Dec 9, 2020 | บทความยานยนต์
อีกหนึ่งเทรนด์ที่กำลังมาแรงในปี 2020 และคาดว่าจะเป็นเทรนด์ใหม่ที่ยอดนิยมในยุคของเทคโนโลยี นั่นก็คือ นวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ที่มีการนำระบบไฟฟ้ามาใช้ในรถยนต์ อย่าง Hybrid, Plug-in Hybrid และ Electric Vehicle เป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนโดยมอเตอร์ไฟฟ้าแทนการใช้เครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้แบบสันดาป
Driving Assistant Professional
เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ล้ำสมัย ถูกใส่มาในระบบรถยนต์ของ BMW ที่จะช่วยให้การขับขี่ ง่าย สะดวก และช่วยเรื่องความปลอดภัยของผู้ขับขี่ได้มากขึ้นอีกด้วย
ระบบ Driving Assistant คืออะไร และมีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่มากแค่ไหน เราไปทำความรู้จักกันเถอะ
Euro NCAP คืออะไร เกี่ยวข้องอะไรกับ Driving Assistant Professional
Euro NCAP คือ องค์กรอิสระระดับนานาชาติที่ถูกจัดดตั้งขึ้นมาโดยสมาขิก เกิดจากการรวมตัวกันของสมาคมรถยนต์หลายๆประเทศ อย่างเช่น เยอรมนี, สเปน, ฝรั่งเศส, สวีเดน และอังกฤษ รวมถึงหน่วยงานสมาพันธ์รถยนต์นานาชาติ (FIA) และกลุ่มผู้ใช้รถในเยอรมนี ADAC เป็นหน่วยงานที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นอิสระจากบริษัทรถยนต์แก่ผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อรถยนต์ โดยเฉพาะในด้านความปลอดภัย
การทำงานของ EURO NCAP เป็นการกระตุ้นให้ผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรป หรือผู้ผลิตอื่นๆ ที่ต้องการเข้ามาทำตลาดในยุโรป ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย ด้วยการจัดการทดสอบรถยนต์ใหม่ และนำข้อมูลเหล่านี้เผยแพร่สู่สาธารณชนอย่างเป็นกลางเพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการซื้อรถยนต์ใหม่
ซึ่ง Euro NCAP มีการประเมินระบบ Driving Assistant โดยการทำ Driving Assistant Test 2020 เป็นการวัดมาตรฐานระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ดีที่สุดในปี 2020 ซึ่งมี 3 เจ้าใหญ่ๆ คือ Mercedes Benz, Audi และอีกหนึ่งแบรนด์ที่เรากำลังจะพูดถึงกันในบทความนี้ อย่าง BMW ได้รับการการันตีว่ามีระบบการช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ดีที่สุด จากเกณฑ์การวัดความสมดุลของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ และผู้ขับสามารถควบคุมระบบได้อย่างเป็นธรรมชาติ ง่ายต่อการควบคุมในกรณีฉุกเฉิน ซึ่ง BMW สามารถจัดการระบบทั้งสองอย่างได้อย่างสมดุล จึงได้รับความน่าเชื่อถือจาก Euro NCAP ในส่วนนี้ไป
Driving Assistant Professional คืออะไร
ระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ หรือ Driving Assistant Professional เป็นฟีเจอร์ใหม่ที่ถูกบรรจุอยู่ในรถยนต์ และกำลังจะกลายเป็นนวัตกรรมยอดนิยมในอนาคต ที่จะช่วยให้ผู้ขับขี่รถอย่างเราขับได้ง่ายและปลอดภัยมากขึ้น ด้วยระบบการรักษาความเร็วในการขับรถ ช่วยเปลี่ยนเลนถนน เว้นระยะจากรถคันหน้าและคันหลังเพื่อป้องกันอันตราย แต่ทุกอย่างยังคงต้องผ่านการตัดสินใจและการควบคุมของผู้ขับขี่อยู่
Driving Assistant Professional ช่วยผู้ขับขี่ได้อย่างไรบ้าง
ระบบเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทางจราจร (Lane Departure Warning)
ฟีเจอร์ Driving Assistant Professional ที่อยู่ในรถยนต์ BMW ข้อแรกที่จะถูกพูดถึง นั่นก็คือ ระบบแจ้งเตือน เมื่อรถยนต์ออกนอกเส้นทางจราจร หรือพูดง่ายๆนั่นก็คือ เมื่อเราขับรถทางไกล อาจจะเกิดกรณีที่เราหลับในได้ การมีระบบแจ้งเตือนเมื่อรถออกนอกเส้นทาง จะช่วยรักษารถของคุณให้อยู่ในระยะเลนที่ปลอดภัยลดอันตรายจากการที่รถคร่อมเลนหรือหลุดออกนอกเลนได้
ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ (Lane Change Warning)
ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติเป็นระบบที่ช่วยผู้ขับขี่ตรวจเช็ครถยนต์หรือสิ่งกีดขวางที่อยู่รอบๆรถ ก่อนการเปลี่ยนเลนแบบอัตโนมัติ เมื่อรถยนต์ของจุดอยู่ในจุดที่สามารถเปลี่ยนเลนได้ ระบบจะทำการตรวจเช็ครอบคัน หากรอบข้างของคุณปลอดภัยพร้อมเปลี่ยนเลน ระบบจะทำการเปลี่ยนเลนให้คุณอัตโนมัติ หรือเมื่อคุณจะทำการเปลี่ยนเลน ระบบนี้จะช่วยเตือนคุณเมื่อมีรถหรือสิ่งกีดขวางในจุดอับสายตา
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน (Adaptive Cruise Control with Stop & Go Function)
ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันจะทำการวัดระยะห่างของรถยนต์ เพื่อรักษาความปลอดภัยในการขับขี่บนท้องถนน โดยระบบการทำงานของ Adaptive Cruise Control with Stop & Go Function คือ ในขณะที่เราขับรถ ระบบจะทำการวัดระยะห่างระหว่างรถยนต์ของเรากับรถคันหน้า ให้มีระยะห่างกันมากพอที่จะไม่เกิดอันตราย หากใกล้เกินไประบบจะทำการแจ้งเตือนผู้ขับขี่ให้รักษาระยะห่างจากรถคันหน้า ระบบนี้จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่ ในกรณีที่รถคันหน้าหยุดเบรก ระบบจะทำการเบรกรถอัตโนมัติ และจะเคลื่อนรถอีกครั้ง หลังจากมีการเคลื่อนที่ของรถคันหน้า ในระยะห่างที่ปลอดภัย
ระบบช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Camera)
อีกหนึ่งระบบที่จะช่วยลดอันตรายจากการขับรถให้กับผู้ขับขี่เช่นคุณ คือ กล้องตรวจจับภายในรถยนต์ ที่จะช่วยตรวจจับว่าผู้ขับขี่ยังคงโฟกัสมองกล้องอยู่หรือไม่ เพื่อแจ้งเตือนให้ผู้ขับขี่กลับมาโฟกัสการขับรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่
ระบบช่วยจอดรถอัจฉริยะ (Parking Assistant Plus)
เมื่อคุณต้องการจะจอดรถในช่องจอด ระบบช่วยจอดรถอัตโนมัติ จะช่วยให้คุณจอดรถได้ง่ายขึ้น ช่วยหาช่องว่างที่สามารถจอดรถได้ และสามารถจอดให้เองได้อัตโนมัติ โดยจะทำงานแบบระบบอัลตราโซนิก ที่อยู่ท้ายตัวรถ
กล้องรอบทิศทาง (Surround View Camera)
อีกหนึ่งระบบที่เรียกว่าเป็นนวัตกรรมสุดไฮเทคของระบบความปลอดภัยในรถยนต์ นั่นคือระบบเทคโนโลยีจอภาพและกล้องมองรอบตัวรถยนต์ จะช่วยให้ผู้ขับขี่เห็นทัศนวิสัยรอบทิศของรถยนต์ในขณะขับขี่ ระบบนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ในขณะขับรถ ไม่ว่าจะเป็นทัศนวิสัยรอบรถยนต์ รวมถึงในขณะที่รถยนต์ของเราได้แรงกระแทกที่กันชน หรือล้อรถยนต์ โดยจะแสดงผลบนจอแสดงผลในรถยนต์
ระบบช่วยเบรกอัตโนมัติ ตรวจจับสิ่งกีดขวางที่ความเร็วต่ำ (City Braking Function)
ในขณะขับขี่รถยนต์ โอกาสที่จะเกิดกรณีที่เจอสิ่งกีดขวางบนท้องถนน ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ สิ่งกีดขวางอื่นๆ หรือแม้กระทั่งคน ก็ยังมีอยู่มากมาย และทำให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้ ฉะนั้น ระบบ City Braking Function เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมในรถยนต์ที่จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยและลดอุบัติเหตุได้ โดยระบบนี้จะทำการแจ้งเตือนว่ามีสิ่งกีดขวางอยู่ด้านหน้า แม้จะเป็นในที่มืดก็ตาม หลังจากนั้นพวงมาลัยรถยนต์จะถูกบังคับเลี้ยวอัตโนมัติ เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกับสิ่งกีดขวาง
ระบบเตือนเมื่อมีรถตัดผ่านขณะถอยหลัง (Crossing-traffic Warning Rear)
ฟังก์ชันที่จะขาดไปไม่ได้เลย ในตระกูล Driving Assistant Professional นั่นก็คือ ระบบตรวจจับรถยนต์ตัดผ่านขณะรถถอยหลัง โดยระบบจะทำการแจ้งเตือนว่ามีรถตัดผ่าน และจะหยุดถอยรถโดยอัตโนมัติเมื่อระบบจับได้ว่ามีรถกำลังจะตัดผ่านรถยนต์ของเรา จึงทำให้มั่นใจได้ว่า แม้คุณจะมองไม่เห็นรถที่กำลังขับมาใกล้ แต่ระบบ Crossing-traffic Warning Rear มองเห็นอย่างแน่นอน
Driving Assistant Professional ต่างจาก Auto-pilot อย่างไร
ระบบ Auto-pilot คือเทคโนโลยีที่พัฒนามาเพื่อช่วยให้ยานพาหนะสามารถขับเคลื่อนเองได้ ทำให้ยานพาหนะสามารถทรงตัวและเคลื่อนที่ได้เองโดยไม่ต้องผ่านการควบคุมจากผู้ขับขี่ ซึ่งมีความแตกต่างกับ Driving Assistant Professional คือในขณะที่ตัวรถเคลื่อนที่อยู่บนท้องถนน ระบบของ Driving Assistant Professional จะเป็นผู้ช่วยในการขับขี่รถยนต์ ช่วยทรงตัวรถ ช่วยรักษาความปลอดภัยเบื้องต้นให้กับรถและผู้ขับขี่ ทำให้การขับขี่ยานพาหนะของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายและสะดวกปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยที่ยังต้องผ่านการตัดสินใจจากผู้ขับขี่อยู่ เพื่อความแม่นยำในการตัดสินใจในขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน
หากเรามีผู้ช่วยขับขี่ที่ดี โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็น้อยลง
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ต่อให้ผู้ขับขี่อย่างเราจะระมัดระวังมากเรื่องความปลอดภัยในการขับขี่มากแค่ไหน โอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุก็ยังคงมีความเป็นไปได้อยู่ดี แต่คงจะเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หากรถยนต์ของเรามีผู้ช่วยดีๆอย่าง Driving Assistant Professional ที่คอยช่วยเหลือผู้ขับขี่อย่างเราให้สะดวกสบาย และปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่อยู่นอกเหนือวิสัยทัศน์ที่เราสามารถมองเห็นได้มากยิ่งขึ้น
หลังจากที่อ่านบทความนี้ไปแล้ว ใครที่สนใจนวัตกรรมในเรื่องของ Driving Assistant Professional และอยากทดลองขับขี่ก่อนเป็นเจ้าของ อยากเห็นความสามารถในการทำงานของระบบนี้ หรือแม้แต่ดีไซน์ระบบที่ล้ำสมัยเช่นนี้ สามารถไปดูได้ที่งาน Motor Expo 2020 ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ได้เลยนะคะ
Dec 8, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“ปีใหม่นี้ เราลองหันมาวิ่งออกกำลังกาย จะดีไหมนะ”
ดีสิครับ การวิ่งถือเป็นหนึ่งในการออกกำลังกายที่ดีที่สุดก็ว่าได้ เพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์เยอะ ไม่ต้องเตรียมตัวนาน และได้ใช้ทุกสัดส่วนของร่างกายอย่างเต็มที่
อยากให้มีตัวช่วยในการวิ่ง
แต่ผมก็เข้าใจใครหลายๆ คนครับ จะให้ออกไปวิ่งเฉยๆ ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร บางทีเราก็อยากมีผู้ช่วยดีๆ ที่คอยช่วยเหลือเรา จดบันทึกสถิติการวิ่งของเรา ทั้งระยะทาง เส้นทาง และความเร็วที่เราใช้ หรือให้คำแนะนำเกี่ยวกับการวิ่ง เพื่อที่เราจะได้นำไปปรับปรุงได้
วันนี้ ผมที่มีประสบการณ์การวิ่ง (แบบสมัครเล่น) มาแล้ว 5 ปี จะนำเอา 7 แอปพลิเคชันเพื่อนักวิ่ง ทั้งฝึกหัดและจอมเก๋ามาแบ่งปัน พร้อมเผยจุดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละแอป บทความเดียวจบ ครบ ไม่ต้องเสียเวลาตัดสินใจให้เมื่อยสมอง
RunKeeper
เริ่มต้นกับแอปพลิเคชันตัวแรกยอดนิยมในหมู่นักวิ่งอย่าง Runkeeper ที่มีฟีเจอร์ที่อัดมาให้อย่างครบครัน มีความแม่นยำสูงในการบันทึกระยะทางและเส้นทางการวิ่ง สามารถดูสถิติการวิ่งของตัวเองย้อนหลังได้ และยังใช้งานง่ายเหมาะกับนักวิ่งทุกระดับ
จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของ Runkeeper คือฟีเจอร์ “เส้นทางการวิ่ง” (Pre-created routes) ที่แอปจะสร้างเส้นทางการวิ่งให้เราโดยอัตโนมัติ หากเราไม่รู้ว่าวันนี้จะวิ่งไปเส้นทางไหน หรือควรลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยไหนของเมืองดี ก็ลองเปิดใช้ฟีเจอร์นี้ใน Runkeeper ดู
Nike+ Run Club
แอปพลิเคชันเพื่อการวิ่ง จากผู้ผลิตและพัฒนาอุปกรณ์กีฬาชื่อดังอย่าง ไนกี้ ตัวแอปพลิเคชันมีคุณสมบัติมากมายไม่แพ้กันสำหรับนักวิ่ง ทั้งบันทึก ติดตามและคำนวณระยะทาง ความเร็วและแคลอรี่ที่เผาผลาญไป อีกทั้งเราสามารถใส่เพลย์ลิสต์ของตัวเองเพื่อฟังระหว่างวิ่งได้อีกด้วย
ในฐานะผู้ใช้จริง ผมคิดว่า Nike+ Run Club มีจุดเด่นตรงที่ฟีเจอร์ “การแข่งขันภารกิจ” (Challenges) ซึ่งจะมีตลอดทุกสัปดาห์ เดือน หรือแม้กระทั่งปี โดยแต่ละการแข่งขันจะมีทั้งให้เราแข่งกับตัวเอง แข่งกับเพื่อน หรือแข่งกับคน (ที่ใช้แอปพลิเคชัน) ทั้งประเทศเลยก็ได้ มีการจัดตารางสถิติ (Leaderboard) ให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนด้วย ผู้ชนะ หรือผู้ที่ทำได้ตามเป้าหมายก็จะได้รับเหรียญรางวัลมาครอบครอง ถือเป็นการท้าทายตัวเองที่สนุกไม่น้อย
ฟังก์ชัน Challenge ใน Nike+ Run Club ขอขอบคุณรูปจาก Nike+ Run Club
Strava
มาต่อกันที่แอปพลิเคชันตัวที่ 3 อย่าง Strava ซึ่งไม่ต้องพูดถึงฟีเจอร์ที่ 2 แอปก่อนหน้านี้มีให้ เพราะ Strava ก็มีให้ครบไม่แพ้กัน ทั้งบันทึก เก็บสถิติระยะทางการวิ่ง รวมถึงความเร็วและเวลา ยิ่งไปกว่านั้น Strava ยังมีระบบตารางคะแนน (Leaderboard) เพื่อให้คุณดูสถิติและเทียบฟอร์มการวิ่งของตัวเองกับเพื่อนๆ นักวิ่ง
อีกทั้ง Strava ยังรองรับการออกกำลังกายที่ไม่ใช่แค่การวิ่งแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีกีฬาและกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมส์นับสิบ ให้คุณสามารถบันทึกสถิติได้ทั้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน ปีนฝา เล่นเซิร์ฟ หรือการเล่นโยคะ
ฟีเจอร์สุดท้ายของ Strava ที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ บีคอน (Beacon) ฟีเจอร์พรีเมียม (เสียเงิน) ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคุณ โดยจะทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัย ในกรณีที่คุณขาดการติดต่อกับเพื่อน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ไม่ควรอยู่ ระบบจะทำการแจ้งเตือนสถานที่ปัจจุบันของคุณทุก 15 วินาทีให้เพื่อนของคุณรับทราบ และจะส่งเบอร์ติดต่อให้กับเพื่อนที่คุณไว้วางใจ ถึงแม้จะต้องเสียเงินเพิ่ม แต่ถือเป็นการซื้อความปลอดภัยให้ตัวเองที่คุ้มค่าไม่น้อยเลย
Adidas Training by Runtastic
ข้ามมาที่ฝั่งแบรนด์อุปกรณ์กีฬาดังอีกหนึ่งแบรนด์กับ Adidas Training by Runtastic ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งแอปพลิเคชันที่มีฟังก์ชันพื้นฐานครบถ้วน แต่มีคุณสมบัติที่โดดเด่นเป็นพิเศษ นั่นคือ “Plan” ที่จะคอยช่วยวางแผนการออกกำลังกายของเราแบบละเอียดครบถ้วนในหน้าจอเดียว ซึ่งแผนที่ว่า ก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการวิ่งเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการออกกำลังกายแบบคาดิโออื่นๆ ด้วย
“Plan” ฟังก์ชันใช้งานง่าย ตอบโจทย์ผู้ต้องการแนวทางเริ่มต้น
ไม่เพียงแค่นั้น แอปนี้ยังมีระบบเก็บสถิติการวิ่งของเราอย่างพร้อมสรรพ ทั้งระยะทาง ความเร็วและแคลอรี่ที่เราเผาผลาญได้ ซึ่งนำเสนอผ่านรูปภาพหรือกราฟที่เข้าใจได้ง่าย ใช้งานไม่ยุ่งยากแต่อย่างใด ขอแนะนำเลยว่า เหมาะกับผู้ใช้งานทุกประเภท ทั้งวิ่งระยะทางสั้นๆ หรือแบบมาราธอน
C25K Trainer
แอปพลิเคชันตัวนี้เหมาะกับผู้ที่เริ่มต้นวิ่งมากที่สุด คุณไม่จำเป็นต้องกังวล หากคุณไม่ผ่านการวิ่งมาก่อนในชีวิต เพราะแอปพลิเคชันนี้จะช่วยวางแผนการวิ่งของคุณ ตั้งแต่ระดับเริ่มต้นไปจนถึงระดับโปร โดยที่คุณสามารถทำตามได้ง่าย และไม่ใช้ร่างกายอย่างหักโหมเกินไปอีกด้วย
ข้อดีอีกอย่างของแอปนี้ คือมีระบบฟีดแบคเเบบเสียงหรือ Audio Coach ที่คอยรายงานสถานะการวิ่งของคุณ เพื่อให้คุณรู้ถึงข้อปรับปรุงและสิ่งที่คุณทำได้ดีในการวิ่งแต่ละครั้ง ซึ่งจะช่วยให้คุณมีกำลังใจการพัฒนาการวิ่งของคุณต่อไป
Charity Miles
แอปพลิเคชันนี้มีความพิเศษและแปลกใหม่สักหน่อยครับ เพราะเป็นแอปพลิเคชันที่กระตุ้นให้คุณออกไปวิ่ง เพื่อที่คุณจะได้ทำบุญนั่นเอง โดย Charity Miles จะบริจาคเงินในทุกๆ 1 ไมล์ (หรือกิโลเมตรครึ่ง) ที่คุณวิ่งไปยังมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลที่คุณเลือกได้เอง
แถมคุณยังสามารถสร้างทีมกับเพื่อนๆ เพื่อเพิ่มจำนวนเงินบริจาคได้อีกหลายเท่าตัวด้วยนะครับ ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีมูลนิธิภายในประเทศไทย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ในการสร้างความหมายให้กับการวิ่งครั้งต่อไปของคุณ
MyFitnessPal
แอปพลิเคชันตัวสุดท้ายไม่ใช่แอปพลิเคชันเพื่อการวิ่งโดยตรง แต่เป็นแอปพลิเคชันสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายด้วยจุดประสงค์ของการลดน้ำหนักหรือกระชับรูปร่าง เพราะเราสามารถจดบันทึกทั้งการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับกิจวัตรการทานอาหาร เพราะการลดน้ำหนักไม่ใช่แค่การออกกำลังกายให้หนักเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรู้จักควบคุมการทานอาหารของตัวเองด้วย
คุณสามารถติดตามมื้ออาหารของคุณด้วยการใส่เมนูที่คุณรับประทานในวันนั้น เพื่อคำนวณสารอาหารและแคลอรี่ที่คุณได้รับ และถึงแม้ว่าเมนูอาหารไทยจะไม่ค่อยมีให้เลือกในแอปพลิเคชัน แต่เราสามารถเพิ่มเมนูที่เราต้องการ พร้อมใส่สารอาหารและแคลอรี่ได้เอง ซึ่งเมนูที่คุณใส่จะไปปรากฎอยู่บนเมนูให้คนอื่นๆ ได้เข้ามากดเลือกอีกด้วย
สรุปว่าแอปไหนดีเด่นเรื่องอะไร
หากใครต้องการ “Quick Guide” หรือทางลัดว่าแอปไหนเหมาะกับการใช้งานแบบใด มีจุดเด่นอะไร ผมรวบรวมมาให้สั้นๆ ด้านล่างนี้แล้วครับ
แอปที่เหมาะกับมือใหม่หัดวิ่งอย่างแท้จริง – C25K เพราะมีวิธีการที่ละเอียด เข้าใจง่าย และสามารถทำตามได้ทันที แอปที่เปรียบเสมือนชุมชนของนักวิ่ง – Nike+ Run Club และ Strava ด้วยฟีเจอร์ที่ให้คุณติดตามสถิติของเพื่อน พร้อมทั้งแข่งขันกันในภารกิจประจำวัน สัปดาห์หรือเดือนได้อีกด้วย แอปที่ช่วยให้คุณมีกำลังใจในการวิ่งต่อไป – C25K ด้วยระบบ Audio Coach ที่ให้ฟีดแบคกับคุณโดยตรง และ Charity Miles ที่เปลี่ยนทุกระยะทางของคุณให้เป็นเงินบริจาคอันมีความหมาย แอปที่เหมาะกับการติดตามผลอย่างละเอียด – MyFitnessPal ด้วยการวางแผนที่ไม่จำกัดแค่การออกกำลังกาย แต่รวมถึงหลักโภชนาการและการทานอาหารด้วย แอปวิ่งที่มีฟีเจอร์เหมาะสมสำหรับนักวิ่งมากที่สุด – Runkeeper และ Nike+ Run Club ครบถ้วนทุกฟีเจอร์ที่ต้องการ ในระดับการใช้งานที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว
ถึงเวลาที่จะออกไปวิ่ง
แม้ว่าเรานำเสนอแอปพลิเคชันเป็นร้อยๆ ให้กับคุณ แต่มันจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หากคุณแค่ดาวน์โหลดแอปมาเก็บไว้ที่เครื่อง โดยที่ไม่ได้ใส่รองเท้าวิ่งเพื่อออกไปเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่อย่างใด
สิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่ยากที่สุดเช่นกันคือ “การเริ่มต้น” แต่ถึงแม้จะดูยากสักแค่ไหน ผมเชื่อว่าคุณทำได้อย่างแน่นอน และคุณเอง ก็ควรเชื่ออย่างนั้นเช่นกันครับ
“ไม่สำคัญว่าคุณจะวิ่งช้าเพียงใด แต่มันสำคัญที่คุณจะออกมาวิ่งใหม่ในวันต่อไป”
หากสิ่งที่คุณยังขาดอยู่ คือกำลังใจที่ดี พวกเรา Kaidee Blog ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณในการออกไปวิ่ง เพื่อตัวคุณเองนะครับ
Dec 8, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
เปิดฉากอย่างเป็นทางการไปแล้วเป็นที่เรียบร้อยกับ Motor Expo 2020 หรืองานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37 ที่รวมค่ายรถยนต์กว่า 31 ค่าย จาก 8 ประเทศ และมอเตอร์ไซค์กว่า 21 ค่าย จาก 10 ประเทศ รวมทั้งยังมีการจัดแสดงเรือ และอุปกรณ์สำหรับยานยนต์ต่างๆ ที่ปีนี้ได้จัดงานภายใต้แนวคิด “พร้อมขับเคลื่อน ไปในความเปลี่ยนแปลง Whatever Changes will be…Move on”
ภายในงานนั้นสิ่งที่สังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของวงการยานยนต์ก็คือ “รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” ที่ทุกค่ายต่างได้พัฒนากันอย่างต่อเนื่องเพื่อใช้พลังงานไฟฟ้าทดแทนการอาศัยน้ำมันเชื้อเพลิง โดยเริ่มจากการนำมาผนวกกับเครื่องยนต์แบบเดิมกลายเป็นระบบไฮบริด และปลั๊ก-อิน ไฮบริด กระทั่งสามารถผลิตรถยนต์แบบขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแบบ 100% ที่ประหยัดและไร้มลพิษเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานในครั้งนี้ที่ไม่ได้มีเพียงแค่รถยนต์เท่านั้น แต่ยังเอาใจคนรักสองล้อกับ Motocycles Zone หรือโซนจัดแสดงรถจักรยานยนต์ ด้วยการยกทัพมอเตอร์ไซค์กว่า 21 ค่าย ทั้งฝั่งญี่ปุ่น, ยุโรป หรือโซนเอเชีย โดยทุกค่ายต่างได้เปิดตัวมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่กันอย่างมากมาย ซึ่งดึงดูดความสนใจของผู้ที่เข้าชมงานได้เป็นจำนวนมาก วันนี้เราจึงได้รวบรวมมอเตอร์ไซค์เด่นภายในงาน จะมีรุ่นไหนบ้างที่ถูกใจคุณ ตามไปหาคำตอบพร้อมกันได้เลย
A.P. Honda
มาเริ่มต้นกันที่ เอ.พี. ฮอนด้า ผู้นำแห่งวงการจักรยานยนต์ไทยที่สร้างเสียงฮือฮาและเรียกผู้เข้าชมได้อย่างเป็นจำนวนมาก ด้วยการเปิดตัวรถรุ่นใหม่พร้อมกันหลายรุ่นที่นำทัพโดย Monkey Limited Edition, Honda CRF 300, New ADV150 และอื่นๆ อีกมากมาย
Monkey Gundam Limited Edition
นับว่าเป็นหนึ่งรุ่นที่ผู้คนให้ความสนใจมากที่สุดกับการถ่ายทอดคาแรคเตอร์สุดเท่ของ Gundam ลงบนตัวรถได้อย่างลงตัว โดยมีถึง 2 เวอร์ชัน คือ Monkey RX-78-2 Gundam Limited Edition และ Monkey MS-06S CHAR’s ZAKU II Limited Edition โดดเด่นด้วยการตกแต่งถังน้ำมันหุ้มคาร์บอนไฟเบอร์ ครอบกรองอากาศที่ออกแบบลวดลายโดยเฉพาะ พร้อมด้วยโลโก้ที่เป็นเอกลักษณ์ ผลิตจากอะลูมิเนียม CNC เพิ่มความพิเศษด้วยพวงกุญแจและตัวรถที่ระบุตัวเลข 1-125 เพื่อบ่งบอกถึงความเป็น Limited ที่มีเพียงเวอร์ชันละ 125 คันเท่านั้น !
นอกจากนั้นยังมาพร้อมพรีเมียมบ๊อกเซตสำหรับแฟน Gundam พันธุ์แท้ด้วย 5 ไอเทมพิเศษที่ประกอบไปด้วย กล่องเก็บของอเนกประสงค์ลาย RX-78-2 Gundam, เสื้อสเวตเตอร์, ลำโพงบลูทูธ สแตนดี้อะคริลิคเฉพาะรุ่น และผ้าบัฟ วางจำหน่ายด้วยราคาแนะนำที่ 129,900 บาท
CRF300L & CRF300RALLY
ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดแอดเวนเจอร์ไบค์กับคอนเซ็ปต์ “ไปทุกที่ ที่ไม่มีทาง” ที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจากรถแข่งระดับโลก ยกระดับความแกร่งเหนือขั้นด้วยขุมพลังเครื่องยนต์ 4 จังหวะ DOHC ขนาด 300 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีด พร้อมระบบ Assis Slipper Clutch ช่วยป้องกันล้อล็อคขณะเปลี่ยนเกียร์ ติดตั้งโช้คหน้าแบบหัวกลับขนาดใหญ่ 43 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับระบบกันสะเทือนหลังแบบ Pro-Link รองรับแรงกระแทกทุกรูปแบบ โดดเด่นด้วยไฟหน้า LED ใหม่แบบหกเหลี่ยม Hexagon ดีไซน์สุดโฉบเฉี่ยวแบบรถวิบากยุคใหม่ที่พร้อมผจญภัยไปในที่ ที่ไม่มีทาง
New CBR600RR
ซูเปอร์สปอร์ตไบค์เจเนอเรชันใหม่ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง แบบ 4 จังหวะ ขนาด 599 ซีซี ให้พละกำลังสูงสุดที่ 120 แรงม้าที่ 14,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 64 นิวตัน-เมตร ที่ 11,500 รอบต่อนาที โดยใช้ IMU แบบ 6 แกนจาก Bosch เพื่อเข้ามาช่วยระบบ ABS และ Traction Control มีโหมดในการขับขี่ที่หลากหลาย และฟังก์ชันอื่นๆ อีกเพียบทั้ง ชุดไฟ LED ทั้งคัน, หน้าจอแสดงผลแบบ TFT, Slipper Clutch ช่วยป้องกันล้อล็อคขณะเปลี่ยนเกียร์ รวมไปถึง Quick Shifter แบบขึ้น-ลง ที่ทางฮอนด้ามีให้เลือกเป็นออฟชั่นเสริมด้วยเช่นกัน
All New CBR1000RR-R FIREBLADE
มอเตอร์ไซค์ซูเปอร์สปอร์ตที่ส่งตรงจากสนามแข่งสู่ท้องถนน ติดตั้งเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง DOHC ความจุ 999 ซีซี หัวฉีด PGM-DSFI ระบายความร้อนด้วยน้ำ เสริมด้วยเซ็นเซอร์ IMU 6 แกนเพื่อช่วยควบคุมแรงบิดและการทรงตัว ติดตั้งคันเร่งไฟฟ้า Throttle by Wire ขณะที่เฟรมและสวิงอาร์มผลิตจากอะลูมิเนียม และก้านไทเทเนียม ช่วยลดน้ำหนักลงถึง 20% พร้อมทั้งวาล์ว Finger-Follower Rocker Arm และท่อไอเสีย Akrapovic เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน โดยเฟรมรถใช้พื้นฐานเดียวกับ RC213V-S พร้อมทั้งพัฒนาให้มีแอโรไดนามิกแบบเดียวกับรถแข่ง RC213V ที่ใช้ในการแข่งขันโมโตจีพีในปัจจุบัน
New ADV150 (2020)
ยกระดับภาพลักษณ์ของรถ SUV ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “The First SUV Bike ให้ทางเดิม ไม่เหมือนเดิม” ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ eSP ขนาด 150 ซีซี 4 จังหวะ ระบบหัวฉีด PGM-FI ระบายความร้อนด้วยน้ำ โดดเด่นด้วยรูปทรงแฮนด์แบบแทปเปอร์บาร์ที่ควบคุมรถได้อย่างมั่นคง ปรับระยะความสูงจากพื้นถึงตัวรถเพื่อทัศนวิสัยในการขับขี่ที่สบาย มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัยด้วยระบบเบรก ABS พร้อมดิสก์เบรกหน้า-หลัง ติดตั้งระบบไฟ Full LED รอบคัน และระบบไฟ DRL (Daytime Running Light) มีระบบ ESS (Emergency Stop Signal) ไฟสัญญาณกระพริบอัตโนมัติเมื่อเบรกกะทันหัน ปรับสีสันที่มาแบบโมโนโทนเกรดพรีเมียม เรียบหรู สะท้อนภาพความแข็งแกร่งที่ขับขี่ใช้งานได้ทุกเส้นทาง
All New Scoopy
โดดเด่นด้วยสไตล์โมเดิร์นไฟหน้าแบบใหม่ Modern Ring LED Headlight เต็มวงส่องสว่าง ไฟท้าย LED โค้งมน เรือนไมล์ดีไซน์ใหม่แสดงข้อมูลครบถ้วน มาพร้อมเครื่องยนต์ใหม่ eSP New Generation ขนาด 110 ซีซี หัวฉีด PGM-FI ให้อัตราเร่งติดมือขับขี่สนุก และอัตราประหยัดน้ำมันสูงถึง 55.6 กม./ลิตร จากการทดสอบภายใต้มาตรฐานไอเสียระดับ 7 โดยสถาบันยานยนต์ และถังน้ำมันความจุ 4.2 ลิตร ที่ให้การขับขี่สนุกไปได้ไกลกว่าเดิม
Yamaha
มาต่อกันที่ยามาฮ่ากับค่ายยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ชั้นนำของประเทศไทยที่ทั่วโลกต่างยอมรับในความเป็นที่สุดในเรื่องของคุณภาพ โดยในปีนี้ได้นำมอเตอร์ไซค์หลากหลายประเภททั้ง สายแอดเวนเจอร์ สายสปอร์ต และสายคลาสสิก มาเพื่อให้ผู้เข้างานได้ร่วมชมและสัมผัสถึงความเป็นที่สุด
MT-03
เปิดตัวอย่างเป็นทางการสำหรับเน็กเก็ตไบค์น้องรองสุดท้องของตระกูล MT Series ที่ยกดีไซน์ใหม่ทั้งคัน ดูกระชับและให้ความรู้สึกในการขับขี่ที่สนุกกว่าเดิม มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบเรียง 4 จังหวะ 4 วาล์วต่อสูบ ขนาดความจุกระบอกสูบรวมที่ 321 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ให้พละกำลังสูงสุดที่ 42 แรงม้า ที่ 10,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 29.6 นิวตัน-เมตร ที่ 9,000 รอบ/นาที เรดไลน์สุงถึง 12,500 รอบ/นาที เรียกได้ว่ารอบจัดสุดๆ
ส่วนดีไซน์โดยรวมภายนอกที่เน้นความดุดันสไตล์ The Dark Side of Japan ในคอนเซ็ปต์ Dark Lightning ที่ดูทรงพลังน่าเกรงขาม ไฟหน้าแบบ LED เต็มระบบทรงลูกแก้วที่รวมทั้งไฟสูงและไฟต่ำไว้ในโคมเดียวกัน มีหน้าจอเรือนไมล์แบบดิจิทัลสีขาว-ดำ ไว้สำหรับบอกข้อมูลไว้ครบถ้วน ปลอดภัยด้วยระบบ ABS ป้องกันล้อล็อคเพื่อให้การขับขี่ได้อย่างไร้กังวล
YZF-R3
นับว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นยอดนิยมในบ้านเราที่หลายๆ คนเริ่มต้นในการขับขี่ เพราะเหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลายทั้งการแข่งขัน ขับขี่ท่องเที่ยว หรือใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นรถพิกัดไม่เกิน 400 ซีซี มีขนาดเครื่องยนต์ 321 ซีซี สองสูบเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ DOHC 4 วาล์วต่อ 1 สูบ แรงม้าสูงสุดที่ 42 แรงม้า ที่รอบ 10,750 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดที่ 29.6 นิวตัน-เมตร ที่รอบ 9,000 รอบ/นาที เกียร์ 6 สปีด
ผสานประสบการณ์จากสนามแข่งสู่การดีไซน์ที่สปอร์ตเร้าใจ เป็นไปตามหลักอากาศพลศาสตร์ที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีลิขสิทธิ์เฉพาะของ Yamaha ให้ผู้ขับขี่ควบคุมตัวรถได้อย่างมั่นใจ ไฟหน้าและไฟท้ายแบบ LED สุดโฉบเฉี่ยว หน้าปัดเรือนไมล์สีขาว-ดำบอกสถานะของตัวรถไว้อย่างครบครัน จึงทำให้ YZF-R3 ครองใจหลายๆ คนมาโดยตลอด
Tenere 700
เอาใจไบเกอร์ทางฝุ่นกับขุมพลังเครื่องยนต์ Crossplane 2 ขนาด 689 ซีซี 2 สูบเรียง 4 วาล์วต่อสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ชูจุดเด่นเรื่องพละกำลังแรงบิดที่จัดจ้านอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์รุ่นนี้ที่มีน้ำหนักเบาจึงส่งผลให้ตัวรถมีน้ำหนักเบาตามไปด้วย มาพร้อมเฟรมแบบเปลคู่รองรับการขับขี่ในรูปแบบออฟโร้ด ได้อย่างสบายไร้กังวล ไฟหน้า LED 4 ดวง สไตล์แรลลี่ที่ดูคล้ายกับรถแข่งในรายการ Paris-Dakar สุดๆ ช่วงล่างมาพร้อมระบบ ABS ป้องกันล้อล็อก ดิสก์เบรกคู่และปั๊มเบรกจาก Brembo ที่พร้อมลุยทุกเส้นทาง
XSR700
รถมอเตอร์ไซค์สไตล์เรโทรย้อนยุคที่ยามาฮ่าได้ให้คำนิยามไว้ว่า “Retrosexual new street roadster” ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 700 ซีซี แบบ 2 สูบเรียง ให้แรงบิดที่เรียกได้ว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ส่วนดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก MT-07 ปรับเปลี่ยนหลายจุดเพื่อให้ตัวรถดูมีความร่วมสมัยมากขึ้น ออกแบบไฟหน้าทรงกลม ตัวถังอลูมิเนียมน้ำหนักเบา ผสมผสานกับเบาะหนังแท้สุดคลาสสิกที่ช่วยให้รถออกมาได้อย่างลงตัวมากที่สุด
Vespa
สกู๊ตเตอร์ระดับตำนานที่มีเรื่องราว ความสวยงาม และเอกลักษณ์ จนทำให้ถูกยกว่าไม่ใช่แค่ยานพาหนะ แต่ยังเป็นไอคอนที่แสดงตัวตนของผู้ขับขี่ได้อย่างชัดเจน โดยในปีนี้ยังได้เปิดตัวรุ่นพิเศษที่ต้องบอกเลยว่าสวยงามจนเหล่าสาวกไม่ควรพลาด
S 125 I-GET Monochrome Special Edition
รุ่นพิเศษฉลองครบรอบ 10 ปี เวสป้า ประเทศไทยที่มาพร้อมความดุดันแบบเรียบหรูในสไตล์โมโนโครมอันน่าหลงใหล และของพรีเมียมยกชุดทั้ง หมวกกันน็อค, แผ่นเพลทชื่อรุ่น, กระเป๋าแบ็คแพ็ค, กล้องฟิล์ม (ขาว-ดำ), กล้องมองภาพ 3 มิติ, หน้ากากผ้า และสเปรย์แอลกอฮอล์ และยังไม่หมดเพียงเท่านี้กับความพิเศษที่มีจำหน่ายเพียง 1,010 คันเท่านั้น!
Primavera S 150 I-GET ABS Safari Special Edition
เตรียมพร้อมกับการเดินทางครั้งใหม่กับดีไซน์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการท่องเที่ยวสไตล์ซาฟารี ที่โดดเด่นด้วยสีเขียวด้าน ตกแต่งส่วนต่างๆ ของรถด้วยสี Dust Grey ติดชิลด์บังลมสั้น และรองรับการขนสัมภาระที่แสนสะดวกด้วยตะแกรงหลังสีโครเมียม และมาพร้อมความพิเศษสุดพรีเมียมที่มีเพียง 550 คันเท่านั้น!
Triumph
แบรนด์สองล้อรุ่นใหญ่สัญชาติอังกฤษที่เราเชื่อว่าเป็นหนึ่งในแบรนด์โปรดขวัญใจของใครหลายคน ซึ่งปัจจุบันได้ต่อยอดความสำเร็จมาอย่างยาวนานกว่า 120 ปี ที่ปีนี้ก็มาพร้อมกับโมเดลรถหลากหลายแบบเพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้มากขึ้น
Trident 660
มอเตอร์ไซค์โรดสเตอร์ขนาดกลางคันแรกของ Triumph ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรุ่นไอคอนอย่าง Speed Triple มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 660 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 81 แรงม้า ที่ 10,250 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 64 นิวตัน-เมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ออกแบบดีไซน์สไตล์อังกฤษร่วมสมัยที่เน้นการขับขี่แบบคล่องตัว เหมาะสำหรับผู้ขับขี่ทั้งมือใหม่และตอบโจทย์ผู้มีประสบการณ์ได้เช่นเดียวกัน
Rocket 3R
จุดเริ่มต้นของตำนานสุดยอดจักรยานยนต์ที่มาพร้อมขุมพลังเครื่องยนต์ 3 สูบ ขนาด 2,500 ซีซี ซึ่งนับว่าเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ที่สุดในสายพานการผลิตรถจักรยานยนต์ และให้แรงบิดสูงสุด รวมทั้งอัตราเร่งที่เหนือชั้น พร้อมการส่งกำลังที่นุ่มนวล และการขับขี่อันน่าทึ่ง ให้ภาพลักษณ์การดีไซน์ที่กำยำและสง่างามจากการผสานสเปคเทคโนโลยีระดับสูงเข้ากับการควบคุมอันแสนพิเศษที่สามารถส่งมอบความรู้สึกอันยอดเยี่ยมและความสะดวกสบายแก่ผู้ขับขี่ได้ตลอดทั้งวัน
GPX Drone
ปิดท้ายกันที่รถพรีเมียมสกู๊ตเตอร์น้องใหม่จากค่าย GPX ที่กระแสมาแรงอย่างต่อเนื่องกับการจับมือแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง SYM ที่ได้ร่วมพัฒนารถรุ่นใหม่ตัวนี้เพื่อให้ได้ความโดดเด่นและพละกำลังในการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซี 4 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ในส่วนไฟหน้าแบบ Full LED มาพร้อมไฟ Daytime Running Light ในรูป Y Shape แบบคว่ำ โดดเด่นสะดุดตา ซึ่งรวมแล้วมีไฟหน้าทั้งหมด 10 ดวง ให้ความสว่างได้อย่างชัดเจน ดีไซน์การออกแบบที่มีความพรีเมียมผสมผสานกับความสปอร์ต เน้นการเดินสายตัวรถที่เฉียบคมและให้อารมณ์ของความดุดัน
สรุปท้ายบทความ
โดยรถมอเตอร์ไซค์ทั้งหมดที่เราได้เอามาแนะนำเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น ยังมีรถมอเตอร์ไซค์ที่น่าสนใจอีกหลายรุ่น พร้อมกับโปรโมชันและข้อเสนอสุดพิเศษอีกมากมาย ซึ่งคนที่รักในรถสองล้อสามารถมารับชมได้ที่ “Motor Expo 2020 งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 37” วันที่ 2-13 ธันวาคม พ.ศ. 2563 ณ อาคารชาลเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ประตูเปิด 12.00-22.00 น.
Dec 8, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
VIDEO
วันนี้ เจินเจิน สาวสวยจากทีมคอนเทนต์ของเรา จะพาทุกคนไปชมงาน Motor Expo 2020 รถใหม่รุ่นไหนน่าใจ เทคโนโลยีใหม่อะไรน่าติดตาม มาดูไปพร้อมกันเลย และถ้าหากใครอยากรู้ว่ามีรถอะไรน่าสนใจในงาน Motor Expo 2020 นี้ตามไปอ่านบทความนี้ได้เลย
Dec 7, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
“James, you are going to the Motor Expo this year” (เจมส์ นายไปมอเตอร์เอ็กซ์โปปีนี้นะ)
“ Am I?” (ผมอะนะ)
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ขออนุญาตแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อเจมส์ครับ เป็นนักเขียนบทความน้องใหม่ในขายดี
เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้รับข้อเสนอแกมบังคับ ดุจบัญชาจากสวรรค์ที่มาในนามของหัวหน้าฝ่ายครีเอทีฟ เรียกสั้นๆ ว่าบอส เขาอยากให้ผมไปเยื้องย่างเหยียบมหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดประจำปีของประเทศไทยอย่าง Thailand International Motor Expo 2020 ซึ่งครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 37 แล้วครับ
ความรู้สึกของผมก่อนไปงาน
กระผมตอนก่อนเข้างาน Motor Expo 2020
ทุกอย่างจะเรียบร้อยดีครับ ถ้าหากผมรู้ว่า ผมจะเขียนอะไร หรือหากเป็นคนสนใจด้านยนตรกรรมอยู่แล้ว ก็คงหาเรื่องเขียนได้ไม่ยากเย็น
ประเด็นคือ ตามชื่อบทความเลยครับ ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับรถเลย ไม่สิ รู้แค่เฉพาะที่ควรรู้ (เพราะอย่างน้อยก็มีใบขับขี่) แต่ครั้นจะให้มาเขียนรายละเอียดของแบรนด์ต่างๆ ภายในงาน จะไปทำได้อย่างไร นึกออกไหมครับ เพราะรถสำหรับผม ก็คือยานพาหนะบนบกประเภทหนึ่ง ที่ในไทยมีมากเสียจนคนบางคนต้องเอาไปจอดบนฟุตบาท (ครับ ไม่ดีเลยครับ)
ผมเลยเอาความกังวลนี้ไปปรึกษากับบอสอีกทีหนึ่ง ซึ่งบอสเองก็บอกกับผมว่า ก็เขียนแบบคนไม่รู้อะไรเรื่องรถเลยสิ ยูเห็นอะไรตื่นตาตื่นใจ และอยากจะเอามาเขียนให้รีดเดอร์ (ผู้อ่าน) รู้ก็เอาเลย
นั่นจึงเป็นที่มาของบทความนี้ครับ ผมจะเขียนประสบการณ์ส่วนตัวของผมในการไปงาน Thailand International Motor Expo 2020 ด้วยความซื่อสัตย์ทุกประการ และก่อนที่เราจะเข้าสู่บทความ หากคุณผู้อ่านต้องการรายละเอียดเชิงลึกของรถตัวแรง หรือรถซื้อแกงที่ท่านหมายตาไว้ ผมอาจต้องผายมือให้ไปอ่านบทความของพี่ๆ Kaidee คนอื่น
แต่หากคุณผู้อ่านอยากได้มุมมองสดใหม่ มุมมองแปลกๆ ของคนที่ไม่เคยไปเหยียบมหกรรมประเภทนี้มาก่อน ลองอ่านต่อไปดูครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ผมจะมีอะไรเล็กน้อยมามอบให้กับคุณผู้อ่านอย่างแน่นอน หรือคุณอาจจะได้เห็นความอ่อนประสบการณ์ด้านรถของผมมากขึ้นก็เป็นได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นทางไหน ผมก็รู้สึกสนุกอยู่ดีครับ
พร้อมหรือยังครับ รัดเข็มขัดแล้วเหยียบคันเร่ง ตามผมเข้างานมาเลยครับ
ผมเดินทางไปอย่างไร
ด้วยบัญชาจากสวรรค์เหมือนที่ผมได้บอกไป ผมจึงเลือกใช้วิธีการเดินทางที่สะดวกกับทีม (ผมไปกับทีม Kaidee แต่แยกกันเดินครับ) แต่อาจไม่สะดวกกับเงินบริษัทเท่าไร คือแท็กซี่นั่งตรงจากบริษัทมาถึงอิมแพค อารีนา เมืองทองธานี
แต่ไม่ต้องห่วงครับ ผมเดินไปถามเจ้าหน้าที่มาให้แล้ว ว่าถ้านำรถมา จะนำไปจอดที่ไหนได้บ้าง คำตอบคือที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานี มีที่จอดรถทั้งบริเวณลานจอดกลางแจ้ง (P4 และ P5) และที่บริเวณลานจอด Lakeside แต่ถ้ากลัวรถเหงื่อออกก็เอาไปจอดที่จอดรถในร่มได้นะครับ (P P1 P2 และ P3) แต่จะมีค่าบริการคือ 3 ชั่วโมงแรก 40 บาทและชั่วโมงต่อๆ มา 20 บาทครับ ก็เลือกกันได้ตามอัธยาศัยเลย
แผนผังที่จอดรถภายใน Impact Arena ขอขอบคุณรูปจาก Thailand International Motor Expo
มีคำถามจากทางบ้านครับ ว่าถ้าอยากไปงานแบบไม่ใช้รถส่วนตัว จะไปยังไงได้บ้าง คำตอบคือมีเยอะมากครับ เพราะงานนี้มีการจัดรถรับส่ง เข้าออกงานตลอดเวลาตามสถานีรถไฟฟ้า ทั้งบีทีเอส และเอ็มอาร์ที ใครสะดวกจุดไหนก็ไปจุดนั้นได้เลยครับ
หมอชิต – จะมีรถจอดรอบริเวณบีทีเอสสถานีหมอชิต ทางออกที่ 2 และเอ็มอาร์ทีสถานีจตุจักร ทางออกที่ 4 ครับ อ่อนนุช – รถจะจอดรถบริเวณหน้าลานจอดรถของเทสโก้ โลตัสเลยครับ ไปขึ้นกันได้ตรงนั้นเลย สีลม – รถจอดรอบริเวณลานพระบรมรูปรัชกาลที่ ๖ ซึ่งหากคุณมาจากบีทีเอสสถานีศาลาแดง ให้เดินตรงมาบนสกายวอล์คทางออกที่ 5 หรือถ้ามาจากเอ็มอาร์ทีสถานีสีลม ก็ดิ่งออกที่ทางออก 1 ได้เลยครับ รังสิต – รถจะจอดรอบริเวณลานจอดรถตู้ของฟิวเจอร์พาร์ค รังสิตครับ เตือนไว้ก่อนนะครับ บริเวณนั้นจะเหมือนโชว์รูมรถตู้ เพราะมีเป็นร้อยๆ คันในที่เดียว อย่าขึ้นผิดคันนะครับ
รถทั้ง 4 เส้นทางที่บอกมาจะเริ่มเข้างานรอบแรกตอน 11.00 และหมดรอบสุดท้ายตอน 20.30 ส่วนใครจะออกจากงาน รถรอบแรกจะเริ่มตอน 12.00 และออกจากอิมแพค อารีนารอบสุดท้ายตอน 22.30 ครับ ถ้าเจ้าของงานจะจัดให้สะดวกสบายขนาดนี้ ก็ต้องมาแล้วนะครับทุกคน
แล้วผมเข้างานอย่างไรล่ะ
เพราะผมได้รับการมอบหมายมาจากบอสของผม ผมเลยได้เข้างานในฐานะสื่อครับ แต่กระนั้น ผมก็ไม่ลืมที่จะถามรายละเอียดการเข้างานมาฝากทุกคน โดยก่อนที่ทุกคนจะเดินเข้างานได้ ทุกคนต้องซื้อตั๋วเข้างานก่อนครับ ราคา 100 บาทถ้วน หรือเลือกดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Motor Expo ทั้งจาก Google Play Store และ App Store เพื่อรับสิทธิ์เข้าชมงานฟรีทันที ใครจะเลือกใช้ช่องทางไหนก็สุดแท้แต่ความต้องการ
ไอเทมต้องห้าม (พลาด) ในงานครั้งนี้ของผม
สูจิบัตรงาน ไอเทมช่วยในการเดินทางครั้งนี้ของผม
พูดตรงๆ ตอนไปถึงหน้างาน ผมก็ยังทำตัวไม่ถูกอยู่ดีครับ งานดูยิ่งใหญ่มาก ไม่รู้จะเริ่มเดินตรงไหนก่อนดีเลย ถ้าให้คนที่รู้เรื่องรถยนต์หรือเชี่ยวชาญมาเดินในงานก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ผมดันไม่ค่อยรู้อะไรเลยนี่สิ
โชคดีที่ผมได้รับแจกสิ่งนี้ในงานครับ สูจิบัตรประจำงานครั้งนี้นั่นเอง เพราะสำหรับผมแล้ว ไอเทมชิ้นนี้มีประโยชน์พอๆ กับหยดน้ำในทะเลทรายเลยครับ ผมจึงรีบเปิดดูรายละเอียด ว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง และอยู่ตรงไหนของงาน ซึ่งอะไรที่ไม่เกี่ยวกับรถตรงๆ จะเตะตาผมเป็นพิเศษ
โอเคครับ ณ วินาทีนี้ ผมตั้งใจจะเดินไปที่บูธจัดแสดงเรือก่อนเลยครับ ใช่ครับ คำว่าเรือเตะตาผมตั้งแต่ครั้งแรกที่เปิดไปเจอแล้วครับ
เรือในงานรถเป็นอย่างไร
แต่ละลำ เท่เหลือเกินครับ
คือแค่มีเรือในงานรถ ผมก็รู้สึกสนใจมากพอแล้วนะครับ แต่ผมเดินไปที่บูธของ JoinBoat Platform ซึ่งตั้งอยู่ที่บูธ A11 ผมก็ยิ่งชอบไปใหญ่เลย บูธเขาจัดแสดงเรือแทบจะทุกประเภท แต่ละแบบมีความสวยงามและเท่ไม่แพ้กันเลย เสียดายที่เขาไม่มีให้ “Test Drive” เรือในงานเนอะครับ แหะๆ ใครสนใจเรือสักลำไปแล่นในทะเล ก็ลองเดินเข้ามาดูรายละเอียดที่บูธนี้ได้เลยนะครับ ย้ำอีกที บูธ A11 ที่ชาลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 ครับ
ผมลองถ่ายรูปมาให้ชมกันด้วย อ้อ ผมลืมบอกไปว่าทุกรูปในบทความนี้ ผมถ่ายด้วยกล้องจากโทรศัพท์มือถือของผมเองนะครับ ซึ่งหลายท่านก็น่าจะเห็นแล้วว่าฝีมือการถ่ายภาพของผม ก็พอๆ กับความรู้เรื่องยนตรกรรมที่ผมมีนี่แหละครับ
อยากได้สักลำมาแล่นในสระหลังบ้าน
เป้าหมายของผมคือมอเตอร์โบ๊ทครับ ล้อเล่น มางานรถขนาดนี้ ถ้าย่อหน้าต่อไปไม่เข้าเรื่องรถ ผู้อ่านคงได้ด่าผมตายแน่ ถ้าอย่างนั้น เราไปบูธรถดีกว่าครับ ผมเล็งไว้แล้ว
พาไปดูรถที่ผมชื่นชอบมากที่สุดในงาน
รถสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็มีจัดแสดงในงาน
ผมพามาอยู่ที่บูธรถแล้วครับ แต่อาจจะไม่ใช่รถที่หลายๆ คนคาดคิดไว้ ผมเองก็เพิ่งรู้ก่อนมางานไม่กี่วันเหมือนกันครับ ว่ามีการจัดแสดงรถเก่าแก่ในงานโดยสมาคมคนรักรถโบราณแห่งประเทศไทย ซึ่งผมเดาว่า น่าจะเป็นของสะสมของบรรดาคนรักรถนั่นเอง
มีรถเก่าหลายรุ่นมากครับที่ได้มาจัดแสดงภายในงาน สิ่งที่น่าทึ่งคือ มีรถตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จนถึงช่วงไม่กี่สิบปีที่ผ่านมาเลยทีเดียวครับ
ตอนที่ผมเดินเข้าไป ไม่มีใครเลย ผมจึงเดินดูไปเรื่อยๆ อย่างช้าๆ ผ่านรถหลายคันของแต่ละยุคแต่ละสมัย เพลิดเพลินมากครับ อ่านประวัติคร่าวๆ ของรถแต่ละคัน และก็อุทานอยู่ในใจว่า ขนาดนั้นเลยหรอเนี่ย รถแต่ละคันล้วนอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของกาลเวลามาแล้วทั้งสิ้นครับ ผมมองรถเหล่านี้ได้ไม่มีเบื่อเลย
