หากเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี ให้มีสัตว์เลี้ยงไว้ข้างกายสิ

หากเครียดหรืออารมณ์ไม่ดี ให้มีสัตว์เลี้ยงไว้ข้างกายสิ

ในช่วงเวลาที่เราเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้นจากทุกสารทิศ การเงิน การทำงาน เรื่องราวในชีวิตประจำวันกับครอบครัว เพื่อนฝูง หรือแม้กับตัวเอง หรือสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้นบนโลก ไม่ว่าจะเป็นปัญหาภายนอก หรือภายใน จัดการได้ หรือควบคุมไม่อยู่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสร้างปัญหา พาให้เราเกิดความกดดัน และความเครียดที่ยากจะต้านทานได้

หลายคนมีวิธีการจัดการความเครียดเช่นนี้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน บางคนเลือกการออกกำลังกายเพื่อปลดปล่อยแรงกดดันดังกล่าว รีดความเครียดให้ออกไปพร้อมกับเหงื่อที่ไหลย้อย หรือบางคนอาจเลือกใช้งานอดิเรก หรือสิ่งที่ตัวเองชอบเช่น การวาดรูป ต่อจิ๊กซอว์หรือฟังเพลง และบางคนก็เลือก “เลี้ยงสัตว์” เพื่อบรรเทาความเครียดนั้น

“เหมียว” “โฮ่ง”

วันนี้ผมจะพาทุกคนไปค้นหาคำตอบว่าเหตุใด การมีเสียงเหล่านี้ในบริเวณบ้านหรือที่พักของเราจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีจัดการความเครียดที่ได้ผล และมีประสิทธิภาพมากที่สุด นอกจากนั้น การมีพวกมันอยู่ใกล้คุณก็ให้ประโยชน์อีกหลายข้อ นอกจากการบรรเทาความเครียดและความกดดันเช่นกัน

เมื่ออ่านบทความนี้จบ คุณอาจจะโผเข้าไปกอดสัตว์เลี้ยงของคุณโดยไม่รู้ตัว หรือหากคุณยังไม่ได้เลี้ยงสัตว์อะไร บทความนี้อาจจะทำให้คุณอยากเป็นเจ้าของขึ้นมาอีกเล็กน้อยก็เป็นได้

อยากหายเครียด ลองเกาพุงเจ้าแมวน้อยดู

การเล่นกับสัตว์เลี้ยงให้คุณประโยชน์หลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือการบรรเทาความเครียด ความกดดัน และความทุกข์ที่เรากำลังเผชิญจากการทำงาน หรือการดำเนินชีวิต

นักวิจัยค้นพบจากงานวิจัยเมื่อปีที่แล้วว่า การเล่นกับสัตว์เลี้ยงเพียงแค่ 10 นาทีต่อวัน ช่วยให้เรารู้สึกปรอดโปร่งจากความรู้สึกหนักอึ้งที่เราต้องเจอ และการเล่นกับพวกมันเป็นได้ทั้ง การลูบหัว เกาพุง กอดหรืออุ้ม หรือการทำความสะอาดสัตว์เลี้ยง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เพียงพอแล้วต่อการลดความเครียดของคุณ

อีกทั้งผลงานวิจัยชิ้นนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นให้หลายมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและประเทศฝั่งยุโรป เริ่มเปิด “ศูนย์บรรเทาความเครียด” โดยใช้สัตว์เลี้ยงเป็นยารักษานักศึกษาที่กำลังเผชิญกับความเครียด ซึ่งส่วนมาก เป็นช่วงเวลาแห่งการสอบและการทำวิจัย โดยนักศึกษาสามารถเข้ามาใช้บริการศูนย์ และเล่นกับเจ้าสุนัขและแมวที่ทางศูนย์เลี้ยงไว้ เพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคลายจากการทำงาน ก็ถือเป็นไอเดียที่ดี ที่มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งบริษัทห้างร้านในประเทศไทยจะนำมาปรับใช้ดู

ไม่ใช่แค่ทำให้หายเครียด เรื่องดีๆ ของการเลี้ยงสัตว์ยังมีอีก

นอกจากการบรรเทาความเครียดและความกดดันของผู้เลี้ยงแล้ว การเลี้ยงสัตว์ยังได้รับการพิสูจน์ ทั้งจากงานวิจัยและผลสำรวจประชากร ว่ามีข้อดีอีกมากมายหลายประการ ในบทความนี้จึงอยากหยิบยกมาสักสามสี่ข้อที่น่าสนใจ มาให้ทุกคนได้รู้กัน

เป็นเพื่อนในวันที่เราหงอยเหงา

มนุษย์อย่างเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนในแทบทุกเวลา การไม่ได้พบปะผู้คนจะทำให้เรารู้สึกเหงา และบ่อยครั้ง นำมาซึ่งอาการหดหู่และหงอยเศร้า โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่การพบปะผู้คนเป็นเรื่องยากขึ้นกว่าเก่า

การมีสัตว์เลี้ยงข้างกายในวันที่เรารู้สึกอย่างนั้น จะทำให้ความเหงาของเราได้รับการปลอบประโลม ด้วยหน้าตาแสนน่ารักและขนนุ่มฟูของพวกมัน งานวิจัยในต่างประเทศยังช่วยยืนยันเรื่องนี้เป็นอย่างดี พวกเขาค้นพบว่า กลุ่มผู้เข้าร่วมการทดลองมีการให้คะแนนความรู้สึกเหงาของตัวเอง เมื่ออยู่กับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง ในอัตราที่ต่ำกว่าผู้ที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ในบางราย พวกเขายังพบว่า การอยู่กับสัตว์เลี้ยงไม่ทำให้รู้สึกเหงาเท่ากับการอยู่กับผู้อื่นด้วยซ้ำไป

อารมณ์ดีขึ้น แค่มีพวกมันอยู่กับเรา

คนที่มีสัตว์เลี้ยงอาจช่วยยืนยันข้อนี้ได้เป็นอย่างดี เวลาที่เรากลับบ้านมาด้วยอารมณ์ห่อเหี่ยว ไม่ว่าจากการเดินเตะฝาท่อในเมือง หรือการโดนเจ้านายไร้เหตุผลจิกกัด แต่เมื่อได้เล่นกับเจ้าน้องแสนซนของเรา ก็ทำให้เรายิ้มได้อยู่เสมอ

แน่นอนว่า มีงานวิจัยที่ศึกษาระหว่างอารมณ์ความรู้สึกและการมีปฏิสัมพันธ์กับสัตว์เลี้ยงด้วย นักวิจัยพบว่า ผู้เลี้ยงสัตว์มักให้คะแนนอารมณ์ความรู้สึกรายวันของตัวเองอยู่ในระดับสูงกว่ากลุ่มทดลองอื่นเสมอ แม้ว่าทั้งกลุ่มทดลองทั้งสอง จะอยู่ในสภาพแวดล้อมเดียวกัน (เช่นสถานที่ทำงานเดียวกัน หรือศึกษาอยู่ในคณะเดียวกัน)

