Honda City 2021 โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิมโดนใจคนเมือง

Honda City 2021 โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิมโดนใจคนเมือง

หลังจากฮอนด้าได้เปิดตัว Honda City 2021 โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิมที่ถูกใจวัยรุ่น และ คนเมืองหลายๆ คน เราได้รวบรวม Honda City 2021 พร้อมสเปคและราคาของแต่ละรุ่นที่วางขายในประเทศไทยแบบครบจบในที่เดียว

ก่อนจะมาเป็น Honda City 2021 ที่เพิ่งเปิดตัวไปและเป็นที่นิยมอย่างทุกวันนี้ แท้จริงแล้วหลายคนอาจจะไม่รู้ว่า Honda City เป็นรถที่ได้รับความนิยมมากในเอเชียและโอเชียเนีย โดยเฉพาะในประเทศไทย เพราะ Honda City เป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ยึดตลาดประเทศไทยเป็นพื้นฐานแนวทางการผลิต และยังมีโรงงานผลิตอะไหล่ในไทยที่มีคุณภาพและส่งออกไปทั่วโลกอีกด้วย 

ฮอนด้าได้พัฒนารถรุ่นนี้ในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 1996 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ทางฮอนด้าได้พลิกโฉมและพัฒนา มาถึง generation ที่ 5 

ด้วยดีไซน์ใหม่ และ เพิ่มฟังก์ชันการใช้งานแบบครบๆ ที่สำคัญฮอนด้ายังมีการเปลี่ยนหัวใจหรือเครื่องยนต์ใหม่อีกด้วย หลังจากเปิดตัว Honda City 2020 โฉมซีดาน 4 ประตู ได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากด้วยยอดจองกว่าหลายหมื่นคันภายใน 1 ปี   

สะท้อนให้เห็นว่าฮอนด้าได้ให้ความสำคัญกับรถรุ่น Honda City มากไม่แพ้กับรถรุ่นอื่นๆ ในแบรนด์ตัวเอง และมุ่งพัฒนาต่อ เพื่อจะมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงแบบที่ลูกค้าคาดเดาไม่ถึง ตรงตามคอนเซ็ปต์ในการพัฒนารถของฮอนด้า “Future is Now” 

The City Series

ก่อนที่จะพัฒนามาเป็น Generation ที่ 5 หรือ โฉมปัจจุบัน

ถึง Honda City จะไม่ใช่รถซิ่งที่มีสตอรี่มากมายอย่าง Honda Civic ก็ตาม แต่ผู้เขียนเชื่อว่าหลายคนอาจจะยังไม่รู้เรื่องราวของเจ้ารถรุ่น Honda City ที่น่าสนใจไม่แพ้กัน 

ถ้าให้พูดถึงจุดกำเนิดของรถยนต์รุ่น Honda City ของบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ แบบแท้จริง หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดว่ารถ Honda City ถูกสร้างครั้งแรกในปี 1996 แต่ที่จริงแล้ว Honda City เริ่มต้นผลิตในปี 1980 ภายใต้คอนเซ็ปต์การรวมทุกอย่างไว้ในรถคันเดียว เช่น สมรรถนะขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพ ประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง และ ดีไซน์ที่เอาใจวัยรุ่น

แปลกแต่จริง! Honda City ที่วิ่งตามถนนในปัจจุบัน คนรักรถหรือนักซิ่งสายฮอนด้าก็จะรู้กันดีว่า Honda City เป็นรถประเภท “บี เซกเมนท์” แต่จุดกำเนิดการพัฒนาของซิตี้คาร์คันนี้เริ่มต้นมาจากโครงสร้างของรถประเภท “เอ เซกเมนท์” มาก่อน

Honda City โมเดลตัวแรกของโลก มาในรูปแบบรถ Sub-Compact Hatchback ที่มี 3 ประตู รูปลักษณ์ทรงเหลี่ยม มีหลังคาที่สูงเป็นพิเศษ ภายในรถกว้างและปลอดโปร่งผิดกับขนาดของรถที่เล็กน่ารัก งานออกแบบของรถคันนี้ถือว่าล้ำสมัยมากในยุคนั้น

ด้วยรูปทรง และ ลักษณะของรถ Honda City โมเดลแรกที่มีขนาดเล็กน่ารัก 3 ประตูหลังคาสูงในยุคนั้น ถือว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ และ อาจจะไม่ถูกใจผู้ใหญ่ใช้รถหลายๆ คน ทำให้ทีมออกแบบเจองานหนักในช่วงแรก แต่ด้วยแรงบันดาลใจและความมุ่งมั่นที่จะผลิตรถยนต์รุ่นที่สามารถกระตุ้นความต้องการแนวใหม่ในตลาดได้ และ หวังให้ Honda City เป็นรถยนต์ที่วัยรุ่นต้องตาต้องใจ 

ทำให้ทีมออกแบบของ ฮอนด้า มอเตอร์ ตัดสินใจออกเดินทางไปหาไอเดียใหม่ที่นอกกรอบมากขึ้น โดยการบินไปฝั่งยุโรปเป็นเวลา 3 อาทิตย์ จนได้เห็นและรับไอเดียจากรถครอบครัวสัญชาติอังกฤษ อย่าง Morris Minor หรือ Mini Cooper ที่มีรูปลักษณ์คล้ายรถคู่ใจของ “มิสเตอร์ บีน” 

เจ้า Honda City โมเดลแรก ได้กระแสตอบรับที่ดีพอสมควรทำให้มีการผลิตรุ่นเปิดประทุน (convertible) และ รุ่นสปอร์ต จนเจ้า Honda City โมเดลแรกนี้สามารถตีตลาดฝั่งยุโรปได้และมียอดการส่งออกไปที่ประเทศออสเตรเลียเป็นจำนวนมาก

หลังจากที่มีออเดอร์ส่งออกไปยังยุโรป ฮอนด้า มอเตอร์ ได้มีการพัฒนาให้รถรุ่นนี้ให้กว้างกว่าเดิมและน้ำหนักของรถที่เบาลง มาพร้อมกับเครื่องยนต์รหัส D ขนาด 1.2 ลิตร และ 1.3 ลิตร ที่มีให้เลือกทั้งเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และ เกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด 

Honda City โมเดลนี้ หรือ ที่เขาเรียกกันว่า Honda City Model Fit ถือว่าเป็นรุ่นที่ไม่ประสบความสำเร็จสักเท่าไรทำให้ทาง บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ตัดสินใจหยุดการผลิตรถรุ่นนี้ในปี 1993 ก่อนที่ ฮอนด้า จะเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายและตลาดของรถรุ่นนี้ใหม่จากยุโรป มาเป็นภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน

สายฮอนด้าต้องรู้! ถึง Honda City Fit จะถูกยกเลิกการผลิต แต่ทาง ฮอนด้า ก็ไม่ปล่อย Honda City Fit คันนี้ไปง่ายๆ ด้วยการนำไปปรับปรุงต่อยอดให้เป็นรถยนต์แฮชแบคขนาดเล็กและเป็นจุดเริ่มต้นของรถ Honda Jazz ที่เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน

หลังจากที่ ฮอนด้า มอเตอร์ ได้ตัดสินใจเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายลูกค้าโดยการมุ่งที่จะผลิตรถรุ่นนี้ให้ตอบโจทย์คนเอเชีย จึงได้กลับมาผลิตรถยนต์รุ่น Honda City อีกครั้งหลังจากหยุดการผลิตรถรุ่นนี้ไป 2 ปี ทำให้เกิด Honda City 1st Generation เป็นโฉมแรกที่ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยทำให้คนไทยรู้จักและได้สัมผัสรถรุ่นนี้เป็นครั้งแรก

 Honda City 1st Generation เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยการปรับเปลี่ยนโฉมให้มาเป็นรูปแบบรถซีดาน 4 ประตู และ รูปทรงที่ดูสปอร์ตมีความโฉบเฉี่ยวมากขึ้น พร้อมกับขุมพลังเครื่องยนต์ใหม่ D15B VTEC ทำให้รถรุ่นนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และ ได้กลับมาเฉิดฉายในตลาดรถยนต์อีกครั้ง

จากกระแสของ Honda City 1st Generation ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างล้นหลาม ทาง ฮอนด้า มอเตอร์ ได้เปิดตัว Honda City ZX หรือ Honda City 2nd Generation ที่มีการ minor change ปรับโฉมเล็กน้อยให้ทันสมัยขึ้น พร้อมกับระบบเกียร์ CVT 7 สปีดแบบใหม่ 

แต่ในตอนนั้น Honda City ตีคู่มากับคู่แข่งตัวฉกาจอย่าง Toyota Vios แต่ก็ถือว่า ฮอนด้า แพ้ไปในไฟท์นั้น ด้วยที่ในยุคนั้น Toyota Vios มีคุณสมบัติที่ครบเครื่องกว่า

เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้! ทาง ฮอนด้า เลยแก้เกมโดยการเปิดตัวเจ้า Honda City 3rd Generation ด้วยการเปลี่ยนรูปลักษณ์หน้าตา หรือ ที่เรียกกันว่า Facelift ให้มีความโฉบเฉี่ยวและสะดุดตามากยิ่งขึ้น พร้อมกับสมรรถนะที่แรงขึ้นด้วยเครื่องยนต์ L15A VTEC ที่แรงม้าสูงสุดถึง 120 แรงม้า ด้วยการขับขี่ที่ดีขึ้นและรูปลักษณ์ที่สวยงามทำให้ Honda City รุ่นนี้โดดเด่นเป็นอย่างมาก และ ถือว่าเป็นการแก้แค้นคู่แข่งอย่าง Toyata Vios

Honda City เริ่มเป็นที่รู้จักและกระจายสู่ตลาดโลกมากขึ้น เมื่อเข้าสู่ Generation ที่ 4 หรือ Honda City GM6  

ที่ถูกเปิดตัวในประเทศอินเดียปี 2013 และ ประเทศไทยปี 2014 โดยการดึงจุดเด่นจากรุ่นที่ประสบความสำเร็จอย่าง Honda City 3rd Generation มาพัฒนาต่อให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม และ มีการปรับเปลี่ยนเส้นสายของรถให้ดุดันและดูสปอร์ตมากขึ้น ทำให้ Honda City โฉมนี้เวลาผ่านไปมองยังไงก็ไม่ตกเทรน

