ประกันรถยนต์ชั้น 1 VS ชั้น 2 ซื้อประกันแบบไหนดี?

ประกันรถยนต์ชั้น 1 VS ชั้น 2 ซื้อประกันแบบไหนดี?

สำหรับผู้ขับรถมือใหม่หลาย ๆ คนอาจจะมีข้อสงสัยในเรื่องของประกันรถ ที่มีให้เลือกหลากหลายเหลือเกิน โดยเฉพาะประกันชั้น 1 และชั้น 2 ที่หลาย ๆ คนมักจะสงสัย วันนี้พวกเรา Kaidee Auto จะพาไปทำความรู้จักกับประกันสองชนิดนี้ให้มากกว่าเดิม

ประกันรถยนต์คืออะไร

ประกันรถยนต์แบบบังคับทำ

ประกันรถยนต์ถือว่าเป็นข้อบังคับสำหรับภาครัฐที่รถทุกคันจะต้องมี อ้างอิงจากพระราชบัญญัติ

คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. ๒๕๓๕ (พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ใช้รถบนถนน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายผิดหรือไม่ก็ตาม

นอกจากนี้หากว่าเราไม่ทำการต่อ พ.ร.บ. รถเราจะต้องเสียค่าปรับอีกทั้งสิ่งนี้ยังใช้ในการต่อทะเบียนรถยนต์อีกด้วย (ภาษีรถยนต์นั่นแหละ) ดังนั้นหน้าที่ของคนมีรถยนต์ ควรที่จะไปต่อ พ.ร.บ. อย่าให้ขาดไม่ฉะนั้นทะเบียนรถของเราอาจจะกลายเป็นของใครก็ไม่รู้

ประกันรถภาคสมัครใจ

ประกันรถภาคสมัครใจหรือประกันรถยนต์แบบที่เราไปติดต่อกับบริษัทประกันเอง โดยเราสามารถที่จะเลือกความคุ้มครองเองได้ รวมไปถึงเบี้ยประกันที่เราอยากจะจ่าย ซึ่งโดยปกติแล้วเราจะต้องทำเสมอเมื่อซื้อรถยนต์มา ยิ่งเป็นรถใหม่บางค่ายอาจจะแถมประกันมาให้เลยก็เป็นได้

ประกันรถจำเป็นไหม

ประกันรถถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่จำเป็นมาก ๆ สำหรับรถทุกคน นอกจากผลทางด้านกฎหมายแล้ว ยังมีผลต่อด้านของการปกป้องทรัพย์สินอีกด้วย ที่จะมีประโยชน์มาก ๆ ยามที่เราเกิดอุบัติเหตุ เพราะจะทำให้เราไม่ต้องเสียเงินมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาล รวมถึงค่าความเสียหายกับตัวรถ เรียกได้ว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมาก เสียง่าย

ประกันรถยนต์ชั้น 1 คืออะไร

ประกันชั้นหนึ่งคือประกันรถยนต์ที่มีความครอบคลุมมากที่สุด โดยจะครอบคลุมเกือบทุกกรณีทั้งตัวรถ เจ้าของรถ รวมถึงคู่กรณี นอกจากนี้ยังครอบคลุมไปถึงภัยธรรมชาติต่าง ๆ อีกด้วย เรียกได้ว่าเหมาะกรรม แต่ก็แลกมากับเบี้ยประกันที่สูงมากกว่าประกันชั้นอื่น ๆ ซึ่งการคุ้มครองส่วนใหญ่จะครอบคลุม 4 หัวข้อนี้

  • คุ้มครองต่อชีวิต ร่างกายหรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยที่เอาประกันภัย
  • คุ้มครองต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
  • คุ้มครองความเสียหายต่อรถยนต์
  • คุ้มครองในกรณีที่ถูกโจรกรรมและถูกไฟไหม้

นอกจากนี้ในรถบางรุ่นอาจจะแถมประกันชั้นหนึ่งมาให้เราฟรี ๆ เลยก็มี ดังนั้นก่อนจะซื้อรถลองถามตัวแทนจำหน่ายรถก่อนซื้อทุกครั้ง

ประกันชั้นที่ 1 เหมาะกับใคร

ประกันชั้นหนึ่งเหมาะสำหรับผู้ขับขี่ทั้งมือใหม่และผู้ที่ชำนาญในการขับรถแล้ว เนื่องจากประกันประเภทนี้ครอบคลุมเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนเกิดอุบัติเหตุที่ประกันชั้นที่หนึ่งจะช่วยคุณได้อย่างมาก ทำให้คุณไม่เสียเงินในการซ่อมและการรักษาพยาบาล รวมไปถึงในกรณีที่รถหายจากถูกขโมยอีกด้วย แต่ก็แลกมากับเบี้ยประกันอาจจะมีราคาแพงกว่าที่อื่น

ตัวอย่างของประกันชั้นหนึ่ง

Toyota Care  

Toyota Care  เป็นประกันชั้นหนึ่งจากทาง Toyota ที่ให้เอกสิทธิ์เฉพาะเจ้าของรถ Toyota เท่านั้น โดยเป็นการร่วมมือของบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยกับบริษัทประกันชั้นนำต่าง ๆ มากถึง 19 บริษัท ซึ่งชูจุดเด่นในเรื่องของการช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมบริการซ่อมด้วยอะไหล่แท้จ ากศูนย์บริการทั่วประเทศ

Mazda Premium Insurance

Mazda Premium Insurance เป็นประกันชั้นหนึ่งจากทาง Mazda โดยเฉพาะที่ชูจุดเด่นในเรื่องของการรับประกันงานซ่อมด้วยอะไหล่แท้จากศูนย์บริการต่าง ๆ  เป็นระยะเวลา 12 เดือนเต็ม พร้อมกับคุ้มครองทุกความเสียหายจากอุทกภัย และภัยการก่อการร้าย

Nissan Premium Protection

ในส่วนของประกันจากค่าย Nissan จะมาในชื่อ Nissan Premium Protection ที่ให้ความคุ้มครองหลายด้านทั้งงานซ่อมที่ประกันทั้งคุณภาพและอะไหร่แท้ ความรวดเร็วที่สามารถซ่อมภายใน 1 วัน นอกจากนี้ยังมี Option ในการต่ออายุกรมธรรม์ยาวนานถึง 8 ปีเลยทีเดียว