ช่วยสร้างความสมดุลของความดันในเลือด

เป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อไม่น้อยที่ นักวิจัยค้นพบว่าสัตว์เลี้ยงมีผลดีต่อร่างกายของเรา ซึ่งที่สำคัญที่สุดในข้อค้นพบนี้ คงหนีไ่ม่พ้นการที่สัตว์เลี้ยงสามารถรักษาระดับความดันในเลือดของเราได้ด้วย เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะความเครียดและแรงกดดันที่เราเผชิญ ส่งผลโดยตรงกับความดันในเลือด การที่เราสามารถบรรเทาความเครียดได้ จึงส่งผลต่อระดับความดันในเลือดที่สมดุลขึ้นนั่นเอง และในงานวิจัยชิ้นเดียวกันนี้ นักวิจัยยังพบอีกว่า การสัมผัสสัตว์เลี้ยงให้มากที่สุด ช่วยให้ความเครียดลดลงเร็วมากที่สุดด้วย

และทำให้เราดูน่าเข้าหามากขึ้นด้วยนะ

หลายคนอาจเคยเจอเหตุการณ์ ที่สัตว์เลี้ยงพยายามลากเราออกจากโต๊ะคอมพิวเตอร์ และออกไปเดินเล่นกับพวกมัน สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ถือเป็นตัวกระตุ้นให้เราออกจากบ้านได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ตามมาคือ เมื่อเราออกไปพบปะผู้คน ไม่ว่าจะเป็นในสถานที่สาธารณะ หรือละแวกบ้านใกล้เรือนเคียง ผู้คนมักมองภาพลักษณ์ บุคลิกและนิสัยของผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง เป็นคนที่น่าเข้าหาเพราะดูเป็นมิตร ดูอบอุ่น มีความรับผิดชอบ และเป็นที่ไว้วางใจได้ นอกจากนี้ ยังมีข้อสังเกตว่า การมีสัตว์เลี้ยงข้างกาย เวลาออกจากบ้าน จะช่วยสร้างบทสนทนาที่ดีระหว่างคุณกับผู้อื่นได้อย่างน่าประหลาด

อย่างนี้ต้องหามาเลี้ยงให้ได้แล้ว

การมีสัตว์เลี้ยงอยู่ข้างตัว คอยส่งเสียงเบาๆ กวนเราเป็นบางครั้ง คอยเอาหน้ามามุดใต้ผ้าห่มเวลาเรากำลังจะนอน ก็ถือเป็นอีกวิธีหนึ่ง ที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากความเหงา ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยว ซึ่งในบางครั้ง ก็อาจนำไปสู่ความหดหู่ ความเศร้าหรือความเครียดสะสม และทำให้วันหนึ่งวันของเราสดใสขึ้นกว่าเดิม

แต่การเลี้ยงสัตว์ถือเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรับผิดชอบมาก ประโยชน์ที่เราอาจได้รับ หมายถึงภาระหน้าที่ในการดูแลพวกมันเป็นอย่างดี เราไม่ควรเลี้ยงสัตว์ เพราะอยากเล่นกับพวกมันเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้ถือว่าเจ้าสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ก็เป็นสมาชิกอีกคนของบ้านคุณเช่นกัน หากคิดว่า สามารถเลี้ยงได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่กระทบกับหน้าที่อื่นๆ ในชีวิต ก็อย่ารอช้า ไปหาน้องๆ สัตว์เลี้ยงมาอยู่ข้างกายให้หายเครียดกันดีกว่า

การเลี้ยงสัตว์ต้องใช้อุปกรณ์จำนวนมาก และไหนจะมีอาหารของสัตว์เลี้ยงอีก หากใครไม่อยากเสียเวลากับเรื่องเหล่านี้นานๆ ลองแวะมาที่ Kaidee เรามีข้าวของเครื่องใช้ อาหารสารพัดชนิดให้สัตว์เลี้ยงของคุณอย่างแน่นอน

ทำอย่างไร ให้เรามีแรงจูงใจออกกำลังกายในแต่ละวัน

ทำอย่างไร ให้เรามีแรงจูงใจออกกำลังกายในแต่ละวัน

พรุ่งนี้ว่าจะออกกำลังกายสักหน่อย

การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องการดูแลหุ่นและสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรง หรือมีส่วนช่วยในการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย การออกกำลังกายยังช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ทั้งหน้าตาและผิวพรรณอีกด้วย

สำหรับหลายๆ คน การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่พวกเขาตั้งตารอในแต่ละวัน เป็นสิ่งที่พวกเขาอยากทำมากที่สุด และจำเป็นต้องทำ ไม่เช่นนั้น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไปในวันเหล่านั้น

แต่ไม่ใช่ทุกคนจะเป็นแบบนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถฉุดตัวเองขึ้นมาจากเตียงตอน 6 โมงเช้า หรือฝืนใจเข้าฟิตเนสหลังเวลาเลิกงาน บางครั้ง ภาระหน้าที่ กิจกรรมอื่นๆ หรือความรู้สึกอยากพักผ่อนก็เข้ามาเบียดเบียนแรงจูงใจในการออกกำลังกายของเราจนหมดสิ้น หรือกรณีของคนที่ออกกำลังกายเพื่อรักษาหุ่นหรือลดน้ำหนัก เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นที่ปรากฎ ก็อาจทำให้ถอดใจได้

ทำอย่างไรถึงจะมีแรงจูงใจในการออกกำลังกาย

ความน่าสนใจคือ เรื่องแบบนี้เกิดได้กับทุกคน ทั้งคนออกกำลังกายสมัครเล่นและนักกีฬาเจนสนาม ทุกคนมีวันที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการออกกำลังกาย อาจเป็นวันนั้นของสัปดาห์ เดือนหรือปี ไม่มีใครรู้

การทำให้ตัวเองกลับมามีแรงจูงใจในการออกกำลังกายอีกครั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ และวันนี้ Kaidee Blog ก็มีทริคเล็กน้อยในการเสริมสร้างแรงจูงใจมาฝาก เพื่อคนที่เริ่มต้นการออกกำลังกายและคนที่สูญเสียแรงจูงใจไประหว่างทาง

ตั้งเป้าหมายกับตัวเอง และเก็บสถิติที่เราทำได้

คนทุกคนก้าวเดินด้วยเป้าหมาย หากปราศจากเป้าหมายที่ชัดเจน คงจะทำให้เราหลงทางไม่น้อย การออกกำลังกายก็เช่นกัน การมีเป้าหมายในการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีแรงจูงใจขั้นต้นในทุกๆ วัน

