เมื่อฉันปลูกไผ่

Feb 24, 2021 | ข่าวสาร และกิจกรรม

เชื่อว่า “การปลูกผักสวนครัวหรือปลูกต้นไม้” น่าจะเป็นหนึ่งในกิจกรรมยามว่างที่หลายคนเลือกทำเพื่อผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดจากการล็อคดาวน์ประเทศเพื่อป้องกันโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว ไม่แพ้การเปิดหม้อทอดไร้น้ำมันปรุงเมนูหมูกรอบชาเลนจ์ 

ฉันเองเป็นคนหนึ่งที่อาศัยจังหวะนี้ ลงมือหยิบเมล็ดพันธุ์ที่เคยขอจากคนนู้นคนนี้มาทดลองปลูกแบบจริงๆ จังๆ สักที ซึ่งไม่เพียงแต่พืชผักสวนครัวเซ็ตเบสิกอย่างพริก คะน้า ผักบุ้ง มะระ เท่านั้น แต่ฉันยังริอ่านปลูกไผ่รวก เพราะหวังไกลว่ามันจะเติบโตจนเป็นไม้ที่นำมาใช้สอยได้ อย่างน้อยๆ ต้องเอามาเป็น “ไม้ค้ำ” ต้นไม้ที่กำลังโต หรือไม่ก็ทำ “ค้างผัก” (ไม้หลักสำหรับให้พันธุ์ไม้เลื้อยยึดเกาะ) สักหน่อย

ลงมือทำเพื่อรู้มากขึ้น 

แม้จะเคยเห็นและได้สัมผัสต้นไผ่มานับครั้งไม่ถ้วน แต่นี่ถือเป็นคร้้งแรกในชีวิตที่ฉันได้พบกับเมล็ดไผ่ หน้าตาออกจะจิ้มลิ้มพริ้มเพรา รูปทรงและขนาดใกล้เคียงกับข้าวเปลือก ปลายข้างหนึ่งเป็นขั้วทรงมนนิดๆ ส่วนอีกด้านมีลักษณะเป็นกลีบใบเรียวยาวซ้อนกันราว 3-4 ชั้น ดูแล้วคล้ายๆ ข้าวโพดที่ยังมีเปลือกหุ้มอยู่เหมือนกัน 

เมล็ดไผ่ไซส์จิ๋วหลิว ฉันขอมาจากกรมป่าไม้

การเพาะต้นกล้าไผ่ไม่ยากเพราะข้างถุงใส่เมล็ดที่ได้มาบอกเพียงให้หยอดเมล็ดลงในวัสดุเพาะและรดน้ำเช้า-เย็นเท่านั้น ซึ่งวัสดุเพาะที่ฉันใช้ทำจากแกลบดำ ดินถุง ขุยมะพร้าว และมูลไส้เดือน ผสมในอัตราส่วนเท่าๆ กัน แล้วร่อนผ่านตะกร้าขนมจีนเพื่อให้ได้วัสดุเพาะที่ละเอียด ไม่มีเศษชิ้นส่วนใหญ่ๆ ที่อาจไปปิดกั้นการหยั่งรากของต้นอ่อน จากนั้นรดน้ำวัสดุเพาะให้ชุ่มแต่ไม่แฉะ สามารถทดสอบโดยใช้มือกำดินให้แน่น ถ้าอยู่ทรงเป็นก้อนไม่แตก ไม่มีน้ำซึมตามร่องมือก็ถือว่าใช้ได้ 

จริงๆ เราสามารถโปรยเมล็ดลงบนวัสดุเพาะได้เลยและกลบทับด้วยดินร่อนบางๆ เพื่อเวลารดน้ำเมล็ดจะได้ไม่กระเด็นกระดอนหายไป แต่ฉันเลือกหยอดทีละเม็ดลงถาดเพาะทีละหลุม เพราะอยากเช็คเปอร์เซ็นต์การงอกว่าปลูกครั้งแรกนี้จะประสบความสำเร็จแค่ไหน และอีกอย่างคือจะได้ง่ายตอนย้ายต้นกล้าไปลงกระถางใครกระถางมัน

