Jun 29, 2021 | บทความอสังหาฯ
การปูพื้นลามิเนต (Laminate Flooring) เป็นหนึ่งวัสดุปูพื้นยอดนิยม เนื่องจากให้ฟิลลิ่งเสมือนเดินอยู่บนพื้นไม้จริงๆ ในขณะที่ราคาถูกกว่าไม้จริงหลายเท่า อีกทั้งยังมีความแข็งแรงด้วยนวัตกรรมการผลิตที่ปรับปรุงจนมีคุณภาพดีทนทานต่อการใช้งาน และติดตั้งได้ง่าย จึงทำให้หลายๆ คนเลือกใช้ รวมถึงโครงการบ้านจัดสรรและคอนโดด้วย
ส่วนประกอบของไม้พื้นลามิเนต
คำว่า ‘ลามิเนต’ หมายถึงกระบวนกาารผลิตวัสดุโดยนำวัสดุต่างๆ (อาจเหมือนหรือต่างชนิดกัน) มาซ้อนเป็นชั้นๆ แล้วอัดประกอบขึ้นมาเป็นวัสดุใหม่ ซึ่งพื้นลามิเนตที่ใช้ปูกันอยู่ทุกวันนี้มีส่วนประกอบ 4 ชั้นหลักๆ ไล่จากบนสุดจนถึงล่างสุด ดังนี้
ภาพจาก https://equewood.com.my/
ชั้นเคลือบผิว (Overlay) เป็นส่วนที่อยู่บนสุดของพื้นลามิเนต ทำหน้าที่ปกป้องพื้นผิวด้านหน้าไม่ให้เป็นรอยขีดข่วนง่าย และปกป้องไม่ให้ลวดลายหรือเนื้อไม้ที่อยู่ในชั้นถัดไปได้รับความเสียหายง่าย
ชั้นผิวลายไม้ตกแต่ง (Decorative Layer) เนื่องจากวัสดุที่เป็นแกนหลักของไม้พื้นลามิเนตไม่มีลวดลายใดๆ จึงต้องเพิ่มชั้นที่เป็นลวดลายไม้เพิ่มเติมเพื่อให้เกิดความสวยงาม และเป็นการเพิ่มทางเลือกให้งานตกแต่งภายในมีสไตล์หลากหลายยิ่งขึ้น
ชั้นแกนหลัก (Core Board) วัสดุที่ใช้ทำชั้นแกนหลักคือแผ่น HDF (High Density Fiberboard) ซึ่งเป็นไม้ทดแทนไม้ธรรมชาติที่มีความหนาแน่นสูง ผลิตจากเส้นใยไม้ผสมกาวและสารเพิ่มคุณสมบัติต่างๆ นำมาบีบอัดเข้าด้วยกันผ่านความร้อนและแรงดันสูงจนเป็นแผ่นไม้ที่มีความแข็งแรง
ชั้นแผ่นรองพื้น (Backing Layer) ชั้นล่างสุดของพื้นลามิเนตทำหน้าป้องกันความชื้นจากพื้นคอนกรีตที่ติดตั้งไม่ให้เข้าสู่แผ่นไม้ HDF โดยตรง ทำให้พื้นไม้ลามิเนตมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
เคล็ดลับการเลือกซื้อ ก่อนปูพื้นลามิเนต
หากมองพื้นลามิเนตที่โชว์อยู่ตามร้านค้าวัสดุก่อสร้างเพียงผิวเผิน เราอาจเห็นความแตกต่างของพื้นไม้แต่ละชิ้นผ่านลวดลายและสีสันเท่านั้น แต่ในความจริงแล้วไม้พื้นลามิเนตแต่ละชิ้นยังมีรายละเอียดที่เราต้องพิจารณาเลือกซื้อเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ปลอดภัย และคุ้มค่า ดังนี้
ความหนาของไม้พื้นลามิเนต
ไม้พื้นลามิเนตที่ขายอยู่ทั่วไปมี 2 ขนาดความหนา คือ 8 และ 12 มิลลิเมตร ซึ่งหากเราปูพื้นลามิเนตในห้องนอน หรือพื้นที่ที่มีการสัญจรน้อย การเลือกใช้พื้นลามิเนตหนา 8 มิลลิเมตรก็เพียงพอแล้ว แต่หากเป็นพื้นที่ส่วนรวมที่มีคนใช้งานจำนวนมาก เช่น ออฟฟิศ หรือห้องนั่งเล่น เราควรเลือกไม้พื้นลามิเนตหนา 12 มิลลิเมตร เนื่องจากมีความแข็งแรงมากกว่า แต่ราคาก็จะสูงกว่าด้วยเช่นกัน
ระดับความคงทนของผิวหน้าพื้นไม้ (AC Rating)
การผลิตไม้พื้นลามิเนตมาตรฐานต้องมีการทดสอบความทนทาน หรือ AC Rating เป็นค่าที่มีความสำคัญต่อการเลือกซื้อพื้นลามิเนต เพราะเป็นตัวบ่งบอกว่าพื้นลามิเนตนั้นๆ มีความทนทานแค่ไหน และเหมาะกับการใช้งานแบบใด โดย AC Rating มีค่าตั้งแต่ AC1 ถึง AC 5 ยิ่งตัวเลขสูงยิ่งมีความทนทานต่อรอยขีดข่วนและแรงกระแทกได้ดี หากจะใช้พื้นลามิเนตสำหรับภาคครัวเรือนที่อยู่อาศัย เราสามารถเลือกได้ตั้งแต่ระดับ AC1 – AC3
ระดับฟอร์มัลดีไฮด์
เนื่องจากวัสดุหลักที่ใช้ผลิตไม้พื้นลามิเนตคือแผ่นไม้ HDF ซึ่งมีส่วนผสมของกาวหรือสารเคมีสังเคราะห์ประเภทฟอร์มัลดีไฮด์ที่มีโอกาสระเหยออกมาจากไม้ และหากผู้ใช้งานสัมผัสเข้าก็จะมีอาการระคายเคืองผิว แสบจมูก หรืออาจอันตรายถึงขั้นเป็นมะเร็งเลยก็ได้ ดังนั้นจึงมีการควบคุมปริมาณการปล่อยสารฟอร์มัลดีไฮด์ หรือ Formaldehyde Emission กำหนดเป็นมาตรฐานสากลใช้กันทั่วโลก และแบ่งเกรดไม้ออกเป็น E2 E1 E0 และ Super E0 ไล่เรียงตั้งแต่ความปลอดภัยระดับทั่วไป (E2) จนถึงไม่ก่ออันตรายต่อผู้บริโภค (Super E0) ซึ่งหากใครให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษก็อาจมองหาพื้นลามิเนตที่มีระดับฟอร์มัลดีไฮด์ต่ำอย่าง E0 หรือ Super E0 ได้
รูปแบบการปูพื้นลามิเนต
พอทราบข้อมูลพื้นฐานของไม้พื้นลามิเนตกันแล้ว ก่อนที่จะเริ่มติดตั้งพื้นลามิเนต เรายังต้องมาทำความรู้จักกับรูปแบบการปูพื้นลามิเนตหรือแพทเทิร์นการเรียงไม้แต่ละแผ่น ซึ่งไม่เพียงทำให้ห้องนั้นดูสวยงาม แต่ยังเกี่ยวข้องกับการคำนวนจำนวนไม้ที่ต้องซื้อด้วย โดยมี 3 รูปแบบสำคัญ
ปูพื้นลามิเนตแบบกึ่งกลาง
มีลักษณะคล้ายการก่ออิฐ กล่าวคือแถวที่อยู่ถัดไปจะต้องวางให้สับหว่างกัน และจำเป็นต้องดูแนวรอยต่อของหัวและท้ายไม้แต่ละแถวให้ตรงกัน เพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบสวยงาม สำหรับการปูพื้นลามิเนตแบบกึ่งกลางนั้นมีโอกาสเสียเศษปลายไม้ค่อนข้างมาก จึงต้องคำนวณไม้เผื่อเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 8-10%
ปูพื้นลามิเนตแบบขั้นบันได
การปูพื้นลามิเนตแบบขั้นบันไดจะใช้การวางไม้แต่ละแถวเหลื่อมกันในอัตราส่วน 1/3 ของแผ่น และไหลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนสุดขอบห้อง แพทเทิร์นการติดตั้งแบบนี้จะให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติและไม่แข็งกระด้าง การปูลักษณะนี้สามารถลดปริมาณแผ่นไม้สำรองได้มากกว่าการปูแบบกึ่งกลาง หรือประมาณ 6-8%
ปูพื้นลามิเนตแบบไหลต่อเนื่อง
หากต้องการประหยัดจำนวนไม้พื้นลามิเนตที่ต้องซื้อ การเลือกเรียงไม้ด้วยรูปแบบไหลต่อเนื่องนับว่าตอบโจทย์ เพราะสามารถปูพื้นลามิเนตได้อิสระตามความยาวของแผ่นไม้ โดยมีข้อแม้เพียงว่าต้องให้ไม้ที่อยู่ติดขอบผนังห้องยาวไม่ต่ำกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับจำนวนพื้นลามิเนตที่ต้องซื้อเผื่อคือ 4-6% เท่านั้น
ขั้นตอนการปูพื้นลามิเนต
ไม้พื้นลามิเนตปัจจุบันมักติดตั้งด้วยระบบ Click-Lock ทำให้การต่อไม้แต่ละชิ้นทำได้ง่ายและรวดเร็วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งวัสดุยึดติดใดๆ และนั่นทำให้คนทั่วไปก็สามารถปูพื้นลามิเนตด้วยตนเองผ่าน 4 สเต็ปง่ายๆ
ขั้นตอนที่ 1 เช็คความเรียบร้อยของพื้นที่
ก่อนปูพื้นลามิเนต เราควรกวาดสิ่งสกปรกและฝุ่นออกไปให้หมดก่อน จากนั้นจึงสำรวจพื้นผิวว่ามีความเรียบเสมอกันหรือมีระดับพื้นสูง-ต่ำ ± ไม่เกิน 5 มิลลิเมตร โดยไม้พื้นลามิเนตนั้นสามารถปูบนพื้นคอนกรีต หรือทับพื้นเดิม (เช่น พื้นกระเบื้อง) ได้เลย
ขั้นตอนที่ 2 ปูแผ่นรอง
ทำการปูแผ่นโฟม PE หรือแผ่นยางซับเสียง EVA ให้ทั่วพื้นที่ที่จะปูพื้นลามิเนต โดยใช้เทปกาวยึดแต่ละแผ่น และต้องพยายามวางแผ่นโฟมไม่ให้เหลื่อมกันเพื่อเวลาปูพื้นลามิเนตแล้วจะได้เรียบเสมอกันทั้งห้อง แผ่นโฟมนี้จะช่วยป้องกันความชื้นจากพื้นผิวด้านล่าง และลดเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดขณะเดินบนพื้นไม้
ขั้นตอนที่ 3 ปูพื้นลามิเนต
การปูพื้นลามิเนตควรเริ่มจากมุมใดมุมหนึ่งของห้อง โดยวางเว้นระยะห่างจากผนังทุกด้านประมาณ 10-15 มิลลิเมตร แล้วจึงเรียงไม้ที่เหลือจนเต็มพื้นที่ การเว้นระยะว่างนั้นก็เพื่อรองรับการขยายตัวตามธรรมชาติของไม้เมื่อสัมผัสความชื้น จะได้ไม่เกิดปัญหาพื้นไม้เบียดดันจนกระเดิดขึ้นมา ในระหว่างปูพื้นลามิเนตต่อกันด้วยระบบ Click Lock เราสามารถใช้ค้อนยางทุบเพื่อให้แผ่นไม้พื้นแนบสนิทกัน
ขั้นตอนที่ 4 เก็บรายละเอียดติดไม้บัวเชิง
ขั้นตอนสุดท้ายของการปูพื้นลามิเนตคือปิดช่องว่างระหว่างไม้พื้นกับผนังด้วยไม้บัวล่าง โดยใช้ตะปูกาวหรือซิลิโคนช่วยยึดติด รวมถึงติดตั้งตัวจบสำหรับพื้นที่เปิดอย่างประตูหรือขอบบันไดด้วย
สรุปการปูพื้นลามิเนตช่วยเนรมิตห้องสวย
การปูพื้นลามิเนตเป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ช่วยเนรมิตห้องให้สวย ได้อารมณ์ใกล้ชิดธรรมชาติ โดยมีตัวเลือกของพื้นลามิเนตให้ต้องพิจารณามากกว่าแค่สีสันและลวดลาย เพื่อจะได้นำมาใช้งานได้เหมาะสม ปลอดภัย และคุ้มค่า ส่วนการติดตั้งนั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงรูปแบบการปูพื้นลามิเนตด้วย เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการคำนวนจำนวนของที่ต้องซื้อเพื่อจะได้ล็อตสินค้าที่มีสีและลายใกล้เคียงกัน ซึ่งจะช่วยเสริมให้ห้องดูสวยงาม น่าอยู่ และกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน
Jun 28, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“น้ำหอมจำเป็นไหม หรือใช้แค่โรลออนก็พอ ? ” “แล้วถ้าเลือกซื้อน้ำหอม น้ำหอมที่ว่าต้องเป็น น้ำหอมผู้ชาย อย่างเดียวไหม ?” “ผู้ชายอย่างเราใช้ น้ำหอมผู้หญิง ได้ไหมนะ ?”