ลองถามตัวเองด้วยคำถามง่ายๆ เช่น “เราออกกำลังกายไปทำไม” หรือ “เราพอใจกับสุขภาพของเราตอนนี้หรือเปล่า” จากนั้น ให้สร้างเป้าหมายจากคำตอบที่ได้เช่น ออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก ออกกำลังกายเพื่อให้ดูเด็กลง หรือออกกำลังกายเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

เมื่อได้คำตอบของเป้าหมายระยะยาว ให้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นในการออกกำลังกายด้วยเช่นกัน ถามตัวเองอีกครั้งว่า วันนี้จะวิ่งกี่กิโลเมตร จะว่ายกี่รอบ จะคาร์ดิโอกี่นาที เพราะหากเราทำได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เราจะมีกำลังใจในการทำมันในวันต่อๆ ไปมากขึ้น

แต่สำหรับคนที่พึ่งเริ่มต้นออกกำลังกาย การกำหนดเป้าหมายที่ใหญ่เกินไปอาจกลายเป็นหายนะ เพราะหากทำไม่สำเร็จ เราอาจหมดกำลังใจก่อนก็เป็นได้ ให้กำหนดเป้าหมายที่เป็นไปได้ โดยประเมินจากประสบการณ์และความสามารถของตัวเอง

“วันนี้เป็นวันแรกของการว่ายน้ำ จะลองว่ายสัก 4 รอบดูก่อน ถ้าไหวจะเพิ่มเป็น 6 รอบในวันถัดไป” อะไรแบบนี้

ไม่เพียงแค่เป้าหมายที่เป็นสิ่งที่เราก้าวเดินไปหา สถิติหรืออดีตที่ผ่านมาถือเป็นแรงจูงใจให้กับเราเป็นดี การมีสมุดเล็กๆ สักเล่ม หรือแอพพลิเคชันออกกำลังกายในโทรศัพท์เพื่อเก็บสถิติเหล่านี้ไว้ก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย หากเราย้อนกลับมาเปิดดู เราจะเห็นได้ว่า เราเดินมาไกลขนาดไหนแล้ว

อยู่ในบรรยากาศที่ตัวเองชอบ เล่นกีฬาที่ตัวเองโปรดปราน

“ทำไมไม่ลองวิ่งดูล่ะ เห็นเขาบอกว่าลดน้ำหนักได้เร็วกว่าว่ายน้ำมากเลยนะ”

แน่นอนว่าในระยะเวลา 1 ชั่วโมง การออกกำลังกายแต่ละประเภทให้ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน 1 ชั่วโมงของการจ้ำบนท้องถนนช่วยเผาผลาญแคลอรี่ได้มากกว่าการจ้วงน้ำผสมคลอรีนถึง 200 แคลอรี่

แต่หากมันไม่ใช่กีฬาที่เราอยากเล่น หรือกิจกรรมออกกำลังกายที่เราอยากทำ ก็ไม่จำเป็นต้องฝืน การทำกิจกรรมที่ต้องการ มีส่วนช่วยในการสร้างแรงจูงใจให้เราโดยอัตโนมัติ เราไม่จำเป็นต้องฉุดรั้งตัวเองมากขึ้น หากสิ่งๆ นั้น เป็นสิ่งที่เราอยากทำตั้งแต่แรก

นอกจากกิจกรรมที่ทำแล้ว การสร้างบรรยากาศที่เราชอบก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เรามีแรงจูงใจจะออกกำลังกายให้สำเร็จ เลือกเพลย์ลิสต์ที่เราต้องการฟังระหว่างออกกำลังกาย หากเป็นการวิ่ง ลองถามตัวเองว่าชอบวิ่งบนลู่หรือรอบเมืองมากกว่ากัน หากเป็นการว่ายน้ำ สระแบบใดของที่ไหนเหมาะกับเรามากกว่ากัน

รูปลักษณ์ภายนอกก็มีผลต่อแรงจูงใจที่เกิดขึ้น เลือกอุปกรณ์ รองเท้าหรือเสื้อผ้าในการออกกำลังกายที่เราชื่นชอบ เพราะการอยู่ในชุดและอุปกรณ์ที่เราเลือก จะช่วยเพิ่มความมั่นใจและความพร้อมในการออกกำลังกายของเรา

การอยู่ในบรรยากาศที่เราชอบช่วยให้เรามีแรงจูงใจในการกระทำสิ่งนั้นให้สำเร็จมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงแต่การออกกำลังกายเท่านั้น แต่รวมถึงการทำงานและการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนด้วย

ออกกำลังกายกับคนรู้ใจหรือสหายสนิท

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ทำกับนักกีฬาบ่งชี้ว่า การออกกำลังกายกับคนอื่นช่วยให้เรามีประสิทธิภาพและแรงจูงใจมากขึ้นหลายเท่า เพราะเรามีตัวเปรียบเทียบอย่างบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นธรรมดาของมนุษย์ที่จะต้องเพิ่มความสามารถและความพยายามของตัวเองเพื่อให้ทัดเทียมผู้อื่นได้

การนัดหรือรวมกลุ่มเพื่อนออกกำลังกายจึงอาจช่วยดึงแรงจูงใจของเราออกมา อีกทั้งการมีบุคคลอื่นเข้ามาอยู่ในการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีวินัยและตารางเวลาที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะการออกกำลังกายคนเดียวยืดหยุ่นและล้มเลิกได้ แต่การนัดหมายกับเพื่อนเป็นเรื่องยากมากกว่าหากต้องยกเลิกไป

การทำกิจกรรมอะไรก็ตามกับเพื่อน คนรู้จักหรือแม้กระทั่งคนรู้ใจ ยังถือเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับพวกเขา ให้ทั้งเราและเขารู้จักกันมากขึ้นอีกด้วย

แต่หากว่าเราไม่สามารถรวมกลุ่มกับเพื่อนในโลกความเป็นจริง ลองใช้ Community หรือกลุ่มสังคมในแอพพลิเคชันออกกำลังกายเพื่อมองหา และเปรียบเทียบตัวเรากับคนอื่นๆ บนโลกออนไลน์ ถือเป็นอีกวิธีหนึ่งในการสร้างแรงจูงใจให้กับตัวเรา

เช้าแล้ว ยัง ไม่อยู่บนที่นอน

เคยมีคำกล่าวที่ว่า “กิจกรรมยามเช้าจะเป็นเครื่องวัดความมีประสิทธิภาพของเราไปตลอดวัน”