Ford Ensure 

ค่าย Ford จะมาในชื่อ Ford Ensure ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างค่าย Ford กับบริษัทประกันต่าง ๆ ที่ชูจุดเด่นในเรื่องของดอกเบี้ยพิเศษ พร้อมกับการการันตีงานซ่อมและอะไหล่แท้ พร้อมกับคุ้มครองการโจรกรรมที่รวมไปถึงทรัพย์สินภายในรถอีกด้วย

ประกันรถยนต์ชั้น 2 คืออะไร

ประกันรถยนต์ประเภทที่ 2 จะคล้าย ๆ กับประกันประเภทที่หนึ่งแต่จะครอบคลุมน้อยกว่าในเรื่องของ ความเสียหายต่อรถยนต์ที่เราจะไม่ได้รับความคุ้มครองในด้านนี้ นอกนั้นก็จะได้รับความคุ้มครองเหมือนกันทั้งที่เกิดขึ้นกับตัวเรา บุคคลภายนอกและคุ้มครองในกรณีที่ถูกโจรกรรมและไฟไหม้

ประกันชั้นที่ 2 เหมาะกับใคร

ประกันชั้นที่ 2 เป็นทางเลือกสำหรับใครที่ไม่อยากจ่ายเบี้ยประกันแพงหรือว่าประกันไม่รับรถของเรา เนื่องจากเป็นรถที่เก่าหรือตกรุ่นไปแล้ว สามารถทำประกันประเภทนี้ได้ โดยให้ความคุ้มครองที่คุ้มค่าคุ้มราคา 

อีกทั้งประกันชนิดนี้ยังเป็นเหมาะสำหรับใครที่มีรถหลาย ๆ คน หรือมีรถครอบครัวที่ไม่ค่อยได้ขี่ไปไหนเท่าไหร่ ประกันประเภทนี้จะทำให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายกับเบี้ยประกันไปอีกหลายบาทเลยทีเดียว

ประกันชั้น 2+ คืออะไร

ประกันชั้น 2+ เป็นประกันที่พัฒนามากขึ้นจากประกันชั้นที่ 2 โดยได้มีการเพิ่มความเสียหายกับตัวรถเข้ามา ทำให้กรมธรรม์คุ้มครองมากขึ้นกว่าประกันชั้นที่ 2 ปกตินั่นเอง ซึ่งเราสามารถที่จะหาซื้อประกันชนิดนี้ได้จากบริษัทประกันต่าง ๆ ทั่วไป

เบี้ยประกันคิดจากอะไร

เบี้ยประกันจะคิดจากกรมธรรม์ที่เราถือและมูลค่าของรถยนต์ ยิ่งเป็นรถที่มีราคาแพงหรือว่ารถหรู เบี้ยประกันของเราในแต่ละปีก็จะยิ่งสูงตาม ซึ่งผู้เขียนก็ขอแนะนำว่าให้เราเลือกประกันที่มีความเหมาะสมกับวิถีชีวิตเราและฐานะทางการเงิน จะดีที่สุด

สรุป

ประกันรถถือว่าเป็นหนึ่งสิ่งที่คนรักรถทุกคนควรจะศึกษาไว้ เพื่อว่าหากเกิดเหตุบางอย่างเราสามารถที่จะได้รับผลประโยชน์แบบเต็ม ๆ สำหรับใครที่อยากจะหาข้อมูลเรื่องรถพวกเรา Kaidee Auto ก็มีความรู้และเทคนิคดี ๆ ที่จะทำให้คุณขับขี่รถได้อย่างมีความสุขมากขึ้น

รถ Hybrid VS รถ EV มีความแตกต่างกันยังไงบ้าง?

รถ Hybrid VS รถ EV มีความแตกต่างกันยังไงบ้าง?

ปัจจุบันเทรนด์รถไฟฟ้าได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งรถ EV และ Hybrid ที่สร้างความสับสนให้กับใครหลาย ๆ คน ว่ารถแต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร มีจุดไหนที่เหมือนกัน หากคุณกำลังสงสัยในเรื่องนี้ บทความนี้มีคำตอบให้กับคุณ

รถ Hybrid คือ

รถยนต์ Hybrid คือรถยนต์ที่มีการประสานกันของสองเครื่องยนต์ เพื่อสร้างกำลังในการขับเคลื่อนรถยนต์ของเรา โดยส่วนใหญ่จะเป็นการประสมกันระหว่างเครื่องยนต์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้พลังงานจากน้ำมัน ผ่านระบบมอเตอร์ของรถที่เพื่อสร้างกำลังให้เครื่องยนต์ 

ซึ่งระบบที่ได้รับความนิยมมากในรถ Hybrid คือ Parrarell Hybrid ที่เครื่องยนต์จะเป็นตัวสร้างกระแสไฟฟ้ามาเก็บไว้ในแบตเตอรี่ผ่านมอเตอร์ไฟฟ้า โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยในการทำงานบางอย่างหรือใช้ในการขับเคลื่อนรถในระยะเวลาหนึ่ง แล้วแต่การออกแบบและโหมดการขับขี่รถ

โดยหากเราลองย้อนประวัติของเครื่องยนต์ Hybrid จะพบว่ามีการประดิษฐ์เครื่องยนต์ Hybrid ครั้งแรกในปี 1901 ในรถอย่าง Lohner-Porsche แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมเท่าไหร่นัก ซึ่งรถ Hybrid ที่ได้รับความนิยมเป็นรุ่นแรกคือ Toyota Prius ในปี 1997 ของ Toyota ตามมาด้วย Honda Insight ในปี 1999 

จุดอ่อนของรถ Hybrid ในอดีตคือราคาที่แพงมากเมื่อเทียบกับรถที่ใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล นอกจากนี้ยังมีราคาในการซ่อมบำรุงที่สูง ทำให้ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ แต่ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้น ส่งผลให้ชิ้นส่วนต่าง ๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้นและมีราคาที่ถูกลง

เครื่องยนต์ Hybrid มีลักษณะการทำงานอย่างไร

การทำงานของเครื่องยนต์ Hybrid จะทำงานในหลากหลายรูปแบบแล้วแต่การออกแบบ และรุ่นของรถยนต์โดยส่วนใหญ่ระบบการทำงานจะเป็นในรูปแบบต่อไปนี้

