5 สัญญาณเตือน ควรเอารถไปติดฟิล์มรถยนต์ได้แล้ว

5 สัญญาณเตือน ควรเอารถไปติดฟิล์มรถยนต์ได้แล้ว

เอ๊ะ!! ทำไมในรถเราตอนนี้ถึงรู้สึกร้อนแปลก ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นจะร้อนขนาดนี้เลยแท้ ๆ จะบอกว่าเป็นเพราะอากาศของประเทศไทยมันร้อนขึ้นก็ไม่น่าจะใช่เสียทีเดียว เพราะว่าปกติก็ร้อนแบบนี้ทุกวัน สงสัยจะเป็นปัญหาที่ฟิล์มรถเสียแล้วล่ะสิ!! คงจะต้องเอารถไปติดฟิล์มรถยนต์เสียหน่อย ว่าแต่จะรู้อย่างไรกันว่าฟิล์มเรามันเสื่อมแล้วจริง ๆ วันนี้มารู้ไปพร้อม ๆ กันดีกว่า

5 สัญญาณเตือน!! เอารถไปติดฟิล์มเถอะ!!

เริ่มกันแบบหนัก ๆ ไปเลยว่าอะไรที่บ่งบอกได้ว่า “ไปติดฟิล์มรถยนต์ใหม่ดีกว่า” เพราะโดยปกติซื้อรถมาส่วนใหญ่ก็จะมีฟิล์มที่ติดมาให้อยู่ก่อนแล้ว บางคนอาจจะใช้รถมานานจนลืมนึกถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท ไปดูกันว่ามีสัญญาณอะไรบ้างที่ช่วยเตือนคุณได้

1. ภายในรถร้อนจนผิดปกติ

เป็นอย่างตอนที่เกริ่นไปตอนแรก หากคุณเริ่มรู้สึกว่าปกติแล้วรถไม่เคยร้อนขนาดนี้มาก่อน แต่อยู่ ๆ ก็ร้อนขึ้นจนผิดปกติ หรือคุณเคยเป็นไหมเวลาโดนแสงแดดลอดผ่านกระจกมาโดนร่างกายแล้วร้านจนเกือบไหม้ นั่นเป็นสัญญาณเตือนแรกเลยว่าฟิล์มรถยนต์ของคุณเริ่มเสื่อมสภาพ เพราะฟิล์มที่ดีจะต้องช่วยกันทั้งความร้อนและแสง UV ด้วย

2. สีของฟิล์มเปลี่ยนไป

ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้ฟิล์มกระจกสีเข้มอยู่แล้ว บอกเลยว่าข้อนี้จะเป็นอะไรที่สังเกตได้ง่ายที่สุด เพราะมันจะเห็นความแตกต่างได้อย่างชัดเจนว่าสีของฟิล์มนั้นใสขึ้นจากเดิม แสงลอดผ่านได้มากขึ้นกว่าเดิม ถ้าเป็นแบบนี้แล้วล่ะก็ หาที่เปลี่ยนได้เลย

3. มองผ่านกระจกแล้วรู้สึกเบลอ ๆ

คุณลองนึกถึงฟิล์มของโทรศัพท์มือถือ อาการมันมีความคล้ายกันอยู่ เมื่อฟิล์มเสื่อมคุณภาพลง ตัวฟิล์มจะมีความขุ่น ไม่ใส มองผ่านออกไปจะรู้สึกไม่ชัดเท่าที่ควรเป็น ซึ่งนอกจากจะกันแสงแดดไม่ได้แล้ว ยังอาจเป็นอันตรายต่อวิสัยทัศน์การขับขี่อีกด้วย หากเป็นเหมือนข้อนี้ให้รีบเปลี่ยนด่วน ๆ 

4. ฟิล์มเริ่มมีฟองอากาศหรือลอกออกจากกระจก

อันนี้คือแทบไม่ต้องสืบหรือสังเกตอะไร เพราะถ้าหากลอกออกมาเป็นแผ่น ๆ ได้ขนาดนี้แล้ว ก็เปลี่ยนเถอะอย่ารอช้าไปเลย เพราะฟิล์มน่าจะโดนแดดและเสื่อมสภาพจะกรอบ ท้ายที่สุดจึงลอกออกมาได้

5. ฟิล์มเป็นขุย ๆ

อันนี้หนักพอ ๆ กันกับข้อที่แล้วเลย แต่แค่ข้อนี้จะสังเกตได้ยากกว่า เพราะต้องลองเอามือไปถู ๆ ลูบ ๆ ดู ถึงจะรู้ได้ว่าฟิล์มเป็นขุย ๆ ติดมือมาหรือเปล่า ดังนั้นถ้าเป็นถึงขั้นนี้ก็เอาไปเปลี่ยนได้เลย

ควรติดฟิล์มรถยนต์แบบไหนดี??

การเลือกติดฟิล์มเป็นเรื่องของความชื่นชอบและประโยชน์ในการใช้งานของแต่ละบุคคล คงจะพูดได้ค่อนข้างยากว่ารถแบบนี้ ควรติดแบบนี้ดีกว่า ก็คงจะไม่ได้ แต่ว่าเดี๋ยวจะมาบอกประเภทของฟิล์มแต่ละประเภทให้ว่ามีแบบไหนบ้าง แล้วแต่ละแบบมีดีอย่างไร

ฟิล์มกรองแสงแบบไม่มีส่วนผสมของสารป้องกันรังสี

เป็นฟิล์มกรองแสงรถยนต์ทั่วไป ไม่ได้มีความพิเศษอะไรมากนัก และยังสามารถกันความร้อนของแสงอาทิตย์ได้เล็กน้อยเท่านั้น แต่ไม่สามารถกรองรังสีได้ จึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไรนัก มีอายุการใช้งาน 3-5 ปีเท่านั้น

ข้อดี : มีราคาที่ถูกกว่าประเภทอื่น ๆ

ฟิล์มปรอท

หรือฟิล์มที่เราเห็น ๆ ว่ามันจะเป็นเหมือนกับมีอะไรมาเคลือบ ทำให้สะท้อนแสงได้คล้ายกับกระจกเลยทีเดียว ซึ่งฟิล์มชนิดนี้นั้นสามารถกันได้ทั้งความร้อนและรังสีต่าง ๆ ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ก็มีข้อเสียที่ควรระวัง หากแดดแรงมาก อาจจะสะท้อนเข้าตาของผู้ขับขี่คนอื่น ๆ รอบข้างได้เช่นเดียวกัน

ข้อดี : ป้องกันแสงแดดได้สูง 50-90%

ฟิล์มอินฟราเรด

เรียกได้ว่าเป็นฟิล์มรถยนต์สุดเทพ ที่เหนือชั้นเอามาก ๆ เพราะน่าจะเป็นฟิล์มที่ดีที่สุดในตลาดเลยก็ว่าได้ เพราะกันได้ทั้งแดดและรังสี โดยการนำเอาสารอินฟราเรดมาเคลือบ ไม่ว่าจะมาแรงแค่ไหน ฟิล์มนี้คือเอาอยู่!! แต่ก็ต้องแลกกันมาด้วยราคาที่สูงจนน่าเจ็บใจ

ข้อดี : ป้องกันแสงแดดและรังสีได้ดีที่สุด

ฟิล์มนิรภัย

ถ้าหากคุณเป็นคนที่มองหาความปลอดภัยแล้วล่ะก็ ฟิล์มตัวนี้ช่วยได้ ด้วยความหนาที่มีตั้งแต่ 4 มิลลิเมตรขึ้นไป ทำให้เวลากระจกแตกมันจะมีสภาพที่คงเดิม ไม่กระจายออกมาเป็นเศษให้โดนตัวเรา อีกทั้งบางครั้งอาจจะทำให้กระจกไม่แตก ถ้าไม่ได้รับแรงกระแทกที่มากพอ แต่ฟิล์มชนิดนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับการมากันความร้อนและรังสีเท่าไรนัก

ข้อดี : ป้องกันอันตรายและลดโอกาสเสี่ยงที่จะบาดเจ็บจากการแตกของกระจกได้

3 ข้อห้าม!! หลังจากเปลี่ยมฟิล์มติดรถยนต์

หลังจากเปลี่ยนฟิล์มติดรถยนต์มาแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วมีข้อห้ามที่ไม่ควรทำหลังจากติดฟิล์มอยู่

1. ห้ามเลื่อนกระจก

ห้ามทำเด็ดขาดเลยอันนี้ เพราะฟิล์มที่เพิ่งติดมาใหม่กาวที่ใช้อาจจะยังไม่แห้งสนิท ทำให้เวลาเลื่อนกระจก มีโอกาสสูงมากที่ฟิล์มจะลอกออกมาทั้งแผ่นก็เป็นได้ทางที่ดีควรงดเลื่อนกระจกลงไปก่อนอย่างน้อย 1 อาทิตย์ เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ฟิล์มจะไม่หลุด (ไม่งั้นได้เสียเงินอีกรอบแน่~)