ก่อนจะไปบูธรถอื่นๆ ผมจะทิ้งท้ายด้วยรูปรถสุดโบราณคันนี้แล้วกันครับ ดูแล้วอยากจะย้อนกลับไปอยู่ในยุคสมัยที่รถยังเป็นแบบนี้อยู่
ต่อจากนั้นผมก็เดินดูไปเรื่อย
รถพลังงานไฟฟ้า อีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงในประเทศไทย
ผมใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงในการเดินเตร็ดเตร่ไปตามทางภายในงาน ผ่านบูธรถมากมายหลายแบรนด์ ตั้งแต่อีกฝั่งของชาลเลนเจอร์ ฮอลล์ 1 ไปถึง 3 เลยทีเดียว
สิ่งหนึ่งที่แม้แต่คนไม่รู้เรื่องรถอย่างผมยังสังเกตเห็นได้คือ เทรนด์การรักษ์โลกที่มาพร้อมกับยนตรกรรมในปีนี้ครับ ผมเคยเห็นเทรนด์เหล่านี้เยอะมากในข่าวต่างประเทศ ก็แอบคิดในใจว่า คงต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะเดินทางมาถึงไทย แต่ก็ไม่คาดคิดครับ ว่าจะมาเร็วขนาดนี้
แทบทุกบูธที่ผมไปจะมีรถรุ่นชูโรงด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electric Cars อย่างน้อย 1 รุ่นเสมอทั้ง MG Motorsport, Mercedes-Benz หรือ Mini-Cooper ก็ต้องเรียกว่าเทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้าแทนการใช้เชื้อเพลิงอย่างน้ำมัน เริ่มเดินทางเข้ามาสู่ประเทศของเราแล้วครับ ก็แอบดีใจแทนผู้ใช้รถ (ในอนาคต) ทุกคนที่จะมีทั้งทางเลือกที่เป็นมิตรกับโลก และก็ประหยัดเงินในกระเป๋ามากขึ้นด้วย
เดี๋ยวผมจะยัดรูปให้ดูแบบเยอะๆ เลยครับ เพราะเดินไปดูทุกบูธก็จะต้องเห็นแท่นชาร์จลักษณะคล้ายกันนี้แทบทุกบูธเหมือนกัน
แต่ละคัน สวยๆ ทั้งนั้นเลย
บริษัทรับติดตั้งที่ชาร์จที่บ้านก็มากับเขาด้วย
คือก่อนจะเล่าเรื่องนี้ อยากติดหมายเหตุตัวโตๆ ว่าไม่ได้โฆษณาให้แบรนด์เขานะครับ ผมเดินไปเจอมา และคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อใครหลายๆ คนที่กำลังมองหาทางเลือกเเจ่มๆ ระยะยาวกับพลังงานทางเลือกที่ผมพูดไป
ที่ชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในขนาดที่ดูสะดวกสบายมากๆ
ผมเดินมาถึงบูธของ EGAT+Wallbox Thailand ครับ ผมเห็นหน้าตาของเครื่องที่เหมือนกับสเตอริโอพกพาแล้ว เกิดอาการสงสัยว่า มันเอาไว้ใช้ทำอะไรกันนะ ผมเลยเดินเข้าไปถามพี่ๆ ได้ความว่า Wallbox คืออุปกรณ์ชาร์จไฟรถยนต์ที่บ้านครับ ซึ่งความพิเศษของอุปกรณ์ชิ้นนี้คือ การสั่งการทำงานทั้งหมดผ่านแอปพลิเคชันได้ทันที ว้าวมาก เพราะว่าตัวเครื่องมีระบบ Bluetooth และ WIFI (ในรุ่น Plus) ช่วยเชื่อมต่อการทำงานให้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ผมก็ถามต่อว่า แล้วเราจะดูอะไรจากแอปได้บ้างครับ ก็ได้คำตอบว่า ดูได้ทุกอย่างเลยครับน้อง จะเป็นเวลาที่ชาร์จไป เวลาชาร์จที่เหลือ สถิติการชาร์จ ค่าไฟที่ใช้ในแต่ละครั้ง หรือจะตั้งค่าให้เฉพาะคนที่ต้องการให้ใช้ก็ได้นะครับ กันคนข้างบ้านขับรถมาจอดชาร์จตอนที่เราไม่อยู่บ้าน (จะมีเรอะ!)
สุดท้ายครับ หลายคนน่าจะอยากรู้ที่สุดคือราคา เนื่องจาก Wallbox มีหลายรุ่นให้เลือก ทั้งแบบมีจอ ไม่มีจอ มี WIFI หรือมี Bluetooth จึงมาพร้อมกันหลายราคาเช่นกันครับ แต่ราคาเริ่มต้นที่รวมค่าติดนั่นต่อนี่ เดินสายไปมา และค่าอุปกรณ์ของเครื่อง ซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินการโดยพนักงานการไฟฟ้า กฝผ. เองด้วยนะครับ เริ่มที่ 43,000 บาทเท่านั้น ถูกมากสำหรับการลงทุนในระยะยาว ก็ใครสนใจ สามารถเดินเข้ามาดูได้นะครับ ขอบคุณพี่ๆ Wallbox Thailand ที่คอยให้คำแนะนำด้วยครับ
แอปที่ช่วยลากคุณกลับบ้านตอนเมา
ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นน่าจะเป็นเวลาเกือบๆ ทุ่มแล้วครับ ผมและทีมงานที่มาตั้งแต่ 10 โมงเช้าก็เริ่มเหนื่อยกันแล้ว ในใจอยากมีใครสักคนไปส่งบ้านในตอนนั้นมาก
และผมก็เดินมาเจอกับแอปที่น่าสนใจสุดๆ ตัวนี้ครับ “U Drink, I Drive” ด้วยความสงสัยระดับเจ้าหนูจำไม ผมจึงไม่รอช้า เดินเข้าไปบอกว่า ขอดื่มด้วย เอ้ย ไม่ใช่ ขอรายละเอียดหน่อยครับ
ภายในตัวบูธของ U Drink, I Drive
ในเวลาที่เราอาจออกไปสังสรรค์ตอนกลางคืน พอรู้ตัวอีกที ร่างกายก็อยู่ในสภาพไร้แรงโน้มถ่วงซะแล้ว จะให้กลับบ้านสภาพนั้น ก็ไม่พ้นด่านหรืออุบัติเหตุอีก U Drink, I Drive จะเข้ามาช่วยเราตรงนี้เองครับ เราสามารถเรียกพี่ๆ คนขับรถให้มาขับรถของเรา เพื่อพาเรากลับบ้าน โดยมีค่าบริการเริ่มต้นที่ 500 บาทครับ (5 กิโลเมตรแรก)
ตัวแอปยังมีบริการคนขับรถในเวลากลางวันและแบบเหมารายวัน หรือรายเดือนอีกด้วยนะครับ ค่าบริการก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดเลย หากเทียบกับบริการระดับ 5 ดาวที่ได้รับ ใครสนใจก็ลองดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน U Drink, I Drive มาใช้บริการกันได้ครับ หมายเหตุอีกรอบว่า ไม่ได้จะโฆษณาให้เขานะครับ แต่คิดว่าเป็นช่องทางที่จะช่วยลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่ดี เลยอยากเอามาประชาสัมพันธ์ให้ทุกคนทราบ เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งครับ (แต่ถ้าทาง U Drink, I Drive อยากจะให้ค่าโฆษณากับผม ผมก็ไม่เกี่ยงเลยนะครับ)
ทำอะไรดีระหว่างรอกลับบ้าน
เล่นเกมรอทีม Kaidee กับพี่เต้ย
ผมเดินดูทั่วงานแล้วครับ ณ เวลานี้ (ประมาณทุ่มกว่าๆ) ผมกำลังรอกลับบ้าน พร้อมกับทีมงาน Kaidee คนอื่นๆ แต่พวกเขาก็ไม่มีทีท่าจะโผล่มา ไม่รู้จะทำอย่างไรดีครับ ผมจึงชวนพี่เต้ยเดินไปที่บูธ F03 ชาลเลนเจอร์ 3 ครับ
ใช่ครับ ที่นี่คือบูธ F1 in Schools ที่เข้ามาในบริเวณบูธแล้ว คุณจะเห็นจอและพวงมาลัย F1 เรียงติดกันเป็นสิบ และเครื่องเหล่านี้ก็ไม่ได้ตั้งโชว์เฉยๆ นะครับ คุณสามารถสัมผัสประสบการณ์การเป็นนักแข่งรถ F1 ได้ด้วยการขึ้นไปทดลองนั่งขับดูครับ ซึ่งจากการไปลองขับดูแล้ว ก็ต้องบอกว่าสมจริงสุดๆ ไปเลย ทั้งท่านั่ง พวงมาลัยและอาการปวดหลังจากการนั่งอย่างนั้น (ล้อเล่น) ใครสนใจก็ไปลองขับกันได้นะครับ เล่นฟรี จะนั่งทั้งวัน พวกพี่เขาก็ไม่ว่านะครับ (มั้ง)
