Jul 9, 2021 | บทความอสังหาฯ
กระแสการปลูกต้นไม้ในช่วงนี้มาแรงแบบสปีดยังไม่ตกจริงๆ โดยเฉพาะบรรดาไม้ประดับในอาคารที่อยู่คู่กระถางต้นไม้ฟอร์มสวยๆ ชวนให้บ้าน หรือคอนโด มีบรรยากาศสดใส มีชีวิตชีวา
กระถางต้นไม้ ที่เหมาะกับพันธุ์ไม้ไม่เพียงส่งให้ต้นไม้ดูโดดเด่น กลายเป็นไอเทมตกแต่งที่เสริมให้ที่อยู่อาศัยน่าอยู่ยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่กระถางต้นไม้ยังเป็นภาชนะรองรับที่ช่วยโอบกอดปลอบประโลมต้นไม้ให้ได้เติบโตอย่างเหมาะสมและอยู่คู่กับบ้านเราไปนานๆ อีกด้วย
โดยวันนี้ Kaidee รวบรวม 4 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับกระถางต้นไม้มาฝากผู้อ่าน เผื่อเวลาที่ต้องการมองหากระถางต้นไม้ใบใหม่จะได้เลือกซื้อให้เหมาะเจาะพอดีกับต้นไม้แสนรักของคุณ
ขนาดของกระถางต้นไม้
จะว่าไปแล้วต้นไม้ก็เหมือนกับมนุษย์ที่มีการเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา และต้องการสเปซของตัวเอง โดยมีกระถางต้นไม้เป็นเสมือนบ้านที่เมื่อถึงวัยหนึ่งก็ต้องขยับขยาย หาบ้านหลังใหม่เพื่อเติบโตต่อไป ซึ่งเรามีวิธีการสังเกตง่ายๆ ว่าต้นไม้ของเราต้องการย้ายบ้าน (กระถาง) ใหม่แล้วก็คือมีรากชอนไชออกมาที่ก้นกระถางนั่นเอง
ส่วนการเลือกขนาดกระถางให้เหมาะกับขนาดของต้นไม้นั้นเน้นดูตามความเหมาะสมมากกว่าจะกำหนดกฏเกณฑ์ตายตัว ส่วนใหญ่มักคิดคร่าวๆ จากรูปทรงของต้นไม้ กล่าวคือ หากเป็นไม้ทรงสูง ความกว้างของปากกระถางที่ควรมีขนาดประมาณ 2 : 3 ของความสูงของต้นไม้นั้น เช่น ต้นไม้สูง 15 นิ้ว เราควรเลือกขนาดขนาด 10 นิ้ว แต่หากเป็นไม้ทรงพุ่ม จะวัดระยะจากกิ่งที่กว้างที่สุดกับกระถางหรือประมาณ 3 : 2 เช่น หากทรงพุ่มกว้าง 18 นิ้ว กระถางก็ควรมีความกว้าง 12-20 นิ้ว
นอกจากวิธีการดังกล่าวแล้ว เรายังสามารถเลือกขนาดกระถางต้นไม้โดยดูจากความยาวของรากพืชได้ด้วย นั่นคือ ยิ่งรากยาว ยิ่งรากหยั่งลึก ยิ่งต้องการกระถางหรือภาชนะที่ใหญ่ขึ้น ยกตัวอย่างบรรดาพืชรากหยั่งตื้น อย่างพืชผักสวนครัวอายุสั้นที่ปลูกไม่กี่วันก็เก็บทานได้เลย เช่น ผักชี ผักบุ้ง ต้นอ่อนทานตะวัน ผักสลัด ฯลฯ แบบนี้ใช้กระถางไซส์ 8 นิ้วก็เพียงพอแล้ว ส่วนผักที่รากหยั่งลึกปานกลาง ได้แก่ กะเพรา โหระพา แมงลัก พริก มะเขือเทศ แตงกวา ถั่วแขก พวกนี้ต้องการพื้นที่มากขึ้นจึงต้องเลือกใช้กระถางใบใหญ่อย่างน้อยๆ ต้อง 12 นิ้วขึ้นไป เป็นต้น
ภาพจาก www.pexels.com
วัสดุที่ใช้ทำกระถางต้นไม้
หากขนาดกระถางช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของต้นไม้ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ทำกระถางต้นไม้ก็สามารถเสริมให้ต้นไม้ของเราดูสวยงามโดดเด่นยิ่งขึ้นได้เช่นกัน โดยกระถางต้นไม้จากแต่ละวัสดุนั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันดังนี้
กระถางดินเผา
เป็นกระถางต้นไม้ที่เรียกว่าเป็นวัสดุดั้งเดิมของคนไทยเลยก็ว่าได้ ทำจากดินและนำมาเผาด้วยความร้อนสูง ข้อดีของกระถางต้นไม้ประเภทนี้คือ หาซื้อได้ง่าย มีขนาดและรูปแบบให้เลือกหลากหลาย ด้วยลักษณะของเนื้อวัสดุทำให้กระถางมีรูพรุนจึงระบายอากาศถ่ายเทความชื้นของดินและวัสดุปลูกได้ดี ทำให้รากพืชได้รับออกซิเจนเพียงพอมีความแข็งแรง ส่วนข้อเสีย คือ กระถางดินเผามีน้ำหนักมาก หากเคลื่อนย้ายไม่ดีก็มีโอกาสแตกหักได้ เมื่อใช้ไปนานๆ มักมีตะไคร่น้ำขึ้นรอบกระถางทำให้ดูไม่สวยงามนัก
กระถางพลาสติก
กระถางพลาสติกถูกใช้อย่างแพร่หลายโดยเฉพาะในตลาดซื้อขายต้นไม้ ข้อดีคือราคาถูก น้ำหนักเบา เหมาะกับการเพาะต้นไม้ มีอายุการใช้งานพอสมควร ในการใช้งานสามารถเก็บความชื้นได้ดีแต่ไม่สามารถถ่ายเทอากาศได้ หากรดน้ำมากไปจนทำให้น้ำขังแฉะก็อาจทำให้ต้นไม้มีโอกาสรากพืชเน่าตายได้
กระถางเซรามิก
ส่วนใหญ่นิยมใช้กระถางเซรามิกเพื่อสวมครอบกระถางพลาสติกอีกชั้นหนึ่งเพื่อประดับตกแต่งภายในบ้าน ซึ่งจะง่ายต่อการสลับสับเปลี่ยนต้นไม้ในอนาคต แต่หากจะนำมาปลูกต้นไม้เลย กระถางเซรามิกก็ถือว่าใช้งานได้ดี มีคุณสมบัติคล้ายกับกระถางพลาสติก แต่ราคาสูงกว่าหลายเท่าตัว
กระถางไฟเบอร์กลาส
เป็นกระถางต้นไม้ประเภทประดับตกแต่งอีกชนิดที่ได้รับความนิยมในหมู่นักจัดต้นไม้ เนื่องจากสามารถผลิดได้หลากหลายรูปทรง โดยเฉพาะทรงโมเดิร์นที่กระถางชนิดอื่นๆ ยังทำได้ไม่ดีนัก นอกจากนี้ยังมีความแข็งแรงคงทน น้ำหนักเบา และให้ความรู้สึกเหมือนทำจากวัสดุธรรมชาติ แต่ก็แลกด้วยราคาต่อชิ้นที่ค่อนข้างสูง
กระถางปูนเปลือย
