Jun 23, 2021 | บทความอสังหาฯ
เมืองทอง เป็นอีกหนึ่งศูนย์รวมความเจริญของจังหวัดนนทบุรีที่ขยายใหญ่ขึ้นในทุก ๆ ปี เพราะมีใจกลางหลักที่สำคัญอย่าง ‘ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี’ ที่เป็นศูนย์การแสดงสินค้าขนาดใหญ่ของประเทศไทยเลยทีเดียว ซึ่งเหตุผลนี้เองที่ทำให้ในย่านเมืองทองจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกผุดขึ้นมามากมายเพื่อให้บริการประชาชนที่อยู่ในพื้นที่โดยเฉพาะ คอนโดเมืองทอง และย่านที่ใกล้เคียงอย่างย่านแจ้งวัฒนะ
คอนโดเมืองทอง และย่านใกล้เคียง
Popular Condo
ขอบคุณรูปจาก: Popular Condo
ถ้าหากจะพูดถึง คอนโดเมืองทอง หลาย ๆ คนต้องรู้จักกับ Popular Condo อย่างแน่นอนเพราะคอนโดมิเนียมแห่งนี้ตั้งอยู่ในตัวพื้นที่เมืองทองธานี ทำให้เดินทางไปยังสถานที่แสดงสินค้าและการประชุมได้แบบง่ายดาย อีกทั้งยังมีให้เลือกหลากหลายตึกและห้องเลยล่ะ ซึ่งจะมีห้องเพียง 1 แบบ คือ
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 28-38.5 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 500,000 บาท
ศุภาลัย ลอฟท์ แจ้งวัฒนะ
ขอบคุณรูปจาก: supalai.com
นอกจาก คอนโดเมืองทอง ที่กล่าวไปข้างต้นแล้วก็ยังมีคอนโดมิเนียมในย่านใกล้เคียงอีกมากมายที่น่าสนใจ เริ่มจาก ศุภาลัย ลอฟท์ แจ้งวัฒนะ คอนโดมิเนียม High Rise ความสูง 28 ชั้น 435 ยูนิตที่ตั้งอยู่ในย่านชุมชนอย่าง แจ้งวัฒนะ ใกล้กับห้างสรรพสินค้าชื่อดังเพียงแค่เอื้อม ซึ่งมีดีไซน์การออกแบบที่เรียบง่ายผ่านสีของอาคาร วัสดุที่ใช้ และเอกลักษณ์ของอาคารในแพตเทิร์นทรงเรขาคณิตตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ มีห้องให้เลือก 4 แบบ ได้แก่
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 33.5 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 48 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 69.5 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 73 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.91 ล้านบาท
NUE Noble แจ้งวัฒนะ
ขอบคุณรูปจาก: noblehome.com
คอนโดมิเนียมระดับ High Rise อย่าง NUE Noble แจ้งวัฒนะ จาก Noble Development ก็เป็นอีกหนึ่งคอนโดใกล้เมืองทองเพียง 3.2 กิโลเมตร ที่มีความสูงถึง 31 ชั้น กว่า 813 ยูนิต ส่วนตัวอาคารก็ถูกออกแบบด้วยแนวคิด ‘ใช้ชีวิตจัดจ้าน ในย่านแจ้ง’ ทั้งดีไซน์และการใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ รวมถึงพื้นที่สีเขียวให้พักผ่อนอย่างเต็มที่ และพื้นที่ส่วนกลางกว่า 1,600 ตร.ม. มีห้องให้เลือก 2 แบบ ได้แก่
1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 28.5 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 30.5 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.65 ล้านบาท
GRENE แจ้งวัฒนะ
ขอบคุณรูปจาก: Grene Chaengwattana
GRENE แจ้งวัฒนะ คอนโดมิเนียม High Rise 22 ชั้น จาก บริษัท ปรีดา โฮลดิ้ง จำกัด ที่ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพอย่าง แจ้งวัฒนะ สามารถเดินทางได้หลากหลายตัวเลือก และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายโดยเฉพาะเมืองทองธานี ซึ่งคอนโดแห่งนี้มีแนวคิดการออกแบบที่ว่า ‘จุดเริ่มต้นของสไตล์ชีวิตที่ลงตัว’ ทำให้เกิดการออกแบบเพื่อการใช้ชีวิตอันสมบูรณ์แบบที่หรูหรา มีระดับ และเรียบง่ายในเวลาเดียวกัน มีห้องให้เลือก 4 แบบ ได้แก่
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 22-23.00 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 32-35.5 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 59-61 ตร.ม. DUPLEX พื้นที่ใช้สอย 59.00 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.29 ล้านบาท
The Prop Condo แจ้งวัฒนะ 12
ขอบคุณรูปจาก: thepropcondo.com
The Prop Condo แจ้งวัฒนะ 12 คอนโดมิเนียมระดับ Low Rise 8 ชั้น 2 อาคาร 312 ยูนิต จาก บริษัท เดอะไรซ์ พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด ที่ตั้งอยู่ในเขตหลักสี่ซึ่งเป็นย่านใกล้เคียงกับเมืองทองธานี และตรงข้ามศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ภายในออกแบบพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตอันสมบูรณ์แบบ ทั้งสระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวน WIFI บริเวณโถงต้อนรับ บริการรักษาความปลอดภัย และกล้อง CCTV ตลอด 24 ชม. มีห้องให้เลือก 2 แบบ ได้แก่
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 22.50 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 26.50 – 33.50 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.39 ล้านบาท
Double Lake Condo
ขอบคุณรูปจาก: bangkokland.co.th
Double Lake Condo คอนโดมิเนียม Low Rise 8 ชั้น ใกล้เมืองทองธานี จาก บริษัท บางกอก แลนด์ จำกัด ที่มีห้อง 150 ยูนิต ออกแบบด้วยแนวคิด ‘Beautiful view with peace of mind, One is enough… but Two is Perfect.’ ซึ่งมีการผสมผสานความเป็นอยู่ที่หรูหรากับระบบการจัดการน้ำในภาวะวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีห้องให้เลือก 5 แบบ ได้แก่
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 20.48-21.06 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 33.44 – 34.61 ตร.ม. 1 BEDROOM TERRACE พื้นที่ใช้สอย 43.55 – 43.97 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 56.07 – 57.10 ตร.ม. 1 PLUS 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 68.39 – 68.58 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.79 ล้านบาท
The Cube South แจ้งวัฒนะ 15/1
ขอบคุณรูปจาก: thecube-condo.com
The Cube South แจ้งวัฒนะ 15/1 คอนโดมิเนียมแจ้งวัฒนะ ระดับ Low-Rise ความสูง 8 ชั้น 4 อาคาร 391 ยูนิต ที่ออกแบบในสไตล์โมเดิร์นรีสอร์ต ที่ให้ความรู้สึกโปร่ง โล่งสบาย และเรียบหรูตั้งแต่บริเวณโถงต้อนรับ สะท้อนความ Luxury ผ่านเฟอร์นิเจอร์ต่าง ๆ ในส่วนกลาง เพื่อเติมเต็มการใช้ชีวิตของคนเมืองให้สมบูรณ์แบบในทุกช่วงเวลา มีห้องให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่
1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 25.5-34.5 ตร.ม. 1 BEDROOM PLUS พื้นที่ใช้สอย 34.5 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 43 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.89 ล้านบาท
HI แจ้งวัฒนะ 19
ขอบคุณรูปจาก: hicondo9.com
และสุดท้าย HI แจ้งวัฒนะ 19 คอนโดมิเนียม Low-Rise ใกล้ IMPACT เมืองทองธานี ที่มีความสูง 8 ชั้น 2 อาคาร 347 ยูนิต จาก บริษัท ยูทีลิตี้ เรียล เอสเตท จำกัด ที่ออกแบบอาคารให้โดดเด่น เรียบหรู ทันสมัย ตอบสนองทุกไลฟ์สไตล์ และมีความเงียบสงบน่าอยู่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งตัวโครงการก็มีบริการสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น สระว่ายน้ำ จากุซซี่ ฟิตเนส Co-Working Space และพื้นที่สีเขียวบริเวณรอบ ๆ โครงการ มีห้องให้เลือก 1 แบบ คือ
1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 28 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 1.19 ล้านบาท
ข้อดีของการอยู่ คอนโดเมืองทอง และย่านใกล้เคียง
จบกันไปแล้วกับ คอนโดเมืองทอง และย่านใกล้เคียงอย่างแจ้งวัฒนะ ที่น่าสนใจ ซึ่งนอกจาก ‘ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี’ และสิ่งอำนวยความสะดวกในโครงการที่ได้กล่าวไปข้างต้นแล้ว การอาศัยอยู่ในคอนโดย่านนี้ยังมีข้อดีอีกมากมายในเรื่องของสิ่งอำนวยความสะดวกโดยรอบที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยห้างสรรพสินค้าชื่อดัง โรงพยาบาล สถานศึกษา หน่วยงานราชการต่าง ๆ และสนามบินดอนเมืองอีกด้วย
รวมถึงยังมีการเดินทางที่แสนหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ถนนป๊อปปูล่าและถนนแจ้งวัฒนะ ทางพิเศษศรีรัชและทางพิเศษอุดรรัถยา รถเมล์ถึง 9 สายสำคัญ รถตู้ วินมอเตอร์ไซค์ รถสองแถว และในอนาคตยังมีรถไฟฟ้าสายสีชมพู แคราย-มีนบุรี ที่กำลังก่อสร้างซึ่งอยู่ในตัวบริเวณเมืองทองธานีเลยทีเดียว
ซึ่งใครที่สนใจคอนโดมิเนียมในย่านนี้ก็สามารถเข้ามาค้นหาใน Kaidee Property เพียงแค่คลิกด้านล่าง
หรือจะอ่านบทความ รีวิวอสังหาฯ อื่น ๆ
Jun 23, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หากเอ่ยถึง “ดอกไม้” สิ่งแรกที่คุณนึกถึงคืออะไรกันคะ?