2. ห้ามให้น้ำยาเช็ดกระจก

หยุดก่อน!! ถ้าคุณคิดจะเช็ดกระจก เพราะสารเคมีจากน้ำยาเช็ดกระจกนั่น ถ้านำมาเช็ดฟิล์มโดยตรง อาจทำให้เนื้อฟิล์มลอกหรือเสียหายได้ ถ้าหากจะเช็ดกระจกด้านในรถจริง ๆ ให้ใช้แค่ผ้าชุบน้ำสะอาด เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

3. ห้ามติดตั้งอุปกรณ์สุญญากาศ

อุปกรณ์ตัวดี!! ที่แม้แต่รถที่ติดฟิล์มมานานแล้วยังลอกได้ โดยเฉพาะกล้องติดรถ ที่มักจะให้เอาขาหนีบที่เป็นสุญญากาศมาติดเข้ากับกระจก ซึ่งถ้าหากรถที่เปลี่ยนฟิล์มมา อย่าเพิ่งติดเพราะจะทำให้ฟิล์มเกิดฟองอากาศข้างใน และกาวที่ติดอยู่เสื่อมลง ให้เว้นไปก่อนอย่างน้อย 1 อาทิตย์ เหมือน ๆ กับการห้ามเลื่อนกระจกจะดีกว่า

สรุปบทความ ควรติดฟิล์มรถยนต์ตอนไหน

สรุปง่าย ๆ เลยคือ เอารถไปติดฟิล์มเมื่อคุณอยู่บนรถแล้วรู้สึกร้อน (ดุจดั่งไฟที่กำลังเผาอยู่) นั่นหมายความว่าฟิล์มรถยนต์อันเดิมของคุณกำลังจะหมดคุณภาพลงไปแล้ว ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นฟิล์มชนิดเดิมหรือเป็นชนิดอื่น ๆ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ และการใช้งานรถในชีวิตประจำวัน เพราะแต่ละแบบก็มีความแต่ต่างกันอยู่พอสมควร

หากคุณอ่านบทความนี้และตัดสินใจได้แล้วว่าจะติดฟิล์มแบบไหน ทาง Kaidee มีส่วนที่เป็นเรื่องของ “บริการด้านยานยนต์” อยู่ ที่คุณสามารถเข้ามาดูเพื่อหาร้านค้าที่รับติดฟิล์มใกล้บ้านของคุณได้ง่าย ๆ ไม่ต้องไปไหนไกล

อยากได้บ้านเอื้ออาทรต้องทำอย่างไร

อยากได้บ้านเอื้ออาทรต้องทำอย่างไร

หากจะกล่าวว่า “บ้านเอื้ออาทร” คือโอกาสของการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองของผู้มีรายได้น้อยคงไม่ผิดนัก และยังอาจเรียกได้ว่าเป็นโครงการพัฒนาที่อยู่อาศัยราคาประหยัดรุ่นบุกเบิกของภาครัฐที่ต่อยอดมายังอีกหลายโครงการในปัจจุบัน

วันนี้ Kaidee จะพาผู้อ่านไปรู้จักกับบ้านเอื้ออาทรให้มากขึ้น และมาดูกันว่าหากต้องการครอบครองกรรมสิทธิ์บ้านเอื้ออาทรนั้นมีเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างไร 

จุดเริ่มต้นของบ้านเอื้ออาทร

การริเริ่มโครงการบ้านเอื้ออาทรเกิดจากนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการแก้ปัญหาแหล่งชุมชนเสื่อมโทรมในเมืองที่เริ่มกระจายตัวทั่วกรุงเทพฯ ตามกระแสเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหลังยุควิกฤตต้มยำกุ้ง โดยมอบหมายให้ ‘การเคหะแห่งชาติ’ เป็นผู้ดำเนินงานจัดหาที่อยู่อาศัยมาตรฐานให้กับประชาชน ทั้งในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล เมืองหลักและเมืองรองในภูมิภาคต่างๆ โดยจัดสร้างในรูปแบบอาคารชุดพักอาศัยและบ้านเดี่ยว ตั้งแต่ปี 2546 

เป้าหมายสำคัญของโครงการบ้านเอื้ออาทรคือเพื่อจัดทำแผนพัฒนาที่อยู่อาศัยบ้านเมือง ร่วมกับแผนการแก้และป้องกันปัญหาชุมชนแออัด โดยเน้นช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยที่เคยอยู่ในชุมชนเสื่อมโทรมได้มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จนถึงเกิดความเท่าเทียมในการมีคุณภาพการอยู่อาศัยที่ดีในทุกระดับชั้นของสังคม

ในระยะเริ่มต้น ผู้ที่จะจับจองเป็นเจ้าของบ้านเอื้ออาทรได้จำกัดไว้เฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือนเท่านั้น แต่ต่อมาได้มีการปรับเป็นรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 40,000 บาท โดยรัฐบาลจะช่วยอุดหนุนเงินบางส่วนเพื่อให้การผ่อนเงินค่าบ้านหรือค่าห้องในแต่ละเดือนไม่สูงเกินไป

ภาพจาก https://www.sentangsedtee.com/today-news/article_100529

ข้อดี-ข้อด้อยของบ้านเอื้ออาทร

ปัจจุบันแม้จะไม่มีการก่อสร้างโครงการบ้านเอื้ออาทรใหม่ๆ แล้ว แต่ก็ยังมียูนิตว่างที่ผู้สนใจและมีคุณสมบัติตรงกับที่การเคหะฯ ระบุไว้สามารถเช่าซื้อได้อยู่ รวมถึงบ้านเอื้ออาทรมือสองที่มีการปล่อยขายหรือปล่อยเช่าอีกจำนวนมาก ซึ่งหากใครสนใจอาจเริ่มต้นพิจารณาถึงข้อดีข้อด้อยของบ้านเอื้ออาทรกันก่อน ดังนี้ 

ข้อดี

  • บ้านหรือห้องชุดราคาไม่สูง มีตั้งแต่ราคา 3 – 8 แสนบาท 
  • โครงการมีอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เลือกทำเลที่ต้องการได้
  • วางเงินจองหรือเงินดาวน์ต่ำ ทำให้มีโอกาสเป็นเจ้าของได้ง่าย 
  • ค่าผ่อนรายเดือนถูกกว่าเช่า  
  • การเคหะฯ จะเป็นผู้ค้ำประกันให้ ต่างจากการซื้อบ้านโครงการเอกชนที่ผู้ซื้อต้องยื่นกู้และหาคนค้ำเอง 

ข้อเสีย

  • คุณภาพวัสดุในการก่อสร้างด้อยกว่าโครงการของเอกชน 
  • แม้ทำเลจะมีให้เลือกหลากหลาย แต่มักห่างไกลความเจริญ หรือการคมนาคมไม่สะดวก
  • แต่ละโครงการมีจำนวนยูนิตมาก ทำให้เกิดความหนาแน่นในการอยู่อาศัย และสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอต่อความต้องการ
  • มักขาดการบริหารจัดการที่ดี ทำให้กลายเป็นแหล่งเสื่อมโทรม หรือชุมชนด้อยคุณภาพ
หน้าตาเว็บไซต์ http://house.nha.co.th/ สำหรับการจองบ้านเอื้ออาทร

อยากเป็นเจ้าของบ้านเอื้ออาทรต้องทำอย่างไร

อย่างที่กล่าวในตอนต้นว่า บ้านเอื้ออาทรนั้นเป็นโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นกลุ่มคนเฉพาะที่ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ เป็นคนไทยที่อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไป ไม่ติด Black List หรือเครดิตบูโรจากสถาบันทางการเงิน มีรายได้ครอบครัวละไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน

การจองบ้านเอื้ออาทรทำได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ http://house.nha.co.th/ โดยเลือกโครงการหรือทำเลที่สนใจก่อนแล้วจึงเลือกยูนิตที่สนใจ พร้อมกรอกรายละเอียดการจองให้ครบถ้วน จากนั้นนำเอกสารการจองออนไลน์ไปติดต่อเจ้าหน้าที่การเคหะฯ ภายใน 7 วัน เพื่อดำเนินเรื่องเช่าซื้อหรือเช่า 

หรือหากไม่สะดวกที่จะใช้ระบบออนไลน์ก็สามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานใหญ่ การเคหะแห่งชาติ เลขที่ 905 ถ.นวมินทร์ ซอย 10 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240 หรือติดต่อสำนักงานขายหรือ สำนักงานเคหะจังหวัดที่สนใจ หรือโทรสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่ โทร. 1615

กรณีเช่าซื้อ ผู้ซื้อจะต้องทำเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคาร หากกู้ผ่านก็เตรียมนัดทำเอกสารสิทธิ์เช่าซื้อได้เลย ส่วนในกรณีเช่ายิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ เพราะแค่นัดเซ็นสัญญาเช่ากับเจ้าหน้าที่การเคหะฯ ก็รับกุญแจเข้าอยู่ได้เลย 

