เคล็ดลับการออกแบบ ‘ห้องรับแขก’ ให้สมบูรณ์แบบ

เคล็ดลับการออกแบบ ‘ห้องรับแขก’ ให้สมบูรณ์แบบ

ห้องรับแขก เป็นสถานที่สำคัญสำหรับสมาชิกในครอบครัวที่ใช้เวลาร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นสถานที่อันเป็นหน้าตาของบ้านที่ใช้ในการต้อนรับแขกผู้มาเยือน ดังนั้น การออกแบบห้องรับแขกให้มีความอบอุ่นเป็นกันเองและดีต่อใจของเรา ก็นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้ห้องไหน ๆ ซึ่งวันนี้เราจะบอกเล่า ‘เคล็ดลับการออกแบบห้องรับแขกให้กลายเป็นห้องอันสมบูรณ์แบบ’ ที่ไม่ว่าใครก็จะต้องถูกใจ

ห้องรับแขก กับ ฮวงจุ้ย

สำหรับสายมูเตลูแบบเรา ๆ ก็ต้องมีการจัดห้องรับแขกตามหลักฮวงจุ้ยที่เชื่อกันว่าจะทำให้ชีวิตมีแต่ความสุขและร่มเย็น ซึ่งแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้

ตำแหน่งของ ห้องรับแขก

ตำแหน่งของห้องรับแขกที่ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยจะต้องอยู่บริเวณส่วนหน้าของบ้านหรือที่พัก เพื่อแสดงความจริงใจต่อผู้เข้าพัก ไม่ควรนำฉากกั้นวางไว้บริเวณประตูทางเข้าบ้าน เพราะตามฮวงจุ้ยเชื่อกันว่า จะทำให้กระแสของโชคลาภถูกสกัดกั้น และไม่ควรติดกระจกเงาหรือกระจกสะท้อนแสง มิเช่นนั้นแขกของท่านก็อาจถูกสะท้อนกลับไปเช่นกัน รวมถึงห้ามมีห้องนอนอยู่ด้านหน้าหรือด้านหลังเพราะเป็นลักษณะของการถูกทำลายโชคลาภนั่นเอง

ของตกแต่งสีแดงและสีทอง

อย่างที่หลายคนรู้กันว่า สีแดง และ สีทอง เป็นสีมงคลของประเทศจีน ดังนั้นการตกแต่งบ้านก็ต้องมีสีแดงและสีทองเป็นส่วนประกอบรวมถึง ห้องรับแขก ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ปลอกหมอน แจกัน หรือรูปภาพ ที่มีทั้งสองสีอยู่บนชิ้นเดียวกันเพื่อดับอารมณ์ร้อนและความขัดแย้งภายในครอบครัว

ขอบคุณรูปจาก: BRIE WILLIAMS

รูปครอบครัวเพิ่มความสุข

และนอกเหนือจากการวางของตกแต่งสีแดงและสีทองที่จะช่วยลดความขัดแย้งแล้ว การมีรูปครอบครัวติดไว้บริเวณห้องรับแขก ก็เป็นอีกหนึ่งความเชื่อตามหลักฮวงจุ้ยที่จะทำให้ครอบครัวแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยตำแหน่งทิศทางของรูปครอบครัวที่ควรติดไว้ก็คือบริเวณทิศตะวันออก เพื่อเสริมพลังงานบวกในเรื่องสุขภาพและความสัมพันธ์

สีตามทิศ

ทิศ และ สี ถือเป็นส่วนสำคัญในการตกแต่งห้องตามหลักฮวงจุ้ย ซึ่งการห้องรับแขกในทิศแตกต่างกัน ก็มีสีที่เหมาะสมไม่เหมือนกันดังนี้

ทิศเหนือ เป็นทิศของธาตุน้ำ เหมาะกับห้องโทนเย็นอย่างสีฟ้า สีดำ และสีน้ำเงิน เพื่อใช้เสริมในบางจุดที่ต้องการโฟกัส และใช้สีน้ำตาล สีเขียว สีขาว หรือสีเทาควบคู่

ทิศใต้ เป็นทิศของธาตุไฟ เหมาะกับสีแดง สีชมพู และสีส้ม แต่ไม่ควรทาสีเหล่านี้ทั้งห้องเพราะจะทำให้ร้อนเกินไป แต่ใช้ในการตกแต่งแทน และเรานำสีน้ำตาลหรือเขียวมาใช้ในการลดความร้อน

ทิศตะวันออก และ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นทิศของธาตุไม้ เหมาะกับห้องสีน้ำตาล สีเขียว หรือสีในธาตุน้ำอย่างสีฟ้า สีดำ และสีน้ำเงิน เพื่อเสริมพลังงานบวกในห้อง

ทิศตะวันตก และ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นทิศของธาตุเหล็ก เหมาะกับห้องสีขาว สีเหลือง สีทอง สีบรอนซ์ หรือสีในธาตุดินอย่าง สีครีมและสีเบจ ซึ่งในห้องรับแขกธาตุเหล็กก็ควรหลีกเลี่ยงสีในธาตุน้ำ

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และ ทิศตะวันตกเฉียงใต้ เป็นทิศของธาตุดิน เหมาะกับห้องสีเบจ สีครีม สีน้ำตาลอ่อน และสีเหลือง ควรหลีกเลี่ยงสีในธาตุเหล็กและไม้

เฟอร์นิเจอร์ถูกที่ ชีวิตดี

เฟอร์นิเจอร์ในห้องรับแขกก็ควรมีลักษณะที่ถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ยซึ่งต้องโปร่งและไม่ทึบจนเกินไป ทั้งโซฟาที่มีพนักพิงสูง ขาลอย และไม่ควรเป็นรูปตัว L แต่ควรวางเข้าหากันเพื่อให้การไหลเวียนของพลังงานบวกดียิ่งขึ้น และทำให้สมาชิกในบ้านมีความแน่นแฟ้นกลมเกลียว

ห้องรับแขก กับ จิตวิทยาสี

รู้ไหมว่า สี ของห้องมีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราตามหลักจิตวิทยาสี ซึ่งห้องรับแขกก็เป็นหนึ่งในห้องที่สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นห้องที่ใช้ทั้งการพูดคุย นั่งเล่น ทำงาน หรือพักผ่อน ดังนั้นตามหลักจิตวิทยาสีแล้ว เราควรใช้สีที่มีความเบิกบานแจ่มใส และไม่ตึงเครียดอย่างสีเหลืองและสีชมพู หรือจะเป็นสีที่ให้ความอบอุ่นอย่างสีน้ำตาล เพื่อการพักผ่อนอย่างแท้จริง

ซึ่งเราควรหลีกเลี่ยงการใช้สีเข้มอย่างสีดำและสีน้ำเงิน เพราะจะทำให้รู้สึกอึมครึม อึดอัด และหดหู่มากยิ่งขึ้น

อ่านบทความ จิตวิทยาสี กับ การเลือกสีห้องให้อยู่สบาย

ขอบคุณรูปจาก: THOMAS LOOF

วิธีการดูแลรักษา ห้องรับแขก

หลังจากได้รู้เคล็ดลับการออกแบบห้องไปแล้วเราก็ต้องดูแลรักษาห้องรับแขกของเราให้สวยงามเป็นหน้าเป็นตาของบ้านไว้ให้สะอาดตาอยู่ตลอด ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้

โซฟา

โซฟาหนังแท้ เป็นโซฟาที่ดูแลง่ายกว่าโซฟาผ้าด้วยการดูดฝุ่นหรือใช้ผ้าแห้งเช็ดทำความสะอาด 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าหากมีรอยเปื้อนหรือคราบฝังก็ใช้ผ้าชุบน้ำเพียงหมาด ๆ แล้วเช็ดออก

ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการวางของหนักเป็นเวลานานเพื่อป้องกันการยุบของหนัง และที่สำคัญคือ ห้ามโดนน้ำมากเกินไปมิเช่นนั้นโซฟาหนังของคุณอาจเป็นรอยได้

โซฟาหนังเทียม มีการดูแลง่ายคล้ายกับโซฟาหนังแท้ด้วยการดูดฝุ่น เช็ดทำความสะอาดด้วยการชุบน้ำยาทำความสะอาดหนังเทียมหรือน้ำสบู่อ่อน ๆ แล้วเช็ดด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง

ข้อควรระวัง หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรงเพื่อป้องกันหนังกรอบ แห้ง และเกิดลาย

โซฟาผ้า เนื่องจากผิวหนังของโซฟาผ้าที่มีฝุ่นเกาะเยอะ ทำให้ต้องมีการดูแลรักษาด้วยการดูดฝุ่นบนโซฟาทุกซอกทุกมุม ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดให้ทั่ว แล้วนำผ้าแห้งซับความชื้นบนโซฟา ซึ่งเราสามารถนำโซฟาผ้าไปตากแดดหรือผึ่งลมเพื่อลดกลิ่นอับชื้น

พรม

พรม เป็นสิ่งของที่ทั้งสวยและสกปรก เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีวิธีการดูแลรักษาความสะอาดพรมอย่างถูกวิธี โดยใช้ผ้าชุบน้ำเป็นประจำเพื่อลดฝุ่น ซึ่งถ้าหากพรมมีฝุ่นไม่เยอะมากก็ให้ใช้น้ำยาซักแห้งสำหรับพรมโรยลงไปในจุดที่สกปรก นำแปรงขนอ่อนมาถูเบา ๆ ทิ้งไว้สักพัก แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ถ้าหากต้องการวางเฟอร์นิเจอร์ทับ และควรใช้ที่รองขาโต๊ะเพื่อป้องกันรอยบนพรม