ความสวยงามที่แสนลงตัวของรูปลักษณ์ภายนอก สีสันของกลีบดอกไม้ ตัดกันกับสีของใบและถูกประคองไว้ด้วยความแข็งแรงด้วยก้าน
“ดอกไม้กับความงาม” จึงเป็นของคู่กันเสมอมานับแต่ไหนแต่ไร แต่ใครจะรู้ว่าความงดงามที่เรามองเห็นเพียงผิวเผินเพียงด้วยตาเปล่านั้น มี “ความหมาย” และ “ตัวแทน” อะไรซ่อนอยู่มากมาย
บางช่วงบางเวลา ดอกไม้ยังถูกใช้แทนคำตอบ “ใช่” หรือ “ไม่” เมื่อผู้ส่งสารไม่อยากตอบคำถามที่ชวนอึดอัดเหล่านั้นด้วยภาษาพูด โดยใช้การมอบดอกไม้ด้วยมือขวาแทนคำว่า “ใช่” และถ้าคำตอบคือ “ไม่” ให้เรามอบดอกไม้ให้คนๆ นั้นด้วยมือซ้าย
ย้อนดูยุครุ่งเรืองของ “ภาษาดอกไม้”
แทบทุกความรู้สึกของมนุษย์สามารถใช้ดอกไม้แทนอารมณ์ต่างๆ ได้ ไม่ว่าจะเหงา เศร้า คิดถึงหรืออยากบอกว่าเรา “รัก” ใครสักคน นอกจากจะให้ความรื่นรมย์ในทุกครั้งมองแล้ว ดอกไม้ยังเสมือนว่ามีหน้าที่เป็นตัวกลางนำสารจากผู้ส่งไปยังผู้รับ จนมีชื่อแบบไพเราะเสนาะหูว่า “ภาษาดอกไม้”
ว่ากันว่าจุดเริ่มต้นของภาษาดอกไม้เกิดขึ้นในอียิปต์โบราณ
ดอกไม้ใช้เป็นสื่อกลางแทนคำพูดมายาวนานหลายศตวรรษ นับเป็นหนึ่งในภาษาสากลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายทั่วโลก ทั้งเอเชียและยุโรป แต่เกิดขึ้นครั้งแรกแบบแน่ชัดและเป็นข้อเท็จจริงเมื่อไรนั้น ยังไม่มีข้อมูลแน่ชัด
บ้างก็ว่าจุดเริ่มต้นของ “ภาษาดอกไม้” กำเนิดขึ้นในอียิปต์โบราณ สันนิษฐานจากข้าวของเครื่องใช้ที่พบในสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน (Tutankhamun’s tomb) ไม่ว่าจะเป็นภาพวาด เซรามิก เครื่องประดับ สร้อยคอ มักมีลวดลายดอกไม้ อย่าง ดอกทานตะวัน ดอกบัว และดอกป๊อปปี้ ฯลฯ หลายชนิดเป็นส่วนประกอบ
แต่นั่นก็เป็นเพียงจุดเริ่มต้นแบบคาดเดา…
ภาษาดอกไม้ใน “ยุควิกตอเรียน (Victorian Era)”
แม้จุดเริ่มต้นจะไม่แน่ชัด ทว่าชัดเจนในความรุ่งเรือง
“ภาษาดอกไม้” เฟื่องฟูและเบ่งบานเป็นอย่างมากในสมัยวิกตอเรียน (Victorian Era – ค.ศ. 1837–1901) ซึ่งเป็นยุคที่สหราชอาณาจักรรุ่งเรืองถึงขีดสุดเกือบทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์ (ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) – แนวคิดเรื่องวิวัฒนาการ) ฯลฯ
แน่นอนว่านับเป็นยุคทองของงานศิลปะด้วยเช่นกัน
ความที่ราชินีวิกตอเรีย (Queen Victoria) ในยุคนั้น หลงใหลดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ สิ่งรอบตัวท่านจึงเต็มไปด้วยดอกไม้รายล้อมไปซะหมด ทำให้ผู้หญิงในสมัยได้รับอิทธิพลเรื่องดอกไม้ไปเต็มๆ นอกจากจะเป็นควีนที่ปกครองอาณาจักรแล้ว พระองค์ยังเป็นไอคอนแฟชั่นของสาวๆ ในยุควิกตอเรียนอีกด้วย
ความรุ่งเรืองของดอกไม้ในสมัยนั้น ได้รับความนิยมถึงขนาดที่ว่า มีหนังสือแปลความหมายของภาษาดอกไม้ (Floral Dictionary) ตีพิมพ์แบบเป็นจริงเป็นจัง เพื่อป้องกันการรับสารที่ผิดพลาดหรือแปลไม่ตรงกัน
ความหมายที่ซ่อนอยู่ของดอกไม้ในงานศิลปะ
ส่วนในแง่ของงานศิลปะนั้น ภาษาดอกไม้ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายไม่แพ้กัน มักปรากฏเป็นถ้อยคำอยู่ตามบทกวีหรืออวดโฉมอยู่ในภาพวาด นิยมใช้แทนความรู้สึกที่ผู้ส่งไม่อยากเอ่ยด้วยวาจา
ดอกไม้แต่ละชนิดก็ให้ความหมายแตกต่างกันไปตามรูปโฉม ลองดูว่าความนัยที่ซ่อนอยู่ในนั้นคืออะไร เผื่อใครจะลองใช้ “ภาษาดอกไม้” สื่อสารไปยังคนพิเศษของเรารับรู้ถึงความรู้สึก
1. ลิลลี่ – Lily
ด้วยความงามของลิลลี่ทำให้ดอกไม้ชนิดนี้สื่อสารได้หลายมิติ เริ่มจากสมัยอียิปต์โบราณ ดอกไม้ชนิดนี้เป็นตัวแทนของ “ผู้หญิงอุดมคติ” ส่วนยุคโรมันมองว่า ลิลลี่คือตัวแทนของ “ความรัก” ประมาณว่าหากผู้หญิงคนไหนได้ดอกลิลลี่ แปลว่าส่งมาจากคนรักของเธอ
นอกจากนี้ลิลลี่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่ง “ความบริสุทธิ์” มักใช้ประดับประดาในงานแต่ง สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์ ที่เชื่อว่าลิลลี่เป็นตัวแทนของพระแม่มารี (Blessed Virgin Mary) นอกจากนี้ยังนิยมใช้ในงานศพและงานไว้อาลัยตามอนุสรณ์สถานต่างๆ โดยใช้ในแง่ของ “ความสงบ” เป็นตัวแทนของความโศกเศร้า
2. กุหลาบแดง – Red Rose
เนื้อเพลงที่ว่า “ปลูกกุหลาบแดงไว้เพื่อเธอ 9,999 ดอก บ่งบอกความจริงที่ยิ่งใหญ่ บ่งบอกว่าใจฉันยังคงมั่น”
นั่นไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใดนะคะ แต่ไหนแต่ไร กุหลาบแดงเป็นสัญลักษณ์ของ “ความรักที่โรแมนติก” เสมอมา เป็นรักตัวแทนรักยืนยง รักมันคง รักที่เต็มไปด้วยเสน่หา สังเกตได้ว่าทั้งงานเขียน งานเพลงและงานศิลปะต่างๆ ที่มุ่งเน้นเรื่องความรัก มักมีกุหลาบแดงเป็นส่วนหนึ่งของงาน
3. ลาเวนเดอร์ – Lavender
เรามักเห็นลาเวนเดอร์สวยๆ ประดับอยู่ตามงานมงคลหรือพีธีการเฉลิมฉลองต่างๆ ด้วยความที่ดอกไม้ชนิดนี้ให้ความรู้สึกสะอาดตา สัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์และไร้เดียงสาในทุกครั้งที่มอง