กระถางต้นไม้ชนิดนี้ทำมาจากปูนซีเมนต์ผสมทราย และอาจมีการเสริมเหล็กเส้นเพิ่มความแข็งแรง โดยรูปทรงที่เราเห็นบ่อยๆ คือกระถางรางหมูที่เป็นทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มักวางตามแนวรั้วกำแพงบ้าน ข้อดีของกระถางปูนเปลือยคือทนน้ำ ทนฝน ทนแดด ไม่แตกหักง่ายเหมือนกระถางดินเผา สามารถเก็บความชื้นได้ดี เช่นเดียวกับการสะสมความร้อนหากอยู่กลางแดดนานๆ ส่วนข้อเสียที่เห็นได้ชัดเจนคือน้ำหนักมาก เคลื่อนย้ายลำบาก และราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกระถางชนิดอื่น
ภาพจาก www.pexels.com
รูกระถางต้นไม้
กระแสมาแรงของการปลูกต้นไม้ประดับภายในบ้านส่งผลให้รูปแบบกระถางต้นไม้มีความวาไรตี้มากขึ้น และคนส่วนใหญ่ก็มักเลือกกระถางที่มีความสวยงามเพื่อเน้นถ่ายรูปโชว์มากกว่าคำนึงถึงการใช้งานจริงๆ จึงเป็นที่มาของอีกหนึ่งเรื่องควรรู้ที่เราหยิบมาฝากนั่นคือ ‘รูกระถางต้นไม้’
เดิมทีกระถางต้นไม้จะต้องมีการเจาะรูด้านล่าง (จำนวนรูมากน้อยแตกต่างกันไปตามแหล่งผลิต) เพื่อใช้ระบายน้ำส่วนเกินจากการรดน้ำต้นไม้ แต่ปัจจุบัน กระถางสมัยใหม่มักดีไซน์ให้ไม่มีรูระบายน้ำ ส่วนหนึ่งก็เพื่อตัดปัญหาน้ำส่วนเกินที่อาจไหลออกมาเลอะเทอะหากเราวางกระถางไว้ภายในบ้านหรือห้องต่างๆ
แต่ในความเป็นจริงแล้ว กระถางต้นไม้ไม่มีรูเหล่านี้เหมาะใช้เป็นกระถางสวมด้านนอกกระถางที่ใช้ปลูกต้นไม้จริงๆ อีกชั้นมากกว่า โดยควรหาวัสดุรองก้นกระถางปลูกอีกชั้นวางไว้ในกระถางที่ไม่มีรูเพื่อไม่ให้กระถางปลูกจริงสัมผัสกับน้ำรดต้นไม้ส่วนเกินที่อาจขังอยู่ด้านในมากเกินไป และควรหมั่นเทน้ำทิ้งเพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคอีกด้วย หรือหากต้องการใช้กระถางแบบไม่มีรูเพื่อปลูกต้นไม้เลยก็สามารถทำได้ เพียงแต่ต้องระมัดระวังเรื่องการรดน้ำเป็นพิเศษ ว่าต้องไม่ให้น้ำมากจนเกินความต้องการของต้นไม้นั่นเอง
ภาพจาก www.pexels.com
ต้นไม้ 1 ต้น ต้องการกระถางต้นไม้ไม่น้อยกว่า 3 ใบ
หากใครเป็นสายเพาะต้นไม้ที่เริ่มตั้งแต่การเพาะต้นกล้า กระถางต้นไม้ที่เราควรใช้จะมีถึง 3 ไซส์ด้วยกัน นั่นคือ กระถางที่ 1 เรียกว่า ถาดเพาะเมล็ด ภาชนะชนิดนี้จะใช้กับวัสดุเพาะที่มีความอ่อนนุ่มเพื่อให้ต้นกล้าสามารถหยั่งรากเติบโตได้ดี หลังจากที่ต้นกล้าแตกใบเลี้ยง 2-3 ใบ แล้วจึงย้ายไปกระถางที่ 2 หรือถาดหลุม ซึ่งต้องใช้ดินปรุงที่มีความละเอียดและอุดมด้วยธาตุอาหารสมบูรณ์ จนกระทั่งต้นไม้ออกใบจริง (ใบที่ 4-5) จึงย้ายสู่กระถางใบที่ 3 ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังแรกที่ต้นไม้จะอาศัยเติบโตต่อไป
ในกรณีที่เราเพาะพืชอายุสั้น รากตื้น กระถางที่ใช้จะหยุดอยู่แค่ใบที่ 3 เท่านั้น และไม่มีความจำเป็นต้องย้ายกระถางอีก แต่หากเราเพาะกล้าพืชอายุยืนหรือบรรดาไม้ผลต่างๆ ก็ยังคงต้องปรับเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้นตามการเติบโตของต้นไม้เรื่อยๆ เพื่อให้ต้นไม้สามารถแตกยอดออกดอกผลต่อไป เพราะหากเราไม่เปลี่ยนกระถางต้นไม้หรือไม่ตัดสินใจนำต้นไม้ลงปลูกในดินกว้างๆ แล้ว ก็เท่ากับเป็นการจำกัดการเติบโตของต้นไม้ไปด้วย
สรุปเลือกกระถางต้นไม้ไม่ยาก แต่ต้องใส่ใจ
ในวันที่ตลาดกระถางต้นไม้เต็มไปด้วยดีไซน์และตัวเลือกนับไม่ถ้วน ทำให้การเลือกกระถางต้นไม้ของเราต้องใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะการทำความรู้จักกับพันธ์ุไม้ที่เราปลูกให้มากกว่าเดิม สังเกตุว่าต้นไม้มีลักษณะการเติบโตอย่างไร ก็จะช่วยให้เราสามารถเลือกกระถางต้นไม้ได้อย่างเหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นขนาด วัสดุ หรือแม้แต่รูปแบบกระถาง เมื่อทุกอย่างอยู่ด้วยกันอย่างลงตัวแล้ว ต้นไม้เหล่านั้นก็จะเป็นของประดับบ้าน เป็นเพื่อนร่วมห้อง ที่เติมความสดชื่นให้กับเราไปอีกนานอย่างแน่นอน
Jul 9, 2021 | บทความยานยนต์
อุ้ยย!! นึกขึ้นได้ลืมต่อภาษีรถนี่นา หมดอายุวันนี้แล้วด้วยทำไงดี?? บอกเลยว่าปัญหานี้จะหมดไปเพราะเดี๋ยวนี้เค้ามี “ต่อภาษีรถยนต์” กันได้ง่าย ๆ ผ่านทางออนไลน์แล้วจ้า ไม่ต้องมานั่งวุ่นวายเดินทาง ฝ่าอากาศร้อน ๆ หรือนั่งรถติดอยู่หลังพวงมาลัย แค่นอนกลิ้ง ๆ อยู่บ้านก็ต่อภาษีได้สบาย~ มาดูกันเลยดีกว่าว่าจะต้องทำอย่างไรบ้าง
ทำไมต้องต่อภาษีรถยนต์
ก่อนที่จะไปดูเรื่องของขั้นตอนการต่อ เรามาเรียนรู้ในเรื่องของประโยชน์ในการต่อภาษีกันก่อนดีกว่า ว่าทำไมกันนะคนเราถึงต้องมานั่งเตือนตัวเองว่า “ถึงเวลาแล้วนะ” ในทุกปี (แม้แต่ผมเองยังเกือบลืมเลย!!)