Honda City 2021

Honda City 5th Generation ได้พัฒนาและปฏิวัติวงการ Eco Car ด้วยการผสมผสานระหว่างรถประเภท B-Segment และ Eco Car เข้าด้วยกันเป็นครั้งแรกในตระกูลรถ Honda City ที่มาในรูปแบบของรถซีดาน 4 ประตู พร้อมการปรับเปลี่ยน รายละเอียด และ สเปค ของรถครั้งยิ่งใหญ่  

เพิ่มความสนุกสนานในการขับขี่และประหยัดพลังงานเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น  ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ 1.0 ลิตร VTEC TURBO ที่พร้อม Turbocharger และ ระบบเกียร์แบบ CVT สำหรับ Honda City 2020 มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ S, V, SV และ ตัวท็อปอย่าง RS 

หลังจากรถรุ่น Honda City 5th Generation เป็นที่ได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้าในประเทศไทย และ หลายประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นยนตรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้เป็นอย่างดี บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ จึงได้พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีต่างๆ อย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อเพิ่มศักยภาพวิถีชีวิตของผู้คนให้ดีขึ้น และ ไลฟ์สไตล์ใหม่ๆ ในรถ Honda City 2021

ในวันนี้เราจะมาแนะนำ Honda City 2021 รุ่นใหม่ที่พัฒนาและต่อยอดมาจาก Honda City 2020 ที่มีด้วยกันทั้งหมด 2 รุ่น ได้แก่ Honda City Hatchback และ Honda City e:HEV

Honda City Hatchback 2021

จากเดิมใน Honda City 2020 ที่มีเพียงแต่รุ่นเครื่องยนต์เบนซินและดีไซน์ตัวถังแบบซีดานเท่านั้น ในปีนี้ทางฮอนด้ามากับคอนเซ็ปต์ที่ชื่อว่า “Energetic Hatchback” 

เป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่เปิดตัว Honda City Hatchback โฉมใหม่ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์สุดล้ำทำให้รถรุ่นนี้มีดีไซน์สปอร์ตมากขึ้นจากรุ่นเดิมและใช้งานได้อเนกประสงค์มากที่สุด ทำให้ Honda City Hatchback 2021 มีพื้นที่ภายในรถที่กว้างกว่าตัวซีดาน 4 ประตู โดยเฉพาะที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถ คล้ายกับรถรุ่นพี่ 5 ประตูอย่าง Civic FK 

ดีไซน์ภายนอก

ดีไซน์ภายนอกถูกออกแบบและดีไซน์ที่มากับคอนเซปต์ Standing on the Edge (Bold & Rush) ที่เน้นเส้นสายของรถให้มีความดุดันและเฉียบคมเพื่อความสปอร์ตที่เร้าใจมากขึ้น 

ดีไซน์ภายใน

สำหรับภายในรถยนต์ของรุ่น Hatchback ใน Honda City 2021 ยังคงคอนเซ็ปต์ “Ambitious Beauty” ที่เน้นความเรียบง่ายสไตล์มินิมอลเพิ่มเติมด้วยความทันสมัย และ หรูหรา ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและอรรถรสในการขับขี่  

และ ที่สำคัญเบาะนั่งด้านหลังเป็นแบบอัลตราซีทที่สามารถปรับและพับได้เพื่อเพิ่มความจุของสัมภาระได้อย่างจัดเต็ม 

เครื่องยนต์ 

ฮอนด้ายังคงแนวคิดเดิมในเรื่องของสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและการประหยัดน้ำมัน ทำให้ Honda City Hatchback มากับเครื่องยนต์ 

  • DOHC VTEC TURBO 3 สูบ 12 วาล์ว ขนาด 1.0 ลิตร พร้อมขุมพลังเทอร์โบ 
  • กำลังแรงม้าสูงสุดอยู่ที่ 122 แรงม้า 
  • ตอบสนองคันเร่งให้ทันใจวัยรุ่นด้วยแรงบิดสูงสุด 173 นิวตันเมตร 
  • เครื่องยนต์ทำงานควบคู่กับเกียร์ CVT ที่ช่วยเพิ่มอัตราเร่งและประหยัดน้ำมันได้ดี
  • อัตราการประหยัดน้ำมัน 23.3 กิโลเมตรต่อลิตร

จากเดิมที่ Honda City 2020 แบบซีดานมีให้เลือก 4 รุ่น แต่สำหรับเจ้า Honda City Hatchback ที่เป็นรุ่นใหม่ปี 2021 ได้ปรับ สเปคของรุ่น Hatchback และ ไลน์การผลิตใหม่เหลือแค่ 3 รุ่น ได้แก่ S+, SV และ RS 

Honda City e:HEV

Honda City สร้างปรากฏการณ์อีกครั้งในกลุ่มตลาดรถยนต์ด้วยการรวมเทคโนโลยีล้ำสมัยทั้งการระบบขับเคลื่อนและระบบความปลอดภัยเข้าด้วยกันในรถกลุ่มซิตี้คาร์ ด้วยระบบขับเคลื่อนไฮบริด หรือ e:HEV  

และ เทคโนโลยีความปลอดภัย Honda SENSING ที่จะทำให้ทุกคนได้สามารถสัมผัสเทคโนโลยีอย่างเปิดกว้างที่ไม่ได้มีเพียงแค่ในรถยนต์พรีเมียมราคาสูง 


ในโลกปัจจุบันที่หมุนไปอย่างรวดเร็วทางบริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ได้พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง และ ในปีนี้ฮอนด้า มอเตอร์ มากับ วิสัยทัศน์ 2030 ของฮอนด้า ที่จะใช้เทคโนโลยีเป็นการขับเคลื่อนไม่ใช่เพียงในเรื่องของยานยนต์ แต่รวมถึงการใช้เทคโนโลยีของรถยนต์ที่ทันสมัยในการขับเคลื่อนไปสู่สังคมปลอดมลพิษและปลอดอุบัติเหตุ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการใช้ชีวิตของผู้คนทั่วโลกด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่อีกหนึ่งรุ่นใน Honda City 2021 หรือ The City Series มีชื่อรุ่นว่า Honda City e:HEV ที่มาในรูปแบบตัวถังของ Honda City Sedan และ Hatchback

Honda City e:HEV ใหม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นและมีสมรรถนะที่เร็วและแรงด้วยเครื่องยนต์

  • DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์วขนาด 1.5 ลิตร
  • พร้อมระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid i-MMD ด้วยมอเตอร์ไฟ้ฟ้าคู่ที่ให้การตอบสนองที่ไว
  • ทำงานร่วมกับระบบเกียร์ E-CVT และ แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน
  • แรงบิดสูงสุด 253 นิวตันเมตร
  • แรงม้าสูงสุง 109 แรงม้า
  • อัตราการประหยัดน้ำมัน 27.8 กิโลเมตรต่อลิตร
  • ระบบความปลอดภัยสุดไฮเทค Honda SENSING ที่มีกล้องหน้ารถคอยตรวจจับวัตถุบนต้องถนนได้ในระยะไกลที่สามารถเตือนและช่วยเบรคได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดอุบัติเหตุตามท้องถนน

สรุป

จากที่เราได้กล่าวมาในตอนแรกตั้งแต่ประวัติที่แท้จริง และ การพัฒนาของรถรุ่น Honda City ที่เริ่มต้นผลิตในปี 1980 จนมาถึงปัจจุบันคงสามารถไขข้อสงสัยของหลายคนได้ไม่น้อยว่าทำไมรถยนต์รุ่น Honda City ถึงขายดีและได้รับความนิยมทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก มากไปกว่านั้นยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ บริษัท ฮอนด้า มอเตอร์ ที่คอยพัฒนารถยนต์ให้มีคุณภาพและเทคโนโลยีที่เท่าทันโลกอีกด้วย

ในส่วนของ Honda City 2021 ทั้ง 2 รุ่น ถือว่าเป็นการปฏิวัตวงการรถยนต์อีกครั้งในกลุ่มซิตี้คาร์อีกครั้งก็ได้ เพราะทั้งในเรื่องดีไซน์ของรุ่น Honda City Hatchback ที่ส่งมอบรถยนต์สุดอเนกประสงค์ และ สมรรถนะดีเยี่ยมให้แก่ผู้ใช้ และ Honda City e:HEV ซึ่งเป็นรถซิตี้คาร์พร้อมพลังงานไฮบริดที่มีเทคโนโลยีสุดล้ำสมัยที่จะช่วยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยรวมแล้ว ทั้ง 2 รุ่นเป็นรถยนต์ที่ครบเครื่องและล้ำสมัยมาก เราเชื่อว่ารถ Honda City 2021 สามารถตอบโจทย์สำหรับวัยรุ่นกรุงเทพฯ และ คนเมืองหลายคนที่กำลังมองหารถซิตี้คาร์คู่ใจคุณภาพดีได้อย่างแน่นอน ส่วนใครที่กำลังหารถซิตี้คาร์มาใช้สามารถดูรถมือสองสภาพดีไวใจได้ที่ Kaidee Auto เลย

เบาะหนัง VS เบาะผ้า เลือกยังไงให้เหมาะกับรถเรา

เบาะหนัง VS เบาะผ้า เลือกยังไงให้เหมาะกับรถเรา

จะมีรถสักคัน นอกจากต้องเลือกยี่ห้อ สี ดีไซน์ และสเปกแล้ว การดูแลตกแต่งภายในรถยนต์เองก็สำคัญไม่แพ้กัน หนึ่งเรื่องที่คนรักรถน่าจะต้องผ่านการขบคิดกันมาแล้วทั้งนั้นก็คือการเลือกเบาะรถยนต์ให้เหมาะสมกับความต้องการของเรา 

เบาะรถยนต์นั้นโดยส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ ก็คือเบาะผ้า และเบาะหนัง โดยทั้งเบาะหนังและเบาะผ้าต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย รวมถึงวิธีการดูแลรักษาที่แตกต่างกันออกไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกกันเรื่องเบาะหนังและเบาะผ้า ว่าควรเลือกยังไงให้เหมาะกับรถยนต์ของเราที่สุด ไปตามอ่านกันเลยค่ะ

