10 ถนนสวยๆ ในประเทศไทย สายรักรถต้องไปสักครั้ง

10 ถนนสวยๆ ในประเทศไทย สายรักรถต้องไปสักครั้ง

ช่วงต้นปีที่ผ่านมา เราถูกเจ้าโควิดกักบริเวณไม่ให้เดินทางไปไหนจนใจเฉา ตอนนี้สถานการณ์ต่างๆ เริ่มดีขึ้น ลองหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองและคนที่คุณรักดูบ้าง ยิ่งช่วงกลางฤดูฝนใกล้ฤดูหนาวแบบนี้ ถือเป็นช่วงฮอตฮิตเหมาะกับการออกไปสำรวจโลกกว้าง

หากใครยังกังวลไม่อยากเที่ยวที่ๆ มีคนเยอะ หรือใช้ระบบคมนาคมสาธารณะร่วมกับคนหมู่มาก การขับรถเที่ยวเป็นทางออกที่ตอบโจทย์สุด ได้ทั้งความสะดวกและสบายใจ ซึ่งวันนี้เรามี 10 ถนนสวยๆ ในประเทศไทยเหมาะกับการขับรถเที่ยวมาฝากกัน

1.ทางหลวงหมายเลข 106 ถนนต้นยาง-เชียงใหม่ลำพูน

10-Scenic-Roads-Chanthaburi
Credit : https://thailandtourismdirectory.go.th/

ตลอดระยะทาง 10 กิโลเมตร บนถนนทางหลวงหมายเลข 106 จาก อ.สารภี จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่เชิงสะพานนวรัตน์ไปจนถึง ต.หนองหอย จ.ลำพูน เราจะพบกับความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติอันสวยงามของต้นยางสูงใหญ่กว่า 1,500 ต้น ที่ปลูกเรียงรายตลอดสองข้างทาง

ทั้งนี้หากสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่า พอพ้นเขตเชียงใหม่แล้ว จากต้นยางจะกลายเป็นต้นขี้เหล็กเข้ามาแทน นับเป็นการแบ่งเขตจังหวัดที่ใช้ธรรมชาติเข้ามาเป็นตัวช่วย

ส่วนที่มาของต้นยางเหล่านั้น มาจากหลวงเจ้าพระยาสุรสีหวิสิษฐ์ศักดิ์ ข้าหลวงคนแรกของมณฑลพายัพ ได้นำต้นยางนาและต้นขี้เหล็กหลายพันต้น เข้ามาให้ชาวบ้านช่วยกันปลูกตลอดแนวถนนเชียงใหม่-ลำพูน ซึ่งต้นยางลำต้นใหญ่สุดเท่าที่เราเห็นอยู่นี้ ในประเทศมีให้เห็นแค่ที่นี่เท่านั้น จึงไม่แปลกที่หลายๆ คนจะยกให้ถนนเส้นนี้เป็นหนึ่งในถนนสายโรแมนติกและร่มรื่นมากสุดในไทย

พิกัด : ถนนเชียงใหม่-ลำพูน (ต้นยางใหญ่สองข้าง) ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ 
หรือ https://goo.gl/maps/FBa6iftZ2SLuhkhK7

2.ถนนเฉลิมบูรพาชลทิต-จันทบุรี

Credit : https://thai.tourismthailand.org

ถนนเลียบชายทะเลที่มีความยาวมากสุดในประเทศไทย (ประมาณ 100 กิโลเมตร) เริ่มต้นเส้นทางจากชลบุรี ระยอง จันทบุรี ก่อนไปสุดที่ตราด โดยจุดยอดนิยมที่ได้ชื่อว่าสวยงามนั้น อยู่ระหว่างปากน้ำประแส จ.ระยองไปสิ้นสุดยังจุดชมวิวเนินนางพญา บริเวณชายหาดคุ้งวิมาน จ.จันทบุรี

ถนนเพื่อการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลระดับสากลอย่างยั่งยืน (Scenic Route) แห่งแรกของไทย ทั้งยังมีทัศนียภาพที่สวยงามที่สุดในภาคตะวันออก

หากคุณอยากได้ฟีลขับรถเที่ยว กินลมชมทะเลกับเพื่อนสบายๆ รายล้อมด้วยวิวทะเลและภูเขาสุดลูกหูลูกตา มาที่นี่รับรองไม่ผิดหวัง ได้ทั้งเดินเล่นรับลมริมหาดคุ้งวิมาน หรือจะขึ้นเขาดูพระอาทิตย์ตกที่จุดชมวิวเจดีย์บ้านหัวแหลม
ก็โรแมนติกไม่น้อย ที่สำคัญตลอดเส้นทางมีแหล่งท่องเที่ยวน่าสนใจจำนวนมาก รวมทั้งเส้นทางปั่นจักรยานอีกด้วย

พิกัด : เริ่มตั้งแต่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี แล้วไปยังทางหลวงหมายเลข 3161 (สุขุมวิท-อ่าวไข่) 
วิ่งเลียบชายฝั่งทะเลไปเรื่อยๆ และสุดทางที่บ้านแหลมสิงห์ จ.จันทบุรี 
หรือ https://goo.gl/maps/GmWkUffNYNyeiqwe7

3.ทางหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์

10-Scenic-Roads-Phetchabun
Credit : https://thai.tourismthailand.org

หลายครั้งที่ความสวยงามมักแลกมาด้วยความยากลำบาก เส้นทางนี้ค่อนข้างปราบเซียนอยู่ไม่น้อย ด้วยภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูง ทำให้จำนวนโค้งค่อนข้างเยอะและลาดชัน ยิ่งถ้ามาช่วงหน้าฝนต้องใช้ความระวังในการขับเป็นพิเศษ

ทว่าระหว่างทางเราจะได้พบกับรางวัลทางธรรมชาติสุดล้ำค่า “ท้องฟ้า ภูเขา และทะเลหมอก” จะออกมาต้อนรับผู้มาเยือนแบบในระยะประชิด งดงามราวกับสวรรค์บนดิน

ตลอดเส้นทางยังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราเพลิดเพลินได้แบบไม่มีเบื่อ ทั้งร้านกาแฟ หมู่บ้านชาวเขา วัด ร้านอาหาร ฯลฯ หรือจะขับลุยขึ้นไปกางเตนท์นอนต่อชิลๆ ที่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า หรือภูทับเบิก ก็ถือเป็นอีกทริปน่าสนใจไม่น้อย

พิกัด : ถนนหลวงหมายเลข 12 เขาค้อภูทับเบิก-เพชรบูรณ์ 
หรือ https://goo.gl/maps/sPmktBYicmM7yvqG7

4.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน

10-Scenic-Roads-maehongsorn
Credit : Amazingthaitour

เส้นทางนี้เหมาะกับการมาขับรถเที่ยวในฤดูหนาว ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมของทุกปี เหล่าดอกบัวตองจะพากันอวดโฉม โชว์ความงามเหลืองอร่ามไปทั่วดอยแม่อูคอ ซึ่งที่นี่ถือเป็นทุ่งดอกบัวตองขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยพื้นที่กว่า 500 ไร่

