สรุปงาน Motor Expo 2020

สรุปงาน Motor Expo 2020

ถือว่าเป็นธรรมเนียมของมหกรรมยานยนต์ ที่จะต้องมีการสรุปยอดขายของยานพาหนะต่าง ๆ ว่าแบรนด์ไหนทำยอดขายได้ดี มอเตอร์ไซค์รุ่นไหนทำยอดขายได้เยี่ยม บทความนี้จะสรุปมาให้ท่านผู้อ่านอย่างครบครัน โดยอ้างอิงจากทีมงาน Motor Expo 

ยอดผู้ชมทะลุ 1.2 ล้าน

สำหรับงาน Motor Expo ประจำปีนี้แม้ว่าจะมีเรื่องของข้อกังวลในเรื่องของโรคระบาด Covid – 19 ส่งผลให้หลาย ๆ คนไม่กล้าที่จะออกไปร่วมงานที่มีการรวมตัวของผู้คนเยอะ ๆ แต่ด้วยการควบคุมโรคที่ยอดเยี่ยม ทำให้งานนี้มีผู้ร่วมงานมากถึง 1.2 ล้านคนตลอดระยะเวลาเกือบ ๆ สองอาทิตย์ของงาน เรียกได้ว่ากระแสดีไม่มีตกจริง ๆ 

ยอดจองทั้งงานเกือบ ๆ 4 หมื่นคัน

รถเก๋งทำยอดขายได้มากที่สุด

จากยอดจองของงาน Motor Expo 2020 ตลอดระยะเวลา 12 วัน มีจำนวนยอดจองรถยนต์มากถึง 33,753 คัน เลยทีเดียว รถเก๋งยังคงเป็นรถที่ได้นับความสนใจมากที่สุดในงาน โดยสามารถครองยอดขายได้มากถึง 40.9% แบ่งเป็น Sedan 23.9% Hatchback 15.6% และรถเก๋งประเภทอื่น ๆ 1.4%

ปีนี้รถ SUV สามารถทำยอดขายได้เพิ่มขึ้นจาก 33.4% เป็น 40.4% เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยจุดเด่นของรถประเภทนี้คือการขับขี่ที่สะดวกสบายกว่า อีกทั้งภายในยังกว้างขวางเหมาะสำหรับการเป็นรถครอบครัวไม่ต่างจาก PPV เลย รถกระบะสามารถทำยอดขายได้ 12.2 % 

สำหรับในส่วนของมอเตอร์ไซค์ปีนี้ทำยอดจองได้ 4946 คัน

Toyota – ยืนหนึ่งในยอดจำหน่ายรถยนต์

แบรนด์รถยนต์ที่สามารถทำยอดจองได้สูงที่สุดประจำ Motor Expo ปีนี้คือ Toyota ที่สามารถทำยอดจองได้มากถึง 5,445 คัน อันดับสองรองลงมาคือแบรนด์ Honda ที่ยังคงตามมาติด ๆ ด้วยยอดขาย 4,508 คัน อันสามตามมาด้วยแบรนด์ Mazda ที่ทำยอดขายได้ 4,018คัน ในส่วนของอันดับที่สี่คือแบรนด์ Isuzu ที่ 3,076 และอันดับที่ 5 คือแบรนด์ Nissan  2,666 ตามลำดับ

โดยหากเทียบกับยอดขายของปี 2019 จะเห็นได้ว่าบรรดา Top 5 มียอดขายที่ลดลงยกเว้น Mazda ที่มียอดขายเพิ่มขึ้น 0.5% และทาง Nissan ที่ในปีนี้ได้สร้างยอดขายเพิ่มขึ้นถึง 20% เลยทีเดียวนับเพิ่มขึ้นมาเยอะมากเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว 

Mercedes-Benz  และ BMW ยังคงยืนหนึ่งในแบรนด์รถหรู

ในปีนี้สำหรับงาน Motor Expo 2020 ทาง Mercedes-Benz และ BMW ถือว่าทำยอดขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดย Mercedes-Benz สามารถทำยอดขายได้ 1,886 คัน เพิ่มขึ้น 1.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่ที่สร้างความประหลาดใจกับใครหลายคนคงหนีไม่พ้น BMW ที่ปีนี้มียอดขายมากถึง 1,299 คันเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 34%

สิ่งที่ทำให้ทั้งสองแบรนด์สามารถทำยอดขายได้สูง เนื่องจากแบรนด์ Royalty ที่เหนียวแน่นประกอบกับการที่ปีนี้มีโปรโมชั่นเด็ด ๆ ออกมามากมาย ยกตัวอย่างเช่น BMW M5 ที่มีโปรโมชั่นรถราคาสูงมากถึง 4 ล้านบาท เฉพาะในงาน Motor Expo 2020 เท่านั้น 

นอกจากนี้ทั้งสองค่ายยังพยายามที่จะเปิดตัวรถประกอบไทย (CBU) ทำให้ราคาของรถถูกลงจนมาถึงในระดับที่ทุก ๆ คนสามารถเข้าถึงได้ แม้ว่าทิศทางของเศรษฐกิจในประเทศไทยจะไม่ค่อยสู้ดีนัก

ในส่วนของแบรนด์รถยุโรปอื่น ๆ ที่น่าสนใจได้แก่ Volvo ที่ทำยอดขายได้ 484 คัน Audi ทำยอดขายได้ 189 คัน Peugeot ทำยอดขายได้ 162 คัน, Porsche ทำยอดขายได้ 132 เป็นต้น

Lexus – KIA ยอดขายเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

แม้ว่าภาพรวมของตลาดรถยนต์ปลายปีนี้จะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่อ้างอิงจากยอดจองรถของ headlightmag พบว่าในงานนี้ Lexus สามารถทำยอดขายได้ถึง 149 คันเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 86.3% 

ในขณะที่ KIA ก็สามารถทำยอดขายได้ 699 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว 81.6% เรียกได้ว่าเติบโตสูงมาก ๆ 

MG – ZS ครองแชมป์รถ SUV ขวัญใจผู้เข้าชมงานมากที่สุด 

รถกิจกรรมกลางแจ้งหรือ SUV ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในงานนี้คือ MG-ZS จากทางค่าย MG ที่มาพร้อมกับดีไซน์โฉบเฉี่ยวและราคาที่ดีมาก ๆ จึงไม่แปลกใจที่ใครหลาย ๆ คนจะเลือกที่จะซื้อรถคันนี้ในฐานะของรถ SUV ประจำครอบครัว

