Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
นับว่าเป็นหนึ่งในกิจกรรมกลางแจ้งที่ฮิตและเป็นกระแสมากที่สุดในบ้านเราช่วงนี้กับ “แคมป์ปิ้ง” ซึ่งเหตุผลหลักที่ใครต่อใครต่างหลงใหลในกิจกรรมนี้ก็คือ การได้พักผ่อนหย่อนใจอย่างแท้จริง ได้ใกล้ชิดอยู่กับธรรมชาติ และสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้ร่วมทริปไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี รวมถึงยังช่วยลดความเครียดและเสริมสร้างสุขภาพใจที่ดี การแคมป์ปิ้งจึงตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ต้องการให้ธรรมชาติเยียวยาจิตใจได้เป็นอย่างดี
จากผลการสำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดาพบว่ามีประชากรออกไปแคมป์ปิ้งมากขึ้นทุกปี มากกว่า 6 ล้านครัวเรือนที่จะออกไปตั้งแคมป์อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งผู้คนที่ออกไปทำกิจกรรมแคมป์ปิ้งมีครบทุกช่วงอายุ ไม่ว่าจะเป็น เด็ก วัยรุ่น และผู้ใหญ่ หรือไปแบบทั้งครอบครัวก็มีจำนวนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องบอกเลยว่าวิถีของการแคมป์ปิ้งแต่ละประเทศ แต่ละภูมิภาคนั้นก็จะมีความแตกต่างกันออกไปดังนี้
Camp Culture
จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้
RV (Recreational Vehicle)
ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่
Trekking Camping
จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ
Glamping Camping
มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก
แล้วมือใหม่ควรใช้เต็นท์แบบไหน ?
แต่สำหรับมือใหม่แล้วการที่จะออกไปแคมป์ปิ้งครั้งนึงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องการเตรียมความในเรื่องของอุปกรณ์อีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการจัดเตรียมอุปกรณ์ให้ครบและพร้อมมากที่สุด เพราะเมื่อเราออกเดินทางแล้วเราจะไม่สามารถหาอุปกรณ์ที่ขาดไปในสถานที่กางเต็นท์ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ “เต็นท์” เพราะในท้องตลาดนั้นมีเต็นท์รุ่นใหม่มากมายหลายแบบเหลือเกิน รวมถึงมีราคาตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น แล้วเต็นท์แบบไหนล่ะที่จะเหมาะกับเรามากที่สุด วันนี้เรามีเทคนิคการเลือกซื้อเต็นท์ให้สำหรับมือใหม่ได้ศึกษากัน
จำนวนคนนอนเต็นท์
สิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้อเต็นท์คือขนาดของเต็นท์ ซึ่งคำนวณได้ง่ายๆ จากจำนวนคนที่ไปในแต่ละครั้ง ถ้าหากว่าเราเป็นครอบครัวใหญ่ที่เวลาจะไปเที่ยวแต่ละครั้งต้องยกกันไปแบบครบบ้านก็ต้องเลือกเต็นท์ขนาดใหญ่สำหรับครอบครัวไว้ใช้งาน
แต่ถ้าหากคุณเป็นคนที่ชอบลุยเดี่ยวหรือว่าไปกับแฟนเป็นส่วนใหญ่ก็ควรเลือกเต็นท์ที่มีขนาดกะทัดรัดพอดีไว้ใช้งาน และเราขอแนะนำว่าควรเลือกเต็นท์เผื่อ 1 ที่ไว้เสมอ เช่น นอน 2 คน ควรเลือกซื้อเต็นท์สำหรับ 3 คน เพื่อที่จะมีพื้นที่ไว้สำหรับวางสิ่งของ กระเป๋า หรือสัมภาระต่าง ๆไว้ภายในเต็นท์ได้
รูปแบบการเดินทาง
ในการออกไปแคมป์ปิ้งแต่ละครั้งนอกจากอุปกรณ์สำหรับแคมป์ปิ้งแล้ว เรายังต้องพกเสื้อผ้า วัตถุดิบสำหรับทำอาหาร และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นรูปแบบของการเดินทางจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะการเดินทางในแต่ละรูปแบบก็จะมีข้อจำกัดในเรื่องของการพกพาสัมภาระที่แตกต่างกันออกไป การเลือกเต็นท์จึงเป็นปัจจัยหลักที่สัมพันธ์ต่อการเดินทางด้วย
- รถโดยสาร หากคุณต้องเดินทางไปแคมป์ปิ้งด้วยรถโดยสารประจำทาง และต่อด้วยการเดินเท้าอาจต้องเลือกเต็นท์ที่มีน้ำหนักเบาเป็นหลัก และพับเก็บได้ในขนาดที่เล็กกะทัดรัดเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง
- จักรยานทัวร์ริ่ง สำหรับการออกทริปแบบปั่นจักรยานทัวร์ริ่งที่เดินทางด้วยจักรยานเป็นหลัก ควรเลือกเต็นท์ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับแบบข้อแรก ซึ่งจะเน้นไปที่เต็นท์น้ำหนักเบาและขนาดกะทัดรัดที่จะช่วยแบ่งเบาน้ำหนักให้จักรยานได้
- มอเตอร์ไซค์ หากคุณเป็นสายออกทริปด้วยสองล้อคู่ใจ ก็อาจจะมองหาเต็นท์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นมานิดหน่อยได้ เพราะมอเตอร์ไซค์สามารถแบกรับน้ำหนักเต็นท์ได้อย่างสบาย
- รถยนต์ จัดเต็มได้แบบสุดๆ สำหรับสายขน พราะเมื่อคุณเอารถยนต์ส่วนตัวไปก็สามารถเลือกเต็นท์ขนาดใหญ่ได้ แถมยังมีพื้นที่ให้ขนของได้อีกเพียบ เรียกได้ว่าอลังการงานสร้างเลยทีเดียว
คำนึงถึงสภาพอากาศ
ฤดูกาลเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกเต็นท์ ยิ่งถ้าเป็นบ้านเราที่มีอากาศร้อนเป็นส่วนใหญ่ เวลาที่ออกไปแคมป์ปิ้งก็ควรเลือกเต็นท์ที่ระบายอากาศได้ดี อาจเป็นเต็นท์ที่มีประตูหน้าต่างรอบทิศทาง สามารถลู่ลมได้อย่างเต็มที่ก็จะช่วยถ่ายเทอากาศได้
