Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
หญิงสาวกับเครื่องสำอางเป็นสิ่งอยู่คู่กันมาแต่ไหนแต่ไร 5,000 ปีก่อนตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ผู้หญิงในที่ราบลุ่มเมโสโปเตเมียนำอัญมณีมาบดเป็นผงละเอียด แล้วนำมาเม็ดสีที่ได้มาทาปาก
กระทั่งปี ค.ศ.1500 เทรนด์การแต่งหน้าเริ่มกลับมาอีกครั้ง ทว่าสังคมในสมัยนั้นมองว่าเป็นสิ่งไม่ดี มีเพียงผู้หญิงกลางคืนและสตรีชั้นสูงเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์แต่งแต้มสีสันบนใบหน้า
ราวปี ค.ศ. 1884 การทาปากเริ่มกลายมาเป็นแฟชั่นยอดนิยม ด้วยอิทธิพลของดารานักแสดงในยุคดังกล่าว ถือกำเนิดแบรนด์ลิปสติกชื่อดังของโลกที่พากันเปิดตัวกันอย่างเฟื่องฟู ถึงตอนนี้ผู้หญิงกับความสวยความงามก็ยังเป็นเรื่องขาดกันไม่ได้
ลิปสติกเองถือเป็นปราการด่านแรกที่ทำให้ลุคของเราแต่ละวันไม่เหมือนกัน วันนี้เราพามาดู 5 ลิปสติกสีสวยฮอตฮิตใน ค.ศ.นี้ รับรองว่าทาอย่างไรก็รอด วันไหนก็ปัง!
1.M.A.C Liptensity Lipstick : Smoked Almond
Credit : M·A·C Cosmetics Thailand
สียอดฮิตอมตะนิรันดร์กาลของ M.A.C เชื่อว่าสาวๆ ที่เป็นสาวกแบรนด์นี้ มั่นใจว่าต้องมีสักแท่งติดกระเป๋าแน่นอน ด้วยความที่เป็นลิปสติกโทนสีส้มอมชมพู ทาแล้วดูสุภาพนุ่มนวลแบบผู้ดี เข้าได้ง่ายกับทุกสภาพผิว ไม่ต้องกังวลว่าทาแล้วหน้าจะลอยแต่อย่างใด ที่สำคัญยังใช้ได้ทุกวันเป็น Everyday Look ได้แบบสบายๆ
ทั้งยังมีเม็ดสีละเอียดแน่นสวยงาม ที่สำคัญเนื้อครีมแบบแอมพลิฟายด์ (Amplified) สไตล์ M.A.C ช่วยบำรุงริมฝีปากของเราให้ชุ่มชื้นระหว่างวัน ปกปิดได้ดี ทาแล้วดูอวบอิ่ม ช่วยให้เรียวปากของคุณดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องทาลิปสติกแล้วตกร่องค่ะ
ราคาประมาณ 1,000 บาท
2.YSL Milk Tea : No. 139 Beige Cremeux
Credit : YSL Beauty Thailand
หนึ่งในลิปสติกรุ่น Limited Edition ของ YSL ซึ่งทันทีที่ปล่อยออกมานั้นเป็นที่ต้องตาต้องใจของสาวๆ เป็นจำนวนมาก ขึ้น Sold Out อย่างรวดเร็ว ด้วยคอลเลกชันเฉดสี Milk Tea ที่แสนจะสุดคิวต์ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องดื่มแสนอร่อยอย่าง “ชานม”
นอกจากจะทำให้ริมฝีปากของเรามีสีสันสวยงามแล้ว ยังมีกลิ่นชาหอมอ่อนๆ เพิ่มความสนุกในการแต่งหน้ามากยิ่งขึ้น ส่วนเนื้อลิปเป็นแบบซาติน (Satin) คือแน่นกว่าลิปมันแต่ไม่หนาถึงขนาดลิปเนื้อครีม ฉะนั้นมั่นใจได้เลยว่าใช้ง่าย ทาสบายไม่หนักปาก ให้เนื้อสีชัดเจนงดงาม
ราคาประมาณ 1,390 บาท
3.Tom Ford Ultra Shine Lip Color : 108 La Notte
Credit : Tom Ford
ไม่นานมานี้ Ultra Shine Lip สี 108 La Notte จู่ๆ ก็ฮอตฮิตติดตลาด บรรดาบล็อกเกอร์พากันรีวิวชื่นชมกันเยอะมาก จนตัวเราเองตกเป็นเหยื่อการตลาด เผลอใจพุ่งไปชอป Tom Ford กับเขาเหมือนกัน ซึ่งทันทีที่บอกชื่อรุ่นและสีไป พนักงานก็บอกทันทีว่า สินค้าหมดทั่วประเทศและยังไม่มีกำหนดเข้าเร็วๆ นี้
ความที่ลิปสติกเนื้อครีมรุ่นนี้มีสีสุดแสนคลาสิค “ชมพูคอรัล” ทาแล้วให้ฟีลลิงคณหนูสุขภาพดี ดูแพงแบบธรรมชาติ ที่สำคัญใช้ง่ายมาก ทาได้ทุกวันเหมาะกับทุกลุค จะแต่งหน้าหรือไม่แต่งหน้าก็เอาอยู่ ทั้งยังมีความเงางามเหมือนเราทา Lip Gloss และยังช่วยบำรุงริมฝีปากได้แบบ Lip Balm เรียกว่าได้ทั้งสวยด้วยบำรุงด้วย
ราคาประมาณ 1,800 บาท
4.Bobbi Brown Luxe Lip Color : Rare Ruby
Credit : Bobbi Brown Thailand
แนะนำลิปสีธรรมชาติทาได้ทุกลุคกันไป 3 แบรนด์แล้ว ทีนี้เปลี่ยนลุคมาเป็นสาวแซ่บกันบ้าง ครั้งนี้เราขอนำเสนอสี Rare Ruby สีแดงเข้มสุดเจิดจรัสของ Bobbi Brown นอกจากจะมีความเก๋เป็น Limited Edition ออกมาเฉพาะช่วงตรุษจีนที่ผ่านมาแล้ว
ลิปสติกยังเป็นเนื้อครีมเกลี่ยง่าย มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น ปกปิดริ้วรอยต่างๆ ได้ดีเยี่ยม ทั้งยังโดดเด่นด้วยสีแดงเข้มเปล่งประกาย ทารอบเดียวก็ให้สีเด่นชัด เป็นตัวช่วยทำให้วันนั้นๆ ของเรามีสีสันขึ้นมาทันตาเห็น หากสาวๆ คนไหนเป็นสาย “ปากไม่แดงไม่มีแรงเดิน” เชิญตรงไปที่ชอปได้เลย