รวมเกร็ดความรู้ เบาะหนัง VS เบาะผ้า เลือกแบบไหนดี

เป็นเรื่องยากสำหรับหลายคนเหมือนกันในการเลือกเบาะที่เหมาะสมกับรถและการใช้งานของเราเพราะทั้งเบาะหนังและเบาะผ้าต่างก็มีข้อดีและข้อเสีย มาเทียบกันชัด ๆ เลยดีกว่า ว่าแต่ละแบบมีความแตกต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง

เบาะหนัง 

เบาะหนังรถยนต์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือเบาะหนังแท้ และเบาะหนังเทียม เบาะหนังแท้จะทำจากหนังสัตว์ที่ผ่านการฟอกและย้อมสี เพื่อให้หนังไม่มีกลิ่น ทนทาน และนุ่ม รวมทั้งมีความยืดหยุ่นเนื่องจากมีไขมันสัตว์ที่มีความชุ่มชื้น นอกจากคุณสมบัติการใช้งานแล้ว ภายนอกยังมีความหรูหรา ดูภูมิฐาน 

เบาะหนังเทียมสามารถแบ่งแยกย่อยได้เป็นเบาะหนังเทียมที่ทำจาก PVC (Polyvinyl Chloride) ที่นำมาซักย้อม เป็นเบาะที่มีคุณสมบัติคงทน ไม่นุ่ม แต่ก็ไม่ขาดง่าย ตัวเนื้อเบาะจะมีความกระด้าง เบาะหนังเทียมอีกประเภทจะทำจาก PU (Polyurethane) มีคุณสมบัติทนต่อความร้อน ตัวเบาะมีความนุ่มคล้าย ๆ กับเบาะหนังแท้ มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าเบาะหนังที่ทำจาก PVC 

ข้อดีของเบาะหนัง 

ดีไซน์และสัมผัส 

เบาะรถยนต์ที่ทำจากหนังจะโดดเด่นในเรื่องให้ความรู้สึกหรูหรา เรียบหรู ดูดี จึงอาจจะทำให้หลายคนตกหลุมรักในภาพลักษณ์ดังกล่าวของตัวเบาะหนัง นอกจากนี้ตัวเบาะหนังเองยังมีความนุ่มและยืดหยุ่นอีกด้วย

ทำความสะอาดง่าย 

เนื่องจากตัวเบาะหนังนั้นมีคุณสมบัติที่ไม่อบฝุ่นหรือดูดซับน้ำ จึงทำความสะอาดง่าย หมดห่วงเรื่องคราบฝังรากลึก 

ข้อเสียของเบาะหนัง

ดูดซับความร้อนง่าย ระบายความร้อนช้า 

สิ่งหนึ่งที่ควรพิจารณาหากเลือกใช้เบาะหนังคือการถ่ายเทความร้อนของตัวเบาะหนัง เนื่องจากเบาะหนังมีคุณสมบัติดูดซับความร้อน และระบายความร้อนได้ช้ากว่าเบาะผ้า ในขณะเดียวกัน หากอยู่ในสภาพอากาศหนาวจัด ก็อาจจะพบปัญหาการดูดซับอากาศเย็นทำให้เบาะเย็นเร็วได้อีกด้วย 

ต้องดูแลรักษาให้เบาะหนังเงางาม

แม้ว่าเบาะหนังจะทำความสะอาดได้ง่าย ไม่ดูดซับฝุ่นก็จริง แต่ก็ต้องมีการดูแลรักษาเพื่อให้เบาะยังคงเงางามไร้รอยขีดข่วน ซึ่งจุดนี้อาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาที่ค่อนข้างสูง 

ราคาสูง

ไม่ว่าตัวเบาะหนังจะทำมาจากหนังแท้หรือหนังสังเคราะห์ ต่างก็ยังต้องผ่านกระบวนการผลิตที่ซับซ้อนและละเอียด จึงทำให้ตัวเบาะหนังนั้นมีราคาแพงกว่าเบาะผ้า 

เบาะผ้า 

เบาะรถยนต์ที่ทำจากผ้า เช่น ผ้าสังเคราะห์ หรือผ้ากำมะหยี่ ถือเป็นเบาะที่พบเห็นกันได้ทั่วไป เนื่องจากเป็นเบาะที่มีราคาถูก และซ่อมแซมได้ง่าย 

ข้อดีของเบาะผ้า

ราคาย่อมเยา

ข้อดีอันดับแรกของเบาะผ้าคือราคาที่ย่อมเยา เนื่องจากวัตถุดิบที่นำมาทำนั้นมีราคาไม่แพง ซึ่งแตกต่างกับเบาะหนังที่จะมีกระบวนการผลิตและวัสดุที่มีราคาแพง

ถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่า

เนื่องด้วยตัวเบาะผ้ามีคุณสมบัติในการถ่ายเทและเก็บกักความร้อนที่ค่อนข้างสเถียรกว่าเบาะหนัง จึงทำให้เมื่อจอดอยู่กลางแดดหรือขับรถในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ตัวเบาะผ้าจะไม่อมความร้อนเท่ากับเบาะหนัง

ยึดเกาะร่างกายขณะขับทางโค้งได้ดี

ด้วยความที่เบาะผ้ามีเนื้อสัมผัสที่ค่อนข้างลื่นน้อยกว่าเบาะหนัง ทำให้สามารถยึดเกาะร่างกายไม่ให้ไหลไปตามแรงเหวี่ยงของรถได้ดีกว่าเบาะหนัง 

ข้อเสียของเบาะผ้า

ทำความสะอาดยาก 

เนื่องจากตัวเบาะค่อนข้างอมฝุ่นและอมน้ำ เกิดเป็นคราบได้ง่าย ทั้งคราบน้ำ และคราบฝุ่นได้ง่าย 

เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

เบาะผ้าถือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ดี เนื่องจากมีความชื้นมากกว่าเบาะหนัง ทำให้เมื่อเปียกน้ำ จะสะสมความชื้นไว้ อาจเป็นสาเหตุให้เกิดเชื้อโรคตามมาได้

วิธีการดูแลรักษาเบาะหนังและเบาะผ้า

อย่างที่เกริ่นไปว่าเบาะหนังและเบาะผ้ามีความแตกต่างกัน ดังนั้นการดูแลรักษาเองก็ย่อมแตกต่างกันด้วย เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าเบาะแต่ละแบบจะมีวิธีการดูแลรักษาที่ต่างกันอย่างไร 

การดูแลรักษาเบาะหนัง 

ใครที่เลือกใช้เบาะรถยนต์เป็นเบาะหนัง เราขอแบ่งขั้นตอนการดูแลทำความสะอาดเบาะออกเป็นสองส่วน นั่นก็คือส่วนการทำความสะอาด และการบำรุงรักษาให้เงางาม

การทำความสะอาด

  1. ดูดฝุ่นทำความสะอาดเพื่อกำจัดฝุ่นผงหรือเศษต่าง ๆ 
  2. ใช้น้ำยาทำความสะอาดหนังหรือน้ำสบู่เพื่อทำความสะอาดคราบที่ค่อนข้างเกาะแน่น
  3. ปล่อยให้เบาะหนังแห้งสนิท 

การบำรุงรักษา

  1. ใช้น้ำยาเคลือบเบาะหนังเพื่อให้เบาะหนังของคุณเงางาม 

การดูแลรักษาเบาะผ้า

การดูแลรักษาและทำความสะอาดเบาะผ้านั้น สามารถทำตามได้ดังนี้

  1. ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดฝุ่นและเศษผงต่าง ๆ ที่ติดเบาะ เพื่อให้เบาะของคุณสะอาดอยู่เสมอ และคงทนมากยิ่งขึ้น
  2. ในกรณีที่เบาะมีคราบน้ำหรือคราบเปื้อนฝังลึก แนะนำให้ใช้น้ำฉีดและนำแปรงมาขัด จากนั้นใช้ผ้าหรือทิชชูเช็ดให้แห้ง ไม่ควรปล่อยให้เปียกชื้นนาน เพราะอาจจะเกิดเชื้อโรคหรือเชื้อราได้ 

สรุปรวมเบาะหนัง VS เบาะผ้า ควรเลือกอะไรดี?

สำหรับหลายคนที่คิดไม่ตกว่าควรเลือกเบาะหนังหรือเบาะผ้าสำหรับรถยนต์คู่ใจของคุณ ทางเราต้องบอกว่าสามารถเลือกได้โดยตัดสินใจจากความชอบและลักษณะการใช้งานของเราได้เลย หากคุณชอบเบาะที่ให้สัมผัสเนียนเรียบ หรูหรา ก็สามารถเลือกเบาะหนังได้ ทั้งนี้ก็สามารถเลือกโดยเบสจากดีไซน์ภายในของรถเป็นหลักได้ อย่างเช่น บางดีไซน์อาจจะดูเหมาะกับเบาะหนังมากกว่า หรือบางดีไซน์อาจจะเหมาะกับเบาะผ้า 

หากคุณต้องการเบาะที่ราคาย่อมเยาว์ ใช้งานง่าย และระบายความร้อนได้ดี ซึ่งเป็นปัจจัยที่ค่อนข้างสำคัญสำหรับการขับขี่รถกลางแจ้ง หรือต้องมีเหตุให้จอดรถกลางแจ้งบ่อย ๆ นอกจากนี้ยังสามารถตัดสินใจได้จากวิธีการดูแลรักษาและทำความสะอาดเบาะแต่ละประเภท เลือกแบบที่คุณคิดว่าเหมาะกับชีวิตประจำวันของคุณได้เลยค่ะ 

สำหรับใครที่เลือกได้แล้ว แต่ยังมองหาเบาะรถรวมทั้งอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ที่ถูกใจไม่ได้ แวะมาที่ Kaidee เรามีครบเครื่องเรื่องรถให้เลือกเลย ลองแวะเข้ามาดูกันได้นะคะ

แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน จากโครงการอสังหาฯ ใกล้กรุง

แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน จากโครงการอสังหาฯ ใกล้กรุง

กลับมาอีกครั้งกับบทความรีวิวโครงการอสังหาฯ ประเภทต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มี แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน ที่เฉพาะเจาะจงในบริเวณเหมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล

ก่อนจะไปดูกันว่ามีโครงการอะไรบ้างเราก็ต้องมาทำความรู้จักกับ ‘บ้านโมเดิร์น’ ก่อนว่ามันคือสไตล์บ้านอีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน ซึ่งเอกลักษณ์ของบ้านสไตล์นี้ที่ออกแบบให้รู้สึกถึงความโปร่งโล่ง มีความหรูหราและเรียบง่ายในเวลาเดียวกันด้วยการใช้รูปทรงเรขาคณิตอย่างสี่เหลี่ยมเข้ามาช่วยนั่นเอง แล้วบ้านที่ว่านี้จะมีอยู่ไหนโครงการไหนบ้างนะ ?