Isuzu D-max รถกระบะที่คนสนใจมากที่สุดในงาน

รถกระบะในปีนี้ถือว่าทำยอดขายได้น้อยลงกว่าปีที่แล้วจาก 14.5% ลดลงเหลือ 12.2% แต่ก็ได้รับความนิยมเนื่องจากความต้องการในตลาดที่สูง โดย Isuzu D-Max สามารถทำยอดจองได้มากที่สุด รองลงมาคือ Ford Ranger และ Toyota Revo เป็นสามอันดับแรกที่ได้รับความสนใจในงานนี้ ในส่วนของอันดับ 4 และ  5 ตกเป็นของ Mitsubishi Triton และ Nissan Navara 

Yamaha ยังครองแชมป์รถมอเตอร์ไซค์ 

ในส่วนของรถมอเตอร์ไซค์ Yamaha สามารถทำยอดขายได้สูงที่สุดในงานนี้ โดยมียอดขายทั้งหมด 1,033 คัน สำหรับ 4 อันดับรองลงมาได้แก่ Honda AP ที่สามารถทำยอดขายได้ 911 คัน GPX ทำยอดขายได้ 702 คัน Vespa ทำยอดขายได้ 458 คันและ Kawasaki ทำยอดขายได้ 383 ตามลำดับ

ราคาเฉลี่ยของรถที่ขายได้มากถึง 1.4 ล้านบาท

หากนำเอารถยนต์จำนวน 33,753 คัน มาหาค่าเฉลี่ยจะพบว่าในงาน Motor Expo 2020 จะพบว่าในปีนี้สามารถทำราคาเฉลี่ยของรถแต่ละคันได้สูงถึง 1,424,811 บาท ในส่วนของจักรยานยนต์สามารถทำยอดเฉลี่ยได้สูงถึง 230,140 บาท ซึ่งตัวเลขนี้น่าจะเกินความคาดหมายของใครหลาย ๆ คน

สรุปท้ายบทความ

งาน Motor Expo 2020 ที่จัดขึ้นใน Challenger Hall ณ Impact เมืองทองธานีเมื่อวันที 2- 13 ธันวาคม 2020 ที่ผ่านมานั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในงานที่สร้างสีสันให้กับวงการยานยนต์เป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของยอดผู้เข้าร่วมงานและยอดขาย โดยมีเม็ดเงินหมุนเวียนมูลค่ารวมกันสูงถึง 4.9 หมื่นล้านบาทเลยทีเดียว 

ทางทีมงาน Kaidee Auto ขอบคุณ บริษัท สื่อสากล จำกัด ผู้จัดงาน “มหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 36” หรือ Motor Expo 2020 ที่ได้ให้กรุณากับพวกเราอย่างสูง ในการอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วย 

อ้างอิง

Motor Expo. (2020). ปิดฉาก “Motor Expo 2020” ยอดขายรถรวมกว่า 38,699 คัน ! (ออนไลน์). 2020 แหล่งที่มา : https://www.motorexpo.co.th/news/3830 (12 ธันวาคม 2020)

Motor Expo. (2020). Best Selling Cars & Motorcycles (ออนไลน์). 2020 แหล่งที่มา : https://www.motorexpo.co.th/bestselling/ (12 ธันวาคม 2020)


headlightmag . (2020). สรุปยอดจองรถยนต์ทั้งหมด Motor Expo 2020 (1-13 ธ.ค. 63) รวม 33,753 คัน KIA – Lexus ยอดพุ่งสูงสุด +85%(ออนไลน์). 2020 แหล่งที่มา: http://www.headlightmag.com/motor-expo-2020-booking-best-selling/ (12 ธันวาคม 2020)

ส่องเฟอร์นิเจอร์ไอเดียเก๋ในงาน Furniture Fair 2020

ส่องเฟอร์นิเจอร์ไอเดียเก๋ในงาน Furniture Fair 2020

จบไปแล้วกับอีกหนึ่งงานที่น่าสนใจสำหรับคนรักบ้าน อย่างงาน Bangkok Furniture Fair 2020 ที่รวบรวมเฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งภายใน เฟอร์นิเจอร์บิวท์อิน ชุดห้องนอน ห้องครัว ของแต่งบ้านที่น่าสนใจ จากโรงงานผู้ผลิต ทั่วทุกสารทิศมาไว้ในงานเดียว  รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอีกมากมายรวมอยู่ในงานนี้งานเดียว 

ในงานนี้นอกจากจะมีเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านดีไซน์สวยแล้ว ยังมีเฟอร์นิเจอร์ดีไซน์เก๋ แถมยังมีฟังก์ชันการใช้งานที่คุ้มค่าและหาดูได้ยากอยู่ในงานนี้ด้วย จะมีเฟอร์นิเจอร์ล้ำๆอะไรบ้าง ตามไปดูกัน

เตียงนอนไม่ได้นอน

รู้ไหมว่า เตียงนอนสีสวย ดีไซน์น่ารักแบบนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เตียงนอนน่ารักๆเท่านั้นแต่ เรายังสามารถปรับเปลี่ยนเจ้าตัวนี้จากเตียงนอน ไปเป็นโซฟาต้อนรับแขก เป็นที่นอนเสริมสำหรับเพื่อนที่มานอนบ้าน หรือจะทำเป็นมุมนอนดูหนังสำหรับคนในบ้าน ความดีงามของเฟอร์นิเจอร์ตัวนี้คือ ไม่ต้องใช้พื้นที่มาก แต่สามารถใช้งานได้สารพัดประโยชน์ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบแต่งเฟอร์นิเจอร์เยอะๆในบ้าน  และยังเหมาะกับบ้านหรือห้องที่มีพื้นที่จำกัด

