที่อาจสูงขึ้นกว่าเดิม การตั้งศูนย์ถ่วงล้อใหม่จะช่วยให้การขับขี่ของทุกคนดีขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับใครที่มีแพลนจะเปลี่ยนยางใหม่ก็อย่าลืมมองหายางรถยนต์คุณภาพสูงได้ที่ kaidee เพราะเรามียางรถยนต์ให้เลือกมากมาย และที่สำคัญที่นี่เราซื้อง่าย ขายไว ไว้ใจ kaidee
Nov 14, 2024 | บทความยานยนต์
การย้ายทะเบียนรถถือเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญของผู้ใช้รถที่ต้องย้ายถิ่นฐานอยู่อาศัยหรือบางครั้งอาจมีการย้ายเข้าทำงานในเขตต่างจังหวัดเป็นระยะเวลานาน ทั้งนี้การย้ายทะเบียนรถก็มีข้อดีหลายอย่างและยังมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน จะมีอะไรน่าสนใจบ้างไปชมกันเลย
การย้ายทะเบียนรถนั้นถือเป็นสิ่งที่คนมีรถควรให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ในกรณีที่ผู้ใช้งานรถต้องย้ายไปต่างจังหวัดหรือย้ายถิ่นฐานที่อยู่เพราะสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆ ก็คือการย้ายทะเบียนรถนั่นเอง โดยนอกจากจะย้ายทะเบียนรถเพื่อให้ข้อมูลรถตรงกับฐานที่อยู่แล้ว การย้ายทะเบียนยังสามารถเอื้อประโยชน์และความสะดวกสบายอีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสะดวกในการชำระภาษีประจำปีที่จะทำให้ผู้ที่ย้ายทะเบียนรถไปตามจังหวัดนั้นๆ สามารถชำระภาษีได้เลยโดยไม่ต้องเดินทางกลับไปยังจังหวัดต้นทาง การติดต่อขอรับบริการจากกรมขนส่งที่ง่ายขึ้นในกรณีที่ต้องการตรวจสภาพรถ ต่อทะเบียน หรือบริการอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญยังมีประโยชน์ด้านการเพิ่มความปลอดภัยในการติดตามข้อมูลรถในกรณีที่รถถูกโจรกรรมหรือเกิดอุบัติเหตุ เพราะข้อมูลทะเบียนรถที่เป็นปัจจุบันนั้นจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวรถหรือคนร้ายได้ง่ายขึ้น และข้อสุดท้ายที่ขาดไม่ได้คือการลดความเสี่ยงจากปัญหาด้านกฎหมาย เช่น ในกรณีที่บางพื้นที่นั้นอนุญาตให้เฉพาะบุคคลในพื้นที่เข้าถึงเท่านั้นเป็นต้น
ทะเบียนรถและเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการย้ายทะเบียนรถ
ตัวป้ายทะเบียนที่เราติดอยู่กับตัวรถนั้นมีความสำคัญในการใช้ลงทะเบียนการเป็นเจ้าของรถกับกรมขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถระบุตัวตนผู้ขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งการจดทะเบียดรถและการติดป้ายทะเบียนนั้นก็มีประโยชน์มากมายทั้งทางด้านกฎหมายและประโยชน์ของผู้ใช้งานรถโดยตรง เมื่อถึงเวลาที่ต้องย้ายทะเบียนรถทั้งที ก็อาจจะต้องมีการเตรียมเอกสารกันให้พร้อม และเอกสารสำคัญที่เราใช้ในการย้ายทะเบียนรถคือ
- เล่มทะเบียนหรือสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ เอกสารชิ้นนี้เป็นเอกสารที่ทางกรมขนส่งทางบกได้ออกให้ตั้งแต่ตอนที่ซื้อรถแรกๆ เพื่อใช้ในการระบุข้อมูลต่างๆ ของรถ ตั้งแต่หมายเลขทะเบียน ชื่อรุ่นรถ สีของรถ ไปจนถึงชื่อของเจ้าของรถ
- สมุดคู่มือจดทะเบียนรถ หมายถึงเอกสาที่ได้รับหลักจากตรวจเช็คสภาพรถซึ่งโดยปกติแล้วจะประกอบไปด้วยหมายเลขทะเบียน ชื่อเจ้าของรถ ปีที่ผลิตรถ รุ่นของรถ เลขตัวถัง และเลขเครื่องยนต์
- ประวัติการต่อทะเบียนรถ โดยปกติแล้วการซื้อรถจะต้องมีการตรวจเช็คสภาพรถประจำปี อาจมีการซื้อขายกันมาก่อนหน้า หรือรายละเอียดการโอนกรรมสิทธิ์ ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้จะต้องนำใช้ในในการย้ายทะเบียนรถนั่นเอง