ราคาประมาณ 1,450 บาท
5.Fenty Beauty Slip Shine Sheer Shiny Lipstick : Goji Gang
Credit : Fenty Beauty
แบรนด์เครื่องสำอางของนักร้องในดวงใจเรา และเชื่อว่าคงเป็นขวัญใจของใครอีกหลายคน แม้ใครๆ จะค่อนขอดเธอว่า ไม่ยอมกลับมาทำหน้าที่นักร้องสักที แต่ปฏิเสธไม่ได้นะคะว่า “ริฮานนา (Rihanna)” พา Fenty Beauty มาไกลและประสบความสำเร็จพอตัวเลย จุดเด่นของยี่ห้อนี้ หนีไม่พ้นเรื่องคุณภาพของสินค้าสุดดีงามในราคาไม่เกินเอื้อม
ที่สำคัญมีเฉดสีหลากหลาย ครอบคลุมทุกสีผิว ซึ่งลิปสติกรุ่น Slip Shine Sheer Shiny สี Goji Gang ที่เลือกมาแนะนำวันนี้ นอกจากจะมีเนื้อสีชมพูอมม่วงที่สวยงามสะดุดตาแล้ว เนื้อยังบางเบา มีส่วนผสมของน้ำมันสกัดจากทับทิม ช่วยให้ริมฝีปากคุณดูได้รูปและอิ่มฟูมากขึ้น
ราคาประมาณ 850 บาท
สาวทั้งหลายๆ มักเข้าใจกันดีว่า การมีลิปสติกสีคล้ายเดิม ต่างเฉด ต่างยี่ห้อไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด อะไรที่เป็นความสุขในชีวิตเราก็อย่าลังเลค่ะ ซื้อตามกำลังเท่าที่ไหว แต่ถ้าเริ่มรู้สึกว่ามีเยอะจนเริ่มหาแท่งโปรดไม่เจอ ลองจัดหาวิธีระเบียบด้วยการเข้ามาหาชั้นวางเครื่องสำอาง กล่องใส่ลิปสติกเก๋ๆ ที่ Kaidee ดูสิคะ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้จะช่วยให้ความสวยของเราง่ายสะดวกขึ้นเยอะ
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ในตลาดกล้องมีแบรนด์กล้องนับสิบแบรนด์ที่พัฒนาและผลิตกล้องรุ่นใหม่ๆมาในทุกๆปี หนึ่งในนั้นคือแบรนด์กล้องยอดฮิตติดเทรนตลอดกาล “Canon” หลายๆครั้งเราอาจเห็นแบรนด์นี้อยู่ในมือของช่างกล้องมืออาชีพ ที่ใช้ในสตูดิโอหรือตามงานต่างๆ ไปจนถึงตากล้องมือใหม่ใจรักการถ่ายภาพ ใช้ถ่ายลงเพื่อแชร์เรื่องราวดีๆลงในโลกออนไลน์
กล้อง Canon
แบรนด์กล้องที่เริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่น ที่เมื่อพูดถึงกล้อง Canon แล้ว ใครๆก็มักจะนึกถึงแบรนด์ที่มีกล้องหลากหลายรุ่นในแต่ละระดับ ราคาที่ตอบโจทย์ไม่ว่าจะทั้งมือใหม่หรือมือโปร อีกทั้งความหลากหลายของเลนส์ที่มีให้เลือก จึงไม่แปลกเลยที่ Canon จะเป็นหนึ่งในแบรนด์อันดับต้นๆที่คนเลือกใช้กัน
เลนส์ Canon มีกี่แบบ?
1.EF (Electro-Focus)
เลนส์สำหรับกล้องประเภท DSLR แบบ Full Frame ที่ในปัจจุบัน Canon มีเลนส์ EF มากถึง 90 กว่ารุ่นให้เลือก เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกระยะที่นำไปใช้ถ่ายได้ ซึ่งนอกจากนี้ยังสามารถใช้งานกับกล้อง APS-C และ Mirrorless ได้
หากจะใช้งานเลนส์ EF นี้ร่วมกับกล้อง Mirrorless ก็จะต้องใช้งานร่วมกับอแดปเตอร์ เลนส์ชนิดนี้มักถูกนำไปใช้ในการถ่ายระดับกลางถึงระดับโปรและราคาจะค่อนข้างสูงด้วยเช่นกัน
2.EF-S (Short Back Focus)
เลนส์สำหรับกล้อง DSLR แบบ APS-C (กล้องตัวคูณ) เนื่องจากเลนส์ EF นั้นมีราคาที่สูงและเมื่อนำมาใช้ในกล้อง APS-C ก็จะถูกครอบภาพออกเนื่องจากขนาดเซนเซอร์ของกล้องที่ต่างกัน แคนนอนจึงผลิตเลนส์ EF-S ขึ้นมาเพื่อกล้อง DSLR แบบ APS-C โดยเฉพาะ
เลนส์ EF-S นี้สามารถใช้งานกับกล้อง Mirrorless ได้ผ่านการต่ออแดปเตอร์ แต่จะไม่สามารถใช้งานร่วมกับกล้อง Full Frame ได้
3.EF-M
เลนส์สำหรับกล้อง Mirrorless ตระกูล EOS M ที่เป็นที่นิยมสำหรับมือใหม่หัดถ่ายรูปหรือคนที่ชื่นชอบกล้องแบบทั่วไปไม่ได้ใช้ในระดับโปรมากนัก ตัวเลนส์ชนิดนี้ส่วนมากจะมีขนาดและน้ำหนักที่เบา รวมถึงราคาที่ค่อนข้างถูก แต่ที่สำคัญคือเลนส์ชนิดนี้ใช้ได้เฉพาะกล้อง Mirrorless เท่านั้น
4.RF
เลนส์ที่มาพร้อมกล้องไลน์ใหม่ล่าสุดจากแคนนอน คือ Mirrorless-Fullframe ตระกูล EOS R โดยเลนส์ชนิดนี้ส่วนมากจะมีกันสั่นด้วย ซึ่งด้วยประสิทธิภาพของตัวกล้องในตระกูล EOS R ที่มีเซนเซอร์แบบ Full Frame บวกกับเลนส์ RF ก็จะได้ภาพและวีดีโอที่มีประสิทธิภาพสูงมาก แต่ราคาของเลนส์ก็สูงตามด้วยเช่นกัน
แล้วใช้เลนส์ตัวไหนดีนะ?