ฉะนั้นความอลังการไม่ต้องพูดถึง มองไปทางไหนก็ชื่นใจ เรียกว่าสวยจนแทบหยุดหายใจ ซึ่งหนึ่งปีมีให้เห็นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

ขึ้นชื่อว่าแม่ฮ่องสอนแล้วการันตีได้เลย ว่าเส้นทางไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องฝ่าฟันลุยไปหลายพันโค้งอยู่เหมือนกัน แต่ขอให้มั่นใจว่า ปลายทางที่รอเราอยู่นั้นแสนคุ้มค่าอย่างยิ่ง นอกจากจะเพลินไปกับความงามของดอกไม้แล้ว ยังเที่ยวอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ หรือโครงการหลวงขุนวางต่อได้อีกด้วย

พิกัด : ทางหลวงชนบท 4009 ดอยแม่อูคอ-แม่ฮ่องสอน 
หรือ https://goo.gl/maps/Mouijk7S2ofqpTum9

5.ทางหลวงหมายเลข 1178 ดอยอ่างขาง-เชียงใหม่

10-Scenic-Roads-Doi-Ang-Khang
Credit : http://www.tourismchiangmai.org/

ต่อกันที่อีกหนึ่งถนนสวยๆ ของภาคเหนือ ทางหลวงหมายเลข 1178 หรือรู้จักกันดีในนาม “เส้นทางขึ้นดอยอ่างขาง” โดยไฮไลต์ของถนนเส้นนี้คือ ดอกพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย ที่พากันออกดอกคึกคักในช่วงฤดูหนาวของทุกปี ตลอดสองข้างทางจะถูกแต่งแต้มด้วยสีชมพูอันสดใส และบางช่วงหนาแน่นมาก เสมือนซุ้มดอกไม้เหมือนมีใครเอามาจัดวาง

ที่สำคัญถนนแห่งนี้ยังดีงามอยู่ที่มีอากาศเย็น 15-17 องศาเซลเซียสตลอดทั้งปี หากไม่ได้มาช่วงดอกพญาเสือโคร่งบาน ก็ไม่ถือว่าเสียเที่ยวแต่อย่างใด แค่มาสูดออกซิเจนให้เต็มปอดก็ชื่นใจแล้ว นอกจากนี้ยังมีที่เที่ยวอีกเพียบ ทั้งแปลงผลไม้เมืองหนาว สวนดอกไม้ต่างๆ หรือใครที่อยากเรียนรู้วิถีชุมชน จะแวะเที่ยวหมู่บ้านชาวเขาก็ย่อมได้

พิกัด : จากเชียงใหม่วิ่งมาตามทางหลวงหมายเลข 107 จนถึง อ.เชียงดาว 
จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่แยกเมืองงาย เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1178 เพื่อขึ้นดอยอ่างขาง 
หรือ https://goo.gl/maps/ZfZ7ChpYp7HHGH5w9

6.ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ-ชลบุรี

Bang Phra Reservoir
Credit : https://thai.tourismthailand.org/

ขึ้นเขาลงห้วยเที่ยวถนนสวยๆ ทางภาคเหนือมากันเยอะแล้ว ทีนี้ขยับมาใกล้กรุงเทพกันบ้าง ใครจะรู้ว่าชลบุรีเองมีถนนรอบอ่างเก็บน้ำบางพระ อันขึ้นชื่อเรื่องความร่มรื่นของต้นไม้นานาพันธุ์ และทัศนียภาพที่งดงามริมสันเขื่อน ตลอดจนความสวยของ “ดอกเสลา” ซึ่งจะเผยโฉมสีม่วงชมพู ให้เราเห็นทุกปลายเดือนกุมภาพันธ์

นอกจากจะมีวิวทิวทัศน์แสนสบายตาสบายใจแล้ว ถนนสายนี้ยังเป็นเส้นทางยอดฮิตของบรรดานักปั่นจักรยาน และความที่สิ่งแวดล้อมบริเวณนี้อุดมสมบูรณ์ แถมอากาศก็ดี

ที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมนกหายาก ซึ่งบรรดาคนรักนกทั้งหลายโปรดปรานเป็นพิเศษ ทั้งยังมีกิจกรรมผ่อนคลายอื่นๆ ทั้งล่องเรือ เล่นน้ำ ชมพระอาทิตย์ตก หรือใครจะนั่งกินส้มตำแซบๆ เพิ่มพลังก็ได้

พิกัด : ทางหลวงชนบทหมายเลข 4099 อ่างเก็บน้ำบางพระ 
หรือ https://goo.gl/maps/qRqN7zRnTUEBhzDd8

7.สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา (สะพานเอกชัย)-พัทลุง

10-Scenic-Roads-Commemorative-Road
Credit : https://www.facebook.com/PhatthalungToday

ด้วยความยาว 14 กิโลเมตร ทำให้สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาหรือ “สะพานแห่งความสุข” คว้าตำแหน่งสะพานที่ยาวสุดในประเทศไทยไปครองแบบไร้คู่แข่ง ทำหน้าที่เชื่อมระหว่าง จ.สงขลาและ จ.พัทลุงเข้าด้วยกัน

นอกจากวิวทะเลสาบอันงดงามตลอดสองฝั่งสะพานแล้ว เราอาจจะได้เห็นวิถีชีวิตชาวบ้านอันแสนเรียบง่าย สัตว์ท้องถิ่นอย่างควายน้ำและนกนานาชนิด จึงไม่แปลกใจที่หลายๆ คนจะขนานนามว่าเป็น สะพานแห่งความสุข

ระหว่างทางเราสามารถแวะจอดรถตามไหล่ทาง เพื่อชมวิวสวยๆ หรือจะแอคท่าถ่ายรูปก็ได้ ทั้งนี้ใครเป็นสายนักปั่น ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งเส้นทางสุดยอดเยี่ยม ส่วนชื่อ “สะพานเอกชัย” ซึ่งชาวบ้านเรียกติดปากนั้น มาจากนักร้องลูกทุ่ง “เอกชัย ศรีวิชัย” นั่นแหละค่ะ เพราะระหว่างการก่อสร้าง เขามาเปิดคอนเสิร์ตสมทบทุนสร้างสะพานดังกล่าว ทำให้สถานที่แห่งนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

พิกัด : สะพานเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง 
หรือ https://goo.gl/maps/xGkTaJswd5Ze8qsf7

8.ทางหลวงหมายเลข 1256 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา-น่าน

10-Scenic-Roads-Doi-Phu-Kha
Credit : http://www.doh.go.th/

เส้นทางสุดหฤหรรษ์ที่พาเราเดินทางจาก อ.ปัว สู่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา จ.น่าน ตลอดระยะทางของ “ถนนลอยฟ้า” เส้นนี้จะค่อยๆ ไต่ระดับความสูงขึ้น จากที่ราบสู่สันเขาอันสลับซับซ้อน ก่อนเดินทางขอให้เตรียมใจกับโค้งจำนวนมากให้ดี เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เต็มไปด้วยหุบเขาน้อยใหญ่ และแน่นอนว่าย่อมแลกมาด้วยวิวทิวทัศน์อันสวยงาม