10 โครงการ แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน

สราญสิริ รังสิต

แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน สราญสิริ
ขอบคุณรูปจาก: sansiri.com

สราญสิริ รังสิต เป็นโครงการบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นย่าน รังสิต จาก แสนสิริ ที่มีทำเลที่ตั้งอยู่ใกล้กับจุดขึ้น-ลง ทางด่วนอุดรรัถยา ด่านบางพูน ที่สามารถเชื่อมต่อถนนได้หลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายรองรับทุกการอยู่อาศัยผ่านแนวคิดการออกแบบโครงการ ‘บรรยากาศครีเอทความสุข’ จากสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตวิถีไทยริมน้ำมาพัฒนาการให้ทันสมัยมากขึ้น โดยโครงการนี้มีบ้านทั้งหมด 265 ยูนิตแบ่งเป็นบ้าน 6 แบบด้วยกัน ดังนี้

  • สลิลมาศ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 155 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • ชมสินธุ์ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 178 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • ชลเวศม์ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 190 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • นาวี บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 195 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • ดารณี บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 247 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • เภตรา บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 283 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 5.59 ล้านบาท

อณาสิริ ชัยพฤกษ์-วงแหวน​

แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน อณาสิริ
ขอบคุณรูปจาก: sansiri.com

อณาสิริ ชัยพฤกษ์-วงแหวน​ อีกหนึ่งโครงการบ้านจาก แสนสิริ ที่มีสไตล์โมเดิร์นด้วยการออกแบบบนความเรียบง่าย และใช้สีที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติอย่างสีส้มอิฐ สีเขียว และสีน้ำตาล ด้วยคอนเซปต์ ‘ความพอดี คือ ทำเลที่ลงตัว’ ด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้การใช้ชีวิตสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยโครงการแห่งนี้ก็มีทำเลที่ตั้งบนพื้นที่ศักยภาพทั้งการเดินทางและการใช้ชีวิต มีบ้านทั้งหมด 308 ยูนิต แบ่งเป็น 3 แบบ ได้แก่

  • DONSӦ บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • LOMMA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 148 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • MALMӦ บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 161 ตรม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 3.99 ล้านบาท

NOBLE GABLE วัชรพล

ขอบคุณรูปจาก: noblehome.com

NOBLE GABLE วัชรพล โครงการบ้านสไตล์โมเดิร์นจาก Noble Development PLC. ที่อยู่บนทำเลดีใกล้เส้นทางคมนาคม ห้างสรรพสินค้า ตลาด สถานศึกษา และโรงพยาบาล ภายในตัวโครงการถูกออกแบบอย่างคำนึงถึงความสวยงามและการใช้ชีวิต ทั้งดีไซน์ที่เชื่อมต่อพื้นที่ภายในบ้านเข้าหากัน หลังคาทรงจั่วรองรับทุกสภาพอากาศ ผสมผสานสถาปัตยกรรมและธรรมชาติไว้อย่างสมบูรณ์แบบ และฟังก์ชันต่าง ๆ อีกมากมาย บนบ้านทั้ง 266 ยูนิต 4 ประเภท ได้แก่

  • GEMI บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 148 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • AETO บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 169 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • AINO บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 182 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • PYRA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 190 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 6.9 ล้านบาท

Perfect Park สุวรรณภูมิ

ขอบคุณรูปจาก: pf.co.th

Perfect Park สุวรรณภูมิ โครงการบ้านเดี่ยวสไตล์ใหม่สุดโมเดิร์นโซนสุวรรณภูมิ บนทำเลแห่งความสุขที่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าสายสีส้มและสายสีชมพูเพียงแค่เอื้อม อีกทั้งยังล้อมรอบไปด้วยแหล่งชอปปิงและสถานศึกษาชั้นนำ ด้วยการออกแบบที่ให้คุณใกล้ชิดธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ทั้งทะเลสาบสุดโมเดิร์น คลับเฮ้าส์สุดหรู และบ้านสวยสไตล์รีสอร์ตทั้ง 5 แบบ ดังนี้

  • ASTER บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • TERRA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 120 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่จอดรถ 2 คัน
  • ADENIA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 130 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • TERRIS บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 130 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่จอดรถ 2 คัน
  • AMICIA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 136 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • TERESSA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 142 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 1 ห้องอเนกประสงค์ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 4.99 ล้านบาท

The Plant รังสิต อเวนิว

ขอบคุณรูปจาก: theplant.pruksa.com

The Plant รังสิต อเวนิว เป็นโครงการบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดสไตล์โมเดิร์นจาก พฤกษา เรียลเอสเตท ในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ใกล้รถไฟฟ้าสายสีแดง และ ทางยกระดับอุตราภิมุข เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างคลับเฮาส์และสวนสาธารณะขนาดใหญ่รองรับการใช้ชีวิต ตัวบ้านทั้ง 212 ยูนิตก็ถูกออกแบบอย่างลงตัว ตอบโจทย์ทุกการต้องการ ภายใต้แนวคิด ‘แพลนชีวิตได้อย่างอิสระ เพื่อทุกคนในบ้าน’ แบ่งเป็นบ้าน 4 แบบ ได้แก่

  • CLEVER บ้านแฝด 2 ชั้นพื้นที่ใช้สอย 125 ตร.ม. 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ 2 คัน
  • DEVISE บ้านแฝด 2 ชั้นพื้นที่ใช้สอย 138 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ 2 คัน
  • CONTRIVE บ้านแฝด 2 ชั้นพื้นที่ใช้สอย 140 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ 2 คัน
  • AUTHOR บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 160 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 4.09 ล้านบาท

Centro พหลฯ-วิภาวดี 2

ขอบคุณรูปจาก: apthai.com

Centro พหลฯ-วิภาวดี 2 โครงการบ้านเดี่ยวสไตล์โมเดิร์นทำเลดีข้างซอยคลองหลวง 2 โซนรังสิต ที่อยู่ใกล้กับจุดขึ้นทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ และศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่าง Future Park รังสิต ภายในออกแบบบ้านด้วยแนวคิด ‘Beginning at home’ ทำให้บ้านทุกหลังมีฟังก์ชันการปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้ตามต้องการ โดยที่ไม่จำเป็นต้องต่อเติม เหมาะกับครอบครัวทุกขนาด รองรับทุกกิจกรรม โดยบ้านทั้งหมด 249 ยูนิต ถูกแบ่งเป็น 4 แบบ ได้แก่

  • ALEXIA บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 154 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • STARRY บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 175 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • MAGNITUDE บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 190 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • SUNSHINE บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 200 ตร.ม. 4 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 4.79 ล้านบาท

ALIVE เอกมัย-รามอินทรา

ขอบคุณรูปจาก: ALIVE Ekamai-Ramintra

ALIVE เอกมัย-รามอินทรา โครงการบ้านแฝดสุดหรู 3.5 ชั้น สไตล์ Modern Tropical จาก Naps Development ที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพอย่าง ซอยลาดพร้าว 87 สามารถเชื่อมต่อสู่ถนนสายหลักได้หลากหลายเส้นทาง ใกล้กับทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงรค์ สถานีรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และห้างศูนย์การค้าขนาดใหญ่อย่าง CDC ภายในโครงการมีบ้านทั้งหมดเพียง 6 ยูนิต พร้อมฟังก์ชันบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตอย่างแท้จริง ด้วยพื้นที่ใช้สอย 237 ตร.ม. 3 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 3 คัน

ราคาเริ่มต้น 12.xx ล้านบาท

Bangkok Boulevard พระราม 5

ขอบคุณรูปจาก: scasset.com

Bangkok Boulevard พระราม 5 โครงการบ้านเดี่ยวจาก SC ASSET ใกล้วงเวียนพระราม 5 ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอก และสถานีรถไฟฟ้าต่าง ๆ ในโซนพระราม 5 โดยทางโครงการนี้ มีการออกแบบบ้านที่สะท้อนอัตลักษณ์การอยู่อาศัยในแบบคุณ ด้วยดีไซน์บ้านโปร่งโล่งด้วยห้องนอนเพดานสูง 4.44 เมตรสำหรับบ้านทั้ง 188 ยูนิต พร้อมคลับเฮาส์ สระว่ายน้ำ Kids’ room และ Working Space ที่มอบความสุขทุกช่วงเวลา แบ่งเป็นบ้านทั้งหมด 3 แบบ ดังนี้

  • VAREN บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 229 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • VINTEREN PLUS บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 245 ตร.ม. 5 ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • SOMMEREN บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 319 ตร.ม. 5 ห้องนอน 5 ห้องน้ำ 1 ห้องแม่บ้าน ที่จอดรถ 3 คัน

ราคาเริ่มต้น 12.99 ล้านบาท

VENUE Flow แจ้งวัฒนะ

ขอบคุณรูปจาก: scasset.com

VENUE Flow แจ้งวัฒนะ เป็นโครงการอสังหาฯ จาก SC ASSET ที่มี แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน ที่ตั้งอยู่ใกล้กับทางด่วนศรีรัช ทางยกระดับอุตราภิมุข และสถานีรถไฟฟ้าถึง 3 สาย อีกทั้งยังรายล้อมด้วยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล แจ้งวัฒนะ โรงพยาบาลปากเกร็ด 2 และสถานศึกษามากมาย ภายในโครงการถูกดีไซน์ด้วยการผสานระหว่างสถาปัตยกรรม และธรรมชาติเข้าด้วยกันจนเกิด ‘สัมผัสแห่งธรรมชาติ’ ทั้ง 5 ด้านเพื่อให้คุณได้ผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่กับบ้านทั้ง 200 กว่ายูนิต 3 แบบ ดังนี้