สำหรับหน้าฝนสิ่งสำคัญในการเลือกเต็นท์ให้ดูจากวัสดุของเต็นท์ที่สามารถกันน้ำได้ ควรเลือกแบบผ้าที่กันน้ำได้เป็นอย่างดี เพราะจะช่วยกันทั้งน้ำฝนและน้ำค้างเพื่อให้คุณนอนหลับอิ่มสบายไม่ต้องกังวลว่าน้ำจะซึม และสุดท้ายสำหรับหน้าหนาว หากคุณออกไปตั้งแคมป์หน้าหนาวเป็นส่วนใหญ่ อาจหาถึงนอนนุ่มๆ ที่กันหนาวได้เป็นอย่างดี เพราะไม่อย่างนั้นคุณอาจนอนสั่นทั้งคืนเลยล่ะ
งบประมาณ
สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดในการเลือกซื้อเต็นท์ก็คือ “งบประมาณ” เนื่องจากในท้องตลาดก็มีเต็นท์ตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่น การตั้งงบประมาณจึงเป็นตัวช่วยให้เราตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้น ซึ่งเต็นท์ราคาแพงและราคาถูกก็มีความแตกต่างกันหลายสิ่ง ซึ่งเต็นท์แพงก็มาพร้อมความสวยงาม ฟังก์ชันการใช้งาน รวมถึงวัสดุของตัวเต็นท์ ซึ่งการลงทุนซื้อครั้งนี้อาจใช้งานไปนานได้หลายปี แต่ถ้าหากเป็นเต็นท์ราคาถูก วัสดุการใช้งานก็อาจเหมาะสมกับราคา และของถูกและดีก็อาจจะมี สิ่งนี้ก็ล้วนแล้วแต่ว่างบประมาณของคุณตั้งไว้อยู่ที่เท่าไหร่
สรุป
เป็นอย่างไรกันบ้างกับเทคนิควิธีการเลือกเต็นท์สำหรับมือใหม่ ซึ่งมีเต็นท์มากมายหลายรุ่นในท้องตลาดให้คุณได้เปรียบเทียบข้อมูลก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นเต็นท์แบบไหน การเลือกสถานที่กางและเรื่องของความปลอดภัยควรมาก่อนเป็นอันดับหนึ่งเสมอ และอย่าลืมปฏิบัติตามกฏระเบียบของสถานที่นั้นๆ เพื่อให้การพักผ่อนของคุณได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมและมีความสุขมากที่สุด
สำหรับใครที่กำลังมองหาเต็นท์หลังแรกเป็นของตัวเอง หรือกำลังหาซื้ออุปกรณ์แคมป์ปิ้ง สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่มีสินค้ารอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออีกเพียบ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ล่าสุด GoPro แบรนด์ยักษ์ใหญ่แห่งวงการกล้อง Action Camera ได้เปิดตัว GoPro HERO 9 Black ที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากรุ่นก่อนหน้าอย่าง GoPro HERO 8 Black โดยใส่ฟีเจอร์และฟังก์ชันมาอย่างจัดเต็ม ทั้งในเรื่องของความสามารถในการถ่ายวิดีโอ, หน้าจอสีสัมผัสทั้งด้านหน้าและด้านหลัง, ระบบกันสั่นที่นิ่งกว่าเดิม, รองรับการสั่งงานด้วยคำสั่งเสียง, แบตเตอรี่เพิ่มความอึดขึ้น 30% พร้อมรองรับอุปกรณ์เสริมหลายรูปแบบ และยังมีฟีเจอร์เสริมอื่นๆ อีกมากมายที่ตอบโจทย์ผู้ชื่นชอบการผจญภัยได้อย่างแท้จริง
กล้อง GoPro คืออะไร ?
นับว่าเป็นกล้องสำหรับสายลุย และคนที่ชื่นชอบการผจญภัยที่อยากจะบันทึกภาพความทรงจำในช่วงเวลาเหล่านั้นไว้ หรือแม้แต่สายถ่าย Vlog ที่ตัวกล้องให้ความคล่องตัวในการใช้งานสูง และยังมีอุปกรณ์เสริมอีกมากมายเพื่อทำให้คุณสามารถพกกล้องและลุยถ่ายไปด้วยทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายใต้น้ำ หรือขณะขับรถ เพราะตัวกล้องมีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดเล็กกะทัดรัดพอดีมือ จึงทำให้สามารถพกพาไปไหนก็สะดวกสบายไม่เกะกะ รวมถึงยังมีความแข็งแรงทนทานสูง ที่สำคัญยังสามารถถ่ายภาพนิ่งและถ่ายวิดีโอในความละเอียดที่สูงให้ภาพที่คมชัดสวยงามได้แบบที่ต้องการ อีกทั้งแบตเตอรี่ยังมีความอึดอยู่ได้นานจึงเหมาะสมที่จะเป็นกล้องตัวโปรดพร้อมลุยกับคุณไปได้ทุกที่
ซึ่งเราสังเกตได้ง่ายๆ ว่ากล้อง GoPro จะอยู่ในทุกวงการทั้ง การแข่งขันกีฬา Extreme, วงการกีฬา, เหล่า Influencer, Youtuber และอีกหลายวงการ เพราะด้วยตัวกล้องที่สามารถใช้งานง่ายไม่มีความซับซ้อน และอุปกรณ์เสริมต่างๆ ที่ใช้งานได้อย่างหลากหลาย เหตุผลเหล่านี้จึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างเป็นวงกว้าง และรุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง GoPro HERO 9 Black จะมีอะไรที่น่าสนใจ จุดเด่นมีอะไรบ้าง มาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้เลย
5 ฟีเจอร์เด่นที่น่าสนใจของ GoPro HERO 9 Black
มาเจาะลึกดูกันว่า GoPro HERO 9 Black จะมีจุดเด่นอะไรบ้างที่น่าสนใจ และมีจุดใดบ้างที่พัฒนามาจากรุ่นก่อนหน้านี้ รวมถึงความคุ้มค่าว่าแตกต่างจาก GoPro HERO 8 Black อย่างไรบ้าง
1. สเปคโดยรวมที่น่าสนใจ
สเปคโดยรวมที่น่าสนใจของ GoPro HERO 9 Black จะสามารถถ่ายวิดีโอได้ที่ 5K 30fps, 4K 30fps และยังถ่ายวิดีโอแบบ Full HD เฟรมเรตสูงสุดที่ 240 เฟรมต่อวินาที ไว้สำหรับใช้งานในการถ่าย Slow Motion ให้ดูสวยงามมากว่าเดิม