Tips : เนื่องจากโครงการบ้านเอื้ออาทรเป็นโครงการที่อยู่กับสังคมไทยมามากกว่า 10 ปี ดังนั้นสภาพสิ่งปลูกสร้างจึงมีความเก่ามาก เก่าน้อยแตกต่างกันไป รวมถึงสภาพแวดล้อม ระบบสาธารณูปโภค และบริบทสังคมที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนตัดสินใจจอง จึงควรไปสำรวจสถานที่จริงล่วงหน้าเพื่อดูว่าเหมาะสมหรืออยู่ในสภาพที่ยอมรับได้แค่ไหน เพราะหากมีการจองไปแล้วจะไม่สามารถคืนเงินได้

ภาพจาก https://cheechongruay.smartsme.co.th/content/23735

ข้อควรรู้ก่อนซื้อบ้านเอื้ออาทร 

ความพิเศษในการเป็นเจ้าของบ้านเอื้ออาทรนอกจากจะต้องเป็นผู้ที่มีรายได้น้อยแล้ว ยังมีเงื่อนไขการซื้อที่แตกต่างจากโครงการอสังหาริมทรัพย์โดยทั่วไป เนื่องจากเป็นโครงการที่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลจึงต้องมีการจัดการที่รัดกุม และในฐานะผู้ซื้อก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาข้อมูลต่างๆ เพื่อรักษาสิทธิ์ให้ถึงวันที่จะได้เป็นเจ้าของบ้านเอื้ออาทรอย่างสมบูรณ์แบบ 

บ้านเอื้ออาทรกับสัญญาเช่าซื้อ

หนึ่งในข้อควรรู้ที่สำคัญคือ บ้านเอื้ออาทรกับ ‘สัญญาเช่าซื้อ’ ซึ่งเป็นลักษณะการทำสัญญาที่การเคหะแห่งชาติกำหนดไว้ โดยคำว่า ‘เช่าซื้อ’ หมายถึง การเคหะฯ เป็นเจ้าของโครงการแล้วนำออกให้ประชาชนเช่า และให้คำมั่นว่าทรัพย์สินนั้นจะตกเป็นสิทธิแก่ผู้เช่า เมื่อผู้เช่าได้ใช้เงินครบตามจำนวนเท่านั้นเท่านี้คราว ซึ่งโดยทั่วไปจะกำหนดระยะการเช่าซื้อไว้ที่ 5 ปี หรือกล่าวอีกนัยคือ กรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือห้องชุดจะเป็นของการเคหะแห่งชาติจนกว่าจะเช่าซื้อครบ 5 ปี (โดยชำระเงินค่างวดครบตามที่กำหนด หรือจ่ายเงินสดครบจำนวน) จึงจะโอนกรรมสิทธิ์ความเป็นเจ้าของให้กับผู้ซื้อได้

ในระยะ 5 ปีดังกล่าว ยังกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าผู้เช่าจะไม่สามารถโอนสิทธิเช่าซื้อให้กับผู้ใดได้ ตลอดจนห้ามนำห้องชุดหรือบ้านเอื้ออาทรที่ทำสัญญากับการเคหะฯ ไปให้บุคคลอื่นอยู่อาศัยหรือเช่าช่วงโดยเด็ดขาด เพราะหากมีการตรวจสอบพบผู้เช่าจะถูกบอกเลิกสัญญา และถูกยึดเงินที่ชำระไว้ทั้งหมด 

การผิดนัด = การผิดสัญญา

ภาระผูกพันในการซื้อบ้านเอื้ออาทรมีข้อกำหนดอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องของการผิดนัดที่อาจนำไปสู่การยกเลิกสัญญา โดยแบ่งเป็นสองช่วงเวลาสำคัญคือ ช่วงการชำระค่าเช่า ต้องชำระให้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด หากขาดผ่อนชำระเงินเกินกว่า 90 วัน จะถือเป็นการผิดสัญญาและทำให้สัญญาสิ้นสุดลงทันทีโดยการเคหะฯ ไม่จำเป็นต้องบอกเลิกสัญญาแต่อย่างใด และมีสิทธิ์ริบเงินมัดจำที่ชำระไว้แล้วทั้งหมด 

อีกช่วงเวลาคือการโอนกรรมสิทธิ์ ภายหลังจากที่ครบ 5 ปีแรกแล้ว การเคหะฯ จะโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือบ้านเอื้ออาทรให้แก่ผู้เช่า เพื่อนำไปจดทะเบียนจำนองกับธนาคาร กู้เงินส่วนที่เหลือต่อไป ซึ่งหากไม่มารับโอนกรรมสิทธิ์ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ถือว่าเป็นการผิดสัญญา ที่การเคหะฯ มีสิทธิ์บอกเลิกสัญญานี้ได้ทันที

สรุปอยากได้บ้านเอื้ออาทรต้องพิจารณาให้รอบคอบ

แม้วัตถุประสงค์ตั้งต้นของบ้านเอื้ออาทรจะเน้นให้โอกาสผู้มีรายได้น้อยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง เป็นบ้านราคาประหยัดที่เข้าถึงได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพโครงการในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มักขาดการจัดการดูแลที่เหมาะสมจึงทำให้การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีนั้นอาจเป็นไปได้ยาก ดังนั้นจึงควรพิจารณาชั่งน้ำหนักอย่างรอบคอบ ทั้งในแง่สภาพแวดล้อมโครงการ เพื่อนบ้าน การเดินทาง และเงื่อนไขค่าใช้จ่าย เพื่อให้แน่ใจว่าท้ายที่สุดแล้วเราจะได้ ‘บ้านที่เป็นบ้าน’ จริงๆ

ส่วนใครที่อยากมีทางเลือกที่อยู่อาศัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากบ้านเอื้ออาทร ก็สามารถค้นหาบ้าน คอนโด และทาวน์เฮ้าส์มือสองราคาประหยัดกับ Kaidee Property ได้เช่นกัน 

ซื้อชุด นอน เด็กอย่างไรให้ถูกใจลูกน้อย

ซื้อชุด นอน เด็กอย่างไรให้ถูกใจลูกน้อย

ชุด นอน เด็ก

ช่วงแรกที่ทารกลืมตาดูโลก เป็นปกติของพ่อแม่มือใหม่หลายคนที่ยังสับสนและเป็นกังวลหลายๆ เรื่อง ว่าทำอย่างไรลูกน้อยจะมีพัฒนาการตรงตามวัย หรือแบบไหนที่เจ้าตัวจิ๋วของเราจะมีความสุขมากที่สุด โดยเฉพาะช่วง 2-3 ปีแรกที่เบบี้มักใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอน สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่อย่างเราไม่ควรมองข้าม คือ “ชุด นอน เด็ก”

การเลือก ชุด นอน เด็กที่เหมาะสมกับลูกน้อย จะช่วยให้พวกเขานอนหลับได้สบายมากยิ่งขึ้น ตื่นมาสดชื่นพร้อมปลดปล่อยพลังงานความสุขกับเราไปทั้งวัน ในทางตรงกันข้าม หากการนอนของเจ้าตัวจิ๋วไม่ดี ทันทีที่ตื่นมางอแงร้องไห้ไปทั้งวันแน่นอน อย่าลืมว่าการนอนส่งผลกับพัฒนาการและจิตใจของลูกเราโดยตรง

ประเภทของชุด นอน เด็ก

ขั้นตอนแรกเรามาเรียนรู้ประเภทชุด นอน เด็กกันก่อน ว่ามีกี่แบบ กี่ประเภท ชุดแบบไหนเหมาะกับเด็กวัยไหน สวมใส่แบบไหนในเวลาใด เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจภาพรวมทั้งหมด ก่อนจะไปเจาะลึกวิธีการเลือกซื้อชุดนอนแบบเน้นๆ

อย่างไรก็ตามประเภทของ ชุด นอน เด็กที่เราแบ่งไว้นั้น เป็นเพียงประเภทแบบกว้างๆ เท่านั้น ถ้าเป็นทฤษฎีฝรั่งแบ่งยิบย่อยกว่านี้ ซึ่งเท่าที่ดูมาไม่ค่อยเห็นมีขายในไทย ทั้งยังไม่ค่อยเข้ากับสภาพอากาศร้อนชื้นนักแบบบ้านเรานัก เลยขอรวบเป็นแกนใหญ่ๆ ให้เข้าใจง่ายดีกว่า

ประเภท ชุด นอน เด็ก

1. ชุด นอน เด็กแบบจัมพ์สูท (Jumpsuit / Onesie)

ชุด นอน เด็กชิ้นเดียวที่คลุมตั้งแต่ไหล่ถึงเท้า บางรุ่นมีฮู้ดคลุมได้ถึงศีรษะไปเลยก็มี เป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ทารกแรกเกิดถึงหกเดือน เนื่องด้วยสวมใส่ง่าย ส่วนใหญ่ทำจากผ้าฝ้ายนุ่มๆ ข้อดีคือกระชับลำตัวเด็ก (ไม่ยืดหยุ่น) ให้ความอบอุ่นกับลูกน้อยของเราได้ดีในช่วงกลางคืน ช่วยให้นอนหลับสบาย ไม่ป่วยง่าย