รวมความสุขไว้ในที่เดียว

เตียงนอนที่เป็นมากกว่าเตียงนอน หากใครเป็นคนชอบความล้ำสมัย นวัตกรรมที่ช่วยทำให้ชีวิตของเราสะดวกและง่ายขึ้น เฟอร์นิเจอร์เตียงตัวนี้จะเป็นคำตอบที่ดีมากๆ เพราะนอกจากจะเป็นที่นอนแล้ว เตียงชุดนี้ยังมีฟังก์ชันเสริมในเตียงอีกมากมาย เช่น โต๊ะเล็กที่ติดมากับเตียง ลำโพงที่สามารถเปิดเพลงฟังในเวลานอนได้ โดยไม่ต้องซื้อลำโพงเพิ่ม อยากประหยัดพื้นที่ด้วยการเก็บของต่างๆไว้ที่มุมเก็บของ หรือเก็บของสำคัญในตู้เซฟที่ซ่อนอยู่ในเตียง พิเศษสุดๆ ถ้าวันไหนรู้สึกเมื่อย ไม่ต้องไปที่ร้านนวดแล้วนะ เพราะเตียงตัวนี้มีฟังก์ชันนวดตัวให้นอนนวดสบายๆอยู่บ้านได้เลย

เก้าอี้อาม่า ที่ไม่ได้เป็นแค่เก้าอี้เท่านั้น

หลายคนคงคุ้นตากับเก้าอี้ไม้ สไตล์วินเทจ ที่ไม่ได้เป็นแค่เพียงเก้าอี้นั่งทั่วไปเท่านั้น แต่ปัจจุบันเก้าอี้อาม่านี้ สามารถพลิกโฉมตัวเองให้เป็นเฟอร์นิเจอร์หลากหลายการใช้งานได้ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้นั่งพัก โซฟาสำหรับอาม่า ที่นอนสำหรับแม่ที่ไม่ชอบนอนเบาะนุ่มๆ แต่ชอบพื้นแข็งๆเพราะจะได้ไม่ปวดหลัง หรือหลายๆบ้านก็ทำเป็นโต๊ะวางของด้วยเลย เห็นไหมว่า เก้าอี้อาม่าตัวนี้เป็นได้มากกว่าที่คุณคิด

ยกโรงหนังมาไว้ที่บ้านกันเถอะ

ใครที่รักการดูหนัง ไปดูหนังเป็นชีวิตจิตใจ แนะนำโซฟาโรงหนังตัวนี้ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจของคุณ ด้วยดีไซน์เบาะที่คล้ายกับเก้าอี้โซฟาในโรงภาพยนตร์ แถมยังมีฟังก์ชันที่วางแก้วอยู่บริเวณที่วางแขน ขนาบสองข้างของเบาะนั่ง และยังมีฟังก์ชันที่สามารถดึงเบาะออกจากบริเวณที่นั่งเพื่อทำเป็นที่นอน หรือเรียกว่า โซฟาเบด ได้นั่นเอง

เตียงหลากดีไซน์ ประหยัดพื้นที่

ใครจะรู้ว่า เตียงนอนธรรมดาๆ ขนาดสำหรับนอนคนเดียว แต่แอบมีฟังก์ชันน่ารักๆ ที่สามารถทำให้นอนได้อีกหลายคน เพียงแค่เราดึงที่นอนด้านล่างออกมา เราก็จะได้ที่นอนเพิ่มขึ้น และสามารถเก็บเข้าที่ได้ ทำให้เรามีพื้นที่ไว้นั่งทำกิจกรรม นอนเล่น นอนอ่านหนังสือข้างเตียงได้อีก บ้านไหนมีพื้นที่จำกัด แต่มีจำนวนคนในบ้านเยอะ เลือกเตียงสองชั้นดีไซน์เก๋มาไว้ในบ้านของเรากัน นอกจากจะประหยัดพื้นที่แล้ว ยังสามารถแบ่งให้คนอื่นนอนได้ด้วยนะ

เฟอร์นิเจอร์ในงานที่นำมาแนะนำให้วันนี้ เป็นเพียงเฟอร์นิเจอร์ส่วนหนึ่งในงาน Furniture Fair เท่านั้น ในงานยังมีเฟอร์นิเจอร์อีกมากมายที่น่าสนใจ และเรายังสามารถออกแบบเฟอร์นิเจอร์ต่างๆได้ตามความต้องการของเรา แต่หากใครที่พลาดงานนี้ไปไม่ต้องเสียใจนะคะ เฟอร์นิเจอร์สวยๆ ดีไซน์เก๋ หลากฟังก์ชันยังมีให้เลือกอีกมากมายใน Kaidee ลองเข้ามาดูสิ เรามีเฟอร์นิเจอร์ดีๆ หลากหลายชนิด ให้เลือกแบบครบครันเลยแหละ

Staycation คืออะไร เทรนด์ใหม่ในปี 2021

Staycation คืออะไร เทรนด์ใหม่ในปี 2021

สมัยนี้มีเทรนด์ใหม่ๆเกิดขึ้นมาเยอะแยะมากมาย บางเทรนด์ก็เป็นกระแสในช่วงสั้นๆ แต่บางเทรนด์ก็เกิดขึ้นมานานแล้วแต่กลับมาเป็นกระแสใหม่อีก เช่นเทรนด์ Staycation เพราะในช่วงที่เราเที่ยวไหนไกลๆแบบต่างประเทศไม่ได้ เที่ยวต่างถิ่นก็ไม่สบายใจเรื่องโรคต่างๆ การเที่ยวไม่ไกลแต่ไปย้ายที่ไปพักกายพักใจก็เป็นเรื่องที่ดี และเหมาะสมที่สุดกับการเที่ยวในช่วงนี้

อะไรคือ Staycation  

เทรนด์ Staycation นี้แท้จริงแล้วเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 2008 ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งในปีนั้นอเมริกาประสบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทำให้การใช้เงินของแต่ละบ้าน แต่ละครอบครัวนั้นลดน้อยลง และทุกคนต่างรัดเข็มขัดกันอย่างแน่นหนา

นอกจากนี้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมของอเมริกาในตอนนั้นก็เป็นหนึ่งในปัญหาที่ผู้คนต่างตระหนัก ยิ่งทำให้การเดินทางท่องเที่ยวลดน้อยลงไปอีก เพื่อลดมลภาวะและให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟู 

จนเกิดเทรนด์ Staycation ที่ช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนต่อได้ และให้ความเครียดของคนลดน้อยลง โดย Staycation นี้จะเป็นการเที่ยวใกล้ๆ โดยสามารถเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ไปยังสถานที่ในตัวเมือง รอบๆเมือง รวมถึงปริมณฑล และจะกลับมานอนที่บ้านหรือไปพักโรงแรมในละแวกนั้น เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ

Staycation ดีอย่างไร

การเที่ยวแบบง่ายๆ ใกล้ๆ หลายคนคงคิดว่าคงไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย แต่แท้จริงแล้วมีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ถึงระดับสังคมก็ว่าได้เลยทีเดียว 

1.ช่วยลดความเครียด

แน่นอนว่าทุกการท่องเที่ยวนั้นจะช่วยลดความเครียดของเราเสมอ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกล แต่การเที่ยวแบบ Staycation นี้จะทำให้เราไม่ต้องคอยกังวลเรื่องการเดินทางต่างๆ รวมถึงการได้มาเที่ยวมาดูสถานที่ใกล้ๆที่อยู่อาศัยของเรา จะทำให้เราได้รู้จักกับที่นั้นๆเพิ่มมากขึ้น และอาจเจอที่พักใจดีๆหรือร้านลับประจำตัวใกล้บ้านก็เป็นได้นะ 

2.ช่วยลดมลภาวะ

การเที่ยวแบบ Staycation มักจะเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะต่างๆ เช่น รถตู้ รถเมล์ เพราะด้วยระยะทางใกล้ๆ จะทำให้ลดมลภาวะเรื่องฝุ่นควันที่ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมได้ แม้ว่าในข้อนี้อาจจะดูเล็กน้อย แต่หากคุณลองนึกภาพตามว่าถ้ามีคน Staycation กันมากขึ้น มลภาวะก็จะยิ่งลดลงตามไปด้วย  

3.ช่วยเศรษฐกิจภาคท้องถิ่น

การเดินทางไปท่องเที่ยวแบบ Staycation นอกจากได้ความเพลิดเพลิน ลดความเครียดและลดมลภาวะแล้ว ยังช่วยด้านเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น เช่น กลุ่มร้านค้า ร้านอาหารท้องถิ่นเล็กๆที่ค้าขายอยู่ในบริเวณนั้น และจะส่งผลให้การค้าขายในบริเวณนั้นๆดียิ่งขึ้น และสิ่่งที่ตามมาคือการที่มีร้านค้าเพิ่มมากขึ้น และจะดึงดูดผู้คนให้มาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

4.ประหยัดเงิน

Staycation ใช้เงินค่อนข้างน้อยกว่าการเที่ยวทั่วไป เพราะเราไม่ได้ไปที่จุดท่องเที่ยวโดยเฉพาะที่สินค้าของใช้และอาหารมีราคาสูงกว่าปกติ ทำให้เราประหยัดงบด้านของกิน ที่พัก และค่าเดินทางได้ 

5.ไม่ต้องจัดตารางให้ยุ่งยาก

การเที่ยวใกล้ๆนั้น บางทีอาจเป็นโอกาสที่ดีในการได้ไปสถานที่ใกล้ๆบ้านที่เราไมไ่ด้ไปมานานแล้ว ซึ่งจะทำให้เราไม่ต้องจัดตารางให้ยุ่งยาก เพียงแค่แพลนไว้ในหัวว่าวันนี้จะไปที่ไหน หรืออยากจะเดินไปเรื่อยๆ เจอที่ไหนน่าสนใจ ก็หยุดที่นั่นได้  

ทำไมยุคนี้ถึงเหมาะกับการ Staycation

ตามจริงแล้วไม่ว่าจะก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤตโควิด-19 การ Staycation ก็เหมาะกับทุกคนและทุกยุคอยู่แล้ว เพราะเชื่อว่าหลายๆคนที่อาจไม่ได้มีงบประมาณมากในการเที่ยวต่างประเทศ ก็สามารถเริ่มต้นการ Staycation ก่อนได้ เพราะใช้งบประมาณไม่มาก รวมถึงเวลาในการเตรียมตัวสั้นๆก็เที่ยวได้ 

หรือหากคุณเป็นคนที่มีเวลาน้อย หยุดทั้งทีไม่อยากไปไหนไกล  การได้เที่ยวแบบ Staycation ก็ช่วยประหยัดเวลาการเดินทางให้กับคุณได้ โดยไม่เสียอารมณ์การผ่อนคลายเลย

ทำอะไรบ้างถึงจะเรียก Staycation  ได้นะ

Staycation จะหมายถึงการไปเที่ยวใกล้ๆบ้านหรืออยู่ในบ้านก็ได้นะ ขึ้นอยู่กับเราว่าอยากจะเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจรูปแบบไหน 

1.ไปสวนสาธารณะใกล้บ้าน

สถานที่ง่ายๆสำหรับการเที่ยวแบบ Staycation คือออกไปสวนสาธารณะ เดินเล่น ปั่นจักรยาน ปั่นเรือเป็ด ให้อาหารปลา แล้วก็นั่งกินลมชมวิวรับอากาศบริสุทธิ์ที่นานๆจะได้รับที ซึ่งการไปสวนสาธารณะนี้จะช่วยให้เราได้เพลิดเพลิน รวมถึงการได้อยู่กับต้นไม้ใบหญ้า ธรรมชาติต่างๆก็จะทำให้เราได้รู้สึกผ่อนคลายจากการทำงานและชีวิตที่วุ่นวาย 

2.ไปพิพิธภัณฑ์ สวนสนุก สวนสัตว์ หอศิลป์ ฯลฯ 

นอกจากสวนสาธารณะแล้ว พิพิธภัณฑ์ สวนสนุก สวนสัตว์ หอศิลป์ รวมถึงคาเฟ่ร้านกาแฟใกล้บ้าน ก็เป็นสถานที่ที่เราอาจหลงลืมไปว่ามันมีอยู่และอาจเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจเราชั้นดี โดยที่ไม่ต้องเดินทางไปไกลๆเลย 

3.ไปย่านที่ไกลจากบ้านสักนิดแล้วพักโรงแรมแถวนั้น

ลองนั่งรถโดยสารไปไกลอีกสักนิด ไปยังย่านใหม่ๆที่ไกลจากบ้านไปหน่อย จากนั้นหาที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว แล้วลองเที่ยวลองดูการใช้ชีวิตของผู้คนแถวนั้น รวมถึงลองชิมอาหารจากร้านต่างๆในละแวกนั้น ไม่แน่คุณอาจเจอร้านเด็ดประจำใจ้านใหม่ของคุณก็ได้