การออกตัวรถ จะใช้พลังงานของมอเตอร์ไฟฟ้าในการออกตัวรถส่งตรงมาจากแบตเตอรี่ แต่หากเป็นการออกตัวรถด้วยความเร็วสูงจะมีการประสานกันของสองมอเตอร์ เพื่อให้กำลังรถที่สูงที่สุด

การเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงหรือการเคลื่อนที่ในพื้นที่ลาดชัน มอเตอร์ของพลังงานทั้งสองประเภทจะทำงานร่วมกันเพื่อให้กำลังของรถที่สูงที่สุด 

การเคลื่อนที่ในทางลาดหรือเบรก  มอเตอร์ไฟฟ้าจะทำการ Regenerative Braking เพื่อเปลี่ยนแรงเฉื่อยกลับเป็นพลังงานกลับไปสู่แบตเตอรี่

การทำงานด้วยรูปแบบเหล่านี้ทำให้รถ Hybrid ให้เชื้อเพลิงน้อยกว่ารถที่ใช้เชื้อเพลิงอย่างเดียวนั่นเอง

ข้อดีของรถประเภท Hybrid

ประหยัดน้ำมัน

เมื่อมีการใช้พลังงานจากไฟฟ้าผสมกับพลังจากเครื่องยนต์น้ำมัน ทำให้รถมีการประหยัดน้ำมันไปได้เยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังลดการเผาไหม้ของเครื่องยนต์จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก และไม่สร้างมลพิษเท่ากับรถเครื่องยนต์น้ำมันอย่างเดียวอีกด้วย

ไม่ต้องกังวลเมื่อแบตเตอรี่ไฟฟ้าหมด

เนื่องจากเป็นเครื่องยนต์ Hybrid ทำให้เราไม่ต้องกังวลหากแบตเตอรี่ไฟฟ้าของเราหมด เพราะเรายังใช้เครื่องยนต์จากน้ำมันเป็นหลัก ดังนั้นรถประเภทนี้จึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการเดินทาง เมื่อเทียบกับรถที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าอย่างเดียว

จุดด้อยของรถ Hybrid

ราคาที่แพง

แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างก้าวเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ว่ารถ Hybrid ยังคงมีราคาที่แพงเมื่อเทียบกับรถที่ใช้พลังงานจากน้ำมันอย่างเดียว 

ค่าบำรุงรักษาที่แพง

นอกจากราคาที่แพงแล้วการบำรุงรักษาของรถยังมีราคาที่สูงอีกด้วย โดยเฉพาะมอเตอร์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่ที่เรียกได้ว่าซ่อมหนึ่งครั้งเจ็บไปอีกนาน

รถ EV คือ

EV หรือ Electronic Vehicle แปลสั้น ๆ คือรถไฟฟ้านั่นเอง โดยรถประเภทนี้จะใช้กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าเป็นหลักในการขับเคลื่อนรถยนต์ ที่จะดึงพลังงานจากแบตเตอรี่ของรถออกมา ซึ่งรถประเภทนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างในปัจจุบัน เนื่องจากความกังวลในเรื่องของการขาดแคลนพลังงานฟอสซิลอย่างน้ำมัน ทำให้รถประเภทนี้การเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกสำหรับใครหลาย ๆ คน

โดยรถไฟฟ้ารุ่นแรกนั้นมีมาตั้งแต่ปี 1881 จากฝีมือของ Gustave Trouvé ก่อนที่จะมีรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกในปี 1885 แต่ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของแบตเตอรี่ทำให้รถประเภทนี้ไม่สามารถขี่ในระยะทางไกล ๆ ได้ จนกระทั่งปี 2015 เมื่อ Tesla Model S สามารถที่จะพิสูจน์ให้โลกได้เห็นถึงศักยภาพของรถไฟฟ้า ทำให้แบรนด์รถอื่น ๆ ได้ลงมาลุยตลาดรถไฟฟ้าอย่างจริงจังมากขึ้น

ปัจจุบันรถไฟฟ้าแบบ EV ที่ได้รับความนิยมได้แก่ Tesla Model S, BMW i3, Porsche Taycan เป็นต้น

จุดเด่นของรถ EV

ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า 100% 

เนื่องจากรถ EV ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเดียว ทำให้รถรุ่นนี้ประหยัดกว่ารถเครื่องยนต์น้ำมันอย่างมาก อีกทั้งยังมีเสียงเครื่องยนต์ที่เบาเมื่อเทียบกับรถประเภทอื่น ๆ  นอกจากนี้ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เพราะเครื่องยนต์ของรถประเภทนี้ไม่มีการเผาไหม้นั่นเอง

จุดด้อยของรถ EV 

ข้อจำกัดด้านการเดินทาง

ด้วยความที่ว่ารถ EV ต้องเพิ่งพาพลังงานจากไฟฟ้าแบบ 100% ทำให้การเดินทางแต่ละครั้งในเส้นทางที่เราไปจะต้องมีสถานี Charge Station สำหรับชาร์ทกระแสไฟฟ้าเข้าสู่รถ ดังนั้นอาจจะไม่เหมาะสำหรับการเดินทางในต่างจังหวัดอย่างประเทศไทยมากนัก

ราคาที่สูง

เนื่องจากรถไฟฟ้ายังคงเป็นเทคโนโลยีใหม่ ทำให้รถประเภทนี้มีราคาที่เรียกได้ว่าสูงมากพอ ๆ กับรถ Hybrid เลยทีเดียว นอกจากนี้การซ่อมบำรุงยังเป็นเรื่องยาก เพราะเราไม่สามารถที่จะเข้าอู่รถทั่วไปได้ ต้องเข้ากับอู่รถเฉพาะทางเท่านั้น

รถ Hybrid และ EV มีกี่ประเภท

ประเภทของรถ Hybrid มีดังต่อไปนี้

HEV

HEV หรือว่า Hybrid Electric Vehicle เป็นรถยนต์ที่มีการทำงานร่วมกันของมอเตอร์ไฟฟ้าและเครื่องยนต์จากพลังงานฟอสซิล โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ในการทั้งสร้างกระแสไฟฟ้าให้แบตเตอรี่และสร้างกำลังในการขับเคลื่อนรถ ซึ่งปัจจุบันรถประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างมากในตลาดบ้านเรา