ปัจจุบันชุด นอน เด็กแบบจัมพ์สูทมีหลายแบบหลายสไตล์ ไม่จำกัดว่าต้องเป็นแค่ผ้าฝ้ายเท่านั้น ทำจากผ้าลินินใส่นอนหน้าร้อนสบายๆ ก็มีเช่นเดียวกัน เรียกว่าปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของตลาด ที่สำคัญต้องยอมรับว่าชุดนอนแบบจัมป์สูท ใส่แล้วโกงความน่ารักให้ลูกเราได้หลายเท่าตัว เห็นทีไรก็แสนละมุนละไมเหลือเกิน

2. ชุด นอน เด็กแบบเสื้อกับกางเกง (Two Piece Sets)

เชื่อว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่คงคุ้นเคยกับชุด นอน เด็กประเภทนี้เป็นอย่างดี ด้วยการใช้งานที่สะดวก เปลี่ยนผ้าอ้อมก็ไวหรือไปหาหมอก็ถอดได้ทันที แถมหาซื้อง่าย มีหลายแพทเทิร์นให้เลือกแมทช์กันสนุกสนาน ทั้งสกรีนลายการ์ตูน เจ้าหญิง ซูเปอร์ฮีโร่ ฯลฯ ส่วนผ้าที่ใช้ทำชุดประเภทนี้มักเป็นผ้าที่ยืดหยุ่นง่าย นุ่มสบาย ลายน่ารัก

ชุด นอน เด็กประเภทนี้ส่วนใหญ่สวมใส่กับเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งพ่อแม่เบบี้วัยนี้มักเลือกซื้อชุดแบบหลวมๆ โคร่งๆ เอาไว้ นอกจากความสบายตัวที่ได้ทันทีทันใดแล้ว ในอนาคตเมื่อลูกโตขึ้นก็ยังใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ได้อยู่ ทั้งนี้ก็ไม่ควรเลือกที่ใหญ่เกินไปนะคะ ควรคำนึงถึงความปลอดภัยและความคล่องตัวของเด็กด้วย

เลือกซื้อชุด นอน เด็กให้ถูกใจลูกน้อย

เรียนรู้ประเภทของชุด นอน เด็กกันไปแบบคร่าวๆ แล้ว ทีนี้มาถึงวิธีเลือกซื้อชุดนอนที่พ่อแม่หลายๆ คนรอคอย รับรองว่าไม่ยากเกินไปแน่นอน เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนมีความรักลูกเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่ละคนย่อมคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกกันอยู่แล้ว แต่ลองมาดูกันว่ามีปัจจัยเล็กๆ น้อยๆ ที่จะทำให้ความรักนั้นสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ไปดูกัน!

1. ซื้อชุด นอน เด็กตามช่วงอายุ

นอกจากความน่ารัก สวยงามของชุด นอน เด็กที่พ่อแม่หลายคนนิยมเลือกตามใจฉันแล้ว อีกหนึ่งปัจจัยเล็กๆ ที่ไม่อยากให้มองข้ามกัน คือชุดนอนเด็กที่ดีควรเป็นไปตามวัยของลูกน้อยด้วย อย่าลืมว่าทารกแรกเกิดนั้น ผิวของพวกเขาจะบอบบางและระคายเคืองได้ง่าย ควรเลือกเสื้อผ้าที่ทำจากผ้าบริสุทธิ์ Cotton 100% หลีกเลี่ยงสารเคมีปนเปื้อนได้ยิ่งดี

เมื่อลูกของคุณผ่านวัยแรกเกิดมาได้สักระยะ จนอายุประมาณ 1 ขวบขึ้นไป ชุด นอน เด็กในช่วงนี้เรียกได้ว่าฟรีสไตล์ได้เต็มที่ เอาที่ลูกน้อยของคุณถูกใจ อยากเป็นเจ้าหญิงหรือซูเปอร์ฮีโรก็ได้หมด แค่เน้นการใช้งานที่สะดวกสบาย สวมใส่ง่ายเป็นหลัก แนะนำว่าไม่ควรซื้อชุดนอนตุนไว้เยอะเกินไป เพราะเด็กช่วงนี้โตไว ขนาดร่างกายเปลี่ยนไวค่ะ

2. ซื้อชุด นอน เด็กให้เหมาะกับสภาพอากาศ

อากาศบ้านเราส่วนใหญ่คือ “ร้อนและร้อนมาก” ดังนั้นชุด นอน เด็กที่เหมาะกับเด็กน้อยในเมืองไทย ควรเป็นเสื้อผ้าเนื้อบางเบา ใส่แล้วสบายตัวไม่อึดอัด ระบายอากาศได้ดีเพื่อไม่ให้เหงื่อออกง่าย อย่าลืมว่าเหงื่อเป็นสาเหตุของอาการผดผื่นคัน หากเป็นชุดนอนแขนสั้นขาสั้นได้ยิ่งดี นอกจากจะถอดเข้าออกง่ายแล้ว ยังช่วยให้พวกเขาหลับสบายมากยิ่งขึ้น

หากวันไหนอากาศดีอุณหภูมิลดต่ำกว่าปกติ คุณพ่อคุณแม่ก็แค่ปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าให้หนาขึ้นกว่าปกติ ยิ่งถ้าเด็กน้อยอยู่ในวัยทารก ใส่ถุงมือถุงเท้าและหมวกเพิ่มความอบอุ่นให้เต็มที่ เพราะเจ้าเด็กน้อยพวกนี้ภูมิต้านทานยังน้อย ป่วยง่ายกว่าผู้ใหญ่อย่างเราเยอะค่ะ

3. ซื้อชุด นอน เด็กที่มีเนื้อผ้าที่สวมใส่สบาย

ซื้อชุด นอน เด็ก

อย่างที่บอกไปว่าอากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน ดังนั้นการเลือกเนื้อผ้าของชุด นอน เด็กก็เป็นสิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณา แนะนำให้เลือกผ้าที่ระบายอากาศได้ดี มีผิวสัมผัสนุ่ม หากจับดูแล้วสบายมือ ทารกก็น่าจะสบายตัวเช่นกัน ถ้าเลือกเป็นผ้า Cotton 100% ได้ยิ่งดี

ถ้าเกิดไม่มั่นใจว่าลูกเราโอเคกับชุด นอน เด็กตัวนี้ไหม ระหว่างลูกน้อยของเราหลับ ลองสังเกตบริเวณคอและหลังของพวกเขาดู ว่ามีเหงื่อซึมออกมาหรือดูอับชื้นไหม ถ้ามีแสดงว่าชุดนี้ร้อนเกินไป ให้รีบเปลี่ยนชุดนอนใหม่ทันที มิฉะนั้นผดผื่นต่างๆ จะตามมาแน่นอน เผลอไม่สบายๆ อีกด้วย

Tricks and Tips เกี่ยวกับชุด นอน เด็ก

สมาคมกุมารแพทย์แห่งอเมริกา (American Academy of Pediatrics) ได้แนะนำการสร้างสภาพแวดล้อมการหลับที่ปลอดภัยและเหมาะสมของทารกไว้คร่าวๆ 5 ข้อ แน่นอนว่าเมื่อเราทราบถึงการปฏิบัติที่ควรแล้ว พ่อแม่อย่างเราจะได้เลือกซื้อชุด นอน เด็กได้ง่ายและสอดคล้องมากยิ่งขึ้น

1.ทารกควรใส่ชุด นอน เด็กไม่เกิน 1 ชั้น

ในสภาพแวดล้อมเดียวกันผู้ใหญ่ใส่เสื้อผ้าสองชั้นแล้วอาจจะรู้สึกดี หรืออบอุ่นขึ้น ทว่าสำหรับทารกไม่ใช่แบบนั้น พวกเขาจะอึดอัดและไม่สบายตัวได้ง่ายกว่า (ผ้าอ้อมและชุดชั้นในไม่นับเป็นชั้น)

2.ทารกอายุต่ำกว่า 12 เดือนควรนอนหงายเสมอ

แนะนำให้พ่อแม่มือใหม่ทั้งหลายพยายามหลีกเลี่ยงชุด นอน เด็กที่มีการตกแต่งหรือตัวนูนอยู่ด้านหลังชุดนอน เพื่อให้เบบี้ของเรานอนได้สบายตัว ไม่รู้สึกอึดอัด

3.ทารกไม่ควรมีผ้าห่มบนเตียง

การนำผ้าห่มไปไว้ในที่นอนของทารก บางทีเด็กๆ อาจะนอนทับและทำให้หลับไม่สบายตัวได้ ถ้าอยากเพิ่มความอบอุ่นให้ลูกน้อย ให้ใช้ผ้าห่มแบบสวมใส่ได้จะตอบโจทย์และได้ประโยชน์มากกว่า