ที่สำคัญลาเวนเดอร์ยังเป็นตัวแทนแห่ง “ความเงียบสงบ” สังเกตได้จากน้ำมันหอมระเหยกลิ่นโปรดของหลายๆ คน คือดอกไม้ชนิดนี้ เป็นอีกหนึ่งกลิ่นที่สร้างความผ่อนคลายได้ยอดเยี่ยม ทั้งยังเป็นดอกไม้แห่ง “ความจงรักภักดี” ของผู้ที่ทุ่มเทเรื่องความรักอย่างจริงใจและจริงจัง
4. เดซี่ – Daisy
ดอกไม้โปรดของหลายๆ คนชนิดนี้ เป็นสัญลักษณ์ของ “ความไร้เดียงสา” มักใช้กับทารกวัยเบบี้ หรือใครก็ตามที่อยากเริ่มต้นใหม่กับอะไรก็ได้บนโลก ใช้แทนความหวัง และบอกว่าเราให้ “กำลังใจ” เธอกับทุกเรื่องนะ
ถ้าใครเบื่อกับการส่งกุหลาบแดงแสดงถึงความรักโรแมนติกแล้ว ลองเปลี่ยนมาส่งเดซี่ ที่แสดงถึง “รักแท้” ก็มีความหมายที่ลึกซึ้งไม่แพ้กัน (ดอกเดซี่ยังแทนความห่วงใยและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวได้ด้วย)
5. บัว – Lotus
มักปรากฏอยู่ในงานศิลปะเอเชียเป็นส่วนใหญ่ นิยมใช้เป็นสัญลักษณ์ของ “การเกิดและการเริ่มต้นใหม่” ด้วยการอิงตามลักษณะการบานและหุบของดอกบัว (บานเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น หุบเมื่อพระอาทิตย์ตก)
6. มะลิขาว – White Jasmine
จะเห็นได้ว่า ตามบทกวีและงานศิลปะ “ดอกมะลิสีขาว” ถูกเลือกมาใช้สื่อสารมากสุดในตระกูลดอกมะลิด้วยกัน โดยมีความหมายแทนความบริสุทธิ์ ไร้เดียงสาและความเคารพ ตามสีของดอกมะลิ นอกจากนี้ทางฮินดูยังเชื่อว่า ดอกมะลิเป็นตัวแทนของ “ความรัก” อีกด้วย
7. ทานตะวัน – Sunflower
หลายคนมองว่าดอกไม้นี้เป็นสัญลักษณ์แห่งความสดใส เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและการมองโลกในแง่ดี ทว่าก็มีบางคนกล่าวเอาไว้ว่า ทานตะวันเป็นตัวแทนของ “หลงใหล” เพราะไม่ว่าแสงอาทิตย์จะอยู่ทางไหน ทานตะวันก็จะหันตามไปเสมอ (หรือถ้าพูดในสมัยนี้ก็คือ “คลั่งรัก” )
8. กล้วยไม้ – Orchid
คำว่า Orchid มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก “Orchis” ซึ่งหมายถึงอัณฑะ เพราะในสมัยก่อนชาวกรีกเชื่อว่า ดอกกล้วยไม้ ช่วยให้ผู้หญิงตั้งครรภ์ได้และทำให้ผู้ชายมีกำลังวังชาแข็งแรงพร้อมมีบุตร ทั้งยังเชื่ออีกว่ากล้วยไม้กำหนดเพศในครรภ์ได้ (อยากให้บ้านไหนมีลูกก็เอากล้วยไม้ไปให้)
กล้วยไม้จึงกลายเป็นดอกไม้แห่ง “ความรัก” และ “ความอุดมสมบูรณ์”
คล้ายๆ กับคนจีนที่เชื่อว่ากล้วยไม้เป็นตัวแทนเรื่องความแข็งแรงและสุขภาพดี พวกเขานิยมนำน้ำมันหอมระเหยของกล้วยไม้มาใช้กับหนุ่มสาวที่ต้องการมีลูก สอดคล้องกับความเชื่อเรื่องความอุดมสมบูรณ์ในโลกตะวันตก
เอ่ยคำลาด้วยการ “พูดจาภาษาดอกไม้”
ทุกอย่างบนโลกหากเรามองอย่างลึกซึ้ง ในแง่มุมที่หลากหลาย จะพบว่ามีเรื่องราวหรือนัยยะอะไรซ่อนอยู่มากมาย ความงามจากรูปลักษณ์แบบผิวเผินของดอกไม้ หากเราใช้แค่ตามองก็จะพบแค่ความสวยงาม หากเราใช้หัวใจ เราจะเห็นถึงข้อความและความหมายของผู้ส่งที่มีให้เราอย่างเต็มหัวใจ
ไหนๆ ก็ทราบความนัยของดอกไม้แต่ละชนิดไปพอหอมคอ มาบ่มเพาะความรู้สึกของคุณให้มีมูลค่ามากขึ้น ด้วยการเลือกดอกไม้ที่ถูกใจสักชนิดที่ kaidee แล้วลงมือปลูกด้วยตัวเองไปเลย รับรองว่าทั้งความสวยของดอกไม้ ความหมายที่คุณอยากบอกและความตั้งใจทุ่มเทแบบเต็มร้อย คนรับจะต้องเปี่ยมล้นและรับรู้ถึงความพิเศษเหล่านั้นของคุณแน่นอน
Jun 22, 2021 | บทความอสังหาฯ
ลาดพร้าว ถือเป็นอีกหนึ่งย่านในใจกลางกรุงเทพที่ปัจจุบันได้ถูกพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนอาจเรียกได้ว่า เป็นศูนย์แห่งความสะดวกสบายต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นย่านที่มีทั้งการคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวก และอสังหาริมทรัพย์มากมายผุดขึ้น
ส่วนถนนหลักของย่านนี้ก็คงจะหนีไม่พ้น ถนนลาดพร้าว ที่มีจุดเริ่มต้นอยู่บริเวณ ห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเป็นแยกที่ถนนพหลโยธินและถนนวิภาวดีรังสิตมาตัดกัน ไปจนถึงบริเวณสี่แยกบางกะปิเลยทีเดียว ทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่านขนาดใหญ่ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ซึ่งจะมีรายละเอียดอะไรบ้าง มาดูกัน
ประวัติความเป็นมาย่าน ลาดพร้าว
ในอดีต ลาดพร้าวเป็นย่านที่ไม่ได้มีความเจริญรุ่งเรืองมากเท่าไรนักเมื่อเทียบกับจตุจักรซึ่งเป็นย่านแห่งตลาดนัดจตุจักร และเมื่อขนส่งหมอชิตซึ่งอยู่ในย่านลาดพร้าวมีการโยกย้ายไปยังหมอชิตใหม่ในปี พ.ศ. 2541 ทำให้ย่านลาดพร้าวก็เงียบเหงาลงไปอีก
จนมาถึงจุดเริ่มต้นของความเจริญในย่านลาดพร้าวในช่วงที่ห้างสรรพสินค้ายักษ์ใหญ่อย่าง เซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ได้เปิดบริการขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อม ๆ กับการขยายตัวของความเจริญบริเวณรอบ ๆ ทั้งพหลโยธินและวิภาวดีรังสิต จนมีการเปิดบริการรถไฟฟ้า MRT สถานีพหลโยธิน ซึ่งเชื่อมต่อกับห้างดังกล่าว ก็ทำให้ลาดพร้าวได้รับความนิยมมากขึ้น