ยิ่งถ้าเรามาช่วงปลายฝนต้นหนาว จะเห็นสัมผัสได้ถึงความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติแบบใกล้ชิด ม่านหมอกที่ลอยปกคลุม กลิ่นชื้นของดินและหญ้าอันแสนสดชื่น วิวทุ่งนาสลับทุ่งหญ้าอันเขียวขจี ไหนจะอากาศสดชื่นเย็นกำลังดี เรียกว่ามารับพลังบริสุทธิ์จากธรรมชาติที่แท้จริง

พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1256 (เส้นทางสาย อ.ปัว- อ.บ่อเกลือ) จ.น่าน 
หรือ https://goo.gl/maps/jUFoMc9SrT7fNMSR7

9.ทางหลวงหมายเลข 1148-น่าน พะเยา

10-Scenic-Roads-Nan-Phayao
Credit : Twitter-Amazing Thailand

จ.น่าน นอกจากจะมีทางหลวงหมายเลข 1256 เป็นถนนสวยเอาใจขาเที่ยวแล้ว ยังมีอีกหนึ่งถนน Scenic Route ชื่อดัง คอยเชื่อมระหว่าง อ.ท่าวังผา จ.น่าน และ อ.เชียงคำ จ.พะเยา แล้วยังเป็นหนึ่งในทางหลวงที่ได้ชื่อว่า “โรแมนติก” เอามากๆ ท่ามกลางเส้นทางอันคดเคี้ยว ขึ้นเขาสลับกับทางราบ ทว่ารายล้อมด้วยธรรมชาติสีเขียวอันตระการตา

ใครที่เพิ่งเริ่มขับรถเที่ยว แนะนำให้เริ่มต้นด้วยเส้นทางนี้จะสบายใจหน่อย (ระยะทาง 113 กิโลเมตร) เพราะด้วยเส้นทางที่ขับง่ายกว่าเส้นทางขึ้นเขาอื่นๆ แถมรถค่อนข้างน้อย แวะถ่ายรูปง่าย เนื่องจากคนยังไม่นิยมรูทนี้สักเท่าไหร่ และถ้าโชคดีมาตรงกับช่วงที่มีทะเลหมอก ถือเป็นอีกหนึ่งรางวัลชีวิตเลยนะคะ

พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 1148 (ท่าวังผา-เชียงคำ) อ.ท่าวังผา จ.น่านและ อ.เชียงคำ จ.พะเยา 
หรือ https://goo.gl/maps/6Uidn9P7rLDCLt7bA

10.ทางหลวงหมายเลข 3502 สามชุก-สุพรรณบุรี

10-Scenic-Roads-Suphan-Buri
Credit : http://www.doh.go.th/

ปิดท้ายกับถนนสายดอกไม้ “ตาเบบูญ่า” หรือ “เหลืองปรีดียาธร” หนึ่งในเส้นทางชมธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกลกรุงเทพ ขับรถเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็ถึง ความพิเศษของถนนทางหลวงหมายเลข 3502 นั้น คุณจะได้เพลิดเพลินกับความงามของดอกตาเบบูญ่าตลอดสองข้างทาง มองไปทางไหนก็ละลานตาไปด้วยสีเหลืองอร่ามอันแสนสดใส

ระยะทางกว่า 6 กิโลเมตร ไล่ไปตั้งแต่หน้าวัดสุวรรณตะไล อ.สามชุกเป็นต้นไป ซึ่งใน 1 ปีจะมีความเก๋แค่เดือนมีนาคมและเมษายนเท่านั้น แถมต้องรีบมาด้วยนะคะ เจ้าดอกนี้จะบานเพียง 1-2 สัปดาห์เท่านั้น

พิกัด : ทางหลวงหมายเลข 3502 อ.สามชุก-อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี 
หรือ https://goo.gl/maps/FaTxz5V36svWbqoV8

สรุปท้ายบทความ

เมืองไทยเองมีถนนสวยๆ ทัศนียภาพงดงามไม่แพ้ต่างประเทศ ลองเปิดใจเลือกสักหนึ่งเส้นทาง พาคนที่เรารักเดินทางและใช้เวลาดีๆ ไปด้วยกัน มั่นใจได้ว่าจะเป็นอีกความทรงจำที่น่าประทับใจไปตลอดชีวิต แค่นึกถึงก็ทำให้เรายิ้มได้ ที่สำคัญอย่าลืมหาพาหนะคู่ใจดีๆ สักคัน ที่จะพาเราลุยไปได้ทุกที่ทุกเส้นทาง เพียงแค่กดเข้ามาใน Kaidee รับรองว่ามีตัวเลือกเจ๋งๆ ให้เปรียบเทียบราคาจำนวนมาก

ย้อนความหลัง… ความรุ่งเรืองของวงการเพลง 90’s

ย้อนความหลัง… ความรุ่งเรืองของวงการเพลง 90’s

สงสัยกันไหมคะ ว่าทำไมเพลงสมัยก่อนโดยเฉพาะยุค 90’s (ค.ศ. 1900-1999) ถึงดังแบบเหนือกาลเวลา มีคอนเสิร์ตของนักร้องช่วงนี้ทีไร บัตรมักหมดเร็วจนต้องเพิ่มรอบกันแทบทุกครั้ง ซึ่งเราเองเป็นหนึ่งคนที่ชอบไปดูคอนเสิร์ตอยู่เป็นประจำ ทั้งที่ลิสต์เพลงก็คล้ายเดิมแต่ก็ยังอยากไปดูอยู่เกือบทุกครั้ง

บางคนมักชอบบอกว่าตัวเองเกิดไม่ทัน เพราะกลัวโดนคนอื่นล้อว่าแก่ เชื่อเถอะค่ะ ว่าต้องมีสักเพลงในยุคนั้น ที่แค่ทำนองขึ้นต้องคุ้นหู เผลอๆ อยากออกสเต็ปตามจังหวะเสียด้วยซ้ำ ดนตรีเป็นเรื่องรสนิยมและความชอบส่วนบุคคล ไม่มีใครแก่เพราะแค่ฟังเพลงเก่าหรอกค่ะ

ทำไมยุค 90’s ถึงเป็นยุคทองของวงการเพลง

Credit : YouTube – GMM GRAMMY OFFICIAL

เราเคยหาคำตอบให้เรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ถกเถียงกับเพื่อนก็บ่อย ด้วยเหตุที่ว่าบางเพลงในยุคนั้นที่ร้องกันแสนคล่องปาก เนื้อเพลงกลับไม่ได้มีความหมายใดๆ แถมไม่มีความสวยงามทางภาษาเลยด้วยซ้ำ ไม่นับเรื่องความเป็นเหตุเป็นผล

เอาง่ายๆ เพลง “แมลง” ของ “ทาทายัง” ที่เนื้อเพลงทั้งหมด บอกว่าโลกนี้มีแมลงป็นพันล้าน มีทั้งเดิน คลานแล้วก็บินได้ จากนั้นก็ร้องเป็นชื่อแมลงทางวิทยาศาสตร์จนจบเพลง ยังดังเป็นพลุแตก เต้นกันสุดฤทธิ์จนถึงปัจจุบัน

เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ว่า เพลงที่ดังไม่จำเป็นต้องมีเนื้อเพลงที่สวยงามดี หรือทำนองที่ไพเราะเสมอไป แค่มีเอกลักษณ์ชัดเจนเข้าใจง่ายก็ฮิตได้

ถึงตรงนี้อย่ามัวแต่คิดแล้วก็สงสัย นั่งไทม์แมชชีนย้อนเวลาไปพร้อมๆ กัน ว่าทำไมเพลงในยุคนั้นถึงมีอิทธิพลต่อจิตใจเหล่าวัยรุ่น 90’s กันนัก

1.กว่าจะได้ฟังเพลงแต่ละครั้งเป็นเรื่องยาก

ช่องทางการฟังเพลงในยุคนั้น มีเพียง 3 ช่องทางคือ โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นเทปหรือซาวน์เบาท์ ฉะนั้นเพลงไหนที่ฮอตฮิตติดชาร์ต ดีเจมักจะเปิดวนๆ อยู่หลายเดือน ทำให้เราติดหูไปโดยปริยาย ที่สำคัญธุรกิจเพลงช่วงนั้นบูมมากๆ การทำเพลงแต่ครั้งจึงค่อนข้างพิถีพิถันมาก ผ่านกระบวนการผลิตจากบรรดาหัวกะทิในวงการเพลงทั้งนั้น

สังเกตได้ว่าบางเพลง ทั้งซาวน์และเนื้อเพลง ณ ตอนนี้ยังดูทันสมัยอยู่เลย สิ่งที่คนฟังในยุคนั้นทำได้อย่างเดียว คือ
“เฝ้ารอ” กว่าศิลปินคนโปรดจะออกอัลบั้มอีกครั้ง ระหว่างนั้นเราเลยมีเวลาละเมียดละไม ใส่ใจอ่านเนื้อเพลง ดูเครดิตคนทำงาน

จนเกิดเป็นความผูกพันแบบไม่รู้ตัว ต่างจากสมัยนี้ที่แค่พิมพ์ชื่อเพลงในอินเทอร์เน็ตก็ขึ้นมาให้ฟังแล้ว อย่าลืมว่า คุณค่าของการเฝ้ารอมักมีผลต่อความทรงจำเสมอ

Credit : YouTube – GMM GRAMMY OFFICIAL

2.เพลงกับคนฟังโตมาด้วยกัน

เรื่องราวในเพลงกับเรื่องจริงของคนฟัง ดูจะไม่ใช่เรื่องราวแตกต่างกันเท่าไร จึงไม่แปลกที่ช่วงชีวิตหนึ่งเราจะอินกับเพลงบางเพลงมากเป็นพิเศษ และทุกครั้งได้ฟังเพลงพิเศษนั้น ต่อมความทรงจำก็จะเริ่มทำหน้าที่ทันที

เพลงยุค 90 หล่อหลอมและหล่อเลี้ยงเรามาตั้งแต่เด็ก จนบัดนี้เราๆ เติบใหญ่สู่วัยกลางคน เพลย์ลิสต์เพลงของหลายคนยังคล้ายๆ เดิม มีเพิ่มเติมบ้าง แต่ก็ยังวนกลับไปฟังเพลงโปรด เรียกว่า “โตมาด้วยกัน” ของแท้

จึงไม่แปลกที่แต่ละคนจะมีเรื่องราวทั้งดีไม่ดีอยู่ในบทเพลง อย่างที่เขาว่ากันว่า เราซ่อนใครบางคนไว้ในเพลงเสมอ เห็นจะเป็นจริงดังนั้น

3.เนื้อเพลงง่ายๆ กับจังหวะที่สนุก

Credit : YouTube – Songtopia / รายการนักผจญเพลง

ยุค 90’s เป็นยุคทองของวงการดนตรีบ้านเราเลยก็ว่าได้ เป็นช่วงแรกๆ ที่เพลงไทยได้รับการยอมรับในวงกว้าง เริ่มถูกเปิดในสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนชื่อดังในสมัยนั้น จากแต่เดิมที่เปิดเฉพาะเพลงสากล เป็นไทม์มิงของเพลงไทยเริ่มรันวงการ

ด้วยเนื้อเพลงที่เข้าถึงง่าย ใช้ภาษาที่ทัชหัวใจคนทุกเพศทุกวัย ไม่ต้องฟังแล้วไปตีความกับเพื่อนให้ปวดหัว ทั้งยังมีจังหวะสนุกสนาน ได้ยินแล้วชวนลุกขึ้นเต้นเสมอ

ไม่อย่างนั้นจะเป็นลิสต์เพลงอมตะประจำร้านเหล้าจนถึงทุกวันนี้เหรอคะ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าเช็ดหน้า Triumphs Kingdom, รบกวนมารักกัน ทาทายัง, L.O.V.E คูณสามซุปเปอร์แกงค์ ฯลฯ

เสียงเพลงเปรียบเสมือนตัวแทนถ่ายทอดเรื่องราวของเรา ช่วยให้โลกนี้ดูไม่เงียบเหงาจนเกินไป 
อย่างน้อยก็ได้รู้ว่า เราไม่ได้โศกเศร้ากับเรื่องนี้เพียงลำพัง ใครที่กำลังเหงาหรือเศร้าซึม ลองทำให้
หัวใจให้มีจังหวะอีกครั้ง ด้วยการเข้าไปหาเทปของนักร้องคนโปรดของเราในวัยเด็ก หรือเครื่อง
เล่นเทปเก่าๆ ที่ยังใช้งานได้ใน Kaidee ดู บางทีการกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง ก็ได้รอยยิ้มคืนมา
เหมือนกันนะคะ
ใดๆ ในโลกล้วนเต็มไปด้วยดอกเดซี่แสนน่ารัก

ใดๆ ในโลกล้วนเต็มไปด้วยดอกเดซี่แสนน่ารัก

ช่วงที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า เทรนด์ดอกไม้นั้นฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมือง ทุกๆ อย่างล้วนมีดอกเดซี่เป็นส่วนประกอบ ทั้งเสื้อผ้า ยางมัดผม กระเป๋า ฯลฯ ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์ไฮเอนด์ไปจนถึงตลาดนัด มองไปทางไหนก็เจอแต่เจ้าน้องเดซี่

ด้วยความน่ารักจุ๋มจิ๋มของดอกไม้ชนิดนี้ ทำเราใจอ่อนได้เสมอ เห็นทีไรเป็นต้องหยิบ เป็นต้องเอฟ ไหนๆ แล้วเรามาทำความรู้จักกับเจ้าเดซี่สุดคิวต์กันหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้ที่เราเห็นแล้วเอ็นดูนั้นไม่ได้มีดีเพียงความสวย