ในเรื่องของการถ่ายภาพนิ่งมีความละเอียด 20 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Super Photo + HDR และมีเลนส์ทั้งหมด 4 ระยะด้วยกัน คือ SuperView, Wide, Linear และ Narrow ส่วนระบบกันสั่นรุ่นล่าสุดจะเป็น HyperSmooth 3.0 + Boosted ทำให้ได้ภาพออกมานิ่งมากกว่าเดิม ในด้านตัวกล้องออกแบบมาให้กันน้ำลึกได้ถึง 10 เมตร โดยที่ไม่ต้องสวมใส่เคสป้องกันใดๆ และสามารถบันทึกเสียงคุณภาพสูง ใช้งานจริงได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยไมโครโฟนภายนอก และระบบเมนูต่างๆ ที่ออกแบบมาให้เราสามารถเริ่มต้นใช้งานได้ง่ายกว่าเดิม
2. ความสามารถในการถ่ายวิดีโอ
สิ่งที่น่าสนใจและมีส่วนสำคัญที่สุดของตัวกล้องก็ต้องเป็นเรื่องคุณภาพของวิดีโอที่ GoPro HERO 9 Black ให้ความละเอียดในการถ่ายวิดีโอสูงสุด 5K ที่เฟรมเรต 30 เฟรมต่อวินาที ให้ความละเอียดที่มากพอสำหรับคนที่ทำงานสายวิดีโอ ซึ่งปกติแล้ววิดีโอที่เราใช้กันบน YouTube จะมีความละเอียด Full HD เป็นหลัก ส่วนความละเอียด 4K ก็เริ่มมีให้เห็นบ้างแล้วแต่ถือว่ายังไม่ได้รับความนิยมมากสักเท่าไหร่
แต่ถ้าผู้ใช้งานที่อยากได้ภาพ 4K แบบลื่นไหลก็ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ 4K ได้ที่ 60 เฟรมต่อวินาที หรือจะเอามาประยุกต์ใช้ถ่าย 4K เพื่อครอปภาพและใช้เฟรมเรตที่ 60 มาดึง Slow Motion ก็ได้ สำหรับคนที่อยากถ่ายวิดีโอแบบ Frame Rate สูงสุดๆ แล้วเอามาดึง Slow Motion ด้วยยังสามารถถ่ายวิดีโอความละเอียด Full HD ที่ 240 เฟรมเรต เหมาะสำหรับถ่าย Footage Slow Motion แนว Dramatic ได้สบาย ซึ่งจะช่วยให้เราได้คุณภาพวิดีโอที่สูง และยังได้เฟรมเรตมาไว้สำหรับตัดต่อได้อีกเพียบ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ทำงานคอนเทนต์สายวิดีโอและตอบโจทย์การใช้งานได้ทุกรูปแบบ
3. TimeLapse & TimeWarp
ต่อมาเป็นโหมดที่สร้างความน่าตื่นตาตื่นใจมาโดยตลอดกับโหมด TimeLapse และ TimeWarp ซึ้งทั้งสองโหมดนี้จะเป็นการถ่ายวิดีโอแบบเร่งเวลา แต่มีความแตกต่างคือ TimeLapse จะเน้นการถ่ายวิดีโอแบบอยู่กับที่ ตั้งอยู่ที่ขาตั้งกลอง ไม่มีการเคลื่อนไหว ช่วยทำให้คลิปของเราสื่อสารเรื่องอารมณ์ ความโดดเด่นของสถานที่ และช่วงเวลา
ในส่วนของโหมด TimeWarp เป็นเหมือนโหมด HyperLapse คือเน้นเร่งเวลาของการเคลื่อนไหวของมุมกล้องไปด้วย ส่งผลทำให้ภาพของเรามีความน่าตื่นเต้น เห็นการเคลื่อนไหวของมุมกล้องและสถานที่ไปในตัว
โดยทั้งสองโหมดนี้ผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานได้ง่าย แล้วก็เลือกปรับระดับการเร่งเวลาได้ตามต้องการ ถ้าเลือก Footage ที่มีเวลานานก็จะทำให้ภาพวิดีโอมีช่วงเร่งที่เร็วและนาน แต่ถ้าต้องการเร่งแบบพอดีก็เลือกในระดับต้นที่ไม่ต้องเร็วมาก ก็จะส่งผลให้ได้ภาพที่สมูทและสวยงาม
4. ระยะเลนส์ 4 แบบ ที่ช่วยสร้างมุมมองได้หลากหลาย
มาดูในส่วนของเลนส์กันบ้างที่เห็นได้ชัดคือระยะของเลนส์จะมีจุดเด่นในการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถถ่ายได้หลากหลายมุมมอง และครอบคลุมการใช้งานได้มากกว่าเดิม
- เลนส์ระยะ SUPERVIEW (16MM)
เริ่มต้นกันที่ระยะ SuperView ที่ให้ระยะกว้างสุด 16mm มีขอบโค้งมนเล็กน้อย ซึ่งมุมนี้เหมาะสำหรับการถ่ายคลิปและภาพนิ่งที่ผู้ใช้ต้องการเล่าเรื่องให้ดูน่าตื่นเต้น น่าดึงดูดให้ชวนติดตาม และด้วยมุมมองที่กว้างเป็นพิเศษจะสามารถเก็บรายละเอียดทุกอย่างไว้ในเฟรมได้ครบถ้วน
- เลนส์ระยะ WIDE (16-34MM)
โดยเลนส์ระยะนี้จะให้มุมมองที่แคบลงมาจากระยะ SuperView ซึ่งจุดเด่นคือเน้นการเล่าเรื่องที่ให้ความสำคัญของคนพูดเป็นหลัก แต่ยังให้ความกว้างของฉากหลังอยู่ เรียกได้ว่าเป็นระยะที่ใช้งานได้หลายรูปแบบ เพราะให้มุมมองที่กว้างและขอบของภาพไม่โค้งมากจนเกินไป
- เลนส์ระยะ LINEAR (19-39MM)
ระยะนี้จะให้มุมมองประมาณ 19-39mm จุดเด่นจะเน้นไปที่คนพูดเป็นหลัก มุมภาพจะถูกซูมเข้ามาอีก ส่วนขอบโค้งที่เคยมีในระยะ SuperView และ Wide จะหายไป ซึ่งเหมาะสำหรับการถ่ายที่เน้นการพูดคุยเป็นหลัก หรือเก็บบรรยากาศโดยรอบที่ให้ความรู้สึกสบายและไม่ดูห่างจนเกินไป
- เลนส์ระยะ NARROW (27MM)
ระยะสุดท้ายกับมุมมอง 27mm ซึ่งเป็นระยะที่ให้มุมมองที่แคบที่สุดสำหรับกล้อง GoPro HERO 9 Black โดยจะเป็นการเน้นถ่ายเจาะไปที่คนพูด หรือ Close Up เน้นสิ่งของแบบเฉพาะเจาะจงให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
5. จอสีทั้งหน้าและหลังเหมาะสำหรับ Vlogger และ Youtuber
โดยก่อนหน้านี้ GoPro HERO 8 Black ก็มีทั้งจอหน้าและจอหลัง ซึ่งเป็นหน้าจอขาวดำที่บอกสถานะของเวลาในการบันทึกวิดีโอและโหมดของกล้องเท่านั้น ส่วนจอหลังระบบสัมผัสที่สามารถพับขึ้นได้ในขนาด 1.95 นิ้ว สำหรับถ่ายภาพและวิดีโอตัวเอง