- บัตรประชาชนของเจ้าของรถ สามารถยื่นเป็นเอกสารตัวจริงเมื่อทำธุรกรรมต่างๆ ซึ่งในกรณีที่เจ้าของรถไม่สามารถดำเนินการทำธุรกรรมได้เองก็สามารถใช้สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถและหนังสือรับรองได้เช่นเดียวกัน
- พ.ร.บ รถยนต์หรือกรมธรรม์ประกันภัยภาคบังคับ เป็นสิ่งที่กฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องมี โดยเอกสารนี้จะต้องมีการต่ออายุอย่างสม่ำเสมอในทุกๆ ปี
- กรมธรรม์ประกันภัยทั่วไป สามารถเป็นได้ตั้งแต่ประกันชั้น 1 จนถึงประกันภัยชั้น 3 ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่ข้อบังคับแต่การมีประกันภัยเหล่านี้จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายได้ในกรณีที่รถมีการชำรุดหรือเกิดอุบัติเหตุ
- ใบเสร็จค่าธรรมเนียมและภาษีรถประจำปี โดยใบเสร็จเหล่านี้ผู้ที่จ่ายภาษีรถจะได้รับในทุกๆ ปีและมีสติ๊กเกอร์ที่ต้องติดไว้บริเวณหน้ารถเพื่อแสดงว่าได้ชำระภาษีแล้ว
- ใบตรวจสภาพรถ โดยหากคุณเป็นเจ้าของรถที่มีรถอายุมากกว่า 7 ปี จะต้องมีการตรวจสภาพรถเพื่อเป็นการยืนยันว่ารถยังสามารถใช้งานได้ไม่มีปัญหาขัดข้องใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อทั้งตัวเองและบุคคลรอบข้างบนถนน ซึ่งใบตรวจสภาพรถนั้นสามารถออกได้โดยสถานตรวจสภาพรถที่ได้รับจากกรมการขนส่งเท่านั้น
- เอกสารมอบอำนาจ สำหรับเอกสารนั้นมีความจำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการยื่นย้ายทะเบียนรถแทนในกรณีที่เจ้าของรถไม่สามารถดำเนินการเองได้ ซึ่งจะต้องมีทั้งสำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของรถและลายเซ็นมอบอำนาจในการดำเนินการย้ายทะเบียนรถเท่านั้น
และทั้งหมดนี้คือเอกสารจำเป็นและสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อการยื่นย้ายทะเบียนรถ หากใครยังขาดเหลือเอกสารตัวไหนก็สามารถเข้ารับบริการที่กรมขนส่งทางบกได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการยื่นต่อ พ.ร.บ ประจำปี การตรวจสภาพรถ หรือบริการด้านอื่นๆ อีกมากมาย เอาล่ะ สำหรับใครที่เอกสารพร้อมแล้วมาดูกันเลยว่าแต่ละขั้นตอนต่อจากนี้จะมีอะไรบ้าง
ขั้นตอนแจ้งย้ายทะเบียนรถ
- ยื่นย้ายทะเบียนรถออกจากจังหวัดต้นทาง โดยทำการเดินทางไปยังสำนักงานขนส่งของจังหวัดเดิมที่รถได้จดทะเบียนไว้ เจ้าหน้าที่ทำการจะตรวจสอบรายละเอียดและข้อมูลของเอกสารรถ หลังจากที่ชำระค่าใช้จ่ายแล้วจะได้รับหนังสืออนุมัติการย้ายออก ซึ่งจะต้องเก็บเอกสารชิ้นนี้เพื่อใช้ในลำดับถัดไป
- ยื่นย้ายทะเบียนรถเข้าที่กรมการขนส่งปลายทาง โดยจะต้องนำเอกสารการย้ายออกมายื่นที่จังหวัดใหม่ พร้อมกับเอกสารอื่นๆ เช่น บัตรประชาชนและสมุดคู่มือจดทะเบียนรถ โดยในขั้นตอนนี้อาจต้องมีการตรวจสอบสภาพรถอีกครั้ง หลังจากนั้นทางกรมการขนส่งจะให้ชำระค่าบริการและทำการย้ายทะเบียนรถเข้าให้ ซึ่งจะรวมถึงการออกป้ายทะเบียนใหม่และมีการอัปเดตสมุดคู่มือจดทะเบียนรถให้อีกด้วย แต่ในการขอรับป้ายทะเบียนใหม่จะใช้เวลาในการผลิตขึ้นอยู่กับความหนาแน่นของผู้ที่ต้องการย้ายทะเบียนรถนั่นเอง
ในการย้ายทะเบียนรถแต่ละครั้งอาจจะต้องยุ่งยากกับการวิ่งเตรียมเอกสารให้พร้อม อีกทั้งการดำเนินการก็อาจมีความล่าช้าเกิดขึ้น ดังนั้นการเตรียมตัว เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนจะช่วยให้คุณประหยัดเวลาในการดำเนินการย้ายทะเบียนรถได้มากขึ้นอย่างแน่นอน
สำหรับใครที่ยังไม่มีรถไว้ขับไปทำงานหรือขับไปเที่ยวทางไกลก็อย่าลืมมาเลือกซื้อรถมากมายได้ที่นี่ เพราะเราซื้อง่าย ขายไว ไว้ใจ Kaidee Auto