ความสุขของการรอคอย

จะว่าไปแล้วช่วงล็อคดาวน์อยู่บ้านของฉันไม่ได้น่าหดหู่ซะทีเดียว เพราะมีเจ้าเมล็ดไผ่น้อยให้คอยดูแล ฉันแวะเวียนทักทายรดน้ำเช้าเย็นทุกวัน หวังใจว่าจะมีตุ่มสีเขียวๆ ผุดขึ้นจากดินสักที มันเป็นโมเมนต์ที่ฉันพบว่าการรอคอยโดยไม่รู้บทสรุปก็เป็นความสุขได้เหมือนกัน

และแล้ววันที่ฉันอยากเห็นก็มีถึง กลีบใบเลี้ยงสีเขียวเท่าปลายขี้เล็บเริ่มแต่งแต้มให้ถาดเพาะสีทึมๆ ดูมีชีวิตชีวา จากนั้นอีกราวสัปดาห์ต่อมา พัฒนาการของน้องไผ่เบบี้ก็เริ่มชัดขึ้น ลำต้นอ่อนขนาดเล็กกว่าไม้จิ้มฟันค่อยๆ ยืดสูงเหนือผิวดิน พร้อมผลิใบเลี้ยงใบแรกออกมาเซย์ฮัลโหลกับฉันอย่างเป็นทางการ จากต้นอ่อนต้นแรก ถาดเพาะของฉันค่อยๆ ทะยอยมีสีเขียวปรากฏขึ้นกระจัดกระจายกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งหากให้คะแนนความสำเร็จแล้ว ฉันให้ตัวเองผ่านฉลุย ไปลุยด่านถัดไปได้เลย

ใบไผ่สีเขียวในสวนรกๆ ของฉัน เห็นทีไรก็ชื่นใจทุกที

วันเวลาผ่านไปนานแค่ไหนฉันจำไม่ได้ มารู้ตัวอีกทีเมื่อสังเกตเห็นว่าใบของต้นอ่อนแผ่เลยขอบหลุมเพาะและจำนวนใบไผ่ก็มีมากกว่า 4 ใบซะแล้ว ซึ่งตรงนี้ฉันคิดเองเออเอง (ถ้าผิดพลาดอย่างไรก็ขออภัยผู้อ่านด้วย เพราะฉันมือใหม่หัดปลูกจริงๆ) ว่าคงเหมือนกับชุดความรู้เดิมที่ว่าเราจะย้ายต้นกล้าไม้ได้ก็ต่อเมื่อต้นอ่อนมีใบจริงครบ 4 ใบ จึงไม่รอช้าคว้ากระถางใบเล็กมาเรียงราย ตักดินเพาะใส่แล้วลงมือย้ายบ้านใหม่ให้น้องไผ่ได้เติบโตต่อไป

Tips: การย้ายต้นกล้าควรทำอย่างใจเย็นเพื่อไม่ให้น้องปลอบช้ำ และควรย้ายช่วงเย็นเพื่อลดปัญหาแสงแดดและความร้อนซึ่งจะทำให้ต้นกล้าได้พักฟื้นและคืนตัวดีกว่าย้ายเวลาอื่น 

เวลาช่วยพาเธอเติบโต 

ผ่านไปอีกเดือน ฉันยังคงอยู่บ้าน Work from home เหมือนเดิม และกิจกรรมรดน้ำต้นไม้ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต พอๆ กับการเฝ้าดูการเติบโตของไผ่ในกระถางใบใหม่ที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม ฉันเห็นว่าไผ่แต่ละต้นมีพัฒนาการต่างกัน เหมือนกับคนเราที่มีเส้นทางเติบโตเป็นของตัวเอง ต้นไหนขยันหาอาหารกินเก่งก็มักจะแตกใบอ่อนพร้อมกับลำต้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่บางต้นดูบอบบางทนแดดทนลมไม่ไหวปล่อยใบเหลืองร่วงโรยและโบกมือบ๊ายบายฉันไปอย่างไร้เยื่อใย 