  • PEONY บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 170 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • PRIVET บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 191 ตร.ม. 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • PERSIAN บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 2249 ตร.ม. 5 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 5.49 ล้านบาท

The Greenery Cre’A ปิ่นเกล้า-สาย 4

ขอบคุณรูปจาก: thegreenery.co.th

The Greenery Cre’A ปิ่นเกล้า-สาย 4 โครงการบ้านสไตล์ Modern Scandinavian ที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น สง่างาม และทันสมัยบนทำเลศักยภาพในจังหวัด นครปฐม ที่คุณสามารถเดินทางได้อย่างสะดวกสบายด้วยถนนบรมราชชนนี, ถนนเพชรเกษม และ รถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อน และใช้ชีวิตอย่างต้องการเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทั้งห้างสรรพสินค้า สถานศึกษา และโรงพยาบาลล้อมรอบ โดยในโครงการมีบ้านทั้งหมด 42 ยูนิต แบ่งเป็น 2 แบบ ได้แก่

  • AMPLE บ้านแฝด 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 128 ตร.ม. 3 ห้องนอน  2 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน
  • PLENARY บ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ใช้สอย 145 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน

ราคาเริ่มต้น 3.59 ล้านบาท

สรุป แบบบ้านโมเดิร์น 3 ห้องนอน จากโครงการอสังหาฯ

นี่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะจริง ๆ แล้วก็ยังมีโครงการบ้านสไตล์โมเดิร์น 3 ห้องนอนอีกเยอะจากผู้พัฒนาอสังหาฯ อีกหลายเจ้าที่เราไม่ได้พูดถึง ซึ่งแต่ละโครงการก็มีความน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว และคุณก็สามารถเข้าไปศึกษารายละเอียดของแต่ละโครงการได้ง่าย ๆ จากเว็บไซต์โครงการเหล่านั้น

แต่ถ้าคุณไม่อยากเสียเวลาศึกษาหลายเว็บ ก็สามารถเข้ามาดูบ้านมือสองใน Kaidee Property ได้เช่นเดียวกัน เพราะที่นี่มีบ้านหลากหลายสไตล์ให้คุณเลือกซื้อเลยล่ะ

อ่านบทความ รีวิวอสังหาฯ อื่น ๆ ที่นี่

นาฬิกา DW รุ่นแนะนำ เรียบหรูดูแพง สไตล์ลูกคุณหนู

นาฬิกา DW รุ่นแนะนำ เรียบหรูดูแพง สไตล์ลูกคุณหนู


“กาลครั้งหนึ่ง มีชายหนุ่มคนหนึ่ง เขามีชื่อว่า Filip Tysander ได้ตัดสินใจออกเดินทางท่องโลกหลังจากเรียนจบเพื่อค้นหาตัวเอง และระหว่างการเดินทางนั้น เขาได้ตกหลุมผู้ชายคนหนึ่ง ผู้มีสไตล์การแต่งตัวไร้ที่ติตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์ในสายตาของ Filip มากที่สุด กลับเป็นความหลงใหลที่ผู้ชายคนนี้มีให้กับนาฬิกาวินเทจ….และนั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ Filip ตัดสินใจก่อตั้งบริษัทนาฬิกา Daniel Wellington หรือ นาฬิกา DW  ซึ่งเป็นชื่อของชายหนุ่มรูปงามคนนั้น”

ถ้าความเป็นมาของนาฬิกา DW นี้ ทำให้เพื่อนๆ หัวใจพองโตกันบ้าง เราบอกเลยว่าบทความนี้จะไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอน เพราะนอกจากที่เราคัดสรรนาฬิกา DW ทั้ง 5 รุ่น ที่รับรองได้ถึงความเก๋ อินเทรนด์มาฝากแล้ว ครั้งนี้เรายังได้รวมเหตุผลที่ทำให้นาฬิกา DW กลายเป็นนาฬิกาที่ควรค่าแก่การเป็นเจ้าของมากที่สุดใน พ.ศ. นี้ก็ว่าได้

สำหรับใครที่กำลังตัดสินอยู่ว่าจะซื้อนาฬิกา DW ดีไหม อย่าพึ่งหนีไปไหนนะคะ จบบทความนี้ เพื่อนๆ จะได้คำตอบที่ค้างคาใจแน่นอน

เหตุผลที่คุณควรเป็นเจ้าของนาฬิกา DW

watchreviewblog

คนที่รักและสะสมนาฬิกาทุกคนรู้ดีว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการเลือกซื้อนาฬิกาสักเรือนนั้น เรื่องราวความเป็นมาของมัน สำคัญยิ่งกว่าดีไซน์เสียอีก เพราะใครล่ะ จะอยากซื้อนาฬิกาแสนแพง แต่ตัวนาฬิกากลับไม่มี Story ให้เล่าใดๆ 

นี่เองจึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเลือกซื้อแบรนด์นาฬิกาที่มีมาอย่างยาวนาน เช่น นาฬิกา Rolex ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1909 

แม้ว่าเรื่องราวความเป็นมาของนาฬิกา DW อาจจะสู้นาฬิกาตัวท็อปของอุตสาหกรรมอย่าง RolexPatek Philippe หรือ TAG Heuer ไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ มันต้องมีเหตุผลที่ดีพอสมควร ที่อยู่ๆ นาฬิกา DW ถึงได้ขึ้นแท่นเป็นนาฬิกายอดฮิต อินเทรนด์ แบบชั่วข้ามคืน 

  • ดีไซน์หรูหรา และเรียบง่าย 

จุดเด่นและองค์ประกอบที่ทำให้นาฬิกา DW เป็นที่รู้จักสำหรับใครหลายคน คงจะหนีไม่พ้นเอกลักษณ์ของแบรนด์ สายผ้าไนลอน หรือที่ Daneil Wellington ได้ให้ชื่อว่า สายผ้า Nato (Nato Strap)  นั่นเอง

สายผ้าดังกล่าว ได้ให้มาพร้อมกับตัวนาฬิกา ต่างจากแบรนด์อื่นที่มักจะขายสายผ้าไนลอนแยก ทำให้นาฬิกา DW ได้รับความสนใจจากใครหลายคน และถึงแม้ว่าสายผ้า Nato จะมีสีให้เลือกหลายสี แต่ดีไซน์โดยรวมก็ยังคงความมินิมอลได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

สำหรับใครที่ไม่ชอบสายผ้า Nato ทางแบรนด์ก็มี นาฬิกาสายหนัง, สายสแตนเลสแบบสามข้อ และ สายสแตนเลสแบบถัก ให้เลือกอีกหลายรุ่น

  • คุณภาพเกินราคา  

เนื่องจากราคาของนาฬิกา DW ไม่ได้แพงมากมาย ทำให้หลายคนไม่คาดหวังคุณภาพจากมันมากนัก และแม้ว่าหน้าปัดนาฬิกา DW จะเป็นกระจกทั่วไป ไม่ใช่กระจกแซฟไฟร์ (Sapphire Glass) หรูหราราคาล้านแปดแบบนาฬิกา Rolex แต่หารู้ไม่ว่า ระบบควอตซ์ (ระบบนาฬิกาใส่ถ่าน ) ของนาฬิกา DW นั้น ถูกผลิตขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็น Homeland ผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำของโลกเลยทีเดียว 

ขอบอกตรงนี้เลยว่า ผู้เขียนเองได้ใส่นาฬิกา DW มา 3 ปีแล้ว และยังไม่มีทีท่าว่าจะพังง่ายๆ แถมถ้ารักษาดีๆ สภาพยังเหมือนวันแรกที่ซื้อมาอีกต่างหาก 

  • ราคาที่ย่อมเยา

นาฬิกา DW ไม่ได้จัดอยู่ในหมวดหมู่นาฬิกาประเภท Luxury ดังนั้น ราคาของเขาจึงไม่ได้สาหัสมากนัก ซึ่งราคานาฬิกาทั้งของสุภาพสตรี และสุภาพบุรุษ ก็จะมีตั้งแต่ 5,000 บาท ไปจนถึง 9,000 บาท (โดยประมาณ) 

นาฬิกา DW รุ่นอินเทรนด์ แนะนำ

ถ้าคุณกำลังมองหานาฬิกาที่มีดีไซน์โมเดิร์น เรียบง่าย แต่ยังให้กลิ่นอายความหรูหราอย่างไร้ที่ติ และสามารถใส่ได้กับทุก Outfit แล้วล่ะก็ นาฬิกา DW ตอบโจทย์แน่นอน 

แต่ต้องยอมรับเลยว่า นาฬิกา DW เขามีหลายคอลเลคชัน แต่ละคอลเลคชันก็มีหลายรุ่น แถมยังมีประเภทสายให้เลือกทั้งหมด 4  ประเภท (นาฬิกาสายหนัง, สายสแตนเลสแบบสามข้อ, สาย Nato และ สายสแตนเลสแบบถัก) วันนี้เราจึงนำนาฬิกา DW รุ่นที่เป็นตัวท็อปจากแบรนด์ และได้รับความสนใจมากที่สุดมาฝาก รับรองว่าใส่สวย ไม่มีเอ้าท์

1. นาฬิกา DW: CLASSIC ST. MAWES

นาฬิกา DW รุ่น Classic St. Mawes เป็นนาฬิกาจาก Daniel Wellington ที่ขึ้นชื่อว่ามีดีไซน์ที่คลาสสิค และ Timeless ที่สุดก็ว่าได้ 

นาฬิกา DW เรือนนี้ มีหน้าปัดเป็นสีขาวไข่ไก่ ส่วนขอบหน้าปัดนาฬิกา และตัวเข็มชั่วโมงนั้น มีให้เลือกทั้งหมด 2 สี ได้แก่ สีเงิน และ สีทอง Rose Gold และด้วยหน้าปัดที่มีความหนาเพียงแค่ 6 มิลลิเมตร ทำให้ไม่หนักข้อมือ และไม่ใหญ่จนดูเทอะทะ เหมาะสำหรับสุภาพสตรีอย่างยิ่ง