เรื่องราวของดอกเดซี่

ที่มาที่ไปของเดซี่นั้นค่อนข้างหลากหลาย บ้างก็เชื่อกันว่าเจ้าดอกไม้ชนิดนี้มีอายุกว่า 4,000 ปีเลยทีเดียว บ้างก็ว่าถูกพบครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1884 ในทวีปอเมริกาใต้ ทว่าบางข้อมูลก็บอกว่า จริงๆ แล้วถูกพบทางยุโรปตอนเหนือและตอนกลางต่างหาก

จนถึงตอนนี้ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้แต่อย่างใด แต่ก็เข้าใจได้นะคะ ความที่ดอกไม้นี้มีหลากหลายสายพันธุ์มาก อาจจะกระจายกันไปเติบโตในที่ๆ ต่างกัน

ส่วนชื่อ “เดซี่ (Daisy )” นั้น มาจากคำว่า “Daes Eage” ในภาษาแองโกล-แซกซอน (Anglo-Saxons) หรือภาษาอังกฤษแบบเก่า ซึ่งมีความหมายได้ว่าดวงตาของวัน

มาจากลักษณะของดอกไม้นี้ ที่มักจะบานตอนเช้าและหุบเมื่อแสงหมดหลังพระอาทิตย์ตก เปรียบเสมือนสัญลักษณ์การเริ่มต้นใหม่ของวัน ซึ่งปัจจุบันเนเธอร์แลนด์และโคลัมเบีย ถือเป็นผู้ผลิตดอกเดซี่รายใหญ่ของโลก

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับดอกเดซี่

นอกจากความน่ารักที่เด่นชัดแล้ว ดอกเดซี่ยังมีเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงความเชื่อที่เขาว่ากันว่าอยู่หลายเรื่อง ซึ่งจะเป็นในแง่มุมไหนบ้าง ไปดูพร้อมๆ กันเลยค่ะ

1.เดซี่กับความเชื่อเรื่องสุขภาพ

ในอดีตมีความเชื่อทางการแพทย์ว่า การกินดอกเดซี่จะช่วยเรื่องการมองเห็นให้ชัดขึ้นได้ แถมยังถูกใช้เป็นส่วนผสมหนึ่งของไวน์ เพราะเชื่อว่าดื่มแล้วจะช่วยให้ผ่อนคลาย แก้ปัญหาที่คอยรบกวนใจ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลว่า ในยุคกษัตริย์เฮนรีที่ 8 (Henry VIII) ของอังกฤษ นิยมกินดอกไม้ดังกล่าวเพื่อรักษาโรคกระเพาะอีกด้วย

2.เดซี่กับความสวยความงาม

ชาวอัสซีเรียน (Assyria) นิยมนำดอกเดซี่มาบดละเอียดให้เป็นผง ก่อนนำไปผสมกับน้ำมันย้อมผม เพราะเชื่อว่าดอกไม้ชนิดนี้ มีคุณสมบัติช่วยให้ผมกลับมาดกดำเงางามอย่างธรรมชาติ ทั้งยังช่วยบำรุงให้ผมแข็งแรงขึ้น

3.เดซี่กับการให้กำลังใจ

ย้อนกลับไปในอดีต “กลุ่มเซลติกส์ (Celts)” ชาวเผ่าโบราณในยุโรปตะวันตก เชื่อว่า หากบ้านไหนมีเด็กเสียชีวิตทันทีหลังคลอด พวกเขาจะรวมตัวกันไปโปรยดอกเดซี่ที่บ้านของพ่อแม่ผู้โชคร้าย เนื่องจากอยากให้กำลังใจให้พวกเขาลุกขึ้นสู้ต่อ

ดอกเดซี่เป็นสัญลักษณ์ของความร่าเริงสดใส และความไร้เดียงสา ด้วยสีสันอั้นสดใสและรูปลักษณ์
ภายนอกที่แสนจะจุ๋มจิ๋มน่าเอ็นดู จึงไม่แปลกใจที่สินค้าเกี่ยวกับดอกไม้ดังกล่าวจะแสนฮิต 
หากไม่เชื่อลองเข้าไปดูใน Kaidee สิคะ จะเห็นได้ว่า สินค้าที่มีเดซี่เป็นส่วนประกอบนั้นมีละลานตามาก 
ถ้าดูแล้วเกิดชอบใจขึ้นมาก็อย่ารอช้า กดซื้อได้เลย!

5 วิธีปรับโน๊ตบุ๊คช้าให้กลับมาแรงเหมือนซื้อใหม่

5 วิธีปรับโน๊ตบุ๊คช้าให้กลับมาแรงเหมือนซื้อใหม่

เครื่องแรงตอนซื้อใหม่ เวลาผ่านไปเครื่องเริ่มอืด อาการที่ผู้ใช้โน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์พบเป็นประจำพอใช้งานไปสักพักหนึ่ง บางคนอาจคิดว่าต้องยกโน๊ตบุ๊คไปให้ช่างดูอย่างเดียว แต่ความจริงแล้วเราสามารถสังเกตอาการและปรับแก้เบื้องต้นง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง ทาง Kaidee จึงได้นำ 5 วิธีที่ปรับโน๊ตบุ๊คที่ช้าของคุณให้กลับมาแรงอีกครั้ง ก่อนที่จะยกไปให้ช่างดูนะ

ระยะเวลาการใช้งานของโน๊ตบุ๊ค

โดยเฉลี่ยแล้วโน๊ตบุ๊คหนึ่งเครื่องมีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 3 – 5 ปี ต่างจากคอมพิวเตอร์ที่มีระยะการใช้งานตั้งแต่ 5 – 8 ปี เพราะสามารถปรับแต่งชิ้นส่วนได้หลากหลายกว่าโน๊ตบุ๊ค ซึ่งแน่นอนว่าในการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ย่อมมีการเสื่อมของวัสดุอุปกรณ์อยู่แล้ว แต่เราสามารถใช้งานให้ถูกวิธีเพื่อให้ระยะเวลาการใช้งานถูกยืดระยะให้นานตามความสามารถของอุปกรณ์ 

แต่ปกติแล้วพอผ่านไปสักสองสามปีเราก็มักจะซื้อโน๊ตบุ๊คตัวใหม่ เพราะเทคโนโลยีถูกพัฒนาให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ และบางครั้งด้วยการตลาดที่น่าดึงดูดใจของแต่ละแบรนด์ก็ทำให้เราอดใจไม่ไหวที่จะเปลี่ยนรุ่นใหม่ได้ 

ปัจจัยที่อาจทำให้โน๊ตบุ๊คมีปัญหา

เมื่อใช้งานไปได้สักระยะแล้ว เราควรหมั่นสังเกตตัวเครื่องว่ามีปัญหาใดหรือไม่ เพราะแม้ว่าเครื่องจะผ่าน Quality Check จากการผลิตมาแล้ว แต่เมื่อใช้งานจริงอาจมีปัญหาที่เกิดจากปัจจัยอื่นๆได้