ข้อควรระวัง ทิ้งพรมให้แห้งก่อนนำเฟอร์นิเจอร์มาวางทับ (ห้ามลาก)

อ่านบทความ พรมปูพื้น 7 แบบที่จะตกแต่งบ้านให้เรียบหรู

โทรทัศน์

เชื่อเถอะว่า แทบจะทุกคนไม่อยากซื้อโทรทัศน์บ่อย ๆ เป็นแน่ เพราะราคาที่แสนจะแพงเราจึงต้องรักษาและให้โทรทัศน์อยู่กับเราได้นานที่สุด โดยการทำความสะอาดหน้าจอโทรทัศน์ด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์อย่างเบามือ และไม่ควรออกแรงเยอะหรือใช้ผ้าที่มีเนื้อหยาบอย่างกระดาษชำระหรือผ้าขี้ริ้ว มิเช่นนั้นหน้าจอของคุณจะเป็นรอยแน่นอน

ผ้าม่าน

อีกหนึ่งสิ่งแหล่งสะสมของฝุ่นก็คงจะหนีไม่พ้น ผ้าม่าน ดังนั้นเพื่อป้องกันฝุ่น เราก็ต้องมีการดูดฝุ่นอยู่เป็นประจำอย่างน้อยทุกเดือนด้วยเครื่องดูดฝุ่น และต้องซักผ้าม่านเมื่อเห็นคราบสกปรกก่อนที่จะสายเกินไป !

มู่ลี่

ถึงแม้ มู่ลี่ จะเป็นที่สะสมของฝุ่นน้อยกว่าผ้าม่าน เราก็ต้องมีการทำความสะอาดเช่นเดียวกัน โดยใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดหรือไม่ขนไก่ปัดฝุ่นออก แต่ถ้าหากว่าฝุ่นเยอะมากละก็ ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก ส่วนมู่ลี่อะลูมิเนียมที่มีคราบสกปรกก็เพียงแค่ผสมน้ำยาล้างจานและน้ำ หรือใช้นน้ำยาเช็ดกระจก ทำความสะอาดได้เลย

ขอบคุณรูปจาก: CHRISTOPH THEURER

ห้องรับแขกที่ดีควรใช้งานง่าย

ถึงแม้ว่าเราจะจัดห้องรับแขกตามหลักฮวงจุ้ยหรือหลักจิตวิทยา สิ่งสำคัญที่สุดที่เราควรคำนึงถึงนั่นคือ ความสะดวกสบายและใช้งานง่าย ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ภภายในห้องก็ไม่ควรเล็กหรือใหญ่จนเกินไป มีแสงสว่างเข้าถึงเพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ และอาจเพิ่มกลิิ่นหอมสร้างอารมณ์ที่ดีให้กับสมาชิกในบ้าน เพียงแค่นี้ ห้องรับแขก ในบ้านของคุณก็จะสวยงาม น่าอยู่ ใช้งานง่าย แล้ว

และถ้าคุณอยากได้บ้านที่มีห้องรับแขกสวย ๆ กว้าง ๆ ให้รังสรรค์จินตนาการ ก็สามารถเข้ามาหาบ้านที่ถูกใจใน Kaidee Property ได้นะคะ

5 หนังสำหรับคอรถยนต์ต้องหาดู

5 หนังสำหรับคอรถยนต์ต้องหาดู

เชื่อว่าอีกหนึ่งวิธีการผ่อนคลายความเครียดของหลาย ๆ คน จะต้องมีการดูหนังอยู่ในนั้นอย่างแน่นอน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ชื่นชอบในการดูหนังเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็น แอ็คชั่น แฟนตาซี โรแมนติก หรือแม้กระทั่งหนังตลก แต่ว่ามันมีหนังอยู่ประเภทนึงที่ทำให้คนที่คลั่งในบางอย่าง อย่างตัวผมนั้นต้องว้าวได้เสมอ

“หนังอะไรก็ตามที่มีรถเท่ ๆ อยู่ในหนังยังไงล่ะ”

ใช่แล้วครับ ผมเป็นคนชอบรถ ไม่ใช่แค่ในหนัง แม้เวลาที่ผลได้เห็นรถยนต์สวยบนท้องถนน และยิ่งเป็นรถยนต์รุ่นที่ชื่นชอบด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งกรี๊ดหนัก วันนี้ผมเลยจะมาของแนะนำหนังที่ผมชอบเป็นการส่วนตัว ที่ใครก็ตามเป็นคนรักรถเหมือนผมแล้วจะต้องกรี๊ดอย่างแน่นอน (เพราะรถในหนังเท่จริง ๆ)

5 หนังน่าดู ที่มีรถสุดเฟี้ยว ดูกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ

หนังแต่ละเรื่องที่จะเอามานำเสนอในวันนี้ บอกเลยว่าจะ “สุดจัด!!” เพราะมันต้องเป็นหนังที่มีรถยนต์สวย ๆ เท่ ๆ ชวนหลงใหล หรือไม่แน่อาจจะเป็นรถยนต์ในฝันสำหรับใครหลาย ๆ คน อีกทั้งยังมีเนื้อเรื่องที่ชวนให้ติดตามและละสายตาออกจากจอไม่ได้กันเลยทีเดียว จะมีเรื่องอะไรบ้าง ไปดูกัน!!

1. Midnight Wangan

Credit : Universal Studio

เรื่องย่อ

จากหนังสือการ์ตูนสุดฮิตสู่ภาพยนตร์ ที่บอกเล่าเรื่องราวของการแข่งขันรถยนต์แบบผิดกฎหมายยามค่ำคืนถึงรถยนต์ที่เป็นตำนาน ที่ถูกเรียกว่ารถยนต์ Datsan Fairlady 240Z ปีศาจสีน้ำเงิน เพราะทุกครั้งที่มีการแข่งขันรถบนทางด่วนสาย wangan ทีไรรถคันนี้จะเป็นผู้ชนะเสมอมา แต่ท้ายที่สุดก็ปิดตำนานลงไปเพราะเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงขึ้น ต่อมาไม่นานตัดมาที่พระเอกที่มีชื่อว่า อากิโอะ ได้ไปแข่งบนทางด่วนและได้พ้ายแพ้ให้กับ Porche 911 สีดำ จึงหาทางที่อยากจะเอาชนะ วันรุ่งขึ้นพระเอกจึงได้ไปที่อู่ และเห็นซากของ Datsan Fairlady 240Z ปีศาจสีน้ำเงิน เค้าจึงได้ชุบชีวิตกลับมาให้เพื่อไปแข่ง และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมด

รถยนต์เด่น ๆ ที่จะได้พบเห็นในหนัง

  • Datsun Fairlady 240Z
  • Porsche 911 Turbo

2. Fast & Furious

Credit : Major Cineplex

เรื่องย่อ

ที่สุดของหนังบู๊แอ็คชั่น ที่เรียกได้ว่า ใครที่ชอบรถยนต์ต้องห้ามพลาด เพราะมีมาให้ดูถึง 9 ภาค ดูกันยาว ๆ เป็นเรื่องราวที่เล่าถึงแก๊งค์ซิ่งบนท้องถนนที่ไต่ระดับความมัน สู่การมาเป็นอาชญากรรมระดับโลก ในตอนแรกของเรื่องราวคือ พระเอก ไบรอัน โอคอนเนอร์ ตำรวจหนุ่มได้ปลอมตัวเข้าไปอยู่ในแก๊งค์นักซิ่งของ โดมินิค โทเรดโต เพื่อที่จะตามสืบตัวการในเรื่องของการบุกปล้นรถบรรทุกที่ขนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และพระเอกของเราต้องทำภารกิจต่าง ๆ ไม่จะเป็นการค้ายา การขนของผิดกฎหมาย จนเรื่องราวดำเนินต่อมาจนถึงภาคที่ 9 ใครอยากรู้เรื่องราวเพิ่มเติมต้องห้ามพลาด!! และต้องขอบอกเลยว่ารถยนต์ในแต่ละภาคนั้นเด็ด ๆ ทั้งนั้น

รถยนต์เด่น ๆ ที่จะได้พบเห็นในหนัง

  • Nissan GTR R34
  • Mitsubishi Eclipse
  • Toyota Supra
  • Dodge Charger R/T
  • Mazda Rx7
  • Lykan Hypersport
  • Nissan Fairlady 359Z

3. Need for Speed

Credit : Forbe

เรื่องย่อ

หลายๆ คนคงรู้จักชื่อ Need for Speed ในนามของเกมแข่งรถที่มีมาอย่างยาวนานและมัดใจเหล่าคนรักรถและเกมได้ไม่น้อย แต่มาในครั้งนี้ คือ มาในรูปแบบของภาพยนตร์ โดยในเรื่องนี้เป็นเรื่องของพระเอก โทบี้ เขาถูกใส่ร้ายในคดีที่ตัวเค้าเองไม่ได้ก่อขึ้น และถูกจับเข้าไปขังคุกเมื่อเค้าได้รับการปล่อยตัวออกมา โทบี้จึงต้องการที่จะแก้แค้น เขาจึงไปยืมรถ Ford Mustang Shelby GT500 เพื่อร่วมการแข่งเดอเลออน ซึ่งเป็นการแข่งรถซูเปอร์คาร์ผิดกฎหมายที่จัดโดยชายลึกลับนามว่าโมนาร์ช และเป็นการตามสืบเรื่องราวเบื้องหลังถึงคนที่ใส่ร้ายเขา