เช้าวันใหม่ให้อะไรเราหลายอย่าง ทั้งการนอนหลับที่เต็มอิ่ม และพลังงานที่ได้รับการฟื้นฟู การตัดสินใจออกกำลังกายในตอนเช้าถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นช่วงเวลาที่เรามีเรี่ยวแรงเหลือเต็มที่ และยังไม่ถูกดูดจากการทำงานหรือภารกิจระหว่างวัน

อีกทั้งการออกกำลังกายในตอนเช้าปราศจากการรบกวนใดๆ ทั้งจากงานภายนอก และจิตใจของตนเอง เป็นเวลาที่ไม่ต้องกังวลว่าหัวหน้าจะตามงานหรือไม่ หรือมีประชุมด่วนต้องเข้าหรือเปล่า

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งในปี 2561 ที่เปิดเผยว่าการทำอะไรที่มีประสิทธิภาพสูงในยามเช้าช่วยให้มนุษย์มีกระบวนการคิดและไตร่ตรองได้ดีขึ้นไปตลอดวัน ผลวิจัยพบว่าผู้ที่ออกกำลังกายในตอนเช้ามักเลือกทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน มีประโยชน์ในด้านคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า และยังลดการทานอาหารว่างอีกด้วย

ในเรื่องของอารมณ์ความรู้สึก ผู้ที่ออกกำลังกายตอนเช้ามีสมาธิในการจดจ่อกับการทำงานได้ดีกว่า รวมถึงมีอารมณ์แง่บวกมากกว่าตลอดวันนานกว่า หากเทียบจากผลการวิจัยชิ้นข้างต้น

แม้ไม่ได้ให้ผลด้านการเผาผลาญหรือประสิทธิภาพที่ดีกว่า แต่เพราะเป็นเวลาแรกเริ่มของวัน การออกกำลังกายในตอนเช้าจะทำให้ไม่ต้องพะวงเรื่องนี้อีกตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังสามารถใช้เวลาที่เหลือในวันนั้น คิดและไตร่ตรองได้รอบคอบมากขึ้น ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานเป็นอย่างมาก

หาแรงจูงใจและลงมือเลย

เเรงจูงใจเป็นเรื่องที่ใช้เวลาและความอดทน หากต้องการสร้างมันขึ้นมา แต่ไม่ยากเกินความพยายามของใครแน่นอน ผมขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนตามหาแรงจูงใจของตัวเอง ขุดมันขึ้นมาและเริ่มต้นออกกำลังกายอีกครั้ง

Just Do It ลุยเลย

จบกันไปแล้วกับวิธีสร้างแรงจูงใจให้ตัวเองในการออกกำลังกาย หวังว่าจะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย แต่หากใครกำลังมองหาอุปกรณ์กีฬา หรือเสื้อผ้าสวยๆ มาสร้างแรงจูงใจให้ตัวเอง ลองเข้ามาดูที่ Kaidee แล้วคุณจะรู้ว่า “ที่เดียวจบ ครบทุกสิ่ง” มีอยู่จริง

6 สายอาชีพที่เหมาะกับ Introvert เช่นคุณ

6 สายอาชีพที่เหมาะกับ Introvert เช่นคุณ

ขึ้นชื่อว่าการทำงาน ก็ต้องมีเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานเป็นธรรมดา ทั้งการประชุมหรือประสานงานกับคนมากหน้าหลายตา อีกทั้งยังต้องเตรียมพรีเซนต์ไปเสนอหัวหน้า ไหนจะนัดกับเพื่อนร่วมงานไปปาร์ตี้หลังเลิกงานวันศุกร์

และก็แน่นอนว่าสิ่งที่พูดมานี้ คนที่มีบุคลิกกล้าแสดงออก กล้าพูดกล้าคุย รวมถึงไม่ลังเลที่จะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ ก็ย่อมได้เปรียบในการทำงานมากกว่า

แต่ก็ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีลักษณะนิสัยอย่างที่กล่าวมา ในโลกนี้ยังมีคนที่ชอบอยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับเพื่อน หรือชอบทำงานคนเดียวมากกว่ากับเพื่อนร่วมงาน พวกเขาคือคนที่มีบุคลิกชอบเก็บตัว ที่พวกเราเรียกกันอย่างติดปากว่า “Introvert”

คำถามคือ ในโลกของการทำงาน จะมีอาชีพหรือตำแหน่งงานใดเหมาะกับ Introvert หรือเปล่า และถ้ามี มันจะเป็นอาชีพแบบใด วันนี้ผมมีแนวทางการค้นหาอาชีพที่คุณนำไปใช้ได้มาฝากกัน

Introvert มีหลายประเภทกว่าที่คิด

เวลาพูดถึง Introvert ทุกคนมักมีภาพในหัวที่คล้ายคลึงกัน ทั้งชอบเก็บตัว อยู่คนเดียวมากกว่าอยู่กับเพื่อนฝูง เป็นคนมีจินตนาการและความคิดที่แสนวิเศษ บางคนอาจคิดว่า Introvert มีเพื่อนน้อย หรืออยู่กับคนที่สนิทด้วย แต่ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงลักษณะโดยรวมของคำว่า Introvert อีกทีหนึ่ง 

มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่จำแนกประเภทของ Introvert ออกเป็น 4 ประเภท แต่ละประเภทมีความแตกต่างอย่างมีเอกลักษณ์ การที่จะรู้ว่า เราเหมาะกับอาชีพอะไร เราต้องรู้เสียก่อนว่าเราเป็น Introvert แบบใด

“การรู้จุดเด่นของ Introvert แต่ละแบบจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น และสามารถเลือกการทำงาน สภาพแวดล้อม รวมถึงอนาคตที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด”

Social Introvert (Introvert ที่หลีกเลี่ยงการเข้าสังคม)

Introvert ที่แสนคลาสสิค พวกเขาไม่นิยมการเข้าสังคม การพบปะและสังสรรค์ ชอบเก็บตัวและอยู่คนเดียว พูดอย่างง่ายคือ “ชอบการมีเวลาส่วนตัว”

สำหรับพวกเขา การไม่ต้องไปปาร์ตี้ตอนเย็นของวันเสาร์ของขวัญที่ฟ้าประทานให้ อย่างไรก็ตาม ลักษณะนี้เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาเป็นคนเย็นชา ขี้อายหรือไร้มนุษย์สัมพันธ์ พวกเขาแค่ชอบการอยู่คนเดียวมากกว่าแค่นั้น

เราอาจสังเกตได้ว่า “การทำงานร่วมกัน” อาจดูไม่ใช่จุดขายของชาว Introvert ประเภทนี้เท่าไร

Anxious Introvert (Introvert ขี้กังวล)