1.สิ่งแวดล้อมการใช้งาน

ประเด็นหนึ่งที่คนไทยรู้กันดีคือบ้านเราเป็นบ้านเมืองร้อน ดังนั้นอากาศร้อนอาจส่งผลต่อการทำงานของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้ เช่น การพกไปทำงานข้างนอก และต้องใช้ทำงานเป็นระยะเวลานานหรือทำงานหนักๆเช่นกราฟฟิกหรือตัดต่อ การทำงานของตัวเครื่องก็จะทำงานหนักกว่าปกติ และความร้อนที่มีในตัวเครื่องก็จะสูงขึ้นด้วย อาจส่งผลต่อแบตเตอรี่ให้เสื่อมไวขึ้น รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆได้อีกด้วย 

2.การพกพา

การพกโน๊ตบุ๊คไปทำงานข้างนอกบ้านหรือออฟฟิศก็ควรใส่กระเป๋าเพื่อป้องกันการกระแทก ซึ่งบางทีเราอาจพลาดทำตกพื้นได้ ซึ่งผลต่อมาอาจทำให้ชิ้นส่วนภายนอกแตกหักหรือชิ้นส่วนภายในหลุดได้ ดังนั้นควรใส่กระเป๋าที่ป้องกันตัวเครื่องอย่างหนาแน่นเวลาจำเป็นต้องพกออกไปข้างนอก 

3.การใช้งาน

การใช้งานถือเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้โน๊ตบุ๊คมีปัญหา เช่น ปัญหาเครื่องช้าก็อาจมาจากการใช้งานหลายๆโปรแกรมพร้อมกัน หรือการเปิดเว็บหลายๆแท็บพร้อมกัน นอกจากนี้การโหลดไฟล์หรือโปรแกรมไว้ในเครื่องมากๆ ก็ส่งผลให้เครื่องช้าได้เช่นกัน

5 วิธีปรับโน๊ตบุ๊คให้กลับมาเร็วเหมือนซื้อใหม่

เมื่อรู้สึกว่าโน๊ตบุ๊คของเราเริ่มอืด ช้า ใช้งานได้ไม่เหมือนตอนแรก ให้ลองสังเกตและปรับตั้งค่าตามวิธีเหล่านี้ก่อนจะตัดสินเจ้าโน๊ตบุ๊คเครื่องนี้ว่าเสีย เพื่อลดเวลาการเอาไปซ่อม ลดความไม่สบายใจที่จะต้องควักเงินในกระเป๋าซื้อเครื่องใหม่ ลองทำดูตามนี้เลย

1.รีบู๊ทเครื่อง

ไม่ว่าโน๊ตบุ๊คจะเป็นรุ่นตัวท็อปหรือสเปคเทพแค่ไหน ต่างก็ต้องการการรีบู๊ท ทั้งหมด เปรียบเทียบง่ายๆกับร่างกายของคนเรา เมื่อใช้ชีวิตมาทั้งวันก็ต้องนอนหลับเพื่อพักผ่อน โน๊ตบุ๊คก็เช่นเดียวกัน แม้ว่าจะเป็นเทคโนโลยีที่ไม่มีชีวิตและไม่ต้องการการพักผ่อนก็ตาม แต่การทำงานภายในระบบของโน๊ตบุ๊คนั้นยังคงต้องการรีบู๊ทเพื่อเริ่มต้นระบบใหม่หลังจากการทำงานอันแสนยาวนานหรือหลังจากการอัปเดตโปรแกรมต่างๆ เราอาจไม่จำเป็นต้องรีบู๊ทเครื่องทุกวัน แต่เมื่อใดที่มีการติดตั้ง อัปเดตโปรแกรม หรือเมื่อใดก็ตามที่เราเริ่มสังเกตได้ว่าโน๊ตบุ๊คของเราเริ่มช้าก็ควรรีบู๊ทสักครั้งก็จะสามารถแก้ไขอาการโน๊ตบุ๊คอืดเบื้องต้นได้

2.มีโปรแกรมเริ่มใช้งานตั้งแต่เปิดเครื่องมากเกินไป 

บางคนอาจะสงสัยว่าทำไมเวลาเปิดเครื่องแล้วมีอาการค้างหรืออืดมาก ต้องรอสักพักถึงจะกลับมาเป็นปกติ ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเข้าไปตั้งค่าปิดการทำงานของโปรแกรมบางตัวที่ถูกตั้งให้เปิดใช้งานพร้อมกับตอนเปิดเครื่อง โดยการเปิด Task Manager (กด Alt + Ctrl + Delete พร้อมกัน) คลิกที่หัวข้อ Startup แล้วตรวจดูว่าโปรแกรมไหนถูกตั้งค่าให้เริ่มต้นใช้งานพร้อมเปิดเครื่องบ้าง ถ้าไม่อยากให้โปรแกรมไหนถูกเริ่มต้นพร้อมกับตอนเปิดเครื่อง ให้คลิกในแถว Status แล้วเปลี่ยนจาก Enable เป็น Disable แทน เท่านี้ก็จะช่วยลดการทำงานของโน๊ตบุ๊คตอนเปิดเครื่องได้และอาการช้าหรือค้างตอนเปิดเครื่องก็จะดีขึ้น

3.ปิดโปรแกรมที่ทำงานพื้นหลัง

เมื่อใช้งานไปสักพัก โปรแกรมต่างๆที่ทำงานอยู่เบื้องหลังก็อาจมีเพิ่มมากขึ้นหรือโปรแกรมบางตัวก็ใช้พื้นที่การทำงานของระบบค่อนข้างมาก ส่งผลให้เครื่องช้า การแก้ไขสามารถทำได้ด้วยการเปิด Task Manager ขึ้นมาเช่นเคย กด More Detail ด้านล่าง แล้วเราจะเห็นได้ว่าโปรแกรมไหนกำลังทำงานอยู่และใช้เนื้อที่ของระบบเท่าไหร่ ถ้าโปรแกรมไหนที่เราไมไ่ด้ใช้ก็กดเลือกที่แถบโปรแกรมนั้น แล้วกด End task เราก็จะได้เนื้อที่การทำงานของระบบกลับคืนมา  

4.ปรับ Power Mode ให้ตรงกับการใช้งาน

วิธีง่ายๆที่หลายคนอาจมองข้ามนั่นคือการปรับโหมดการทำงานของเครื่อง โดยขั้นตอนคือกดปุ่มแบตเตอรี่ที่อยู่ใน Task Bar แล้วเลือกโหมดตามความเหมาะสม ถ้าหากเครื่องของคุณค่อนข้างช้าอยู่แล้ว ก็ควรปรับเป็น Better Performance ที่จะช่วยให้เครื่องทำงานได้ดียิ่งขึ้น เพราะหากเลือกเป็นโหมด Power Saver หรือ Battery Saver เครื่องก็จะลดประสิทธิภาพลงและยิ่งช้ามากขึ้น แต่ข้อควรทราบคือยิ่งปรับให้เครื่องทำงานได้ดียิ่งขึ้น การใช้งานของแบตเตอรี่ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