ในแต่ละประเภทของเลนส์ก็จะมีเลนส์หลากหลายระยะ ที่ตอบโจทย์การใช้งานประเภทต่างๆ และหากตอนนี้คุณกำลังสงสัยว่าใช้เลนส์ไหนดีอยู่ล่ะก็ เริ่มดูจากจุดประสงค์ที่เราจะถ่ายภาพว่าส่วนใหญ่เราถ่ายภาพแบบไหนหรือชอบถ่ายแนวไหน ตามด้านล่างนี้
1.ถ่ายภาพบุคคล
เมื่อนึกถึงภาพ Portrait หรือภาพถ่ายบุคคลแล้ว เราคงนึกถึงภาพหน้าชัดพื้นหลังเบลอ ที่ทำให้ตัวคนในภาพดูโดดเด่นขึ้น ซึ่งหากคุณต้องการภาพรูปแบบนี้ในการถ่ายด้วยกล้องแคนนอน เราแนะนำเลนส์ดังนี้
1.1 EF 50mm f/1.8 STM
เลนส์ EF ที่ใช้ได้ทั้งกล้องเซ็นเซอร์ APS-C และ Full Frame ด้วยขนาดที่เล็ก น้ำหนักที่เบา ระยะที่กำลังดี รวมถึงค่ารูรับแสงที่กว้าง เรียกได้ว่าตอบโจทย์ผู้ใช้กล้องเป็นจำนวนมาก ทำให้เลนส์ตัวนี้เป็นหนึ่งในเลนส์ขายดีของ Canon นอกจากนี้ยังราคาถูกอีกด้วย เรียกว่าเหมาะทั้งมือโปรและมือใหม่ที่อยากได้ภาพละลายหลังหรือเน้นถ่าย Portrait สุดๆ
1.2 EF-M32mm f/1.4 STM
เลนส์ Fix ระยะ 32mm ค่ารูรับแสงกว้าง 1.4 ที่ออกมาสำหรับกล้อง Mirrorless ตระกูล EOS M เลนส์ระยะนี้จะเทียบเท่าระยะ 51 mmของระยะฟูลเฟรม ซึ่งด้วยค่ารูรับแสง 1.4 ทำให้ได้ภาพละลายหลังที่ชัดเจน ถูกใจสายพอร์ทเทรตแน่นอน นอกจากนี้ตัวกล้องยังมี STM ที่ช่วยเรื่องโฟกัสให้สมูทและเงียบยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยทั้งเรื่องการถ่ายภาพและวีดีโอให้ดีขึ้นอีกด้วย
2.ถ่ายวีดีโอและถ่ายภาพมุมกว้าง
สายถ่ายวีดีโอแบบตั้งถ่ายหรือเดินถือถ่ายเป็น Vlog ก็จะใช้งานเลนส์ที่ให้ภาพค่อนข้างกว้าง คนดูจะได้ไม่อึดอัดกับภาพที่ใกล้หน้าจนเกินไป ซึ่งจะสามารถนำมาใช้ถ่ายภาพวิวทิวทัศน์สวยๆแบบเก็บรายละเอียดได้ครบอีกด้วย
2.1 EF-M11-22mm f/4-5.6 IS STM
เลนส์สำหรับกล้อง Mirrorless ตระกูล EOS M ที่มีระยะหลากหลาย ตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงสามารถใช้ถ่าย Portrait ละลายหลังก็ยังได้ แต่จุดเด่นที่ทำให้เหมาะกับการถ่ายวีดีโอ นั่นคือมีระบบกันสั่นในเลนส์ (IS) และยังมี STM ที่ช่วยเรื่องความสมูทของโฟกัสอีก ทำให้เหมาะมากๆสำหรับการถ่ายวีดีโอ ยิ่งใครที่ใช้ถ่าย Vlog แล้วต้องเดินถ่าย ก็จะได้ภาพที่นิ่งกว่าเลนส์ Fix อื่นๆ
2.2 EF-S10-18mm f/4.5-5.6 IS STM
เลนส์สำหรับกล้องเซ็นเซอร์ APS-C ที่เป็นมุมกว้างแบบ Ultra Wide อีกทั้งยังมี IS และ STM ที่ช่วยเรื่องการโฟกัสและความนิ่งของภาพ ซึ่งความกว้างที่ได้จากเลนส์นี้จะกว้างกว่าเลนส์ EF-M 11-22MM รวมถึงเรื่องน้ำหนักที่เบา และราคาที่ถูกและคุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับประสิทธิภาพที่เลนส์ตัวนี้ทำได้
3.ถ่ายรูป Macro
ใครที่ชอบถ่ายดอกไม้หรือของชิ้นเล็กในระยะใกล้ๆ เลนส์ Macro จะเหมาะมากที่สุดเพราะระยะของเลนส์และการโฟกัสที่ทำได้ดีในระยะใกล้
3.1 EF 100mm f/2.8 Macro USM