4.ดูหนัง 

หาก Staycation ของคุณไม่ได้รู้สึกอยากออกไปไหนข้างนอก ก็สามารถเปลี่ยนมาอยู่บ้านดูหนังหรือซีรีส์ที่อยู่ใน Watchlist ของคุณได้ ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ออกไปไหนก็ถือเป็น Staycation รูปแบบหนึ่งได้ 

5.อยู่บ้านออกกำลังกาย

นอกจากดูหนังชิลๆที่บ้านแล้ว สามารถใช้เวลาใน Staycation มาออกกำลังกายในบ้านได้ เช่น การเล่นโยคะ วิ่งจ๊อกกิ้ง แอโรบิค เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นได้

สรุป

Staycation มีประโยชน์มากมายทั้งกับตัวเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าจะเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่ว่าจะผ่านมานานแค่ไหนเทรนด์นี้ก็ยังนำมาใช้ใหม่ได้เสมอ และยิ่งในยุคที่ทุกคนต่างเจอปัญหาเดียวกัน ทั้งเศรษฐกิจ โรคภัยและความวุ่ยวายในสังคม Staycation จึงเป็นเทรนด์ที่เหมาะสมมากๆกับคนไทยในยุคนี้ ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ลอง Staycation ดูสักทีก็ได้นะ คุณอาจจะติดใจก็ได้ ส่วนใครอยู่บ้านแล้วเบื่อๆ ลองเปิด Kaidee ดู อาจเจอของใช้ดีๆ ช้อปปิ้งไปไว้ที่บ้านก็ได้นะ

5 พันธุ์นกแก้วเลี้ยงง่าย สอนพูดได้อีกด้วย

5 พันธุ์นกแก้วเลี้ยงง่าย สอนพูดได้อีกด้วย

สัตว์เลี้ยงสมัยนี้มีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะหนู หมู แมว สุนัขหรือสัตว์เลี้ยงที่เพิ่งมานิยมใหม่ๆ เช่น งู กิ้งก่า แมงมุม ชูการ์ไกรเดอร์เป็นต้น ซึ่งหลายคนอาจลืมไปว่านกก็เป็นสัตว์ที่น่าเลี้ยงมากๆชนิดหนึ่ง แถมยังฉลาด เชื่อง และน่ารักมากๆอีกด้วย  ซึ่งหนึ่งในพันธุ์นกที่คนนิยมเลี้ยงนั่นคือ นกแก้ว

5 สายพันธุ์นกแก้วน่าเลี้ยง

นกแก้วมีสายพันธุ์มากมายจากหลากหลายท้องถิ่น ซึ่งแต่ละสายพันธุ์นั้นก็มีขนาด สีของขน รวมถึงลักษณะนิสัยที่ต่างกัน ซึ่งหากพูดถึงนกแก้ว เราอาจนึกถึงนกแก้วมาคอร์เพียงอย่างเดียว แต่ตามจริงนั้นยังมีชนิดอื่นที่น่าเลี้ยงอีกมากมาย เรายกมา 5 ชนิดที่สุดน่ารักและแสนฉลาด ตามนี้เลย

1.ค๊อกคาเทล

พันธุ์แรกที่ยกมานี้ ไม่ว่าจะไปตลาดสัตว์เลี้ยงที่ไหนก็มักเจออยู่บ่อยๆในหลายๆร้าน เพราะเป็นพันธุ์ที่มีทั้งความน่ารักและความเชื่อง แถมยังมีเอกลักษณ์คือแก้มสีส้มหน้าสีเหลืองที่ครองใจใครหลายๆคน 

ค๊อกคาเทลเป็นนกแก้วสายพันธุ์ขนาดเล็ก สีที่มักพบบ่อยๆคือสีเทา สีเหลืองและสีขาวเผือก ซึ่งบริเวณใบหน้านั้นปกติจะเป็นสีเหลืองและมีแก้มสีส้ม ค๊อกคามีลักษณะนิสัยชอบเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน เข้ากับมนุษย์ได้ง่าย แต่อาจตกใจได้ง่ายมากในเวลากลางคืนที่ไม่มีแสงไฟ ดังนั้นควรมีแสงไฟอ่อนๆให้เขายังพอมองเห็น และให้อยู่ในที่เงียบ

การเลี้ยงดูค๊อกคาเทลนั้น หากต้องการความเชื่องและอยากฝึกให้ร้องหรือพูดตามได้บ้าง แนะนำให้เลี้ยงตั้งแต่ช่วงวัยเด็ก เพราะจะจดจำและผูกพันกับเจ้าของได้ดียิ่งขึ้น และเจ้าของควรมีเวลาให้กับเขามากๆ การฝึกให้พูดตามนั้น ค๊อกคาเทลอาจพูดได้ไม่ชัดมากนัก แต่หากพูดเป็นคำสั้นๆ เป็นเพลงท่อนสั้นๆ เขาจะสามารถจดจำและร้องตามได้ แต่ไม่ควรไปเปิดให้เขาฟังซ้ำๆทั้งวันทั้งคืนล่ะ เพราะนั่นจะกลายเป็นการทรมานเขาแทน

เรื่องอาหารของค๊อกคาเทลนั้นจะเป็นเมล็ดพืชและผักใบเขียวต่างๆเช่น เมล็ดทานตะวัน ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ไม่ควรให้กินอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเวลานานๆ ควรให้กินหลายๆอย่างเพื่อจะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน ไม่ควรให้กินเม็ดของผลไม้ อะโวคาโด ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์และคาเฟอีน รวมถึงน้ำตาลและขนมที่ไขมันสูง

พื้นที่ในการเลี้ยงนั้นแนะนำว่าควรมีกรงขนาดใหญ่กำลังดีในแบบที่เวลาเขาหันไปหันมาแล้วหางไม่เกี่ยวกับกรง และควรมีที่เกาะเช่นขอนไม้ วางไว้นอกกรงปล่อยให้เขาได้ออกมาเดินมาเกาะ และหากมีของเล่นให้เขาได้เดินเล่น บินหรือกระโดดไปมาจะยิ่งดี เพราะยิ่งทำให้ค๊อกคาเทลยิ่งมีความสุข

2.แอฟริกันเกรย์ (African Grey)

แอฟริกันเกรย์ นกแก้วขนาดกลางสายพันธุ์จากแอฟริกา มีอายุยืนได้ถึง 40 – 60 ปี ซึ่งมันถูกยกให้เป็นนกแก้วที่ฉลาดที่สุดในโลก จนขนาดเกิดวลี “นกไอน์สไตน์” เพราะด้วยความฉลาดที่สามารถเรียนรู้และจดจำการพูดตามได้ ทำให้เป็นนกที่มีแต่คนอยากเลี้ยงเป็นอันดับต้นๆในสายพันธุ์นกแก้ว 

ลักษณะนิสัยของเจ้านกพันธุ์นี้เป็นนกที่ชอบสังคมมากๆ เพราะตามธรรมชาติเขามักจะอยู่ด้วยกันเป็นฝูง แต่ก็เป็นนกที่มีความ Sensitive มาก หากมีสิ่งเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆในการใช้ชีวิตก็อาจทำให้เกิดอาการเครียดได้ การเลี้ยงดูนั้นเราอาจต้องใส่ใจกับเขามากสักหน่อย เนื่องจากเป็นนกที่ติดมนุษย์มากและชอบเรียก ชอบเล่นอยู่บ่อยๆ แต่เจ้าแอฟริกันเกรย์นั้นก็ไม่ชอบให้ใครมาจับหรือแตะตัวแรงๆ เพราะอาจทำให้เขาเจ็บได้ 

หากต้องการฝึกให้เขาพูดได้นั้น ควรฝึกตั้งแต่วัยเด็ก ด้วยการฝึกให้พูดคำสั้นๆทีละคำ หรือเป็นทำนองสั้นๆ และตามผลการวิจัยนั้นนกแอฟริกันเกรย์สามารถเข้าใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาได้อีกด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยว่าทำไมคนถึงอยากเลี้ยงเจ้านกพันธุ์นี้ 

 อาหารที่เขาชอบนั้นจะเป็นเมล็ดพืช ผลไม้ เบอร์รี่และผักต่างๆ ส่วนอาหารที่ไม่ควรให้กินนั้นคือกาเฟอีน ช็อกโกแลต แอลกอฮอล์ ลูกพลัม พีช มะเขือ มันฝรั่ง อะโวคาโด เป็นต้น

3.นกซันคอนัวร์

นกแก้วขนาดกลางที่มีสีสันสดใส เป็นพันธุ์ที่พบได้ง่ายในตลาดสัตว์เลี้ยงเช่นเดียวกับค๊อกคาเทล โดยซันคอนัวร์นี้เป็นนกแก้วที่มีความฉลาด ขี้เล่น เป็นมิตร และเลี้ยงง่าย อยู่ด้วยกันได้หลายๆตัว แต่สิ่งหนึ่งที่เจ้าของที่กำลังจะตัดสินใจซื้อไปเลียงจะต้องเตรียมตัวให้ดีนั้นคือเรื่องเสียงร้องที่ดังของมัน 

นกซันคอนัวร์นี้มีอายุยืนได้ถึง 15-30 ปี ซึ่งเป็กนกที่ต้องการความใส่ใจเป็นอย่างมาก เพราะด้วยการเป็นนกที่ชอบสังคม หากใครที่ต้องการนกมาเลี้ยงเป็นเพื่อนคู่ใจที่อยู่กันได้ตลอดเวลานั้น สายพันธุ์นี้ถือว่าเหมาะมากๆ แต่บางครั้งหากไปอยู่ใกล้เด็กๆอาจต้องระวังเวลาที่เขาจะแทะหรือกัดเพื่อเป็นการเข้าหา และจะงอยปากของเขาอาจจะคมได้  

อาหารที่นกซันคอนัวร์ชอบนั้นจะเหมือนกับนกแก้วทั่วไปนั่นคือเมล็ดพืช อัลมอนด์ วอลนัท ผักใบเขียวและผลไม้ต่างๆ ส่วนเรื่องการพูดของมันนั้นอาจพูดได้ไม่เก่งนัก จะเป็นการจำทำนองหรือเสียงคล้ายๆแทนเสียมากกว่า แต่เรื่องความฉลาดนั้น นกซันคอนัวร์นี้สามารถฝึกได้มากมาย

4.นกแก้วโม่ง

นกแก้วโม่งเป็นนกประจำถิ่นหายากและถือเป็นสัตว์คุ้มครอง ตัวของนกแก้วโม่งมีขนาดกลาง ที่มีขนสีเขียว จะงอยปากสีแดง บริเวณคอจะมีขนสีแดงคล้ายเป็นวงแหวนคล้องรอบคอ มีอายุยืนได้มากกว่า 30 ปี  นกแก้วโม่งนั้นเป็นนกที่มีความฉลาดมาก สามารถเรียนรู้และฝึกให้พูดตามเสียงต่างๆได้ 

ตามธรรมชาติแล้วนกแก้วโม่งมักอยู่กันเป็นฝูงและมักมีเสียงร้องพูดคุยอยู่เสมอ ดังนั้นใครที่ซื้อไปเลี้ยงก็ควรพิจารณาให้ดี เตรียมพื้นที่ให้พร้อม ระวังเสียงอาจจะดังไปรบกวนเพื่อนบ้านได้ และการเลี้ยงนั้นอาจต้องระวังจะงอยปากของมันสักหน่อย เพราะจะงอยที่ใหญ่และมีไว้แทะเปลือกไม้ต่างๆ อาจกัดจนบาดมือบาดเนื้อได้ 

ส่วนเรื่องอาหารของนกแก้วโม่งนั้นคือเมล็ดพืช ธัญพืช ผัก และผลไม้ แต่สิ่งสำคัญคือผลไม้ ควรเลือกชนิดที่ไม่มีน้ำตาลมากเกินไป เช่น แอปเปิ้ล กล้วย เป็นต้น 

5.นกแก้วอิเลคตัส

นกแก้วอิเลคตัสเป็นสายพันธุ์แสนรู้ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีขนสีสันสดใส สีที่เห็นบ่อยๆคือ สีแดงส้มปนม่วงน้ำเงิน และสีเขียวปนส้ม สามารถมีอายุยืนได้ตั้งแต่ 30 ถึง 50 ปี อาหารของนกอิเลคตัสนั้น สามารถให้กินธัญพืชพวกถั่วเหลืองถั่วแดงได้ และผักผลไม้ต่างๆเช่นเดียวกับที่นกแก้วพันธุ์อื่นสามารถกินได้ 

การเลี้ยงนกอิเลคตัสนั้นต้องมีกรงและมีพื้นที่ กรงอาจจะต้องมีขนาดที่ใหญ่หน่อย เพราะหากอยู่ในที่แคบๆเล็กๆ จะทำให้เขารู้สึกอึดอัดและไม่มีความสุขได้ และนกพันธุ์นี้ก็เหมาะกับการเลี้ยงกับลูกๆหรือเด็กๆอีกด้วย เพราะตามธรรมชาติแล้วนกอิเลคตัสมีนิสัยขี้เล่นแต่ไม่ส่งเสียงดังและไม่ชอบสิ่งแวดล้อมที่มีเสียงดัง ซึ่งเขามักจะทำโน่นทำนี่อยู่เสมอ เราสามารถใส่ใจเขาด้วยการหาของเล่นให้เขาได้กัดได้เล่นเพื่อให้มีความสุขมากขึ้นได้

นกอิเลคตัสมีความฉลาดและสามารถพูดได้เก่งเช่นเดียวกับพันธุ์แอฟริกันเกรย์ สามารถฝึกให้เชื่องกับเราและสั่งให้ทำตามบางอย่างได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่นกอิเลคตัสจะมีราคาสูงในตลาด 

วิธีการเลี้ยงนก

1.เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม

การเลี้ยงนกแม้ว่าจะดูเหมือนเป็นสัตว์ขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องเตรียมอุปกรณ์หลายชิ้นเช่นกัน 

อุปกรณ์เลี้ยงนก

  • กรงนก
  • แผ่นรองกรง 
  • ภาชนะอาหารและน้ำ
  • ขอนไม้หรือที่ให้นกยืน
  • ภาชนะสำหรับอาบน้ำ
  • ของเล่นต่างๆ

2.พื้นที่

การเลี้ยงนกไม่ใช่ว่าแค่มีกรงก็สามารถเลี้ยงได้ แต่เราควรมีพื้นที่ให้เขาได้เดิน ได้โผบินบ้าง เพราะนกบางชนิดก็มีความ Sensitive และอาจรู้สึกอึดอัดกับสิ่งแวดล้อมที่แคบๆได้ง่าย 

3.มีเวลาให้กับเขามากๆโดยเฉพาะช่วงลูกป้อน

ความน่ารักและสวยงามของสีสันบนตัวนกนั้นอาจทำให้เราลืมไปว่านกก็เป็นสัตว์ที่ไม่สบายได้ง่ายเช่นเดียวกัน ยิ่งเมื่อเรานำมาเลี้ยงในช่วงวัยลูกป้อน การดูแลยิ่งต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะร่างกายในช่วงนั้นจะยังไม่แข็งแรงมาก หากเจอเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกเข้าไปสู่ร่างกาย ผ่านการกินอาหารก็อาจทำให้ตายได้ และเมื่อโตขึ้นแล้วก็ยังต้องดูแลเขาด้วยเช่นกัน เล่นกับเขาบ่อยๆ อย่าลืมเรื่องการอาบน้ำทำความสะอาดและอาหารที่มีประโยชน์ 

สรุป

นกแก้วถือเป็นหนึ่งในนกหลายชนิดที่มีความฉลาดและมีความสวยงาม จนกลายเป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมของผู้คน นกพูดได้ก็กลายเป็นหนึ่งในไวรัลของสังคม การฝึกฝนให้เขาพูดเป็นและทำสิ่งต่างๆได้ต้องใช้เวลาเสมอ อย่าไปบังคับหรือทรมานเขาตลอดทั้งวันหรือหลายๆชั่วโมง  

การเลี้ยงดูก็เช่นกัน ต้องอย่าลืมดูความพร้อมตัวเราเองเสมอ ทั้งด้านการเงิน พื้นที่ และเวลา ซึ่งถ้าหากคุณเตรียมตัวดีมีความพร้อมที่จะเลี้ยงแล้ว ยังหาซื้อลูกป้อนนกไม่ได้ มาดูที่ Kaidee ของเราก่อนเลย มีหมวดมากมาย รวมถึงหมวดสัตว์เลี้ยง ที่ช่วยให้คุณได้เจอกับเพื่อนคู่ใจได้ ลองเข้ามาดูก่อนได้เลย

เส้นทางใหม่แห่งยานยนต์ เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่ทุกคนรอคอย

เส้นทางใหม่แห่งยานยนต์ เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับที่ทุกคนรอคอย

เราอาจจะเคยได้เห็นในโลกภาพยนตร์ ที่ตัวเอกผละมือออกจากพวงมาลัย เปิดโหมดไร้คนขับให้กับรถของเขา ก่อนหยิบปืนที่แนบข้างกายขึ้นมา พร้อมเอนตัวออกนอกหน้าต่างไปยิงต่อสู้กับเหล่าร้ายที่ขับเบียดเข้ามาทั้งซ้ายและขวา ในขณะที่รถของตัวเอกยังขับไปตามท้องถนนอย่างรวดเร็ว และยังสามารถหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้เองอีกด้วย

จะไม่ได้เป็นแค่ฉากในภาพยนตร์อีกต่อไป

ผมอยากจะบอกว่า ภาพเหล่านี้กำลังจะออกมาโลดแล่นในโลกแห่งความเป็นจริงครับ ผมไ่ม่ได้หมายถึงการที่ใครสักคนจะมายิงเหล่าร้ายกลางถนนหรอกนะครับ แต่ผมหมายถึงรถยนต์ไร้คนขับ (Self-Driving Cars) ที่ตอนนี้ ขยับเข้าใกล้ความจริงไปทุกขณะแล้วต่างหาก

วันนี้ผมจึงอยากนำเสนอเรื่องราวเล็กน้อยเกี่ยวกับความคืบหน้าของ 3 แบรนด์ยนตรกรรม ที่ตอนนี้ พวกเขาพร้อมเหลือเกินในการส่งรถยนต์ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดังกล่าวเข้าสู่ตลาด แต่จะเป็นแบรนด์อะไรกันบ้าง และจะล้ำยุคขนาดไหน ตามผมมาเลยครับ

Mercedes-Benz และรถยนต์คลาส S

บริษัทรถยนต์สัญชาติเยอรมันอย่างเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz) ประกาศการส่งไพ่ไม้ตายของพวกเขาอย่าง เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ลงตลาดการแข่งขัน พร้อมฟังก์ชันชูธงอย่างระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันได้ (Adaptive Cruise Control) ซึ่งมาพร้อมกับความสามารถของตัวรถที่เปลี่ยนเลนการขับขี่และรักษาศูนย์กลางการขับได้อัตโนมัติเลยทีเดียว