5.เพิ่มแรม

เครื่องจะทำงานเร็วหรือไม่นั้นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือแรม (Ram) ที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง ปัจจุบันเมื่อซื้อโน๊ตบุ๊คเครื่องใหม่มาก็จะมีติดตั้งไว้ขั้นต่ำที่ 2 GB แต่ถ้าตามการใช้งานจริง บางครั้งแรม 4 GB ก็ยังเกิดอาการเครื่องช้าหรืออืดได้  เพราะฉะนั้นถ้าอยากหายห่วงเรื่องโน๊ตบุ๊คอืด ควรมีแรมขั้นต่ำ 8 GB อยู่ในเครื่อง ยิ่งในช่วงนี้ราคาของแรมก็อยู่ในเรทที่สามารถจับต้องได้ ซึ่งวิธีนี้จะเป็นวิธีที่เห็นผลชัดเจนที่สุดหรืออาจพูดง่ายๆว่าเป็นวิธีที่ใช้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง 

สรุป

นอกเหนือจากนี้ยังมีการอัปเดตวินโดว์ให้อยู่ในเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ เพราะในการอัปเดตแต่ละครั้งก็จะช่วยปิดช่องโหว่ของการถูกแฮคและป้องกันเครื่องของคุณจากปัญหาซอฟต์แวร์ที่อาจเกิดขึ้นได้กับเครื่องของคุณ ในขั้นตอนทั้งหมดนี้คุณสามารถลงมือทำได้ด้วยตัวเองแบบไม่ต้องเสียเวลาแบกโน๊ตบุ๊คของคุณไปให้ช่างซ่อม เพราะขั้นตอนแรกๆที่ช่างจะทำกับโน๊ตบุ๊คของคุณก็มีวิธีเหล่านี้ปนอยู่ด้วยเสมอ 

และที่สำคัญหากคุณคอยสังเกตและดูแลโน๊ตบุ๊คของคุณให้อยู่ในสภาพดีไม่ว่าจะตัวเครื่อง ฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์ ก็จะช่วยให้การขายต่อโน๊ตบุ๊คของคุณ ขายออกได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งใน Kaidee ของเราก็มีหมวดหมู่ทั้งโน๊ตบุ๊คและคอมพิวเตอร์ ให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายได้เข้าชมและวางขายได้อย่างง่ายดาย เพราะฉะนั้นหากคุณมีโน๊ตบุ๊คสภาพดีพร้อมขายต่ออยู่ในมือแล้วล่ะก็ มาโพสขายกับทาง Kaidee ได้เลย ! 

10 เมนูข้าวกล่องต่อชีวิตให้ถึงสิ้นเดือน

10 เมนูข้าวกล่องต่อชีวิตให้ถึงสิ้นเดือน

เมื่อใช้เงินหนักมือไปหน่อย ก็จะต้องมาประหยัดตรงค่าอาหารให้ลดลง หลายคนหันไปพึ่งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปหรือข้าวกล่องแช่เย็นในร้านสะดวกซื้อ หรือถ้าหนักกว่านั้นก็คงเป็นข้าวเปล่าคลุกน้ำปลาที่เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุดในการประหยัดเงิน แต่เชื่อเถอะว่าถึงแม้จะประหยัดเงินได้มาก แต่เงินที่คุณประหยัดไว้จะต้องกลายมาเป็นค่ารักษาสุขภาพของคุณในวันข้างหน้า

ในหนึ่งวันร่างกายต้องการอะไรบ้าง?

ตามหลักแล้วร่างกายต้องได้รับสารอาหารเพื่อนำไปฟื้นฟูและให้พลังงานภายในร่างกาย โดยสารอาหารหลักๆก็คือ สารอาหาร5หมู่ ที่ต้องได้รับในแต่ละวันในปริมาณที่เหมาะสม

1.โปรตีน

สารอาหารที่พบได้ในกลุ่มเนื้อสัตว์ นมและถั่ว ซึ่งจะช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย และที่สำคัญในโปรตีนจะมีกรดอะมิโนจำเป็นที่ช่วยหลากหลายด้านในร่างกายเช่น ช่วยเรื่องการนอน กระตุ้นการเจริญเติบโตเป็นต้น 

2.คาร์โบไฮเดรต

สารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานแรกที่ร่างกายจะนำไปใช้เป็นอันดับแรกก่อนโปรตีน ซึ่งคาร์โบไฮเดรตจะช่วยเรื่องการเผาผลาญไขมันในร่างกายให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งภายในของมันยังประกอบด้วยกลูโคส (Glucose) ที่ช่วยเรื่องการทำงานของสมอง 

3.ไขมัน

แหล่งให้พลังงานที่มากที่สุด ช่วยเรื่องการละลายและดูดซึมวิตามินให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งร่างกายของเรายังต้องการไขมันในทุกๆวัน แต่ต้องได้รับในปริมาณที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับอายุและวัยของเราเองด้วย ไม่เช่นนั้นอาจส่งผลมากมายต่อร่างกายได้

4.เกลือแร่

เกลือแร่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานภายในร่างกาย และยังช่วยควบคุมการทำงานส่วนต่างๆรวมถึงเรื่องฮอร์โมน ที่สำคัญยังช่วยควบคุมระดับน้ำในร่างกายอีกด้วย

5.วิตามิน

วิตามินทุกชนิดมีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งจะช่วยในหลากหลายส่วนเช่น วิตามินบี 2 ช่วยบำรุงผิวพรรณ วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา และวิตามินบี 9 ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ เป็นต้น 

ข้าวนั้นสำคัญไฉน?

เราต่างรู้กันว่าข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่มักจะชอบกินข้าวกับเมนูต่างๆ มากกว่ากินพร้อมกับข้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งหลายคนอาจไม่รู้ว่าข้าวนั้นประกอบด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เราหยิบเอาข้อมูลบางส่วนจากสถาบันวิจัยโภชนาการของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับข้อมูลปริมาณสารอาหารของข้าวขาวขัดสี มาดังนี้ 

1. คาร์โบไฮเดรต 

ข้าวมีคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานต่อร่างกาย โดยมีประมาณร้อยละ 79.4 กรัมต่อข้าว 100 กรัม 

2. โปรตีน

โปรตีนที่ช่วยเรื่องการเจริญเติบโตของร่างกาย มีปริมาณร้อยละ 6.7 กรัมต่อข้าว 100 กรัม 

3. ไขมัน

ไขมันที่เป็นอีกหนึ่งแหล่งพลังงานและเป็นตัวที่ช่วยละลายและดูดซึมวิตามินเข้าสู่ร่างกาย มีปริมาณร้อยละ 0.8 ต่อข้าว 100 กรัม

4. ใยอาหาร

สารอาหารมีประโยชน์มากมาย เช่นเพิ่มภูมิต้านทานโรคกับร่างกายหรือช่วยเรื่องการขับถ่าย มีปริมาณร้อยละ 0.7 ต่อข้าว 100 กรัม

5. วิตามินบี 1 และบี 2

วิตามินบี 1 ช่วยในการเจริญเติบโตและช่วยเรื่องระบบประสาท ส่วนวิตามินบี 2 ช่วยเรื่องผิวหนัง ระบบประสาทและช่วยบำรุงสายตา มีอยู่ในข้าวในปริมาณร้อยละ 0.07 และ 0.02 มิลลิกรัม 