Classic St. Mawes มาพร้อมกับสายหนังสีน้ำตาลเฟด ที่ไม่เข้ม หรืออ่อนเกินไป จึงเข้ากับทุกชุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเสื้อเชิ้ตสีขาวนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าด้วยธรรมชาติของหนังแล้ว เมื่อเวลาผ่านไป หนังจะมีสีที่เข้มขึ้น ดังนั้นเมื่อเพื่อนๆ สวมใส่นาฬิกา DW เรือนนี้ไปเรื่อยๆ สายหนังสีน้ำตาลก็จะมีสีที่เข้มขึ้นนั่นเอง 

เรียกได้ว่า ยิ่งนานวัน ยิ่งเผยความวินเทจ ก็ว่าได้ 

ราคา: 7,450 บาท 

2. นาฬิกา DW: PETITE MELROSE

คนไหนที่ตามเน็ตไอดอลกันอยู่ ต้องเคยเห็นนาฬิกา DW เรือนนี้ บนข้อมือพวกเขาแน่นอน

นาฬิกา DW รุ่น Petite Melrose มีสายเป็นแบบ สแตนเลสถัก  สีทอง Rose Gold และตัวสายนี้ ถูกทำมาจากวัสดุ เคลือบสแตนเลสสตีลสองชั้น (316L) มีคุณสมบัติป้องกันสนิมได้อย่างดีเยี่ยม 

หน้าปัดนาฬิกามีขนาด 6 มิลลิเมตร โดยมีสีให้เลือก 2 สี ได้แก่ สีดำ และ สีขาวไข่ไก่  (แต่สีที่ได้รับความนิยม อย่างมาก คือหน้าปัดนาฬิกาสีดำค่ะ)

และจะสังเกตเห็นได้ว่า ขนาดความกว้างของสายนาฬิกา DW ทุกรุ่นในคอลเลคชัน ‘Petite’ จะมีขนาด 12 มิลลิเมตร ซึ่งเล็กกว่ารุ่นในคอลเลคชัน ‘Classic’  ซึ่งมีความกว้าง 18 มิลลิเมตร นั่นเอง 

และด้วยความที่สายสเตเลสถักนี้ มีดีไซน์ที่คล้ายคลึงกับเครื่องประดับ จึงทำให้นาฬิกา DW รุ่นนี้ นิยมใส่คู่กับ Accessory อื่นๆ จากทางแบรนด์ อย่างเช่นกำไลข้อมือ CLASSIC BRACELET  เป็นต้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากนาฬิกา DW รุ่นอื่นๆ 

ราคา: 5,150 บาท

3. นาฬิกา DW: PETITE BONDI

ถ้าสีขาวคือสีโปรดของเพื่อนๆ นาฬิกา Daneil Wellington เป็นหนึ่งในแบรนด์นาฬิกาไม่กี่แบรนด์ ที่ทำนาฬิกาสีขาวออกมาได้อย่างสวยงาม ไม่แปลกตาแม้แต่น้อย 

นาฬิกา DW รุ่นนี้ มีหน้าปัดขนาด 6 มิลลิเมตร และมีหน้าปัดสีขาวให้เลือกเพียงสีเดียวเท่านั้น แต่เพื่อนๆ ยังสามารถเลือกสีของขอบหน้าปัดนาฬิกา และเข็มชั่วโมงได้ 2 สี ได้แก่ สีทอง Rose Gold และ สีเงิน อีกเช่นเคย

ด้วยความที่ตัวหน้าปัดนาฬิกาเป็นสีขาวไข่ไก่ จึงเข้ากันได้ดีกับสายหนังสีขาว ให้ดีไซน์ที่เรียบหรู ดูสะอาดสบายตา 

และที่สำคัญ หากใครเบื่อสีขาว ก็สามารถเปลี่ยนสายเป็นสีอื่นได้ หรือ จะเปลี่ยนเป็นแบบสายผ้า Nato ก็ยังได้  เพราะสายนาฬิกา DW แทบทุกรุ่นเป็นแบบ Interchangeable Straps หรือ สายที่สามารถถอดออกได้ ให้เพื่อนๆ ได้ออกแบบนาฬิกา DW กันได้ตามสไตล์ของตัวเอง

ราคา: 4,650 บาท

4. นาฬิกา DW: QUADRO PRESSED MELROSE

ถ้าให้เราเลือกนาฬิกา DW รุ่นที่ตอบโจทย์คำว่า “ลูกคุณหนู นั่งรถหรู” มากที่สุด เราขอยกให้นาฬิกา DW รุ่น Quadro Pressed Melrose จากคอลเลคชัน “Quadro” ที่เพิ่งเปิดตัวไปแบบสดๆ ร้อนๆ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา รุ่นนี้เลย

และนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ Daniel Wellington ได้ตัวนางแบบ และ นางเอกหน้าเก๋ อีซองคยอง (Lee Sung-kyung) หรือ ‘Heybiblee’ ผู้มียอดผู้ติดตามใน Instragram มากถึง 12 ล้านคน มาเป็นพรีเซนเตอร์ เรียกได้ว่าเรียกเสียงฮือฮาให้กับคอลเลคชันใหม่ได้ดีพอตัว

ความพิเศษของคอลเลคชัน ‘Quadro’ อยู่ที่รูปทรงหน้าปัดนาฬิกา ที่เปลี่ยนทรงกลม เป็นทรงสี่เหลี่ยมมุมฉาก ซึ่งนี่ก็เป็นครั้งแรก ที่แบรนด์นาฬิกา Daniel Wellington ได้ปล่อยตัวนาฬิกาหน้าปัดสี่เหลี่ยม ออกมาวางจำหน่าย

Quadro Pressed Melrose เป็นนาฬิกาในคอลเลคชัน Quadro ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะรุ่นนี้เขามีสีหน้าปัดให้เลือกถึง 3 สีด้วยกัน ได้แก่ สีขาวไข่ไก่, สีดำ และ สีเขียวมรกต นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับสายที่มีความกว้างเพียงแค่ 10 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เล็กกว่านาฬิกา DW ในคอลเลคชันอื่นๆ

และถึงแม้ว่านาฬิกาในคอลเลคชัน Quadro จะมีสายขนาดเล็กกว่าคอลเลคชันอื่น แต่ก็ยังคงใช้วัสดุ เคลือบสแตนเลสสตีล (316l) สองชั้น ที่มีความคงทนตามมาตรฐาน Daniel Wellington อีกเช่นเคย

อย่างไรก็ตาม รุ่นนี้จะต่างจากรุ่น Petitie Melrose ด้วยลวดลายการถักสายที่ถี่ขึ้น (ลาย Pressed Mesh) เพิ่มความหรูหราไปอีกระดับ 

ราคา: 5,950 บาท

5. นาฬิกา DW: CLASSIC CAMBRIDGE

ขอปิดท้ายกันด้วยนาฬิกา DW จากคอลเลคชัน Classic เรือนแรกของแบรนด์กับ นาฬิกา DW: CLASSIC CAMBRIDGE

สีหน้าปัดของนาฬิกา DW เรือนนี้ มีให้เลือกแค่ สีขาวไข่ไก่ เท่านั้น แต่สีของขอบหน้าปัด  และเข็มชั่วโมง มีให้เลือก 2 (สีเงิน และ สีทอง Rose Gold) อีกเช่นเคย  

จุดเด่นของคอลเลคชันนี้อยู่ที่ สายผ้า Nato ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Daniel Wellington เขาเลย ซึ่งรุ่น Classic Cambridge ที่เราเลือกมานี้ มีสายผ้า Nato ที่เกิดจากการจับคู่ของสี 3 สี ได้แก่ สีแดง,น้ำเงิน และ ขาว ให้ฟิลล์ลุยๆ แต่ยังคงความดูมีราคาได้อย่างลงตัว

ดังนั้นหากคุณเป็นคนมีสไตล์การแต่งตัวแบบ Casual แล้วล่ะก็ ไม่มีนาฬิกาเรือนไหนที่จะเหมาะกับคุณเท่า นาฬิกา DW เรือนนี้อีกแล้ว

ราคา: 6,350 บาท 

ให้นาฬิกา DW เป็นเครื่องประดับเสริมความมั่นใจ ก่อนออกจากบ้าน

สำหรับบางคน นาฬิกาไม่ได้มีไว้แค่บอกเวลาเพียงเท่านั้น แต่กลับเป็นไลฟ์สไตล์ และเป็นอีกหนึ่งเครื่องประดับที่ขาดไม่ได้ในแต่ละวัน นอกจากนี้นาฬิกายังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้สวมใส่อีกด้วย ดังนั้นการเลือกซื้อนาฬิกาควรเลือกจากความชอบส่วนตัว และสไตล์ที่เราอยากสื่อให้คนรอบข้างได้รับรู้ ไม่ใช่ดูจากความนิยมอย่างเดียวนะคะ

นาฬิกา DW  จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับใครที่อยากได้นาฬิกาหรู แต่ไม่สู้ราคา นั่นเอง

ในบทความนี้เราหวังว่าทุกคนจะได้เจอนาฬิกา Daniel Wellington รุ่นที่ถูกใจกัน แน่นอนว่านาฬิกา DW แต่ละรุ่นสวยไม่แพ้กันเลย ถ้าใครยังตัดสินใจไม่ได้ ลองแวะมาดูนาฬิกา DW ได้ที่ Kaidee ค่ะ เรามี นาฬิกา DW รุ่นสวยๆ ราคาประหยัด ทั้งมือหนึ่ง และมือสองคุณภาพดีมากมายเลย รออะไรอยู่คะ คลิกเลย 

โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 น้องเล็ก สเปคแน่น

โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 น้องเล็ก สเปคแน่น

หากคุณเข้ามาอ่านบทความนี้ แน่นอนว่าคุณกำลังมองหาโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท กันอยู่ใช่ไหมคะ ….แต่การเลือกซื้อของราคาประหยัด คุณก็อดเป็นกังวลไม่ได้ใช่ไหม ว่าคุณภาพของสินค้าจะดีเท่ากับสินค้าราคาแพงๆ หรือเปล่า 

และก็เช่นเดียวกับโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 เครื่องนี้ ที่คุณกำลังเล็งอยู่ 

คิดแล้วคิดอีก คิดไม่ตกเลยใช่ไหมคะ ว่าจะซื้อดีไหม หรือจะตัดใจ ยอมเสียเงินให้กับโทรศัพท์ราคาเป็นหมื่นดี?

thinkmonsters

เมื่อได้ฤกษ์ซื้อโทรศัพท์เครื่องใหม่ ใครๆ ก็ต้องอยากได้รุ่นที่ทันสมัยกว่าเดิม ส่วนมากผู้คนมักจะอัปเกรดจากโทรศัพท์ระดับกลาง เป็นโทรศัพท์รุ่นเรือธง ทั้งนี้ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อสมาร์ทโฟนมีราคาที่แพงขึ้น นั้นหมายความว่า ตัวเครื่องจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ดีกว่า และการใช้งานต้องดีขึ้นกว่าโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท ระดับกลางที่คุณเลือกไว้แน่นอน

เราขอบอกตรงนี้เลยว่า โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท คุณภาพระดับรุ่นเรือธงนั้น มีอยู่จริง (หลายรุ่นด้วย) เพราะฉะนั้น ถ้าคุณกำลังลังเลอยู่ คุณมาถูกทางแล้วค่ะ บทความนี้จะเพิ่มความมั่นใจให้คุณแน่นอน

“โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท ของดี ราคาถูก มีจริงเหรอ ?”