พวกเขาแตกต่างจาก Introvert ประเภทแรกโดยสิ้นเชิง มีความกังวล ถึงขั้นระแวงการเข้าสังคม พวกเขาคิดว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนมีแต่ความกระอักกระอ่วน ส่งผลให้พวกเขาหลีกเลี่ยงการเริ่มบทสนทนากับผู้คนตั้งแต่แรก 

Reserved Introvert (Introvert ระเบิดเวลา)

ไม่ต้องทำหน้าอย่างนั้น Reserved Introvert คือคนเงียบๆ ที่เจอกันครั้งแรก แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่พวกเขาเริ่มเปิดใจกับคู่สนทนา อาจเป็นเพราะว่าสบายใจ หรือฤทธิ์แอลกอฮอล์ พวกเขาจะระเบิดตัวเองออกมา และอาจกลายเป็นคนที่พูดมากที่สุดในวง

พูดได้อีกนัยหนึ่งคือ พวกเขาเก็บความรู้สึกเก่ง และจะปล่อยมันก็ออกมาก็ต่อเมื่อพร้อมเท่านั้น

Thinking Introvert (Introvert อิคิวซัง)

Introvert ประเภทนี้มีคุณสมบัติตามชื่อ พวกเขาชอบอยู่กับตัวเอง เพื่อจะได้ใช้ความคิดและจินตนาการของตนเอง Thinking Introvert สามารถร้อยเรียงไอเดียและความคิดนับร้อยของตนเองให้เกิดเป็นผลงานภายในระยะไม่นาน

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ว่าพวกเขาชอบอยู่คนเดียวเพื่อใช้ความคิด Thinking Introvert กลับสามารถทำงานกับผู้อื่นหรือคนในทีมได้อย่างไม่ยากเย็น

อาชีพที่เหมาะกับ Introvert แต่ละประเภท

หลังจากที่เข้าใจความแตกต่างของ Introvert แต่ละประเภทแล้ว ผมจะพูดถึงอาชีพที่น่าสนใจ ที่เหมาะสมกับลักษณะนิสัยแบบ Introvert ซึ่งแต่ละประเภทก็จะมีความเหมาะสมเฉพาะกับ Introvert แต่ละประเภทลงไปอีก

นักบัญชี

นักบัญชีเป็นอาชีพที่เหมาะกับ Social Introvert เป็นอย่างมาก เพราะเป็นงานที่อาศัยการติดต่อกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวเป็นหลัก แม้ว่าอาจต้องมีการปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมงานในบางครั้งบางคราว

เวลาส่วนใหญ่ของการทำงานหมดไปกับการใช้สมองคิดคำนวณ เห็นตัวเลขเป็นนับพันนับหมื่นตัว หากคุณเป็น Introvert ที่มีความชำนาญ พร้อมทั้งความชอบในการคำนวณอยู่แล้ว นักบัญชีก็ถือเป็นหนึ่งในอาชีพที่มีความเหมาะสมกับคุณไม่น้อย

นักวิเคราะห์ข้อมูล

หนึ่งวันของนักวิเคราะห์ข้อมูลคือการทำงานที่ต้องจดจ่อกับข้อมูล ตัวเลข สูตรคำนวณและหน้าจอที่เปิด Excel ค้างเอาไว้ อาชีพนี้เหมาะกับ Anxious introvert เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องพบเจอกับผู้คนโดยตรง ใครที่ชอบการวิเคราะห์และคำนวณ อาชีพนักวิเคราะห์ถือเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจมากเลยทีเดียว

ที่ปรึกษาหรือคนทำงานด้านไอที

เป็นอีกสายอาชีพที่เหมาะกับ Anxious Introvert ผู้ซึ่งกลัวการเข้าสังคม การทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ตนเองชื่นชอบก็ดูจะลงตัวมากๆ อีกทั้งยังไม่ต้องคอยทำพรีเซนต์หรือเข้าประชุมให้เหนื่อยกายเหนื่อยใจ

นักเขียนอิสระ

มาถึงอาชีพที่เหมาะกับ Introvert ทุกประเภท และหากพูดตามตรง ก็ต้องถือว่าอาชีพนักเขียนมีความเหมาะสมกับลักษณะนิสัยแบบ Introvert เป็นอย่างมาก เพราะสามารถอยู่กับตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องคอยทำงาน หรือประสานกับใครให้วุ่นวาย

ในรายของ Thinking Introvert ก็ยิ่งได้เปรียบมากขึ้นไปอีก เพราะพวกเขาสามารถสร้างสรรค์ไอเดียและถ่ายทอดออกมาผ่านงานเขียนได้โดยตรง

ช่างถ่ายภาพสายท่องเที่ยว

การถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวเป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก เพราะได้ทำงานในสถานที่ที่มีความสวยงาม ตื่นตาตื่นใจ เป็นอาชีพที่ต้องฝึกฝนทักษะ แต่สิ่งที่ได้กลับมานั้น คุ้มค่าเป็นอย่างมาก ทั้งการหารายได้ และการได้ผจญภัยไปในที่ต่างๆ

ช่างภาพสายท่องเที่ยวเป็นอาชีพที่เหมาะกับ Thinking และ Social Introvert ถึงแม้ว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เราจะต้องเจอสังคมใหม่ของคนท้องถิ่น แต่ก็เป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ Introvert สามารถเผชิญได้ไม่ยาก ลองคิดดูสิ การได้ไปเก็บภาพยอดเขาอันหนาวเหน็บทางตอนเหนือ ดูจะเป็นเรื่องที่น่าสนุกไม่ใช่น้อยเลยนะ

งานที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต

ในปัจจุบันมีงานหลากหลาย ที่เราสามารถทำจากที่ใดบนโลกนี้ก็ได้ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็เพียงพอ การทำงานที่บ้าน (Remote work) จึงตอบโจทย์ชาว Introvert เป็นอย่างดี

โดยรูปแบบงานก็มีหลากหลาย ทั้งงานที่อาศัยการประสานงานผ่านอินเทอร์เน็ต (Assistant) เป็นหลัก งานดูแลเนื้อหาบนเว็บไซต์ หรือการขายของออนไลน์บนเว็บไซต์เช่น Kaidee เป็นต้น ประเด็นคือ ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตและกลุ่มเป้าหมาย พวกเราก็สามารถสร้างงานและรายได้ให้ตัวเองได้อย่างแน่นอน

สุดท้ายนี้ ขอฝากไว้ว่า

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลสายอาชีพที่เหมาะกับผู้ที่มีลักษณะนิสัย Introvert หยิบยกมาจากการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายงานวิจัย แต่ทั้งนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลเหล่านี้ จะสามารถตัดสินตัวเราได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะแต่ละคนก็มีความแตกต่างที่เป็นรายละเอียดหยิบย่อยไม่เหมือนกัน