เลนส์มาโครที่ใช้ได้ทั้งกล้องเซ็นเซอร์ APS-C และ Full Frame ที่ให้ภาพที่ซูมใกล้ระดับ Macro และโฟกัสได้ชัดเจนและเปลี่ยนโฟกัสแบบ Manual ได้ทันทีด้วย USM ที่มีมาในเลนส์ ซึ่งจุดสังเกตอย่างหนึ่งของเลนส์ตัวนี้คือน้ำหนักที่ค่อนข้างมาก (580 กรัม)
3.2 EF-M28mm f/3.5 Macro IS STM
เลนส์มาโครขนาดเล็กและน้ำหนักเบาสุดๆสำหรับกล้อง Mirrorless ที่มีจุดเด่นคือ Macro Lite ที่เปรียบเสมือนไฟวงขนาดย่อ ปรับได้ 2 ระดับที่ติดอยู่ด้านหน้าของเลนส์ รวมถึงระบบ IS และ STM ทำให้เลนส์รุ่นนี้เป็นที่นิยมกับคนที่ใช้กล้องแคนนอนตระกูล EOS M มากๆ โดยเฉพาะสาวๆที่ต้องถ่ายซูมเมคอัพหรือหนุ่มๆที่ชอบถ่ายพระเครื่อง แมลงเกาะดอกไม้ต่างๆ เป็นต้น
4.ชอบถ่ายหลายแบบหลายแนว
ใครที่ไม่ได้เจาะจงการถ่ายภาพอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็แนะนำให้ใช้เลนส์ที่มีระยะกำลังดีถ่ายได้ทั้งบุคคลและวิวทิวทัศน์ ที่สำคัญคือไม่ต้องพกเลนส์หลายตัว และต้องคอยเปลี่ยนเลนส์อยู่บ่อยๆ (แต่ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะเมื่อมีเลนส์ตัวแรกแล้ว ตัวที่สองก็มักจะตามมาอีกเสมอนะ)
4.1 EF-S18-135mm f/3.5-5.6 IS USM
เลนส์สำหรับกล้อง APSC ที่ใครหลายคนต่างยกให้เป็นเลนส์ครอบจักรวาลสำหรับกล้อง DSLR ด้วยระยะตั้งแต่มุมกว้างไปจนถึงระยะเทเล ทำให้ได้ภาพที่หลากหลายในหนึ่งเลนส์ อีกทั้งยังมีกันสั่นในเลนส์ รวมถึง USM แบบ Nano ที่ช่วยให้โฟกัสได้ไวและเงียบมากขึ้น ดังนั้นใครที่ไม่อยากพกเลนส์หลายชิ้น ก็ขอแนะนำตัวนี้ ที่แม้ว่าราคาอาจจะค่อนข้างสูง แต่ตัวเดียวเอาอยู่ไม่ว่าจะถ่ายวิวหรือถ่ายคน
4.2 EF-M22mm f/2.0 STM
เลนส์ Fix สำหรับกล้อง Mirrorless ที่ถูกเรียกว่า “เลนส์แพนเค้ก” เพราะด้วยขนาดที่บางกว่าเลนส์รุ่นอื่นๆ และน้ำหนักที่เบา ทำให้เป็นเลนส์ติดกล้องแบบพกใส่ลงกระเป๋าได้อย่างง่ายๆ ในระยะ 22mm นี้เทียบเท่า 35mm ในระยะฟูลเฟรม ระยะนี้จะค่อนข้างใกล้เคียงกับกล้องโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นระยะที่เหมาะสมสำหรับถ่ายทั่วๆไปได้ทุกอย่าง และด้วยค่า F ที่กว้าง 2.0 ทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยได้ดี รวมถึงสามารถละลายหลังเมื่อถ่ายบุคคลในระยะที่เหมาะสมได้อีกด้วย
สรุปท้ายบทความ
กล้องและเลนส์ของ Canon มีหลากหลายรุ่นและระดับ ซึ่งการเลือกเลนส์นั้นสิ่งที่สำคัญคือการดูเป้าหมายของการถ่ายภาพของเรา และยิ่งไปกว่านั้นคืองบประมาณที่เรามีและกล้องที่เราใช้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งหากใครหากล้องหรือเลนส์มือสองอยู่ล่ะก็ ที่ Kaidee ของเรามีหมวดกล้องโดยเฉพาะ ให้คุณได้เลือกซื้ออย่างสะดวก ลองเข้าไปดูกันเลย
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
พูดถึงผลไม้เมืองหนาวแล้ว หลายคนคงคิดถึงการบินไปเที่ยวประเทศหนาว ๆ สักประเทศ และรับประทานผลไม้ท้องถิ่น ณ ประเทศนั้น ๆ ใช่ไหมล่ะคะ แต่ยุคโควิดแบบนี้ ใจอยากไป แต่กายก็ไปไม่ได้ หมดห่วงได้เลย เพราะแม้จะไม่ได้ไป แต่ผลไม้เมืองหนาวหลายอย่างในเมืองไทยก็มีขาย จะมีอะไรบางไปดูกันเลยค่ะ!