ภายในบูธ F1 in Schools
ประชาสัมพันธ์ให้อีกนิดว่า บูธนี้จะมีการจัดแข่งงาน Esports ของเกม F1 2019 ด้วยนะครับ น่าสนุก ใครผ่านมาก็แวะมาชมได้
เจมส์อวอร์ดประจำงาน Thailand International Motor Expo 2020
อุตส่าห์เดินไปหาทีมกราฟิกให้ช่วยออกแบบโลโก้นี้ให้เลยนะ
อย่าพึ่งงุนงงไปครับ เนื่องจากผมใช้เวลาทั้งวันในการเดินดูงาน ผมรู้สึกว่า ผมควรสถาปนาตัวเองเป็นผู้มอบรางวัลให้กับสิ่งที่ผมเห็นภายในงาน (เหรอ) ซึ่งผมเป็นคนคิดหัวข้อเองทั้งสิ้น จะปัญญาอ่อน เอ่อ จะแปลกแหวกแนวขนาดไหน ไปชมกันครับ
รางวัลสวยนะ แต่ไม่ใช่รถ
รางวัลแรกขอเปิดมาด้วยอะไรที่มันแสนจะเกี่ยวกับมหกรรมรถยนต์หน่อยนะครับ นั่นคือรางวัลที่จะมอบให้กับของสวยงาม แต่บังเอิญว่าไม่ใช่รถภายในงาน ซึ่งรางวัลแรกนี้ตกเป็นของจักรยานคันนี้จากบูธคาวาซากิครับ สีของตัวจักรยานมีเสน่ห์มาก น่าเอาไปปั่นรอบเมืองหรือตามสถานที่ท่องเที่ยว ว่าแล้วก็รับรางวัลไปเลยครับ
หลุดโฟกัส ผมขออภัย
รางวัลสีรถแม่ไม่ปลื้ม
เคยคิดกันไหมครับ ว่ารถสีอะไรที่ถ้าเราถอยเข้าบ้านวันแรกเมื่อไร แม่คุณจะเดินมาถามว่า ลูกซื้อรถสีอะไรมาเนี่ย คำตอบก็คงแตกต่างกันออกไปนะครับ แต่สำหรับผม ต้องเป็นสีม่วงของ Aston Martin Vantage คันนี้เลยครับ แม่ผมไม่น่าจะปลื้มเท่าไร แต่ผมชอบนะครับ สีสวยกระแทกตามากๆ
สีเจ็บจี๊ดกระแทกตามารดาแน่นอน
รางวัลมอเตอร์ไซค์ที่อยากให้ไอ้มดแดงซื้อไปขี่
(คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้อาจเปิดเผยอายุของทั้งผู้อ่านและผู้เขียน) หลายคนคงเคยดูมาสค์ไรเดอร์รุ่นบุกเบิกอย่าง ไอ้มดแดงทั้ง 10 คน และแต่ละคนจะมาพร้อมกับมอเตอร์ไซค์คู่ใจสุดเท่ที่แฝงเสน่ห์ของแต่ละคนไว้ด้วย ทีนี้ ถ้าเกิดมอเตอร์ไซค์ของไอ้มดแดงสักคนเสีย ผมอยากให้เขาเอาคันนี้ไปขี่แทนครับ Harley-Davidson Road Glide 2020 ครับ และถ้าจะให้ดี คนขี่ต้องเป็นไอ้มดเขียว V3 ด้วยครับ
เท่ซะขนาดนี้ จะไม่ขี่ได้ไง
รางวัลรถเสือหมอบ
ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับ ว่าทำไมผมควรมอบรางวัลนี้ ให้กับรถคันนี้ เนื่องมาจากผมเดินมาสะดุดตากับรถคันนี้ที่จัดแสดงอยู่ในบูธรถแต่ง คือ Porsche Boxster 987 คันนี้ ผมเลยคิดในใจว่า ทำไมเหมือนเสือที่กำลังหมอบอยู่จังเลยนะ ก็แค่อยากจะมอบรางวัลให้เฉยๆ และก็ถือว่าได้กวนบาทาผู้อ่านเล่นๆ ด้วยครับ แหะๆ
ทั้งสี ทั้งรูปร่าง เหมือนซะขนาดนี้
รางวัล เฮ้ย ทำไมมันยังไม่แมส
ถัดจากบูธรางวัลเสือหมอบที่ผมพึ่งมอบไป ผมเดินมาถึงบูธมอเตอร์ไซค์แต่ง และผมก็ผงะกับคอนเซปต์การแต่งมอเตอร์ไซค์คันนี้ ภายใต้คอนเซปต์ Fireman หรือนักดับเพลิง เจ๋งมากเลยครับ ผมไม่แน่ใจว่าคอนเซปต์ใช้งานได้จริงไหม แต่ถ้ามีใช้กันอย่างแพร่หลาย การเข้าไปกู้ภัยหรือช่วยเหลือน่าจะทำได้ง่ายมากขึ้นนะครับ เห็นแล้วก็ได้คิดว่า ทำไมมันยังไม่แมสกันนะ
แค่ต่อกับหัวจ่ายน้ำ ก็ลุยได้เลย น่าสนใจจริงๆ นะ
รางวัลมอเตอร์ไซค์ที่พี่วินคู่ควร
ผมเคยคิดภาพของพี่ๆ วินขับมอเตอร์ไซค์รูปแบบเดียวกันหมด (เหมือนแท็กซี่) มันคงจะเท่ไม่เบาเลยนะครับ งาน Motor Expo 2020 จึงกลายเป็นที่ๆ ดี ที่ผมจะหามอเตอร์ไซค์ที่ผมอยากเห็น และจอเรตินาของดวงตาผมก็ไปหยุดอยู่ที่ Vespa S125 คันนี้ครับ สวยน่ารัก ไม่ดุเกินไป แต่มีสไตล์ที่ลงตัว เอามาขับให้เกลื่อนเมืองก็ดูเป็นเอกลักษณ์ไม่น้อย ว่าไหมครับ
รางวัลขวัญใจวัยเด็ก
ขอต่อกันที่มอเตอร์ไซค์อีกแค่รางวัลเดียวครับ เป็นรางวัลที่ทำให้ผมนึกถึงวัยเด็กของตัวเอง และของใครอีกหลายๆ คนแน่นอน เพราะที่บูธของ Honda เขามีการเปิดจอง Honda Monkey S125 รุ่น Gundam Limited Edition คงไม่ต้องบอกนะครับว่าคนเต็มบูธขนาดไหน กว่าผมจะเบียดเข้าไปขอเก็บภาพได้นี่ เลือดตาแทบกระเด็นครับ แอบรู้มาด้วยว่ามีแค่ 125 คันต่อสีด้วยนะครับ จำนวนจำกัดสุดๆ ไปเลย
รถที่ผมอยากจะขึ้นไปขับสักครั้งในชีวิต
ผมขอปิดท้ายรางวัลสุดท้ายของผม ด้วยรถที่ผมอยากขึ้นไปขับสักครั้งในชีวิต ผมมอบรางวัลนี้ให้กับ Chevrolet Corvette C2 คันนี้ครับ หลายท่านอาจจะแปลกใจว่า ทำไมให้รถโบราณ ก็ต้องตอบตรงนี้เลยว่า ความสวยงามของรถเป็นอมตะจริงๆ ครับ ผมเห็นแล้วละสายตาได้ยากมากจริงๆ ทั้งรูปทรง สีสันและความขลังที่มาพร้อมกับอายุของรถ มันทำให้ผมอยากจะขึ้นไปขับมันซะเดี๋ยวนั้นเลย แต่กลัวเขาจะโยนออกไปจากงานก่อน เลยได้แต่ยืนมองอยู่ห่างๆ ครับ
สวยขนาดนี้ อยากเห็นตามท้องถนนปัจจุบันเยอะๆ เลย
ความรู้สึกหลังจากเดินออกมาจากงาน
ถ้าให้พูดตามตรง การมาเดินในงานวันนี้เพียงวันเดียวก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้เรื่องรถหรือมอเตอร์ไซค์เพิ่มมากขึ้นสักเท่าไร แต่ความคิดผมเปลี่ยนไปครับ ผมคิดมาตลอดว่า มหกรรมยานยนต์แบบนี้ก็คงเหมาะกับผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่องรถยนต์อยู่แล้วเท่านั้น
แต่เปล่าเลย การที่เราไม่รู้อะไรเลย ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะสนุกไปกับงานไม่ได้ งานมีอะไรหลายอย่างที่เกี่ยวกับรถ แต่นำเสนอผ่านหลายแง่มุมให้คนที่มีความสนใจหลากหลายได้มาเลือกชม และถ้าเราไม่รู้อะไร แต่อยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม พี่ๆ ประจำแต่ละบูธก็พร้อมให้ข้อมูลด้วยความเต็มใจเสมอ
เพราะฉะนั้น ใครที่ไม่เคยมางานมหกรรมยานยนต์หรือ Thailand International Motor Expo 2020 แต่อยากลองมาหาประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ตัวเอง ก็อย่าเสียเวลาครับ ทำตัวเหมือนผมเข้าไว้ ไม่ต้องคาดหวังว่าจะได้อะไรจากงาน แต่หากมีความสงสัยอะไรที่เราอยากรู้ ก็เข้าไปหาคำตอบเลยครับ
หากไม่มีอะไรผิดพลาด บทความของผมจะลงวันที่ 7 ธันวาคมนี้ นั่นแปลว่าจะมีเวลาอีก 1 สัปดาห์เต็ม ให้คุณได้เข้าไปเดินในงาน เพราะฉะนั้นอย่าพลาดเชียวนะครับ และก็ขอขอบคุณบอสของผมมากครับ ที่บังคับ ไม่ใช่สิ สนับสนุนให้ผมมางานนี้