เลือกซื้อชุด นอน เด็ก

4. ไม่ควรใช้ผ้าห่อตัวกับทารกที่พลิกตัวเองได้

หากลูกน้อยของคุณเริ่มอยู่ในวัยที่เริ่มพลิกตัวได้แล้ว ไม่ควรใช้ผ้าห่อตัวกับพวกเขาตอนนอน เพราะเมื่อเด็กน้อยพลิกตัวไปมา ผ้าอาจจะพันไปตามลำตัวให้เบบี้อึดอัด นอนหลับไม่สบายตัวได้

5. ชุด นอน เด็กที่ดีควรรัดรูปพอดีตัว แต่ไม่แน่นจนเกินไป

ชุด นอน เด็กที่ดีควรอยู่พอดีตัว ไม่หลวมหรือแน่นจนเกินไป หลวมไปก็ไม่คล่องตัว พลิกตัวหรือเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก หรือถ้าแน่นไปเด็กก็ไม่สบายตัว อึดอัด กลายเป็นงอแงหลับยาก ดังนั้นควรเลือกขนาดให้พอดีกับลูกคุณ ไม่ต้องเผื่อไซส์ดีที่สุด

ชอปปิงชุด นอน เด็กที่ไหนดี

หลังจากเรียนรู้ภาคทฤษฎีกันไปแน่นๆ ถึงตรงนี้พ่อแม่ที่มีอาการสับสนและกังวลใจว่าจะเลือกซื้อชุด นอน เด็กอย่างไร น่าจะเบาใจลงได้แล้ว ในเมื่อมีความเข้าใจพื้นฐานแล้ว อย่ารีรอที่จะเข้าสู่ภาคปฏิบัติ “ชอปปิงชุดนอน” เชื่อว่าขั้นตอนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความเพลิดเพลิน ที่เหล่าผู้ปกครองต้องสนุกสุดๆ

ส่วนจะซื้อที่ไหนนั้น ไม่ต้องมองหาหรือเสิร์ชอะไรให้ยุ่งยาก ที่ kaidee มีชุด นอน เด็กให้คุณเลือกมากมาย จะวัยไหน เนื้อผ้าแบบไหน ลายคิวต์ๆ น่ารัก เราก็มีสไตล์ที่ใช่ตรงใจทั้งคุณและลูกแน่นอน

Digital Door Lock นวัตกรรมดี ๆ เพื่อคนรักบ้าน

Digital Door Lock นวัตกรรมดี ๆ เพื่อคนรักบ้าน

จากการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้เชื้อโรคในอากาศ กลายเป็นเชื้อโรคตัวฉกาจของสุขภาพเรา และลูกบิดประตูบ้านก็เป็นหนึ่งในแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่เราสามารถสัมผัสได้ตลอดเวลาเมื่อเข้า-ออกที่อยู่อาศัย ดังนั้นเทคโนโลยีในปัจจุบันก็มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาการสัมผัสเชื้อโรคด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Digital Door Lock ซึ่งบทความนี้เราจะพาไปทำความรู้จักเจ้าเทคโนโลยีตัวนี้ให้ดียิ่งขึ้น

Digital Door Lock คืออะไร

Digital Door Lock หรือ ระบบกลอนประตูดิจิตอล เป็นนวัตกรรมกลอนประตูสมัยใหม่ที่อำนวยความสะดวกและเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้พักอาศัย ด้วยระบบรักษาความปลอดภัยที่ไม่จำเป็นต้องใช้กุญแจเหมือนในอดีต ซึ่งเราสามารถติดตั้งง่าย ๆ ด้วยการใส่ถ่าย AA จำนวน 4-8 ก้อนแล้วติดลงไปแทนลูกบิดประตู หรือบริเวณขอบประตูบานเลื่อน โดยเจ้ากลอนประตูดิจิตอลก็มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 1 ปี เฉลี่ยการเข้า-ออก 10 ครั้ง/วัน สำหรับถ่านที่อยู่ในภายใน และยังมีโหมดฉุกเฉินที่จะแก้ไขปัญหาแบตเตอรี่หมดอีกด้วย

Digital Door Lock ประเภทต่าง ๆ

ซึ่งกลอนประตูดิจิตอลที่ว่านี้ ก็สามารถแบ่งประเภทตามระบบการเปิด-ปิดได้เป็น 4 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกัน ดังนี้

แบบระบบกดรหัสผ่าน

เป็นระบบที่กลอนประตูดิจิตอลแทบทุกรุ่นให้มา เพราะนอกจากจะมีฟังก์ชันที่ไม่ซับซ้อนแล้ว การใช้รหัสในการปลดล็อกก็ยังสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่จดจำรหัสให้ได้และไม่จำเป็นต้องพกสิ่งของใด ๆ ซึ่งการตั้งรหัสของระบบประเภทส่วนมาจะเป็นตัวเลขประมาณ 4-12 แตกต่างกันตามกลอนประตูดิจิตอลแต่ละรุ่น

แบบระบบสแกนคีย์การ์ด

ระบบการปลดล็อกกลอนประตูที่เห็นได้มากในโรงแรมหรือรีสอร์ตต่าง ๆ ที่มักจะให้มากับกลอนประตูดิจิตอล เพราะไม่จำเป็นต้องจดจำรหัสการปลดล็อก เพียงแค่ใช้คีย์การ์ดแตะบริเวณที่กำหนดก็สามารถเปิดได้แล้ว ดังนั้นคุณก็จำเป็นที่จะต้องเก็บคีย์การ์ดไว้ให้ดี มิเช่นนั้นก็จะอันตรายเช่นกัน

แบบระบบสแกนลายนิ้วมือ

อย่างที่รู้ว่า ลายนิ้วมือ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนที่แตกต่างกันอย่างแน่นอน ดังนั้นการมีกลอนประตูดิจิตอลระบบสแกนลายนิ้วมือ จึงถือเป็นหนึ่งในระบบที่มีความปลอดภัยสูง แถมยังไม่ต้องลำบากพกคีย์การ์ดหรือจดจำรหัสอีกด้วย แต่ก็มีข้อเสียคือโอกาสที่ในบางครั้งก็จะต้องสแกนซ้ำ ๆ เพราะเหงื่อหรืออากาศภายนอกที่ทำให้เครื่องสับสนก็ได้

แบบปลดล็อกด้วยโทรศัพท์มือถือ

โทรศัพท์มือถือเรียกได้ว่าเป็นอวัยวะที่ 33 ของใครหลายคนอย่างแน่นอน ดังนั้นการใช้กลอนประตูดิจิตอลที่สามารถปลดล็อกประตูด้วยการใช้แอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือสมาร์ตโฟนจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีต่อผู้ที่ไม่ต้องการพกสิ่งอื่นเพิ่มเติม ซึ่งระบบนี้จะมีการทำงานผ่านการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายในบ้าน

แบรนด์ Digital Door Lock น่าสนใจ

หลังจากที่ได้รู้ถึงระบบปลดล็อกแบบต่าง ๆ ของกลอนประตูดิจิตอลไปแล้ว เราอยากจะแบ่งปันว่า มีกลอประตูอัจฉริยะแบรนด์ไหน รุ่นอะไรบ้างที่น่าสนใจ และแต่ละอันจะเป็นอย่างไร มาดูกัน

HIDO รุ่น HD-632 

digital door lock hido
ขอบคุณรูปจาก: เพจ Hido Store

กลอนประตูดิจิตอลดีไซน์หรูหราเรียบง่าย ที่มาพร้อมฟังก์ชันการปลดล็อกกลอนประตูถึง 4 ระบบด้วยกันไม่ว่าจะเป็น การใส่รหัสผ่าน การใช้คีย์การ์ด การสแกนลายนิ้วมือ และการไขกุญแจ รวมถึงระบบเสริมที่สำคัญอย่าง ระบบสัญญาณเตือนแบตเตอรี่ต่ำ ระบบสัญญาณเตือนการแงะ และช่องเสียบสาย USB ให้คุณได้เชื่อมต่อกับแบตเตอรี่สำรองในกรณีที่แบตเตอรี่หมดอีกด้วย ซึ่งสำหรับรุ่นนี้ก็จำเป็นที่จะต้องติดตั้งกับประตูบานสวิงเท่านั้น

ราคาประมาณ 2,590 บาท

ELH Smart Digital Door Lock ET1

digital door lock elh
ขอบคุณรูปจาก: easylh.store

กลอนประตูดิจิตอลราคาประหยัดที่มีขนาดเล็กกะทัดรัด ดีไซน์ล้ำสมัย พร้อมระบบปลดล็อกกลอนประตูที่ช่วยให้การใช้ชีวิตของคุณสะดวกมากยิ่งขึ้นถึง 5 ระบบ ได้แก่ การใส่รหัสผ่าน การใช้คีย์การ์ด การสแกนลายนิ้วมือ การปลดล็อกผ่านแอปพลิเคชัน และการไขกุญแจ อีกทั้งยังมีสารที่ช่วยป้องกันน้ำ ความชื้น และไอเกลือเคลือบอยู่บนพื้นผิวอุปกรณ์อีกด้วย