หลังจากนั้นนักลงทุนกลุ่มสยามจตุจักรก็ได้มีการเปิดห้างสรรพสินค้าอย่าง ยูเนี่ยน มอลล์ ที่เปรียบเสมือนแหล่งช้อปปิ้งของแฟชั่นร้านค้าย่อย และยังมีรถไฟฟ้า BTS สายสีเขียวส่วนต่อขนาดเปิดให้บริการจึงทำให้ย่านลาดพร้าวจังเป็นย่านที่ได้รับความนิยมมากขึ้น จากนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายต่าง ๆ
ภาพรวมย่าน ลาดพร้าว
ในปัจจุบัน หลังจากที่มีการคมนาคมอย่างรถไฟฟ้า BTS เข้ามาในย่านลาดพร้าวมากขึ้นทำให้ย่านนี้กลายเป็นย่านที่มีความเจริญเข้ามามากมาย ทั้งการเดินทาง อสังหาริมทรัพย์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ จนกลายเป็นอีกหนึ่งย่านที่มีความคึกคักอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนาน ซึ่งสิ่งที่น่าแปลกใจมากที่สุดก็คงหนีไม่พ้นการที่มีนักลงทุนอสังหาฯ ระดับไฮเอนด์มากมายเข้ามาจนทำให้ คอนโดมิเนียม ย่านนี้มีมาตรฐานที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
การเดินทางในย่านลาดพร้าว
สำหรับจุดแข็งของย่านลาดพร้าวที่เราได้เกริ่นไปข้างต้นนั้นก็คือเรื่อง การเดินทาง ที่ในย่านนี้มีให้เลือกหลากหลายตามไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยแต่ละคน ทั้งรถส่วนตัวหรือรถสาธารณะ เรียกได้ว่ามีความสะดวกสบายจริง ๆ
ถนนทั่วไป
มี ห้าแยกลาดพร้าว ใจกลางย่านลาดพร้าว เป็นจุดเชื่อมต่อถนนถึง 4 สายด้วยกัน ทั้งถนนพหลโยธิน ถนนลาดพร้าว และถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งถนนเหล่านี้เป็นถนนที่มุ่งหน้าไปยังย่านเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร ทำให้มีการดูแลรักษาและพัฒนาให้ใช้งานได้สะดวกมากขึ้นอยู่เสมอ ๆ
ทางพิเศษ
ในย่านลาดพร้าว มีทางพิเศษอยู่ไม่ไกลทั้งหมด 1 จุดคือ บริเวณห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งเป็นจุดขึ้นทางยกระดับอุตราภิมุข หรือ ทางด่วนดอนเมือง-โทลล์เวย์ ที่เป็นเส้นทางตามแนวถนนวิภาวดีรังสิตนั่นเอง
รถไฟฟ้า
ปัจจุปันย่านลาดพร้าวถือเป็นอีกหนึ่งย่านที่นับว่ามีสถานีรถไฟฟ้าเยอะแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพราะมีทั้งหมด 4 สถานี ได้แก่ MRT สถานีพหลโยธิน สถานีลาดพร้าว BTS สถานีหมอชิต และห้าแยกลาดพร้าว ซึ่งในอนาคตทางรัฐบาลก็จะมีการเปิดให้บริการ รถไฟฟ้าสายสีเหลือง ลาดพร้าว-สำโรง ที่เชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้า MRT ลาดพร้าว อีกด้วย
รถตู้
ในย่านนี้มีจุดรับ-ส่งผู้โดยสารประจำของรถตู้ทั้งหมด 2 จุด ได้แก่ รถตู้ที่วิ่งผ่านหน้าบริเวณ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จะมุ่งหน้าไปทางชานเมืองอย่างรังสิตและนนทบุรี เท่านั้น และรถตู้บริเวณ BTS หมอชิต สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปที่อื่น
รถเมล์
ย่านลาดพร้าวมีรถเมล์ 7 สาย ได้แก่ สาย 8 (ตลาดแฮปปี้แลนด์-สะพานพุทธ) สาย 77 (อู่สาธุประดิษฐ์-หมอชิตใหม่) สาย 96 (มีนบุรี-สถานีรถไฟฟ้าหมอชิต) (สาย 122 ห้วยขวาง-สถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ(จตุจักร)) สาย 502 (อู่สวนสยาม-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ) (สาย 538 ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี-รพ.สงฆ์) และ สาย 555 (รังสิต-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ)
รถสองแถว
ถนนลาดพร้าว เป็นถนนที่มีรถสองแถวให้บริการตลอดเวลา โดยมีจุดรับ-ส่งหลักอยู่ที่หน้าห้างสรรพสินค้า บิ๊กซี ลาดพร้าว โดยเป็นระยะทางใกล้ ๆ และมีรถให้บริการไม่เยอะมากนัก
สิ่งอำนวยความสะดวกย่าน ลาดพร้าว
ห้างสรรพสินค้า
ยูเนี่ยน มอลล์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เทสโก้ โลตัส ลาดพร้าว
โรงพยาบาล
โรงพยาบาลเปาโล พหลโยธิน โรงพยาบาลเปาโล โชคชัย4 โรงพยาบาลลาดพร้าว
สถานศึกษา
โรงเรียนหอวัง โรงเรียนสตรีวรนาถบางเขน โรงเรียนเซนต์จอห์น
วัด
ตลาด
คอนโดมิเนียมน่าสนใจย่านลาดพร้าว
Life ลาดพร้าว
ขอบคุณรูปจาก: apthai.com
Life ลาดพร้าว โครงการคอนโดมิเนียมระดับ High Rise จาก AP Thailand ย่านลาดพร้าวที่ถูกออกแบบมาอย่างโดดเด่นและทันสมัยถึง 2 อาคาร 45 และ 46 ชั้น รวมทั้งหมด 1,615 ยูนิต พร้อมฟังก์ชันต่าง ๆ ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ด้วยทำเลที่ตั้งติดกับ BTS สถานีห้าแยกลาดพร้าว และใกล้กับสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มากมาย มีห้องให้เลือก 4 แบบ ได้แก่
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 26-28 ตร.ม. STUDIO พื้นที่ใช้สอย 28.5-29 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 35 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 48-75 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 3.49 ล้านบาท
Maru Ladprao 15
ขอบคุณรูปจาก: mjd.co.th