PHEV

PHEV หรือ plug-in hybrid electric vehicle เป็นรถยนต์ที่แบตเตอรี่ไฟฟ้าสามารถที่จะชาร์ทได้ผ่านการเสียบปลั๊กตามจุดต่าง ๆ และสามารถที่จะใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนรถได้ แต่ว่าเครื่องยนต์หลักของรถรุ่นประเภทนี้ยังคงใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันเป็นหลักเหมือนกับรถ Hybrid อื่น ๆ 

FCEV

FCEV หรือ Fuel Cell Electric Vehicle เป็นรถที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน โดยระบบจะทำการส่งไฮโดรเจนและออกซิเจนเข้าไปใน Fuel Cell เพื่อเกิดการเผาไหม้และกลายเป็นกระแสไฟฟ้ามาสู่แบตเตอรี่ และขับเคลื่อนรถยนต์โดยมอเตอร์ไฟฟ้า ปัจจุบันรถประเภทนี้ได้รับความนิยมลดลงมาก เนื่องจากสถานีเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนมีน้อยนั่นเอง

สรุป

จะเห็นได้ว่ารถ Hybrid และรถ EV ต่างมีจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าไลฟ์สไตล์ของเพื่อน ๆ ว่าชอบด้านไหน โดยทั้งรถทั้งสองแบบต่างประหยัดน้ำมันและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ก็แลกมากับราคาของรถที่สูงมากกว่าปกตินั่นเอง

หากเพื่อน ๆ ชอบบทความเหล่านี้ก็สามารถที่จะติดตามได้ที่ Kaidee Auto ที่นี่เรามีรถยนต์มือสองมากมายให้เลือก พร้อมกับเทคนิคดี ๆ ที่จะทำให้การขับรถของคุณมีความสุข

เบาะรถยนต์แบบหนัง VS แบบผ้า ทำความสะอาดยังไงบ้าง?

เบาะรถยนต์แบบหนัง VS แบบผ้า ทำความสะอาดยังไงบ้าง?

เบาะรถยนต์ถือว่าเป็นหนึ่งอุปกรณ์ประจำรถที่มีความสำคัญมาก เพราะว่าหากเราต้องขึ้นรถไม่ว่าจะเป็นในฐานะของผู้ขับหรือฐานะของผู้โดยสาร ต่างก็ต้องนั่งเบาะรถอยู่แล้ว(ฮา) ดังนั้นการรักษาความสะอาดของเบาะจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก และวันนี้เรามีเคล็ดลับมาบอก

เบาะแบบผ้าหรือแบบหนังจะสั่งอย่างไร

ปกติแล้วการสั่งเบาะแบบผ้าหรือเบาะแบบหนัง จะเป็นหนึ่งใน Option ของรุ่นรถต่าง ๆ ที่จะบอกไว้ใน Spec Sheet หรือสเปกของรถ หรือในรถบางรุ่นจะมาเป็นลักษณะของ Option พิเศษที่เราจะต้องเสียเงินเพิ่มในการซื้อ

ยกตัวอย่างเช่น Toyota Vios ปี 2020 ที่หากเราอยากได้เบาะหนังก็ต้องสั่งในรุ่นระดับ Mid ขึ้นไปถึงจะได้เบาะแบบหนัง จากที่ในรุ่น Entry จะได้เบาะแบบผ้าหรือ Honda City 2020 ที่รุ่นของเบาะหนังจะเป็นรุ่น SV ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะมีตัวเลือกนี้ 

ในรถแบรนด์อย่าง Mercedes – Benz รถบางรุ่นจะมีของตกแต่งอย่าง Mercedes-Maybach’s Rear Seat ที่จะให้เบาะแบบพิเศษ พร้อมกับการตกแต่งแผงหลังอย่างฟรีเมียม แต่ก็มาพร้อมกับราคาฟรีเมียมที่ตั้งแต่หลักหมื่นถึงหลักแสน

หรือในบางครั้งเราก็สามารถที่จะสั่งทำเบาะผ้าหรือเบาะหนังได้แบบ Custom หรือออกแบบเองได้ ซึ่งราคาจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุที่ยิ่งดีราคาก็ยิ่งสูงตาม โดยจะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

เราสามารถเปลี่ยนเบาะรถยนต์ได้หรือไม่

สำหรับใครที่ซื้อรถแบบเบาะผ้าแล้วต้องการที่จะเปลี่ยนเป็นเบาะหนัง ก็สามารถที่จะเปลี่ยนได้ผ่านอู่รถต่าง ๆ โดยสำหรับการเปลี่ยนเบาะนั้นจะนิยมทำอยู่สองแบบคือ การเปลี่ยนเบาะแบบสวมทับกับการเปลี่ยนเบาะแบบตัดหุ้มซึ่งจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันดังนี้

เบาะแบบสวมทับ

เบาะแบบสวมทับจะมีข้อดีในเรื่องของระยะเวลาในการเปลี่ยนที่จะใช้เวลาไม่นาน ทำให้เบาะของเรามีความหนานุ่มขึ้น แต่ก็จะแลกมากับการทำให้เบาะของเราสูงขึ้น ข้อเสียคือลายส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยสวย อีกทั้งไม่ค่อยมีความทนทานเท่าไหร่

เบาะแบบตัดหุ้ม

แบบตัดหุ้มจะมีข้อดีในเรื่องของความสวยงามและกระชับ เนื่องจากเป็นการถอดเบาะออกมาและตัดหุ้มโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถเลือกเกรดของหนังได้ตามกำลังทรัพย์ของเรา ข้อเสียคือใช้เวลาในการทำเบาะที่นาน และรถบางรุ่นอาจจะไม่มีตัวเลือกที่หลากหลายมากนัก