แอบใบ้เล็ก ๆ ว่าเป็นเรื่องของ “ป้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ติดอยู่ที่รถ”
1. เพื่อทำตามกฎหมาย
เป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยดูจากพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 ได้ระบุไว้ว่า รถที่จะนำมาใช้ในการขนส่งตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 หรือนำมาจดทะเบียนตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ. 2522 จะต้องมีสภาพมั่นคง แข็งแรง มีลักษณะ ขนาด และเครื่องอุปกรณ์ส่วนควบของรถ (อุปกรณ์ต่าง ๆ ของรถยนต์) ถูกต้องตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
2. เพื่อให้ใช้รถยนต์ได้อย่างถูกต้อง
ต่อเนื่องจากเรื่องของกฎหมาย หากไม่ได้ต่อภาษี เท่ากับว่ารถของคุณก็จะถูก “ระงับป้ายทะเบียน” เท่ากับว่ากลายเป็นรถยนต์ที่ผิดกฎหมายนั่นเอง และไม่สามารถนำรถมาขับขี่บนท้องถนนได้ หากถูกพบเจอก็ต้องมีการเสียค่าปรับ
ค่าปรับอยู่ที่ : ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (หูยยย กินข้าวได้หลายมื้อเลยนะ)
แต่ว่าถ้าหากขาดต่อภาษีแล้วนำรถกลับเข้าไปเสียภาษีใหม่ ก็จะมีค่าปรับอีกเหมือนกัน (ต้องระวังไว้ให้ดีล่ะ อย่าลืมเด็ดขาด)
กรณีขาดต่อ ค่าปรับ ขาดต่อภาษีมาแล้ว 1 ปี ปรับ 10,000 บาท ขาดต่อทั้งพรบ. และภาษี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท รถที่ไม่แสดงเครื่องหมายการต่อภาษี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท
**เห็นราคาก็เริ่มท้อแล้วล่ะสิ
3. เพื่อนำภาษีไปปรับปรุงบ้านเมือง
เป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนต้องทำอยู่แล้ว เรื่องของภาษี ระบบคมนาคมต่าง ๆ บนท้องถนนหากใช้งานไปมาก ๆ ก็ต้องมีการปรับปรุงไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็น ถนนหนทาง สัญญาณจราจรต่าง ๆ รวมไปถึงเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาดูแลในส่วนนี้ การเสียภาษีก็เหมือนเป็นการนำเงินมาใช้ในส่วนที่เป็นสิ่งของสาธารณะที่เราใช้ ๆ กันในทุกวันนั่นเอง
จะรู้ได้ไงว่าต้องต่อภาษีรถยนต์เมื่อไร
ใช่ไหม!! งงเหมือนกันใช่ไหมล่ะ?? ถ้าเป็นคนที่ไม่เคยต่อภาษีมาก่อน จะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปชำระเงินเมื่อไร เดี๋ยวจะมาบอกให้ โดยวันที่จะชำระภาษีนั้นมีให้ดูอยู่ 2 ที่หลัก ๆ คือ
“เล่มทะเบียนและป้ายวงกลมติดหน้ารถ”
ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เราไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันที่กำหนดจ่ายเป๊ะ ๆ เพราะมันสามารถจ่ายก่อนได้ก่อนตั้ง 90 วันแหนะ!!
TIPS : ให้ตั้งเตือนในโทรศัพท์ไว้ทุก ๆ ปี ให้แจ้งเตือนอัตโนมัติจะทำให้ไม่ลืม
ขั้นตอนการต่อภาษีออนไลน์ แบบนอนอยู่บ้านก็ทำได้
เดี๋ยวนี้อะไร ๆ ก็ง่ายไปเสียหมด ไม่ต้องมานั่งตื่นเช้าเพื่อเดินทางไปที่กรมขนส่งอีกต่อไป เพราะว่าเขามีให้ต่อภาษีออนไลน์ได้แล้ว จะอยู่กับแฟน กินข้าว ดูหนัง หรือทำอะไรอยู่ ก็สามารถต่อภาษีได้แล้ว แต่ก่อนที่จะต่อภาษีแบบออนไลน์ได้ จะต้องนำรถยนต์เข้าไปตรวจกับ ตรอ. เสียก่อน
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจ ตรอ. ที่นี่
1. เข้าเว็บไซต์ eservice.dlt.go.th และกดปุ่ม “ลงทะเบียนสมาชิกใหม่”
2. กรอกรายละเอียดทุกช่องให้ครบถ้วน
3. Login เข้าสู่ระบบเพื่อทำรายการ กดปุ่ม “ชำระภาษีรถประจำปี” และเลือกเมนูย่อย “ชำระภาษีรถประจำปี”
4. ใส่ข้อมูลให้ครบ และกดปุ่ม “ลงทะเบียนรถ”
5. จากนั้นให้กดปุ่ม “ยื่นชำระภาษี”
6. ใส่ข้อมูลให้ครบและกดปุ่ม “กรอกสถานที่จัดส่งเอกสาร”
7. กรอกที่อยู่ที่จัดส่งเอกสาร จากนั้นกดปุ่ม “เลือกวิธีชำระเงิน” โดยวิธีชำระเงินนั้นมีให้เลือกด้วยกันอยู่ 3 ช่องทาง
ชำระเงินโดยหักบัญชีเงินฝาก : ต้องมีบัญชีเงินฝากและเป็นสมาชิกใช้บริการโอนเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตกับธนาคาร ซึ่งมีค่าธรรมเนียมธนาคาร 20 บาทต่อรายการ
ธนาคารที่ร่วมโครงการ ได้แก่ กรุงไทย กรุงศรีอยุธยา และยูโอบี
ชำระเงินโดยบัตรเครดิต/บัตรเดบิต : โดยจะต้องเสียค่าธรรมเนียมบัตรเครดิต 2% รวม Vat 7% ของค่าธรรมเนียม
ธนาคารที่ร่วมโครงการได้แก่ กรุงเทพ และกรุงศรีอยุธยา
เคาน์เตอร์บริการ : ชำระเงินโดยพิมพ์ใบแจ้งชำระภาษีรถ แล้วนำไปชำระเงิน ณ เคาน์เตอร์, ตู้ ATM ที่ร่วมโครงการ กรุงไทย, กรุงเทพ, ธนชาต, ธ.ก.ส, ซีไอเอ็มบี ไทย, กรุงศรีอยุธยา, ทหารไทย, ยูโอบี, ไทยพาณิชย์, บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด, ทรู มันนี่ เซอร์วิส และเทสโก้ โลตัส
8. จากนั้นให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลทั้งหมด และกด “ยืนยัน” เป็นอันเสร็จสิ้น (และรอทางกรมขนส่ง ส่งเอกสารมาให้ถึงบ้านได้เลย~)
สรุปบทความ ต่อภาษีรถยนต์
การต่อภาษีรถยนต์นั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากอีกต่อไปแล้วในยุคสมัยนี้ เพียงแค่เข้าเว็บของกรมขนส่งและลงทะเบียนก็จ่ายได้ในทันที และอย่าลืมว่าการชำระภาษีเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะหากไม่ได้ชำระแล้วล่ะก็ อาจจะทำให้ทะเบียนถูกยกเลิก และไม่สามารถขับขี่ได้บนท้องถนน ควรตั้งเตือนตัวเองว่าในทุก ๆ ปี มีเวลาก่อนถึง 90 วัน กว่าที่จะถึงกำหนดจ่าย
แต่ถ้าหากพูดในเรื่องของการเลือกซื้อรถคุณภาพดี ราคาโดนใจ สามารถพูดคุยติดต่อกับผู้ขายโดยตรงก่อนการซื้อแล้วล่ะก็ เข้ามาเลยที่ Kaidee Auto แหล่งรวมรถยนต์มากมาย ให้เลือกซื้อ ที่ตรงเข้ากับรูปแบบการใช้ชีวิตและการใช้งานในทุก ๆ วัน (ถ้าซื้อรถมาแล้ว จ่ายภาษีด้วยนะ)
Jul 8, 2021 | บทความยานยนต์
“เข็มนาฬิกาไม่เคยหยุดอยู่นิ่ง เฉกเช่นเดียวกับความคิดของมนุษย์” เมื่อเวลาผ่านไป วงการรถยนต์ได้พัฒนา และผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ ที่มาพร้อมเทคโนโลยีล้ำสมัยมากมาย และแน่นอนว่า “When we get some, we lose some”….