Maru Ladprao 15 เป็นคอนโดมิเนียมระดับ High Rise ที่ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่ระหว่างซอยลาดพร้าว 15 และ 17 จาก Major Development มีความสูง 30 ชั้น 332 ยูนิต ที่ถูกออกแบบเพื่อให้ลูกบ้านสามารถอยู่ร่วมกับสัตว์เลี้ยงได้ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในโครงการที่โดดเด่นด้วย Pet Friendly & Wellness Living ซึ่งคอนโดมิเนียมแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจาก MRT สถานีลาดพร้าว เพียง 80 เมตร และอยู่ไม่ไกลจากถนนพหลโยธิน ถนนวิภาวดี-รังสิต และ ทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ ทำให้เดินทางได้อย่างสะดวกสบาย มีห้องให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่
1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 30-35 ตร.ม. 2 BEDROOM 1 BATHROOM พื้นที่ใช้สอย 50-53.5 ตร.ม. 2 BEDROOM 2 BATHROOM พื้นที่ใช้สอย 57-60 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 3.8 ล้านบาท
Whizdom Avenue รัชดา-ลาดพร้าว
ขอบคุณรูปจาก: mqdc.com
Whizdom Avenue รัชดา-ลาดพร้าว โครงการคอนโดมิเนียมระดับ High-Rise จาก MQDC ที่มีความสูงถึง 27 ชั้น 497 ยูนิต ถูกออกแบบด้วยการนำความวินเทจและโมเดิร์นมาผสมผสานกันอย่างลงตัว บนศูนย์กลางการคมนาคมอันล้ำสมัยทั้งทางด่วนและรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งในทุกยูนิตของโครงการแห่งนี้จะมีการติดตั้งเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่ช่วยในการประหยัดพลังงานไฟฟ้าและน้ำเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีห้องให้เลือกทั้งหมด 6 แบบ ได้แก่
STUDIO พื้นที่ใช้สอย 27.00 ตร.ม. 1 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 30-38 ตร.ม. 2 BEDROOM พื้นที่ใช้สอย 47-56 ตร.ม. DUPLEX พื้นที่ใช้สอย 76-77 ตร.ม. DUPLEX PENTHOUSE Penthouse พื้นที่ใช้สอย 81.35 – 82.39 ตร.ม. PENTHOUSES พื้นที่ใช้สอย 105-129 ตร.ม.
ราคาเริ่มต้น 4 ล้านบาท
ย่านลาดพร้าวในอนาคต
ในอนาคตหลังจากสถานีรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ได้เปิดให้บริการอย่างครบถ้วนแล้ว ก็มีนักลงทุนหลายเจ้าที่มองว่า ลาดพร้าวจะกลายเป็นย่านแห่งความเจริญรุ่งเรืองมากพอ ๆ กับ สุขุมวิทในแง่ของการผุดขึ้นของอสังหาริมทรัพย์ระดับไฮเอนด์และตึกสำนักงานต่าง ๆ มากมาย เป็นเพราะย่านที่มีจุดแข็งในเรื่องของการเดินทางซึ่งมีความสำคัญกับชาวกรุงเทพมหาคร จนอาจเป็นอีกหนึ่งย่านใจกลางเมืองเลยก็ว่าได้
ซึ่งใครที่อยากจับจองอสังหาริมทรัพย์ย่านลาดพร้าวก่อนที่ราคาจะเพิ่มสูงขึ้นไปมากกว่านี้ ก็ลองเข้ามาหาอสังหาริมทรัพย์ใน Kaidee Property ได้
อ่านบทความ รีวิวอสังหาฯ อื่น ๆ
Jun 22, 2021 | บทความยานยนต์
“การขายดาวน์รถ” หนึ่งคำที่หลาย ๆ คนอาจจะยังไม่รู้จักดีเท่าไร เพราะปกติคนเราได้ยินแต่คำว่าดาวน์รถ ที่เป็นการจ่ายเงินจำนวนหนึ่งก่อนการซื้อรถ เพื่อให้ค่างวดที่ต้องผ่อนจ่ายแต่ละเดือนนั้นลดลง แต่ว่าการขายดาวน์รถกับการดาวน์รถนั้นแต่ต่างกันหรือไม่อย่างไร
เดี๋ยวเราจะมาดูเรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กันว่าแท้ที่จริงแล้ว ขายดาวน์รถ มันคืออะไรกันแน่ แล้วถ้าคุณตกอยู่ในสถานการณ์บางอย่างที่จำเป็นต้องขายดาวน์รถแล้ว คุณจะมีขั้นตอนและวิธีการอย่างไร จึงจะสามารถขายได้และปลอดภัย มาอ่านบทความนี้กันได้เลย
การขายดาวน์รถ คืออะไร
หากใครที่คิดว่า “การขายดาวน์รถ” นั้นเหมือนกันกับ “การดาวน์รถ” แล้วล่ะก็ ต้องบอกเลยว่าคิดผิดแน่นอน!! เพราะทั้งสองอย่างมันไม่เหมือนกันเลยแม้แต่นิดเดียว แล้วถ้าอย่างนั้นแล้วการ “ขายดาวน์รถ” จริง ๆ มันคือ วิธีการขายรูปแบบการซื้อ-ขายใหม่ที่เพิ่งมีมาได้ไม่นานนี้เอง และกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก แต่ก่อนจะเข้าเรื่อง มาทำความรู้จักกับความหมายของคำบางอย่างเสียก่อน
จัดไฟแนนซ์ คือ??
ไฟแนนซ์ คือ การขอสินเชื่อในการกู้ยืมเงิน จากบริษัทหรือธนาคาร ที่รับทำไฟแนนซ์นี้ เพื่อนำมาซื้อรถยนต์ โดยมีข้อเสนอในการผ่อนจ่ายค่ารถยนต์ออกเป็นงวด ๆ พร้อมกับจ่ายดอกเบี้ยให้ โดยผู้ที่นำรถมาจัดไฟแนนซ์ จะมีสถานะเป็น “ผู้เช่าซื้อ” ซึ่งหลังจากที่ผ่อนครบตามสัญญาแล้ว รถยนต์ที่ผ่อนจ่ายนั้นจึงจะเป็นของเราจริง ๆ
กลับมาที่การ “ขายดาวน์รถ” ปกติแล้วคนเราเวลาจะซื้อรถยนต์สักคัน เราจะต้องนำรถยนต์ไปเข้าไฟแนนซ์เพื่อผ่อนชำระไปแต่ละงวดกันอยู่แล้ว การขายแบบนี้คือ การที่ผู้ที่ซื้อรถยนต์มาจัดไฟแนนซ์ และผ่อนต่อไม่ไหวหรือไม่อยากที่จะผ่อนต่อแล้ว จึงมีความต้องการที่ขายรถยนต์ต่อไปให้อีกคนหนึ่ง โดยการแจ้งเปลี่ยนคู่สัญญาเป็นผู้เช่าซื้อรายใหม่ โดยให้ผู้ที่ซื้อมารับช่วงต่อในการผ่อนต่อในงวดที่เหลือ
การขายดาวน์รถ = ผ่อนต่อไม่ไหว และขายรถทิ้ง
อะไรเป็นเหตุผลที่ขายดาวน์รถกัน??