1.ลูกพีช
ผลไม้เมืองหนาวที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน หลายคนคงรู้จักชื่อผลไม้ชนิดนี้ในชื่อของ ลูกท้อ
ด้วยรสชาติที่หวานฉ่ำน้ำ ทำให้หลายคนรักผลไม้ชนิดนี้เป็นอย่างมาก เนื้อของผลไม้จะคล้ายคลึงกับแอปเปิลทว่าจะมีความนิ่มกว่า ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถทานได้ทานดี นอกจากนี้ลูกพีชยังถูกนำไปแปรรูปมากมาย
ไม่ว่าจะเป็น ชาพีช ยาสีฟันรสพีช หรือแม้แต่เจลล้างมือกลิ่นพีช นับว่าเป็นกระแสรักพีชที่มาแรงจริง ๆ ค่ะ
2.อะโวคาโด
สายคุมแคลไม่รู้จักก็คงไม่ได้ ผลไม้อะโวคาโดที่ไม่ว่าจะทานกับสลัด หรือทานเปล่า ๆ ก็เยี่ยมไปหมด แม้รสชาติจะไม่หวานไม่เปรี้ยวนำ แต่คนมักนิยมทานเพื่อคุมน้ำหนักซะส่วนใหญ่ เจ้าผลไม้ชนิดนี้นอกจากรสชาติดีคุมแคลเยี่ยมแล้ว ยังมีคุณสมบัติช่วยในการป้องกันไขมันเลว (LDL) อีกด้วย
แค่ทานวันละครึ่งลูกก็ลดโรคได้มากมาย ทั้งโรคหัวใจ โรคมะเร็ง และลดน้ำตาลในเลือดได้ดีอีกด้วย แถมยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดริ้วรอยอีกด้วยค่ะ
3.ลูกพลับ
ชาวจีนมักเรียกลูกพลับว่า ผลไม้สวรรค์ ด้วยสีของผลไม้ลูกนี้ที่มีสีส้มออกทองจนคล้ายราวกับผลไม้ที่สวรรค์ได้ประทานลงมา จึงมีสีทองนั่นเอง ผลไม้ชนิดนี้แบ่งเป็นสองสายพันธุ์ คือ พันธุ์หวาน และ พันธุ์ฝาด
แน่นอนว่าพันธุ์ที่คนไทยนิยมจะเป็นลูกพลับหวานที่หาทานได้ในประเทศญี่ปุ่น คนไทยจึงนิยมหิ้วเจ้าลูกพลับลูกนี้กลับมาจากญี่ปุ่น นอกจากสีที่สวยงามแล้ว รสชาติที่นิ่มและกรอบยังถูกใจถูกปากคนไทยมาก ๆ เลยค่ะ
ยิ่งไปกว่านั้น ผลไม้ชนิดนี้ยังอุดมไปด้วยวิตามิซีที่มีมากกว่าส้มหนึ่งผล วิตามินซีมีส่วนช่วยในเรื่องของภูมิคุ้มกันและผิวให้ดูกระจ่างใส หากใครที่กำลังมองหาผลไม้วิตามินซีสูง ลูกพลับคือหนึ่งในทางเลือกที่ไม่เลวเลยค่ะ
4.บัวหิมะสด
ผลไม้ต่อมา ที่ได้ยินครั้งแรกแล้วเอะใจ บัวหิมะเป็นผลไม้หรอ นึกว่าเป็นครีมชื่อดังของจีนเสียอีก แท้จริงแล้วบัวหิมะไม่ใช่ครีม แต่เป็นพืชที่ปลูกในแดนมังกร มีรูปร่างคล้ายมันหวานหรือมันม่วง เป็นพืชที่ปลูกใต้ดิน
แต่สรรพคุณล้นฟ้าเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดข้อจากโรครูมาตอยด์แล้ว ยังช่วยในเรื่องของบรรเทาอาการอักเสบในบริเวณต่างๆได้ดีอีกด้วย
สาว ๆ คนไหนที่มองหาตัวช่วยในการลดน้ำหนัก ห้ามมองข้ามบัวหิมะสดเด็ดขาดเลยนะคะ เพราะถือว่าให้พลังงานสูงแต่ไขมันต่ำพอกันกับอะโวคาโดเลยค่ะ
5.สตอเบอร์รี่
สตอเบอร์รี่ผลไม้ที่มีผลสีแดงลูกเล็ก ที่ใครก็ใครก็ต้องหลงรักในความหวานฉ่ำ ตั้งแต่คำแรกที่กัด จนเป็นที่เลื่องชื่อไปว่าหากอยากทานสตอเบอร์รี่ต้องที่เกาหลีไม่ก็ญี่ปุ่นเท่านั้น รู้หรือไม่ว่า ในไทยแท้จริงก็มีสตอเบอร์รี่จำหน่ายเช่นเดียวกัน
เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกอยู่บริเวณภาคเหนือของไทย คนไทยมักนิยมนำสตอเบอร์รี่มาทำเป็นน้ำปั่นเพื่อบำรุงสุขภาพ
รู้หรือไม่ว่า การทานสตอเบอร์รี่นอกจากความหอมหวานแสนอร่อยแล้ว ยังช่วยลดการเกิดกลิ่นปากได้ดีอีกด้วย
เมืองไทยเป็นเมืองแห่งการเกษตรกรรม ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็ขึ้นเกือบทั้งหมด แม้จะเป็นพืชผลฤดูหนาวที่ดูความเป็นไปได้จะต่ำ แต่เกษตรกรบ้านเราก็ยังสามารถสรรหาวิธีมาปลูกจนออกผลได้อย่างดงาม คำครหาในเรื่องรสชาติก็ถูกปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ให้ใกล้เคียงถูกปากคนไทยมากที่สุด
นอกจากได้ผลไม้พันธุ์ดีในการรับประทานแล้วยังได้ช่วยเหลือเกษตรกรคนไทยให้ได้มีกำไรอีกด้วย
ไม่ต้องไปไกลถึงภาคเหนือก็สามารถสนับสนุนผลไม้เมืองหนาวที่ปลูกโดยเกษตรกรคนไทยภายในประเทศ
ได้ที่ FarmKaidee เลยค่ะ เราจะมาช่วยกันทานผลไม้ในไทยกันเยอะ ๆ นะคะ