ปัจจุบัน เราจะเห็นได้ว่ารถยนต์ที่เคยได้รับความนิยมในอดีต ได้เริ่มหดหายไปตามกาลเวลา และสำหรับรถยนต์รุ่นเก่าบางคัน ไม่เพียงแค่ตัวรถ แต่ชื่อที่เคยเป็นตำนานของรถเอง ก็ได้หายไปจากโลกนี้ เช่นกัน
และเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2019 วงการยานยนต์ ก็ได้สูญเสียรถยนต์ในตำนานไปอีกคัน เมื่อบริษัทรถยนต์ Vlokswagen ประกาศปิดฉากรถ Volkswagen Beetle หรือ ที่พวกเรารู้จักกันดีในนาม “รถเต่า” “รถโฟล์ค” หรือ “Type 1”
volkswagen-newsroom
ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่ผ่านมา ผู้คนรู้จัก และได้ยินชื่อ “รถเต่า” กันบ่อยครั้ง แต่มีน้อยคนนัก ที่รู้เรื่องราวความเป็นมาของรถคันนี้จริงๆ
วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปทำความรู้จักกับรถเต่าในตำนานคันนี้กัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราว กว่าจะมาเป็นรถเต่า ที่ทุกคนรู้จัก รวมไปจนถึงโมเดลในแต่ละยุคสมัย ถ้าพร้อมแล้ว เราไปดูกันเลยค่ะ
น้องเต่า ถูกสร้างมาจากมือของอาชญากร…
รถเต่า หรือ รถโฟล์ค เป็นชื่อสั้นๆ ที่เราใช้เรียกรถ Volkswagen Beetle ซึ่งเป็นชื่อที่อยู่คู่กับวงการรถยนต์มาหลายศตวรรษ เรื่องราวความเป็นมาของรถยนต์หน้าตาคลายแมลงเต่าทองคันนี้ ได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อย้อนกลับไปตั้งแต่ปี ค.ศ 1934 ที่ประเทศเยอรมัน และถูกสร้างขึ้นมาจากเนื้อมือของอาชญากรสงครามโลก…“Adolf Hitler ” (อดอล์ฟ ฮิตเลอร์)
dailyarchives.org
ด้วยความต้องการของ ฮิตเลอร์ ที่อยากให้ประชาชนในประเทศเยอรมนีมีรถยนต์ขับกันอย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นกลาง หรือชนชั้นล่าง เขาจึงสั่ง Ferdinand Porsche (ผู้ก่อตั้งบริษัทรถยนต์ Porsche) ให้ผลิตรถยนต์สำหรับคนเยอรมัน ที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับรถยนต์ Ford ซึ่งเป็นรถยนต์ตัวโปรดของเขา
โดยมีโจทย์ที่ว่า รถยนต์คันนี้ต้องบรรจุ ผู้ใหญ่ได้ 2 คน และ เด็กได้ 3 คน และสามารถวิ่งได้ด้วยความเร็วถึง 100 กม./ชม. และที่สำคัญราคาถูก เหมาะสมกับคนทุกชนชั้น ทุกเพศ ทุกวัย
เมื่อเวลาผ่านไปได้ 4 ปี ในปี 1938 ในที่สุดโลกก็ได้ชื่นชมโมเดลรถเต่าคันแรกของโลก โดยมีชื่อว่า Volkswagen Type 1 ซึ่งผลิตจากโรงงาน Volkswagen ซึ่งคำว่า Volk แปลว่า ประชาชน ส่วนคำว่า Wagen แปลว่า รถ ดังนั้น Volkswagen จึงให้ความหมายว่า ‘รถยนต์ของประชาชนทั่วไป’ นั่นเอง
nytimes & magcarzine
แต่โดยแท้ที่จริงแล้ว จุดประสงค์ของฮิตเลอร์ ในการผลิตรถ Volkswagen คันนี้ มีมากกว่าแค่ช่วยให้ประชาชนมีรถยนต์ใช้ โปรเจกต์นี้ กลับเป็นอีกหนึ่งใน Propaganda (โฆษณาชวนเชื่อ ทางการเมือง) ที่ทำให้ชาวเยอรมันเทใจให้พรรคนาซีนั่นเอง
ด้วยคำพูดของฮิตเลอร์ที่ว่า “Fünf Mark die Woche musst Du sparen – willst Du im eignen Wagen fahren!” ซึ่งแปลได้ว่า “เพียงแค่ 5 มาร์คต่อสัปดาห์ ทุกคนสามารถมีรถยนต์ขับเป็นของตัวเอง” และก็ทำให้ชาวเยอรมันหลงใหลโปรเจกต์ของเขาอย่างโงหัวไม่ขึ้น เพราะในสมัยนั้น เงิน 5 มาร์คเยอรมัน ถือว่าประหยัดมาก เทียบกับการได้มีรถยนต์ใช้
tipsdd
อย่างไรก็ตาม บางแหล่งข่าวได้ให้ข้อมูลว่า เงินที่ได้จากประชาชนในตอนนั้น ก็ได้กลายเป็นเงินทุนนำไปใช้ผลิตอาวุธสงคราม เตรียมการสำหรับสงครามโลกครั้งที่ 2 อีกด้วย
– 1938 –
mad4wheels
ปี 1938 เป็นปีที่ชาวเยอรมันได้เห็นโฉมหน้าของรถเต่ารุ่นแรก ที่มีชื่อว่า ‘The Type 1’ ผลิตโดยโรงงาน Volkswagen ที่เมือง Wolfsburg
Ferdinand Porsche ผู้รับหน้าที่เป็นวิศวกรยานยนต์ เจ้าของโปรเจกต์ ได้รับแรงบันดาลใจจากดีไซน์ของรถ Porsche รุ่น The Type 12 และ องค์ประกอบบางส่วนจากโมเดลรถของบริษัทรถยนต์ Tatra ประเทศ Czechoslovakia ซึ่งเห็นได้ชัดจาก รูปทรงของ The Type 1 ที่คล้ายกับ หยดน้ำ (TearDrop) , หลังคาโค้งมน และ การเคลื่อนที่แบบ Aerodynamic นั่นเอง
– 1946 –
รถ Volkswagen Beetle บนถนน ที่ประเทศ เยอรมัน ในปี 1940
หลังจากที่สงครามโลกได้ยุติลง โรงงาน Volkswagen ได้ถูกควบคุมโดย สหราชอาณาจักร อังกฤษ ในการดูแล และสานต่อการผลิตรถยนต์ Volkswagen รุ่น The Type 1 ต่อไป และในปีเดียวกันนี้เอง ทางโรงงานก็สามารถทำสถิติ ผลิตรถยนต์ได้มากถึง 10,000 คัน เลยทีเดียว
– 1968 –
Volkswagen รุ่น “1963 Love Bug” จากหนังเรื่อง Herbie Goes to Monte Carlo
1968 เป็นปีที่รถได้ถูกเปลี่ยนชื่อจาก The Type 1 เป็น Volkswagen Beetle อย่างเป็นทางการ โดยคำว่า “Beetle” ได้ถูกแปลมาจากคำภาษาเยอรมัน “der Käfer” ซึ่งมีความหมายว่า ‘ด้วง’ นั่นเอง
และในปีเดียวกัน บริษัทหนัง Disney ก็ได้ปล่อยหนังออกมา 6 เรื่อง ที่มีการใช้รถยนต์ของ Volkswagen รุ่น 1963 Beetle เป็นตัวเอก และเรื่องที่ดังที่สุด ก็หนีไม่พ้นเรื่อง Herbie Goes to Monte Carlo ซึ่งได้นำเอา 1963 Beetle มาเปลี่ยนดีไซน์ภายนอก ให้กลายเป็นรถแข่ง และมีเลข 53 ติดที่กระโปรง และประตูรถ โดยมีชื่อรุ่นว่า Volkswagen 1963 Love Bug ค่ะ