คนที่ต้องการขายดาวน์รถ ส่วนหลัก ๆ เลยก็คือการที่ผ่อนต่อไม่ไหว หรือไม่อยากที่จะผ่อนต่ออีกแล้ว แบบนั้นทำไมคนเหล่านี้ถึงไม่ปล่อยให้รถยนต์คันนี้โดนยึดไปเสียเลยล่ะ จะได้หมดปัญหากันไป แถมยังไม่ต้องมาวุ่นวายหาผู้ซื้ออีกด้วย เหตุผลง่าย ๆ มีไม่กี่อย่างเท่านั้น
กลัวติดแบล็กลิสต์
อย่างแรกเลยคือการกลัวที่จะติดแบล็กลิสต์ทางการเงิน หากรถยนต์คุณเกิดการโดนยึดขึ้นมา และถ้าคุณติดแบล็กลิสต์แล้วมันจะทำให้ ตัวคุณเองนั้นไม่มีเครดิตที่จะสามารถไปกู้เพื่อทำธุรกรรมอื่น ๆ ต่อได้นั่นเอง
กลัวส่วนต่าง
แน่นอนว่าการที่โดนยึดรถยนต์ไป ใช่ว่าปัญหาจะหมดไป ส่วนต่างในที่นี้คือ หากรถยนต์ของคุณค้างไฟแนนซ์อยู่ 400,000 บาท และรถได้ถูกยึดไปเพราะไม่ได้ผ่อนชำระต่อ และธนาคารนำไปขายทอดต่อในตลาด แต่ได้เพียง 200,000 บาทเท่านั้น นั่นหมายความว่าคุณยังต้องจ่ายค่าส่วนต่างในจุดนี้อยู่อีกถึง 200,000 บาท ด้วย
ขั้นตอนการขายดาวน์รถ
ต้องพูดถึงเรื่องกฎหมายกันก่อน เดิมทีรถที่ติดไฟแนนซ์นั้น ตัวคุณเองนั้นยังไม่ใช่เจ้าของรถยนต์คันนี้จริง ๆ ดังนั้นคุณจะไม่มี “กรรมสิทธิ์” ในรถคันนี้อยู่เลย ทำให้คุณไม่สามารถขายให้ใครได้หากยังไม่ปิดยอดไฟแนนซ์เสียก่อน ดังนั้นขั้นตอนการขายดาวน์รถนั้นจึงแบ่งออกได้เป็น 2 กรณีด้วยกัน
กรณีขายดาวน์รถโดยการใช้เงินสดเต็มจำนวน
วิธีนี้เป็นวิธีง่าย ๆ และขั้นตอนไม่ยุ่งยากเท่าไรนัก เพราะแค่จ่ายเงินเพื่อไปปิดสัญญาทุกอย่างก็จบ โดยมีขั้นตอนง่าย ๆ คือ
ตกลงราคา
อย่างแรกเลยคือการตกลงราคาระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อที่พอใจกันทั้งสองฝ่ายให้ดีเสียก่อน เพราะอาจจะเป็นปัญหาในขั้ยตอนต่อ ๆ ไปได้
TIPS : ก่อนจะตกลงราคากันควรดูก่อนว่ารถที่จะซื้อนั้นติดไฟแนนซ์อยู่เท่าไร
จ่ายเงินปิดไฟแนนซ์
ผู้ที่จะซื้อรถยนต์ต่อจะต้องเตรียมเงินตามที่ได้ตกลงราคากันเอาไว้ เช่น หากตกลงราคาไว้ที่ 500,000 บาท และติดไฟแนนซ์ อยู่ 300,000 บาท คุณต้องนำเงินสด 300,000 บาทไปปิดไฟแนนซ์ และส่วนต่างที่เหลือ 200,000 บาท จึงค่อยนำไปจ่ายให้แก่เจ้าของรถเดิม
โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์
จากนี้เป็นเรื่องของการโอนกรรมสิทธิ์แล้ว ต้องให้ผู้ขายนั้นแจ้งแก่ผู้จัดไฟแนนซ์ให้โอนรถเป็นชื่อผู้ซื้อไปเลย แต่ถ้าหากทางไฟแนนซ์ไม่รับทำให้แล้วล่ะก็ ต้องดำเนินการเอง โดยต้องเตรียม ชุดโอน และเอกสารต่าง ๆ ให้ครบ (แต่ละบริษัทไฟแนนซ์จะขอเอกสารไม่เหมือน ต้องสอบถามก่อนที่จะดำเนินการ)
TIPS : ต้องให้ทั้งผู้ซื้อ-ผู้ขายไปจ่ายเงินด้วยกัน และเก็บสำเนาใบเสร็จการปิดบัญชีกับสัญญาซื้อ-ขายเป็นหลักฐานไว้ด้วย
กรณีขายดาวน์รถแบบจ่ายเงินบางส่วนและให้ผู้ซื้อผ่อนต่อ
วิธีนี้จะยากขึ้นมาอีกขั้นจากกรณีแรกเพราะการเปลี่ยนให้ผู้ซื้อผ่อนต่อนั้น มักเรียกกันว่า “การเปลี่ยนคู่สัญญา” ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
เตรียมเอกสาร
เอกสารนี้ให้เตรียมเหมือนกับการขอสินเชื่อ (ซึ่งแต่ละที่นั้นใช้เอกสารที่แตกต่างกันออกไป ต้องถามไฟแนนซ์แต่ละบริษัทก่อนทำสัญญา)
ยื่นขอเปลี่ยนผู้เช่าซื้อ
จากนั้นให้นำเอกสารไปยื่นกับบริษัทหรือธนาคารที่จัดไฟแนนซ์ด้วย เพื่อทำเรื่องขอเปลี่ยน “ผู้เช่าซื้อ” ซึ่งผู้ขายและผู้ซื้อต้องไปดำเนินเรื่องพร้อมกัน หลังจากนี้ทางไฟแนนซ์จะพิจารณาจากเอกสารว่าสามารถทำได้หรือไม่เอง
เซ็นสัญญาเช่าซื้อ
ถ้าหากผ่านขั้นตอนที่ 2 ไปได้ โดยที่รับการอนุมัติจากทางไฟแนนซ์แล้ว ผู้ซื้อขายและผู้ซื้อต้องไปที่ไฟแนนซ์อีกครั้ง เพื่อทำการเซ็นสัญญาเช่าซื้อ และจ่ายค่าดำเนินการและค่างวดล่วงหน้าก่อน 2 งวด จากนั้นผู้ขายค่อยรับเงินดาวน์ตามที่ตกลงไว้และส่งมอบรถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อ
TIPS : ทำทุกขั้นตอนให้เสร็จเสียก่อนค่อยรับเงินดาวน์และปล่อยรถ ไม่อย่างนั้นไฟแนนซ์ยังถือว่าผู้ขายรถนั้นยังเป็นผู้เช่าซื้ออยู่
ความเสี่ยงของการขายดาวน์รถ
แน่นอนว่าการขายดาวน์รถนั้นมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก หากไปลองอ่านทั้งหมดดูแล้ว จะรู้ได้แทบจะทันทีเลยว่ามีช่องโหว่เยอะมากในแต่ละขั้นตอน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ซื้อและผู้ขายจะต้องพิจารณาและตรวจสอบข้อมูลของคู่ค้าให้ดีเสียก่อนที่เริ่มทำสัญญา อีกทั้งยังควรเก็บสำเนาของเอกสารทั้งหมดที่มีเอาไว้ให้ดีอีกด้วย ซึ่งความเสี่ยงนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้ง 2 ฝ่ายอีกด้วย
ความเสี่ยงฝ่ายผู้ขาย
ความเสี่ยงที่น่ากลัวมากที่สุดเลยคือ หากขายรถไปแล้ว และผู้ซื้อนั้นนำรถยนต์คันนี้ไปก่อเหตุอาชญากรรมหรือขับรถไปทำอะไรก็ตามที่ผิดกฎหมาย ผู้ที่ต้องรับผิดชอบนั้นก็คือ ผู้ที่เป็นฝ่ายขาย เพราะชื่อที่ระบุเอาไว้อยู่ในเล่มทะเบียนว่าเป็นผู้ที่ครอบครองนั้นก็คือ “คนขาย” นั่นเอง
ความเสี่ยงฝ่ายผู้ซื้อ