ราคาประมาณ  3,699 บาท

EPIC รุ่น TOUCH-H

digital door lock epic
ขอบคุณรูปจาก: epicdoorlock.com

กลอนประตูดิจิตอลสำหรับประตูบานเลื่อนดีไซน์ล้ำสมัย สวยงาม เรียบง่าย และขนาดเล็กกะทัดรัด ที่ติดตั้งง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก มีระบบการปลดล็อกทั้งหมด 2 แบบคือ การใส่รหัสผ่านและการใช้คีย์การ์ด พร้อมฟังก์ชันเสริมมากมาย ทั้งระบบล็อกอัตโนมัติ ระบบล็อกสองชั้น ระบบสุ่มตัวเลข ระบบแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ และระบบสัญญาณเตือนการงัดแงะ

ราคาประมาณ 5,800 บาท

UNICOR รุ่น UN-9000

ขอบคุณรูปจาก: unicor.co.th

กลอนประตูดิจิตอลสุดหรูหราที่มีฟังก์ชันการใช้ง่ายอย่างครบครันด้วยเทคโนโลยีการปลดล็อกทุกรูปแบบ ทั้งการใส่รหัสผ่าน การใช้คีย์การ์ด การสแกนลายนิ้วมือ การปลดล็อกผ่านแอปพลิเคชัน การไขกุญแจ และการใช้รีโมต (ซึ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์เสริม) อีกทั้งยังมีฟังก์ชันการใช้งานเสริมที่ทำให้คุณใช้งานได้ง่ายขึ้นด้วย ระบบแจ้งเตือนการใช้งานผ่านมือถือ ระบบการอ่านลายนิ้วมือที่แม่นยำมากขึ้น ระบบบอกสถานะด้วยเสียง และที่สำคัญคือ ระบบแจ้งเตือนกันขโมยในตัวอุปกรณ์ 

ราคาประมาณ 15,900 บาท

Yale รุ่น YMF30+

digital door lock yale
ขอบคุณรูปจาก: yale.co.th

กลอนประตูดิจิตอลดีไซน์สุดโมเดิร์นจากแบรนด์ชื่อดังด้านความปลอดภัยที่มีระบบความปลอดภัยอัจฉริยะ 4 ช่องทาง คือ การใส่รหัสผ่าน การใช้คีย์การ์ด การปลดล็อกผ่านแอปพลิเคชัน และการไขกุญแจในกรณีฉุกเฉิน เพิ่มความสะดวกสบายด้วยระบบล็อกประตูอัตโนมัติ ระบบคลายล็อกจากภายใน ระบบสัญญาณเตือนการงัดแงะ ระบบรหัสหลอก หน้าจอสัมผัสอัจฉริยะ และระบบแจ้งเตือนแบตเตอรี่ต่ำ

ราคาประมาณ 16,500 บาท

บทสรุปเทคโนโลยี Digital Door Lock

เจ้าอุปกรณ์ชิ้นนี้ถือเป็นเทคโนโลยีป้องกันบ้านที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศไทย เพราะเป็นเทคโนโลยีมีทั้งความสะดวกสบายและความปลอดภัยมากกว่าการใช้ลูกบิดประตูแบบธรรมดา ๆ และยังช่วยลดการสัมผัสที่จะเกิดขึ้นระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นต้นเหตุก่อให้เกิดการแพร่กระจายของโรคภัยต่าง ๆ มากมาย เรียกได้ว่าเหมาะกับสถานการณ์ในปัจจุบันจริง ๆ

และถ้าใครที่มี อสังหาริมทรัพย์ แล้วสนใจเจ้าอุปกรณ์ตัวนี้ ก็สามารถหาซื้อได้ในเว็บไซต์ Kaidee เพราะที่นี่มีสินค้ามากมายให้คุณได้เลือก

กล้อง Sony Guide! 5 อันดับยอดนิยมประจำปี 2021

กล้อง Sony Guide! 5 อันดับยอดนิยมประจำปี 2021

กล้อง Sony เป็นที่เลื่องลือกันในหมู่คนรักการถ่ายภาพมายาวนาน ทราบกันดีว่าค่ายนี้เป็นเจ้าแรกที่บุกเบิกตลาด Full-Frame Mirrorless ที่โดดเด่นด้วยรูปลักษณ์สไตล์หรูหราสุดคลาสสิก ทั้งยังให้ภาพอันสวยงาม โฟกัสคมฉับไว ทำให้แบรนด์นี้ครองตลาดเบอร์ต้นๆ มาต่อเนื่องยาวนาน

แม้หลายๆ คนจะค่อนขอดว่าราคากล้อง Sony เลนส์ รวมไปถึงอุปกรณ์ต่างๆ มีราคาแพงเมื่อเทียบกับค่ายอื่นๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย สเปคและคุณภาพที่ได้มานั้น สำหรับเรามองว่า “ถ้างบประมาณถึงและโซนี่ถูกจริตคุณ ก็คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาว”

จุดเด่นของอารยธรรมกล้อง Sony

เชื่อว่าสมาคมช่างภาพทั้งหลายต้องเคยมีข้อกังขาว่า “ทำไม Sony ถึงมีราคาแพงกว่าแบรนด์ในตลาดอื่นๆ”

เราเองก็เป็นคนนึงที่เคยตั้งคำถามแบบนั้น ว่าอะไรที่ทำให้กล้อง Sony เจริญรุ่งเรืองเป็นอารยธรรมที่แข็งแรงอันดับต้นๆ ในตลาดกล้องถ่ายภาพ ถึงขนาดเปรียบเปรยคนใช้กล้อง Sony ว่าเป็นชนชั้นสูง ว่าแล้วก็ไปดูความเจ๋งความเทพของโซนี่กันดีกว่า ว่าอะไรบ้างที่ทำให้ผู้บริโภคมองว่าคุ้มค่าที่จะเสียเงิน


1. กล้อง Sony มีระบบเซ็นเซอร์อันแข็งแกร่ง

ยอมรับว่าโซนี่เป็นค่ายที่โดดเด่นเรื่องเทคโนโลยีเสมอมา แทบทุกครั้งที่เปิดตัวกล้อง Sony ใหม่ มักมีปรากฏการณ์ให้เราตื่นตาตื่นใจเสมอ โดยเฉพาะระบบเซ็นเซอร์อันทรงพลัง ที่ถูกพัฒนาและเติมเต็มให้เจ๋งขึ้นกว่าเดิมอยู่เสมอ

กระทั่งคู่แข่งอย่างแคนนอน ยังให้ Sony มาช่วยพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ให้เลยด้วยซ้ำ ไหนจะมีจุดแข็งอย่างระบบโฟกัสแบบเรียลไทม์ Eye Autofocus ตรวจจับดวงตาอย่างแม่นยำ ให้คุณสนุกกับทุกจังหวะการเคลื่อนไหว

2. กล้อง Sony ให้สีสันรูปอันเป็นเอกลักษณ์

ก่อนที่โซนี่จะเข้ามาลุยตลาดกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มตัว อย่าลืมว่าแบรนด์นี้ครองแชมป์ตลาดผลิตภัณฑ์อื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ เทปบันทึกภาพ ดิสก์ Blu-Ray จอ Crystal LED ประเภทต่างๆ ฯลฯ เรียกว่ามีมรดกทางเทคโนโลยีที่ดีอันสั่งสมมายาวนาน

ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจ ที่สีภาพของกล้อง Sony จะถูกใจหลายๆ คน เรียกว่าถ่ายคนก็ละมุน ถ่ายวิวก็ให้สีสันสดใส ไม่ต้องไปลำบากขุดภาพใน Lightroom อีกที เรียกว่าความเชี่ยวชาญเรื่องจอและสีภาพ ต้องยกให้แบรนด์นี้เขาจริงๆ ค่ะ

3.กล้อง Sony ครอบคลุมการใช้งานทุกประเภท

อย่างที่บอกไปว่าโซนี่เป็นเจ้าแรกๆ ที่ตีตลาดกล้อง Full-Frame Mirrorless ที่มีจุดเด่นเรื่องใช้งานง่าย สะดวกและคล่องตัว เหมาะกับคนไม่มีพื้นฐานการถ่ายรูป ด้วยความคิดที่ทางโซนี่มองว่า “ใครๆ ก็ใช้งานได้”

ทั้งยังมีกล้องให้เลือกหลายประเภท ตั้งแต่เบสิกอย่างคอมแพคระดับพรีเมียม ไปจนถึงฟูลเฟรมระดับเทพ เก็บครบทุกจังหวะการเคลื่อนไหว เรียกว่าตรงใจกับการใช้งานคนเกือบทุกประเภท จึงไม่แปลกที่เวลาใครจะมองหากล้องดีๆ สักตัว กล้อง Sony จึงมักเป็นตัวเลือกแรกๆ เสมอ