Nov 19, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ณ จุดๆนี้ จะมีอะไรฟินไปกว่าการได้พักผ่อนในวันหยุดยาวๆ และวันหยุดที่ว่านานแล้ว แต่วันปั่นงานไฟลุกมาแรมปีนั้นนานกว่า เอาล่ะ ได้เวลาออกเดินทาง ไปเติมไฟเพื่อมาปั่นงานกันต่อแล้วทุกคน วันนี้จะพาทุกคนไปรู้จัก 5 สถานที่ของนักเที่ยวสายแคมป์ วันนึงฉันเดินเข้าป่า ที่รักการกางเต้นท์เป็นชีวิตจิตใจ ซึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากกรุงเทพ นั่งดูแมพแปบเดียว เดี๋ยวก็ถึงกาญนะจ๊ะบุรีแล้วพวกเธอ
น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น
มาเริ่มกันที่แรก น้ำตกห้วยแม่ขมิ้น น้ำตกที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยเป็นอันดับต้นๆของประเทศ ด้วยชั้นหินที่สูงจนสามารถแบ่งเป็นน้ำตกได้ถึง 7 ชั้น และน้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลาที่ไหลลงมาจากเทือกเขากะลา เป็นสเน่ห์ที่ทำให้ที่นี่โด่งดังมาอย่างต่อเนื่อง โดยใครที่เป็นสายกางเต็นท์เหมือนเรา มากางเต็นท์ที่น้ำตกห้วยแม่ขมิ้นนี้ได้เลย และสามารถกางเต็นท์ได้ทุกชั้นนะคะ แต่ถ้าจะเอาแบบสวยมาก วิวดี เชิญที่ชั้น 4 เลยค่ะ ลานกางเต็นท์กว้างแบบสิบคนกลิ้งได้เลยแหละ ส่วนใครใคร่จะเดินชมความสวยงามของธรรมชาติ ก็สามารถเดินขึ้น เดินลงไปชั้นอื่นได้ง่ายๆ เพราะโลเคชั่นชั้น 4 นี่ดีไม่ไหวจริงๆ แต่ขอบอกว่าต้องรีบมาถึงให้ไวนะคะ เพราะที่กางเต็นท์ที่นี่เต็มค่อนข้างเร็วมาก
พิกัด: อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
ค่าเข้า: 100 บาท
ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: สำหรับคนที่นำเต็นท์ไปเอง 30 บาท และการเช่าเต็นท์ของอุทยาน ราคา 200 – 300 บาทค่ะ
cr. https://www.facebook.com/khueansrinagarindra/
น้ำตกผาตาด
อีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะกับการไปกางเต็นท์มาก เงียบสงบ คนไม่ค่อยเยอะ อาจจะเป็นเพราะว่าคนยังไม่ค่อยรู้จักกันมากเท่าไหร่ แต่ขอบอกว่า ที่นี่ดีมากทั้งพื้นที่กางเต้นท์ ที่รับรองการกางเต็นท์ได้เยอะมาก ห้องน้ำที่มีเตรียมไว้ให้นักเที่ยวสายลุยแบบพวกเราอาบน้ำ เข้าห้องน้ำ มีไฟส่วนกลาง ไฟแสงสว่างที่ลานกางเต็นท์แบบเบาๆ ส่วนเรื่องบรรยากาศนี่ขอบอกว่า ดีแบบเต็มสิบไปเลยค่ะ ได้ยินเสียงน้ำตกตลอดวันตลอดคืน และที่เด็ดดวงสุดๆคือน้ำตกสวยมาก ยิ่งถ้าใครมีกำลังล้นเหลือ ปืนขึ้นไปชั้นบนๆของน้ำตกผาตาด รับรองว่าไม่มีผิดหวังแน่นอน สำหรับใครที่ไม่อยากกางเต็นท์ก็สามารถจองบ้านพักได้นะคะ แต่ต้องโทรไปจองก่อนนะ ไปจองหน้างานอาจจะชวดได้
พิกัด: อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: สำหรับคนที่นำเต็นท์ไปเอง 30 บาท และการเช่าเต็นท์ของอุทยาน ราคา 200 – 300 บาทค่ะ
cr. https://www.facebook.com/Thetinytent/
น้ำตกเอราวัณ
น้ำตกที่มีชื่อเสียงมากๆแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี ด้วยความสูงถึง 7 ชั้น และสเน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละชั้น ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นบรรยากาศที่นี่ ต่างตกหลุมรักไปตามๆกัน และจะต้องมาที่นี่ให้ได้ นอกจากบรรยากาศน้ำตกที่สวยมากๆนี้แล้ว น้ำตกเอราวัณยังมีลานกางเต็นท์ที่กว้างขวาง ให้นักเที่ยวสายลุย สายกางเต็นท์ได้จับจองพื้นที่สวยๆกันได้ ทั้งริมแม่น้ำ ลานกลางแจ้ง หรือริมลำธาร ก็สามารถเดินไปปักหลักปักฐานกันได้เลย บรรยากาศสบายๆ เขียวชอุ่ม ใครอยากถ่ายรูปก็มีมุมสวยเยอะมาก ตามถ่ายกันไม่ไหว ส่วนใครที่ชอบเล่นน้ำ ลงไปแช่น้ำเย็นๆก็ลงไปเล่นกันได้ตามสะดวกเลย เล่นน้ำเสร็จแล้วอยากอาบน้ำ ที่นี่ก็มีบริการห้องน้ำให้ด้วยนะคะ สะดวก แยกสัดส่วนชายหญิงอย่างชัดเจน ปลอดภัย บอกก่อนนะคะ ยิ่งมาเร็วก็ยิ่งได้ที่ดีๆ มุมปังไปครอบครอง จุดนี้ใครมาก่อนได้ก่อนนะคะ
พิกัด: อุทยานแห่งชาติเอราวัณ จ.กาญจนบุรี
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท ค่ารถคันละ 40 บาท
ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: สำหรับคนที่นำเต็นท์ไปเอง 30 บาท และการเช่าเต็นท์ของอุทยาน ราคา 200 บาทค่ะ