แต่ GoPro HERO 9 Black จะมาพร้อมหน้าจอสีทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ในส่วนจอด้านหน้าจะเป็นการแสดงผลของภาพพรีวิวหรือเซลฟี่เพื่อให้เห็นมุมมองและตำแหน่งของผู้พูดได้อย่างชัดเจน ส่วนจอหลังมีขนาดกว้าง 2.27 นิ้ว สามารถสั่งงานด้วยระบบสัมผัสได้เหมือนเดิม
สรุป
ต้องบอกเลยว่าคุ้มค่ากับการรอคอยสุดๆ สำหรับคนที่ต้องการกล้อง Action Camera ไว้ออกลุยสักหนึ่งตัว เพราะนอกจากจะพกพาสะดวกแล้ว ยังใช้งานได้ในทุกสถานการณ์ แถมคุณภาพวิดีโอระดับโปร ใช้งานง่ายที่ไม่ว่าจะถ่าย Vlog หรือเซลฟี่ก็ตอบโจทย์ ยิ่งถ้าคุณเป็นสายลุย สาย Adventure แล้วล่ะก็อย่ารอช้าที่จะเป็นเจ้าของกันเลย
สำหรับใครที่สนใจกล้อง GoPro HERO 9 Black หรือรุ่นอื่นๆ สามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee แหล่งขายของออนไลน์ที่อัดแน่นสินค้ามากกว่า 32 หมวดหมู่ ที่กำลังรอให้คุณคลิกเข้ามาช้อปอยู่
Nov 30, 2020 | บทความยานยนต์
รถสปอร์ตถือว่าเป็นหนึ่งในรถที่ใครหลาย ๆ คนฝันว่าจะต้องได้ขับสักครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ที่เท่ห์บาดใจที่จะมองมุมไหนก็น่ามอง เครื่องยนต์กำลังแรงสูง ที่พร้อมจะแซงรถทุกคันที่อยู่บนท้องถนน นอกจากนี้รถสปอร์ตยังแสดงได้ถึงฐานะของผู้ขับขี่อีกด้วย
ทำไมต้องรถสปอร์ตมือสอง
ปัจจัยหลัก ๆ ที่ทำให้ใครหลายคนไม่อยากจะซื้อรถสปอร์ตคือ “ราคา” ที่แพงสูงกว่ารถทั่วไปหลายเท่าตัว ยังไม่นับค่าบำรุงรักษาและค่าประกันที่สูงอย่างมาก ทำให้การมองรถสปอร์ตมือสองอาจจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับใครหลาย ๆ คน โดยราคาเหล่านี้พวกเรานำมาจาก Rod Kaidee เป็นหลักที่อ่านเสร็จแล้วสามารถที่จะไปเลือกซื้อได้
Toyota Supra
หนึ่งในรถในฝันของใครหลาย ๆ คนกับ Toyota Supra กับดีไซน์สุดสปอร์ตพร้อมเครื่องยนต์สุดโหดรหัส B58B30B เป็นเครื่องยนต์แบบ Twin – Scroll Turbo 6 สูบ ให้กำลังสูงถึง 387 แรงม้า เรียกได้ว่าเหลือ ๆ สำหรับสายซิ่งโดยค่าตัวของ Supra นั้นเริ่มต้นเพียง 2.5 ล้านเท่านั้น เรียกได้ว่าน่าเล่นมาก ๆ สำหรับสาวก Toyota
Ford Mustang
Mustang ถือว่าเป็นหนึ่งในตระกูลรถทีสร้างชื่อให้กับ Ford มาอย่างยาวนาน โดยจุดเด่นของรถคันนี้คือรูปทรงแกร่งสไตล์อเมริกันอันเป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมกับเครื่องยนต์เบนซิน V8 พลังแรงม้า 460 และแรงบิตอีก 556 นิวตันเมตร ใครที่ชอบรถสปอร์ตสไตล์อเมริกา ก็ต้องรถคนนี้เลย สำหรับรถคันนี้มีราคามือสองเริ่มต้นที่ 2.6 ล้านบาท(แล้วแต่รุ่น)
SUBARU BRZ
หากใครอยากได้รถสปอร์ตแต่ราคาเท่ารถบ้าน ก็ขอแนะนำ Subaru BRZ รถสปอร์ตสัญชาติญี่ปุ่นที่ดีไซน์ทำออกมาได้หล่อมาก ไม่ว่าจะเป็นมุมไหน ๆ นอกจากนี้กำลังของเครื่องยนต์ก็ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมที่ 200 แรงม้า พร้อมกับความเร็วที่สูงมากถึง 226 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว นับว่าเป็นหนึ่งในรถที่น่าลองมาก ๆ ในราคามือสองเริ่มต้นเพียง 1.5 บาทล้านเท่านั้น(แล้วแต่รุ่น)
Audi TT
Audi TT นับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่หลาย ๆ คนควรมอง ด้วยความที่มีดีไซน์โดดเด่นสะดุดตาไม่เหมือนใครในท้องถนน คู่กับระบบความปลอดภัยและสมรรถนะของเครื่องยนต์ที่ทำออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ภายในตกแต่งด้วยความเป็นรถสปอร์ตผสมกับความหรู โดย Audi TT มือสองมีราคาเริ่มต้นที่ 1 ล้านบาทเท่านั้นเอง(แล้วแต่รุ่น)
Nissan GT-R
GT-R หากใครเคยเล่นเกมแนวแข่งรถอย่าง Need for Speed บ่อย ๆ จะคุ้นกับคันนี้ดี โดยจุดเด่นของรถคันนี้คือดีไซน์ที่โดดเด่นตั้งแต่ด้านหน้าไปจนถึงด้านหลัง สมรรถนะของรถที่ดีมาก ๆ ตามสไตล์รถสปอร์ต ที่สำคัญรถรุ่นนี้ยังสามารถที่จะแต่งได้หลายแนว เรียกได้ว่าคุ้มมาก ๆ โดยราคาค่าตัวของ Nissan GT-R มือสองเริ่มต้นที่ 5.5 ล้านบาท(แล้วแต่รุ่น)
BMW I8
BMW I8 ถือว่าเป็นหนึ่งในรถที่เป็นกระแสอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา โดยชูจุดเด่นในเรื่องของความสปอร์ตผสมกับความหรูได้อย่างยอดเยี่ยม ภายในตกแต่งด้วยความสปอร์ตระดับฟรีเมียม พร้อมสมรรถภาพของเครื่องยนต์ 231 แรงม้าทำเป็นหนึ่งในรถที่หลาย ๆ คนเมื่อเห็นแล้วจะต้องชอบอย่างแน่นอน สำหรับราคามือสอง BMW I8 จะอยู่ที่ 1-5 ล้านบาท(แล้วแต่รุ่น)
Benz AMG CLA
มาดูของฝั่ง Mercedes – Benz กันบ้างกับ Benz AMG CLA ที่ได้ถือว่าเป็นรถที่มีความสมดุลในทุกด้าน ทั้งดีไซน์ การตกแต่างภายใน ความแรงของเครื่องยนต์พร้อมกับระบบความปลอดภัยแบบครบครัน ทำให้รถคันนี้จะขับไปจีบสาวก็ดี จะขับไปทำงานก็ดูดี โดยราคาค่าตัวของรถคันนี้มือสองจะอยู่ที่ 1.3 ล้านบาทเท่านั้นBenz (แล้วแต่รุ่น)
MAZDA MX-5