5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2021

รู้หรือไม่…ครั้งหนึ่งโซนี่เคยเป็นแบรนด์มูลค่ามากที่สุดในเอเชีย

ในอดีต Sony โด่งดังมากในตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า ก่อนจะเริ่มพาตัวเองเข้าสู่วงการกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มตัว ด้วยความเจ๋งบวกกับความเก๋าแบบพอตัว จึงทำให้แบรนด์พากล้อง Sony ประสบความสำเร็จมาถึงทุกวันนี้

ยิ่งถ้าเราศึกษาและได้ใช้กล้อง Sony จริงๆ จะไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมหลายๆ คนถึงยอมจ่ายเงินจำนวนมาก แลกกับการพาตัวเองเข้ามาอยู่ใน “อารยธรรมโซนี่”

เชื่อเถอะค่ะ ว่าเทคโนโลยีเจ๋งๆ จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นเสมอ ถึงตอนนี้ใครที่สนใจอยากเข้าลัทธิกับเขาบ้าง เรามี 5 อันดับกล้อง Sony ยอดนิยมประจำปี 2021 มาฝากไว้เป็นทางเลือกให้ลองตัดสินใจดูค่ะ

1. กล้อง Sony ZV-1

Sony ZV-1

กล้อง-Sony-ZV-1

  • ระบบเซ็นเซอร์ : Exmor RS CMOS 1.0-type (13.2 มม. x 8.8 มม.) Exmor RS CMOS, สัดส่วนภาพ 3:2
  • เลนส์ : ZEISS Vario-Sonnar T*, ชิ้นเลนส์ 10 ชิ้นใน 9 กลุ่ม (9 ชิ้นเลนส์ Aspheric รวมเลนส์ AA) // รูรับแสงสูงสุด : F 1.8
  • ประเภทโฟกัส : Fast Hybrid AF (AF ตรวจจับระยะห่าง / AF ตรวจจับคอนทราส) โฟกัสติดตามวัตถุ และ โหมด Eye AF
  • ราคา : ประมาณ 22,900 บาท

กล้องดิจิทัลน้องใหม่มาแรงแห่งค่ายโซนี่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อกลางปีที่แล้ว ด้วยคอนเซปต์ “Casual Video” เน้นเอาใจสาย Vlog ชาว Youtuber หรือสาย Streaming โดยเฉพาะ เป็นอีกหนึ่ง “จิ๋วแต่แจ๋ว” ของโซนี่ ที่ครบจบทุกความต้องการ เรียกว่ามีกล้อง Sony ตัวนี้เพียงตัวเดียว ก็ให้คุณบันทึกทุกช่วงเวลาที่น่าสนุก และน่าจดจำได้ทุกจังหวะ

กล้อง Sony ZV-1 ยังโดดเด่นด้วยระบบออโต้โฟกัสอัจฉริยะ ให้คุณสนุกกับการถ่ายคลิปมากกว่าเดิม ราบรื่นทุกการเคลื่อนไหว ด้วยระบบป้องกันภาพสั่นไหวที่ดีที่สุดของ ZV-1 ทั้งยังมาพร้อมเสียงที่คมชัด ด้วยไมโครโฟน 3 แคปซูล พร้อมตัวตัดเสียงลม ไหนจะหน้าจอ LCD ปรับมุมได้รอบทิศทาง ให้คุณถ่ายเซลฟี่ได้โดยไม่ถูกจำกัดมุมมอง

ส่วนเรื่องสีสันภาพที่เป็นจุดเด่นของกล้อง Sony ตัว ZV-1 ก็จัดเต็มด้วยโหมดปรับสว่าง หน้าเนียนสวยเสมือนใช้ฟิลเตอร์ ทั้งยังให้สีสันที่สวยงามดูธรรมชาติ ไม่หลอกตา นับเป็นอีกหนึ่งกล้อง Sony ที่ถ่ายเอาต์ดอร์ได้สะดวก น้ำหนักเบา ใช้งานร่วมกับกริ๊ป Bluetooth ® แบบ All-In-One ได้ ซึ่งจุดนี้น่าจะตอบโจทย์สายสแนปและสายสตรีทเอามากๆ

2.กล้อง Sony Alpha 7C

Sony Alpha 7C

กล้อง Sony Alpha 7C

  • ระบบเซ็นเซอร์ : Exmor R CMOS ฟูลเฟรม 35 มม. (35.6 x 23.8 มม.)
  • จำนวนพิกเซล (ใช้งานจริง) : ประมาณ 24.2 ล้านพิกเซล
  • ความไวแสง ISO : ภาพนิ่ง – ISO 100-51200 (สามารถตั้งเลข ISO ตั้งแต่ ISO 50 จนถึง ISO 204800 ให้เป็นช่วง ISO แบบขยาย) // ภาพยนตร์: เทียบเท่า ISO 100-51200 (สามารถตั้งเลข ISO ได้ถึง 102400 ให้เป็นช่วง ISO แบบขยาย)
  • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ (ภาพนิ่ง) : ประมาณ 680 ภาพ (ช่องมองภาพ) / ประมาณ 740 ภาพ (จอภาพ LCD)
  • ราคา : ราคาเริ่มต้นประมาณ 62,000 บาท (เฉพาะบอดี้)

“Full Frame One Hand” คือคอนเซปต์ที่ทางโซนี่ชูจุดเด่นของกล้อง Sony Alpha 7C เอาไว้อย่างชัดเจน เอาจริงเป็นสเปคที่น่าสนใจไม่น้อยนะคะ ฟูลเฟรมมิเรอร์เลสคุณภาพครบครัน มาพร้อมเซ็นเซอร์ภาพ Full Frame Black-illuminated Exmor R™ CMOS ความละเอียด 24.2 ล้านพิกเซล ตลอดจนระบบป้องกันภาพสั่นไหว ทั้งตัวกล้องและชัตเตอร์แบบ 5 แกนแน่นๆ ลืมความเกะกะของขาตั้งกล้องไปได้เลย

ไม่ใช่แค่ระบบเซ็นเซอร์ภาพที่แข็งแกร่งเท่านั้น กล้อง Sony รุ่นนี้ยังโดดเด่นด้วยขนาด ซึ่งเล็กกำลังเหมาะมือและหนักเพียง 500 กรัม! ถือเป็นกล้องน้ำหนักเบาสุดใน ค.ศ.นี้ ทั้งยังรองรับการใช้งานในระบบโฟกัสขั้นสูง เพิ่มจุดโฟกัสถึง 693 จุด รวมถึงบันทึกวิดีโอความละเอียดของระดับ 4K ได้สบายๆ มีระบบ Real-time Eye AF ล็อกโฟกัสดวงตาตลอดการถ่ายวิดีโอ

ส่วนตัวจอ LCD ขนาด 3 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสัมผัสนั้น ยังเพิ่มความสนุกด้วยการหมุนได้รอบทิศทางอย่างไร้ขีดจำกัด ให้คุณสนุกกับทุกการถ่าย ทั้งเซลฟี่ มุมต่ำ มุมสูง มั่นใจได้ว่าไม่พลาดทุกจังหวะสำคัญในชีวิต จะถ่ายผ่านจอปกติ หรือมองผ่านช่อง XGA OLED Tru-Finder™ EVF ก็ได้ สำหรับเราแล้วกล้อง Sony ตัวนี้เป็นกล้องที่คุ้มค่ากับการลงทุนในระยะยาวทีเดียว

3. กล้อง Sony FX3

Sony-FX3

กล้อง Sony FX3

ระบบเซ็นเซอร์ : Exmor R CMOS ฟูลเฟรม 35 มม. (35.6 x 23.8 มม.)
จำนวนพิกเซล (ใช้งานจริง) : ภาพยนตร์ประมาณ 10.2 เมกะพิกเซล และภาพนิ่งประมาณ 12.1 เมกะพิกเซล
ความไวแสง ISO : ภาพยนตร์ เทียบเท่า ISO 80-102400 (สามารถตั้งค่า ISO ที่สูงถึง ISO 409600 ให้เป็นช่วง ISO แบบขยาย) // ภาพนิ่ง ISO 80-102400 (สามารถตั้งค่า ISO ตั้งแต่ ISO 40 ถึง ISO 409600 ให้เป็นช่วง ISO แบบขยาย)
ความเร็วชัตเตอร์ ภาพยนตร์ : 1/8000 ถึง 1/4 (1/3 ขั้น), สูงสุด 1/60 ในโหมดอัตโนมัติ (สูงสุดถึง 1/30 ในโหมดชัตเตอร์ช้าอัตโนมัติ) ภาพนิ่ง 1/8000 ถึง 30 วินาที
ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ : บันทึกวิดีโอต่อเนื่องประมาณ 135 นาที และภาพนิ่งถ่ายได้ประมาณ 580 ภาพ
ราคา : ประมาณ 135,000 บาท