ข้อมูลในบทความนี้จึงเปรียบเสมือนเสาต้นแรกในการประกอบการตัดสินใจของแต่ละคน เพราะคนที่จะสามารถตอบ ว่าเราชอบอะไร ทำอะไรได้ และพร้อมจะทำอะไร ก็คือตัวเราเองนั่นแหละ จริงไหม

จบจากสาย Introvert ก็ขอมาสายฮาร์ดเซลล์กันบ้าง เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นสายไหน Kaidee ก็มีสินค้าที่ตรงต่อความต้องการของคุณอย่างแน่นอน จะเข้ามาซื้อเพิ่มหรือขายออก ก็ทำได้เลย ที่เดียวจบ

7 รุ่นรถครอบครัวของค่ายโตโยต้า นั่งสบายแถมปลอดภัย

7 รุ่นรถครอบครัวของค่ายโตโยต้า นั่งสบายแถมปลอดภัย

Toyota ถือว่าเป็นแบรนด์รถที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จากเหล่าผู้ใช้งานทั่วโลกเรียกได้ว่าเแบรนด์รถยนต์ที่ครองใจชาวโลกก็ว่าได้ วันนี้พวกเรา Kaidee Auto จะขอนำเสนอ 7 รุ่นรถครอบครัวของ Toyota ที่นั่งสบายแถมยังปลอดภัยอีกต่างหาก

จุดเด่นของรถบ้าน Toyota 

หากจะพูดถึงจุดเด่นของรถบ้านจากทาง Toyota คือในเรื่องความคุ้มค่าคุ้มราคา ทั้งในเรื่องของสมรรถนะ เครื่องยนต์ รวมไปถึงเรื่องของความหลากหลายของรุ่นรถ ทำให้หลาย ๆ ครอบครัวมีทางเลือกในการซื้อรถให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์และการใช้งาน 

นอกจากนี้ด้วยการที่ Toyota เป็นแบรนด์ใหญ่ ทำให้ศูนย์บริการรถของทางค่ายมีมากมาย กระจายไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย นอกจากนี้บรรดาอู่ซ่อมรถต่าง ๆ ยังสามารถที่จะซ่อมได้อีกด้วย ดังนั้นการซื้อรถแบรนด์นี้จึงมีความคุ้มค่าอย่างมาก

1.Toyota Fortuner 2020

จุดเด่น

หนึ่งในรถครอบครัวยอดนิยมขวัญใจชาวไทย ที่สามารถทำยอดขายได้อย่างดีนับตั้งแต่เปิดตัวมาในปี 2010 โดยจุดเด่นของ Fortuner คือเป็นรถที่ครบเครื่อง ทั้งสมรรถนะของรถ ระบบความปลอดภัย สิ่งอำนวยความสะดวกที่ดีเยี่ยม ในส่วนของดีไซน์ก็ทำออกมาได้อย่างสปอร์ตมาก ๆ เหมาะกับการเป็นรถครอบครัวหรือว่าจะซื้อไปขับในฐานะรถประจำตัว ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ด้วยการที่เป็นรถยอดนิยมทำให้สามารถหาอะไหล่ได้ง่าย อีกทั้งยังสามารถนำรถไปซ่อมได้ แม้จะไม่ใช่ศูนย์บริการโดยตรงจากทาง Toyota 

ราคาของ Toyota Fortuner ปี 2020 

Toyota ได้วางจำหน่ายทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่

Toyota Fortuner 2020 รุ่น 2.4G ราคา 1,319,000 บาท

Toyota Fortuner 2020 รุ่น 2.4V ราคา 1,424,000 บาท

Toyota Fortuner 2020 รุ่น 2.4v 4WD ราคา 1,494,000 บาท

2.Toyota Avanza 2020

จุดเด่น

สำหรับรถ Toyota คันต่อมาที่น่าสนใจสำหรับสายครอบครัวคือ Toyota Avanza ที่นับว่าตอบโจทย์มาก ๆ โดยมีจุดเด่นหลักในเรื่องของพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง สามารถใช้ทั้งการเดินทางไปท่องเที่ยวในที่ต่าง ๆ พร้อมกับครอบครัว อีกทั้งยังมีพื้นที่ในการใส่ของที่มากรองรับกิจกรรมได้หลากหลาย พร้อมกับราคาที่เป็นมิตรมาก ๆ ชนิดที่ว่าพร้อมท้าชนกับแบรนด์อื่น ๆ ได้แบบสบาย ๆ  เรียกได้ว่าน่าใช้สุด ๆ ไปเลยสำหรับรถรุ่นนี้

ราคาของ Toyota Avanza  ปี 2020 

Toyota ได้วางจำหน่ายทั้งหมด 2 รุ่นได้แก่

Toyota Avanza 2020 รุ่น 1.5E A/T ราคา  649,000 บาท

Toyota Avanza 2020 รุ่น 1.5G A/T ราคา 699,000 บาท

3.Toyota Alphard 2020

จุดเด่น

หากใครที่อยากจะได้รถครอบครัวสายหรู ที่ใช้ได้ในฐานะของรถผู้บริหารและรถครอบครัวในเวลาเดียวกัน ก็ขอแนะนำ Toyota Alphard ที่มาพร้อมกับพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขวาง พร้อมกับความหรูหราเหนือระดับกว่ารถครอบครัวแบรนด์อื่น ๆ เหมาะมากในการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ต่าง ๆ กับครอบครัว ยิ่งหากคุณมีคนขับรถส่วนตัว คุณจะยิ่งสัมผัสได้ถึงความสะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม

ราคาของ Toyota Alphard  ปี 2020 

Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Alphard ทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่

Toyota Alphard 2020 รุ่น Vellfire 2.5     ราคา 3,838,000 บาท

Toyota Alphard 2020 รุ่น 2.5 HV           ราคา 3,968,000 บาท

Toyota Alphard 2020 รุ่น 3.5 VIP          ราคา  5,458,000 บาท

4.Toyota Sienta 2020

จุดเด่น

Toyota Sienta ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรถรุ่นยอดนิยมของสายแม่บ้านหลาย ๆ คน เนื่องจากขนาดที่เล็กแต่ภายในกว้างขวาง พร้อมกับฟังก์ชั่นต่าง ๆ ในการอำนวยความสะดวก ที่คุ้มค่าคุ้มราคามาแถมยังมาพร้อมกับเครื่องยนต์ 1.5 อีกต่างหาก แม่บ้านท่านไหนอยากได้รถบ้านสักคันก็แนะนำเลยคันนี้

ราคาของ Toyota Sienta  ปี 2020 

Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Sienta ทั้งหมด 2 รุ่นได้แก่

Toyota Sienta 2020 รุ่น 1.5G ราคา 765,000 บาท
Toyota Sienta 2020 รุ่น 1.5V ราคา 825,500  บาท