บทความนี้จะตอบคำถามโลกแตกของคุณแน่นอน แต่ก่อนอื่น หนุ่มๆ รู้ไหมคะ ว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว ผู้ชายที่เดินมาพร้อมกับกลิ่นหอมๆ นั้น เป็น “Woman killer” ดีๆ นี่เอง เพราะฉะนั้นเราขอตอบคำถามแรกเลยแล้วกันค่ะ
“น้ำหอมนั้น จำเป็นค่ะ”
Bestproducts.com
น้ำหอมเป็นไอเทมที่นอกจากจะส่งกลิ่นหอมแล้ว ยังช่วยเพิ่มเสน่ห์ บ่งบอกถึงรสนิยมให้แก่ผู้พบเห็น และสร้างความประทับใจแรกได้อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสุภาพบุรุษ
ปัจจุบันผู้ชายหันมาดูแลตัวเองกันมากขึ้น ความนิยมของน้ำหอมผู้ชายก็มากขึ้นตามไปด้วย ตอนนี้มีน้ำหอมผู้ชายให้เลือกอย่างล้นตลาด เรียกได้ว่ามีเยอะกว่าของผู้หญิงซะอีก
แต่ไม่ต้องห่วงนะคะ วันนี้เรามีน้ำหอมผู้ชายที่การันตีได้ว่า หอม! ทน! หญิงตรึม! มาฝากกัน อย่าเพิ่งคลิกออกไปไหนนะคะ
น้ำหอมผู้ชาย Vs น้ำหอม Unisex
gq.com
คำว่า “แมน” สำหรับคุณ:
กลิ่นกายธรรมชาติ ผสมกับกลิ่นเหงื่อ ให้ไอเดียสายสปอร์ต แข็งแรง และสุขภาพดี
คำว่า “แมน” สำหรับเธอ:
กลิ่นสะอาดของยาสระผม พร้อมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางๆ — มักส์, วูดดี้— ทุกครั้งที่เขาเดินผ่าน
โดยทั่วไป น้ำหอมผู้ชายมักจะมากับคอนเซ็ปต์ที่เน้นความเป็นชายชาตรีอย่างเต็มที่ เห็นได้จากโฆษณาทั้งหลายที่ให้นายแบบขับรถสปอร์ตราคาแพง ใส่แว่นกันแดด ยิ้มมุมปากเท่ๆ พร้อมกับเสียงเพลงประกอบเร้าใจ และตัวหนังสือหนาๆ ว่า ….“Real Man”….
แต่ในความเป็นจริง คุณไม่จำเป็นต้องเลือกซื้อน้ำหอมที่อยู่บน Shelf ‘น้ำหอมผู้ชาย’ เพื่อพิสูจน์ความแมนของคุณเลย มีน้ำหอมกลิ่น Unisex มากมาย ที่เหมาะสำหรับผู้ชาย และถือว่าเป็นน้ำหอมผู้ชายเลยก็ว่าได้
น้ำหอม Unisex ถูกออกแบบมาให้ทำปฏิกิริยาเคมีบนผิวผู้หญิง และผู้ชายต่างกัน ผลลัพธ์ที่ได้ คือกลิ่นที่ต่างกันเช่นกัน ดังนั้น การฉีดน้ำหอม Unisex ไม่ได้หมายความว่า คุณผู้ชายจะมีกลิ่นตัวแบบสาวหวาน หรือคุณผู้หญิงจะมีกลิ่นตัวแบบชายชาตรี แต่อย่างใด
วันนี้ Kaidee จะพาเพื่อนๆ ไปดูกันว่ามีน้ำหอมผู้ชาย และน้ำหอมผู้ชาย Unisex ตัวไหนบ้าง ที่ควรค่าแก้การสอยเป็นที่สุด ไม่ว่าหนุ่มๆ จะซื้อใช้เอง หรือสาวๆ จะซื้อให้แฟน รับรองว่า List ข้างล่างนี้ ช่วยคุณได้แน่นอน
1. น้ำหอมผู้ชายของ Yves Saint Laurent – La Nuit de l’Homme
bloomingdales.com & luxuo.com
เราขอเริ่มต้นด้วย น้ำหอมผู้ชายในตำนานอย่าง La Nuit de l’Homme จาก Yves Saint Laurent กันก่อนเลย น้ำหอมตัวนี้ เรียกได้ว่าเป็นน้ำหอมผู้ชายฉบับ OG สุดๆ ถ้าหนุ่มคนไหน ไม่เคยลองน้ำหอมตัวนี้แล้วล่ะก็ …….ทำอะไรกันอยู่คะ ? ……
ถ้าคุณกำลังเลือกน้ำหอมผู้ชาย สำหรับไปเดต, ไปทำงาน, ไปสัมภาษณ์งาน, ไปงานแต่ง หรือ ไปงานศพ La nuit de l’Homme ค่ะ คือคำตอบค่ะ
กลิ่นของเขาจะเป็นกลิ่นออกแนวสดชื่น แต่มีความหวานผสมอยู่ที่ปลายกลิ่นอย่างลงตัว อีกทั้งยังให้กลิ่นอโรมาอ่อนๆ เหมือนกับกลิ่นโรงแรมระดับ 5 ดาวไม่มีผิด
2. น้ำหอมผู้ชายของ Bently – Bently For Men Intense
lebook.com & theperfumesstore.lk
สำหรับใครที่กำลังหาน้ำหอมผู้ชาย ที่ไม่ “Smell cheap” แต่ราคา Cheap อยู่แล้วละก็ Bentley ขวดนี้เลย
Bently For Men Intense ขวดนี้ ให้กลิ่นที่แมน และร้อนแรงเอามากๆ ด้วยกลิ่น Top Note จาก พริกไทยดำ และมะกรูด และยังผสมกับกลิ่นแอลกอฮอล์จากกลิ่นเหล้ารัม ซึ่งอยู่ใน Middle Note ตบท้ายความไฮโซนี้ ด้วยกลิ่นหนัง และกลิ่นไม้หอม ซึ่งเป็นส่วนผสมใน Base Note
บอกเลยว่าน้ำหอมผู้ชายแบรนด์ Bently นี้คือนิยามของความเป็นชายที่แท้จริง
3. น้ำหอมผู้ชายของ Carolina Herrera – CH Men Prive
carolinaherrera.com
มาถึงน้ำหอมผู้ชาย ที่ได้ชื่อว่าเป็นกลิ่นโปรดของเหล่า ‘Bad Boy’ กันบ้าง น้ำหอมขวดนั้นคือ น้ำหอมผู้ชายจากแบรนด์ Carolina Herrera ตัว CH Men Prive นั่นเอง
แม้ว่าส่วนผสมหลักใน Top Note จะเป็นเหล้า Whiskey แต่กลิ่นก็ไม่รุนแรงแม้แต่น้อย กลับให้กลิ่นที่สดชื่น แต่ Sexy ได้อย่างไม่น่าเชื่อ เพราะที่ Top Note เขายังซ้อนส่วนผสมของส้มโอ ไว้ เพื่อช่วยดับความร้อนแรง
ดังนั้น หนุ่มคนไหน อยากได้ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่ไม่ฆ่าคนรอบข้าง แนะนำขวดนี้เลย
4. น้ำหอมผู้ชายของ Viktor & Rolf – Spicebomb Extreme
viktor-rolf.com
Spice Bomb เป็นน้ำหอมผู้ชาย ที่เรียกได้ว่ามีกลิ่นที่ลงตัว ละมุนละไมมากๆ น้ำหอมผู้ชายขวดนี้มากับคอนเซ็ปต์ ‘Spicy Lavender’ ซึ่งกลิ่นของเขาจะออกแนวอโรมาด้วยกลิ่นดอกลาเวนเดอร์ เบาๆ ที่ปลายกลิ่น แต่ยังคงความ โดดเด่นของกลิ่นความฮอต และร้อนแรง แบบแมนๆ ด้วยส่วนผสมเผ็ดร้อนใน Note อย่างพริกไทยชมพู และ อบเชย นั่นเอง
หลังจากฉีดน้ำหอมผู้ชาย Spice Bomb ไปได้สักพัก กลิ่นของ Vanilla ที่ซ่อนอยู่ใน Base Note จะเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ และเมื่อผสมกับกลิ่นพริกไทยแล้ว เรียกได้ว่า หอมหวาน น่ากอดมากๆ
5. น้ำหอมผู้ชายของ Christian Dior – Sauvage
dior.com
บทความน้ำหอมผู้ชายนี้จะเป็นโมฆะไปทันที ถ้าเราไม่ได้พูดถึงน้ำหอมผู้ชายยอดฮิต Dior Sauvage นั่นเอง
เรียกได้ว่าผู้ชายครึ่งออฟฟิศ ฉีด Dior Sauvage กันทั้งนั้น ด้วยความที่เขามีกลิ่นหอมสดชื่น เหมาะสำหรับอากาศบ้านเรา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ให้กลิ่นที่อบอุ่นเพียงพอสำหรับฉีดในหน้าหนาว
ใน Top Note จะประกอบไปด้วยส่วนผสมประเภท Citrus (กลิ่นเปรี้ยว สดชื่น) อย่าง มะกรูด และกลิ่นที่ตามมาติดๆ ซึ่งทำให้กลิ่นดูโตมากขึ้นนั้น คือกลิ่นของ ดอกลาเวนเดอร์ ซึ่งอยู่ใน Middle Note
ปิดท้ายด้วย ไม้ Amber และกลิ่นเคมีสังเคราะห์ Ambroxa n ที่อยู่ใน Base Note เพื่อเติมความมาดแมน ปนหวานนิดๆ จากกลิ่น Vanilla อ่อนๆ
จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไม ผู้หญิงร้อยทั้งร้อย ต่างเทใจให้ Dior – Sauvage เป็นน้ำหอมผู้ชายหนึ่งเดียวในใจ
6. น้ำหอมผู้ชายของ Creed – Aventus
creedfragrances.co.uk
น้ำหอมผู้ชายที่ทำในผู้หญิงรอบข้างได้กลิ่นแล้วอยากกอดคุณเป็นที่สุด ต้องขอยกให้ Aventus จาก Creed เลยค่ะ
จุดเด่นอยู่ที่ความหอมสดชื่น จาก Top Note อย่าง สับปะรด , มะกรูด , แอปเปิล และผลไม้นานาชนิด แต่อย่าเพิ่งตกใจไปนะคะ ถึงแม้ว่ากลิ่นเขาจะออกแนวฟรุ๊ตตี้ แต่ก็ไม่ใช่กลิ่นหวานเปรี้ยวแบบน้ำหอมผู้หญิงแน่นอน
เพราะเมื่อเวลาผ่านไปสักพัก กลิ่นจะเริ่มอุ่นขึ้นมา เนื่องจาก Vanilla , มักส์ และ Ambergris (แว็กซ์ในลำไส้ของปลาวาฬ) ผสมอยู่ใน Base Note จะเริ่มปรากฏขึ้น เชื่อเถอะค่ะ ว่าน้ำหอมผู้ชายขวดนี้หอมจริง
7. น้ำหอมผู้ชายของ Christian Dior – Dior Homme Intense
kenya.hsmagazine.digital
‘เท่ นิ่ง’ คงเป็นสรรพนามที่อธิบายกลิ่นน้ำหอมผู้ชายขวดนี้ได้ดีที่สุด เพราะกลิ่นของ Dior Homme Intense จะไม่แรงมาก ออกแนว หอมลอยมาตามลมเสียมากกว่า
น้ำหอมผู้ชายขวดนี้มีส่วนผสมของ ดอกไอริส จึงทำให้ได้กลิ่นแป้งหน่อยๆ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังคงความหวานมันได้ดีพอตัว และด้วยส่วนผสมของ ลูกแพร ที่ซ้อนอยู่ใน Middle Note จึงทำให้คุณได้กลิ่นผลไม้ แตะที่ปลายจมูกท้ายกลิ่น เพิ่มความสดชื่นขึ้นมาอีกเท่าตัว
ที่สำคัญเมื่อเวลาผ่านไป กลิ่นจะเริ่มอุ่นมากขึ้น จากส่วนผสม ไม้ ที่อยู่ใน Base Note อีกด้วย
EDITOR PICKS: น้ำหอมผู้ชาย โดนใจสาว 100%
List น้ำหอมข้างบน ต่างก็เป็นน้ำหอมผู้ชายที่โด่งดัง, คุณภาพดี, ติดทนนาน และควรค่าแก่การลงทุนเป็นที่สุด แต่คราวนี้ เรามาดูน้ำหอมผู้ชาย ที่ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยได้กลิ่นเมื่อไร ต่างต้องหันหัว ตามหาเจ้าของกันบ้าง
Chanel – Bleu de Chanel
“นักธุรกิจ, ใส่ Suit & Tie, ขับรถราคาแพง, สวมนาฬิกา Rolex” คำเหล่านี้ เป็นนิยาม อธิบายกลิ่นน้ำหอมผู้ชาย Bleu de Chanel ได้ดีที่สุด บอกเลยว่ากลิ่นของเขา หอมแพง แบบผู้ดีมากๆ
นอกจากนี้ กลิ่นของเขา ก็ไม่ได้แรง จนทำร้ายคนรอบข้าง เหมาะสำหรับหนุ่ม Office ทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง
Maison Margiela Replica – By the fireplace
น้ำหอมของ Maison Margiela ขวดนี้ เป็นน้ำหอม Unisex ที่ผู้หญิง และผู้ชาย สามารถใช้ได้ ด้วยกลิ่นหอมหวานของ มาชเมลโล่เผา และกลิ่นน้ำตาลไหม้ บวกกับกลิ่นของไม้ข้างเตาผิง ตามชื่อ By the Fireplace ทำให้น้ำหอมตัวนี้ ถูกยกให้เป็นน้ำหอมผู้ชาย สำหรับหนุ่มอบอุ่น เลยก็ว่าได้ เรียกได้ว่า เหมาะกับวันหยุด นอนกอดแฟน ดู Netflix เป็นที่สุด
Maison Francis Kurkdjian – Gentle Fluidity Silver
มาถึงน้ำหอมที่ผู้เขียนชอบมากที่สุด ในบรรดาน้ำหอมผู้ชายที่ยกมาให้ดูกัน ถ้าถามว่าทำไมถึงชอบ นั่นก็เพราะน้ำหอมผู้ชายขวดนี้ มีกลิ่นไม่เหมือนน้ำหอมขวดไหนๆ ที่คุณเคยได้ดมมาแน่นอน
กลิ่นของเขาเหมือนกลิ่นของ Cocktail: Gin & Tonic ด้วยกลิ่นที่เย็น สดชื่น แต่ยังความเซ็กซี่ และอบอุ่น ด้วยกลิ่นอบอุ่นจากส่วนผสมจำพวกเครื่องไม้
ขอบอกตรงนี้เลยนะคะว่า น้ำหอมผู้ชายขวดนี้ จะทำให้คุณได้รับคำชม จากผู้หญิง หรือแม้กระทั่งผู้ชายด้วยกันเองอย่างแน่นอน
ให้น้ำหอมผู้ชายเหล่านี้ พูดแทนคุณ
แน่นอนว่า “Action speaks louder than words” แล้วจะไม่ยิ่งดีขึ้นไปอีกเหรอคะ ถ้าคุณไม่จำเป็นต้องพูด หรือทำอะไรทั้งนั้น ให้กลิ่นกายของคุณ เป็นตัวช่วยให้คนรอบข้างเข้าใจคุณมากขึ้น
น้ำหอมผู้ชายที่เรากล่าวมาทั้งหมดด้านบน ต่างมีกลิ่นที่แตกต่างกัน จึงบ่งบอกนิสัยของผู้ใช้ในมุมที่ต่างกันไป
อยากเป็นหนุ่มสังคม ให้เลือก Dior-Sauvage
ถ้าคุณเป็นคนพูดน้อย Dior Homme Intense คือเพื่อนคุณ
แต่ถ้าคุณเป็นผู้ชายรักสนุก เที่ยวกลางคืนบ่อย แล้วล่ะก็ น้ำหอมผู้ชาย Carolina Herrera – CH Men Prive ไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน
อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคนไหนอยากได้น้ำหอมผู้ชายสักขวด แวะมาเลือกดูที่ Kaidee ได้นะคะ เรามีตัวเลือกเยอะแยะ สำหรับหนุ่มๆ ทุกแนวเลย
Jun 28, 2021 | บทความยานยนต์
“เปลี่ยนแบตรถยนต์ ต้องเลือกประเภทแบตเตอรี่และกำลังไฟให้เหมาะสมกับรุ่นรถ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งานได้ยาวนาน”
เปลี่ยนแบตรถยนต์ นับเป็นเรื่องปกติของการใช้รถ เมื่อครบวงรอบการใช้งานก็ต้อง (ซื้อ) เปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ! ปัจจุบันมีขายหลายยี่ห้อ ไม่ว่าจะเป็น FB, 3K, GS, PANASONIC, PUMA, BOSH, BOLIDEN, YUASA รวมไปถึง AMARON ฯลฯ ส่วนจะเลือกยี่ห้อไหน ขึ้นอยู่กับรุ่นรถและกำลังทรัพย์ของเจ้าของ และ Kaidee Auto รวมรวมข้อมูลที่น่าสนใจ และมัดรวมยี่ห้อน่าใช้มาฝากทุกคน
แบตเตอรี่รถยนต์เป็นเรื่องต้องขยันตรวจสอบเป็นประจำ เพื่อให้รู้สภาพและความพร้อมก่อนใช้รถ เปรียบเทียบให้เห็นภาพก็เหมือนกับน้ำมันเชื้อเพลิงนั่นแหละ คุณไม่สามารถรอให้หมดเกลี้ยงทั้งลูกก่อนแล้วจึงเปลี่ยน เพราะคงไม่ดีแน่หากเกิดแบตหมด สตาร์ทรถไม่ติดระหว่างทาง ชีวิตเปลี่ยน ! และต้องเจอกับปัญหาที่เป็นเรื่องวุ่นวายตามมาแน่นอน
แต่ก่อนที่จะไปเลือกช้อปจุใจ เพื่อเตรียม “เปลี่ยนแบตรถยนต์” ให้กับทุกคน ต้องเข้าใจข้อมูลเบื้องต้นให้ตรงกันก่อนว่า
ข้อที่ 1 แบตเตอรี่รถยนต์เป็นเรื่องของความพึงพอใจต่อการใช้งาน หากให้บอกว่ายี่ห้อไหนดีที่สุด ผู้เขียนไม่สามารถบอกได้ เพราะประสบการณ์และรถที่ใช้งานแตกต่างกัน
ข้อที่ 2 แต่ผู้เขียนสามารถให้ข้อเท็จจริง วิธีการเลือกใช้ การสังเกตอาการเมื่อแบตเตอรี่รถยนต์มีปัญหา ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานที่วิทยาศาสตร์สามารถพิสูจน์ได้ และข้อที่ 3 คอนเทนต์นี้ไม่ใช่การรีวิว เพราะผู้เขียนไม่เคยใช้ครบทุกยี่ห้อ จึงไม่ใช่ Advertorial ขายของ หรือ โฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น
แบตเตอรี่สิ่งสำคัญที่รถทุกคันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจำเป็นต้องมี
ส่วนผู้อ่านจะเลือก เปลี่ยนแบตรถยนต์ ยี่ห้อใด ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองเป็นสำคัญ รถคุณ กระเป๋าสตางค์คุณ เลือกสิ่งที่ดีสุดให้กับตัวเอง มองทุกอย่างให้เป็นเหตุและผล บนความเหมาะสมด้วยผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นหลัก โดยเริ่มกันที่ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์, ประเภทของแบตเตอรี่, วิธีการเลือกซื้อ และไฮไลท์สำคัญ คือ ยี่ห้อต่างๆ ที่มีขายอยู่ในปัจจุบัน รวมมาให้ (เกือบ) หมดแล้ว
แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์สำคัญ มีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในตัวรถเพื่อกระจายไปสู่ส่วนต่างๆ
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับแบตเตอรี่รถยนต์
แบตเตอรี่เป็นอุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ในตัวรถ ได้รับการออกแบบให้ป้อนกระแสไฟฟ้ากลับเข้าสู่ส่วนต่างๆ เช่น ระบบไฟฟ้าภายในห้องโดยสาร, ไฟส่องสว่างและสัญญาณ, สิ่งอำนวยความสะดวก, เครื่องปรับอากาศ, วิทยุ, เครื่องยนต์ รวมไปถึงการสตาร์ทรถและระบบจุดระเบิด
หากแบตเตอรี่หมด… ทำให้รถสตาร์ทไม่ติด เพราะรถต้องใช้ไฟฟ้าในการสตาร์ทเครื่องยนต์ก่อน เพื่อหมุนให้ไดร์ชาร์จทำงานและผลิตไฟฟ้าตามมา จึงต้องรีบ เปลี่ยนแบตรถยนต์ โดยทันที
ดังนั้น แบตเตอรี่จึงมีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่กำเนิดไฟฟ้า ต้องแยกเรื่องนี้ออกจากกัน ขีดเส้นใต้ไว้ชัดๆ เลยว่า ใช้เก็บอย่างเดียว ไม่ได้เป็นตัวกำเนิดไฟฟ้า แบตเตอรี่แต่ละลูกเก็บกำลังไฟฟ้าด้วยการชาร์จมาแล้วส่วนหนึ่งจากโรงงาน เมื่ออยู่ในรถจึงทำหน้าที่เก็บสะสมพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมจาก “ไดร์ชาร์จ” ซึ่งเป็นตัวกำเนิดพลังงานไฟฟ้าที่แท้จริงของรถยนต์
หากไดร์ชาร์จผลิตกระแสไฟฟ้าไม่ทัน ระบบของรถจะดึงเอากระแสไฟฟ้ามาจากแบตเตอรี่มาใช้ นอกจากนี้อุปกรณ์ในตัวรถตามที่กล่าวมาข้างต้น สามารถดึงเอากำลังไฟจากแบตเตอรี่ไปใช้ร่วมกันด้วย
แต่เมื่อไดร์ชาร์จทำงานได้อย่างสมบูรณ์เต็มระบบ รถจะใช้กำลังไฟฟ้าจากไดร์ชาร์จเป็นหลัก และใช้จากแบตเตอรี่เป็นพลังสำรอง กำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้เกินจากการใช้งาน จะถูกส่งไปเก็บในแบตเตอรี่ กระบวนการทำงานวนลูปไปแบบนี้ไม่มีที่สิ้นสุด ดังนั้น การเปิดแอร์ระหว่างที่รถติดเครื่องและดับเครื่อง จึงมีที่มาจากแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ต่างกัน
แบตเตอรีมีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้าไม่ใช่กำเนิดไฟฟ้า อย่าเข้าใจผิด !
สรุป หากรถติดเครื่องกำลังไฟฟ้ามาจากไดร์ชาร์จ แต่ถ้ารถดับเครื่องจอดอยู่นิ่งๆ ไฟฟ้าที่ใช้จะมาจากแบตเตอรี่ เคลียร์ชัดเจนเห็นภาพตรงกัน
ภาษาไทยวันละคำ ท่องไว้ให้ขึ้นใจ คำว่า “แบตเตอรี่” ส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ มีหน้าที่เก็บพลังงานไฟฟ้า ไม่ใช่กำเนิดไฟฟ้า อย่าเข้าใจสับสน
แบตเตอรี่รถยนต์มีทั้งหมด 4 ประเภท คือ น้ำ, แห้ง, กึ่งแห้ง และไฮบริด
แบตเตอรี่รถยนต์ มี 4 ประเภท
ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีของรถยนต์ที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้แบตเตอรี่รถยนต์มีการพัฒนาออกมาถึง 4 ประเภท โดยในรถยนต์แต่ละรุ่นใช้แบตเตอรี่ไม่เหมือนกัน จึงไม่สามารถใช้งานด้วยการ “เปลี่ยนแบตรถยนต์” ข้ามประเภทได้แบบตรงๆ แต่ใช้เทียบกันได้ โดยที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี ดังนี้
แบตเตอรี่แบบน้ำมีช่องให้เติมน้ำกลั่น มีราคาถูกที่สุด อายุการใช้งานยาวนาน แต่ต้องหมั่นเช็กระดับน้ำเป็นประจำ
แบตเตอรี่แบบน้ำ (LEAD ACID)
เป็นแบตเตอรี่แบบดั้งเดิมที่ได้รับการผลิตมาก่อน และใช้ในรถหลายรุ่นยาวนานหลายสิบปี มีช่องให้เติมน้ำกลั่น และผู้ใช้รถต้องเช็กระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่อยู่เป็นประจำ พอเริ่มลดระดับให้รีบเติม แบตเตอรี่ชนิดน้ำใช้ในรถที่วิ่งเป็นประจำด้วยระยะทางเยอะๆ ผู้ที่ใช้และกำลังจะ เปลี่ยนแบตรถยนต์ ชนิดนี้ ต้องพิจารณา ข้อดี คือ มีราคาถูกที่สุด และอายุการใช้งานนานกว่าแบบแห้ง ทนทานต่อการโหลดและคายประจุ ข้อเสีย คือ ต้องหมั่นเช็กระดับน้ำ ถ้าลืมมีโอกาสเสียและเสื่อมได้ง่าย และยังให้ค่าแอมป์ที่น้อยกว่าแบบแห้งอีกด้วย
แบตเตอรี่แบบแห้ง ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ นิยมใช้ในรถรุ่นปัจจุบัน ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นจึงไม่มีฝา เปิด – ปิด
แบตเตอรี่แบบแห้ง มีลักษณะตรงข้ามกับแบบน้ำทุกประการ พัฒนาและผลิตตามหลังออกมา นิยมใช้ในรถรุ่นปัจจุบัน เพราะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นจึงไม่มีฝา เปิด – ปิด แต่ในความเป็นจริงแล้วแบตเตอรี่แบบแห้งมีของเหลวอยู่ภายใน เช่น ตะกั่ว, กรดแคดเมี่ยม และ นิเกิล-แคด สามารถเช็กระดับของเหลวและอายุการใช้งานได้ โดยดูผ่านช่อง “ตาแมว”
เปลี่ยนแบตรถยนต์ ในชนิดแห้ง ข้อดี อยู่ตรงที่ดูและรักษาง่าย ไม่ยุ่งยากในการเติมน้ำกลั่น มีเทคโนโลยีและกำลังไฟที่สูงกว่าแบบน้ำ แต่ในส่วนของ ข้อเสีย มีราคาสูงกว่าแบบดั้งเดิม รูระบายอากาศทางเดียวจึงอุดตันง่าย และอาจะทำให้เกิดปัญหาความร้อนและแรงดัน โดยเฉพาะหากจุดปิดผนึกซีลชำรุดจะทำให้ความชื้นเข้าไปในตัวแบตเตอรี่ได้
แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้งมีความคล้ายกับแบบแห้ง แต่มีช่องให้เติมน้ำกลั่นเ เฉลี่ยปีละแค่ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น
แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง (SF)
แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง ทำออกมาให้อยู่ตรงกลางระหว่างแบบน้ำและแห้ง โดยมีความละม้ายคล้ายกับแบบแห้งมากกว่า เพียงแต่มีช่องให้เติมน้ำกลั่นเพิ่มเข้ามา ทว่าไม่ต้องเติมบ่อยเท่าแบบน้ำ เฉลี่ยปีละแค่ 1 – 2 ครั้งเท่านั้น ข้อดี มีราคาที่ถูกกว่าแบบแห้ง แต่แพงกว่าแบบน้ำ และมีความทนทานสูงมาก ข้อเสีย ยังคงต้องดูและระดับน้ำกลั่นไม่ให้แห้ง ความสะดวกสบายลดลงเล็กน้อย
แบตเตอรี่แบบไฮบริดสามารถตรวจเช็กระดับน้ำกลั่นได้ มีกำลังไฟและให้ค่าการการสตาร์ทที่ค่อนข้างสูง
แบตเตอรี่แบบไฮบริด (HYBRID)
พัฒนาขึ้นมาเป็นเจเนอเรชันล่าสุด เป็นลูกผสมระหว่างแบตเตอรี่น้ำและกึ่งแห้ง สามารถตรวจเช็กระดับน้ำกลั่นได้ และมีค่าการสตาร์ทที่สูงกว่า ในขณะที่ตรวจเช็กน้ำกลั่นเพียงปีละ 1 – 2 ครั้ง และคาดว่าในอนาคตจะเข้ามาทดแทนแบตเตอรี่แบบน้ำทั้งหมด โดยมี ข้อดี ราคาถูกกว่าแบบแห้ง ดูแลรักษาง่าย ส่วนในเรื่อง ข้อเสีย ผู้ใช้รถยังคงต้องตรวจเช็กน้ำกลั่น และมีราคาแพงกว่าแบบน้ำ
แบตเตอรี่สามารถใช้งานร่วมกันระหว่างรถแต่ละประเภทได้
แบตเตอรี่ไม่ทำแยกย่อย รถเก๋ง หรือ กระบะ
ทำความรู้จักแบตเตอรี่ในแต่ละประเภทกันไปแล้ว ทีนี้เรื่องต่อไปที่คุณต้องรู้ ก็คือ “แบตเตอรี่ไม่ผลิตแยกตามประเภทรถ” แต่ผลิตตาม 2 ปัจจัยหลัก คือ ประเภทแบต และ ความจุของกำลังไฟฟ้า (มีหน่วยเป็นแอมป์) นิยมเลือกกำลังแอมป์ให้เหมาะสมตามรุ่นรถ หรือมากกว่าความต้องการได้เล็กน้อย
ดังนั้น แบตเตอรี่จึงไม่ผลิตเจาะจงเพื่อมอเตอร์ไซค์ รถเก๋ง รถกระบะ รถบรรทุก ฯลฯ เพราะเอาเข้าจริงรถแต่ละประเภท ก็ใช้ขนาดที่แตกต่างกันอยู่แล้ว ทุกคนเข้าใจได้ เพราะรถเล็กใช้ไฟน้อยก็ต้องเลือกลูกเล็ก รถใหญ่ใช้พลังเยอะก็เป็นลูกใหญ่ โดยผู้ใช้สามารถเปลี่ยนแบตรถยนต์ข้ามขั้นไปใช้แบตลูกใหญ่ได้ ไม่ผิดและไม่พัง ! ในทางกลับกันก็วนย้อนกลับไปใช้ลูกเล็กกว่าค่า OEM ได้เช่นกัน แต่ไม่แนะนำ เพราะแบตหมดเร็ว
อีโคคาร์ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร ใช้แบตเตอรี่ความจุดไฟ 35 – 45 แอมป์
อีโคคาร์ A – B Segment ใช้ขนาด 35 – 42 แอมป์
กลุ่มอีโคคาร์ เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร นับเป็นรถเก๋งขนาดเล็กสุด ใช้ไฟน้อย ไม่ค่อยกินแบตเตอรี่ เช่น โตโยต้า ยาริส, ฮอนด้า แจ๊ส, มาสด้า2 ฯลฯ ส่วนใหญ่ติดตั้งแบตเตอรี่กึ่งแห้งจากโรงงาน ขนาด 35 แอมป์ หากเปลี่ยนลูกใหม่ มี 2 ทางเลือก ใช้ประเภทเดิม หรือ แบตเตอรี่แห้ง ขนาดที่แนะนำสามารถใช้ได้ตั้งแต่ 35 – 45 แอมป์ มากกว่านี้เป็นลูกใหญ่ อาจจะใส่ในห้องเครื่องไม่พอดี ราคาเริ่มต้น 1,500 บาท*
รถเก๋งขนาดกลางเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตรขึ้นไป นิยมใช้แบตเตอรี่ 45 – 52 แอมป์
รถเก๋งขนาดกลาง C Segment ใช้ขนาด 45 – 52 แอมป์
สำหรับรถเก๋งขนาดกลาง ที่มีเครื่องยนต์ความจุ 1.5 ลิตรขึ้นไป เช่น โตโยต้า โคโรลา อัลติส, ฮอนด้า ซีวิค, มาสด้า3 ฯลฯ เดิมติดตั้งทั้งแบตเตอรี่แบบแห้งและกึ่งแห้งมาจากโรงงาน เปลี่ยนลูกใหม่สามารถเลือกใช้ได้ทั้ง 2 ประเภท ความจุกำลังไฟเลือกได้ ตั้งแต่ 45 – 52 แอมป์ สนนราคาเริ่มต้น 1,600 บาท*
รถเก๋งขนาดใหญ่ใช้แบตเตอรี่ขนาดความจุไฟ 60 – 75 แอมป์
รถเก๋งขนาดใหญ่ D Segment ใช้ขนาด 60 – 75 แอมป์
ด้านรถเก๋งขนาดใหญ่ ขุมพลังเครื่องยนต์ 1.8 ขึ้นไป ของเดิมจากโรงงานจะเป็นแบตเตอรี่กึ่งแห้ง ลูกใหญ่ขนาด 65 แอมป์ หากเปลี่ยนแบตรถยนต์ใหม่ สามารถเลือกได้ทั้งแบบกึ่งแห้งและแห้ง 60 – 75 แอมป์ ราคาเริ่มต้น 1,900 บาท*
รถคันใหญ่ใช้ไฟฟ้าเยอะ จึงต้องเลือกใช้แบตเตอรี่ขนาด 65 แอมป์ขึ้นไป
รถกระบะ รถอเนกประสงค์ รถตู้ ใช้ขนาด 65 แอมป์ขึ้นไป
ในส่วนของรถกระบะ รถอเนกประสงค์กลุ่ม SUV และรถตู้ ต้องการแบตเตอรี่ลูกใหญ่ เพื่อใช้เก็บกักไฟค่อนข้างเยอะ โดยใช้วิธีเลือกแบตเตอรี่ตามความจุของเครื่องยนต์ เริ่มจากเครื่องยนต์ 1.9 – 2.2 ลิตร แบตเตอรี่สามารถใช้ได้ตั้งแต่ 65 – 85 แอมป์
หากเป็นเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรขึ้นไป จะสามารถเลือกใส่แบตเตอรี่ได้ตั้งแต่ 80 – 100 แอมป์ ขึ้นอยู่กับการใช้งาน โดยสามารถเลือกใส่แอมป์ที่มากกว่าของเดิมได้
แบตเตอรี่มีหลายยี่ห้อ หลากราคา และต่างเกรด เลือกใช้ให้เหมาะสมกับรถที่สุด
เลือกซื้อแบตเตอรรี่อย่างไรให้เหมาะกับรถ
แล้วเราจะเลือกซื้อหรือเปลี่ยนแบตรถยนต์อย่างไรจึงจะเหมาะสม ? อ่านแล้วอาจดูซับซ้อน แต่ไม่ยาก ทำได้ใน 5 ขั้นตอน
เริ่มจาก “สังเกตพฤติกรรมการใช้รถ” ของตัวคุณเองก่อน เมื่อรู้ความถี่ในการใช้รถแล้วจึง “เลือกประเภทแบตเตอรี่” ที่เหมาะสมได้ จากนั้นเลือก “ขนาดความจุแอมป์” ซึ่งในขั้นตอนนี้ดูขนาดแอมป์ที่สูงกว่าของเดิมจากโรงงานได้ และที่สำคัญต้องให้กำลังในการจุดสตาร์ทต้องเพียงพอ พร้อมตรวจสอบให้แน่ชัดว่า ขนาดของแบตเตอรี่ จะสามารถใส่กับรถได้อย่างพอดี
จากนั้นเป็นการ “เปรียบเทียบแบรนด์และราคา ” ท่องไว้ให้ขึ้นใจ ของดีไม่จำเป็นต้องราคาแพง และของแพงใช่ว่าจะคุณภาพดี เลือกใช้ให้เหมาะสม และสุดท้าย… ตัดสินใจซื้อและรับบริการจาก “ร้านที่น่าเชื่อถือ” เพื่อให้ได้สินค้าคุณภาพดี โดยในร้านมีชื่อเสียงยอดนิยม มักมียอดจำหน่ายสูง ทำให้สินค้าไม่หลงค้างสต็อก คุณจึงมีโอกาสได้รับแบตเตอรี่รุ่นปีผลิตที่ใหม่อยู่เสมอ
สังเกตอาการของรถอย่างสม่ำเสมอ และคุณจะรู้ว่าเมื่อไหร่เป็นเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนแบตเตอรี่
ควรเปลี่ยนแบตรถยนต์เมื่อไร
อย่างที่บอกไปว่าแบตเตอรีมีอายุการใช้งานเป็นของตัวเอง เมื่อเสื่อมหรือหมดลงก็ต้องเปลี่ยนใหม่ Kaidee Auto มีทริคง่ายๆ ที่คุณสามารถทำได้เอง เพื่อสังเกตอายุขัยและเวลาที่ควรเปลี่ยนแบตรถยนต์ ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ตามไปดูกัน
สตาร์ทติดยาก
อาการที่หนักและสำคัญสุด ซึ่งส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่าคุณต้อง ก็คือ สตาร์ทรถไม่ติด หรือ สตาร์ทติดยาก เมื่อบิดกุญแจแล้วมีเสียงดัง แชะ แชะ แชะ เครื่องยนต์หมุนช้าจนสังเกตได้ ใช้เวลานานกว่าจะจุดระเบิด หากมีอาการนี้ควรหาเวลารีบเปลี่ยนแบตทันที
ไฟหน้าไม่สว่างและระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติ
เป็นอาการที่พบและเกิดก่อนสตาร์ทไม่ติด (ติดยาก) สังเกตดูที่ไฟหน้า หากลำแสงไม่สว่าง เปิดไฟสูงแล้วปลายแสงส่องไม่ถึงเท่ากับระยะเดิม ระบบไฟฟ้าในรถทำงานช้าลงหรือมีอาการติดๆ ดับๆ แสดงว่าแบตเตอรี่เริ่มอ่อนลง และใกล้จะมีอาการสตาร์ทไม่ติดตามในเร็ววัน ควรรีบเปลี่ยนเช่นกัน
เมื่อครบอายุการใช้งาน เฉลี่ย 2 ปี
แบตเตอรี่ในแบบแห้งและกึ่งแห้งที่นิยมใช้ในปัจจุบัน มีอายุการใช้งานเฉลี่ย 2 ปี ลากได้ยาวสุด 3 ปี ขึ้นอยู่กับความถี่ในการใช้รถ แต่ถ้าเป็นแบบน้ำเมื่อบำรุงรักษาดีๆ สามารถใช้งานได้ยาว 4 – 5 ปี คุณควรตรวจเช็กการใช้งานอยู่เป็นประจำ โดยบันทึกวันที่เปลี่ยนแบตครั้งล่าสุด แล้วนับเวลาการใช้งานจนถึงปัจจุบัน เมื่อใกล้ครบกำหนดตามวงรอบจึงเปลี่ยน
ไม่ต้องรอให้แบตเตอรี่หมดทั้งลูก แล้วจึงค่อยเปลี่ยนแบตรถ เพราะถึงแม้จะไม่มีความเสียหายต่อตัวรถและเครื่องยนต์ ทว่าก็ต้องเสียเวลาหากต้องยืมรถคนอื่นมาช่วยพ่วงแบตสตาร์ทให้กับคุณ
เสื่อมหรือหมดมีอาการใกล้เคียงกันมาก ผู้ใช้รถต้องมองปัญหาเรื่องนี้ให้ออก
เสื่อม หรือ หมด เช็กให้ชัวร์
อีกหนึ่งเรื่องที่หลายคนค่อนข้างสับสน ก็คือ “แบตเตอรี่เสื่อม” หรือ “แบตเตอรี่หมด” ทั้งคู่ดูคล้ายคลึงกัน แต่ในความเป็นจริงมีอาการแตกต่างกันชัดเจน และคุณต้องดูให้เป็นเพื่อแยกให้ออก พร้อมแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกจุด
แบตเตอรี่เสื่อม เกิดจากแบตเตอรี่ไม่สามารถเก็บไฟไว้ได้ หรือ เก็บได้น้อยมาก เมื่อจอดทิ้งไว้สักพักกลับมาสตาร์ทอีกที… ไม่ติด ! โดยแบตเตอรี่สามารถปล่อยไฟเข้าทำงานในระบบต่างๆ ได้แบบอ่อนๆ เช่น แตรดัง, วิทยุยังทำงาน, แอร์มีลมออก แต่ไม่สามารถสตาร์ทให้รถติดได้
แบตเตอรี่หมด ความหมายชัดเจนและตรงตัว นั่นคือ ไม่เหลือไฟอยู่ในก้อนแบตเตอรี่เลย จึงไม่สามารถส่งไฟฟ้าเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบในตัวรถได้ เช่น สตาร์ทไม่ติด, แตรไม่ดัง, วิทยุไม่ทำงาน ฯลฯ
สรุปแล้ว… ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่เสื่อมหรือหมด ทั้งคู่มีวิธีแก้ไขดีที่สุดก็คือการ เปลี่ยนใหม่
รวมยี่ห้อแบตเตอรี่รถยนต์น่าซื้อใช้
Kaidee Auto มัดรวมแบตเตอรี่รถยนต์ รวมจุดเด่นและรุ่นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจจาก 9 แบรนด์ดัง อัปเดตข้อมูลล่าสุดปี 2021 ศึกษาเป็นข้อมูลเพื่อเลือกซื้อได้เลย
FB BATTERY ผลิตภัณฑ์ของคนไทย ครองส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างสูง
1. เปลี่ยนแบตรถยนต์ FB BATTERY
เริ่มต้นกันที่แบตเตอรรี่ของคนไทย FB มีส่วนแบ่งทางการตลาดค่อนข้างเยอะ โดดเด่นด้วยความทนทาน ใช้งานดี ราคาไม่แพง คุณภาพเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก และมีให้เลือกหลายรุ่นย่อย ครอบคลุมรถทุกประเภท ใช้เทคโนโลยีการผลิตจากญี่ปุ่น สำหรับรุ่นฮิตที่เราเลือกมา คือ NS70R แบตเตอรี่แบบน้ำ ชนิดขั้วลอย สำหรับรถญี่ปุ่น ความจุ 65 แอมป์ เหมาะกับรถเก๋งขนาดกลาง และเป็นที่นิยมขวัญใจของรถตู้ ราคาเริ่มต้น 2,700 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก FB BATTERY
3K BATTERY มีจุดเด่นในเรื่องคุณภาพที่น่าเชื่อถือ อึด ถึก ทน
2. เปลี่ยนแบตรถยนต์ 3K BATTERY
แบรนด์ต่อมายังเป็นของคนไทย และผู้ชื่นชอบมวยไทยคุ้นเคยกับชื่อนี้เป็นอย่างดีกับ 3K ด้วยคุณสมบัติ อึด ถึก ทน ด้านคุณภาพวางใจได้ มีผู้จำหน่ายเยอะ คนใช้งานก็แยะ แถมมีโรงงานการผลิตเป็นของตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จึงเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดแบตเตอรี่ของเมืองไทย
รุ่นเด็ดจาก 3K เรายกให้ VS60R SMF นวัตกรรมใหม่ล่าสุดในตระกูล V Series เป็นแบตเตอรี่แบบแห้ง ชนิดขั้วลอย สำหรับรถญี่ปุ่นขนาดเล็ก สะดวกกว่าเพราะไม่ต้องดูแล จึงลดปัญหาจุกจิก ใช้งานดี สุดทน ขนาด 45 แอมป์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 2,200 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก 3K BATTERY
GS BATTERY ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยจากญี่ปุ่น
3. เปลี่ยนแบตรถยนต์ GS BATTERY
GS แบรนด์ผู้ผลิตของไทย ผ่านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่คุณภาพดี ทนทาน ราคาไม่แพง ทำตลาดในเมืองไทยมาอย่างยาวนาน โดยรุ่นเด่นที่เราคัดมา คือ GS N55 EFB เป็นแบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง มีขั้วลอย ใช้ในรถญี่ปุ่น C และ D Segment กำลังไฟ 55 แอมป์ ราคาเริ่มต้น 2,300 บาท
นอกจากนี้ ที่โดดเด่นยังมี EXTRA150R แบตเตอรี่แบบไฮบริด ให้กำลังไฟ 85 แอมป์ นิยมใช้ในรถกระบะและอเนกประสงค์ ราคาเริ่มต้น 2,600 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก GS BATTERY
PANASONIC BATTERY ชื่อนี้การันตีคุณภาพมาอย่างยาวนาน
4. เปลี่ยนแบตรถยนต์ PANASONIC BATTERY
ข้ามมาที่แบรนด์ระดับโลกจากญี่ปุ่น ผู้ผลิตวิศวกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดอย่าง PANASONIC จุดเด่นอยู่ที่มาตรฐานคุณภาพ ทนความร้อน และที่สำคัญราคาไม่แพง ปัจจุบันผลิตเพื่อตอบโจทย์รถปีลึกที่เป็นรุ่นเก่าได้ค่อนข้างดี โดยรุ่นที่เราแนะนำต้องยกให้ 50B24R MF แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง ชนิดขั้วลอย เหมาะกับรถญี่ปุ่นคันเล็ก วิ่งในเมือง ที่ไม่ต้องการดูแลมาก กำลังไฟ 45 แอมป์ ในราคาเพียง 1,500 บาท นับว่าถูกที่สุดเมื่อเทียบกับชื่อที่เหนือชั้นอย่าง PANASONIC
แต่ทั้งนี้ ทาง PANASONIC ไม่มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในไทย ทำตลาดผ่านตัวแทนจำหน่าย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในอินเทอร์เน็ต
PUMA BATTERY แบรนด์น้องใหม่จากเกาหลีใต้ กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
5. เปลี่ยนแบตรถยนต์ PUMA BATTERY
PUMA แบรนด์แบตเตอรี่คุณภาพดีจากเกาหลีใต้ จัดว่าเป็นน้องใหม่เพราะเพิ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย ผลิตเฉพาะแบตเตอรี่แบบแห้งเป็นหลัก ชูจุดเด่นในเรื่องของกำลังไฟที่แรงจัด เหมาะสำหรับรถซูเปอร์คาร์ หรือ รถที่มีชุดเครื่องเสียงและระบบเอ็นเตอร์เทนเมนต์ขนาดใหญ่
โดยรุ่นที่เรามองว่าโดดเด่นและน่าสนใจ คือ AMG LN5 แบตเตอรี่แบบแห้ง ชนิดขั้วจม เหมาะสำหรับรถยุโรป กำลังไฟ 95 แอมป์ การันตีใช้ได้ในรถยุโรปทุกรุ่น และใช้ดีในซูเปอร์คาร์ ราคาเบาๆ เพียง 8,500 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก PUMA BATTERY
BOSCH BATTERY จากเยอรมันให้กำลังไฟที่สูงมาก และใช้ได้กับรถยุโรปทุกรุ่นและทุกยี่ห้อ
6. เปลี่ยนแบตรถยนต์ BOSCH BATTERY
สำหรับแบรนด์ BOSCH ผู้ผลิตชิ้นส่วนชั้นนำของอุตสาหกรรมยานยนต์จากเยอรมัน ผลิตแบตเตอรี่ออกจำหน่ายเช่นกัน มีจุดเด่นอยู่ที่กำลังไฟที่สูงสุดในท้องตลาด มีให้เลือกหลายรุ่น ทั้งเพื่อรถญี่ปุ่นและยุโรป ราคาไม่จัดว่าถูก แต่ก็คุ้มค่าเมื่อเปรียบเทียบกับกำลังไฟ อายุการใช้งาน และการรับประกัน
AMG LN5-DIN95 นับเป็นรุ่นที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะเป็นแบตเตอรี่แบบแห้งแล้ว ยังเคลมว่าสามารถใช้ได้กับรถยุโรปทุกรุ่น มีกำลังไฟถึง 95 แอมป์ ราคาจัดว่าค่อนข้างสูง ลูกละ 11,000 บาทเลยทีเดียว รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก BOSCH BATTERY
BOLIDEN BATTERY นำเข้าและใช้เทคโนโลยีจากสวีเดน อายุการใช้งานยาวนาน คุ้มค่าต่อการเลือกซื้อ
7. เปลี่ยนแบตรถยนต์ BOLIDEN BATTERY
BOLIDEN นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีความน่าสนใจ ด้วยชื่อชั้นที่น่าคบหา มีประวัติศาสตร์แห่งความสำเร็จที่ยาวนาน ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาจากสวีเดน แม้สินค้ามีรุ่นย่อยให้เลือกไม่ค่อยเยอะ แต่ก็ตอบโจทย์ความต้องการได้ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว นับว่าใช้งานดี คบหาได้
สำหรับแบตเตอรี่ที่น่าซื้อใช้เป็นรุ่น 12H70L แบตเตอรี่ชนิดแห้ง ให้กำลังไฟ 70 แอมป์ ใช้ในรถเก๋งขนาดกลาง และรถกระบะ ในรุ่นปีลึก ผลิตก่อนปี 2012 ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากสำหรับแบตเตอรี่ที่ให้ไฟในรถรุ่นเก๋าได้มากขนาดนี้ โดยเฉพาะราคาเพียง 2,700 บาทเท่านั้น รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก BOLIDEN BATTERY
YUASA BATTERY อีกหนึ่งแบรนด์ของคนไทย กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อย เหมาะกับรถในบ้านเรา
8. เปลี่ยนแบตรถยนต์ YUASA BATTERY
YUASA แบตเตอรี่รถยนต์ของคนไทย ซึ่งผู้ผลิตมีความสถานะความมั่นคงสูงมาก โดยบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อย จุดเด่นของ YUASA อยู่ที่ความสามารถในการให้กำลังไฟสูงตลอดอายุการใช้งาน พัฒนาภายใต้ภูมิอากาศเมืองไทย จึงทนทานต่อสภาพอากาศร้อนได้ดีมาก
รุ่นที่น่าสนใจ คือ Yuasa DIN100-MF แบตเตอรี่แบบกึ่งแห้ง กำลังไฟความจุ 100 แอมป์ เหมาะสำหรับรถยุโรป ที่ผลิตในปีลึกๆ แม้จะใช้กับรถยุโรปเป็นหลัก แต่ก็มาพร้อมด้วยราคาที่จับต้องได้ เริ่มต้น 3,600 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก YUASA BATTERY
AMARON BATTERY สูตรลับเฉพาะ Silver X ชูจุดเด่นเรื่องความทนทาน และอายุการใช้งาน
9. เปลี่ยนแบตรถยนต์ AMARON BATTERY
สำหรับ AMARON เป็นแบตเตอรี่ที่เน้นพัฒนาสูตรลับเฉพาะ Silver X ชูจุดเด่นเรื่องความทนทาน และอายุการใช้งานที่ยาวนานเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังให้การรับประกันนานถึง 24 เดือนเต็ม พร้อมราคาที่คุ้มค่า โดยราคาแบบเตอรี่แบบแห้งมีราคาเทียบเท่ากับแบบน้ำ เลือกใช้ยี่ห้อนี้ ไม่ผิดหวัง
95D31L SMF เป็นแบตเตอรี่ชนิดแห้ง ขั้วลอย รุ่นนี้น่าซื้อใช้ สามารถตอบโจทย์รถขนาดใหญ่ในกลุ่มกระบะ และอเนกประสงค์ได้เป็นอย่างดี กำลังไฟ 80 แอมป์ ราคาเริ่มต้น 2,800 บาท โดยทาง AMARON ไม่ได้มีเว็บไซต์อย่างเป็นทางการในไทย ผู้สนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ในอินเทอร์เน็ต
ทั้งหมดนี้ เป็นการเจาะลึกและรวมเรื่องสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแบตรถยนต์ ติดตามคอนเทนต์รอบรู้เรื่องรถ บนเว็บ Blog ของ Kaidee Auto และพลาดไม่ได้ ! หากคุณกำลังมองหาแบตเตอรี่มือสอง สภาพดี ราคาน่าคบหา ไม่ต้องหาที่ไหนไกล คลิกเข้ามาที่เว็บของเราได้เลย
Jun 28, 2021 | บทความอสังหาฯ
อาคารพาณิชย์ หรือที่เราเรียกกันว่า ตึกแถว เป็นอีกหนึ่งประเภทของอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับความนิยมมากในประเทศไทยเพราะมีข้อดีมากมายและสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายเพื่อเพิ่มกำไรให้กับธุรกิจได้ ดังบทความ 8 ไอเดียเช่า ‘ตึกแถว’ สร้างร้านอาหารในฝัน ซึ่งนอกจากข้อดีที่ยกตัวอย่างแล้ว เราก็จะมาเล่าถึงอาคารพาณิชย์แบบลึกซึ้งให้ทุกคนรู้จักกัน
อาคารพาณิชย์ คืออะไร ?
อาคารพาณิชย์ คือประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่รวมลักษณะของอะพาร์ตเมนต์ที่อยู่อาศัยและร้านค้าเชิงพาณิชย์เข้าด้วยกัน โดยคนส่วนมากมักจะใช้พื้นที่ด้านล่างเพื่อทำการค้าขายและใช้พื้นที่ด้านบนในการอยู่อาศัย ซึ่งอาคารพาณิชย์เป็นรูปแบบอาคารที่เกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 เป็นสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฝนยุคอาณานิคม
โดยลักษณะหลัก ๆ ของอาคารประเภทนี้จะเรียงต่อกันโดยไม่มีพื้นที่ว่าง 10 อาคาร (แล้วต้องเว้นว่าง 4 เมตรจึงสร้างต่อได้) แต่ละอาคารมีความสูง 2-3 ชั้น มีหน้ากว้างไม่ต่ำกว่า 4 เมตร มีความลึกระหว่าง 4-24 เมตร
ข้อดีข้อด้อยของ อาคารพาณิชย์
ดาบยังมีสองคม อสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทย่อมมีข้อดีข้อด้อยของตนเองที่แตกต่างกัน อาคารก็พาณิชย์ก็เช่นกันว่าแต่จะมีอะไรบ้างนะ ?
ข้อดี
ทำเลที่ตั้ง เพราะอาคารพาณิชย์ส่วนมากจะตั้งอยู่ติดกับถนนเส้นหลักซึ่งมีความสะดวกสบายต่อการคมนาคมโดยเฉพาะบริเวณกลางเมืองที่เป็นศูนย์รวมการใช้ชีวิต ทำให้ถ้าหากคุณมีอาคารพาณิชย์ที่อยู่ในทำเลดังกล่าว ธุรกิจของคุณอาจได้รับผลกำไรที่ดี
มีพื้นที่การใช้งานเยอะ จนสามารถนำพื้นที่ของอาคารพาณิชย์ในแต่ละชั้นมาใช้สอยได้หลากหลายและแบ่งเป็นสัดส่วนได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้พื้นที่ด้านล่างในการทำธุรกิจและใช้ด้านบนในการอยู่อาศัย หรือการแบ่งสัดส่วนการอยู่อาศัยในแต่ละชั้นอย่างชัดเจน โดยการแยกห้องครัวไว้ด้านบนเพื่อป้องกันปัญหากลิ่นอาหารในห้องนอนและห้องนั่งเล่นนั่นเอง
เป็นการลงทุนที่ได้รับผลตอบแทนในระยะยาว เพราะในปัจจุบัน อาคารเหล่านี้ได้รับความนิยมมากในหมู่คนรุ่นใหม่ที่ต้องการปรับปรุงอาคารพาณิชย์เพื่ออยู่อาศัย ดังนั้นการซื้ออาคารเหล่านี้เพื่อขายต่อก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีเช่นกัน
ข้อด้อย
มีสภาพที่ค่อนข้างเก่า เนื่องจากอาคารส่วนมากมักจะเกินขึ้นเมื่อหลายสิบปีที่แล้วทำให้ผู้ลงทุนหรือผู้เช่าอาจต้องมีการตรวจเช็กสภาพอาคารและประวัติต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อหรือเช่า
ราคาค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับที่ดินเปล่า เพราะมีการนำราคาของพื้นที่และสิ่งปลูกสร้างเข้าด้วยกัน ดังนั้นถ้าหากคิดจะลงทุนกับอสังหาริมทรัพย์ประเภทนี้ก็ควรที่จะมีความรู้ความสามารถและศึกษาวิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของพื้นที่แต่ละอาคารเสียก่อน
ขอบคุณรูปจาก: barmillsmodels.com
เคล็ดลับการลงทุน อาคารพาณิชย์
ลงทุนกับอาคารพาณิชย์ยากมากไหม ?
ต้องทำอย่างไรถ้าอยากมีคนซื้อหรือเช่าต่อ ?
เปิดกิจการเองจะรอดหรือจะร่วง ?
ถ้าคุณเป็นคนที่กลัวปัญหาเหล่านี้ เรามีเคล็ดลับวิธีการลงทุนอาคารพาณิชย์ให้ได้กำไรเยอะเป็นกอบเป็นกำมาฝากกัน !
เทียบเคียงราคา ของอาคารพาณิชย์ก่อนตัดสินใจซื้อ เพื่อราคาที่ถูกที่สุดในละแวกที่เราต้องการ
เลือกทำเลชุมชน ที่มีคนพลุกพล่าน เดินทางง่าย สะดุดตา และมองเห็นง่าย
ทำเลที่สามารถจอดรถได้ เพื่อความสะดวกในการเข้า-ออก (ทั้งที่อยู่อาศัย สำนักงาน และการเปิดธุรกิจ)
อาคารหัวมุมน่าลงทุน มากกว่าอาคารตรงกลางเพราะอาจมีพื้นที่มากกว่า
ตรวจสอบโครงสร้างตึก ก่อนจ่ายเงิน มิเช่นนั้นคุณอาจต้องเสียเงินในการซ่อมแซมอาคารมากขึ้นหรือเกิดอุบัติเหตุได้
คำนึงถึงหลักฮวงจุ้ย เช่น หลีกเลี่ยงทางสามแพร่ง หรือเสาบริเวณหน้าอาคาร เป็นต้น
ลงทุนตึกคู่มากกว่าตึกเดียว แล้วค่อยทุบเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้สอย
ต่อรองราคา ให้มีราคาที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ (ผู้เช่า/ผู้ซื้อ และ ผู้ให้เช่า/ผู้ขาย)
ตรวจสอบประวัติ ของอาคาร เช่น อุบัติเหตุ คดี หรือผู้เสียชีวิต
และนอกจากเคล็ดลับการลงทุนที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว เรายังมีเคล็ดลับการลงทุนแบบละเอียดขึ้นมาหน่อยสำหรับจุดประสงค์ต่าง ๆ ซึ่งแบ่งเป็น การลงทุนเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อ และ การลงทุนเพื่อทำธุรกิจเอง ดังนี้
ขอบคุณรูปจาก: rawpixel.com
การลงทุนเพื่อปล่อยเช่าหรือขายต่อ
สำหรับการลงทุนเพื่อปล่อยเช่า เราจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้อยู่อาศัยและทำเลที่ตั้งรวมถึงการตั้งราคาเช่าที่เหมาะสม ดังนี้
เลือกทำเลที่เหมาะกับการค้าขาย เพราะจะทำให้มีโอกาสในการปล่อยเช่าได้ง่ายกว่าบริเวณอื่น ๆ
คำนวณความคุ้มค่าของค่าเช่า ว่าจะสามารถปล่อยเช่าได้ราคาเท่าไร (อาจเทียบกับอาคารในบริเวณที่ใกล้กัน) และคิดอัตราผลตอบแทนว่าคุ้มค่าหรือไม่
เลือกทำเลที่ไม่มีร้านสะดวกซื้อ แล้วลงทุน 2 ห้องติดกัน (โดยเฉพาะ 2 ห้องริมสุด) เพราะอาจทำให้ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่สนใจมาเช่าอาคารพาณิชย์ของคุณ ซึ่งจะได้ค่าเช่าสูงกว่ารายย่อยประมาณ 30-40%
ลงทุนห้องเช่าด้านในเพื่อลดเงินลงทุน ซึ่งด้วยลักษณะของอาคารพาณิชย์บริเวณนี้ที่เงียบสงบ จึงเหมาะกับการปล่อยเช่าให้กับธุรกิจที่ต้องการเปิดสำนักงาน แต่คุณก็อาจได้อัตราค่าเช่าที่ถูกลงเช่นกัน
การลงทุนเพื่อทำธุรกิจเอง
ในกรณีที่คุณเปิดธุรกิจทำเองก็มีเคล็ดลับการเลือกซื้ออาคารพาณิชย์ที่แตกต่างกันซึ่งควรจะคำนึงถึงทำเลและคู่แข่งโดยรอบ ดังนี้
เลือกทำเลให้เหมาะกับธุรกิจและงบประมาณ เช่น การเปิดร้านขายของหน้าร้านก็ควรจะลงทุนบริเวณหน้าถนน แต่ถ้าเปิดขายออนไลน์ก็เลือกลงทุนด้านในเพื่อลดค่าใช้จ่าย
สำรวจกลุ่มเป้าหมายและคู่แข่ง ว่าบริเวณที่เลือกลงทุนเป็นชุมชนลักษณะใด และมีคู่แข่งมากหน่อยแค่ไหน
สรุปการลงทุนอาคารพาณิชย์
และนี่คือข้อมูลของอาคารพาณิชย์ที่เรานำมาฝากให้อ่านกันสั้น ๆ และหลังจากที่อ่านแล้วคุณยังสนใจครอบครองอาคารพาณิชย์อยู่ ก็สามารถเข้ามาค้นหาอาคารพาณิชย์ทำเลและราคาที่หลากหลายใน Kaidee Property แหล่งรวมอสังหาริมทรัพย์มือสองมากมาย
Jun 25, 2021 | บทความอสังหาฯ
จะสร้างบ้านทั้งที สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามอย่างที่สุดคือส่วนของกระเบื้องหลังคานั่นเองค่ะ เพราะนอกจากจะมองเห็นได้แต่ไกลแล้ว ยังเป็นตัวตัดสินเลยว่า บ้านจะร้อนหรือจะเย็น ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะว่ากระเบื้องหลังคาแบบไหนที่เหมาะกับคุณมากที่สุด !!
สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเมื่อเลือกกระเบื้องหลังคา
สีของหลังคา
ขอขอบคุณรูปภาพจาก blog.dbp.co.th
ในทางจิตวิทยา สีส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึก ดังนั้นการเลือกสีหลังคาที่สามารถมองเห็นได้จากระยะไกลก็จะส่งผลต่อความดูดีและโทนโดยรวมของบ้านเช่นกัน ดังนั้นหากอยากให้โทนโดยรวมของบ้านดูอบอุ่น เราควรเลือกสีเอิร์ธโทน เช่น สีน้ำตาล หรือสีส้มอิฐ อย่างไรก็ตาม หากเราทาเลือกทาสีตัวบ้านด้วยสีสันสดใสไปแล้ว ตัวหลังคาควรจะเป็นสีโทนอ่อนแทนนั่นเอง
ลักษณะแผ่นลอนหรือแผ่นเรียบ
ขอขอบคุณรูปภาพจาก blog.dbp.co.th
สิ่งต่อมาที่ต้องคำนึงถึงคือลักษณะของกระเบื้องหลังคา เพราะกระเบื้องหลังคามีทั้งแผ่นลอนและแผ่นเรียบ สำหรับกระเบื้องหลังคาแบบลอนจะมี กระเบื้อง CT Venice และ กระเบื้อง CT Gran Onda
ในส่วนของกระเบื้องหลังคาแบบเรียบ จะเป็นกระเบื้องหลังคา Adamas เจ้าของบ้านต้องเลือกรูปแบบที่ตัวเองรู้สึกว่าเข้ากับบ้านมากที่สุด จะได้ดูแล้วสบายตาสบายใจ
ทรงของหลังคาและความลาดชัน
ทรงหลังคาเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกกระเบื้องหลังคาเนื่องจากต้องเลือกกระเบื้องหลังคาให้เหมาะกับความชันและองศาของหลังคา ทั้งนี้ องศาของหลังคานั้นจะมีผลต่อการเลือกกระเบื้องให้เหมาะสม กล่าวคือหากเลือกไม่ดีอาจจะทำให้เกิดการรั่วซึมในอนาคตได้
หากเพื่อน ๆ เลือกทำหลังคาที่มีองศา17 องศาหรือมากกว่า ควรเลือกเป็นเป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีต CT แกรนออนดา ต่อมา หากเป็นหลังคาที่มีความชัน 25 องศาควรเลือกเป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีต CT เวนิส อย่างไรก็ตาม หากหลังคามีความชันถึง 30 องศาขึ้นไป ควรใช้เป็นกระเบื้องหลังคาคอนกรีตแผ่นเรียบอดามัส
ชนิดของกระเบื้องหลังคา
เลือกกระเบื้องหลังคาชนิดไหนดี อาจจะเป็นปัญหาโลกแตกสำหรับมือใหม่เพิ่งมีบ้าน แต่ Kaidee มีทิปส์ให้จำง่าย ๆ ว่า สำหรับภูมิอากาศแบบประเทศไทยนั้น มีปัจจัยหลัก 2 ข้อในการเลือกกระเบื้องหลังคาคือ 1.ต้องป้องกันความร้อนได้ดี และ 2.ทนทานต่อฝนและพายุ
ยิ่งไปกว่านั้นวัสดุที่นิยมทำกระเบื้องหลังคามากที่สุดก็คือกระเบื้องนั่นเอง เพราะด้วยคุณสมบัติที่เหมาะสม แล้วยังสามารถปรับใช้ได้กับบ้านหลายสไตล์ อย่างไรก็ตาม ยังมีกระเบื้องหลังคาชนิดอื่น ๆ ให้เพื่อน ๆ ได้ลองดูว่า แบบไหนจะถูกใจที่สุด ตามไปดูกันเลยค่ะ
1.กระเบื้องหลังคาลอนคู่
กระเบื้องหลังคาลอนคู่นั้นเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า กระเบื้องหลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งกระเบื้องชนิดนี้มีข้อดีคือแข็งแรงทนทาน อีกทั้งยังน้ำหนักเบาจึงทำให้ติดตั้งง่าย มีแพทเทิร์นและสีสันให้เลือกมากมาย แถมยังราคาไม่แพง จึงเป็นกระเบื้องหลังคาที่ฮอตฮิตมาก ๆ
กระเบื้องหลังคาชนิดนี้นั้นราคาถูกกว่ากระเบื้องคอนกรีต อีกทั้งในปัจจุบัน เทคโนโลยีได้ผลิตให้กระเบื้องหลังคาลอนคู่นั้นไม่มีส่วนประกอบที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์อย่างแร่ใยหิน ถือว่าเป็นกระเบื้องที่ดีต่อสุขภาพ ราคาไม่แพง ทั้งยังทนทาน เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย
2.กระเบื้องหลังคาซีเมนต์ หรือ กระเบื้องหลังคาคอนกรีต
กระเบื้องหลังคาแบบซีเมนต์นั้นพบเห็นได้ทั่วไปตามโครงการหมู่บ้านจัดสรร เพราะระบายความร้อนและระบายน้ำฝนได้โอเค แต่ด้วยความที่ทำมาจากคอนกรีตอัดเป็นลอน ทำให้มีน้ำหนักมากซึ่งเป็นข้อเสียเพียงอย่างเดียวของกระเบื้องหลังคาชนิดนี้ เพื่อน ๆ ที่เลือกกระเบื้องหลังคาแบบนี้ควรสร้างบ้านด้วยโครงหลังคาที่ทนทานและถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อมารองรับน้ำหนักของหลังคา ทั้งนี้งบประมาณในการทำก็จะสูงไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้นั่นเอง
3.กระเบื้องหลังคาเซรามิก
กระเบื้องหลังคาแบบเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเนื่องจากคุณสมบัติของเซรามิกมีความวาว และพื้นผิวเรียบเนียน เมื่อนำมาใช้จะทำให้หลังคาบ้านดูสวยมีสีสันสดใสและแวววาวเมื่อถูกแสงแดด แถมยังป้องกันความร้อนได้มากที่สุดหากเทียบกับคอนกรีตอีกด้วย
4.กระเบื้องหลังคาดินเผา
กระเบื้องหลังคาชนิดนี้จะนิยมแค่ในบ้านที่มีลักษณะทรงไทย เช่น บ้านเรือนไทย วัด หรือโบสถ์ จะไม่เป็นที่นิยมในบ้านยุคปัจจุบันเท่าไรนัก กรรมวิธีการผลิตกระเบื้องหลังคาชนิดนี้จะเริ่มจากการน้ำดินเหนียวมาผสมน้ำแล้วน้ำไปขึ้นรูปให้ได้ตามแบบ เสร็จแล้วจึงเผาเพื่อเพิ่มความแข็งแรง โดยสามารถเคลือบน้ำยาเพื่อเพิ่มความเงางามได้
ข้อเสียของกระเบื้องหลังคาดินเผาคือเกิดรูพรุนและมีคราบง่ายมากเนื่องจากทำมาจากดิน และด้วยความที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ ทำให้เก็บกักความชื้นแล้วแตกได้ง่าย
5. กระเบื้องหลังคาโลหะเคลือบ หรือกระเบื้องหลังคาแผ่นเหล็กเมทัลชีท
กระเบื้องหลังคาชนิดนี้มีข้อดีคือ สะท้อนความร้อนได้ดีเนื่องจากเป็นโลหะเคลือบ และด้วยความที่เบา ติดตั้งง่ายและรอยต่อน้อย จึงทำให้เป็นที่นิยมสำหรับผู้ที่มีงบกำจัด อย่างไรก็ตามข้อเสียของกระเบื้องหลังคาชนิดนี้คือมีอายุการใช้งานที่สั้น และมักเกิดเสียงดังเมื่อมีลมหรือไม้มากระทบ
กระเบื้องหลังคาแบบไหนกันความร้อนที่สุด
หากอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเพื่อน ๆ คนไหนยังเลือกไม่ถูกว่าจะเอากระเบื้องหลังคาอะไร Kaidee มีคำแนะนำค่ะ ด้วยความที่ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน ยังไงก็ควรดูคุณสมบัติป้องกันความร้อนเป็นหลักถูกไหมคะ กระเบื้องที่สามารถป้องกันความร้อนได้ดีที่สุดก็คือ “กระเบื้องเซรามิก” นั่นเอง เพราะเนื้อกระเบื้องหลังคาแบบนี้เก็บความร้อนน้อยมาก ส่วนกระเบื้องหลังคาที่เก็บความร้อนรองลงมาได้แก่ “กระเบื้องไฟเบอร์ซีเมนต์” นั่นเองค่ะ
หากเพื่อน ๆ คนไหนอยากให้บ้านเย็นขึ้นอีก ก็ควรเลือกสีเคลือบผิวกระเบื้องหลังคาที่เป็นสีโทนอ่อนนะคะ เพราะสีแบบนี้จะดูดความร้อนน้อยกว่าค่ะ
สรุปท้ายบทความเลือกกระเบื้องหลังคาอย่างไรให้เหมาะกับตัวบ้าน
เพียงแค่เลือกหลังคาบ้านให้สวยปัง เพียงเท่านี้เราก็จะมีบ้านในฝันได้ไม่ยากค่ะ เพื่อน ๆ คนไหนสนใจอยากดูแบบบ้านในฝัน แวะมาดูบ้านสวย ๆ ของเราได้ที่ Kaidee นะคะ