ปิดท้ายกันด้วยรถสปอร์ตขวัญใจพ่อบ้านอย่าง MAZDA MX-5 ที่แม้ว่าจะมาในทรงของ SUV แต่ก็มีความเป็นสปอร์ตอย่างเต็มตัว ตั้งแต่กระจังหน้ารถไปจนถึงไฟท้ายต่างก็ทำออกมาได้อย่างสวยงาม การตกแต่งภายในที่หรูหราพร้อมกับเครื่องยนต์ 2,488 cc กับ 170 เหมาะมากกับการที่ท่องเที่ยวและการใช้งานในชีวิตประจำวัน ค่าตัวเริ่มต้นของราคามือสองที่ 7 แสนบาทเท่านั้น(แล้วแต่รุ่น)
สรุปท้ายบทความ
รถสปอร์ตถือว่าเป็นฝันของใครหลาย ๆ คน ที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์และประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามรถเหล่านี้มักจะมีราคาที่สูง ทำให้การซื้อรถเหล่านี้ในราคามือสองอาจจะสานฝันของใครหลาย ๆ คนได้ในการมีรถสปอร์ตได้ง่ายขึ้นก็เป็นได้ สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าจะไปหารถมือสองที่ไหนดี เราขอแนะนำ RodKaidee ที่นี่เรามีรถมือสองหลากหลายรุ่น หลากหลายราคาให้ได้เลือกซื้อกันเลย
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในปัจจุบันแม้ว่าเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาไปไกลแค่ไหน แต่ความหลงใหลในกลิ่นอายของความคลาสสิกยังไม่เคยจางหายไปในทุกยุคสมัย ปรากฏการณ์การกลับมาฟื้นคืนชีพของ “กล้องฟิล์ม” และเสน่ห์ของการ “กดชัตเตอร์เพื่อ 36 รูป” เป็นหนึ่งในเทรนด์สุดฮิตในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา
ในขณะที่กล้องดิจิทัลและกล้อง DSLR ได้มีการพัฒนายกระดับฟังก์ชันให้ทันสมัย สามารถกดถ่ายซ้ำได้และเช็กดูรูปภาพ หรือรูปไหนไม่ถูกใจก็ลบได้ในทันที แต่หลายคนยังคงโหยหาการเฝ้ารอคอยภาพถ่ายและลุ้นภาพที่ออกมาจากกระบวนการล้างฟิล์ม บวกกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการจะสร้างความแตกต่างและสะท้อนเอกลักษณ์ความเป็นตัวของตัวเองผ่านภาพถ่ายที่ลงในโลกโซเชียล
กระแสของกล้องฟิล์มในปัจจุบันไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังมีเหล่าดารา ศิลปินจำนวนมากที่เปรียบเสมือนเป็นผู้ขับเคลื่อนวงการกล้องฟิล์มอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็น “ลิซ่า Blankpink” “เวียร์ ศุกลวัฒน์-เบลล่า ราณี” รวมถึง “นาย ณภัทร” ที่ได้มีผลงานภาพถ่ายออกมาให้พวกเราเห็นบ่อยๆ ผ่านทางโซเชียล และกลุ่มในเฟซบุ๊กอย่าง “คนรักกล้องฟิล์ม” ที่ปัจจุบันก็ได้มีสมาชิกถึง 2.3 แสนคน สิ่งนี้จึงการันตีได้ว่ากระแสของกล้องฟิล์มได้กลับมายิ่งใหญ่อย่างแท้จริง
และเชื่อได้ว่าในตอนนี้ทุกคนคงต้องมีกล้องฟิล์มเป็นของตัวเองกันบ้างแล้ว สำหรับมือใหม่ที่พึ่งหัดถ่ายกล้องฟิล์มก็อาจเกิดคำถามว่าเราควรจะเลือกใช้ฟิล์มแบบไหนดี และก่อนจะเลือกฟิล์มจะต้องรู้อะไรบ้าง ซึ่งการเลือกฟิล์มก็มีความสำคัญไม่แพ้ไปจากการเลือกกล้องเลย เพราะว่าโทนสีของฟิล์มที่ถูกใจไม่สามารถแก้ได้ทีหลัง ต้องถ่ายให้หมดม้วนและล้างออกมาก่อนถึงจะรู้ได้ว่าภาพของเราเป็นยังไง
ก่อนซื้อฟิล์มต้องรู้อะไรบ้าง
ทุกวันนี้ฟิล์มก็มีให้เราเลือกได้มากมายหลายโทนหลายแบบกันออกไป ซึ่งก่อนอื่นเลยเราต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าอยากถ่ายอะไร และชอบโทนสีแบบไหน เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่าอยากถ่ายอะไรก็จะทำให้เราสามารถเลือกโทนสีของฟิล์ม และความไวแสงได้อย่างเหมาะสม เพราะสภาพของแสงหรือสภาพอากาศมีผลต่อรูปถ่ายเป็นอย่างมาก ถ้าเลือกได้เหมาะสมก็จะทำให้ภาพถ่ายของไม่มืดเกินไปหรือสว่างจนเกินไป
ที่สำคัญเราต้องรู้วันหมดอายุของฟิล์ม ซึ่งฟิล์มแต่ละกล่องจะระบุวันหมดอายุไว้ที่ข้างกล่องอย่างครบถ้วน แล้วถ้าฟิล์มหมดอายุเราสามารถเอามาถ่ายได้มั้ย ? คำตอบก็คือถ่ายได้ปกติ แต่สีขอองภาพที่ได้ออกมาจะดูผิดเพี้ยนไปจากปกติ ก็นับว่าเป็นความสวยงามอีกรูปแบบหนึ่งที่หลายคนก็ได้ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก
ฟิล์มในท้องตลาดมีกี่ประเภทและแตกต่างกันอย่างไร
สีของฟิล์มมี 2 แบบ คือ ฟิล์มขาว-ดำ ที่ถ่ายออกมาแล้วจะได้รูปขาว-ดำ และฟิล์มสี ที่ถ่ายออกมาแล้วจะได้สีตามที่เห็น ซึ่งมีให้เลือกกันหลายแบบ และถ้าแบ่งตามขนาดที่ปัจจุบันนิยมใช้กันคือ 35MM เป็นขนาดที่นิยมใช้กันมากที่สุด สามารถถ่ายได้ 36 รูป มีขนาดรูปอยู่ที่ 36×34 mm ใช้ได้กับกล้องทั่วไป
โดยข้อดีของฟิล์มขนาด 35MM คือสามารถหาซื้อได้ง่าย พกพาสะดวก และมีให้เลือกเยอะ ต่อมาคือขนาด 120MM เหมาะสำหรับกล้องที่มีขนาดใหญ่ เมื่อถ่ายแล้วได้รูปหลายขนาด ให้สัดส่วนของภาพเป็นขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่ง 1 ม้วน สามารถถ่ายได้ 12 รูป ข้อดีคือภาพมีความคมชัดกว่าขนาด 35MM แต่ข้อเสียคือฟิล์มจะมีขนาดใหญ่ ไม่สะดวกต่อการพกพาสักเท่าไหร่ และฟิล์ม 110MM ฟิล์มขนาดเล็กที่ผลิตมาใช้กับกล้องขนาดเล็กที่สามารถถ่ายได้ 12 และ 24 รูป ข้อเสียคือหายากและมีราคาที่สูงกว่าฟิล์มทั่วไป
ISO คืออะไร ?