– 1971 –
1971 Volkswagen รุ่น Super Beetle
ในปีนี้ Volksawagen ได้อวดโฉมรถเต่ารุ่นพรีเมียม ที่เป็นที่รู้จักกันในนามอย่าง “Super Beetle”
โดยรุ่นนี้ ได้มีการพัฒนาช่วงล่างด้านหน้ารถ (Front Suspension) เพื่อให้สามารถเพิ่มขนาดความกว้างของกระโปรงหน้ารถได้มากขึ้น
นอกจากนี้ Super Beetle 1971 ยังเป็นรุ่นที่เคลื่อนตัวได้เร็วที่สุดเท่าที่ Volkswagen เคยปล่อยมา ด้วยความเร็วที่ 16.1 วินาที ต่อ 60 mph
และในเวลาเพียงแค่ 1 ปีเท่านั้น Super Beetle สามารถขายได้ทั้งหมด 15,007,034 คัน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำลายสถิติรถยนต์ที่ขายดีที่สุดในโลกอย่าง Ford รุ่น Tin Lizzy ที่ครองตำแหน่งแชมป์ถึง 4 ทศวรรษ ได้อย่างขาดลอย
– 1977 –
1977 Volkswagen Beetle Convertible
เป็นครั้งแรกที่ Volkswagen Beetle มาในรูปแบบของ รถ Convertible หรือ รถยนต์แบบเปิดประทุน
ซึ่งโมเดลรุ่นนี้ ถูกผลิตขึ้นภายใต้แคมเปญ รถยนต์ Editions produced (การผลิตรถยนต์ จำนวนจำกัด) ของ Volkswagen ดังนั้น Volkswagen Beetle Convertible จึงถูกผลิตออกมาเพียงแค่ 1,000 เท่านั้น
– 1998 –
1998 Volkswagen The New Beetle
หลังจากปี 1971 แน่นอนว่า Volkswagen ก็ไม่หยุดที่จะพัฒนา และอัปเกรดรถไอคอนิค Volkswagen Beetle มีการปรับเปลี่ยนสมรรถนะเครื่องยนต์, ดีไซน์หน้าต่าง, กระโปรงรถ และ อื่นๆ มากมาย อยู่ตลอดเวลา
แต่การปรับโฉมครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของรถ Volkswagen Beetle นั้น เกิดขึ้นหลังจากจุดเริ่มต้น 60 ปีให้หลัง โดยการเปลี่ยนโฉมครั้งนี้ Volkswagen Beetle มาในคอนเซ็ปต์ Nostalgia เพื่อตอบสนองความต้องการของเหล่า Baby Boomer ที่ยังรัก และคิดถึงรถเต่าในตำนานกันอยู่
ครั้งนี้ The new Beetle มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 หัวสูบ 115 แรงม้า 2.0 ลิตร พร้อมกับดีไซน์รถทรง ครึ่งวงกลม ที่ทำให้ Interior ภายใน ให้ฟิลเหมือนตู้ปลาทองกลับหัว
แต่จุดเด่นที่ท็อปฟอร์มรถยนต์ยี่ห้ออื่นๆ คือ Feature น่ารักๆ อย่าง แจกันดอกไม้ บริเวณแผงหน้าปัดรถยนต์ (Build-in Flower Vase) นั่นเอง
– 2018 –
headlightmag
เมื่อปี 2018 ที่ผ่านมา Volkswagen ได้ประกาศปิดฉากรถเต่าในตำนาน โดยการเปิดตัวรถยนต์ Volkswagen Beetle รุ่นสุดท้าย ที่มีชื่อว่า “Final Edition” ซึ่งผลิตขึ้นเพียงแค่ 5,961 คัน เท่านั้น
รุ่น Final Edition นี้ มีให้เลือกทั้งแบบ รถเก๋ง Coupe และ แบบเปิดประทุน
อย่างไรก็ตาม เพื่อตอบสนองคำเรียกร้องจากแฟนๆ ในปี 2019 ทาง Volkswagen ได้ประกาศผลิตรุ่น Final Edition เพิ่มขึ้นอีก 65 คัน ซึ่งเป็นจำนวนปีของการขาย Volkswagen Beetle ในฝั่งประเทศเม็กซิโก โดยในครั้งนี้ สามารถสั่งซื้อในอินเทอร์เน็ต ด้วยราคาเริ่มต้นที่ 642,600 บาท เท่านั้น ที่สำคัญทาง Volkswagen ยังติดป้ายโลหะที่ระลึกไว้ข้างซ้าย พร้อมกับป้ายทะเบียน หมายเลข 1-65 อีกด้วย
บอกลารถเต่าในตำนาน
ตลอดระยะเวลา 80 ปีที่รถเต่าหรือรถคุณปู่ ได้โลดแล่นบนท้องถนน Volkswagen Beetle คันนี้ คงเคยเป็นรถในวันฝันของใครหลายคน บางคนโชคดีได้มันมาครอบครองในที่สุด แต่ก็มีอีกหลายคนที่พึ่งจะเริ่มสร้างตัว และเก็บเงิน พร้อมจะซื้อ แต่ VW ก็ดันเลิกผลิตมันเสียแล้ว
และในอนาคตเราจะได้เห็นรถคันนี้อีกไหม แม้แต่ CEO ของ Volkswagen อย่าง Hinrich J. เองก็ยังตอบไม่ได้ เขาได้แต่ให้ประโยคทิ้งท้ายกับการเดินทางตลอดระยะเวลา 80 ปี ของ Volkswagen Beetle ว่า “Never Says Never” (จะไม่พูดว่าไม่ได้ เพราะทุกอย่างเป็นไปได้)
หากคนไหนหลงใหล รถเต่า คันนี้ และ อยากได้น้องมาเป็นเจ้าของ แต่หาซื้อตามศูนย์ขายรถไม่ได้เลย ไม่ต้องห่วงค่ะ ที่ Kaidee เรามีขายนะคะ ตั้งแต่มือหนึ่งยันมือสองเลย ที่สำคัญเรามีผู้เชี่ยวชาญพร้อมตอบคำถาม และรับฟังปัญหาของคุณตลอด 24 ชั่วโมงด้วย คลิกเลยค่ะ
Jul 8, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หากย้อนกลับไปเมื่อก่อน สมาร์ตโฟนอาจจะมีราคาสูง แต่สมัยนี้มีสมาร์ตโฟนราคาไม่แรง แต่สเปกคุ้มค่ามากมายให้เลือกซื้อเลือกหามาใช้ วันนี้เรารวบรวมโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 บาท มาฝากกัน อยากรู้ว่าในงบประมาณเท่านี้ จะได้โทรศัพท์สเปกยังไง คุ้มแค่ไหน ไปดูเลย
โทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 มีรุ่นไหนน่าสนใจบ้าง
Xiaomi Redmi 9A
สมาร์ตโฟนรุ่นเล็กกับดีไซน์เรียบ เฉียบ ดูทันสมัย ตัวเครื่องทำจากพลาสติกโพลีคาร์บอเนต ทำให้มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ตัวหน้าจอกว้างถึง 6.53 นิ้ว
ระบบปฏิบัติการของรุ่นนี้เป็น Android 10.0 ครอบด้วย MIUI 12 RAM 2GB
และ ROM 32GB ความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 512 GB ด้านกล้องถ่ายรูป ได้ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล
ส่วนอีกหนึ่งฟีเจอร์เด่นของ Xiaomi Redmi 9A คงหนีไม่พ้นแบตเตอรีความจุ 5,000 mAh และรองรับฟังก์ชันชาร์จไว 10W เรียกว่าสามารถใช้ได้แบบยาว ๆ ไม่ต้องพึ่งแบตสำรองเลย