รถยนต์เด่น ๆ ที่จะได้พบเห็นในหนัง

  • Koenigsegg Agera
  • Lamborghini Sesto Elemento
  • Bugatti Veyron
  • McLaren P1
  • Ford Mustang Shelby GT500

4. Initial D

Credit : IMDB

เรื่องย่อ

ตำนานรถส่งเต้าหู้บนเขาอากินะ ที่เหล่านักซิ่งขาโหด เมื่อได้พบเจอต่างก็พ่ายแพ้ พระเอกทาคุมิ ลูกเจ้าของร้านเต้าหู้แห่งร้านฟูจิวาระ มีหน้าที่ไปส่งเต้าหู้ในทุก ๆ เช้าตามคำสั่งของคุณพ่อ โดยใช้รถยนต์อย่าง Toyota AE86 ขับข้ามเขาอากินะ ในช่วงแรกก็ไปได้ช้าเป็นอย่างมาก เพราะทาคุมิไม่อยากให้เต้าหู้นั้นเสียหาย แต่ด้วยความเคยชินกับเส้นทาง เค้าจึงได้เริ่มฝึกแล้วใช้ความเร็วขึ้นทุกวัน จนกลายเป็นคนที่สามารถขึ้น-ลงเขาได้เร็วที่สุด จึงเกิดเป็นการท้าแข่งสุดเร้าใจตามมาอยู่เรื่อย ๆ

รถยนต์เด่น ๆ ที่จะได้พบเห็นในหนัง

  • Toyota AE86
  • Mazda Rx7 FD
  • Honda NSX
  • Honda Civic EG6

5. Baby Driver

Credit : IMDB

เรื่องย่อ

เรื่องราวของชายหนุ่มที่มีนามว่า เบบี้ เขามีแผลในใจตั้งแต่วัยเด็กจากการสูญเสียพ่อและแม่ในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ซึ่งเค้าถูกรับเลี้ยงจากชายผู้เป็นใบ้ โจเซฟ แต่ชีวิตของเค้าก็ไม่ได้ดีเท่าไรนัก ด้วยหนี้ที่มีอยู่บวกเข้ากับไปสะดุดตา ด็อก ผู้ว่าจ้างให้เบบี้ ขับรถ Subaru Impreza สีแดง ไปก่ออาชญากรรมในเมืองแอตแลนต้า ถึงแม้ว่าตัวเค้าเองจะไม่อยากทำก็ตาม แต่ด้วยภาระต่าง ๆ ทำให้เบบี้ ไม่มีทางเลือกมากนัก จึงเป็นที่มาและจุดเริ่มต้นของเรื่องราวการไล่ล่ากับบนท้องถนน ระหว่างเบบี้และตำรวจ ที่จะต้องหนีการจับกุม โดยเทคนิคการขับรถสุดเท่ ตลอดทั้งเรื่อง 

รถยนต์เด่น ๆ ที่จะได้พบเห็นในหนัง

  • Subaru Impreza WRX

สรุปท้ายบทความ 5 หนังสำหรับคอรถยนต์ต้องหาดู

แนะนำกันไปหมดแล้ว สำหรับหนังที่แฟน ๆ หรือเหล่าคนรักรถยนต์ต้องห้ามพลาด เพราะในทุก ๆ เรื่องนั้นที่นอกจากจะมีความมัน ดุเดือด แค่อ่านจากเรื่องย่อก็ทำให้ร่างกายสูบฉีดอะดรีนาลีนแล้ว อีกทั้งยังมีรถยนต์สวย ๆ อีกมากที่ยังไม่ได้พูดถึง ที่จะต้องว้าวถ้าได้เห็นในหนัง ซึ่งทุกคนจะต้องไปหาดูกันเองหลังจากนี้

หากใครอ่านแล้ว ดูหนังแล้ว และเกิดความรู้สึกว่าอยากจะขับรถ หรืออยากได้รถใหม่ ไว้ขับเที่ยวเล่นชิล ๆ ไปไหนมาไหน บอกเลยว่าคุณมาถูกที่แล้ว เข้ามาที่นี่เลย!! Kaidee Auto แหล่งรวมรถยนต์หลากหลาย ที่คุณสามารถนัดเพื่อดูรถกับผู้ขายก่อนการซื้อได้ แถมตรงกับเงินที่มีอยู่ในกระเป๋าอีกด้วย

Gen Z: Freedom เจเนอเรชัน สไตล์เรา โลกเรา

Gen Z: Freedom เจเนอเรชัน สไตล์เรา โลกเรา

เจเนอเรชัน Z หรือ ที่เรียกติดปากกันว่า ‘เด็ก Gen Z’ เป็นกลุ่มคนช่วงอายุ 10-24 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ 2538 – 2552) เด็ก Gen Z มักจะถูกคนรุ่นก่อนมองเสมอว่าเป็นกลุ่มเด็ก ติดโลกออนไลน์, สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต, มีพฤติกรรมรักอิสระ และ มักแสดงความเป็นตัวเองชัดเจน

politico.com

ด้วยความที่ Gen Z เกิดมาท่ามกลางโลกที่เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ด้วยแรงผลักดันจากโซเชียลมีเดีย แน่นอนว่า พวกเขาต้องมีความคิดที่แตกต่างจากคนรุ่นก่อน 

ปัจจุบันเราไม่จำเป็นต้องลงทุนสร้างธุรกิจด้วยต้นทุนมหาศาล เพื่อเอื้อมถึงคนจำนวนมาก หรือทำ Marketing เป็นขั้นตอนอย่างเคย สิ่งที่ทำให้ผู้คนเป็นที่รู้จักและเครื่องมือที่ทำให้สินค้าขายดีชั่วข้ามคืน กลับเป็นเพียงแค่ ‘วิดีโอ TikTok เจ๋งๆ’  ‘ข้อความ “Relatable” จาก Twitter’ หรือ ‘รูปคุมธีมใน Instagram’ 

ด้วยเหตุนี้ Gen Z จึงมีความคิด “OUTSIDE THE BOX” เลือกที่จะไม่เดินตามแบบแผนที่ผู้ใหญ่เห็นชอบ เพราะพวกเขาเห็นถึงโอกาสในการสร้างรายได้ ในทุกที่และทุกเวลา เพียงแค่คลิก

ความเป็นอิสระและนิสัยคิดนอกกรอบ นี้เอง ได้ถูกถ่ายทอดออกมาทางการแต่งตัว, งานอดิเรก หรือแม้กระทั่งหน้าที่การงานของพวกเขา วันนี้เราจะมาดูกันว่า Gen Z มีสไตล์การแต่งตัวแบบไหนกันบ้าง ในปี 2021 นี้, อะไรที่กำลังมาแรง และอะไรถือว่าตกเทรนด์ไปแล้ว มาดูกันเลย

เทรนด์ที่ครองใจเด็ก Gen Z

lofficielusa.com

“สไตล์การแต่งตัวของเด็กวัยรุ่น เป็นเครื่องมือ 

ใช้วัดจุดสิ้นสุดของเจเนอเรชันหนึ่ง และจุดกำเนิดของเจเนอเรชันถัดไป”

เพราะ “สไตล์” เป็นสิ่งที่เด็กแต่ละรุ่น ถ่ายทอดออกมาจากความรู้สึกและแนวคิดในการมองโลกของเขา แน่นอนว่าสังคมแต่ละสมัย มีความกดดันในการใช้ชีวิต และอิสระในการแสดงตัวตน ต่างกัน ดังนั้น ทุกเจเนอเรชันจึงมีสไตล์ที่โดดเด่นต่างกันไป

ในส่วนของเด็ก Gen Z ….พวกเขามีวิธีถ่ายทอดความเป็นอิสระทางไหนบ้างนะ ? 