เมื่อซื้อฟิล์มมาแล้วให้เราสังเกตตามกล่องฟิล์มที่จะระบุตัวเลข เช่น 100 หรือ 400 ซึ่งตัวเหล่านี้คือการบอกถึงความไวแสง หากตัวเลขน้อยหมายถึงความไวแสงต่ำ เกรนน้อย ภาพละเอียด และตัวเลขที่มากหมายถึงความไวแสงสูง เกรนชัด ดังนั้นเราควรเลือก ISO ของฟิล์มให้เหมาะสมกับสภาพแสงที่เราต้องการถ่าย หลักการในการเลือกง่ายๆ ถ้าเราต้องการถ่ายในที่มืแดด สามารถเลือก ISO ได้ตั้งแต่ 100-400 ได้เลย แต่ถ้าเราต้องการถ่ายในที่แสงน้อยหรือที่มืด ควรเลือก ISO ตั้งแต่ 800 ขึ้นไป ซึ่งสรุปได้ว่าถ้าต้องการถ่ายในที่มีแดดให้ใช้ตัวเลขน้อย แต่ถ้าต้องการถ่ายในที่มืดให้ใช้เลขสูง
1. Kodak Color Plus 200
มาที่ฟิล์มตัวแรกกับ Kodak Color Plus 200 ที่เมื่อคิดอะไรไม่ออกให้หยิบตัวนี้ไว้ก่อนเลย ซึ่งนับว่าเป็นฟิล์มที่มีจำหน่ายมาอย่างยาวนานและมีเกือบจะทุกร้าน และมีราคาที่ไม่แรงมากเช่นเดียวกัน สามารถใช้เป็นฟิล์มในยามแก้ขัดหรือจะใช้ถ่ายจริงจังก็ได้ ฟิล์มตัวนี้ใช้ได้ดีในที่แสงแดดจัด สีของฟิล์มมีความติดเหลือง แต่ถ้าเทียบกับราคาแล้วรับรองได้ว่าคุ้มค่าแน่นอน
ช่วงเวลา : ถ่ายตอนกลางวัน ในที่แสงเยอะ
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Street
ราคา : 100-130 บาท
2. Fuji Japan 100
เราเชื่อว่านี่คืออีกหนึ่งฟิล์มในดวงใจของใครหลายกับ Fuji Japan 100 ที่ให้โทนสีของภาพที่สวยเป็นเอกลักษณ์ที่ใครเห็นก็ต้องร้องอ๋อ ซึ่งไม่ว่าจะถ่ายภาพที่ไหนก็จะทำให้ภาพของเรามีกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่น เหมาะกับการถ่ายในที่สภาพแสงจ้า แต่ถ้าแสงน้อยต้องระมัดระวังภาพเบลอ ซึ่งไม่ว่าจะถ่ายคนหรือถ่ายวิวรับรองได้ว่าสวยทุกรูป
ช่วงเวลา : ถ่ายตอนกลางวัน ให้โทนสีอมเขียวอารมณ์ญี่ปุ่น
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Natural
ราคา : 150-190 บาท
3. Lomography 100
สำหรับใครที่มีความชอบภาพสีสดบอกเลยว่า Lomography 100 จะไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน ตัวฟิล์มตัวนี้ให้ ISO เหมาะกับถ่ายในวันที่แสงแดดจัด ให้สีสดที่สวยงาม แต่ไม่สีจัดจนเกินไป เพราะยังคงความนุ่มนวลและสบาย เหมาะสำหรับถ่ายคนหรือถ่ายแฟชั่น
ช่วงเวลา : ภาพมีความสีสันจัดจ้าน เหมาะถ่ายในวันที่มีแดดจัด
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street
ราคา : 170-200 บาท
4. Kodak Portra 160
สำหรับใครที่ชอบโทนสีจริงแบบที่ไม่ได้มีสีสันมากต้องบอกเลยว่าฟิล์มตัวนี้ตอบโจทย์ที่สุดกับ Kodak Portra 160 ที่ให้ความละเอียดของภาพไม่แพ้ตัวอื่นเลย โดย ISO 160 ที่แปลกกว่าปกติจะให้ถ่ายได้ในแสงทั่วไป ให้ความรู้สึกภาพที่นุ่มนวล และยังคงความสีจัดไว้อยู่ แต่แสงไม่แข็งจนเกินไป ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฟิล์มที่ถ่ายอะไรก็รับรองว่าสวยถูกใจ
ช่วงเวลา : ให้ภาพ Contrast จัด เกรนละเอียด และโทนสีอมฟ้า
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Landscape, Street
ราคา : 240-270 บาท
5. Lomography 800
ฟิล์มอีกหนึ่งตัวที่มีค่า ISO สูง จึงทำให้สามารถถ่ายภาพในเวลากลางคืนได้ และยังความสดของสีที่จัดจ้านตามแบบฉบับของ Lomo ซึ่งถ่ายตอนกลางวันก็สวย ถ่ายตอนกลางคืนก็ดี สำหรับใครที่กำลังมองหาฟิล์มไว้ถ่ายคอนเสิร์ต หรือถ่ายกลางคืน ต้องบอกเลยว่าตัวนี้ตอบโจทย์สุดๆ
ช่วงเวลา : เหมาะสำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย โดยให้สีที่ออกมาตามสไตล์ Lomo
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street
ราคา : 240-260 บาท
6. Agfa Vista 400
เป็นอีกหนึ่งฟิล์มที่ได้ทำการเลิกผลิตไปแล้วเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งต้องบอกเลยว่าฟิล์มตัวนี้เป็นฟิลืมที่หลายคนชอบโทนสีมากๆ เพราะให้โทนสีที่สด เหมาะถ่ายในวันที่แดดจัดและมี Contrast จัด สีสันสมจริง ผสมกับเกรนเล็กน้อยได้แบบพอดี ถ้าใครชอบตัวนี้ต้องใช้แต้มบุญพยายามตามหาซื้อกันหน่อยนะ
ช่วงเวลา : สีสันจัดให้ Contrast และเกรนเล็กน้อย
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Street
ราคา : 250-300 บาท
7. Cine Still 800
ปิดท้ายด้วยฟิล์มระดับโปรที่ถ่ายในที่แสงน้อยได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยความที่ ISO สูงมากๆ จึงไม่แปลกใจที่จะถ่ายในที่แสงน้อยได้ดี แต่หากถ่ายด้านนอกต้องอาจระวังเป็นพิเศษ เพราะมีความเสี่ยงที่จะทำให้รูปเสีย แต่ถ้าเอาไปถ่ายคนจะให้ภาพที่ผิวเนียนกริบ ถ่ายไฟในยามค่ำคืนหรือในสตูดิโอรับรองต้องชอบแน่นอน
ช่วงเวลา : เหมาะสำหรับถ่ายในที่มืด หรือเล่นกับแสงไฟนีออนจะสวยมาก
แนวภาพในการถ่าย : Portrait, Lighting, Studio
ราคา : 450-480 บาท
สรุป
จบไปแล้วกับ 7 ฟิล์มสีที่เราได้นำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่านกัน ต้องบอกเลยว่าฟิล์มแต่ละแบบนั้นมีความสวยและน่าลองนำมาถ่ายไปหมดทุกแบบ แต่กว่าจะได้ฟิล์มที่สวยถูกใจเราที่สุดก็ควรจะเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับแนวทางในการถ่ายภาพ เพราะฟิล์มบางชนิดจะเหมาะกับการถ่ายคน แต่เมื่อเอามาถ่ายวิวอาจจะไม่สวยเท่าที่ควร และที่สำคัญอย่าลืมเลือก ISO ให้เหมาะสมกับสภาพของแสงที่เราต้องการถ่าย เพื่อให้ภาพออกมาสวยถูกใจและถ่ายภาพฟิล์มได้อย่างมีความสุข