เบาะรถยนต์แบบผ้าคืออะไร

เบาะรถยนต์แบบผ้าคือ เบาะรถที่ทำมาโดยมีผ้าเป็นวัสดุหลักเป็นส่วนประกอบ โดยข้อดีของเบาะแบบผ้าคือมีลวดลายที่หลากหลาย อีกทั้งมีความนุ่มสบายและไม่ข้อเก็บความร้อน ซึ่งความทนทานในการใช้งานนั้นจะอยู่ที่คุณภาพของผ้าเป็นหลัก อีกทั้งยังมีราคาถูกกว่าแบบเบาะหนังอีกต่างหาก

สำหรับข้อเสียของเบาะผ้าคือ เปื้อนฝุ่นและคราบได้ง่าย ทำให้เราต้องระวังเป็นพิเศษในการใช้ชีวิตบนรถยนต์ นอกจากนี้อาจจะต้องทำความสะอาดบ่อยกว่าเบาะแบบหนัง

วิธีทำความสะอาดเบาะแบบผ้า

สำหรับวิธีการทำความสะอาดเบาะผ้านั้น ให้ใช้เครื่องดูดฝุ่น ดูดคราบหรือสิ่งสกปรกสิ่งต่าง ๆ ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ แล้วค่อย ๆ เช็ดโดยเริ่มจากบริเวณที่นั่งไปจนถึงเบาะรองคอ จากนั้นให้ใช้ผ้าไฟเบอร์เช็ดให้สะอาดเพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยแล้ว

ในส่วนของเบาะผ้าพิเศษอย่างผ้ากำมะหยี่ จะต้องใช้ความประณีตมากกว่าปกติ โดยให้เริ่มต้นจากการที่เราใช้ผ้าทำการปัดฝุ่นออกก่อน จากนั้นให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นทำความสะอาดโดยรอบเบาะ ซึ่งหากมีคราบให้ใช้น้ำยาเช็ดพรม ค่อย ๆ ถูอย่างเบา ๆ หรืออาจจะใช้แปรงขนมาช่วยในการขัดคราบ เพียงเท่านี้เบาะผ้ากำมะหยี่ของเราก็จะสวยงามเหมือนใหม่

เบาะรถยนต์แบบหนังคืออะไร

เบาะแบบหนังคือเบาะที่เน้นการใช้วัสดุจากหนังมาเป็นส่วนประกอบ ที่จะมีข้อดีในเรื่องของการทำความสะอาดที่ง่าย และทำให้ภายในรถของเราดูหรูหราขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ นอกจากนี้ยังไม่เก็บความร้อนอีกด้วย ทำให้เวลาเราจอดรถทิ้งไว้กลางแดดนาน ๆ เบาะจะไม่ค่อยร้อนเมื่อเทียบกับเบาะแบบผ้า

ข้อเสียของเบาะหนังคือราคาที่สูงกว่าเบาะผ้าหลายบาท อีกทั้งยังต้องใช้วิธีในการทำความสะอาดที่พิเศษกว่าปกติ เช่นการลงน้ำยาพิเศษหรือการทำความสะอาดจาก Car Care เป็นต้น

ประเภทของเบาะหนัง

เบาะหนังแท้

เบาะหนังแท้คือเบาะที่ทำมาจากหนังสัตว์ โดยนิยมใช้หนังวัวมาทำเบาะ ผ่านขั้นตอนการทำความสะอาดและการฟอกสี จะให้ผิวสัมผัสที่นุ่มจากไขมันสัตว์ ดูหรูหรา มีความทนทานในการใช้งานสูง ในขณะเดียวกันก็ทำความสะอาดยากเช่นกัน

เบาะหนัง PVC 

เบาะหนัง PVC (POLYVINYL CHLORIDE) เป็นหนังเทียมประเภทหนึ่ง ทำมาจากพลาสติกที่มีชื่อว่า POLYVINYL CHLORIDE นำมาย้อมและถักทอเป็นเบาะรถ โดยเบาะประเภทนี้จะมีความทนทานน้อยกว่าหนังแท้ และมีผิวสัมผัสที่ไม่นุ่ม

เบาะหนัง PU

เบาะหนัง PU เป็นเบาะหนังเทียมที่ทำมาจากยาง POLYURETHANE  ที่จะให้ความรู้สึกเหมือนหนังแท้ ไม่ว่าจะเป็นสีหรือสัมผัส แต่มีความทนทานน้อยกว่าหนังแท้

วิธีทำความสะอาดเบาะแบบหนัง

วิธีการทำความสะอาดเบาะหนังให้เริ่มต้นจาก การดูดฝุ่นออกจากเบาะให้หมดก่อน จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำยาทำความสะอาดเครื่องหนัง ถูให้ทั่วหลังจากนั้นให้ใช้ผ้าไฟเบอร์เช็ดให้สะอาดอีกรอบ เพียงเท่านี้เบาะของเราก็จะเงางามเหมือนเดิม

สรุป

เบาะผ้าและเบาะหนังถือว่าเป็นวัสดุสำคัญประจำรถยนต์ของเรา โดยทั้งสองจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกันไป รวมถึงวิธีการทำความสะอาด ขึ้นอยู่กับความต้องการของเพื่อน ๆ และกำลังทรัพย์ที่มี แต่หากใครอยากจะตามหาเบาะรถเท่ ๆ พร้อมกับรุ่นรถที่ถูกใจ ลองมาดูที่ Kaidee Auto เรามีสินค้ามากมายให้คุณได้เลือกกันอย่างเต็มที่ พร้อมเคล็ดลับในการดูแลรถสุดรักของคุณ ให้อยู่ด้วยกันไปนาน ๆ 

10 รุ่นรถมีซันรูฟน่าสนใจในราคาน่าคบ

10 รุ่นรถมีซันรูฟน่าสนใจในราคาน่าคบ

Sunroof(ซันรูฟ) ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่หลาย ๆ คนมองหาเวลาเลือกที่จะซื้อรถยนต์ เนื่องจากสิ่งนี้จะทำให้ห้องโดยสารของเรากว้างขึ้น นั่งแล้วรู้สึกไม่อึดอัดนอกจากนี้ในบางรุ่ยังสามารถที่จะเปิดเพื่อรับลมได้อีกด้วย  

สำหรับใครที่กำลังมาหารถประเภทนี้อยู่วันนี้ พวกเรา Kaidee Auto จะขอแนะนำ 10 รถที่มี Sunroof น่าสนใจในราคาที่น่าคบ 