จากสเปคหลักๆ ของกล้อง Sony FX3 ด้านบน ทำเอาเราตาลุกวาวอยู่ไม่น้อย เรียกว่าสมราคา “กล้องถ่ายภาพยนตร์ระดับมืออาชีพ” ของโซนี่จริงๆ เรียกว่าเทพสมราคาหลักแสน ด้วยเซ็นเซอร์ Exmor R™ CMOS ที่อ่านข้อมูลได้รวดเร็ว และระบบประมวลภาพ BIONZ XR™ ซึ่งพัฒนาไปอีกขั้นเพื่อให้ได้ความเร็วสูงสุด (ประมวลผล AF แบบเรียลไทม์)

ส่วนระบบโฟกัสของกล้อง Sony FX3 ก็ปังไม่แพ้กัน มาพร้อมการบันทึกภาพต่อเนื่องแบบเรียลไทม์และโฟกัสดวงตาอัตโนมัติที่รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเชื่อถือได้ ทำงานควบคู่ไปกับคุณสมบัติ “ความไวแสงสูง ช่วงไดนามิกกว้าง” ให้คุณจับภาพความเคลื่อนไหวได้ชัดเจน แม้แสงน้อยด้วย ISO ที่ขยายได้ถึง 409600

ความที่กล้อง Sony FX3 เน้นการถ่ายภาพยนตร์เป็นหลัก ทางโซนี่เองได้เพิ่มฟังก์ชัน S-Cinetone™ เข้ามา เพื่อให้ภาพที่ได้มีสีใกล้เคียงกับภาพยนตร์ ทว่ายังคงความเป็นธรรมชาติเข้ากับโทนผิว และเน้นสีช่วงกลางแบบ roll-off อ่อนๆ ให้คุณจบงานง่ายๆ ได้เลยจากตัวกล้อง ไม่ต้องไปวุ่นวายกับ Process หลังกล้อง

4. กล้อง Sony A7S III

Sony A7S III
โฟกัส Sony A7S III
กล้อง Sony A7S III

ระบบเซ็นเซอร์ : Exmor R CMOS ฟูลเฟรม 35 มม. (35.6 x 23.8 มม.)
จำนวนพิกเซล (ใช้งานจริง) : ประมาณ 24.2 ล้านพิกเซล
ความไวแสง ISO : ภาพนิ่ง: ISO 100-51200 (สามารถตั้งเลข ISO ตั้งแต่ ISO 50 ถึง ISO 204800 เป็นช่วง ISO แบบขยายได้) // ภาพยนตร์ ภาพยนตร์: ISO 100-51200 (เลข ISO ตั้งแต่ ISO 102400 ขึ้นมาสามารถตั้งเป็นช่วง ISO แบบขยายได้)
ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ : ช่องมองภาพประมาณ 610 ภาพ และจอภาพ LCD ประมาณ 710 ภาพ
ราคา : ประมาณ 64,000 บาท (เฉพาะบอดี้)

สุดยอดกล้อง “ฟูลเฟรม” ระดับท็อปของโซนี่อันโด่งดัง ที่ทางแบรนด์ให้สมญานามว่า “ผู้บุกเบิกด้านภาพ” อันเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและความแม่นยำ ควบคุมโฟกัสผ่านทางหน้าจอสัมผัส Touch Focus และทัชแพด เลือกเฟรมโฟกัสได้อย่างสะดวก แม่นยำง่ายๆ ด้วยปลายนิ้วขณะใช้ช่องมองภาพ

จุดเด่นของกล้อง Sony ฟูลเฟรมรุ่นนี้คือถ่ายได้ดีในที่มืด เจ๋งทั้งภาพปกติและภาพเคลื่อนไหว ด้วยขนาดความไวแสงระดับสูง มากสุดได้ถึง 409600 ทั้งยังมีช่วงไดนามิกกว้างถึง 15 สต็อป ถ่าย VDO 4K ได้แบบสบายๆ ถือเป็น 4K ที่สมบูรณ์แบบมากกว่าเดิม ที่สำคัญถ่ายวิดีโอต่อเนื่องในโหมดปกติได้นานกว่า 2 ชั่วโมง โดยที่กล้องไม่ฮีต

ส่วนระบบเซ็นเซอร์เป็น CMOS Exmor R™ ความละเอียด 12.1 ล้านพิกเซล ซึ่งใครที่มองกล้อง Sony A7S III ให้มาน้อยไป เราคิดเหมือนกันค่ะ แต่พอดูองค์ประกอบอื่นๆ อย่างการถ่ายในที่มืดได้ดี ก็ถือว่าเป็นเหตุผลพอรับได้ บวกกับตัวโปรเซสเซอร์ภาพ BIONZ XTM ซึ่งถูกพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิมถึง 8 เท่า ฉะนั้นหายห่วงเรื่องคุณภาพรูปได้เลย กันสั่นได้เฉียบแน่นอน

5.กล้อง Sony Alpha 1 (A1)

Sony Alpha 1

Sony Alpha 1 (A1)

  • ระบบเซ็นเซอร์ : Exmor RS CMOS ฟูลเฟรม 35 มม. (35.9 x 24.0 มม.)
  • จำนวนพิกเซล (ใช้งานจริง) : ประมาณ 50.1 เมกะพิกเซล
  • ความไวแสง ISO : ภาพนิ่ง : ISO 100-32000 (สามารถตั้งเลข ISO ตั้งแต่ ISO 50 ถึง ISO 102400 เป็นช่วง ISO แบบขยายได้) // ภาพนิ่ง: ISO 100-32000 (สามารถตั้งเลข ISO ตั้งแต่ ISO 50 ถึง ISO 102400 เป็นช่วง ISO แบบขยายได้)
  • ระยะเวลาการใช้งานแบตเตอรี่ : ช่องมองภาพประมาณ 430 ภาพ และจอภาพ LCD ประมาณ 530 ภาพ
  • ราคา : ประมาณ 199,000 บาท (เฉพาะบอดี้)

ปิดท้ายกับกล้อง Full Frame Mirrorless ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี ทว่าทะยานขึ้นไปเป็นกล้อง Sony ตัวท็อปสุดของค่ายไปเป็นที่เรียบร้อย ทั้งราคาบอดี้ที่ปีนไปเกือบสองแสน และแน่นอนว่าราคาระดับนี้ โซนี่ถึงกับการันตีมาเลยว่า

“กล้อง Sony Alpha 1 คือกล้องที่มีระบบโฟกัสออโต้สุดเฉียบคม ที่ยังไม่มีกล้องตัวไหนให้คุณได้มากขนาดนี้”

ด้วยคอนเซปต์ “The one never seen” กล้อง Sony รุ่นนี้ ยังจัดเต็มด้วยเซ็นเซอร์ความละเอียด 50.1 เมกะพิกเซล ให้คุณถ่ายภาพต่อเนื่องได้ถึง 30 เฟรม/วินาที พร้อมระบบติดตาม Eye AF แบบเรียลไทม์ ที่ใช้ AI โฟกัสดวงตาของมนุษย์ได้แม่นยำขึ้นกว่าเดิม ใครเป็นสายกีฬาหรือเน้นถ่ายอะไรที่เคลื่อนไหวเยอะๆ น่าจะถูกใจเป็นอย่างมาก

ที่สำคัญนับเป็น “ครั้งแรกของกล้อง Sony ตระกูล α” ที่สามารถซิงค์แฟลชชัตเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ด้วยความเร็วในการอ่านข้อมูลสูงจากเซ็นเซอร์ CMOS แบบเรียงซ้อน และยังเป็น “ครั้งแรกของโลก” กับระบบชัตเตอร์แบบขับเคลื่อนคู่ ช่วยให้สามารถซิงค์แฟลชได้ถึง 1/400 วินาที ช่วยจับภาพเคลื่อนไหวแบบไดนามิกได้ง่ายขึ้น

กล้อง Sony ตัวไหนที่ตรงใจคุณ?

กล้อง 5 ตัวที่เราคัดสรรมาฝากกันนั้น ครอบคลุมการใช้งานเกือบทุกรูปแบบ มีตั้งแต่เบสิกอย่างดิจิทัลไปจนถึงฟูลเฟรมตัวท็อประดับพรีเมียม ซึ่งราคาก็แตกต่างกันไป มีตั้งแต่หลักหมื่นไปจนถึงหลักแสน แต่เราเชื่อว่าด้วยสเปคและเทคโนโลยีสุดล้ำของกล้อง Sony จะทำให้หลายคนเข้าใจและเห็นถึงข้อแตกต่างกับแบรนด์อื่น

อย่างว่าแหละค่ะ …อยากได้ของดีก็ต้องแลก

แต่ถ้าใครรู้สึกว่ากล้องที่เราแนะนำไปยังสู้ราคาไม่ไหว ทางโซนี่เองมีกล้องอีกจำนวนมาก ที่ราคาต่ำกว่านี้ให้เราจับจองเป็นเจ้าของ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ อาจจะไม่ได้ทันสมัยเท่ากล้อง 5 ตัวล่าสุดนี้ ทว่าก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายแต่อย่างใด เพราะสุดท้ายแล้ว กล้องก็เป็นเพียงอุปกรณ์หนึ่งในการช่วยบันทึกเรื่องราว อย่างไรก็ตามคนหลังกล้องยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดเสมอ