Feb 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
อยากออกไปเที่ยวแต่ก็กลัว Covid อยากไปเจอเพื่อน แต่ก็กลัว Covid งั้นไม่เป็นไร ไปเจอกันในเกม Animal Crossing ดีกว่าเพราะว่าในโลกของเกมนั้นเราทำได้ทุกอย่าง!!
ทำไมห้ามพลาด Animal Crossing
1. ชีวิตเสมือนจริง
ด้วยความที่ Animal Crossing เป็นเกมที่จำลองชีวิตเสมือนจริงบนเกาะร้าง ทำให้เราต้องเริ่มต้นทำทุกอย่างจากศูนย์ ไม่มีสูตรลัด ตั้งแต่สร้างบ้านจนถึงทำอาหาร จุดเด่นของเกมนี้คือ เวลาในเกมจะเป็นแบบตามไทม์โซนของเรา ทำให้ตอนกลางคืน วิวในเกมจะแตกต่างออกไป เหมือนกับเราไปมีชีวิตใหม่ในเกมจริง ๆ
2. เล่นกับเพื่อนก็ได้ กับแฟนก็ดี
ขอขอบคุณภาพจาก BBC
นอกจากจะจำลองชีวิตเสมือนจริงและเวลาจริง Animal Crossing ยังให้ผู้เล่นสามารถข้ามเกาะมาหากัน หรือเล่นบนเกาะเดียวกันได้อีกด้วย จึงทำให้เหล่าคู่รักหัวใสที่ไม่สามารถจัดงานแต่งท่ามกลางการ Lock Down ได้ มาจัดงานแต่งในเกมแทน
ในภาพคือคุณ Janna และ Stefan จากสหรัฐอเมริกาที่ต้องยกเลิกงานแต่ง แต่ว่าทั้งคู่ก็ Live Stream งานแต่งให้เพื่อน ๆ และพ่อแม่ดูแทน ถือว่าเป็นงานแต่งที่อบอุ่นใจงานหนึ่งเพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสุขของผู้ร่วมงานและเจ้าบ่าวเจ้าสาวนั่นเอง
นอกจากจะจัดงานแต่งงาน เรายังสามารถชวนเพื่อน ๆ มาจัดปาร์ตี้กับเหล่าน้องสัตว์บนเกาะของเราได้อีกด้วย นับว่าเป็นเกมแห่งยุคโรคระบาดอย่างแท้จริง
3. เดทแบบไร้โควิด
อันนี้มาจากประสบการณ์ตรงของเพื่อนร่วมงานของคนเขียนเอง เธอกล่าวว่าเธอใช้เกมนี้เดทกับแฟนซึ่งอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลีย สำหรับกิจกรรมระหว่างเดทนั้น พวกเขาเดินเข้าช้อป ชม Museum ดูน้องสัตว์เพื่อนบ้าน เที่ยวชมรอบเกาะและตกปลาด้วยกันอีกด้วย เธอเสริมอีกว่า เธอและแฟนได้ถ่ายรูปด้วยกันในสถานที่ต่าง ๆ แค่นั้นก็รู้สึกเหมือนไปเที่ยวด้วยกันข้างนอกแล้ว
เดทแบบคิวท์ๆในเกม
ถ่ายรูปด้วยกันในสถานที่ต่าง ๆ
ชม Museum ยามกลางคืน
4. โลกที่เราสร้างได้
ในเกมนี้ เราสามารถตกแต่ง และวางแพลนและปรับภูมิทัศน์เกาะเอง เช่น ทำสวน สร้างสระน้ำ สร้างน้ำตก ทำสะพาน ตกปลาและจับแมลงเอามาแลกเงินเพื่อเอาไปพัฒนาเกาะต่อไป
5. คราฟต์ของเองได้ ไม่ต้องง้อร้าน
เราสามารถออกแบบเสื้อได้เองตั้งแต่วันแรกที่เล่นเกมเลย เพียงแต่จะออกแบบได้เพียงแค่แบบเดียว ถ้าหากอยากได้แบบเสื้อเพิ่มขึ้นก็ต้องสะสมไมล์และเอาไปแลกดีไซน์ใหม่ ๆ เพิ่มนั่นเอง
6. ผ่อนคลายจากโลกแห่งความจริง
เพราะไม่ใช่เกมที่ต้องอัปเลเวลหรือต้องทำภารกิจเพื่อผ่านด่าน Animal Crossing จึงเป็นเกมที่เราเล่นได้อย่างไม่กดดัน และไม่จำเป็นต้องมาเล่นทุกวัน ทำให้เกิดความผ่อนคลายในการเล่น และทำให้เราใช้ชีวิตสโลว์ไลฟ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไม่ต้องแข่งกับใคร มีแค่เชิญเพื่อน ๆ มาบ้าน กับคุยกับน้องสัตว์ที่อยู่บนเกาะเราเท่านั้น
Animal Crossing ทำยอดขาย Nintendo Switch พุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์
พูดถึงข้อดีทั้งหลายของ Animal Crossing หลายคนอาจจะยังไม่รู้ว่าเพราะเกมนี้นี่แหละที่ทำให้ยอดขายและราคาของ Nintendo Switch พุ่งขึ้นติดดอยอยู่ช่วงหนึ่ง ในเรื่องของราคาส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าฐานการผลิตอยู่แค่ที่ประเทศจีนและเวียดนาม เมื่อเจอ Covid 19 การผลิตก็ยิ่งชะงัก ประกอบการ Demand เพิ่มสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากผู้คนอยู่บ้าน จากกราฟจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้ชมบน Twitch เพิ่มสูงขึ้น
ขอขอบคุณภาพจาก EIC
ในส่วนของราคาในประเทศไทย ณ ช่วงนั้นคนเขียนจำได้ว่าพุ่งสูงเกิน 2 หมื่นบาทกันเลยทีเดียว เนื่องจากที่ไทยนั้นยังไม่มี Official Shop เลยต้องพึ่งพาการหิ้วเข้ามาขาย และเมื่อเที่ยวบินลดลงจากโรคระบาด การขนส่งก็ยิ่งยากตามไปด้วย
ในเรื่องของผลประกอบการ ทาง Nintendo เผยว่า ยอดขายใน Q3 ปี 2020 นั้น ปิดการขายไปได้ 6.35 แสนล้านเยน ได้กำไร 1.64 แสนล้านเยน และขาย Switch ได้ 8.40 ล้านเครื่อง ซึ่งนับเป็นประวัติการณ์ของบริษัทเนื่องจากก่อน Covid หุ้นของบริษัทกำลังราคาตกอยู่พอดี
อย่างไรก็ตามทางบริษัท Nintendo กลับเผยว่า ยอดขายในปี 2021 อาจไม่ดีเท่าปี 2020 เนื่องจากการระบาดของโรคยังคงกระทบระบบการผลิตเครื่องเกม ทำให้คาดการณ์ว่ายอดขายอาจตกลงถึง 15% นอกจากนี้ยังอาจทำให้มูลค่าหุ้นลดลง 5.6 % อีกด้วย ต้องรอดูกันต่อไปว่า การคาดการณ์ของ Shuntaro Furukawa ประธานบริษัท Nintendo จะถูกต้องหรือไม่ หรือเขาจะสามารถพลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาสเพื่อทำกำไรให้บริษัทต่อไป
สรุปท้ายบทความ
เรียกได้ว่า Nintendo Switch นั้นกลับมาเกิดใหม่ได้เพราะ Animal Crossing และ Covid 19 เลยทีเดียว เพราะช่วงก่อนหน้านั้น หุ้นของ Nintendo กำลังตก และทางบริษัทก็ได้ปล่อยเกม Animal Crossing: New Horizons ขึ้นมาเพื่อหวังกระตุ้นยอดขาย และก็บังเอิญมีโรคระบาด ทำให้ยอดขายกลับกลายเป็นถล่มทลายจนมีคนเอาไปพูดเล่น ๆ ว่า จริง ๆ แล้ว Nintendo นี่แหละที่ปล่อยไวรัสออกมา (ขำ ๆ น้า) ส่วนใครที่อยากลองเล่น Nintendo Switch มาลองหาซื้อได้เลยที่ Kaidee
Feb 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เชื่อว่า “การปลูกผักสวนครัวหรือปลูกต้นไม้” น่าจะเป็นหนึ่งในกิจกรรมยามว่างที่หลายคนเลือกทำเพื่อผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดจากการล็อคดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว ไม่แพ้การเปิดหม้อทอดไร้น้ำมันปรุงเมนูหมูกรอบชาเลนจ์
ฉันเองเป็นคนหนึ่งที่อาศัยจังหวะนี้ ลงมือหยิบเมล็ดพันธุ์ที่เคยขอจากคนนู้นคนนี้มาทดลองปลูกแบบจริงๆ จังๆ สักที ซึ่งไม่เพียงแต่พืชผักสวนครัวเซ็ตเบสิกอย่างพริก คะน้า ผักบุ้ง มะระ เท่านั้น แต่ฉันยังริอ่านปลูกไผ่รวก เพราะหวังไกลว่ามันจะเติบโตจนเป็นไม้ที่นำมาใช้สอยได้ อย่างน้อยๆ ต้องเอามาเป็น “ไม้ค้ำ” ต้นไม้ที่กำลังโต หรือไม่ก็ทำ “ค้างผัก” (ไม้หลักสำหรับให้พันธุ์ไม้เลื้อยยึดเกาะ) สักหน่อย
ลงมือทำเพื่อรู้มากขึ้น
แม้จะเคยเห็นและได้สัมผัสต้นไผ่มานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่ถือเป็นคร้้งแรกในชีวิตที่ฉันได้พบกับเมล็ดไผ่ หน้าตาออกจะจิ้มลิ้มพริ้มเพรา รูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับข้าวเปลือก ปลายข้างหนึ่งเป็นขั้วทรงมนนิดๆ ส่วนอีกด้านมีลักษณะเป็นกลีบใบเรียวยาวซ้อนกันราว 3-4 ชั้น ดูแล้วคล้ายๆ ข้าวโพดที่ยังมีเปลือกหุ้มอยู่เหมือนกัน
เมล็ดไผ่ไซส์จิ๋วหลิว ฉันขอมาจากกรมป่าไม้
การเพาะต้นกล้าไผ่ไม่ยากเพราะข้างถุงใส่เมล็ดที่ได้มาบอกเพียงให้หยอดเมล็ดลงในวัสดุเพาะและรดน้ำเช้า-เย็นเท่านั้น ซึ่งวัสดุเพาะที่ฉันใช้ทำจากแกลบดำ ดินถุง ขุยมะพร้าว และมูลไส้เดือน ผสมในอัตราส่วนเท่าๆ กัน แล้วร่อนผ่านตะกร้าขนมจีนเพื่อให้ได้วัสดุเพาะที่ละเอียด ไม่มีเศษชิ้นส่วนใหญ่ๆ ที่อาจไปปิดกั้นการหยั่งรากของต้นอ่อน จากนั้นรดน้ำวัสดุเพาะให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ สามารถทดสอบโดยใช้มือกำดินให้แน่น ถ้าอยู่ทรงเป็นก้อนไม่แตก ไม่มีน้ำซึมตามร่องมือก็ถือว่าใช้ได้
จริงๆ เราสามารถโปรยเมล็ดลงบนวัสดุเพาะได้เลยและกลบทับด้วยดินร่อนบางๆ เพื่อเวลารดน้ำเมล็ดจะได้ไม่กระเด็นกระดอนหายไป แต่ฉันเลือกหยอดทีละเม็ดลงถาดเพาะทีละหลุม เพราะอยากเช็คเปอร์เซ็นต์การงอกว่าปลูกครั้งแรกนี้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน และอีกอย่างคือจะได้ง่ายตอนย้ายต้นกล้าไปลงกระถางใครกระถางมัน
ความสุขของการรอคอย
จะว่าไปแล้วช่วงล็อคดาวน์อยู่บ้านของฉันไม่ได้น่าหดหู่ซะทีเดียว เพราะมีเจ้าเมล็ดไผ่น้อยให้คอยดูแล ฉันแวะเวียนทักทายรดน้ำเช้าเย็นทุกวัน หวังใจว่าจะมีตุ่มสีเขียวๆ ผุดขึ้นจากดินสักที มันเป็นโมเมนต์ที่ฉันพบว่าการรอคอยโดยไม่รู้บทสรุปก็เป็นความสุขได้เหมือนกัน
และแล้ววันที่ฉันอยากเห็นก็มีถึง กลีบใบเลี้ยงสีเขียวเท่าปลายขี้เล็บเริ่มแต่งแต้มให้ถาดเพาะสีทึมๆ ดูมีชีวิตชีวา จากนั้นอีกราวสัปดาห์ต่อมา พัฒนาการของน้องไผ่เบบี้ก็เริ่มชัดขึ้น ลำต้นอ่อนขนาดเล็กกว่าไม้จิ้มฟันค่อยๆ ยืดสูงเหนือผิวดิน พร้อมผลิใบเลี้ยงใบแรกออกมาเซย์ฮัลโหลกับฉันอย่างเป็นทางการ จากต้นอ่อนต้นแรก ถาดเพาะของฉันค่อยๆ ทะยอยมีสีเขียวปรากฏขึ้นกระจัดกระจายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากให้คะแนนความสำเร็จแล้ว ฉันให้ตัวเองผ่านฉลุย ไปลุยด่านถัดไปได้เลย
ใบไผ่สีเขียวในสวนรกๆ ของฉัน เห็นทีไรก็ชื่นใจทุกที
วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหนฉันจำไม่ได้ มารู้ตัวอีกทีเมื่อสังเกตเห็นว่าใบของต้นอ่อนแผ่เลยขอบหลุมเพาะและจำนวนใบไผ่ก็มีมากกว่า 4 ใบซะแล้ว ซึ่งตรงนี้ฉันคิดเองเออเอง (ถ้าผิดพลาดอย่างไรก็ขออภัยผู้อ่านด้วย เพราะฉันมือใหม่หัดปลูกจริงๆ) ว่าคงเหมือนกับชุดความรู้เดิมที่ว่าเราจะย้ายต้นกล้าไม้ได้ก็ต่อเมื่อต้นอ่อนมีใบจริงครบ 4 ใบ จึงไม่รอช้าคว้ากระถางใบเล็กมาเรียงราย ตักดินเพาะใส่แล้วลงมือย้ายบ้านใหม่ให้น้องไผ่ได้เติบโตต่อไป
Tips: การย้ายต้นกล้าควรทำอย่างใจเย็นเพื่อไม่ให้น้องปลอบช้ำ และควรย้ายช่วงเย็นเพื่อลดปัญหาแสงแดดและความร้อนซึ่งจะทำให้ต้นกล้าได้พักฟื้นและคืนตัวดีกว่าย้ายเวลาอื่น
เวลาช่วยพาเธอเติบโต
ผ่านไปอีกเดือน ฉันยังคงอยู่บ้าน Work from home เหมือนเดิม และกิจกรรมรดน้ำต้นไม้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พอๆ กับการเฝ้าดูการเติบโตของไผ่ในกระถางใบใหม่ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ฉันเห็นว่าไผ่แต่ละต้นมีพัฒนาการต่างกัน เหมือนกับคนเราที่มีเส้นทางเติบโตเป็นของตัวเอง ต้นไหนขยันหาอาหารกินเก่งก็มักจะแตกใบอ่อนพร้อมกับลำต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บางต้นดูบอบบางทนแดดทนลมไม่ไหวปล่อยใบเหลืองร่วงโรยและโบกมือบ๊ายบายฉันไปอย่างไร้เยื่อใย
จากไผ่รวก 60 เมล็ด งอกเป็นต้นอ่อนราว 40 ต้น ตอนนี้ฉันมีผู้เหลือรอดเพียง 12 ต้นเท่านั้น!! (ร้องไห้แปบ…ฮือๆ)
หากการปลูกไผ่คือวิชาที่ต้องเข้าห้องสอบ ตัวเลขข้างต้นคงบอกอยู่ทนโท่แล้วว่าฉันสอบตก ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังมีหวังอยู่ดี เหมือนอย่างที่เขาพูดว่า “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” ฉันประคบประหงมต้นไผ่ที่เหลือต่อไปทั้งรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และเปลี่ยนกระถางใหญ่ขึ้นเมื่อพบว่ารากไผ่ชอนไชออกมาข้างนอก
Tips : ควรเปลี่ยนกระถางให้เหมาะกับไซส์ของต้นไม้ เพราะกระถางที่ใหญ่เกินจะทำให้เกิดความชื้นส่วนเกินในดินเยอะจนต้นไม้อาจตายได้ ขณะที่กระถางไซส์เล็กเกินไปจะจำกัดการเจริญเติบโตของพืช
แต่อย่างที่เขาว่าอีกนั่นแหละ “สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง” ต้นไผ่ที่ฉันปลูกไว้ช่วยยืนยันอีกเสียง เพราะจากไผ่หนึ่งโหลไม่ขาดไม่เกิน ตอนนี้เปลี่ยนไปเหลือแค่ 4 ต้นแล้ว (ร้องไห้อีกรอบจ้า…แง) สารภาพตรงๆ ว่านาทีนั้นฉันเสียใจ เหมือนว่าความพยายามที่ลงไปกลับสูญเปล่า ฉันเห็นแต่ซากไผ่ที่ยืนต้นตาย ใบเหี่ยวแห้งทะยอยร่วงหล่นลงพื้น โดยลืมไปว่ายังมีไผ่อีกตั้ง 4 ต้นที่ชูก้านแตกกิ่งรอวันเติบโต ฉันคิดว่าคนเราก็แบบนี้ล่ะมั้ง เห็นด้านร้ายก่อนด้านดี เศร้ากับสิ่งที่สูญเสียมากกว่าดีใจกับสิ่งที่เหลืออยู่
สภาพต้นไผ่ 3 ต้นที่เหลือรอด ส่วนอีกต้นสูงเกินกว่าจะยกมาถ่ายกรุ๊ปช๊อตด้วยกัน
ให้ธรรมชาติเป็นผู้นำทาง
ฉันยกให้ไผ่ทั้ง 4 ต้นคือไผ่รวกที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี มันเติบโตตามวิถีของตัวเอง (แม้อยู่ในกระถางที่จัดให้) มีต้นหนึ่งโตเร็วมากจนตอนนี้สูงเลยศีรษะฉันไปแล้ว ผิดกับอีกต้นที่ยังกล้าๆ กลัวๆ เหมือนไม่อยากโตสักที แต่ไม่ว่าจะต้นไหนฉันก็รักและภูมิใจอยู่ดี เพราะนี่คือหลักฐานความสำเร็จของมือใหม่หัดปลูกที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือปลูกต้นไม้อื่นๆ อีกมากมาย
วันนี้ฉันมองต้นไผ่ด้วยความคิดที่เปลี่ยนไปจากวันแรก เลิกคาดหวังว่าไผ่ต้องโตต้องใหญ่จนตัดมาใช้สอยได้แล้วหันมาดื่มด่ำกับความธรรมดา ณ ปัจจุบัน เห็นไผ่หยอกล้อกับแสงแดดยามเช้า ฟังเสียงลมพัดกิ่งไผ่กระทบกัน มันเป็นจังหวะของธรรมชาติที่นำพาให้ฉันหลุดจากโลกที่แสนวุ่นวายสู่ความเรียบง่ายที่สงบงาม
Feb 24, 2021 | บทความยานยนต์
ไม่แน่ใจว่าสมัยนี้ยังมีใครยังรู้จัก “รถเต่า” อยู่กันบ้างหรือเปล่า ?
เพราะเจ้ารถเต่านี้ ได้หายจากท้องถนนประเทศไทยไปนานเป็นเวลานับหลายปีแล้ว คนรุ่นใหม่หลายคนอาจไม่เคยเห็นเจ้ารถรุ่นนี้มาก่อนในชีวิต ต่อให้เคยเห็นก็ไม่แน่ใจว่า รถแปลก ๆ คันนี้คือรถอะไรกัน!
ใครก็ตามที่รู้สึกสนใจเจ้ารถเต่าคันนี้ และมีแพลนว่าอยากนำกลับมาขับจังเลยน้า ต้องไม่พลาดที่จะอ่านและศึกษาสไตล์การแต่งรถเต่าในอดีต ที่ไม่ว่าดูกี่ครั้งก็คลาสสิกแถมยังมีสไตล์อีกด้วย
พูดได้เลยว่า แม้จะเป็นรถเก่าแต่ก็เห็นได้ชัดว่า กระแสวินเทจและย้อนวัยยุค 90 กำลังกลับมาในประเทศไทย ทำให้ “ซากรถ” คันนี้กลับมามีชีวิตในความคิดของใครหลายคนอีกครั้ง
การนำเสนอรถเต่าไม่ได้มีเพียงแค่บนท้องถนนแต่อย่างเดียว ในหนังต่างประเทศหลายๆ เรื่อง ที่มีเซตติ้งย้อนกลับไปช่วงยุค 80-90s ก็เลือกรถเต่าคันนี้เป็นสัญลักษณ์แห่งยุค ทำให้คนนึกออกทันทีว่าตอนนี้ หนังอยู่ในเซตติ้งยุคประมาณไหน
ประวัติรถเต่า
แม้จะบอกว่าการสร้างรถเต่ามาจากแนวคิดของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ แต่การสร้างรถเต่าครั้งนี้มีที่มาที่ไม่ได้เต็มไปด้วยการนองเลือดอย่างที่ใครคิด เพราะการสร้างรถเต่านั้นเริ่มต้นจากที่ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เห็นแววการออกแบบรถของ เฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ที่เน้นรถยนต์เข้าถึงง่ายและประหยัด
ด้วยเหตุนั้นอดอลฟ์ ฮิตเลอร์จึงออกสำคัญให้เฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ออกแบบรถยนต์อันเป็นที่นั่งผู้ใหญ่ 2 คน เด็กนั่งได้สัก 3 คน ในราคางบประหยัด ที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย โดยมีจุดประสงค์ให้ประชาชนชาวเยอรมันสามารถเข้าถึงรถยนต์ได้
เมื่อเฟอร์ดินาน ปอร์เช่ ออกแบบรถจนเสร็จสมบูรณ์ ในปี 1938 รถบีเทิลของ Volkswagen ก็ได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไป ด้วยราคาที่เข้าทีและคุณสมบัติที่เพรียบพร้อม ทำให้รถยนต์คันนี้ครองใจใครหลายคนไปได้อย่างไม่ต้องสงสัย
รถเต่า หรือ รถบีเทิลก็ได้ผลิตออกมาจำหน่ายยาวไปเรื่อย ๆ โดยมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบทรงเพียงเล็กน้อย เพื่อคงความเป็นเอกลักษณ์ที่ใครก็จดจำได้ไว้
ถึงแม้ในช่วงภายหลังการผลิตรุ่นบีเทิลออกมา จะมีปัญหาในแง่ของเรื่องไอเสีย ที่ปล่อยออกมาจำนวนมาก ซึ่งสวนทางกับกระแสโลกที่เริ่มหันมาอนุรักษ์รถมากขึ้น แต่ในปี 1997 ทาง Volkswagen ก็ได้เรียกกระแสกลับมาด้วยรถเต่า หรือ รถนิวบีเทิล ที่เปลี่ยนโฉมยกคันให้ดูมีรูปลักษณ์ทันสมัยขึ้นแต่ยังคงโครงรถทรงเดิมไว้
ท้ายที่สุดแล้วรถเต่า หรือ รถบีเทิลก็ได้ดำเนินมาถึงเวลาที่ต้องพัก หลังจากที่ทางบริษัท Volkswagen ได้ตัดสินใจตามยอดขายที่เริ่มลดลงทุกปี และขณะเดียวกันเองบริษัทก็มีนโยบายเน้นการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น ในปี 2019 บริษัทจึงได้ผลิตรถยนต์รุ่นสุดท้ายอย่าง Beetle Final Edition ออกมาเพื่อเป็นการอำลาและปิดม่านรถบีเทิล หรือ รถเต่าที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 70 ปีอย่างสวยงาม
สไตล์การแต่งยอดฮิต ซื้อรถเก่ารีโนเวทใหม่
แม้รถเต่าในปัจจุบันจะหยุดการผลิตไปแล้ว ทว่ากระแสที่มีหลายคนยังคิดถึง ยามได้เห็นรถยนต์รุ่นนี้โลดแล่นอยู่บนท้องถนนเริ่มกลับมาอีกครั้ง ยิ่งบางครั้งเราสามารถเห็นได้เลยว่า มีคนนำรถเต่าคันนี้กลับมาและยกเครื่องใหม่ทั้งหมด ทำให้รถยนต์ที่เคยตายไปแล้วกลับมามีชีวิตอีกครั้ง
รูปแบบการแต่งรถบีเทิลหรือรถเต่านั้นโดยคร่าว ๆ แล้วจะแบ่งออกเป็น 3 แบบ คือ แบบคลาสสิก, แบบลายคาดรถ และแบบสปอร์ต ซึ่งทั้งสามแบบนี้เราจะสามารถเห็นได้ชัดมากบนท้องถนนและในหนังภาพยนตร์หลายเรื่อง
Classic
การแต่งรถแบบแรกขอเรียกว่า แบบคลาสสิก เพราะการแต่งแบบนี้ใช้แค่การเปลี่ยนสีของรถและตกแต่งภายนอกรถเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่น บริเวณไฟท้าย เพราะคนส่วนใหญ่รักในทรง “รถเต่า” และรูปลักษณ์ภายนอกดั้งเดิมอยู่แล้ว
ใครที่กำลังคิดจะว่าจะนำมายกเครื่องปรับปรุงใหม่ โดยซื้อรถมือสองมาปรับเอา สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้รถเต่าของคุณยังดูดีมีสไตล์แบบคลาสสิก คือการทาสีรถใหม่ทั้งคัน เน้นโทนสีออกแนวพาสเทล เท่านี้คุณก็ได้บรรยากาศย้อนกลับไปในช่วงปี 80 – 90s แล้ว
Strips
ในส่วนของ strips หรือลายคาดบนตัวรถ ลายแบบนี้เริ่มเป็นที่นิยมมาจากลายด้านข้างของรถสปอร์ตที่หลายคนชอบ นำมาสู่การนำลายเหล่านั้นมาประยุกต์บนรถของตนเอง แต่ที่เห็นแล้วดูจะเข้ากันและเท่สุด ๆ ก็ต้องเป็นรถรุ่นบีเทิลของ Volkswagen
โดยเฉพาะใครที่ชอบลาย Strips อยู่แล้ว ยิ่งพอมาประยุกต์กับรถเต่าคันนี้ ยิ่งดูเข้ากัน ได้ทั้งลุคเท่และน่ารักไปในคราเดียว แถมคุณยังสามารถเห็นได้จากภาพยนตร์หนังหลายเรื่อง ที่นิยมเอารถเต่านี้มาเพ้นท์เป็นลาย ยกตัวอย่างเช่นภายในภาพยนตร์อย่างเรื่อง Herbie เป็นต้น
Sport
ส่วนการตกแต่งแบบสุดท้ายที่คนนิยมแต่งคือแบบสปอร์ตที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงว่ารถเต่าแบบนี้ก็สามารถทำให้ดูสปอร์ตได้เช่นเดียวกัน แถมพอแต่งรถให้เป็นลุคสปอร์ตก็ทำให้รถดูดีและดูหรูหราขึ้นกว่าที่เคย ยิ่งกับรถบีเทิลรุ่นใหม่ ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความหรูหราอีกระดับเลยทีเดียวเชียว
รถยนต์ไฟฟ้าของ Volkswagen
จากที่ได้กล่าวถึงการปิดตำนานของรถเต่าไป เนื่องจากการหันมาผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีส่วนช่วยอนุรักษ์โลกแทนของบริษัท Volkswagen ทำให้รถเต่าซึ่งมีอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนมอนออกไซด์มากกว่ารถอื่น ๆ เป็นอันต้องหยุดผลิตไป
ทาง Volkswagen ได้หันมาจับทางของรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลักแทน โดยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ในชื่อรุ่น ID.3 ในราคาเริ่มต้นที่ต่ำกว่า 1 ล้านบาท โดยเบื้องต้นเน้นการใช้แบตเตอรี่ที่มีความจุถึง 45 กิโลวัตต์ สามารถวิ่งไปในระยะทางสูงสุด 330 กม.ซึ่งจัดว่าเป็นสเป็กที่ใช้ได้เลยสำหรับการเปิดตัวรถยนต์คันแรกของแบรนด์นี้
สรุปท้ายบทความ
ประวัติศาสตร์รถเต่าที่อยู่คู่กับเรามาอย่างยาวนาน เป็นอะไรที่หลายคนยังไม่ค่อยรู้กัน แม้จะเป็นรถรุ่นฮิตในอดีตแค่ไหน แต่ปัจจุบันคนที่รู้จักรถแบรนด์นี้กลับน้อยลงเรื่อย ๆ ทว่าในช่วงหลังเริ่มเห็นรถเต่าหรือรถบีเทิลกลับมาวิ่งบนท้องถนนอีกครั้ง หาคุณต้องการรถเต่าสักคันเพื่อเก็บสะสมแล้วละก็ Kaidee มีให้คุณดูแล้ววันนี้!
Feb 24, 2021 | บทความยานยนต์
ผมขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่าความรู้ในเรื่องของดาราผมมีเยอะมาก (ประชด!! เศร้าป่ะ) แต่ทำไงได้ ในเมื่อให้เขียนก็ต้องเขียน ผมเลยไปหาข้อมูลมาแล้ว จาก Instagram เพื่อเอาข้อมูลมาเล่าต่อให้แก่คนที่อยากรู้ (จะมีใครอยากรู้ไหมนะ??)
หากลองสังเกตดี ๆ ก็จะรู้ได้ในทันทีว่าดาราไทยส่วนใหญ่ก็มักจะซื้อรถที่เป็นรถหรู ไม่ก็เป็นรถสปอร์ต แต่ว่าก็ไม่น้อยเลยที่ยังคงรักความเป็นรถเก่าที่น่าสะสมก็มีอยู่บ้าง วันนี้ผมจะมาขยายความให้ว่าใครขับรถอะไร และรถรุ่นที่ขับเนี่ยสเปคเป็นอย่างไร ทำไมถึงน่าขับ?? ไปดูกันเลย!!
มาริโอ้ เมาเร่อ กับรถ Volkswagen 23 Window Samba Bus
มาริโอ้เป็นดาราหนุ่มชาวไทยที่มีความชอบในเรื่องของรถเก่า ด้วยความรักและหลงใหลทำให้เขามีรถยนต์มากมาย และสร้างชื่อเสียงในการประกวดรถเก่าอีกด้วย แต่วันนี้ผมขอยกรุ่นนี้ “Volkswagen 23 Window Samba Bus” ที่เห็นกันได้บ่อย ๆ ตามรายการทีวีต่าง ๆที่เค้าไปออก (ซึ่งมักจะพังโชว์กลางรายการเสียด้วย ฮ่า ๆ) ใครที่เป็นแฟนรถสายวินเทจ จะไม่รู้จักรถรุ่นนี้คงจะเป็นไปไม่ได้ ด้วยความเอกลักษณ์ของหน้า V รวมไปถึงกระจกรอบคันที่มีมากถึง 23 บาน
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : สูบนอน 4 สูบ ขนาดของเครื่องยนต์ : 1,192 cc. แรงม้าสูงสุด : 40 แรงม้า เกียร์ : ธรรมดา 4 จังหวะ
เอกลักษณ์โดดเด่นของ Volkswagen 23 Window Samba bus ตามชื่อเลยคือเป็นรถบัสขนาดเล็กที่มี 23 หน้าต่าง และได้ความคลาสสิคด้วยหน้าตาตัว V ที่ทำให้เหล่านักสะสมนั้นต้องละลาย ถึงแม้ว่ารถรุ่นนี้จะมีความเก่าก็ตาม
ดีเจเพชรจ้า กับรถ Nissan GT-R R33
เป็นอีกหนึ่งคนดังที่มีรถยนต์จอดไว้เป็นเหมือนรถของเล่น เพราะว่าเขาซื้อไว้เยอะมากจริง ๆ แถมส่วนใหญ่รถที่ดีเจเพชรจ้ามีนั้นจะเป็นรถสีแดงและเป็นรถจากทางฝั่งยุโรปอีกด้วย แต่ในคันนี้ Nissan GT-R R33 เป็นรถจากทางฝั่งญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คันที่มีไว้ในครอบครอง ซึ่งเอกลักษณ์ของรุ่นนี้เลยคือไฟท้ายที่เป็นทรงโดนัท แถมผลิตมาน้อยอีกด้วย
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : RB26DETT Twin-Turbo ขนาดของเครื่องยนต์ : 2,568 cc. แรงม้าสูงสุด : 280 แรงม้า เกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด
ดีเจเพชรจ้าได้บอกเอาไว้ว่า ส่วนตัวเขานั้นชอบ GTR R33 มากกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่เป็นรุ่นยอดนิยมอย่าง R32 และ R34 ด้วยเหตุผลที่ว่า R33 นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไรนัก ทำให้มีไลน์การผลิตที่น้อยและค่อนข้างที่จะสั้น ทำให้มีเพียงไม่กี่คันเท่านั้นถูกมานำจำหน่ายและมีความ Limited
โอ๊ต ปราโมทย์ กับรถ Mini Clubman
ด้วยคาแรกเตอร์ที่เข้ากับหนุ่มโอ๊ต ปราโมทย์ ที่มีลุคขี้เล่น ตลก เฮฮา รถ Mini Clubman สีเขียวฉูดฉาด แถมยังตั้งชื่อให้ว่า “น้องเขียวเหนี่ยวทรัพย์” อีกด้วย ซึ่งน่าจะตั้งมาเพื่อเรียกเงิน เรียกทองโดยเฉพาะ โดยปกติแล้วรถยนต์ Mini นั้นจะเป็นรถเล็ก ๆ เหมาะกับผู้หญิง แต่ในรุ่น Clubman นั้นไม่เป็นแบบนั้น จะมีความใหญ่ขึ้น นั่งได้หลายคนมากขึ้น จึงกลายมาเป็นตัวเลือกให้ใครหลาย ๆ คน
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : TwinPower Turbo 2.0 ขนาดของเครื่องยนต์ : 1,998 cc. แรงม้าสูงสุด : 192 แรงม้า เกียร์ : อัตโนมัติ
ลบคำว่ารถยนต์คันเล็กออกไปได้เลย เพราะ Mini Clubman นั้นมีความใหญ่ขึ้นมาจากรุ่นเดิม ๆ มาพร้อมกับดีไซน์แบบ 5 ประตู ที่จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 5 คนและยังนั่งกันได้แบบสบาย ๆ อีกด้วย แต่เหตุผลจริงของโอ๊ต ปราโมทนั่นก็คือ ปกติการเดินทางไปไหนมาไหนก็มักจะเดินทางด้วยรถตู้คันใหญ่ ทำให้ไม่สะดวกสบายในการหาที่จอด จึงเลือกซื้อรถคันที่เล็กลงมาและตอบโจทย์ชีวิตประจำวันได้นั่นเอง
นิกกี้ ณฉัตร กับรถ Porsche 991.1
ถือเป็นเจ้าพ่อรถ Porsche ที่แท้จริง เพราะรถทุกคันที่ผ่านมา นิกกี้ ณฉัตร ก็เลือกซื้อแต่แบรนด์นี้ เรียกได้ว่าเป็นแฟนตัวจริง โดยครั้งนี้มากับรถ Porsche 991.1 ที่เอามาทำสีใหม่ให้มีความคมเข้มมากยิ่งขึ้น เหมือนได้รถคันใหม่เลยทีเดียว (สวยงามตามท้องเรื่องจริง ๆ)
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : 6 สูบ DOHC 24 วาล์ว BOXER Bi-Turbo ขนาดของเครื่องยนต์ : 2,981 cc. แรงม้าสูงสุด : 450 แรงม้า เกียร์ : อัตโนมัติ 8 สปีด
รถยนต์สปอร์ตสุดหรู ไม่ต้องพูดมากก็รู้ว่าดี เร็ว แรง ดีไซน์สวยเท่ ที่ไม่ว่าใครที่เห็นก็ต้องมองตามจนตาค้าง ด้วยเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่างฉายา “หน้ากบ” ก็ยังคงเอาไว้ได้อย่างดีในรถรุ่นนี้ และน่าจะตอบสนองความชื่นชอบให้แก่เหล่านักสะสมได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน
โทนี่ รากแก่น กับรถ Toyota Land Cruiser 80
อีกหนึ่งคนที่เป็นแฟชั่นไอคอนให้กับคนไทย ด้วยสไตล์แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่ให้ความเท่ และนำเทรนด์อยู่เสมอ แต่ด้วยจิตใจที่รักในการแคมป์ปิ้งทำให้โทนี่ รากแก่น เลือกซื้อรถลุย ๆ ที่เหมาะกับงานอดิเรกของเขาเองอย่าง Toyota Land Cruiser แถมยังเอามาติดเต้นท์และอุปกรณ์ต่าง ๆ จนแทบจะกลายเป็นรถบ้านได้เลยทีเดียว
สเปคที่น่าสนใจ
เครื่องยนต์ : 1HD-T 4.2 TD ขนาดของเครื่องยนต์ : 4,163 cc. แรงม้าสูงสุด : 167 แรงม้า เกียร์ : ธรรมดา 5 สปีด
เป็นอีกรุ่นที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ผู้ที่นิยมการไปท่องเที่ยวแบบแคมป์ปิ้ง ด้วยความที่เครื่องยนต์มีขนาดใหญ่ รวมไปถึงการขับเคลื่อนแบบออฟโรดที่สามารถขับไปได้ในทุก ๆ ที่ อีกทั้งยังนิยมเป็นอย่างมากในการเอามาดัดแปลงให้รถยนต์รุ่นนี้กลายมาเป็นรถบ้าน เหมาะกับการค่ำไหนนอนนั่นอย่างแท้จริง
เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว เกิดแรงบันดาลใจอันแรงกล้าในการที่จะเลือกซื้อรถแล้วล่ะก็ เข้ามาหาดูได้เลยที่ Kaidee Auto มีครบจบในที่เดียว โดดเด่นเรื่องรถทั้งมือหนึ่งและมือสอง ที่มีให้เลือกมากมาย
ปากกาขาว
Feb 24, 2021 | บทความอสังหาฯ
ขอบคุณรูปสวยๆจาก architecturaldigest
เหตุผลที่ทำให้เราชอบดูหนัง มีหลายอย่าง ถ้ามองในแง่ความบันเทิง หนังเป็นสื่ออีกช่องทาง ที่ใช้ Pass Time ได้ดี ในขณะเดียวกัน ก็มีคนอีกกลุ่มที่มองผลงานหนังเป็นงานทางศิลปะแขนงหนึ่ง ที่นอกจากจะให้ความรู้สึกทุกรูปแบบ ทั้งความสุข ความเศร้า เสียงหัวเราะ หรือแม้กระทั่งความรู้สึกกดดันได้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงกว่าๆ แล้ว หนังยังช่วยจุดประกายความคิดสร้างสรรค์ แรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตต่างๆ ได้อีกด้วย
สถาปัตยกรรม และการออกแบบภายใน จากโลกภาพยนตร์
ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ไม่ได้ดูหนังเพียงเพราะ รายชื่อนักแสดง พล็อตเรื่อง หรือผู้กำกับเพียงเท่านั้น งานสถาปัตยกรรม การออกแบบภายใน หรือแม้กระทั่งเทคนิคการตัดต่อเอง ก็เป็นจุดขายของหนังสำหรับเด็กสมัยใหม่ได้เช่นกัน
การศึกษา รูปแบบบ้าน และการตกแต่งภายใน จากสื่อภาพยนตร์ทั่วโลกนั้น ได้กลายเป็นกรณีศึกษาให้นักศึกษาสถาปนิกอยู่หลายครั้ง เพราะนอกจากจะได้เรียนรู้เรื่องโครงสร้างต่างๆ แล้ว ยังทำให้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ซึ่งถ่ายทอดไปยังงานสถาปัตยกรรม และดีไซน์ ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง
วันนี้เราได้รวบรวม ผลงานภาพยนตร์ โดยไม่เกี่ยงสัญชาติ ที่มีอินทีเรีย ดีไซน์ (Interior Design) และสถาปัตยกรรมเป็นที่น่าจดจำ มาให้เพื่อนๆ ได้ดูไปพร้อมๆ กัน บางเรื่องถึงขั้นได้รับรางวัลออสการ์สาขา Interior Design กันเลยก็มี รับรองว่าคุ้มค่ากับการสตรีมมิ่งตาแฉะแน่นอน
Parasite, 2019
VIDEO
จำกันได้ไหมคะ ปี 2019 มีหนังสัญชาติเกาหลีเรื่องหนึ่งที่ดังถล่มทลาย กวาดรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมซึ่งเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดจากเวทีภาพยนตร์ระดับโลกอย่าง ออสการ์ และรางวัลจากสาขาอื่นๆ ไปอีก ถึง 3 รางวัล
ใช่แล้วค่ะ หนังเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องใดไปไม่ได้เลย Parasite หรือ ชนชั้นปรสิต นั่นเอง
นอกจากเนื้อเรื่องจะตีปัญหาความเหลื่อมล้ำของชนชั้นทางสังคมได้อย่างน่าทึ่งแล้ว ยังซ้อนสถาปัตยกรรมที่สวยงามไว้อีกด้วยซึ่ง Bong Joon Ho ผู้กำกับ และ Lee Ha Jun ผู้ออกแบบฉากนั้น ก็ได้ร่วมมือกันออกแบบบ้านหลังนี้ขึ้นมา ทั้งนี้นอกจากบ้านหลังนี้จะถูกใช้เป็นองค์ประกอบหลักของหนังแล้ว ยังสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้ผู้ชมได้เห็นช่องโหว่ระหว่าง คนรวย กับคนจนอย่างชัดเจน
ขอบคุณรูปสวยๆจาก Kensingtondesign และ npr.org
ดีไซน์บ้านคนรวยนั้น ประกอบไปด้วยกำแพงหนาทึบ และจะเห็นได้ชัดเจนว่าทางเดินเข้าบ้าน จะมีบันไดยกระดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เองได้สื่อให้เห็นถึงความห่างเหิน ระหว่างคนจนและคนรวยได้อย่างชัดเจน
Call me by your name, 2017
VIDEO
สาเหตุที่ทำให้เราตกหลุมรักเรื่องนี้มีอยู่ 3 อย่าง คือ หนึ่ง เรื่องราวความรักที่แสนเศร้าแต่สวยงามของ Elio และ Oliver สอง สุดหล่อของพวกเรา Timothee Chalamet และสาม สถานที่สวยๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ ในประเทศอิตาลีนั่นเอง
ขอบคุณรูปสวยๆจาก thespaces
เรื่องนี้ใช้วิลล่าสไตล์อิตาเลียนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการดำเนินเรื่อง ด้วยดีไซน์ที่มีความมินิมอล ตกแต่งด้วยของวินเทจน้อยชิ้น แต่กลับให้ความรู้สึกโมเดิร์นได้อย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งก็ได้ทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความอบอุ่น โรแมนติก เคลิบเคลิ้มไปกับหนังไปอย่างไม่รู้ตัว
และที่สำคัญหนังเรื่องนี้ได้คว้ารางวัล Best Cinematography จาก Film Independent Spirit Awards 2018 อีกด้วย
Crazy Rich Asians, 2018
VIDEO
ถ้ามองข้ามความรักแสนหนาว และดราม่าของคู่พระนางไป อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นที่สะดุดตานักวิจารณ์หนังจากหนังรัก รอม-คอม เรื่องนี้ก็คือ อินทีเรียดีไซน์ในคฤหาสน์พระเอกนั่นเอง
ขอบคุณรูปสวยๆจาก architeuturaldigest
โจทย์อินทีเรียของเรื่องนี้ เรียกได้ว่าเป็นงานหินของ Production Designer และ Interior Decorator เลยทีเดียว เพราะนอกจากตัวคฤหาสน์ที่ต้องคงความหรูหรา บ่งบอกถึงฐานะแล้ว ยังไม่สามารถละทิ้ง สไตล์ และวัฒนธรรมของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นบ้านเกิดของพระเอกได้อีกด้วย
นักออกแบบฉากเรื่องนี้เปิดเผยว่า เขาได้รับแรงบันดาลใจจากสถาปัตยกรรมตึกแถวแบบ “เพอรานากัน” ที่มีต้นกำเนิดมาจากประเทศสิงคโปร์ ผสมผสานดีไซน์ ยุโรป และเอเชียยุคเก่า เข้าด้วยกัน ส่วนเฟอร์นิเจอร์ภายในคฤหาสน์นั้น จะเป็นการมิกซ์แอนด์แมทช์ระหว่างวัฒนธรรมจีนยุคเก่าและยุคใหม่ เพื่อให้ความรู้สึกคลาสสิก แต่ทันสมัยในเวลาเดียวกันนั่นเอง
Ex Machina, 2014
VIDEO
เนื่องจากเป็นหนัง Sci-fi แน่นอนว่า อินทีเรียดีไซน์ที่โชว์ความล้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ แล้ว Production Design มือทองอย่าง Mark Digby ก็ไม่ทำให้แฟนๆ ผิดหวัง นอกจากหนังเรื่องนี้จะใช้เทคนิคการเล่าเรื่องแยบยล เล่นจังหวะ Climax ได้เร้าใจแล้ว เรื่องของดีไซน์ก็เรียกเสียงฮือฮาจากผู้ชมได้อยู่หมัด
ขอบคุณรูปสวยๆจาก architeuturaldigest
เนื่องจากบ้านของนาธานนั้นเป็นบ้านกลางภูเขา จึงมีพื้นที่บางส่วนที่กินภูเขาเข้าไป และส่วนนั้นก็คือห้องรับแขก จะเห็นได้ว่าห้องรับแขกนั้น มีกำแพงห้องรับแขกเป็นหินภูเขา ซึ่งไม่สามารถทุบทิ้งได้ระหว่างสร้างบ้านหลังนี้ แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เพราะหินภูเขากลางบ้านนี่แหละ ที่ทำให้บ้านหลังนี้ แตกต่างจากรีสอร์ตกลางป่าทั่วไป
ทีม Production Design ได้นำเฟอร์นิเจอร์สีเอิร์ธโทน อย่างสีฟ้าเข้ม เขียว น้ำตาล และขาว มาใช้เพื่อทำให้ตัวบ้านมีชีวิตชีวามากขึ้น แต่ก็ยังคงความเป็น Sci-Fi ได้ด้วยการใช้กระจกบานใหญ่ล้อมรอบตัวบ้าน แทนการใช้กำแพงปูนธรรมดา นอกจากนี้ยังใช้เหล็กเงาเป็นองค์ประกอบในบางพื้นที่ เพื่อให้ได้ฟีลความล้ำอนาคตไปในตัวอีกด้วย
Amelie, 2001
VIDEO
คอหนังตัวจริงต้องรู้ดีว่าหนังสัญชาติฝรั่งเศสแต่ละเรื่องนั้น ควรค่าต่อการเสียเวลาดูเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าคนรักศิลปะแล้ว ยิ่งไม่ควรพลาด หนังเรื่อง Amelie หรือ “Le Fabuleux Destin d’Amélie Poulain” ก็ไม่ต่าง ถึงแม้จะดำเนินเนื้อเรื่องง่ายๆ เพียงแค่ติดตามชีวิตวัยสาวของ Amelie Poulain แต่ก็สร้างความประทับใจให้คนไปทั่วโลก อย่างคาดไม่ถึง
ขอบคุณรูปสวยๆจาก verbernasimpleliving
เพราะเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี 1997 แน่นอนว่าฉากทุกฉากได้โชว์เสน่ห์วินเทจอย่างงดงาม โดยเฉพาะห้องนอนไอคอนิคสีแดงของ Amelie ที่มีการตกแต่งสไตล์ “เฟรนช์คันทรี่” โดดเด่นด้วยวอลเปเปอร์สีแดงก่ำ ลวดลายดอกไม้เล็กๆ และเติมเต็มพื้นที่โล่ง ด้วยโคมไฟแบบ Piggy Lamp ข้างหัวเตียง ซึ่งให้กลิ่นอายบ้านในชนบทได้ดี เรียกได้ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างสไตล์วินเทจและโกธิคได้อย่างลงตัว และยังถือว่าเป็นอีกหนึ่ง Cinematic Move ที่ช่วยเพิ่มความเข้มข้นให้ลักษณะนิสัยของตัวเอก ที่เป็นสาวน่ารัก ซ้อนความดาร์กไว้ในตัว
ตัดมาที่ฉากห้องน้ำสีเหลืองครีม สไตล์ Cottage หรือสไตล์บ้านกระท่อมชนบท ซึ่งฉากนี้ก็ช่วยให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนได้นั่งไทม์แมชชีน ย้อนกลับไปบ้านของตัวเองในสมัยเด็ก ซึ่งความรู้สึกนี้เองก็สอดคล้องกับฉากนี้ ซึ่งเป็นฉากที่ Amelie ย้อนรำลึกถึงวัยเด็กนั่นเอง
Midsommar, 2019
VIDEO
อีกหนึ่งผลงานหนังดังแห่งปี จากบ้านภาพยนตร์อินดี้ ขวัญใจเด็กอาร์ต อย่าง “A24” ก็หนีไม่พ้นเรื่อง Midsommar หนังแนวระทึกขวัญ โชว์ความไม่เหมือนใครด้วยการเล่นโทนสีสวนทางกับเนื้อเรื่องอย่างโทนสีพาสเทล ก็เป็นหนังอีกเรื่องที่ได้สร้างกลายเป็นตัวอย่างหนังเป็นกรณีศึกษาให้กับนักเรียนสาขาภาพยนตร์ไปโดยปริยาย
ขอบคุณรูปสวยๆ จาก Frameweb
นอกจากเนื้อหาที่แหวกแนว สไตล์เด็กอาร์ต อินทีเรีย ดีไซน์เรื่องนี้ บอกได้เลยว่า ระดับท็อปที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็นสถาปัตยกรรม กับจิตรกรรมภาพวาดฝาผนัง ที่มีลวดลายแปลกตา และน่าสะพรึงกลัวอย่างบอกไม่ถูก ในเวลาเดียวกันก็กลับสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวสุดลึกลับของหมู่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องใช้บทพูดใดๆ ทั้งสิ้น
สรุปท้ายบทความ
การเลือกหนังให้ถูกจริตดูสักเรื่องนั้น เป็นเรื่องที่เกิดไม่บ่อยนัก ในหลายครั้งเราต้องเสียเวลาร่วม 2 ชั่วโมงไปฟรีๆ ไปกับการดูอะไรก็ไม่รู้ แต่วันนี้ Kaidee รับรองได้เลยว่า 6 เรื่องข้างบนที่กล่าวมานี้ ถูกคัดสรรมาแล้วอย่างดี แม้ว่าพล็อตเรื่องอาจจะต้องขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนบุคคล แต่ขอการันตีเลยว่า สถาปัตยกรรม ศิลปะ และอินทีเรียดีไซน์ในแต่ละเรื่องนี้ จะต้องทำให้เพื่อนๆ ร้องโอ้โหกันแน่นอน
เพื่อนๆ คนไหน ดูหนังแล้วอิน อยากมีบ้านคูลๆ แบบนี้บ้าง ลองเข้ามาเยี่ยมชมที่เว็บ Kaidee ก่อนได้นะคะ ไม่ว่าจะวินเทจ มินิมอล เรามีให้เลือกมากมายเลย