สำหรับใคที่รกำลังตามหาซื้อฟิล์มที่ชอบกันอยู่ สามารถเข้ามาลองเลือกดูได้ที่ Kaidee ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่มีสินค้ามากมายหลายประเภทที่ไม่ได้มีเพียงแค่ฟิล์มเท่านั้น ยังไงอย่าลืมลองเข้ามาเลือกซื้อเลือกชมกันดูนะครับ
Nov 30, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ปัจจุบันกระแสการแคมป์ปิ้งในบ้านเราถือว่าได้รับความนิยมกันเป็นอย่างมาก ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่ระบาดไปทั่วโลกจนไม่สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้ บางคนจึงอาจเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวไปจากเดิม บ้างก็เดินเขา หรือดำน้ำ และการแคมป์ปิ้งก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่เชื่อว่าใครหลายคนอาจเป็นมือใหม่เลยก็ว่าได้
สำหรับมือใหม่หัดแคมป์ปิ้งควรจะศึกษาวิธีกางเต็นท์ และอุปกรณ์ต่างๆ สักพักใหญ่ เนื่องจากมีอุปกรณ์หลายอย่างที่จำเป็นต่อการแคมป์ปิ้ง ตลอดไปจนถึงควรศึกษาและสังเกตพื้นที่โดยรอบก่อนที่เราจะทำการกางเต็นท์ว่าทิศทางลมไปทางไหน เก็บกวาดกิ่งไม้ ก้อนหิน เนื่องจากอาจทำให้เต็นท์ขาดชำรุดได้ และควรระวังมดหรือแมลงมีพิษให้เป็นอย่างดี เพื่อที่เราจะได้นอนหลับพักผ่อนได้อย่างสบายหายห่วง
เมื่อได้ทำการกางเต็นท์จัดวางอุปกรณ์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เสน่ห์ของการแคมป์ปิ้งคือการได้พักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ ทำอาหารทานพร้อมกันกับคนที่เรารัก ตื่นเช้าเพื่อสูดอากาศที่แสนสดชื่น และถ้าหากว่าคุณโชคดีก็อาจได้เจอทะเลหมอกมาต้อนรับในเช้าวันใหม่
วันนี้เราเลยอยากให้คุณหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองหลวง แล้วเอาร่างกายมาพักผ่อนกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่ใช้เวลาวันหยุดเสาร์อาทิตย์ได้อย่างคุ้มค่า โดยที่ไม่ต้องง้อวันลา และทำความรู้จักกับการแคมป์ปิ้งให้มากขึ้น มาดูกันว่าจะมีที่ไหนบ้าง ถ้าพร้อมแล้วเก็บเต็นท์ขึ้นรถแล้วออกเดินทางไปพร้อมกันเลย
Camp Culture
จุดเริ่มต้นของการแคมป์ปิ้งมาจาก โทมัส โฮลดิ้ง ช่างตัดเสื้อนักรอนแรมชาวอังกฤษที่มาตั้งแคมป์อยู่ริมแม่น้ำเทมส์ ซึ่งลักษณะการตั้งแคมป์ของเขาเป็นที่กล่าวขานเล่าลือ จนกลายมาเป็นกิจกรรมที่คนทำตาม และประมาณ ค.ศ. 1880ก็ได้แพร่กระจายความนิยมไปจนถึงฝั่งอเมริกา แต่ในสมัยนั้นอุปกรณ์แคมป์ปิ้งมีขนาดใหญ่และน้ำหนักมาก ต้องใช้เรือเคลื่อนย้าย หรือดัดแปลงพาหนะที่มีให้เป็นเต็นท์ ดังนั้นการตั้งแคมป์ในสมัยปลายยุควิกตอเรียจึงได้รับความนิยมในหมู่ชนชั้นสูง หรือเจ้าของพื้นที่ขนาดใหญ่ มากกว่าชนชั้นกลางทั่วไป ซึ่งวัฒนธรรมการแคมป์ปิ้งของแต่ละโซนภูมิภาคก็จะแตกต่างกันออกไปดังนี้
RV (Recreational Vehicle)
ชาวอเมริกันและแคนาเดียนนิยมแคมป์ปิ้งด้วย “รถบ้าน” หรือรถแคมป์มากกว่าการกางเต็นท์ โดยเฉพาะเวลาออกเดินทางทั้งครอบครัว เพราะด้วยค่าจอดรถที่แคมป์กราวนด์มีราคาที่ถูกกว่าจองโรงแรม รวมถึงยังมีความปลอดภัยจากหมีและหมาป่ามากกว่าการตั้งแคมป์แบบโดดเดี่ยวในป่าใหญ่
Trekking Camping
จากอเมริกามาสู่โซนยุโรปที่จะนิยมเดินป่าแบบเทรกกิ้ง แล้วสะพายอุปกรณ์แคมป์ปิ้งน้ำหนักเบาไปนอนระหว่างทางมากกว่า ต้องบอกเลยว่าการเดินของคนยุโรปเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือด บ้างก็มาทั้งครอบครัวพร้อมกับลูกน้อย การเทรกกิ้งแคมป์ปิ้งจึงเป็นส่วนหนึ่งของการใช้ชีวิตของพ่อแม่ และคือห้องเรียนธรรมชาติของลูกที่หาไม่ได้จากไหร ถ้าหากไม่ได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ
Glamping Camping
มาที่ชาวเอเชียกันบ้างอย่างญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน ที่จะนิยมตั้งแคมป์ด้วยเต็นท์แบบใกล้ชิดธรรมชาติ แต่มีความหรูหราด้วยอุปกรณ์ตั้งแคมป์ที่สะดวกสบาย มีขนาดกะทัดรัด พับเก็บง่าย ดีไซน์สวยงามที่ซ่อนฟังก์ชันการใช้งานไว้เพียบ และทำให้ความรู้สึกเหมือนยกบ้านย่อส่วนมาไว้บนดอย ริมแม่น้ำ หรือใกล้น้ำตก
1. จุดกางเต็นท์ลำตะคอง เขาใหญ่
เริ่มต้นกันที่อุทยานแห่งชาติแห่งชาติเขาใหญ่กับ “จุดกางเต็นท์ลำตะคอง” ที่ใช้เวลาขับรถเดินทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น ก็มาถึงจุดมุ่งหมายได้อย่างรวดเร็ว โดยจุดกางเต็นท์ที่แห่งนี้ได้รายล้อมไปด้วยธรรมชาติ และลำธาร เพราะตั้งอยู่ในบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่มีอากาศปลอดโปร่ง พื้นที่ใหญ่กว้างขวาง ก่อนที่จะไปจุดกางเต็นท์ยังสามารถแวะเที่ยวชมตามจุดต่างๆ ได้ เช่น ผาเดียวดาย, น้ำตกเหวนรก หรือจุดชมทิวทัศน์ เป็นต้น
โดยบริเวณจุดกางเต็นท์ลำตะคองยังมีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้อย่างครบครัน ตั้งแต่ ร้านค้า ร้านอาหาร ห้องน้ำ ห้องอาบน้ำ หรือจุดบริการเช่าอุปกรณ์กางเต็นท์ นอกจากนี้ยังสามารถสั่งหมูกระทะมารับประทานท่ามกลางอากาศหนาวได้อีกด้วย หากคุณโชคดีอาจได้สัมผัสกับกวางที่จะชอบออกมาเดินเล่นแถวนั้นที่เรียกได้ว่าใกล้ชิดธรรมชาติแบบ Exclusive สุดๆ
พิกัด : บนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จ.นครนายก
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 07:00 – 18:00 น.
2. เจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า
ศูนย์ศึกษาธรรมชาติ เจ็ดคด โป่งก้อนเส้า อยู่ในความดูแลของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 1 (สาขาสระบุรี) โดยแต่ก่อนจะเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต่อมาได้ถูกแยกพื้นที่ออกมาเพื่อความสะดวกต่อการดูแลนักท่องเที่ยว และยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และสถานที่พักแรมสำหรับคนที่อยากมาพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ริมบริเวณอ่างเก็บน้ำซับป่าว่าน
สำหรับเหล่าคนรักแคมป์ปิ้งจะคุ้นเคยที่นี่กันเป็นอย่างดี เพราะนอกจากจะมีธรรมชาติอันสวยงามให้บันทึกภาพแล้ว ยังมีแมลงและพืชพันธุ์แปลกๆ อีกมากมาย โดยเฉพาะ “เห็ดแชมเปญ” ที่มีรูปร่างคล้ายแก้วแชมเปญ เมื่อเข้าหน้าฝนเหล่านักถ่ายภาพจะพามาเดินป่าตามถ่ายภาพเห็ดกัน
นับว่าเป็นหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมไปด้วยธรรมชาติอันสวยงาม อากาศเย็นในตอนกลางคืน ตั้งอยู่ริมทะเลสาปขนาดใหญ่ มีพื้นที่กว้างขวาง และสามารถทำกิจกรรมหรือทำอาหารได้อย่างสบาย
พิกัด : ศูนย์ศึกษาธรรมชาติและท่องเที่ยวเชิงนิเวศเจ็ดคด-โป่งก้อนเส้า ต.ท่ามะปราง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 20:00 น. อ่านต่อได้ที่
3. น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ตั้งอยู่บริเวณที่ทำการอุทยานฯ ริมทะเลสาบเขื่อนศรีนครินทร์ ห่างจากอำเภอเมืองกาญจนบุรีประมาณ 108 กิโลเมตร โดยน้ำตกห้วยแม่ขมิ้น แบ่งออกเป็น 7 ชั้น มีชื่อเรียกต่างๆกันไปแต่ละชั้น แต่ละชั้นมีความสูงและความงดงามต่างกันไป ทางอุทยานฯได้ทำเส้นทาง เดินสำหรับขึ้นไปชมน้ำตกแต่ละชั้นและยังเป็นเส้นทางเดินศึกษา ธรรมชาติ เป็นน้ำตกที่สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี และมีพื้นที่เหมาะกับการกางเต็นท์พักแรม
บริเวณลานกางเต็นท์ของน้ำตกห้วยแม่ขมิ้นมีจุดหลักเป็นเนินหญ้าโล่งกลางแจ้ง ด้านหน้าเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นวิวของเขื่อนศรีนครินทร์ได้อย่างสวยงาม แถมยังได้นอนฟังเสียงน้ำไหลพร้อมกับชื่นชมธรรมชาติได้แบบใกล้ชิด และมีจุดใต้ร่มไม้ที่ให้กางเต็นท์ได้อย่างร่มรื่นและเงียบสงบเป็นส่วนตัว
พิกัด : น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น ต.แม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:30 – 17:00 น.
4. เขาแหลมหญ้า
มาที่จุดกางเต็นท์ริมทะเลกันบ้างกับอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด จังหวัดระยอง ที่ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเทพไม่เกิน 3 ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งเป็นจุดกางเต็นท์ที่ประกอบไปด้วยจุดสำคัญที่ต้องถ่ายรูปอีกมากมาย ทั้งหอคอยสีขาวริมทะเล สะพานไม้ที่ยื่นออกไปกลางทะเล และเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่มีวิวของทุ่งหญ้าสีทองอยู่ปลายเขา
จึงเป็นหนึ่งในจุดกางเต็นท์ที่รายล้อมบรรยากาศไปด้วยของคลื่นลมทะเล และน้ำใสที่มองเมื่อไหร่แล้วก็ชื่นใจ นอนฟังเสียงคลื่นซัดชายฝั่ง ล้อมวงกันทำอาหารทานอย่างมีความสุข ไม่ว่าคุณจะไปเป็นคู่ ไปกับกลุ่มเพื่อน หรือแม้แต่ไปคนเดียวก็รับรองได้ว่าทุกอย่างจะออกมาดีอย่างบอกไม่ถูกเลยทีเดียว
พิกัด : ถ.หาดแม่รำพึง จ.ระยอง
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 18:00 น.
5. อุทยานแห่งชาติหาดวนกร
ปิดท้ายกันที่อีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ริมทะเลกับ “หาดวนกร” ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติหาดวนกร จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขับรถออกจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 300 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง ก็จะมาพบกับวิวทะเลและหาดทรายสีขาวที่จะเป็นวิวห้องนอนของค่ำคืนนี้
นับว่าเป็นอีกหนึ่งจุดกางเต็นท์ที่อยู่ชิดติดริมชายหาดที่สวยงาม ให้บรรยากาศโดยรอบที่เงียบเสงบและมีความเป็นส่วนตัว สามารถเลือกมุมที่ชอบที่สามารถถ่ายรูปออกมารับรองว่าปังและหย่อนสมอบกลงหาดในทันที อีกทั้งหาดวนกรยังมีระบบการรักษาความสะอาดไว้อย่างดีเยียม ไม่ต้องกังวลเรื่องขยะ เพียงช่วยกันรักษาความสะอาดและพักผอ่นหย่อนใจกับวิวตรงหน้าได้อย่างเต็มที่
พิกัด : อุทยานแห่งชาติหาดวนกร ถ.เพชรเกษม จ.ประจวบคีรีขันธ์
เวลาทำการ : เปิดทุกวัน 08:00 – 16:30 น.
จบไปแล้วกับ 5 จุดกางเต็นท์ใกล้กรุงเทพฯ ที่เราได้แนะนำไป หลายคนคงมีสถานที่ในใจสำหรับออกไปเสาร์อาทิตย์นี้กันอยู่แล้ว แต่ก่อนที่จะไปควรตรวจสอบความพร้อมของอุปกรณ์ให้เรียบร้อย และถ้าหากว่ายังขาดเหลือสามารถเข้ามาเลือกซื้อได้ที่ Kaidee เว็บไซต์ขายของออนไลน์ที่อัดแน่นไปด้วยสินค้ามากมายหลายประเภทที่รอให้คุณเข้ามาเลือกซื้ออยู่