ราคา Xiaomi Redmi 9A : 2,799 บาท
Wiko View4 Lite
สมาร์ตโฟนดีไซน์เรียบหรูดูดีเกินราคา หน้าจอกว้างจุใจ 6.52 นิ้ว ความละเอียด 1600 x 720 พิกเซล ระบบปฏิบัติการ Android 10 พร้อมหน่วยความจำ RAM 2 GB และ ROM 64 GB และหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 256 GB
Wiko View4 Lite ออกแบบให้รองรับการใช้บริการ Google Mobile Service ที่มีปุ่ม Google Assistant มาให้โดยเฉพาะ สามารถใช้สั่งงานผ่านเสียงได้อย่างสะดวกสบาย แถมด้วย Google Lens สำหรับค้นหาข้อมูลโดยใช้ภาพ
รุ่นนี้มาพร้อมกล้องหลังสองตัว กล้องหลักความละเอียด 13 ล้านพิกเซล และกล้องรอง ความละเอียด 2 ล้านพิกเซล ที่ช่วยให้ถ่ายภาพ Portrait ออกมาได้สวยเป๊ะ บวกกับเทคโนโลยี AI ปรับแสงและโทนสีของภาพ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายโหมดที่ช่วยให้คุณถ่ายภาพออกมาได้อย่างที่ต้องการ ส่วนกล้องหน้ามีความละเอียดถึง 5 ล้านพิกเซล
ด้านแบตเตอรี 4,000 mAh ถือว่าเพียงพอกับการใช้งาน เรียกว่าเป็นโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 ที่มีฟังก์ชันค่อนข้างครบ คุ้มค่า คุ้มราคามาก ๆ
ราคา Wiko View4 Lite : 2,999 บาท
OPPO A57
OPPO A57 สมาร์ตโฟนที่เหมาะกับคนชอบเซลฟี ดีไซน์เรียบหรู ตัวเครื่องทำจากโลหะพรีเมียม หน้าจอขนาด 5.2 นิ้ว หน่วยประมวลผล CPU Adreno 505 RAM 3 GB หน่วยความจำภายใน 32 GB รองรับหน่วยความจำภายนอก MicroSD สูงสุด 256 GB ระบบปฏิบัติการ Android 6.0.1 Marshmallow ครอบทับด้วย ColorOS 3.0
ต้องบอกว่าสมาร์ตโฟนเครื่องนี้โดดเด่นเรื่องเซลฟีเป็นพิเศษ กล้องหน้าจึงมาพร้อมความละเอียดแบบจัดเต็มถึง 16 ล้านพิกเซล และกล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล มีระบบเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
ด้านแบตเตอรีมีความจุ 2,900 mAh รองรับการใช้สองซิม
ราคา OPPO A57 : 2,500 บาท
Vivo Y1s
Vivo Y1s เป็นอีกหนึ่งโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 บาท ที่สเปกครบเครื่องมาก ๆ หน้าจอจัดเต็มขนาด 6.22 นิ้ว กรอบทรงหยดน้ำ ช่วยเพิ่มความกว้างของหน้าจอแบบถึงขีดสุด ดีไซน์ทันสมัย ฝาหลังเป็นแบบไล่สี มาพร้อมระบบ Face Unlock ปลดล็อกด้วยการสแกนใบหน้า
ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบด้วย Funtouch OS 10.5 หน่วยความจำ RAM 2 GB และ ROM 32 GB รองรับหน่วยความจำภายนอก microSD สูงสุด 256 GB ชิปประมวลผลเป็นของ Mediatek Helio P35 Octa Core
ด้านฟีเจอร์กล้องก็ถือว่าให้มาอย่างเพียงพอกับการใช้งาน กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล กล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล แบตเตอรีของ Vivo Y1s เองก็ถือว่าให้มาแบบจัดเต็ม 4,030 mAh เพียงพอต่อการใช้งานทั้งวัน
ราคา Vivo Y1s : 2,990 บาท
Nokia C3
สมาร์ตโฟนเครื่องเล็กที่โดดเด่นเรื่องความทนทานอีกหนึ่งรุ่นที่อยากแนะนำคือ Nokia C3 หน้าจอขนาดพอดี 5.99 นิ้ว ความละเอียด 1440×720 พิกเซล
ชิปประมวลผล Unisoc SC9863A RAM 2 GB ROM 16 GB รองรับหน่วยความจำ MicroSD สูงสุด 128 GB มีระบบสแกนลายนิ้วมืออยู่ที่ฝาหลัง รองรับการใช้งานสองซิม
ด้านกล้องถ่ายภาพ กล้องหลังมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ในขณะที่กล้องหน้าความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ในขณะที่แบตเตอรีมีความจุ 4,030 mAh
หากมองภาพรวมถือว่าเป็นสมาร์ตโฟนที่ทนทาน สเปกถือว่าเพียงพอต่อความต้องการ
ราคา Nokia C3 : 2,990 บาท
Samsung Galaxy a01 core
ถ้ามองหาสมาร์ตโฟนราคาประหยัดจากฝั่ง Samsung เราขอแนะนำ Samsung Galaxy a01 core กับดีไซน์เรียบ ๆ ทันสมัย ตัวเครื่องเล็กกะทัดรัดเหมาะกับคนที่ไม่ชอบพกพาโทรศัพท์มือถือใหญ่ ๆ
มาพร้อมหน้าจอขนาด 5.3 นิ้ว ความละเอียด 1480×720 พิกเซล ใช้ชิปประมวลผล Mediatek MT6739WW Quad-core 1.5GHz Cortex-A53 หน่วยประมวลผล GPU PowerVR GE8100
ด้าน RAM ให้มา 1 GB ส่วน ROM มีให้เลือกระหว่าง 16 และ 32 GB รองรับหน่วยความจำ MicroSD สูงสุด 512 GB และสามารถใช้ซิม Nano ได้สองซิม
ส่วนระบบปฏิบัติการจะเป็น Android Go Edition ที่มีข้อดีคือไม่กิน RAM ช่วยให้เครื่องไม่หน่วง นอกจากนี้อีกหนึ่งความพิเศษคือจะมีแอปพลิเคชันที่เป็น Android GO ซึ่งจะกินพื้นที่ข้อมูลน้อยกว่าแอปทั่วไป ทำให้การประมวลผลและการทำงานของเครื่องไวขึ้นด้วย นอกเหนือจากนี้ก็สามารถใช้แอปทั่วไปได้ปกติเลย
ด้านกล้อง กล้องหลังจะมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ส่วนกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล อาจจะไม่ใช่มือถือที่มีสเปกกล้องที่โดดเด่นนัก แต่ก็อยู่ในระดับมาตรฐานของโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000
ส่วนแบตเตอรีมีความจุ 3000 mAh เทียบกับสเปกของการกินพลังงานของเครื่องแล้ว สามารถใช้ได้ทั้งวันโดยไม่ต้องพึ่ง Power Bank เลย
ราคา Samsung Galaxy a01 core : 2,499 บาท