“ย้อมผม Crazy Color โชว์ความเป็นตัวเอง”

momtastic.com

ปี 2020 ที่ผ่านมา การย้อมสีผมสีแสบๆ อย่าง สีเขียว, สีฟ้า, สีชมพู หรือสีบลอนด์ เป็นที่นิยมมากในกลุ่ม Gen Z พวกเขามองว่าการย้อมผมสีสนุกๆ เช่นนี้ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่พวกเขาสามารถแสดงความเป็นตัวเองได้ชัดเจน 

นอกจากนี้การย้อมสีผม นอกเหนือจากสีผมธรรมชาติ ยังถือเป็นสัญลักษณ์ บ่งบอกถึงการเลือกเดินออกนอกกรอบ เพื่อแสดงให้ผู้ใหญ่เห็นถึงประโยชน์ของสิทธิส่วนบุคคลที่พวกเขาเรียกร้องและสมควรได้รับ

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทรงผมของเหล่าดาราและศิลปิน โดยเฉพาะนักร้อง Kpop อย่าง BlackPink หรือ เจ้าแม่เพลงเศร้าอย่าง Billie Eilish ก็มีอิทธิพลต่อ ทรงผม/สีผม ของเด็ก Gen Z มากทีเดียว 

อย่างไรก็ตามในปี 2021 นี้ เราเริ่มสังเกตเห็นได้ว่า เทรนด์สีผมโทนธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาลหม่นเขียว, น้ำตาลแดง และสีดำธรรมชาติ ได้เริ่มกลับมานิยมอีกครั้ง ทั้งนี้เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด ที่ทำให้การดูแลรักษาสีผมยากขึ้นนั่นเอง แต่แน่นอนว่าเด็ก Gen Z ไม่ยอมหมดสนุกเพียงแค่เพราะแค่ไปร้านทำผมไม่ได้แน่นอน 

lookbook.in.th

ครั้งนี้พวกเขาเพิ่มชิ้นส่วนความเป็นตัวเองลงไป ด้วยการย้อมสีผม เป็นช่อ ให้ตัดกรอบหน้า เรียกได้ว่าโควิด หยุดความคิดสร้างสรรค์ของ Gen Z ไม่ได้จริงๆ

“ลืมชีทเรียนได้… แต่ลืมใส่เครื่องประดับไม่ได้”

gq.com

สำหรับพวกเขาแล้ว เครื่องประดับ เป็นสิ่งที่ลืมไม่ได้ เรียกได้ว่าสำคัญกว่ากุญแจบ้านเลยก็ว่าได้

แฟชั่นการใส่เครื่องประดับ มีมานานตั้งแต่สมัยอดีต ซึ่งในอดีตจะนิยมใส่เครื่องประดับราคาแพง เช่น เพชร หรือ พลอยลูกใหญ่ๆ เพื่อบ่งบอกฐานะทางสังคม แต่ในปัจจุบัน แฟชั่นเครื่องประดับได้เปลี่ยนดีไซน์ ให้มีความมินิมอลมากขึ้น อย่างไรก็ตามเทรนด์แฟชั่นเหล่านี้แทบจะเปลี่ยนไปทุกวัน


และเมื่อ 2-3 เดือนที่ผ่านมา แหวนสไตล์อินดี้ ‘Chunky Ring’ ซึ่งเป็นแหวนแป้งดิน (Polymer Clay) ก็ได้กลายเป็นแฟชั่นมาแรงในกลุ่มวัยรุ่นเพียงชั่วข้ามคืน

 ต้องขอบอกเลยว่า แหวนอินดี้นี้น่ารักมากๆ แถมราคาก็วงละไม่ถึงร้อยอีกต่างหาก

“KNITWEAR ก็มา สดใส วินเทจ สไตล์ Gen Z”

เมื่อต้นปี 2021 เห็นได้ชัดเลยว่า เสื้อไหมพรม (Knitwear) ไม่ว่าจะเป็นทรงครอปท็อป หรือ Over-Size ก็ได้กลับมาฮิต ติดตลาดอีกครั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มสาวๆ Gen Z 

ด้วยความรู้สึกที่เหมือนได้หยิบเสื้อของคุณปู่มาใส่นี่เอง แบรนด์ห้องเสื้อแฟชั่นแถวหน้าอย่าง Jacquemus และ JW Anderson ก็ได้ปล่อยเสื้อไหมพรมออกมาแข่งกันเป็นว่าเล่น ทำให้เห็นถึงเทรนด์แฟชั่นเสื้อถักมือ ที่กำลังจะกลับมาเป็น “Iconic Piece” อีกครั้ง ในฤดู Fall/ Winter นี้ 

ต้องบอกเลยว่าบางตัวจากแบรนด์ ก็ดังถล่มทลาย จนถึงกับมีของก็อบออกมาขายตามไม่หยุด

“สีสัน มาก่อนเสมอ”

ไม่ว่าคุณจะเป็น Gen ‘Baby Boomer’ หรือ Gen ‘Millennial’ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือเทรนด์การแต่งตัวของเด็ก Gen Z นั้น มีอิทธิพลต่อวงการแฟชั่นไม่ว่าจะในระดับ Fast Fashion หรือในระดับ High Fashion มากเลยทีเดียว

สไตล์ของ Gen Z  จะเน้นความคิดสร้างสรรค์และสีสันสดใส มากกว่าดีไซน์เรียบหรู แนวมินิมอล เหมือนสไตล์ของ Gen X

แฟชั่นเสื้อผ้าของ Gen Z ที่เห็นกันบ่อยๆ มักจะเป็นการผสมผสาน ระหว่างแฟชั่นสมัยช่วงต้นปี 2000 กับสีสันสนุกๆ จากยุคโมเดิร์น เข้าด้วยกัน 

และสีสันที่นิยม ในปี 2021 จะเป็น สีพาสเทล ที่ไม่อ่อนหรือเข้มจนเกินไป เช่น สีเขียวพาสเทล สีเหลืองอ่อน หรือ สีม่วงอ่อน เป็นต้น 

upholsteryfabrics.eu

ซึ่งจะต่างจากเทรนด์เสื้อผ้าของเด็ก Gen Z ปีที่แล้ว ที่เน้นสีสันฉูดฉาด เช่น สีแดงเข้ม หรือ สีส้ม 

ที่สำคัญเด็ก Gen Z ยังซื้อเสื้อผ้ามือสอง หรือเสื้อผ้าจากร้านอินดี้ ราคาประหยัด มากกว่าการซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพงๆ อีกด้วย เพราะอะไรกันนะ มาอ่านข้อต่อไปกันเลย

“ใครบอกว่าเราใช้ของแพง…งานอดิเรกคือ ‘Thrift’ ต่างหาก”

avenueone.sg

ผู้เขียนเอง เกิดปี 2540 เพราะฉะนั้น ผู้เขียนเป็นหนึ่งในสมาชิก Gen Z และโดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนคิดว่า เหตุผลที่ Gen Z ชอบซื้อเสื้อผ้ามือสองแทนการซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนมนั้น ไม่เพียงแค่เพราะพวกเขาใส่ใจสิ่งแวดล้อม และปัญหาการกดค่าแรงขั้นต่ำในอุตสาหกรรม Fast Fashion เท่านั้น แต่ Gen Z ยังเป็นกลุ่มเด็กที่รู้จักสร้างรายได้ให้ตัวเอง ซึ่งการที่พวกเขาเกิดมาในโลกโซเชียลมีเดียนี้เอง ได้เปิดโอกาสให้เขารู้จักสร้างรายได้ง่ายๆ แม้จากในห้องนอน


ดังนั้น การซื้อ-ขายต่อของที่ไม่ใช้แล้ว (Re-Sale) อย่างเสื้อผ้า หรือ รองเท้า จึงกลายเป็น Culture หนึ่งของเด็ก Gen Z ไปโดยปริยาย

นอกจากนี้ เสื้อผ้าจากร้านอินดี้ ก็มักจะมีดีไซน์เก๋ ไม่ซ้ำใครเสมอ

ใครอยากลองซื้อ – ขาย เสื้อผ้ามือสองดูบ้าง แต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหน ลองแวะมาซื้อ-ขายที่ Kaidee แหล่งรวม สินค้ามือหนึ่ง-มือสองออนไลน์ ชั้นนำของประเทศไทย ก่อนได้เลยค่ะ

“Look Cool ด้วยกระเป๋าสะพายไหล่”

cheezelooker.com

ตั้งแต่ปี 2019 ‘กระเป๋าทรงสะพายไหล่ ซึ่งเป็นทรงกระเป๋าที่นิยมในยุค 90 ก็ได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง และก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะตกเทรนด์ง่ายๆ จนกระเป๋าทรงนี้ ได้รับการขนานนามจากกูรูแฟชั่นว่าเป็น “It Bag” ไปเสียแล้ว 

และแน่นอนว่าผู้นำเทรนด์อย่างเด็ก Gen Z ก็ไม่พลาดที่จะกระโดดเข้าเทรนด์ ซื้อกระเป๋าสะพายไหล่มาเก็บไว้ครอบครอง

การเลือกซื้อกระเป๋าของพวกเขา จะต่างจากการซื้อเสื้อผ้า เขามักจะเลือกซื้อกระเป๋า Designer ราคาสูง เนื่องจากกระเป๋าจะมีคุณภาพดีกว่า แถมยังเป็นสินค้าที่สามารถทำกำไรได้ในอนาคต

กระเป๋าแบรนด์เนมทรงสะพายไหล่ที่เด็ก Gen Z ชื่นชอบยกตัวอย่าง เช่น

1. Prada Re-Edition 2000 Nylon Mini-bag 

กระเป๋า Prada Re-Edition 2000 Nylon Mini-bag ใบนี้ บอกเลยว่าฮิตที่สุดแล้ว ด้วยดีไซน์เรียบง่าย แต่กลับดูหรูหรา แถมยังเหมาะกับใส่ทุกโอกาส จึงไม่แปลกที่เด็ก Gen Z จะหลงรักกระเป๋าใบนี้

และล่าสุด Prada Re-Edition 2000 Nylon Mini-bag รุ่นนี้ ก็ได้เพิ่มลูกเล่นจากรุ่นเก่า (Prada Nylon) อย่างการเพิ่มสายสะพายข้าง กับกระเป๋าห้อยเล็กๆ ให้ดูอินเทรนด์ขึ้นไปอีกระดับ