cr. https://www.facebook.com/Erawan-National-Park
ถ้ำธารลอด
เปลี่ยนฟีลมาเดินถ้ำกันบ้าง ที่อุทยานแห่งชาติถ้ำธารลอด ที่มีความสูงถึง 1260 เมตร เหนือระดับน้ำทะเล โดยอุทยานถ้ำธารลอดนี้มีจุดเด่นคือ น้ำตกที่สูง 15 ชั้น และเจ้าถ้ำธารลอดนี่แหละค่ะ ที่เจ้าอุทยานนี้มีชื่อว่าถ้ำธารลอด เพราะตลอดทางของถ้ำ นอกจากจะพบความสวยงามของธรรมชาติ หินงอก หินย้อยแล้ว ยังมีลำธารน้ำไหลตลอดเวลา และเราสามารถเดินผ่านถ้ำไปน้ำตกและโผล่ไปอีกถ้ำได้ด้วย ส่วนพวกเราที่มาเพื่อกางเต็นท์ จะต้องโทรจองกับเจ้าหน้าที่ก่อนประมาณ 1-2 อาทิตย์ และเตรียมของไปให้พร้อมที่สุดนะคะ เพราะด้านบนมีแค่ธรรมชาติล้วนๆไม่มีอะไรผสม ซึ่งที่ที่เราไปกางเต็นท์กัน เราจะต้องขึ้นไปที่ยอดเขาที่สูงที่สุดของอุทยานถ้ำธารลอด นั่นก็คือ ยอดเขากำแพง โดยจะมีพี่ๆเจ้าหน้าที่เป็นคนนำทางเรา และใช่ค่ะ เราต้องเดินขึ้นไปค่ะทุกคน หรือใครอยากย่นระยะทางให้เดินน้อยลง ก็สามารถเช่ารถได้ แต่ก็ต้องเดินไปที่ปลายทางเองอยู่ดีค่ะ ฉะนั้น หากใครอยากไปลุยที่ถ้ำธารลอด ต้องเตรียมฟิตหุ่นไปกันนะคะ
พิกัด: อุทยานแห่งชาติถ้ำธารลอด หรืออุทยานแห่งชาติรัตนโกสินทร์ จ.กาญจนบุรี
ค่าเข้า: ผู้ใหญ่ 40 บาท เด็ก 20 บาท
ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: ไม่มีให้เช่า ต้องนำไปเองและเตรียมเงินค่าเจ้าหน้าที่นำทาง ค่าลูกหาบไปด้วยนะคะ สามารถโทรไปสอบถามกับทางอุทยานได้เลยค่ะ
cr. http://park.dnp.go.th/
เนินช้างศึก
เนินช้างศึกเป็นอีกหนึ่งสถานที่กางเต็นท์ยอดฮิต ที่ถูกเซฟเก็บไว้ในลิสต์อันดับต้นๆของนักเที่ยวสายลุย จะต้องได้ไปกางเต็นท์ที่นี่สักครั้งในชีวิตแหละ แต่ที่นี่จะต่างจากสถานที่กางเต็นท์ที่ได้แนะนำไปข้างต้นเล็กน้อย เนื่องจากที่นี่จะไม่มีน้ำตกสวยๆให้ลงไปเล่นน้ำเย็นๆนะคะ เพราะที่นี่เป็นเนินเขา ที่เหมาะกับสำหรับนักเที่ยวสายลุยที่หลงไหลในความป่าเขาลำเนาไพร บรรยากาศแสงแดดอ่อนๆที่ตกกระทบลงบนพื้นที่เขียวชะอุ่ม และเมื่อมองลงไปยังเห็นหมู่บ้านอีต่องอยู่ลิบๆ กลางวันอาจจะร้อนสักเล็กน้อยนะคะ เพราะว่าที่นี่แทบจะหาต้นไม้ที่เป็นร่มเงาให้ได้น้อยมาก ส่วนกลางคืนลมเย็นสบายๆค่ะ แอบแรงนิดหน่อย แต่ถ้าตัดสินใจไปที่นี่ต้องบอกว่าให้รีบไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะถ้าคุณไปช้าเพียงนิดเดียว คุณอาจจะเสียที่กางเต็นท์สุดปัง ที่สามารถมองเห็นวิวพระอาทิตย์ตกในตอนเย็น และพระอาทิตย์ในตอนเช้าที่กำลังเคลื่อนที่ขึ้นบนท้องฟ้าอีกด้วย สำหรับใครที่กังวลเรื่องห้องน้ำ ที่นี่มีห้องน้ำไว้บริการนะคะ
พิกัด: กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 135 (ห่างจากบ้านอิต่องประมาณ 2-3 กิโลเมตร)
ค่าเข้า: ไม่เสียค่าใช้จ่าย
ค่าเช่าที่กางเต๊นท์: ไม่เสียค่าใช้จ่าย เตรียมเต็นท์ไปเองได้เลย
cr.http://kanchanaburi.go.th/
ใครที่เป็นนักเที่ยวสายลุย หลงไหลความเป็นธรรมชาติ เซฟ 5 ท่องเที่ยวเก็บไว้ในลิสต์ได้เลย ส่วนใครที่ยังไม่เคยเป็นสายลุย สายแบ็คแพ็ค ต้องลองดูสักครั้ง ขอบอกว่าฟีลลิ่งมันดีมากจริงๆ ส่วนใครที่อยากเข้าวงการนักเที่ยวสายลุย ปักหลักกางเต็นท์ แต่ยังไม่มีอุปกรณ์เข้าป่า แคมป์ปิ้งที่ถูกใจ เข้ามาดูได้ที่ Kaidee นะคะ
Nov 18, 2020 | ข่าวสาร และกิจกรรม
ตลาดกล้อง Mirrorless ตอนนี้มีหลากรุ่นหลายแบรนด์ที่กำลังวางขาย หนึ่งในแบรนด์อันดับต้นๆที่เราจะนึกขึ้นได้ตลอดเมื่อพูดถึงกล้องนั่นคือ Canon ที่มีกล้องหลายระดับตั้งแต่ Fullframe ถึง Compact แต่สำหรับมือใหม่ที่อยากใช้กล้องที่เปลี่ยนเลนส์ได้ ถ่ายดีทั้งภาพและวีดีโอ กล้องในตระกูล EOS M ถือว่าตอบโจทย์ตรงนี้ได้ดี เพราะฉะนั้นมาดูรายละเอียดของกล้องทั้งสามรุ่นในตระกูลนี้กัน
1.EOS M200