Huawei Y5p
ปิดท้ายโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 บาท ด้วยสมาร์ตโฟนจากค่าย Huawei อย่าง Huawei Y5p ดีไซน์สดใส ทันสมัย ขนาดเครื่องพกพาง่าย หน้าจอกว้าง 5.45 นิ้ว ความละเอียด 720 x 1440 พิกเซล
ระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบด้วย EMUI 10.1 ใช้ชิปประมวลผล Mediatek MT6762R Octa Core และ GPU IMG GE8320 RAM 2 GB ROM 32 GB รองรับหน่วยความจำ MicroSD 512 GB
ฟังก์ชันกล้องถ่ายรูปถือว่าเป็นสเปกพื้นฐานตามเพื่อน ๆ ที่ราคารุ่นราวคราวเดียวกัน กล้องหลังมีความละเอียด 8 ล้านพิกเซล และกล้องหน้า 5 ล้านพิกเซล
ด้วยความที่ตัวเครื่องมีขนาดเล็ก แบตเตอรีที่ให้มา 3,020 mAh จึงถือว่าเพียงพอต่อความต้องการ โดยรวมถือว่าเป็นสเปกที่เพียงพอต่อการใช้งานขั้นพื้นฐาน ในราคาที่จับต้องได้
ราคา Huawei Y5p : 2,999 บาท
สรุปรวมโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 รุ่นไหน สเปกคุ้มค่าราคาโดนใจบ้าง
ปัจจุบันมีโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 บาท ให้เลือกหลากหลายรุ่น สำหรับโทรศัพท์ 7 รุ่น 7 ยี่ห้อที่เราคัดมาให้วันนี้ก็ถือว่ามีฟังก์ชันและดีไซน์ที่โดดเด่นแตกต่างกันออกไป สามารถเลือกได้ตามความต้องการด้านการใช้งานได้เลย
ใครที่อ่านแล้วสนใจมองหาโทรศัพท์ราคาไม่เกิน 3000 บาทรุ่นไหน ก็สามารถเข้าไปเลือกกันได้ที่ Kaidee เลย
พิเศษ! Kaidee เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ KD Pay ที่จะมาเป็นตัวกลางชำระและรับเงินผ่าน Kaidee ให้คุณซื้อและขายสินค้าออนไลน์ได้มั่นใจกว่าเดิม หากซื้อสินค้าที่มีสัญลักษณ์ KD Pay หากไม่ได้รับสินค้าหรือสินค้าไม่ตรงปก สามารถยื่นขอคืนเงินได้ภายใน 7 วัน ถ้าพร้อมแล้ว ก็ไปชอปกันเลยค่ะ
Jul 8, 2021 | บทความอสังหาฯ
อูกกกก…อูกกกกก…
พั่บ…พั่บ…
เสียงร้องทุ้มต่ำตามมาด้วยเสียงกระพือปีกของเจ้านกพิราบตัวแสบ ชวนให้รู้สึกรำคาญและหงุดหงิดมากกว่าที่จะเพลิดเพลินฟังเหมือนกับเสียงนกสายพันธุ์อื่นๆ ที่อยู่ละแวกบ้าน
สาเหตุสำคัญก็มาจากวีรกรรมที่นกพิราบทำไว้นั่นแหละ ไม่ว่าจะเป็นซากเกรอะกรังของมูลนกพิราบที่ทำให้ไม่ว่าจะพื้น ระเบียง ขอบบัวตกแต่งผนัง และคอมเพรสเซอร์แอร์ ดูสกปรกเลอะเทอะอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน พอๆ กับกลิ่นเหม็นที่มักลอยลมเข้ามาเตะจมูกจนรู้สึกอยากจะอาเจียนอยู่หลายครั้ง
หากวันไหนนึกครึ้มทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ มักเห็นกองเศษกิ่งไม้ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่เป็นรังของนกพิราบหลบอยู่ตามซอกหลืบของบ้าน แถมบางครั้งยังเจอพร้อมกับไข่ฟองเล็กอีกสองสามใบ กรณีเช่นนี้หลายคนคงจะรู้สึกลำบากใจยิ่งขึ้น เพราะคิดถึงเรื่องบาปบุญ แต่ก็อีกนั่นแหละ ภาพพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยขี้นกสกปรกนั้นมีอำนาจมากกว่าเสมอ เราจึงปิดจ๊อบด้วยการรื้อรังนกพิราบทิ้งและเอาไข่ฟองจิ๋วของพวกมันไปทิ้งไกลๆแทน
ปัญหาระดับชาติ นกพิราบเกลื่อนเมือง
อาจกล่าวได้ว่า ‘นกพิราบ’ เป็นปัญหาระดับชาติ โดยเฉพาะฝูงนกพิราบที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองซึ่งสร้างปัญหาให้กับมนุษย์ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ทรัพย์สิน และเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพ
มูลนกพิราบไม่เพียงลดความสวยงามของทัศนียภาพเมืองและอาคารบ้านเรือนเท่านั้น มูลส่วนที่เป็นสีขาวยังมีกรดยูริคที่สามารถกัดกร่อนโลหะทำให้เกิดสนิมได้อีกด้วย อีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย และเชื้อราที่สามารถแพร่กระจายสู่มนุษย์ผ่านการหายใจและสูดดมเข้าสู่ร่างกาย ที่ส่งผลเลวร้ายถึงขั้นลุกลามเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และปอดอักเสบได้
หลายๆ ประเทศจึงออกมาตรการควบคุมประชากรนกพิราบอย่างจริงจัง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศให้นกพิราบเป็นสัตว์ต่างถิ่นรุกรานที่สามารถกำจัดได้โดยไม่ผิดกฎหมาย ใขณะที่อิตาลีตั้งค่าปรับสำหรับคนที่ให้อาหารนกพิราบตามแหล่งท่องเที่ยว ส่วนประเทศไทยมีการประกาศใช้ พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 โดยผู้ให้อาหารและผู้จำหน่ายอาหาร มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 25,000 บาท และ พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบของบ้านเมือง พ.ศ.2535 มีโทษปรับสูงสุด 2,000 บาท
วิธีไล่นกพิราบที่ดีที่สุดคือต้องไม่ให้มีที่ยืน
นกพิราบที่โฉบเข้ามาเกาะแกะริมระเบียงคอนโด หรือยึดเอามุมร่มๆ ของบ้านสร้างเป็นรังของตัวเอง กลายเป็นสัตว์พาหะทางอากาศที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัยไม่ต่างจากหนูตัวสปกรก
วิธีจัดการป้องกันไม่ให้นกพิราบเข้ามารบกวนบ้านเรือนให้ได้ผลนั้น สิ่งสำคัญคือต้องจัดการหรือทำลายแหล่งอาศัยของนก หรือพูดง่ายๆ คือ ทำให้นกพิราบไม่มีที่ยืนหรือไม่มีที่เกาะได้นั่นเอง
เรื่องนี้ฟังดูง่าย แต่ทำยาก!