2. Fendi Baguette

Fendi Baguette ใบนี้ มีสตางค์อย่างเดียวก็ซื้อไม่ได้นะคะ สไตล์การแต่งตัวต้องเลิศด้วย ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่าสไตล์การแต่งตัวของ Gen Z นั้น มักจะมีกลิ่นอายความวินเทจ ผสมกับสีสันจาก Modern Day ดังนั้น คงไม่ใช่เรื่องน่าตกใจถ้าพวกเขาจะอยากได้ สัญลักษณ์ของยุค 90s …. Fendi Baguette ใบนี้เป็นเจ้าของ

ตัวตนของเด็กเจเนอเรชัน Z 

หลายคนมองว่า Gen Z มีความอดทนต่ำ และไม่มีความพยายามเท่ากับเจเนอเรชันก่อน ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ เนื่องจากพวกเขาเกิดมาพร้อมกับเทคโนโลยี ที่ให้ทั้งความสะดวกสบาย และความรวดเร็วในการหาข่าวสาร และข้อมูลต่างๆ 

แม้ว่าความอดทนจะไม่ได้สูงเท่ากับคนรุ่นก่อนหน้า แต่ความกล้าตัดสินใจ คิดเร็ว ทำเร็ว และความเป็นตัวเองของพวกเขา ก็เป็นข้อดี ที่ทำให้ Gen Z มี ‘Mindset นักธุรกิจ’ ตั้งแต่ยังเด็ก 

และนิสัยที่แตกต่างของคนแต่ละเจเนอเรชันนี้เอง ที่ทำให้สังคมเราก้าวเดินไปข้างหน้า

ใครที่สนใจเสื้อผ้าวินเทจ คุณภาพดี ราคาประหยัด เพื่อนำมา Mix and Match ให้ได้สไตล์คูลๆ แบบเด็ก Gen Z ลองเข้ามาดูที่เว็บ Kaidee ได้ค่ะ รับรองมีถูกใจแน่นอน

ฝันที่เป็นจริง! ‘LGBTQ+’ กู้ร่วมได้แล้ว ผ่านธนาคารต่อไปนี้

ฝันที่เป็นจริง! ‘LGBTQ+’ กู้ร่วมได้แล้ว ผ่านธนาคารต่อไปนี้

บนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนล้วนงดงามด้วยกันทั้งสิ้น และเมื่อความรักเติบใหญ่ ความฝันของหลายๆ คู่ ที่มีร่วมกัน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนึ่งในนั้นก็คือ การมีบ้านสักหลัง หรือคอนโดฯ สักห้อง เพราะนอกจากจะเป็นความมั่นคงรูปแบบหนึ่งแล้ว
ยังเป็นที่อยู่อาศัย เป็นที่พักพิงกายใจยามอ่อนล้าอีกด้วย

ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีกฎหมายรองรับการจดทะเบียนในกลุ่ม LGBTQ แต่คู่รัก LGBTQ ก็สามารถทำธุรกรรมทางการเงินร่วมกันได้บ้างแล้ว เช่น การกู้ร่วมซื้อบ้าน ซึ่งก็มีหลายธนาคารที่สนับสนุนให้ผู้กู้กลุ่มดังกล่าวสามารถขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้

การกู้ร่วมคืออะไร?

เราขอยกตัวอย่างให้ฟังง่ายๆ และเห็นภาพดังนี้ สมมติว่าคุณต้องการซื้อคอนโดฯ สักห้อง แต่ติดที่ว่าห้องของโครงการที่สนใจ
มีราคาสูง พอมาคำนวณดูก็พบว่าหากยื่นกู้คนเดียวมีโอกาสไม่ผ่านค่อนข้างมาก สถาบันการเงินก็จะมีการถามต่อว่ามีพ่อแม่พี่น้อง หรือญาติๆ ไหม? เพื่อจะเอารายได้ของบุคคลดังกล่าวมาคำนวณรวมกับของเรา เป็นการเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าเรามีกำลังผ่อนไหว ส่งผลให้อนุมัติเงินให้เราง่ายขึ้น

ดังนั้นการกู้ร่วมจึงเป็นการเซ็นสัญญายื่นกู้ร่วมกัน 2 – 3 คน ในทรัพย์สินชิ้นเดียวกัน และนำเอารายได้มาคำนวณรวมกันให้ธนาคารเห็นว่าคุณมีศักยภาพมากพอในการจ่ายเงินต้น และดอกเบี้ยให้กับธนาคารได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการอนุมัติสินเชื่อให้ง่ายขึ้น หรืออาจได้วงเงินเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมอีกด้วย 

ซึ่งสถาบันการเงินส่วนใหญ่มักตั้งเงื่อนไขในการกู้ร่วมว่า อนุญาตให้กู้ร่วมเฉพาะคนที่เป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกัน เช่น พ่อแม่ลูก, พี่น้อง, หรือญาติที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือด หรือจะเป็นคู่สมรสที่มีการแต่งงานกัน จะจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนก็สามารถกู้ร่วมได้

แน่นอนว่าการผ่อนอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องผ่อนกันในระยะยาว 20 -30 ปี ธนาคารจึงต้องการคนที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ที่จะช่วยกันรับภาระดังกล่าวไปได้ตลอดจริงๆ และด้วยเหตุผลนี้ ทำให้หลายๆ สถาบันทางการเงินยังไม่มีนโยบายที่จะให้คู่รัก LGBTQ กู้ซื้อที่อยู่อาศัยร่วมกันได้ เนื่องจากเพราะความสัมพันธ์ยังดูไม่ใกล้ชิดเท่าคนในครอบครัว หรือชายหญิงที่เป็นคู่แต่งงาน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ในปัจจุบันมีหลายๆ ธนาคารที่ยอมปล่อยกู้ให้แล้ว เรียกได้ว่านี่คือฝันที่เป็นจริงเลยล่ะค่ะ

กู้ร่วมทั่วไป การกู้ร่วมของคู่รัก LGBTQ+ ต่างกันหรือไม่?

ต้องขอบอกว่าความแตกต่างของการกู้ร่วมทั่วไปกับการกู้ร่วมของคู่รัก LGBTQ นั้นไม่ต่างกัน ส่วนที่ต่างคือกรรมสิทธิ์ผู้ถือครอง ซึ่งตามปกติจะมีให้เลือก 2 รูปแบบคือ

แบบที่ 1 ใส่ชื่อคนเดียวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ แต่เวลายื่นกู้มีผู้กู้ร่วม
แบบที่ 2 ใส่ชื่อผู้กู้ทั้ง 2 คนให้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน

แต่สำหรับชาว LGBTQ ธนาคารส่วนใหญ่กำหนดว่าจะต้องเลือกแบบ 2 เท่านั้น สิ่งที่ต้องระวังก็คือ เมื่อผ่อนเสร็จแล้วกรรมสิทธิ์จะเป็นของผู้กู้ทั้งคู่ ไม่ว่าเงินผ่อนของแต่ละคนจะจ่ายเท่าหรือไม่เท่ากันก็ตาม หรือสุดท้ายแล้วต้องการให้เป็นกรรมสิทธิ์ของฝั่งใดฝั่งหนึ่งก็ต้องมีการโอนทรัพย์สิน ซึ่งการโอนนั้นต้องมีการจ่ายค่าธรรมเนียมการโอนด้วย

เช็กลิสต์ธนาคาร ที่ชาว ‘LGBTQ+’ กู้ร่วมได้

จากภาพข้างต้น จะเห็นได้ว่าหลายสถาบันทางการเงินต่างก็เปิดโอกาสให้ชาว LGBTQ กู้ร่วมได้แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่
วงเงินกู้สูงสุดจะอยู่ที่ 90% – 100% ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร ส่วนเอกสารในการยื่นกู้นั้นไม่แตกต่างกัน
โดยมีรายละเอียดดังนี้ 

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนบ้าน
  • ใบสำคัญสมรส หรือเอกสารรับรองการอยู่ด้วยกัน
  • หนังสือรับรองเงินเดือนและสลิปเงินเดือน
  • Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • สำเนาสัญญาซื้อขาย

ถ้าเลิกรากัน จะจัดการทรัพย์สินอย่างไร?