Sunroof (ซันรูฟ) กับ Moonroof (มูนรูฟ) ต่างกันอย่างไร

หลาย ๆ คนเวลาไปเลือกซื้อรถมักจะเจอสองคำนี้บ่อย ๆ คือ Sunroof และ Moonroof ซึ่งทั้งสองคำนี้มีความเหมือนกันคือ Sunroof จะให้เราสามารถที่จะเปิดหลังคารถเพื่อที่จะรับลมหรือแดดได้โดยตรง ส่วน Moonroof จะเป็นการพัฒนามาจาก Sunroof ปกติที่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดเพื่อรับได้แดดอย่างเดียว หรือเปิดทั้งหมดเพื่อที่จะลมก็ได้เช่นกัน แต่ส่วนมากค่ายรถส่วนใหญ่จะนิยมใช้คำว่า Moonroof มากกว่า

ประโยชน์ของ Sunroof 

Sunroof ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟังก์ชันที่จะทำให้เราขี่รถได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น โดยประโยชน์ของ Sunroof มีอย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรกคือทำให้รถของเราดูดีไซน์ทันสมัย เพราะหลังคาแบบนี้จะทำให้รถของเราดูดีขึ้น น่าค้นหา นอกจากยังทำให้รถของเราราคาไม่ตกง่าย ๆ อีกต่างหาก

ประการที่สองคือการทำให้รถของเราดูกว้างขึ้น โปร่งขึ้น เนื่องด้วย Sunroof จะเพิ่มแสงและลมเข้ามาในรถ ทำให้รถของเรารู้สึกกว้างขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะเมื่อเราต้องนั่งรถไปไกล ๆ การที่รถดูกว้างเราจะไม่รู้สึกอึดอัดอีกด้วย

ประการที่สามระบบ Sunroof สามารถที่จะปกป้องชีวิตของเราได้ในการเกิดอุบัติเหตุอย่างเช่นรถจมน้ำแล้วไม่สามารถใช้ประตูแบบปกติได้ รถที่มี Sunroof กว้าง ๆ สามารถเป็นทางหนีฉุกเฉินให้กับเราได้เลยทีเดียว

รถ Sunroof ที่น่าสนใจ

1.Honda HRV

HRV นับว่าเป็นหนึ่งในรถที่ได้รับความนิยมจากทาง Honda โดยมีจุดเด่นในเรื่องของการเป็นรถที่ตอบโจทย์ชีวิตได้เกือบทุก ๆ ด้าน จะใช้เป็นรถครอบครัวก็ดี เป็นรถขี่ไปทำงานก็เหมาะหรือจะเป็นรถในการพาเพื่อน ๆ ออกไปลุยต่างจังหวัดก็ได้เช่นกัน เรียกได้ว่าเหมาะมาก ๆ สำหรับสายรถอเนกประสงค์ ในราคาเริ่มต้นเพียง 949,000 บาทเท่านั้น

2.Honda CR-V

CRV ถือว่าเป็นรถอีกหนึ่งคันจากทาง Honda ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้ HRV โดยรถรุ่นนี้จะเน้นมี Option ต่าง ๆ ที่ดีกว่า HRV ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ สิ่งอำนวยความสะดวกและระบบความปลอดภัย คุ้มค่ามากในฐานะของรถ SUV โดยราคาเริ่มต้นของ CR-V อยู่ที่ 1,369,000 บาท 

3.Mazda CX-5

ข้ามมาในฝั่งของ Mazda กันบ้างกับ CX-5 ที่หากใครชอบหลังคาแบบ Sunroof รถรุ่นนี้มาเป็นแบบ panoramic sunroof กันเลยทีเดียว นอกจากนี้ CX-5 ยังมาพร้อมกับความฟรีเมี่ยมตามแบบฉบับของ Mazda ที่ดีไซน์ภายนอกนับว่ายอดเยี่ยม แถมยังได้เครื่องยนต์และสเปกที่ยอดเยี่ยม ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.3 ล้านบาท

4.BMW X1

หนึ่งในรถ Crossover ที่น่าสนใจของทาง BMW อย่าง X-1 ที่ในรุ่นปี 2020 ได้มีการปรับปรุงรถแบบ Minorchanges ให้มีความเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น ตัวรถมาพร้อมกับหลังคาซันรูฟ ทำให้ภายในตัวรถมีความกว้างกว่าเดิม นอกจากนี้ยังได้ระบบความปลอดภัยชั้นยอดจากทาง BMW อีกต่างหาก ซึ่งรถรุ่นนี้มีราคาเริ่มต้นเพียง 1,969,000 บาท

5.Toyota Alphard 

สำหรับใครที่เป็นสายรถตู้เล็ก(MPV) แล้วอยากได้รุ่นที่มี Sunroof แบบเก๋ๆ โดย Toyota Alphard ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับรถประเภทนี้ เพราะได้ทั้งรถที่เหมาะกับการเดินทางอย่างมาก ภายในกว้างขวาง พร้อมระบบอำนวยความสะดวกครบครันและความหรูหรามีระดับ ในราคาเริ่มต้นเพียง 3,747,000.00 บาท

6.BMW X-5

หาก X-1 ยังตอบโจทย์ความพรีเมี่ยมไม่พอก็ต้องขยับมายังรุ่น X-5 รถ SUV สุดทรงพลังจากทาง BMW ที่นอกจากจะมี Electric Panorama Glass Roof สุดว้าวแล้วยังมาพร้อมกับพลังเครื่องยนต์ดีเซล 349 แรงม้า ที่จะพาคุณทะยานไปยังทุกที่ทั่วประเทศไทย แถมระบบความปลอดภัยและเทคโนโลยีแบบครบครัน แม้รถรุ่นนี้ราคาเริ่มต้นจะสูงถึง 4,695,000 บาท แต่ถ้าเทียบกับคุณภาพของรถถือว่าคุ้ม 

7.Mercedes-Benz C200 AMG Dynamic Coupe

พูดถึง BMW ไปแล้วมาลองดูฝั่ง Benz กันบ้างกับหนึ่งในรถซันรูฟยอดนิยมอย่าง C200 AMG Dynamic Coupe ที่ดีไซน์เอาใจวัยรุ่นไปอย่างเต็ม ๆ ตัวรถมาพร้อมกับเครื่องยนต์อันทรงพลัง พร้อมกับตกแต่งภายในสุดสปอร์ต พร้อมหลังคา Panorama Sunroof สุดเท่โดยราคาเริ่มต้นของรถรุ่นนี้จะอยู่ที่ 3,450,000