ในความเป็นจริง สมาร์ทโฟน ระดับกลาง ส่วนใหญ่ มักจะได้รับถ่ายทอดฟีเจอร์ตัวที่มีความจำเป็นต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันมาจากมือถือรุ่นเรือธง แต่ด้วยข้อจำกัดของเรื่องราคา แน่นอนว่าต้องมีฟีเจอร์ล้ำๆ บางตัวที่ถูกตัดออกไปบ้าง 

อย่างไรก็ตาม บ่อยครั้ง ที่เราพบว่าโทรศัพท์ระดับกลางบางรุ่น มีฟีเจอร์ที่ดีกว่าโทรศัพท์รุ่นเรือธง 

ตัวอย่างเช่น Samsung Galaxy M21 ซึ่งถึงแม้น้องจะถูกจัดอยู่ในหมวดโทรศัพท์ระดับกลาง และเข้าข่ายโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท แต่ Galaxy M21 กลับมีฟีเจอร์ความจุของแบตเตอรี่ระดับพรีเมียม สามารถจุได้มากถึง 6,000 mAh ในขณะที่ แบตเตอรี่ของโทรศัพท์รุ่นเรือธงอย่าง Samsung Galaxy S20 กลับให้ความจุแบตเตอรี่มาแค่ 4,000 mAh เท่านั้น

หากคุณเป็นคนที่ใช้โทรศัพท์เพื่อติดต่อสื่อสาร เล่นโซเชียล หรือเล่นเกมธรรมดา การเลือกซื้อสมาร์ทโฟนระดับกลาง ถือเป็นทางเลือกที่ฉลาด เพราะนอกจากราคาจะถูกกว่ามากแล้ว ยังมีตัวเลือก (หลากหลายรุ่น หลายราคา) ให้ลูกค้า มากที่สุดในตลาดอีกด้วย

หนึ่งในแบรนด์ที่มีตัวเลือกสมาร์ทโฟนระดับกลางมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้น “Samsung”
ดังนั้น วันนี้ Kaidee ขอพาเพื่อนๆ ไปดูเหล่าโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท ที่การันตีได้ถึงคุณภาพ วัสดุระดับพรีเมียม และในราคาที่คุณจะต้องร้อง “เฮ้ย เป็นไปได้เหรอ”

1. Samsung Galaxy A12 แบตอึด กล้องเลิศ

samsung.com

Samsung Galaxy A12 เรียกได้ว่าเป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท รุ่นประหยัดรุ่นแรก ที่ทางซัมซุงได้ปล่อยออกมาให้แฟนๆ ได้อวดโฉมหน้ากันในปี 2021 นี้ 

Galaxy A12 เครื่องนี้ เป็นรุ่นใหม่จากซีรีส์ A1x และในราคาไม่ถึง 5,000 นี้เอง ซัมซุงได้อัปเกรดสเปคเข้าเครื่องมาอย่างแน่นเอี๊ยด อีกทั้งยังเอาใจแฟนๆ ด้วยกล้องหลังทั้งหมด 4 ตัว พร้อมความละเอียดระดับสูง ….ถือว่าเครื่องนี้เป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท อีกเครื่องที่น่าสอยมากๆ เลย

  • ดีไซน์ ความสวยงาม

จุดเด่นที่สุดของมือถือราคาประหยัดเครื่องนี้ คือ กล้อง 4 ตัว ด้านหลัง ซึ่งต้องยอมรับในความใจกว้างของซัมซุง เพราะเราไม่เห็นกันบ่อยนัก กับโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 ที่จะมาพร้อมกับกล้องถึง 4 เลนส์ขนาดนี้  

ด้วยหน้าจอแบบ Infinity-V Display พร้อมกับติ่งหยดน้ำรูปตัว V ด้านบน สำหรับพื้นที่กล้องหน้า ขนาดจอที่ยาวถึง 6.5 นิ้ว ความละเอียด HD+ จึงทำให้มือถือเครื่องนี้ มีดีไซน์ที่ดูดี ระดับ High End เลยก็ว่าได้ 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก Galaxy A12 ถูกจัดให้เป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 ตัวเครื่องจึงทำมาจากพลาสติกซะส่วนใหญ่ แต่ถือว่าซัมซุงทำออกมาได้อย่างเนี้ยบ ไม่ดูก๊องแก๊ง น้ำหนักเบาสบาย จับถนัดมือ 

  • สเปคเครื่อง

Galaxy A12 มาพร้อมกับ RAM มากถึง 4GB และหน่วยความจำถึง 128 GB และสามารถรองรับ MicroSD Card  ได้สูงสุด 1TB 

ที่สำคัญ แบตเตอรี่ของเขาอึดมาก เพราะเขามาพร้อมกับขนาดความจุแบตเตอรี่ถึง 5,000mAh พร้อมกับ Fast Charging เร็วถึง 15W อีกด้วย 

ส่วนเรื่องสเปคกล้อง แน่นอนว่าซัมซุง ไม่แพ้ใครแน่นอน 

  1. เลนส์ หลัก              ความละเอียด 48 MP
  2. เลนส์ Ultra Wide  ความละเอียด  5 MP
  3. เลนส์ Macro      ความละเอียด 2 MP 
  4. เลนส์ Depth ความละเอียด 2 MP 
  5. กล้องหน้า  มาพร้อมกับความละเอียดถึง  8 MP 

จึงมั่นใจได้ว่า ถ่ายรูปสวยเกินราคาแน่นอน 

ราคา: 4,999 บาท

2. Samsung Galaxy A11 สีสันสะดุดตา พร้อมกล้องจัดเต็มเรื่องความคมชัด

เมื่อพูดถึงโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท Samsung Galaxy A11 เป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ด้วยราคาเพียงแค่ 3 พันนิดๆ เครื่องนี้กลับมาพร้อมกับหน้าจอขนาดกว้าง ให้คุณได้ดูหนัง และฟังเพลง ได้อย่างครบจรดขอบจอ 

ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับสีสันให้เลือกตามสไตล์ของผู้ใช้ พร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยยอดเยี่ยมด้วยระบบสแกนลายนิ้วมือ และสแกนใบหน้า 

  • ดีไซน์ ความสวยงาม

จุดเด่นของ Galaxy A11 อยู่ที่สีสัน ซึ่งมีให้เลือก 4 สี ได้แก่ สีขาว, สีดำ, สีแดง และสีฟ้า 

รูปทรงของตัวเครื่อง มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าขอบโค้งมน ขนาด 161.4 x 76.3 x 8.0 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเบาเพียงแค่ 177 กรัม เท่านั้น องค์ประกอบพวกนี้จึงทำให้ Galaxy A11 เป็นโทรศัพท์ราคาประหยัด ที่มีดีไซน์หรูหรา ในขณะเดียวกันก็มีน้ำหนักเบา จับถนัดมือ 

หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ Infinity-O Display ซึ่งเป็นหน้าจอแบบเว้นพื้นที่เป็นวงกลมเล็ก ให้กล้องหน้า 

  • สเปคเครื่อง 

จะเห็นได้ว่า ที่ฝาหลังของ Galaxy A11 มาพร้อมกับกล้องหลัง 3 ตัว พร้อมกับกล้องแฟลชขนาบข้าง ดูหรูหรา มีระดับ 

  1. เลนส์ หลัก ความละเอียด  13 MP
  2. เลนส์ Ultra-Wide ความละเอียด 5 MP
  3. เลนส์ Depth ความละเอียด 2MP 
  4. กล้องหน้า ความละเอียดถึง 8 MP พร้อมกับ รูรับแสง f/2.4 

ซึ่งสเปคกล้องที่กล่าวมาถือว่า เป็นความละเอียดของกล้องบนโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 ที่ดีมากอีกตัว 

และหมดห่วงเรื่องแบตหมดไว ด้วยแบตเตอรี่ความจุมากถึง 4,000 mAh และ ความสามารถในการชาร์ตเร็วถึง 15W

นอกจากนี้ ทางซัมซุง ได้การันตีถึงความไหลลื่นในการใช้งาน ทั้งนี้เนื่องมาจาก ตัวเครื่องมีระบบประมวลผล Octa-core และ RAM 3GB ซึ่งสามารถใส่ MicroSD Card เพิ่มได้สูงสุด 512GB 

ราคา: 3, 499 บาท

3. Samsung Galaxy A10s บางเฉียบ จอใหญ่ เต็มอารมณ์ทุกความบันเทิง

มาถึงโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 อีกรุ่นจากตระกูล A …Samsung Galaxy A10s นั่นเอง

จุดเด่นของเครื่องนี้ ที่ทำให้หลายคนไม่เชื่อว่าราคาไม่ถึง 5,000 ด้วยซ้ำ คือความบางของตัวเครื่อง ซึ่งมีขนาดเพียงแค่ 7.5 มิลลิเมตร เท่านั้น 

  •  ดีไซน์ ความสวยงาม

Samsung Galaxy A10s มีให้เลือก5 สี ได้แก่ สีแดง, สีเขียว, สีดำ, สีดำลายทาง และสีน้ำเงิน

หน้าจอแสดงผลเป็นแบบ พาแนล TFT-LCD  กว้าง 6.2 นิ้ว และมีดีไซน์รอยแหว่งตัว V (Infinity-V) เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับกล้องหน้า 