บนเส้นทางของความสัมพันธ์นั้นต่างมีอะไรให้เรียนรู้มากมาย ทำให้ไม่มีอะไรการันตีได้เลยว่าจะคงอยู่ตลอดไป
ในกรณีที่เลิกรากันคู่รักสามารถจัดการกับทรัพย์สินที่กู้ร่วมกันได้ดังนี้

1. กรณีไม่ได้ทำการรีไฟแนนซ์ และมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการรักษาทรัพย์สินไว้
มีการผ่อนต่อคนเดียวจนหมด แต่เมื่อผ่อนหมด กลายเป็นกรรมสิทธิ์ทั้ง 2 คน

สามารถทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์ให้กับคนที่ผ่อนมาจนหมดได้ แต่ต้องตกลงกันให้ได้ก่อน ซึ่งปัญหาที่พบก็คือ
ตกลงกันไม่ได้ ทำให้ผู้ที่ผ่อนคนเดียวต้องฟ้องร้องถอนชื่อเจ้าของร่วมออก 

หลักฐานที่ใช้ยืนยัน อาทิ สลิป-ใบเสร็จในการจ่ายหนี้, การหักหนี้ผ่านบัญชีธนาคารทุกเดือน โดยใช้สิทธิทางศาล
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ❯ มาตรา 55 เพื่อขอถอนชื่อออกจากโฉนดได้

แต่การขึ้นศาลยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าทนาย ค่าเอกสาร ฯลฯ ดังนั้นจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ
และตัดสินใจให้ถี่ถ้วนก่อนกู้ร่วมเสมอ

2. กรณียังผ่อนไม่หมด และมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการผ่อนต่อ

ฝ่ายที่ต้องการผ่อนต่อต้องเป็นผู้รับผิดชอบเงินผ่อนทั้งหมด ซึ่งธนาคารจะประเมินความสามารถในการผ่อน
ของผู้กู้ที่เหลือว่ามีศักยภาพพอจะจ่ายไหวหรือไม่ 

แต่ปัญหาที่พบบ่อยๆ คือ ผู้กู้ที่เหลือไม่มีความสามารถในการผ่อนต่อคนเดียวได้ ถึงจะให้คนในครอบครัวผ่อนต่อ
แต่กรรมสิทธิ์เมื่อผ่อนเสร็จก็จะเป็นของคนในชื่อที่กู้ร่วมอีกคนอยู่ดี ซึ่งวิธีแก้ไขก็คือ การเปลี่ยนชื่อผู้กู้ร่วมให้เป็นคนในครอบครัว
หรือญาติๆ แทน ผ่านการรีไฟแนนซ์ แต่ธนาคารก็ต้องพิจารณาแล้วว่ามีความสามารถในการผ่อนแทน แต่ถ้าธนาคารพิจารณาแล้วว่าไม่ผ่าน ก็ไม่สามารถถอนชื่อผู้กู้ร่วมได้

ซึ่งการรีไฟแนนซ์จะมีค่าธรรมเนียมในการเปลี่ยนแปลงชื่อผู้กู้ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคารด้วย
ดังนั้นต้องคำนวณค่าใช้จ่ายให้ดีเสียก่อน

3. กรณีที่ต้องการขายทรัพย์สินที่ครอบครองร่วมกัน ต้องได้รับความยินยอมจากทุกฝ่ายก่อน

ขายทรัพย์สินก็ถือว่าเป็นอีกทางออกหนึ่งในกรณีที่ไม่มีใครต้องการผ่อนต่อ หรือไม่มีความสามารถในการผ่อนต่อเพียงคนเดียว 
แต่การขายต้องได้รับความยินยอมจากทั้ง 2 ฝ่ายก่อน

ในกรณีที่ผ่อนจนหมดแล้วกรรมสิทธิ์จะเป็นของทั้ง 2 ฝ่าย แต่ถ้ามีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการขาย
แต่อีกฝ่ายไม่ยินยอมก็ไม่สามารถขายได้เช่นกัน

ฝันที่เป็นจริง! ของชาว LGBTQ+

สำหรับชาว LGBTQ การมีบ้านสักหลัง หรือคอนโดฯ สักห้อง นับว่าไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วนะคะ แต่ก่อนจะกู้ร่วม ทางเราอยากให้ทุกคนศึกษารายละเอียดให้ดีซะก่อน เพื่อให้การกู้ร่วม การชำระหนี้ เป็นไปอย่างราบรื่น และที่สำคัญตัวโครงการต้องถูกใจ เหมาะกับไลฟ์สไตล์มากที่สุด เพื่อให้การอยู่อาศัยไร้ปัญหากวนใจ เกิดอยากปล่อยเช่าขึ้นมา ก็สามารถปล่อยเช่าได้ในราคาที่เหมาะสม

ทำนายเบอร์มือถือ เบอร์ไหนใช้แล้วรุ่ง ดูยังไง

ทำนายเบอร์มือถือ เบอร์ไหนใช้แล้วรุ่ง ดูยังไง

เรื่องราวของตัวเลขและโชคชะตาเป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกันมาเนิ่นนานตั้งแต่อดีต ตำรับตำราการดูโหราศาสตร์หลายสำนักก็หนีไม่พ้นต้องเกี่ยวข้องกับตัวเลข 

ในปัจจุบันเอง ตัวเลขก็ยังถือว่ามีบทบาทสำคัญในด้านความเชื่อเกี่ยวกับดวงชะตา ทำให้อะไรก็ตามที่เกี่ยวกับตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นเลขห้อง เลขที่บ้าน ทะเบียนรถ และเบอร์มือถือ หลาย ๆ คนก็มักจะเลือกโดยเบสจากการวิเคราะห์ตัวเลขเป็นหลัก 

สำหรับวันนี้ เราขอเจาะกันที่เบอร์มือถือแบบเต็ม ๆ กันไปเลย มาดูความหมายของตัวเลขแต่ละเลขและการจับคู่เลขมงคลเพื่อนำไปใช้เลือกเบอร์มงคลให้เสริมดวงในด้านที่เราต้องการกันดีกว่าค่ะ

รวมวิธีทำนายเบอร์มือถือ ความหมายของตัวเลขนั้นสำคัญไฉน

หลักการเลือกเบอร์มือถือให้เป็นศิริมงคลหรือเสริมดวงในด้านต่าง ๆ แบบง่าย ๆ ด้วยตัวเองนั้น คือการศึกษาความหมายที่ซ่อนอยู่ในแต่ละตัวเลข 

ความหมายของตัวเลข 0 – 9 ในการทำนายเบอร์มือถือ

เลข 0 

เลข 0 ได้ชื่อว่าเป็นเลขแห่งความลึกลับ ความเป็นตัวของตัวเอง และการมีโลกส่วนตัวสูง เชื่อมั่นใจตัวเอง มีความทันสมัย ชอบติดตามเทคโนโลยีใหม่ ๆ หากพูดถึงด้านลบ ก็จะเป็นเรื่องนิสัยหัวดื้อ ค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง

เลข 1

เป็นเลขที่สื่อถึงความเป็นผู้นำและความเด็ดเดี่ยว ฉลาด มีไหวพริบ ชอบคิดและลงมือทำในทันทีทันใด เหมาะกับเป็นเจ้าคนนายคนมาก ๆ มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ชอบถูกใครบังคับ

เลข 2

เป็นเลขแห่งเสน่ห์และความนุ่มนวล มีจินตนาการก้าวไกล ช่างฝัน มีความคิดสร้างสรรค์ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี เข้ากับคนอื่นได้ง่าย 

เลข 3

เลขของการแข่งขันและการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ ใครที่มีเลขนี้อยู่ในเบอร์มือถือ จะเป็นคนที่มีจิตวิญญาณนักสู้อยู่ในตัว คล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง 

เลข 4

เลขนี้มากับวาทศิลป์ ทำนายได้ว่าเลขนี้เป็นเลขที่สื่อถึงการช่างพูดช่างเจรจา เหมาะกับคนที่ทำธุรกิจ ค้าขาย หรือทำงานที่ต้องใช้ทักษะการพูดโน้มน้าวใคร รับรองว่าไม่มีผิดหวัง

เลข 5

เป็นเลขแห่งความรู้และสติปัญญา ชอบหาความรู้เพิ่มเติม และเป็นคนที่ยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม  เหมาะแก่การเป็นครู หรืออาชีพที่ต้องถ่ายทอดความรู้ให้คนอื่น

เลข 6

เป็นเลขที่เกี่ยวเนื่องการศิลปะ ใครมีเลขนี้อยู่ในเบอร์มือถือ จะเป็นคนที่รักความบันเทิง ชอบสังสรรค์ ชอบของสวยงามและศิลปะ เหมาะกับการทำงานที่ต้องใช้จินตนาการและศิลปะสูง อาทิ งานในวงการบันเทิง

เลข 7

สื่อถึงคนที่มีความอดทนและพยายาม ไม่ย่อท้อ เป็นคนรักสงบ ต้องมีความอดทนถึงจะได้มาซึ่งความประสบความสำเร็จ 

เลข 8

ได้ชื่อว่าเป็นเลขแห่งราหู ทำให้ชีวิตมักเกี่ยวพันกับความวุ่นวาย อบายมุข ด้านอารมณ์ มักเป็นคนที่อารมณ์ขึ้นลงง่าย มักเชื่อและถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ดีได้ง่าย ๆ 

เลข 9

หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยว่าเลข  9 เป็นเลขที่สื่อถึงความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่ไหน ๆ ในที่นี่เองก็เช่นกัน มีแล้วช่วยให้เจริญรุ่งเรือง แคล้วคลาดปลอดภัย ทำมาค้าขึ้น

ทำนายเบอร์มือถือจากคู่เลข

นอกจากเราจะทำนายเบอร์มือถือจากความหมายของแต่ละเลขได้แล้ว เรายังสามารถทำนายจากการดูคู่เลขที่อยู่ในเบอร์เราได้ด้วย คู่เลขในที่นี้คือเลขที่อยู่ติดกันนั่นเอง ไปดูกันเลยดีกว่าว่าคู่เลขแบบไหนดีและไม่ดี 

ตัวเลข 00 

ตัวเลขแห่งศิลปะ รักอิสระ คาดเดาอารมณ์ได้ยาก มีโลกส่วนตัวสูง และรักการท่องเที่ยว

ตัวเลข 01, 10

มีความเป็นผู้นำ เชื่อมั่นใจตัวเอง ชอบคิดและลงมือทำ  ไม่ชอบให้ใครมาบังคับหรือตั้งกฎเกณฑ์ เหมาะกับการเป็นผู้นำ หัวหน้างาน 