8.MG3

หนึ่งในรถรุ่นเริ่มต้นสำหรับคนที่อยากจะได้หลังคา Sunroof แต่ไม่อยากได้รถที่มีราคาสูงนักก็ขอแนะนำ MG3 จากแบรนด์อย่าง MG ที่มีราคาเพียง 519,000 บาท ได้รถที่มีประสิทธิภาพที่คุ้ม เหมาะกับการใช้ชีวิตในเมืองตามสไตล์ของวัยรุ่นยุคเรา 

9.Mazda 3

นอกจาก Mazda CX-5 แล้ว Mazda 3 ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่น่าสนใจสำหรับคนที่อยากจะได้รถที่มี Sunroof โดยจุดเด่นคือดีไซน์ที่เรียกได้ว่าเบียดรถรุ่นอื่น ๆ ใน Segment เดียวกันได้สบาย ๆ พร้อมกับประสิทธิภาพขอรถที่ดีเยี่ยม สำหรับราคาของ Mazda 3 เริ่มต้นที่ 969,000 บาท

10.Ford Everest

ปิดท้ายด้วยรถ Sunroof ขวัญใจบรรดาเหล่าพ่อบ้านคนรักครอบครัวกับรถ PPV สัญชาติอเมริกาอย่าง Ford Everest ที่มีจุดเด่นในเครื่องยนต์สมรรถนะเยี่ยม พร้อมจะพาคุณไปในทุกที่ แม้ทางจะยากลำบากเพียงไหน พร้อมกับระบบความปลอดภัยที่ดีและระบบอำนวยความสะดวกที่ดี ทำให้ใครอยากได้รถบ้านสักคันก็รุ่นนี้เลย ราคาค่าตัวของรถรุ่นนี้เริ่มต้นเพียง 1,299,900 บาท

สรุป

จะเห็นได้ว่ารถยนต์ในปัจจุบันส่วนใหญ่มักจะมีระบบ Sunroof มาให้เราเรียบร้อยแล้ว โดยเฉพาะรถรุ่นที่มีราคาสูง ทำให้เรามีตัวเลือกในการเลือกซื้อรถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น หากเพื่อน ๆ มีรถรุ่นไหนก็สามารถที่จะแนะนำกันมาได้เลย หรือหากว่าสนใจรถรุ่นไหน Kaidee Auto ก็มีรถให้คุณได้เลือกซื้ออีกหลายคนเลยทีเดียว  

จะขอสินเชื่อรถยนต์ต้องรู้อะไรบ้าง

จะขอสินเชื่อรถยนต์ต้องรู้อะไรบ้าง

รถยนต์ถือว่าเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ใครหลาย ๆ คนหมายปอง ทั้งความสะดวกสบายในการเดินทาง รวมไปถึงการใช้งานเพื่อการพาณิชย์อันเป็นรายได้เสริม แน่นอนว่าหลาย ๆ คนอาจจะไม่ได้มีเงินเก็บมาก พอทำให้ต้องใช้การกู้ซื้อหรือการขอสินเชื่อเสียเป็นส่วนใหญ่ สำหรับใครที่กำลังมองหาสิ่งนี้อยู่ วันนี้พวกเรามีคำตอบ

สินเชื่อรถยนต์กับไฟแนนซ์รถยนต์ต่างกันอย่างไร

หนึ่งในคำถามที่หลาย ๆ คนอาจจะสงสัยคือสินเชื่อรถยนต์กับไฟแนนซ์รถยนต์ต่างกันอย่างไร ความจริง แล้วทั้งสองอย่างนี้แทบจะไม่มีความต่างกันเลย โดยสินเชื่อรถยนต์หากจะพูดให้เข้าใจในภาษาบ้าน ๆ ก็คือการให้เงินกู้ไปซื้อรถอันมีตัวเราเป็นคนค้ำประกัน ส่วนไฟแนนซ์หรือว่า “การเช่าซื้อ” คือการที่เอารถ ค้ำประกันเงินกู้ของเรา เมื่อผ่อนเสร็จหมดแล้วเรา ก็จะได้รถกลับมาเป็นกรรมสิทธิ์ของเรา

สินเชื่อแบบบอลลูน

นอกจากนี้ยังมีสินเชื่อที่ชื่อว่า “บอลลูน” ที่ค่ายรถยนต์ทางฝั่งยุโรปนิยมใช้ โดยการผ่อนประเภทนี้จะตัดเงินค่ารถหนึ่งก้อนออกไป ทำให้งวดที่เราชำระในแต่ละเดือนถูกขึ้น แต่ว่าก้อนสุดท้ายจะเป็นบอลลูนที่จะเป็นเงินก้อนใหญ่เป็นพิเศษประมาณ 40% ของราคารถเลยทีเดียว (แล้วแต่รถแต่ละค่าย) 

โดยเงินบอลลูนก้อนสุดท้ายเราสามารถที่จะเลือกได้ว่าจะเอาเงินก้อนมาปิดผ่อนบอลลูนต่อรวมไปถึงการนำเอารถเก่ามาเทิร์น ตามมูลค่าของบอลลูน เพื่อที่จะนำเอาไปซื้อรถรุ่นใหม่ได้อีกด้วยในกรณีที่เราอยากจะเปลี่ยนรถรุ่นใหม่

สำหรับข้อเสียของบอลลูนคือเราจะไม่ได้เป็นเจ้าของรถจนกว่าจะผ่อนหมด ทำให้หากเราวางแผนการเงินไม่ดีหรือว่าไม่ได้เก็บเงินไว้ นอกจากนี้การผ่อนแบบบอลลูนส่วนใหญ่มักจะตามมากพร้อมกับอัตราดอกเบี้ยที่แพงกว่าวิธีการแบบปกติอีกต่างหาก ดังนั้นใครจะซื้อแบบบอลลูนต้องศึกษาให้ดี