5.Toyota Innova Crystal 2020

จุดเด่น

พ่อบ้านหลาย ๆ คนหากกำลังตามหารถครอบครัวที่มาพร้อมกับเครื่องยนต์ 2.8 Turbo ดีไซน์ที่ทันสมัยพร้อมตกแต่งด้วยเบาะหนังทั้งคัน Toyota Innova Crytral ถือว่าตอบโจทย์ในทุกข้อที่กล่าวมา นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันที่น่าสนใจอีกมากมาย ให้พ่อบ้านทั้งหลายปลอดภัยและสะดวกสบายทุกครั้งที่ออกเดินทาง 

ราคาของ Toyota Innova Crystal  ปี 2020 

Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Crystal ทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่

Toyota Crystal 2020 รุ่น 2.0E M/T ราคา 1,129,000 บาท

Toyota Crystal 2020 รุ่น 2.8G A/T ราคา 1,201,000 บาท

Toyota Crystal 2020 รุ่น 2.8V A/T ราคา  1,376,000 บาท

6.Toyota C-HR ปี 2020 

จุดเด่น

ข้ามมารถบ้านสาย Cross Over กันบ้างกัน Toyota C-HR ที่ในปี 2020 ได้มีการปรับ Minor Change หลาย ๆ อย่างให้รถมีความน่าสนใจและเหมาะกับความเป็นรถบ้านมากขึ้น พร้อมกับดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและเครื่องยนต์ Hybrid ทำให้รถมีความประหยัดน้ำมันมากกว่าเดิม เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจมาก ๆ 

ราคาของ Toyota C-HR  ปี 2020

Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota C-HR ทั้งหมด 4 รุ่นได้แก่

Toyota C-HR 2020 รุ่น 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท

Toyota C-HR 2020 รุ่น 1.8 Mid   ราคา 1,039,000 บาท

Toyota C-HR 2020 รุ่น HV Mid   ราคา 1,069,000 บาท

Toyota C-HR 2020 รุ่น HV Hi     ราคา 1,159,000 บาท

7.Toyota Majesty 2020

จุดเด่น

ปิดท้ายกันด้วย Toyota Majesty รถ MPV ดีไซน์โฉบเฉี่ยวพร้อมกับการตกแต่งภายในที่เรียบหรู มีระดับ กว้างสบาย ระบบอำนวยความสะดวกแบบจัดเต็ม เหมาะสำหรับพ่อบ้าน/แม่บ้านท่านไหนที่ชอบความสะดวกสบาย หรือว่ามีคนขับรถส่วนตัวก็ขอแนะนำรถรุ่นนี้เลย

ราคาของ Toyota Majesty  ปี 2020

Toyota ได้วางจำหน่าย Toyota Majesty ทั้งหมด 3 รุ่นได้แก่

Toyota Majesty รุ่น Standard ราคา 1,709,000 บาท

Toyota Majesty รุ่น Premium ราคา 1,899,000 บาท

Toyota Majesty รุ่น Grande   ราคา  2,199,000 บาท

สรุป

จะเห็นได้ว่า 7 รุ่นรถครอบครัวของทาง Toyota ที่เรานำเสนอในวันนี้ มีความหลากหลายทั้งในเรื่องของขนาด ราคาและฟังก์ชันในด้านการใช้งาน ดังนั้นเราควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านสำหรับเรื่องนี้ เพราะอย่างที่รู้กันว่ารถครอบครัวซื้อทีใช้ยาว ๆ 

แต่หากเพื่อน ๆ คนไหนต้องการที่จะซื้อรถครอบครัวก็ลองมาดูใน Kaidee Auto เรามีรถครอบครัวมือสองให้เลือกมากมายหลากหลายรุ่นเลยทีเดียว 

ประกันรถชั้น 3 คืออะไร? แตกต่างกันชั้นอื่นๆ ยังไงบ้าง

ประกันรถชั้น 3 คืออะไร? แตกต่างกันชั้นอื่นๆ ยังไงบ้าง

หากจะพูดถึงหนึ่งในประกันที่ได้รับความนิยมรองจากประกันชั้นที่ 1 คงหนีไม่พ้นประกันชั้นที่ 3 ซึ่งประกันที่หลาย ๆ บริษัทมักจะแนะนำให้เราทำ หากใครกำลังมีข้อสงสัยว่าประกันชั้นนี้ดีไหม เทียบกับประกันชั้นอื่น ๆ เป็นอย่างไรบ้าง วันนี้เรามาหาคำตอบกัน

ประกันรถชั้น 3 คืออะไร

ประกันชั้น 3 คือประกันแบบสมัครใจชนิดหนึ่ง ที่กรมธรรม์จะให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหายแก่คู่กรณีเท่านั้น หรือหากจะให้เข้าใจง่าย ๆ คือประกันชนิดนี้จะไม่คุ้มครองตัวผู้ถือกรมธรรม์ ตัวยานพาหนะของเจ้าของประกัน แต่จะคุ้มครองคู่กรณีของเราแทนในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ซึ่งประกันชนิดนี้จะทำได้เฉพาะรถโดยสารส่วนบุคคลเท่านั้น ซึ่งวงเงินที่คุ้มครองจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละกรมธรรม์ 

จุดเด่นของประกันรถชั้น 3

ประกันชั้นที่ 3 แม้จะคุ้มครองน้อยกว่าประกันชั้น 1 ,ประกันชั้น 2 หรือ ประกันชั้นที่ 2+ แต่ก็แลกมากับเบี้ยประกันที่มีราคาถูกกว่าหลายบาท โดยหากเราเป็นคนที่ใช้รถน้อยเบี้ยประกันต่อปีก็ยิ่งต่ำลงไปอีก เพราะว่าโอกาสที่เราจะเกิดอุบัติเหตุมีน้อยนั่นเอง ซึ่งราคาอาจจะตกเพียงปีละหนึ่งพันกว่าบาทเท่านั้นหรือหากตีเป็นวันก็จ่ายวันละไม่ถึง 10 บาทก็มี นอกจากนี้ยังรองรับรถเก่า ๆ อีกด้วย

สิ่งที่ประกันชั้นที่ 3 ไม่คุ้มครอง

ในส่วนของสิ่งที่ประกันชั้นที่ 3 ไม่คุ้มครองได้แก่ 

ภัยธรรมชาติ

ภัยธรรมชาติต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมจนรถสตาร์ทไม่ติด ลูกเห็บตกใส่กระจกแตก ลมพายุพัดสิ่งของมาโดนรถเรา ไฟไหม้อันเกิดมาจากเรื่องต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งเหตุแผ่นดินไหวจนอาคารจอดรถของเราถล่มก็ เกิดความเสียหายต่อตัวรถ เราไม่สามารถที่จะเรียกความคุ้มครองได้เลย ผู้ถือกรมธรรม์จะต้องออกค่าใช้จ่ายส่วนนี้เอง 