ส่วนความเสี่ยงของทางฝ่ายผู้ซื้อ ก็คือเรื่องของการผิดสัญญา หากคุณเป็นผู้ที่ซื้อและตกลงกันเป็นอย่างดิบดีว่า เมื่อผ่อนจ่ายจนครบทุกงวดแล้ว จะโอนรถให้เป็นชื่อของผู้ซื้อ แต่ดันผิดสัญญา ไม่ยอมโอนมาให้ ถึงแม้ว่าจะสามารถฟ้องร้องได้ตามกฎหมายก็ตาม แต่ก็ต้องเสียเวลาในการทำเรื่องอยู่ดี อีกหนึ่งความเสี่ยงเลยก็คือ ผู้ซื้อนั้นจะเสียเงินสดเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจจะมากจนเกินไปเสียด้วยซ้ำ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เพราะการนำเงินสดไปจ่าย เกิดหลังจากนั้นคุณเกิดเหตุจำเป็นที่ต้องการใช้เงินแล้ว คุณอาจจะลำบากก็เป็นได้
ขายดาวน์รถอย่างไรไม่ให้เสี่ยง
มันก็ยังจะพอมีวิธีที่ทำให้การซื้อ-ขายดาวน์รถให้มีความเสี่ยงน้อยอยู่ แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรอบคอบของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายด้วย โดยขั้นตอนมีดังนี้
1. ผู้ซื้อจะต้องเตรียมเอกสารการขอสินเชื่อมาให้ครบ และไปติดต่อขอสินเชื่อเพื่อทำการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ (โดยที่ผู้ขายนั้น ยังไม่ต้องเก็บเงินดาวน์และยังไม่ต้องส่งมอบรถให้แก่ทางผู้ซื้อ)
2. เมื่อผู้ซื้อยื่นสินเชื่อผ่านแล้ว ให้ทั้งสองฝ่ายนัดกันไปจัดไฟแนนซ์ เพื่อทำการเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ ให้เป็นชื่อของผู้ซื้อ และหลังจากนี้ผู้ซื้อจะต้องจ่ายให้ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ค่าเปลี่ยนสัญญา ค่าประกัน ค่าโอน ให้แก่ไฟแนนซ์
3. ให้ผู้ซื้อและผูขายร่างสัญญาขึ้นมาเพื่อยืนยันการรับเงินดาวน์และส่งมอบรถเป็นที่เรียบร้อย พร้อมเซ็นกำกับ เก็บไว้ทั้งสองฝ่ายเพื่อเป็นหลักฐาน (ข้อนี้สำคัญที่สุด)
TIPS : ควรตรวจสอบเนื้อหาภายในสัญญาและเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นสามารถใช้เป็นหลักฐานฟ้องร้องกลับได้
สรุปท้ายบทความ ขายดาวน์รถ
การซื้อขายรถยนต์แบบ “ขายดาวน์รถ” นั้นมีความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็ตาม ใตรที่จะขายหรือจะซื้อต้องศึกษาข้อมูลของทั้งสองฝ่ายให้ดีเสียก่อน และการขายดาวน์รถแบบนี้จะได้รถยนต์มาในราคาที่ถูกลงกว่าการซื้อรถยนต์มือ 2 ทั่วไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อาจจะไม่ค่อยคุ้มค่ากับความเสี่ยงที่จะต้องเสียก็เป็นได้ บทความนี้น่าจะพอเป็นไกด์ให้แก่ได้ในระดับหนึ่งว่าจริง ๆ คุณนั้นควรเลือกซื้อรถยนต์ที่ขายดาวน์รถหรือไม่ เพราะทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ส่งให้แต่ละคนนั้น มีเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นควรทำความเข้าใจให้ดีเสียก่อน
หากคุณกำลังมองหาการซื้อรถยนต์มือสองราคาถูก ที่ปลอดภัย ไม่มีความเสี่ยง และยังสามารถติดต่อการซื้อ-ขายรถยนต์ได้โดยตรงกับเจ้าของรถเดิมเพื่อดูรถยนต์จริง ๆ ก่อนการตัดสินใจแล้วล่ะก็ เข้ามาเลยที่ Kaidee Auto
Jun 22, 2021 | บทความอสังหาฯ
ทุกครั้งที่เราพูดถึงการสร้างบ้านหรือรีโนเวทบ้าน “สีทาบ้านภายใน ” มักเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ต้องใช้เวลาตัดสินใจเลือกอยู่ไม่น้อย เพราะมีตัวเลือกค่อนข้างละลานตา ทั้งยี่ห้อ สูตรนวัตกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละรุ่น และเฉดสีที่ต้องบอกว่าเป็นเรื่องความชื่นชอบส่วนบุคคลมากๆ ซึ่งหากต้องตัดสินใจกันหลายคนก็มีแนวโน้มว่าการเลือกสีทาบ้านภายในคงไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เรายังพอมีไกด์ไลน์อยู่บ้าง เพื่อใช้พิจารณาว่าจะเลือกสีทาภายในบ้านอย่างไรดี ถึงจะปลอดภัยต่อผู้อยู่อาศัย ได้ความสวยงาม และดูแลรักษาง่ายไปพร้อมๆ กัน
รู้จักส่วนผสมของสีทาบ้านภายใน
สเต็ปแรกของการเลือกสีทาบ้านภายในให้ปลอดภัย เราต้องรู้ก่อนว่าภายในถังสีนั้นมีส่วนผสมอะไรอยู่บ้าง และมีจุดไหนที่ต้องให้ความใส่ใจเป็นพิเศษ โดยสีทาบ้านทั่วไปจะประกอบด้วย
ผงสี (Pigment)
คือส่วนผสมที่ทำให้เกิดสีสันต่างๆ ทำหน้าที่เป็นตัวปกคลุมและปิดบังพื้นผิวให้สวยงาม เรียบร้อย โดยผงสีที่นำมาใช้กันมีทั้งแบบที่เป็นสารอินทรีย์ที่ได้จากธรรมชาติหรือสังเคราะห์ขึ้นมา และสารอนินทรีย์ซึ่งส่วนมากเป็นสารประกอบออกไซด์ของโลหะต่างๆ
สารยึดเกาะหรือสารนำสี (Binder Agent)
คือตัวเชื่อมประสานทำหน้าที่คล้ายกาวเพื่อยึดเหนี่ยวผงสีให้ยึดเกาะกับพื้นผิวที่ถูกทาสีได้ โดยคุณสมบัติที่ดีของสารยึดเกาะจะต้องแห้งเร็ว ไม่เปราะแตกง่ายเมื่อสีแห้ง มีความยืดหยุ่น สามารถทนทานต่อความเป็นกรด แสงแดด และความชื้นได้
ตัวทำละลาย (Solvent)
ทำหน้าที่ปรับความหนืดของสีเพื่อให้เหมาะสมกับการผลิตและใช้งาน โดยสีทาบ้านภายในส่วนใหญ่จะเป็นสีน้ำอะครีลิค (Emulsion) จึงใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย ซึ่งมีความปลอดภัยมากกว่าตัวทำละลายที่เป็นทินเนอร์ซึ่งจะใช้กับสีน้ำมัน (Emanel)
สารเติมแต่ง (Additive)
คุณสมบัติของสีทาบ้านภายในแต่ละยี่ห้อ แต่ละรุ่นจะแตกต่างกัน ราคาถูกแพงไม่เท่ากันก็มาจากสารเติมแต่งที่เพิ่มเข้าไปในส่วนผสม ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณสมบัติการใช้งานที่มากขึ้น เช่น เพิ่มการกระจายตัวของสี เพิ่มแรงยึดเกาะพื้นผิวให้ทนนาน เพิ่มความมันเงา ช่วยป้องกันแสงแดด ป้องกันความชื้นและเชื้อรา เป็นต้น