10 เมนูข้าวกล่องแนะนำ

นอกจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ช่วยต่อชีวิตถึงสิ้นเดือนได้แล้วนั้นยังมีข้าวกล่องอีกนะ แถมได้ประโยชน์มากกว่าอีกด้วย เรามี 10 เมนูข้าวกล่องแนะนำตามนี้เลย 

1.ข้าวไข่ตุ๋นหมูสับ

เริ่มต้นด้วยเมนูง่ายๆทำเองได้ที่บ้าน และยังได้สารอาหารเช่นโปรตีนและวิตามินจากไข่ไก่อีกด้วย แต่หากต้องการความเร็วก็สามารถซื้อไข่ตุ๋นจากร้านสะดวกซื้อมากินกับข้าวสวยร้อนๆได้เช่นกัน

2.ข้าวหมูสไลด์ ไข่ต้ม

ต่อกันด้วยเมนูที่หาซื้อวัตถุดิบได้จากร้านสะดวกซื้ออย่างหนึ่งเมนู หมูสไลด์ที่ตอนนี้สามารถซื้อจากร้านสะดวกซื้อหรือซื้อเนื้อหมูชิ้นใหญ่มาจากตลาดแล้วนำมาหั่นและหมักไว้ก็ได้ ส่วนไข่ต้มก็สามารถต้มเองได้ง่ายๆ อยากจะต้มเป็นไข่ยางมะตูมหรือสุกทั้งใบก็ตามชอบได้เลย

3.ข้าวไข่ชะอมน้ำพริกกะปิ

หนึ่งในเมนูคู่ครัวของคนไทย ชะอมมีกากใยสูงช่วย และยังมีวิตามินเอ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย ส่วนน้ำพริกกะปินั้นมีทั้งโซเดียม ไอโอดีนและวิตามินบี 12 ซึ่งหากมีปลาทูอีกสักตัวก็คงเป็นมื้อที่มีสารอาหารเยอะสุดๆ 

4.ข้าวราดผัดบล็อกโคลี่หมูสับ

บล็อกโคลี่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ทั้งช่วยบำรุงผิวพรรณ สายตา และยังช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ อีกทั้งหมูสับหรือหมูชิ้นที่ให้โปรตีนเพิ่มอีก และหากใครงบเหลือหน่อยก็สามารถเพิ่มกุ้งลงไป ก็จะได้วิตามินเพิ่มขึ้นอีกด้วย

5.ข้าวราดผัดผักรวม

สำหรับคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์หรือเป็นมังสวิรัติก็สามารถทำเมนูนี้เป็นข้าวกล่องได้ ผักที่นำมาผัดส่วนมากจะมีบล็อกโคลี่ ถั่วลันเตา เห็ดฟาง ข้าวโพดอ่อนและแครอทเป็นต้น แต่หากใครไม่ได้เป็นมังสวิรัติก็สามารถเพิ่มกุ้ง หมูหรือเนื้อสัตว์ต่างๆที่ต้องการได้ แต่ขอแนะนำว่าเมื่อทำเป็นข้าวกล่องให้แยกข้าวกับผัดผักไว้ก่อน เพราะน้ำมันหรือน้ำที่ใช้ผัดผักอาจซึมลงข้าว และอาจทำให้ข้าวแฉะไม่อร่อยได้

6.ข้าวคลุกกะปิ

หนึ่งในเมนูที่มีสารอาหารมากมาย เพราะประกอบด้วยส่วนผสมหลากหลายชนิด เช่น หอมแดง แตงกวา ถั่วฝักยาว พริก มะม่วง เป็นต้น ซึ่งหากทำเองก็อาจต้องใช้เวลาในการหาวัตถุดิบและการทำ แต่ในปัจจุบันมีร้านค้าที่ขายข้าวกล่องแบบปรุงเสร็จมากมาย และแน่นอนว่าจะต้องมีเมนูนี้แน่นอน

7.ข้าวห่อสาหร่าย

ใครเบื่อๆอยากทำข้าวกล่องง่ายๆแบบง่ายสุดๆเอง เมนูข้าวห่อสาหร่ายและไข่ม้วนก็เหมาะมากๆ หากตามต้นตำรับก็จะใช้ข้าวญี่ปุ่น แต่ก็สามารถเปลี่ยนมาใช้ข้าวหอมมะลิหุงพร้อมข้าวเหนียวแทนก็ได้เช่นกัน หลังจากนั้นก็เพิ่มแตงกวาหั่น ปูอัดหรือไข่ม้วนและห่อด้วยสาหร่าย อุปกรณ์ห่อก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าราคาเดียว 

8.ข้าวอกไก่ ไข่ต้ม

เมนูที่เหมาะมากๆสำหรับใครที่กำลังฟิตร่างกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เพราะอกไก่และไข่ต้มก็เป็นอาหารที่ให้โปรตีนมากอยู่แล้ว การกินพร้อมข้าวสวยในปริมาณกำลังดีก็จะเพิ่มส่วนของคาร์โบไฮเดรตเข้าไปอีกด้วย 

9.ข้าวอกไก่ผัดซอส

หากใครที่ซื้ออกไก่จากตลาดมาหมักเก็บไว้ ก็สามารถนำมาปรุงได้อีกหลากหลายเมนูเช่นในเมนูนี้ ข้าวอกไก่ผัดซอส อาจเพิ่มมะเขือเทศ บล็อกโคลี่หรือกะหล่ำดอกเข้าไป เพื่อเพิ่มใยอาหารและวิตามิน

10.ข้าวกะเพราหมูสับ

หากหมดแรงในการคิดเมนูใหม่ๆ ข้าวกะเพราหมูสับก็ยังคงเป็นเมนูยืนพื้นที่ทำให้เราอิ่มอร่อยได้อยู่เสมอ จะผัดเองก็ทำได้ง่ายๆ สั่งตามร้านข้าวก็ยิ่งง่ายเช่นกัน แต่หากไปกินที่ร้านหรือกินเป็นข้าวกล่องแช่แข็งก็อาจต้องดูเรื่องผงชูรสและส่วนผสมอื่นๆ 

สรุป 

เรายังสามารถประยุกต์เมนูข้าวกล่องได้อีกมากมายตามใจชอบ โดยใช้วัตถุดิบจากร้านสะดวกซื้อหรือทำเองแบบง่ายๆไม่ต้องจ่ายแพง แถมยังหายห่วงเรื่องความสะอาดและปลอดภัยต่อร่างกายของเราเองด้วย หรืออาจเป็นเมนูที่ไม่มีข้าวประกอบเช่น สุกี้แห้ง ผัดมักกะโรนี หรือแซนวิชทูน่า เป็นต้น

และหากใครต้องการอุปกรณ์ทำครัวไว้ทำข้าวกล่องแสนอร่อยไปเรียนหรือทำงานล่ะก็ Kaidee ของเรามีหมวดเครื่องครัวให้คุณได้เข้าไปเลือกซื้อหรือลงขายไดอย่างสะดวกเลยนะ ลองเข้ามาดูกัน