เพราะนกพิราบมีการเรียนรู้และปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเช่นเดียวกับมนุษย์ แถมนกแต่ละถิ่นยังมีความอดทนต่อการขับไล่หรือถูกรบกวนต่างกัน ดังนั้นวิธีการหรือเครื่องมือที่เราเลือกใช้ อาจไล่นกพิราบได้ผลไม่เท่ากัน หรือบางครั้งอาจได้ผลเพียงระยะสั้นๆ นกพิราบก็กลับมากวนใจใหม่อยู่ดี อย่างเช่นที่เอาแผ่นซีดีหรือโมบายมาแขวน ขึงเอ็นเหนือรั้วบ้าน ฉีดน้ำไล่ ทำเสียงดังในนกพิราบตกใจ เหล่านี้ถือเป็นการไล่แบบชั่วครั้งชั่วคราวทั้งสิ้น
ยังมีอีกสารพัดวิธีไล่นกพิราบที่ตอบจบกลับหักมุมจนเผลอขำเบาๆ ไม่ว่าจะเป็นเคสแขวนงูทิพย์เอาไว้หลอกนกพิราบให้ตกใจ แต่สุดท้ายนกกลับจับได้ว่าเป็นของปลอมจึงคาบไปทำรังอย่างสบายใจ หรือกรณีวางเหล็กแหลมไว้กันคอมเพรสเซอร์แอร์แต่พิราบก็ยังหาทางเข้าไปซุกตัวพร้อมฟักไข่ได้อยู่ดี
ดังนั้น เราในฐานะผู้ขับไล่จึงต้องรู้จักปรับเครื่องไม้เครื่องมือไปตามความเหมาะสม และสังเกตพฤติกรรมนกพิราบเพื่อวางแผนจัดการที่สัมฤทธิ์ผล รวมถึงคำนึงด้านผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งผลกระทบระหว่างมนุษย์หรือเพื่อนบ้านด้วยกันเอง เช่น เราเลือกวิธีการไล่นกพิราบด้วยการจุดประทัด แต่เสียงดังนั้นทำให้เพื่อนบ้านเดือดร้อนด้วย แบบนี้ก็ไม่ควรทำ หรือผลต่อระบบนิเวศ เช่น การวางยาเบื่อที่อาจจะทำให้สิ่งมีชีวิตอื่นโดนหางเลขไปด้วย
3 วิธีแนะนำไล่นกพิราบได้ผลระยะยาว
การไล่นกพิราบให้ห่างไกลจากบ้านของเรา หรือระเบียงคอนโดนั้น เราอาจใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน แต่สำหรับ 3 วิธีที่จะแนะนำต่อไปนี้ คือวิธีที่ค่อนข้างได้ผลในระยะยาว (แต่ยังคงรับประกันไม่ได้ว่าจะไล่นกพิราบได้อย่างถาวร)
ติดตั้งตาข่าย
เป็นวิธีการที่เห็นได้ทั่วไปโดยเฉพาะบริเวณพื้นที่จำกัดอย่างริมระเบียง คอมเพรสเซอร์แอร์ หรือตามซอกเล็กซอกน้อยของบ้าน การเลือกลักษณะของตาข่ายนั้นควรมีขนาดตาเล็กกว่าขนาดตัวนกพิราบ หรือมีความถี่เพื่อป้องกันนกชนิดอื่นๆ ไปพร้อมกัน และควรเลือกวัสดุที่มีความแข็งแรง ทนทาน เช่น เชือก เหล็ก อลูมิเนียม หรือหากเป็นตาข่ายพลาสติกก็ควรเลือกแบบที่มีความเหนียวเพื่อกันไม่ให้นกจิกกัดจนขาด
การติดตั้งตาข่ายกันนกพิราบ ต้องตรวจตราให้ดีอย่าให้มีร่องโหว่ระหว่างตาข่ายกับสิ่งปลูกสร้างโดยเด็ดขาด เนื่องจากนกสามารถแทรกตัวเข้าไปได้ (แต่อาจหาทางออกไม่ได้ก็จะเป็นภาระให้เราตามเก็บซากในอนาคต)
ทาเจลกันนกพิราบหรือกาวพิเศษเพื่อป้องกันการเกาะของนก
เจลป้องกันนก (Repellent Gel) เป็นสารในกลุ่มปิโตรเคมี มีลักษณะคล้ายกาวแบบมีเส้นใย ทนความร้อนสูง และไม่ละลายน้ำ (แต่ล้างออกได้ด้วยน้ำมันพืช) นำมาทาไว้บริเวณที่นกพิราบชอบเกาะ เช่น ราวระเบียง หลังคา ขอบกำแพง หรือขอบหน้าต่าง ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงใช้เจลในบริเวณที่มีฝุ่นเยอะ หรือบริเวณที่ต้องใช้งาน เพราะเราอาจเผลอไปโดนเจลเหล่านั้นเอง
ลักษณะเจลดังกล่าวเมื่อนกมาสัมผัสจะรู้สึกไม่สบายเท้าก็จะบินออกไปเกาะที่อื่นแทน นอกจากนี้เส้นใยเหนียวๆ ที่อยู่ในเจลหากสัมผัสโดนปีกหรือหางก็จะทำให้นกเสียสมดุลในการบินได้เช่นกัน
กำจัดรังและแหล่งอาหาร
วิธีการสุดท้ายนี้จัดเป็นการแก้ปัญหานกพิราบยึดเมืองที่ยั่งยืน โดยเข้าไปจัดการตั้งแต่ต้นเหตุ นั่นคือทำลายแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยอย่างรังนกเพื่อเป็นการขับไล่และควบคุมประชากรนกพิราบในเวลาเดียวกัน
แม้ผู้คนส่วนใหญ่จะไม่ได้ให้อาหารแก่นกโดยตรง (ยกเว้นกรณีซื้ออาหารให้นกตามสถานที่เปิด ที่สาธารณะต่างๆ เช่น สนามหลวง วัด โรงเรียน) แต่นกพิราบก็ยังมีแหล่งอาหารในเมืองอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารในถังขยะที่ไม่ได้ปิดมิดชิด จานอาหารสัตว์เลี้ยงในบ้าน กระทั่งของเซ่นไหว้ตามศาลบูชาต่างๆ ซึ่งก็เพียงพอที่จะทำให้มันดำรงชีพและแพร่ขยายพันธ์ุได้ตลอดทั้งปี
เหล่านี้คือสิ่งที่ทุกคนต้องตระหนักและพึ่งให้ความร่วมมือ ซึ่งเริ่มได้ตั้งแต่ภายในบ้านของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเก็บจานข้าวสัตว์เลี้ยงทันทีที่กินเสร็จ ปิดมัดปากถุงขยะก่อนทิ้งให้เป็นที่ หมั่นตรวจตรารอบที่อยู่อาศัยเพื่อรื้อทำลายรังนกพิราบทิ้ง ฯลฯ แม้จำนวนนกพิราบที่โฉบลงมาเกาะระเบียงบ้านจะยังไม่หายไปทันตาเห็น แต่ในระยะยาวจำนวนนกก็จะลดน้อยลง เช่นเดียวกับโรคภัยที่มากับนก หรือการสร้างความรำคาญให้เราน้อยลงตามไปด้วย
Tips : ทุกครั้งที่เรารื้อรังนกพิราบออก ควรฉีดพ่นล้างทำความสะอาดบริเวณนั้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค เช่น น้ำยาเดตตอล น้ำยาล้างห้องน้ำ หรือผงซักฟอก อยู่เสมอเพื่อขจัดคราบและเชื้อโรคที่เกาะบนพื้นผิว และหากพบซากนกตาย ควรเผาหรือฝังโดยใช้ปูนขาวใส่ก้นหลุมและโรยที่ซากนกอีกครั้งก่อนฝังกลบดดินให้แน่น และควรหลีกเลี่ยงการฝังใกล้แหล่งน้ำเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อโรคที่อาจแฝงตัวอยู่ในซากนกนั้น
ไล่นกพิราบอย่างรู้ทัน ท้ายที่สุดบ้านเราก็จะชนะ
แม้บางส่วนของประชากรนกพิราบในบ้านเราจะเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีคนดูแล แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ายังมีนกพิราบเมืองอีกจำนวนมากที่สร้างความรำคาญเดือดร้อนให้กับผู้คนและสถานที่ โดยเฉพาะมูลของนกพิราบที่ทั้งทำให้บ้านเลอะเทอะ ไม่น่ามอง ส่งกลิ่นเหม็น และยังเต็มไปด้วยเชื้อโรค จนนำไปสู่วิธีการขับไล่นกพิราบด้วยหลากวิธีหลายเครื่องมือที่เราต้องลองเลือกใช้และปรับเปลี่ยนไปตามความเหมาะสม
โดยวิธีป้องกันที่ยั่งยืนที่สุดคือการร่วมมือกันควบคุมประชากรนกพิราบอย่างรู้ทันด้วยการจำกัดแหล่งอาหารและที่อยู่ของนกพิราบอย่างบูรณาการ เพื่อท้ายที่สุดเราจะสามารถลดปริมาณนกพิราบไม่พึงประสงค์ได้อย่างเป็นรูปธรรมและไม่ทำลายสมดุลของระบบนิเวศอย่างรุนแรง