ตัวเลข 02, 20

เป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหว อ่อนโยน เพ้อฝัน มีความคิดกว้างไกล และมักมีความโลเล

ตัวเลข 03, 30 

เป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวน กล้าได้กล้าเสีย ใช้อารมณ์นำทาง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่เอาตัวรอดในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี มีความมั่นใจ เรียนรู้เร็ว

ตัวเลข 04, 40

ตามหลักการทำนายเบอร์มือถือ ใครที่มีตัวเลขดังกล่าวนี้ มักจะเป็นคนที่ชอบค้นคว้าหาความรู้ใหม่ ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ เหมาะกับการทำงานที่เกี่ยวกับด้านการสื่อสาร หรือเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูลต่าง ๆ 

ตัวเลข 05, 50

เลขคู่ดังกล่าวบ่งบอกถึงความเป็นตัวของตัวเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และยึดหลักศีลธรรมและคุณธรรม อาชีพที่เหมาะสมได้แก่ ครู วิทยากร เป็นต้น

ตัวเลข 06, 60

ใครมีเลขคู่นี้มักเป็นคนที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย มีอารมณ์สุนทรีย์ เกี่ยวเนื่องกับศิลปะ มีรสนิยมที่ดี แต่มักมีปัญหาเรื่องความรัก เช่น มีรักซ้อน หรือแอบรักข้างเดียว 

ตัวเลข 07, 70

เป็นเลขที่ค่อนข้างจะต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมาย และต้องอยู่กับความกดดันในด้านต่าง ๆ ทำให้อาจจะกลายเป็นคนที่เครียดง่าย จริงจัง แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบสูง ทนต่อแรงกดดันได้เป็นอย่างดี 

ตัวเลข 08, 80

คู่ตัวเลขแห่งอบายมุข เป็นคนที่ลุ่มหลงกับอบายมุขต่าง ๆ ได้ง่าย ใจนักเลง กล้าได้กล้าเสีย รักเพื่อนพ้อง ส่วนมากแล้วมักจะมีดวงที่ต้องเข้าไปเกี่ยวจ้องกับธุรกิจสีเทา 

ตัวเลข 09, 90

คู่ตัวเลขมงคลที่มาพร้อมกับโชคลาภ ทำมาค้าขายขึ้น มีลางสังหรณ์แม่น มักจะมีโชคแบบที่ไม่คาดคิด เหมาะกับคนทำธุรกิจ หรือแม้แต่งานที่เกี่ยวข้องกับวัตถุโบราณ ของขลัง และเกี่ยวกับคนต่างชาติ 

ตัวเลข 11

ตามหลักทำนายเบอร์มือถือ คู่เลขนี้จะสื่อถึงคนที่มีความใจร้อน ชอบความท้าทาย ชอบตัดสินใจและวางแผนเอง ไม่ยอมเสียศักดิ์ศรี

ตัวเลข 12, 21

ใครมีเลขคู่นี้ ทำนายว่าเป็นคนที่มีอารมณ์แปรปรวน เดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง มีความขัดแย้งในตัวเอง มักจะมีความคิดเป็นของตัวเองที่ไม่เหมือนใคร 

ตัวเลข 13, 31

เป็นเลขแห่งความทะเยอทะยานและโลดโผน ชีวิตมักจะพลิกผันอย่างที่ไม่คาดคิดอยู่ตลอด ตัวเจ้าของเบอร์มือถือที่มีเลขดังกล่าวมักจะมีอุปนิสัยด่วนตัดสินใจ ไม่ค่อยรอบคอบ จึงควรระมัดระวังเรื่องอุบัติเหตุ

ตัวเลข 14, 41

ใครที่มีคู่เลขนี้อยู่ในเบอร์มือถือ มักจะเป็นคนที่เด่นในด้านการเจรจา การประสานงาน พูดจาดี ดูน่าเชื่อถือ และฉลาดหลักแหลม เหมาะกับการเป็นนักธุรกิจหรือนักวางแผน 

ตัวเลข 15, 51

คู่เลขนี้ก็โดดเด่นในเรื่องสติปัญญาไม่แพ้ใคร เป็นคนเรียนรู้ได้ไว มีดวงผู้ใหญ่อุปถัมภ์ ไม่ทุกข์ยาก บวกกับเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคนด้วย

ตัวเลข 16, 61

ใครถือครองเลขคู่นี้ ถือเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เด่นเรื่องการเงินและการงาน เนื่องจากเป็นคนที่รู้จักวางแผน ขยันหาเงินหารายได้อยู่ตลอด

ตัวเลข 17, 71

เป็นตัวเลขที่สื่อถึงความเป็นผู้นำสูง ฉลาด บริหารงานเก่ง มีความละเอียดและรอบคอบ ไม่บุ่มบ่าม เหมาะกับงานด้านการบริหารและการวางแผน 

ตัวเลข 18, 81

ตัวเลขคู่นี้บ่งบอกว่าเป็นคนที่ค่อนข้างจะหลงระเริงในอำนาจของตนเอง เจ้าอารมณ์ ใจร้อน รักศักดิ์ศรี ไม่ยอมคน และมีความทะเยอทะยานสูง

ตัวเลข 19, 91

เป็นเลขของคนที่ชอบเข้าสังคม  มีวิสัยทัศน์ มักมีคนนับหน้าถือตา เป็นเจ้าคนนายคน มีรสนิยมสูง เหมาะกับงานที่ต้องพบปะผู้คนหรือเข้าสังคมบ่อย ๆ

ตัวเลข 22

ตัวเลขของคนที่มีเสน่ห์อ่อนโยน อัธยาศัยดีเป็นเลิศ เข้ากับคนได้ง่าย เข้าอกเข้าใจคน มีเสน่ห์ดึงดูดเพศตรงข้าม ส่วนมากแล้ว การงานมักจะเหมาะกับอะไรสวย ๆ งาม ๆ เช่น ธุรกิจเสริมความงาม หรือการบริการดูแลคน

ตัวเลข 23, 32

คู่เลขนี้เหมาะกับคนที่ทำงานด้านการค้าขาย ต้องติดต่อลูกค้า เพราะเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างเสริมเสน่ห์ให้คนสนใจได้ดี แต่ในด้านลบเสน่ห์อาจจะมากเกินไป จนทำให้เกิดปัญหาหรือข่าวเสียหายแก่ตนเองได้ 

ตัวเลข 24, 42

ใครได้คู่เลขนี้ เป็นคนที่มีอัธยาศัยดี ชอบเข้าสังคม มีมนุษย์สัมพันธ์ เป็นที่รักใครของคนที่รู้จักพบเห็น  มีโชคลาภด้านการเงินไม่ขาดสาย 

ตัวเลข 25, 52

คู่ตัวเลขนี้โดดเด่นมากในด้านผู้อุปถัมภ์ โดยเฉพาะผู้อุปถัมภ์ที่เป็นเพศหญิง นอกจากนี้ผู้มีที่เลขคู่นี้ ยังมีอุปนิสัยที่มั่นคง แก้ไขปัญหาเก่งเป็นเลิศ

ตัวเลข 26, 62

ใครอยากพูดเก่ง พูดแล้วเงินทองไหลมาเทมา ต้องคู่เลขนี้เลย เรียกว่าได้ดีเพราะคำพูดจริง ๆ เหมาะกับคนที่ต้องทำงานด้านการติดต่อสื่อสารหรือใช้คำพูด เช่น พนักงานขาย เป็นต้น

ตัวเลข 27, 72

คู่เลขนี้ความหมายไม่ค่อยดีนัก จะเกี่ยวข้องกับหนี้สิน การเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ รายจ่ายมากกว่ารายรับ อีกทั้งความรักยังไม่ค่อยดี หากมีคู่ ก็อาจจะมีโอกาสเลิกราได้ง่าย

ตัวเลข 28, 82

โดดเด่นด้านการเงิน บริหารเงินเก่ง มีหัวนักธุรกิจ ใจกล้า กล้าได้กล้าเสีย เหมาะกับการบุกเบิกธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยังไม่ค่อยมีใครทำ จะประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี 

ตัวเลข 29, 92

เลขคู่นี้เหมาะกับคนที่ทำงานด้านศิลปะหรือต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ เพราะเป็นตัวเลขแห่งความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการก้าวไกล มีความเป็นศิลปินในตัวสูง

ตัวเลข 33

คู่ตัวเลขของคนที่มีความกล้าหาญ อดทน ลุยได้ทุกสถานการณ์ ไม่ย่อท้อ ทำงานได้รวดเร็วว่องไว เป็นคนจริงใจ รักเพื่อนพ้อง

ตัวเลข 34, 43

ตามตำราการทำนายเบอร์มือถือ ใครมีคู่เลขนี้ถือว่าเป็นคนที่ใช้อารมณ์เป็นหลัก มักพูดจาตรงไปตรงมา ไม่รู้จักถนอมน้ำใจคนฟัง แต่ทั้งนี้ก็เป็นคนที่ใจกล้า เรียนรู้ได้เร็ว สามารถปกครองคนได้ดี

ตัวเลข 35, 53

ตัวเลขคู่นี้เป็นตัวเลขที่สื่อถึงอำนาจและบารมี เหมาะกับคนที่อยากเสริมดวงด้านอำนาจบารมี ให้การงานเจริญเติบโตก้าวหน้า 