อุบัติเหตุที่เกิดจากผู้ขับขี่เอง

บางคนอาจจะเป็นผู้ขับขี่มือใหม่ อาจจะไม่ได้ชำนาญในการขับขี่รถยนต์มากนัก การขี่รถไปเฉี่ยวกับเสาบ้าน ถอยหลังชนฝาบ้านจนฝาแท้แตก หรือขี่รถไปขูดกับถนนฟุตบาท ก็ไม่สามารถที่จะขอความคุ้มครองได้เหมือนกับประกันภัยประเภทอื่น ๆ  ดังนั้นอาจจะต้องขี่รถด้วยความระมัดระวังมาก ๆ เพราะประกันของเราไม่ได้ครอบคลุมเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์

การโจรกรรม

หากรถของเราถูกขโมยเราไม่สามารถที่จะเรียกเอาความคุ้มครองได้ เนื่องจากประกันชั้นที่ 3 ไม่ได้คุ้มครองเรื่องนี้ รวมถึงทรัพย์สินต่าง ๆ ที่อยู่ในรถ ดังนั้นหากคุณถือประกันชั้นนี้ พยายามหาที่จอดรถดี ๆ ครับผมไม่งั้นก็ต้องดาวน์รถใหม่อย่างเดียว

วงเงินที่น้อย(แล้วแต่กรมธรรม์)

แม้จะคุ้มครองอุบัติเหตุกับคู่กรณีทั้งในแง่ของการรักษาพยาบาลและความเสียหายกับตัวรถ แต่ก็มีวงเงินที่น้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราดันโชคร้ายไปชนกับรถหรู เราอาจจะต้องเสียค่าส่วนต่างกันประกันเอง และไม่เหมาะกับนักขับรถมือใหม่อย่างยิ่ง

ไม่ครอบคลุมรถเช่าหรือรถรับจ้างสาธารณะ

สำหรับบริษัทไหนที่มีรถเช่าหรือว่ารถรับจ้างสาธารณะ ไม่สามารถที่จะซื้อกรมธรรม์ของประกันชั้น 3 ได้โดยจะต้องซื้อประกันประเภทอื่น ๆ แทน

ประกันชั้น 3 เหมาะกับใคร

สำหรับประกันชั้นนี้เหมาะสำหรับใครที่ใช้รถน้อย หรือมีรถหลาย ๆ คันแต่อยากที่จะประหยัดเบี้ยงประกันก็สามารถที่จะเลือกประกันชนิดนี้ได้ เนื่องจากการที่เราใช้รถน้อย ทำให้โอกาสในการเกิดอุบัติเหตุมีน้อยด้วยเช่นกัน การใช้ประกันชั้นที่ 1-2 และ 2+ อาจจะไม่คุ้มกับเบี้ยที่ต้องจ่ายเท่าไหร่ เพราะจุดเด่นสำคัญของประกันชั้นนี้คือเบี้ยประกันมีราคาที่ถูก 

ประกันชั้นที่ 3 ยังเหมาะสำหรับใครที่หมดสัญญากับกรมธรรม์ประกันรถยนต์ขั้นที่ 1 หรือ 2 และมีความคิดที่จะเปลี่ยนรถ ก็ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีเช่นกัน

นอกจากนี้ประกันชั้น 3 ยังรองรับรถรุ่นเก่า ๆ อีกด้วย ทำให้ใครที่เป็นสายรถ Classic หรือชอบรถสมัยรุ่นพ่อก็สามารถที่จะสมัครประกันประเภทนี้ได้เช่นกัน เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับใครที่อยากได้ประกันแม้ว่าจะขับรถเก่าขนาดไหน

ประกันชั้น 3+ คืออะไร

ประกันชั้น 3+ เป็นประกันประเภทที่ 5 ที่จะให้ความคุ้มครองมากกว่าประกันชั้นที่ 3 แบบปกติไปอีกหนึ่งข้อคือ การคุ้มครองความเสียหายของรถผู้ถือกรมธรรม์ด้วย แต่จะไม่ได้วงเงินที่สูงเหมือนกับประกันชั้นอื่น ๆ และผู้ถือกรมธรรม์จะต้องจ่ายเงินค่าธรรมเนียมทุกครั้งที่เกิดอุบัติเหตุ อาจจะทำให้ในแต่ละปีเบี้ยประกันอาจจะไม่เท่ากัน 

ประกันรถชั้น 3 ซื้อที่ไหนดี

ประกันชั้น 3 สามารถที่จะหาซื้อได้ทั่วไปกับบริษัทประกันภัยต่าง ๆ ซึ่งจะมีราคาและการคุ้มครองที่ต่างกันแล้วแต่กรมธรรม์ของเรา ซึ่งประกันชนิดนี้เราสามารถที่จะนำไปเพื่อต่อทะเบียนรถได้อีกด้วย 

เอกสารที่นิยมใช้ในการสมัครประกันประเภทที่ 3

  • สำเนาบัตรประชาชน
  • สำเนาทะเบียนรถยนต์

นอกจากนี้บริษัทประกันบางแห่งอาจจะต้องขอใบตรวจสถาพรถและจำกัดรุ่นรถที่จะซื้อกรมธรรม์นี้อีกด้วย อาจจะรวมไปถึงรถจะต้องมีสภาพและอะไหล่เดิมจากโรงงานด้วยในบางกรณี ดังนั้นอาจจะต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมให้ดี

สรุป 

ประกันชั้นที่ 3 ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ขับขี่รถยนต์หลายท่าน ที่ไม่ค่อยจะได้ใช้รถยนต์หรือว่ามีรถที่เก่าแล้ว แต่ก็อยากจะได้ประกันรถถือว่าตอบโจทย์อย่างมาก แต่ก็แลกมากับการคุ้มครองที่น้อยกว่าประกันชั้นอื่น 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องประกันภัยชั้น 3 ที่เรานำเสนอในวันนี้ หากเพื่อน ๆ ต้องการความรู้เรื่องรถยนต์ด้านอื่น ๆ ก็สามารถที่จะเข้ามาดูได้ที่ Kaidee Blog ที่เราได้รวบรวมเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับรถยนต์ไว้อย่างครบครัน หรือหากใครอยากซื้อรถก็สามารถที่จะเข้าไปหาซื้อได้ที่ Kaidee Auto ได้เลย เรามีรถให้เลือกหลายรุ่นพร้อมราคาที่สุดประทับใจ