รถยนต์เบนซ์ ขับเอง ไร้คนขับ
รถยนต์คลาสเอส คลาสที่จะเป็นรุ่นแรกของรถยนต์ไร้คนขับจากเมอร์เซเดส-เบนซ์

หากแค่นั้นยังไม่พอ ลองมาฟังคุณสมบัติของ เมอร์เซเดส-เบนซ์ คลาสเอส ที่มีเทคโนโลยีไร้คนขับระดับ 3 (Level 3 automated driving) กันครับ ด้วยเทคโนโลยีนี้จะทำให้เราไม่ต้องจับพวงมาลัย “ตลอดเวลา” เพราะตัวรถมาพร้อมกับเซนเซอร์รอบทิศและแผนที่แบบพร้อมสรรพ ผู้ขับขี่สามารถปล่อยมือไปทำอย่างอื่นได้เลย โดยรถจะขับเองด้วยความเร็วไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อาจจะฟังดูช้าไปสักหน่อยสำหรับสิงห์นักเหยียบ แต่ก็เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนนนั่นเอง

แต่เอาให้ผ่านกฎหมายเสียก่อน

ถึงแม้ว่าจะมีตัวเทคโนโลยีมารอให้ใช้กันแล้ว แต่ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็จำเป็นต้องเข้าหารือกับรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ เพื่อปรึกษาความเป็นไปได้ในการออกกฎหมายการใช้เทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับนี้ โดยทางเมอร์เซเดส-เบนซ์คงคาดหวังให้กฎหมายดังกล่าวได้รับการรับรองโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะเข็นรถออกมาขายกันภายในปลายปีหน้า (ปลายปี พ.ศ. 2564) แต่หลายสื่อก็ฟังธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่น่าพลาดแต่อย่างใดครับ

Tesla ของลูกพี่อีลอน มัสก์ และระบบ Autopilot

ทางด้านแบรนด์นวัตกรรมเทสลา (Tesla) ของลูกพี่ใหญ่อย่างอีลอน มัสก์ (Elon Musk) ก็ไม่น้อยหน้า (เขาก็ไม่เคยน้อยหน้าใครอยู่แล้ว) เพราะแบรนด์เทสลาพึ่งประกาศว่าระบบออโต้ไฟลอต ที่พัฒนาและปรับปรุงโดยเทสลาเองนั้น พร้อมที่จะนำมาติดตั้งในยานยนต์เต็มที่

ระบบออโต้ไฟลอตนี้จะช่วยให้รถเทสลาควบคุมและปรับเปลี่ยนความเร็วได้เองโดยอัตโนมัติ หลายฝ่ายจึงคาดการณ์ว่าระบบนี้อาจนำไปสู่เทคโนโลยีอีกระดับ นั่นคือการขับขี่โดยอัตโนมัติ สมชื่อระบบออโต้ไพลอตนั่นเอง แถมทางเทสลายังขิงอีกว่า เทคโนโลยีนี้พร้อมออกมาให้ลูกค้าได้ใช้กันภายในต้นปีหน้าแล้ว ลูกพี่ไม่เคยน้อยหน้าใครจริงๆ

รถยนต์ไร้คนขับ เทสลา ขับเอง
แค่ภาพก็ไม่ต้องอธิบายต่อแล้วมั้ง

General Motors กับเทคโนโลยี Hands-free Driving

เจ้าสุดท้ายที่ถึงแม้จะมาช้าไปเสียหน่อย แต่ก็มาพร้อมกับคุณภาพ แถมปริมาณให้อีกด้วยกับเจเนอรัล มอเตอร์ส (General Motors) แบรนด์ยนตรกรรมที่อยู่เบื้องหลังรถดังอย่างเชฟโรเลตและคาดิแลค พวกเขาลงทุนตั้งทีมพัฒนาระบบการขับขี่แบบแฮนด์ฟรี (Hands-Free Driving) ภายใต้ชื่อสุดหรูว่าซุปเปอร์ครูส (Super Cruise) ซึ่งเป็นทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติและระบบรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกันไปในตัว

ระบบที่ว่านี้จะช่วยสร้างมิติของการใช้รถให้ล้ำยุคมากขึ้น นอกจากความสามารถในการรักษาความปลอดภัยผ่านซอฟต์แวร์ทันสมัยที่อัปเดตได้ตลอดอายุการใช้งานแล้ว รถที่มีเทคโนโลยีซูปเปอร์ครูสจะยังมีระบบการขับขี่อัตโนมัติบนทางด่วนและไฮเวย์อีกด้วย โดยในอนาคต เหล่าทีมพัฒนาคาดหวังว่าผู้ใช้จะสามารถขับขี่อัตโนมัติได้ในทุกพื้นที่ ทุกท้องถนนเลยทีเดียว

เจเนอรัล มอเตอร์สจะใส่เทคโนโลยีที่ว่านี้ลงในรถทั้ง 23 รุ่นที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา ซึ่งกว่ารถทั้งหมดจะออกสู่ท้องตลาด ก็คงเป็นช่วงปลายปี 2566 เลย

เชฟโรเลต หนึ่งในแบรนด์ที่จะได้รับอานิสงส์ของเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ

อนาคตแห่งยานยนต์อยู่ไม่ไกล

เห็นอย่างนี้แล้ว พวกเราก็ได้แต่ตื่นเต้นกันนะครับ ที่เราจะได้เห็นอีกฉากหนึ่งของโลกภาพยนตร์ออกมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงแบบนี้ ถึงแม้ว่ารถยนต์ไร้คนขับรุ่นแรกๆ จะยังต้องพึ่งคนคอยควบคุมอีกระดับอยู่ดี แต่ก็ถือเป็นก้าวแห่งการพัฒนาที่น่าติดตามมากเลยทีเดียว

หวังว่าพวกเราจะมีโอกาสได้นั่งอยู่บนเบาะคนขับ พร้อมพวงมาลัยที่ปราศจากมือของเราจับอยู่ ขับกินลมชมวิวไปอย่างชิลๆ ในเส้นทางของประเทศไทยในเร็ววันนะครับ