จากไผ่รวก 60 เมล็ด งอกเป็นต้นอ่อนราว 40 ต้น ตอนนี้ฉันมีผู้เหลือรอดเพียง 12 ต้นเท่านั้น!! (ร้องไห้แปบ…ฮือๆ)

หากการปลูกไผ่คือวิชาที่ต้องเข้าห้องสอบ ตัวเลขข้างต้นคงบอกอยู่ทนโท่แล้วว่าฉันสอบตก ถึงอย่างนั้นฉันก็ยังมีหวังอยู่ดี เหมือนอย่างที่เขาพูดว่า “สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร” ฉันประคบประหงมต้นไผ่ที่เหลือต่อไปทั้งรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และเปลี่ยนกระถางใหญ่ขึ้นเมื่อพบว่ารากไผ่ชอนไชออกมาข้างนอก

Tips : ควรเปลี่ยนกระถางให้เหมาะกับไซส์ของต้นไม้ เพราะกระถางที่ใหญ่เกินจะทำให้เกิดความชื้นส่วนเกินในดินเยอะจนต้นไม้อาจตายได้ ขณะที่กระถางไซส์เล็กเกินไปจะจำกัดการเจริญเติบโตของพืช 

แต่อย่างที่เขาว่าอีกนั่นแหละ “สรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลง” ต้นไผ่ที่ฉันปลูกไว้ช่วยยืนยันอีกเสียง เพราะจากไผ่หนึ่งโหลไม่ขาดไม่เกิน ตอนนี้เปลี่ยนไปเหลือแค่ 4 ต้นแล้ว (ร้องไห้อีกรอบจ้า…แง) สารภาพตรงๆ ว่านาทีนั้นฉันเสียใจ เหมือนว่าความพยายามที่ลงไปกลับสูญเปล่า ฉันเห็นแต่ซากไผ่ที่ยืนต้นตาย ใบเหี่ยวแห้งทะยอยร่วงหล่นลงพื้น โดยลืมไปว่ายังมีไผ่อีกตั้ง 4 ต้นที่ชูก้านแตกกิ่งรอวันเติบโต ฉันคิดว่าคนเราก็แบบนี้ล่ะมั้ง เห็นด้านร้ายก่อนด้านดี เศร้ากับสิ่งที่สูญเสียมากกว่าดีใจกับสิ่งที่เหลืออยู่

สภาพต้นไผ่ 3 ต้นที่เหลือรอด ส่วนอีกต้นสูงเกินกว่าจะยกมาถ่ายกรุ๊ปช๊อตด้วยกัน

ให้ธรรมชาติเป็นผู้นำทาง

ฉันยกให้ไผ่ทั้ง 4 ต้นคือไผ่รวกที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี มันเติบโตตามวิถีของตัวเอง (แม้อยู่ในกระถางที่จัดให้) มีต้นหนึ่งโตเร็วมากจนตอนนี้สูงเลยศีรษะฉันไปแล้ว ผิดกับอีกต้นที่ยังกล้าๆ กลัวๆ เหมือนไม่อยากโตสักที แต่ไม่ว่าจะต้นไหนฉันก็รักและภูมิใจอยู่ดี เพราะนี่คือหลักฐานความสำเร็จของมือใหม่หัดปลูกที่จะเป็นแรงบันดาลใจให้ลงมือปลูกต้นไม้อื่นๆ อีกมากมาย 

วันนี้ฉันมองต้นไผ่ด้วยความคิดที่เปลี่ยนไปจากวันแรก เลิกคาดหวังว่าไผ่ต้องโตต้องใหญ่จนตัดมาใช้สอยได้แล้วหันมาดื่มด่ำกับความธรรมดา ณ ปัจจุบัน เห็นไผ่หยอกล้อกับแสงแดดยามเช้า ฟังเสียงลมพัดกิ่งไผ่กระทบกัน มันเป็นจังหวะของธรรมชาติที่นำพาให้ฉันหลุดจากโลกที่แสนวุ่นวายสู่ความเรียบง่ายที่สงบงาม