บริเวณฝาหลังเครื่อง จะมีกล้องคู่ เรียงเป็นแนวตั้ง แบบเรียบง่าย อยู่มุมซ้ายมือ พร้อมกับไฟแฟลช LED ด้านล่าง 

ทั้งนี้ Galaxy A10s มาพร้อมกับระบบรักษาความปลอดภัยด้วยวิธีการปลดล็อก แบบสแกนนิ้ว (Finger Print) ที่ปุ่มเซนเซอร์ด้านหลังเครื่อง และ ระบบจดจำใบหน้า ซึ่งเพิ่มมาจากรุ่นก่อนหน้า หรือรุ่น Galaxy A10 นั่นเอง

  • สเปคเครื่อง

สำหรับสายเกมอย่าได้มองข้ามเครื่องนี้เด็ดขาด เพราะ Galaxy A10s ประกอบไปด้วย CPU –  Helio P22 ซึ่งโดยรวมถือว่าดี ใช้เล่นเกมที่กินสเปคไม่มากได้ แบบไม่มีกระตุก 

และด้วยความที่ Galaxy A10s ถูกทำการตลาดให้เป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 และด้วยราคาที่จำกัดนี้เอง กล้องหลังจึงมาเป็นกล้องคู่เท่านั้น ได้แก่ 

  1. เลนส์กล้องหลัก และเลนส์ Dept ซึ่งมีความละเอียดขนาด 13MP และ 2MP ตามลำดับ 

อย่างไรก็ตาม ด้านฟีเจอร์อื่นๆ Galaxy A10s ก็ไม่น้อยหน้ารุ่นอื่น ด้วยความจุของแบตเตอรี่ที่ให้มาถึง 4,000 mAh ให้คุณได้แชร์พลังไฟให้เพื่อน พร้อมกับ ดูหนัง ฟังเพลง และใช้งานพื้นฐานได้ตลอดทั้งวัน 

ถือว่าเป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาทอีกรุ่น ที่ทางเราเชียร์ให้ลองค่ะ 

ราคา:  4,490 บาท

4. Samsung Galaxy M21 ที่สุดของความอึดของแบตเตอรี่

samsung.com

Samsung Galaxy M21 เป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท ที่ให้ความยาวนานในการใช้งานมากที่สุดอีกรุ่นจากตระกูล M series (Galaxy M31, Galaxy M21 และ Galaxy M11 ) ซึ่งเป็นตระกูลโทรศัพท์ของซัมซุงที่ขึ้นชื่อเรื่องความจุของพลังงานแบตเตอรี่อยู่แล้ว

ครั้งนี้ทางซัมซุงได้ให้ความมั่นใจว่า Galaxy M21 ยังมาพร้อมกับ DNA ของรุ่น M series อย่างครบถ้วน ไม่ว่าคุณจะชมภาพยนตร์, ฟังเพลง หรืออัดวิดีโอ Galaxy M21 เครื่องนี้ จะอยู่กับคุณได้ตลอดทั้งวันแน่นอน

  • ดีไซน์ ความสวยงาม

Galaxy M21 มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล Infinity-U Display ขนาด 6.4 นิ้ว ชนิด sAMOLED พร้อมความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล FHD+ ทำให้การรับชมภาพยนตร์ ดู Netflix หรือ แม้แต่เล่นเกม ลื่นไหล ดีพอตัว

ต่างจากรุ่น Galaxy M11 ตรงผิวสัมผัส โดย Galaxy M21 จะมาพร้อมกับผิวมันวาว ดูโดดเด่น และทันสมัยมากขึ้น พร้อมกับขนาดของเครื่องที่ใหญ่ขึ้น ในขนาด 159 × 75.1 × 8.9 มิลลิเมตร และหนักเพียงแค่ 188 กรัม 

ที่ฝาด้านหลัง ประกอบไปด้วยชุดกล้องหลังทั้งหมด 3 เลนส์ พร้อมกับไฟแฟลชด้านข้าง และมีปุ่มสแกนลายนิ้วมือตรงกลาง อีกเช่นเคย 

นอกจากนี้ Galaxy 21 มีให้เลือกถึง 3 สี ได้แก่ สีดำ, สีเขียว และสีน้ำเงิน ด้วยค่ะ

  • สเปคเครื่อง 
  • กล้องหน้าของ Galaxy 21 มีความละเอียดมากถึง 20MP 

ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทันสมัยอย่าง Beauty ปรับหน้าให้เนียนสวย และ Live Focus ช่วยปรับภาพหน้าชัด-หลังเบลอ

  1. เลนส์หลัก ความละเอียดถึง 48MP
  2. เลนส์ Ultra Wide ความละเอียดอยู่ที่ 8MP
  3. เลนส์ Dept ความละเอียด 5MP

และแม้ว่า Galaxy M21 เป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 แต่ประสิทธิภาพการทำงานของแบตเตอรี่นั้น ชนะแบบ “All Kill”  ทุกรุ่น ด้วยความจุของแบตเตอรี่ถึง  6,000 mAh และการรองรับชาร์ตไว 15W 

ด้วยเหตุนี้ ผู้ใช้งานจึงไม่ต้องพกพา Power Bank ให้วุ่นวาย ที่สำคัญ RAM และ ROM ก็มากถึง 4GB/64GB พร้อมรับ MicroSD Card สูงสุด 512GB เลยทีเดียว 

และที่ขาดไม่ได้ คือระบบ Game Booster ที่สามารถเรียนรู้ตัวเกม และรูปแบบการเล่นเกมของคุณ เพื่อปรับอุณหภูมิ, แบตเตอรี่ และการทำงานของหน่วยความจำบนมือถือให้เหมาะสม อีกด้วย 

ราคา: 4,935 บาท

5. Samsung Galaxy A20s ดีไซน์สวย ระดับ High-End

samsung.com

มาถึงเครื่องสุดท้ายนี้ เราขออนุญาตขี้โกงราคากันนิดหน่อย จากโจทย์โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท มาเป็นโทรศัพท์ซัมซุงราคา 5 พัน นิดๆ นะคะ เพราะต้องบอกเลยว่าสำหรับสายเกม และ เหล่า Vloger ทั้งหลาย Samsung Galaxy A20s เป็นสมาร์ทโฟนระดับ Entry-Level ที่ห้ามพลาด

เครื่องนี้เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนามาจากรุ่น A20 ที่เปิดตัวไปเมื่อปี 2019 ที่ผ่านมา หลายคนมองว่าโทรศัพท์ระดับกลางของซัมซุงรุ่นนี้ เป็นรุ่น Underated หรือเป็นรุ่นที่คนมักมองข้ามไปพอสมควร แต่เมื่อได้ลองใช้กัน ผู้ใช้แทบทุกคน ต่างก็ร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า รุ่นนี้ทำออกมาได้ดี เกินราคาจริงๆ 

  • ดีไซน์ ความสวยงาม

หน้าจอของ Samsung Galaxy A20 เป็นหน้าจอแบบ sAMOLED HD+ ขนาด 6.5 นิ้ว ความละเอียด 1560 x 720 พิกเซล ซึ่งการที่โทรศัพท์มีหน้าจอแบบ sAMOLED HD+ นั้น หมายความว่า การแสดงผลของภาพ จะมีสีสัน ที่คมชัด

Galaxy A20 มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเขียว, สีดำ และสีแดง 

โดยวัสดุที่ใช้ จะเปลี่ยนจากพลาสติกที่มีสัมผัสแบบ Glossy มาเป็น ผิวเรียบ เงางาม แทน  

ด้านหลังเครื่องมีปุ่มสแกนนิ้วมืออีกเช่นเคย ซึ่งตัวปุ่มได้ถูกเบรน กลมกลืน ไปกับตัวมือถืออย่างสวยงาม นอกจากระบบความปลอดภัยแบบสแกนนิ้วมือแล้ว Galaxy 20 ยังรองรับระบบสแกนใบหน้าอีกด้วย 

  • สเปคเครื่อง 

A20s มาพร้อมกับ RAM 4BG และ ROM 64GB ซึ่งเป็นความจุระดับมาตรฐานของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน 

นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยถาดใส่ซิมการ์ด 3 ช่อง (Triple Slot) ซึ่งทำให้สมาร์ทโฟนเครื่องนี้ สามารถทำงานได้ถึง 2 ซิมการ์ด อีกทั้งยังสามารถใส่ MicroSD Card ที่มีความจุได้สูงสุด 512 GB 

เพิ่มเติมจากรุ่นก่อนหน้า ด้วยกล้องหลัง 3 ตัว พร้อมความละเอียดที่มากกว่าเดิม ดังนี้

  1. เลนส์หลัก ความละเอียด 13MP
  2. เลนส์ Depth  ความละเอียด 5MP
  3. เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 8MP และ สามารถเก็บภาพได้กว้าง 120 องศา 

ราคา: 5,490 บาท 

(อย่างไรก็ตาม หากซื้อผ่านช่องทางออนไลน์อื่นๆ ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 3,800 บาท)

5 รุ่น โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท เลือกกันได้หรือยังเอ่ย

เป็นยังไงบ้างคะ โทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท ที่เราได้เลือกสรรมาให้ดูกันวันนี้ ราคาไม่แพง แถมสเปคครบขนาดนี้ ถ้าไม่รีบสอยมาเป็นเจ้าของ ระวังของตกรุ่นนะคะ

เพราะทั้ง 5 รุ่นนี้ ต่างมีจุดเด่น และจุดด้อยแตกต่างกันไป ถ้าคนไหน ชอบถ่ายรูปแจ่มๆ ลงอินสตราแกรม แนะนำเป็น Samsung Galaxy A12 , คนไหนอยากได้แบบแบตเตอรี่อึด ให้เลือก Samsung Galaxy M21 ส่วนถ้าเป็นสายเกมเมอร์แล้วล่ะก็ อย่าได้พลาด Samsung Galaxy A20s เด็ดขาดค่ะ

คนไหนยังอยากได้ตัวเลือกโทรศัพท์ซัมซุงราคาไม่เกิน 5,000 บาท เพิ่มเติม เราแนะนำให้ลองเข้ามาเลือกดูรุ่นมือถือเพิ่มเติมได้ที่เว็บ Kaidee ของเราค่ะ คลิกเลย