รุ่นอัปเดตจาก EOS M100 ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ APSC-C CMOS ความละเอียด 24.1 ล้านพิกเซล พร้อมหน่วยประมวลผลภาพ DIGIC8 รุ่นล่าสุด ตัวกล้องออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายเหมาะกับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้การถ่ายภาพ ทั้งปุ่มตัวเลือก แป้นหมุนเลือกโหมด และปุ่มกดถ่ายวีดีโอถูกจัดวางให้กดได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก
หน้าจอทัชสกรีน LCD ขนาด 3 นิ้วที่สามารถพับขึ้นได้ 180 องศาทำให้ถ่ายเซลฟี่ได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังมีฟังก์ชัน Creative Assist ที่สามารถปรับแต่งรูปภาพของเราได้หลากหลายรูปแบบรวมถึงมีฟิลเตอร์ที่สามารถกดใช้งานได้ในกล้อง ที่สำคัญกล้องยังมี Wifi และ Bluetooth ให้เชื่อมต่อกับโทรศัพท์เพื่อถ่ายโอนภาพได้อย่างสะดวก
ระบบโฟกัสอัตโนมัติภายในกล้องเป็นระบบ Dual Pixel CMOS มีตำแหน่งโฟกัสอัตโนมัติ 143 จุด รวมถึงระบบตรวจจับดวงตา Eye Detection AF ที่จะทำให้โฟกัสดวงตาของเราไม่ว่าจะถ่ายภาพหรือวีดีโอก็จะสามารถโฟกัสดวงตาอยู่ตลอดเวลา
2.EOS M50 Mark II
กล้องระดับกลางในตระกูล EOS M กับรุ่นที่สองของ M50 ที่มีเซ็นเซอร์และหน่วยประมวลผลภาพเดียวกันกับรุ่น M200 นั่นคือ DIGIC8 แต่สิ่งที่แตกต่างคือ M50 Mark II มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) แบบ LCD ขนาด 0.39 นิ้ว พร้อมทั้งฮอทชูและช่องเสียบไมโครโฟน 3.5 mm ที่ช่วยยกระดับคุณภาพเสียงของวีดีโอได้ ทำให้เหมาะกับผู้ที่ต้องการกล้องไปใช้งานทั้งงานภาพและวีดีโอ
จอทัชกรีนมีฟังก์ชัน Touch & Drag ที่สามารถเลือกจุดโฟกัสได้ด้วยการแตะ และตัวจอสามารถพับออกด้านข้างได้ 180 องศา ตัวกล้องยังมีฟังก์ชัน Creative Assist และ Creative Filter ที่ติดตั้งไว้ในระบบเรียบร้อย และส่วนของระบบโฟกัสก็เป็น Dual Pixel CMOS ที่มีระบบ Eye Detection เช่นกัน
ตัวเครื่องยังมี Wifi และ Bluetooth ที่ไว้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ในรุ่นนี้ยังเพิ่ม NFC หรือการเชื่อมต่ออัตโนมัติเมื่อนำอุปกรณ์ที่รองรับมาใกล้กับตัวกล้องและสามารถถ่ายโอนภาพเข้าสู่โทรศัพท์ที่เชื่อมต่อไว้ได้อัตโนมัติ
3.EOS M6 Mark II
ภาพจาก snapshot.canon-asia.com
รุ่นต่อยอดจาก EOS M6 รุ่นแรก ซึ่งเป็นกล้องระดับสูงสุดในตระกูลนี้ที่มีเซนเซอร์ใหม่ล่าสุด APSC-C CMOS ความละเอียด 32.5 ล้านพิกเซล ส่วนระบบโฟกัสอัตโนมัติและเซนเซอร์ประมวลผลภาพยังคงเหมือน M50 คือ Dual Pixel CMOS และเซนเซอร์ DIGIC8
หน้าจอทัชสกรีน LCD ขนาด 3 นิ้วที่มีระบบ Touch & Drag คล้ายกับรุ่น M50 แต่จุดที่ต่างกันคือตัวกล้องจะไม่มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EVF) แต่สามารถซื้อเป็นตัวเสริมมาต่อได้ และตัวกล้องยังมีระบบกันสั่น 5 แกนที่ช่วยให้ถ่ายภาพและวีดีโอได้นิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นรุ่นนี้สามารถถ่าย 4K ได้แบบ Uncropped ที่จะไม่ทำให้ภาพแคบลงแบบรุ่นอื่นๆ
ด้านการเชื่อมต่อของตัวกล้อง สามารถเชื่อมต่อด้วย Wifi และ Bluetooth รวมถึงช่องเชื่อมต่อแบบ USB Type-C ที่ต่างจากทั้งสองรุ่นด้านบนที่ใช้ Micro USB
สรุป
กล้องทั้งสามรุ่นนี้สามารถเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนด้วยแอปพลิเคชันเฉพาะ ที่ทำให้เราสามารถควบคุมการถ่ายภาพและวีดีโอผ่านโทรศัพท์ของเราผ่านไลฟ์วิวในตัวแอป อีกทังยังสามารถตั้งค่าให้บันทึกรูปภาพลงในโทรศัพท์อัตโนมัติได้อีกด้วย ถือว่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่เน้นความรวดเร็วและสะดวกสบาย ซึ่งเมื่อเรารู้ข้อมูลเบื้องต้นของกล้องแต่ละรุ่นแล้ว เราก็ควรไปลองจับลองถ่ายกล้อง ว่าถูกใจถูกไลฟ์สไตล์การใช้งานของเราไหม
และหากคุณยังหากล้อง Canon EOS M ดีๆ สักตัวหรือจะเป็นกล้องกล้องฟิล์ม หรือกล้องประเภทและแบรนด์อื่นๆ Kaidee ของเรามีหมวดกล้องโดยเฉพาะให้ทุกคนได้เข้าไปเลือกดูอย่างสะดวก รีบเข้าไปดูกันเลย !