จากส่วนประกอบของสีทาบ้านดังกล่าว จะเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีจำนวนไม่น้อย แม้ผู้ผลิตจะพยายามพัฒนานวัตกรรมให้สีทาบ้านมีความปลอดภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในปัจจุบัน แต่ในฐานะผู้บริโภคก็จำเป็นต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพื่อแน่ใจว่าถังสีที่เราเลือกนั้นส่งผลกระทบต่อสุขภาพน้อยที่สุดแล้วจริงๆ
หัวใจของสีทาบ้านภายในที่เราควรมองหา
เนื่องจากสีทาบ้านภายในเป็นส่วนที่เราต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยเกือบทั้งวัน และบางครั้งก็ต้องสัมผัสเพื่อเช็ดทำความสะอาด ดังนั้นหัวใจสำคัญของการมองหาสีทาบ้านภายในยี่ห้อไหนดี จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยโดยเราสามารถสังเกตจากผลิตภัณฑ์สีทาบ้านภายในได้ดังนี้
ปราศจากสารปรอทและตะกั่ว
สารปรอทและตะกั่วเป็นเรื่องที่พูดถึงยาวนานในวงการสีทาบ้าน เนื่องจากเป็นสารที่อยู่ในส่วนผสมต่างๆ ของสีทาบ้านซึ่งพบว่ามีการตกค้างอยู่ในบ้านเรือนและก่ออันตรายต่อสุขภาพของผู้ใช้อาคารโดยเฉพาะเด็กๆ
หลายสิบปีก่อนจึงมีการรณรงค์ทั่วโลกให้ยกเลิกใช้สารปรอทและตะกั่วในสีทาบ้านซึ่งมีหลายประเทศเข้าร่วมอย่างจริงจัง ส่วนในประเทศไทยนั้นยังไม่มีประกาศห้ามใช้สารทั้งสองแบบ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ใช้วิธีกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) สำหรับผลิตภัณฑ์สีประเภทต่างๆ ให้มีปริมาณปรอทเป็นส่วนประกอบไม่เกินร้อยละ 0.05 ตะกั่วไม่เกินร้อยละ 0.06
ทางที่ดีที่สุดจึงควรอ่านฉลากข้างถังสีก่อนซื้อทุกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าปราศจากสารปรอท ตะกั่ว และโลหะหนักอื่นๆ หรือหากยังมีส่วนผสมสารดังกล่าวก็ควรอยู่ในมาตรฐานที่ภาครัฐกำหนดจึงจะเลือกซื้อได้เท่านั้น
ลดการใช้สารระเหยอินทรีย์ (Low VOCs)
VOCs ย่อมาจาก Volatile Organic Compounds เป็นกลุ่มสารประกอบอินทรีย์ที่ระเหยเป็นไอได้ง่าย กระจายตัวอยู่ในอากาศทั่วไป จัดเป็นอากาศพิษ (Toxic Air) ที่เราสามารถเจอะเจอได้ในชีวิตประจำวันจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น น้ำยาฟอกสี น้ำยาซักแห้ง สารกำจัดศัตรูพืช รวมถึงสีทาบ้าน
โดยเข้าสู่ร่างกายจากการหายใจสูดดมและสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งหากได้รับสารชนิดนี้มากๆ จะทำให้เกิดอันตรายต่อระบบประสาท ระบบทางเดินหายใจ และระบบสืบพันธ์ุ อีกทั้งถ้าสะสมในร่างกายเป็นระยะเวลานานอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ด้วย
ทราบดังนี้แล้ว ก็อย่าลืมเจาะจงเลือกสีทาบ้านภายในประเภท Low VOCs โดยสังเกตเบื้องต้นได้จากกลิ่นของสี ต้องมีกลิ่นอ่อนหรือไม่มีกลิ่นเลย ก็จะช่วยลดความเสี่ยงของสุขภาพสมาชิกครอบครัวได้เปราะหนึ่ง
เช็ดทำความสะอาดง่าย
อีกหนึ่งหัวใจของการเลือกสีทาบ้านภายในปลอดภัยคือการทำความสะอาด เพราะเราต้องใช้พื้นที่ภายในบ้านทำกิจกรรมอยู่บ่อยๆ โอกาสที่จะทำให้ผนังเลอะเปรอะเปื้อนก็เป็นไปได้เสมอ ยิ่งกับบ้านที่มีเด็กวัยกำลังซนอาศัยอยู่ด้วย ก็อาจมีรอยขีดเขียนภาพในจินตนาการให้ผู้ใหญ่ที่รักความเรียบร้อยได้ตามลบกันบ่อยๆ
ดังนั้นการเลือกสีทาบ้านภายในที่มีคุณสมบัติรองรับการเช็ดล้างทำความสะอาดได้ง่ายและบ่อยครั้ง โดยที่สีไม่หลุดลอกหรือซีดจางก็จะช่วยทำให้บ้านมีความน่าอยู่เสมอ มองไปทางไหนก็สะอาดสะอ้าน สีผนังยังคงสวยงามสบายตา ส่งผลให้อยู่แล้วสบายใจเช่นกัน
นวัตกรรมเพื่อสุขอนามัย
ผู้ผลิตสีทาบ้านแต่ละแบรนด์ ต่างพัฒนานวัตกรรมสีสมัยใหม่อยู่เสมอ ทั้งในส่วนที่ช่วยยืดอายุการใช้งานสีให้อยู่คงทนคู่กับสิ่งปลูกสร้างยาวนานขึ้น และส่วนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของผู้ใช้ ซึ่งเราสามารถใช้เป็นปัจจัยพิจารณาสุดท้ายในการมองหาสีทาบ้านภายในปลอดภัย
เพราะนวัตกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติป้องกันเชื้อรา แอนตี้แบคทีเรีย ฟอกอากาศ หรือแม้แต่การกำจัดเชื้อไวรัส ล้วนเป็นผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ทำให้สีทาบ้านภายในเป็นมิตรกับผู้อยู่อาศัยมากขึ้น โดยตอบสนองได้ทั้งเรื่องสุขภาพ ความสะอาด ความสวยงาม และสำคัญสุดคือความคุ้มค่า ที่เราลงทุนซื้อสีทาบ้านภายในเพียงครั้งเดียว ก็ได้บ้านสวยครบจบด้วยสุขภาพดีกันถ้วนหน้า
สรุปสีทาบ้านภายใน เลือกเป็นก็ได้ประโยชน์
สีทาบ้านภายในเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการสร้างบ้านและรีโนเวทบ้าน ซึ่งเกี่ยวข้องกับผู้อยู่อาศัยโดยตรง ดังนั้นเมื่อมีโอกาสเลือกสีด้วยตนเอง จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งส่วนประกอบของสี สูตรหรือสารเคมีที่ต้องระมัดระวัง รวมไปถึงความสามารถในการเช็ดทำความสะอาดได้ง่าย
หากเราเลือกได้ครบทั้งหมดนี้ก็อุ่นใจได้เลยว่า สมาชิกทุกคนในบ้านจะมีความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน และใช้ชีวิตได้อย่างสบายกายสบายใจ