เราควรรู้อะไรบ้างก่อนที่จะขอสินเชื่อรถ

ในการของสินเชื่อรถในแต่ละที่จะมีความต้องการและเงื่อนไขที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับราคาของ รถยนต์ที่เราจะซื้อและเครดิตที่เราจะมี โดยส่วนมากแล้วสิ่งที่เราควรรู้ทุกครั้งก่อนที่จะขอสินเชื่อรถ จะประกอบไปด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้

เลือกรถที่อยากจะได้

นับว่าเป็นการบ้านข้อแรก ๆ สำหรับใครที่อยากจะซื้อรถ ที่เราต้องเลือกรุ่นรถตามกำลังทรัพย์ และแนวทางในการใช้งานเป็นหลักได้ รวมถึงการมองไปถึงว่ารถรุ่นนี้ซื้อที่ไหน เป็นรถมือหนึ่งหรือว่าเป็นรถมือสองเป็นต้น โดยรถทั้งสองประเภทจะมีข้อดีและข้อเสียต่างกัน

การซื้อ “รถมือหนึ่ง” มีข้อดีในเรื่องของการรับประกันและคุณภาพของตัวรถดีกว่า อีกทั้งเรายังสามารถที่จะเลือกสีหรือออฟชั่นต่าง ๆ ได้ตามความต้องการของเราของ เหมาะสำหรับคนที่มีเงินก้อนใหญ่และพร้อมในการเป็นหนี้ระยะยาว 

รถมือสอง มีข้อดีในเรื่องของราคาที่ถูกกว่ารถมือหนึ่งเกือบ ๆ ครึ่งหนึ่ง ทำให้เราสามารถซื้อรถได้ในราคาถูกมาก แต่ก็แลกมากับการรับประกันที่ไม่เหมือนกันในแต่ละเจ้า รวมไปถึงคุณภาพของรถที่เราได้ ซึ่งตาดีหรือตาร้ายก็อยู่ที่ประสบการณ์กับความซื่อสัตย์ของเต้นท์รถ

คำนวนรายจ่ายให้เหมาะสม

การขอสินเชื่อรถแต่ละครั้ง เราจะต้องทำสัญญาในการจ่ายเงินในแต่ละงวด ตามระยะเวลาที่ เราได้เซ็นสัญญาไว้ โดยยิ่งผ่อนนานเราจะยิ่งจ่ายน้อย แต่ก็แลกมากับการจ่ายดอกเบี้ยที่แพงมากขึ้น ในขณะเดียวกันการผ่อนระยะเวลาที่สั้น

ก็ทำให้จำนวนเงินต่องวดสูงขึ้นมากเช่นกัน ทั้งนี้ควรที่จะคำนวนในเรื่องของเงินดาวน์ด้วย ที่จะกล่าวถึงในหัวข้อถัดไป

โดยรายจ่ายในแต่ละเดือนนั้นให้เราคำนวนง่าย ๆ ว่าหนี้ไม่ควรจะมากกว่า 30% ของรายได้เพราะรถยนต์จะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เสริมเข้ามาเช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าประกันเป็นต้น ทำให้เราต้องวางแผนเรื่องเหล่านี้ให้ดี มิฉะนั้นหากวันไหนเราไม่มีเงินไปจ่ายค่างวด รถคันโปรดของคุณอาจจะต้องจากคุณไปพร้อมกับหนี้ก้อนใหญ่ และอาจจะทำให้คุณติดเครดิตบุโรได้

เงินดาวน์

เงินดาวน์ถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญสำหรับการขอสินเชื่อรถ เพราะโดยส่วนมากธนาคารต่าง ๆ มักจะไม่อนุมัติค่ารถของเราเต็มวงเงิน ส่วนใหญ่มักจะให้ประมาณ 60-85% ของราคารถยนต์ ทำให้เราต้องเอาเงินมากดาวน์ราคาของรถให้เพียงพอกับเงื่อนไขของสินเชื่อ 

โดยเงินดาวน์นั้นยิ่งเราจ่ายมากจำนวนเงินต่องวดของเราน้อยลง ทำให้เรามีเงินใช้ต่อเดือนมากขึ้น อีกทั้งเราจะได้นำเงินไปใช้ในด้านอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันได้อีกต่างหาก ซึ่งคำแนะนำของผู้เขียนคือให้ดาวน์ก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อให้เรามีกระแสเงินสดมากพอ ในการใช้ชีวิตประจำวันนั่นเอง

เอกสารต่าง ๆ

ในการยื่นขอสินเชื่อในทุก ๆ สถาบันการเงินจะต้องมีเอกสารเสมอ แล้วแต่ว่าสถาบันการเงินนั้น จะให้นำเอาเอกสารอะไรไปบ้าง โดยหลัก ๆ แล้วจะเป็นเอกสารเหล่านี้ (สำหรับบุคคลธรรมดา)

  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ขอสินเชื่อ
  • สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ค้ำประกัน
  • หนังสือรับรองเงินเดือน
  • Statement ย้อนหลัง 6 เดือน
  • ใบขับขี่
  • ฯลฯ

ระยะเวลาในการได้รับสินเชื่อ

สำหรับระยะเวลาในการรับสินเชื่อนั้นจะขึ้นอยู่กับสถาบันการเงินต่าง ๆ โดยหากเราส่งเอกสารครบและเงื่อนไขตรงกับสินเชื่อ ก็จะใช้เวลาในการอนุมัติไม่นานประมาณ 15-30 วัน หลักจากอนุมัติแล้วก็จะมีการนัดกันเซ็นต์สัญญา แนะนำว่าให้อ่านเงื่อนไขให้ละเอียด ก่อนที่จะเซ็นต์ เพราะข้อกำหนดบางข้อคุณอาจจะไม่รู้ก็เป็นได้ เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้วนัดรอเวลารับรถไปได้เลย 

สรุป

จะเห็นได้ว่าการขอสินเชื่อรถยนต์นั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย เพียงแต่เราหาข้อมูลต่าง ๆ พร้อมกับทำเอกสารให้พร้อม เพียงเท่านี้การขอสินเชื่อรถยนต์ของเราก็จะเป็นเรื่องที่ง่ายดายมากขึ้นเลย ที่เดียว ขอให้มีความสุขกับการขับขี่รถใหม่ครับผม