ตัวเลข 36, 63

อีกหนึ่งคู่ตัวเลขที่ส่งเสริมด้านเสน่ห์ มีคนเข้ามาชอบพอไม่ขาดสาย การเงินและการงานเจริญก้าวหน้า มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร

ตัวเลข 37, 73

คู่ตัวเลขที่ให้ผลไม่ดี จะมีอุปสรรคขัดขวาง มีเรื่องให้ต้องแก้ปัญหาตลอด มักมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจไม่ว่าจะเป็นด้านการงาน การเงิน และความรัก

ตัวเลข 38, 83

ใครที่มีเบอร์มือถือที่มีคู่เลขนี้ ทำนายได้ว่าเป็นคนใจร้อน โผงผาง กล้าได้กล้าเสีย ไม่ค่อยรอบคอบ ตัดสินใจไว รวมทั้งชอบความเสี่ยง

ตัวเลข 39, 93

เป็นตัวเลขที่เกี่ยวกันกับเรื่องของโชคลาภด้านการแข่งขัน หรือโชคที่ได้มาโดยไม่ทันคาดคิด 

ตัวเลข 44

เหมาะกับคนที่ทำงานด้านการติดต่อประสานงาน โดดเด่นเรื่องการประสานงาน วางแผน มีไหวพริบดี เก่งด้านประชาสัมพันธ์สื่อสาร

ตัวเลข 45, 54

โดดเด่นเรื่องสติปัญญา ชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม พูดเก่ง มีความน่าเชื่อถือ เหมาะกับงานด้านวิชาการ ไม่ว่าจะเป็น ครู แพทย์ นักวิชาการ นักวางแผน

ตัวเลข 46, 64

คู่ตัวเลขส่งเสริมเสน่ห์ ตามหลักทำนายเบอร์มือถือ เชื่อว่าใครมีคู่ตัวเลขนี้ จะเป็นที่รักของทุกคน มีเสน่ห์ คนอยากเข้าหา ด้วยอุปนิสัยที่เอาอกเอาใจคนเก่ง รู้จักพูด อ่อนโยน 

ตัวเลข 47, 74

เป็นตัวเลขที่เด่นเรื่องความมั่นใจ คำพูด มีเหตุผล น่าเชื่อถือ ทำให้ผู้อื่นเชื่อถือและคล้อยตามได้ง่าย เหมาะกับอาชีพที่ต้องอาศัยกับเชื่อมั่น เช่น ทนาย นักธุรกิจ ผู้นำชุมชน เป็นต้น

ตัวเลข 48, 84

ตัวเลขนี้มาพร้อมความวุ่นวาย โดนเอาเปรียบ ไว้ใจใครยาก มักมีปัญหาด้านการสื่อสาร หรือเรื่องเอกสารสัญญา ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการค้ำประกันใด ๆ เพราะมีแนวโน้มจะเดือดร้อน

ตัวเลข 49, 94

ตัวเลขของคนที่เก่งด้านภาษา เรียนรู้ไว โดดเด่นในด้านการติดต่อต่างประเทศ หรือการทำงานที่เกี่ยวข้องกับคนต่างชาติ 

ตัวเลข 55

เลขคู่นี้ถือว่าเป็นคนที่มีอุปนิสัยเป็นผู้ใหญ่ ยึดมั่นในคุณธรรม มีเหตุผล ใจเย็น น่าเชื่อถือ ชอบศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอด 

ตัวเลข 56, 65

ใครที่คู่เลขนี้อยู่ในเบอร์มือถือ จะเด่นเรื่องทรัพย์สิน มีโชค มีวาสนา มีสติปัญญาฉลาดหลักแหลม แก้ไขปัญหาได้ไวและเก่งกาจ สามารถทำงานได้หลากหลายประเภท 

ตัวเลข 57, 75

ตัวเลขคู่นี้จะเกี่ยวพันกับความขัดแย้งกับผู้ใหญ่ ทำให้คิดมากและเกิดความเครียดสะสมได้ง่าย 

ตัวเลข 58, 85

เป็นเลขที่เกี่ยวเนื่องกับการวางแผนและแก้ปัญหา มีไหวพริบ รู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยม ฉลาดแกมโกง เป็นคนที่ระมัดระวังตัว ไม่ค่อยไว้ใจใครง่าย ๆ

ตัวเลข 59, 95

เลขคู่นี้เป็นเลขที่ส่งเสริมความเจริญก้าวหน้า ชอบพัฒนาตัวเอง มีสติปัญญาดี มีความคิดเป็นผู้ใหญ่ มักได้รับความเมตตาจากผู้ใหญ่ได้ง่าย ๆ มักมีโชคลาภเข้ามาแบบไม่รู้ตัว

ตัวเลข 66

ตามหลักทำนายเบอร์มือถือ เลขคู่นี้เป็นตัวเลขที่มีเด่นด้านเสน่ห์ เป็นคนที่ร่าเริง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย มีหัวด้านศิลปะ 

ตัวเลข 67, 76

เลขคู่นี้จะเกี่ยวพันกับความทุกข์ใจด้านเงินทองและความรัก มักจะเป็นคนที่เก็บเงินไม่อยู่ หรืออาจจะเป็นคนที่ไม่ยอมใช้เงินเลย มีหนี้สินเยอะ ด้านความรัก ก็มักจะมีเรื่องให้ทุกข์ใจอยู่ตลอด

ตัวเลข 68, 86

ลักษณะนิสัยของคนที่มีคู่เลขนี้ในเบอร์มือถือ เป็นคนที่เก็บเงินไม่ได้ หาเงินมาได้ก็ใช้ออกทันที ชอบซื้อของฟุ่มเฟือย เข้าสังคมเก่ง เป็นคนที่รักใครแล้วทุ่มหมดตัว ไม่เผื่อใจ ต้องระวังเรื่องความฟุ่มเฟือยด้านการเงินและการลุ่มหลง

ตัวเลข 69, 96

เป็นคนมีดวงด้านการเงินและการงาน มีคนนิยมชมชอบตลอด มีความคิดสร้างสรรค์ และรสนิยมดี มีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศบ่อย

ตัวเลข 77

จากหลักการทำนายเบอร์มือถือแล้ว ตัวเลขคู่นี้สื่อถึงการต่อสู้และความอดทน ชีวิตมักต้องเจอปัญหาเข้ามาตลอด ต้องใช้ความอดทนสูงถึงจะประสบความสำเร็จ 

ตัวเลข 78, 87

ตัวเลขคู่นี้เหมาะกับคนที่อยากเสริมด้านบารมี อำนาจ และอิทธิพล มีเพื่อนพ้องเยอะ กล้าพูด กล้าตัดสินใจ เหมาะกับการทำงานในตำแหน่งที่เป็นเจ้าคนนายคน

ตัวเลข 79, 97

โดดเด่นในด้านความคิดและหัวสมัยใหม่ มีมุมมองแปลกใหม่และสร้างสรรค์อยู่เสมอ มองการณ์ไกลได้ดี วางแผนเก่ง เหมาะกับงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ

ตัวเลข 88

เลขคู่นี้บ่งบอกถึงอุปนิสัยที่เด็ดเดี่ยว กล้าตัดสินใจ ใจกว้าง ทันคน กล้าได้กล้าเสีย ชอบเสี่ยง เหมาะทำอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนหรือความเสี่ยง เช่น นักธุรกิจ

ตัวเลข 89,98

หากใครมีตัวเลขคู่นี้ในเบอร์มือถือ เชื่อว่าเป็นคนที่มีอำนาจโดดเด่น ผู้คนนับหน้าถือตา เป็นคนจริงจัง เคร่งในกฎระเบียบ ถ้าทำงานเกี่ยวกับการปกครองคน จะโดดเด่นมาก

ตัวเลข 99

ตัวเลขคู่สุดท้ายถือเป็นตัวเลขมงคลที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันอยู่แล้ว เป็นคู่ตัวเลขที่เกี่ยวเนื่องความสิ่งลี้ลับ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ โหราศาสตร์ เป็นคนที่มีลางสังหรณ์แม่นยำ มักมีโชคลาภเข้ามาแบบไม่รู้ตัว 

สรุปรวมวิธีทำนายเบอร์มือถือ ดูยังไงให้ได้เบอร์มงคล

เบอร์มงคลถือเป็นอีกศาสตร์ที่คนไทยให้ความสนใจ เชื่อกันว่าการใช้เบอร์ที่ถูกโฉลกกับเราหรือมีตัวเลขมงคล จะช่วยเสริมโชคลาภในด้านที่เราต้องการได้ การทำนายเบอร์มือถือนั้นมีหลากหลายวิธีมาก ๆ แต่วิธีที่เราสามารถวิเคราะห์เบอร์มือถือได้เองง่าย ๆ ก็คือการศึกษาความหมายของตัวเลขแต่ละตัวเลข รวมทั้งการดูความหมายของคู่ตัวเลขที่อยู่ในเบอร์เรา 

แน่นอนความตัวเลขที่จับคู่กันนั้นก็มีทั้งตัวเลขที่รวมกันแล้วให้ผลดีและให้ผลด้านร้าย ใครที่วิเคราะห์เบอร์แล้ว อยากเปลี่ยน หรือมีตัวเลขที่อยากได้ในใจ ลองเข้าไปค้นหาเบอร์มงคลได้ใน Kaidee เลยค่ะ มีให้เลือกเพียบ