How to ขับรถอย่างปลอดภัย ไร้กังวล

How to ขับรถอย่างปลอดภัย ไร้กังวล

ในการขับขี่รถประเภทต่าง ๆ นอกจากการมีใบขับขี่ที่แสดงความสามารถในการขับขี่อย่างถูกต้องและถูกกฎหมายจราจรแล้ว การขับขี่อย่างปลอดภัยยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญในการขับขี่รถอีกด้วย เพราะบนถนนที่มีรถเยอะแยะมากมายอาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุที่เราคาดไม่ถึงจนเกิดการบาดเจ็บและอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้ วันนี้เราจึงจะมาแชร์ 7 เคล็ดลับการ ขับรถอย่างปลอดภัย มาให้ทุกคนได้อ่านกัน

เทคนิค ขับรถอย่างปลอดภัย

จัดรถและเครื่องแต่งกายให้พร้อมก่อนขับรถ

ก่อนที่จะออกรถ ควรตรวจสอบความเรียบร้อยของรถและตัวคุณเอง ถ้าหากปล่อยให้รถรกรุงรังโดยที่ไม่จัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยก็อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุได้เช่นกัน เช่น ขวดน้ำกลิ้งมาโดนเบรก หรือรองเท้าลื่นจนเหยียบเบรกพลาด ก็เป็นได้

ขับรถอย่างปลอดภัย นอน
ขอบคุณรูปจาก: pikisuperstar

มีสติ สมาธิ และพักผ่อนให้เพียงพอ

สติเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการขับขี่รถยนต์อย่างปลอดภัย เพราะเสี้ยวนาทีที่เราไม่มีสติในการขับขี่ก็อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้อย่างไม่คาดคิด และไม่ควรที่จะทำกิจกรรมอื่น ๆ ในขณะที่กำลังขับขี่เพราะจะทำให้ไม่มีสมาธิในการขับรถมากพอ และนอกจากนี้การพักผ่อนที่เพียงพอก็ยังเป็นสิ่งที่สำคัญมาในการเพิ่มสติและสมาธิในขณะที่เรากำลังขับรถเช่นเดียวกัน หรือถ้าหากว่าเกิดอาการง่วงนอนจริง ๆ ก็ควรเลือกที่จะหยุดพักผ่อนระหว่างทางก่อนจะเดินทางต่อไป

เว้นระยะห่างระหว่างรถ

การเว้นระยะห่างระหว่างรถแต่ละคันเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการขับขี่รถอย่างปลอดภัย เพื่อเผื่อพื้นที่ในการหยุดหรือแซงรถคันอื่น ๆ อย่างน้อย 1-2 คันรถ เพราะถ้าหากว่ารถอยู่ใกล้กันมากเกินไปก็อาจเพิ่มโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุได้มากขึ้นไปอีก และที่สำคัญคือต้องสังเกตรถด้านหน้าว่ามีการเบรกหรือไม่ เพื่อให้เตรียมตัวทัน

ไม่แซงหรือเปลี่ยนเลนกะทันหัน

การแซงหรือเปลี่ยนเลนกะทันหันเป็นการกระทำที่อันตรายจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้บ่อยครั้ง เพราะรถด้านหน้าหรือด้านหลังของคุณอาจกำลังจะเพิ่มความเร็วเช่นกัน ดังนั้นถ้าหากต้องการเปลี่ยนเลนหรือแซงรถ ก็ควรที่จะต้องให้สัญญาณผ่านไฟเลี้ยวเพื่อให้รถคันอื่นได้รับรู้และเตรียมตัวก่อน

ไม่ขับรถเร็ว

การขับรถเร็วถือได้ว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนมากที่สุด เพราะทำให้ผู้ขับไม่สามารถเห็นสภาพแวดล้อมด้านนอกรถได้มากเพียงพอ เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจึงหยุดหรือชะลอรถไม่ทัน และการขับรถเร็วก็ทำให้เพิ่มความรุนแรงของอุบัติเหตุนั้น ๆ อีกด้วย

ขับรถอย่างปลอดภัย
ขอบคุณรูปจาก: vectorpouch

ให้สัญญาณไฟ

การให้สัญญาณไฟเป็นการกระทำที่ช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเปิดไฟรถเป็นการทำให้รถด้านหลังได้รับรู้ว่าคุณจะขับรถไปในทิศทางไหนและเตรียมตัวชะลอหรือหยุดรถได้ทัน โดยผู้ขับขี่ควรเปิดไฟให้สัญญาณก่อนอย่างน้อย 50 เมตรเมื่อต้องการ เลี้ยว หยุด หรือถอยรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่

อย่าขับหรือจอดรถในที่เปลี่ยว

การขับหรือจอดรถในที่เปลี่ยวหรือมืด เป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดอันตรายได้มากยิ่งขึ้น เพราะความมืดทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นสภาพแวดล้อมย่ำแย่กว่าปกติ จนทำให้ระมัดระวังตัวได้ไม่มากพอ เพราะฉะนั้นคุณควรที่จะจอขับหรือจอดรถในที่ที่มีแสงสว่าง แต่ถ้าหากมีความจำเป็นในการเข้าไปในที่เปลี่ยวและมืดก็จัดการล็อกรถและเก็บไม่เก็บทรัพย์สินมีค่าไว้ภายในรถเพื่อป้องกันการถูกโจรกรรม

ใช้รถที่สมรรถภาพดี

รถเป็นยานพาหนะที่เราใช้ในการขับขี่ ถ้าหากว่าคุณมีรถที่มีสมรรถภาพที่ดี ก็สามารถช่วยให้เกิดความปลอดภัยได้มายิ่งขึ้น โดยผู้ขับขี่จำเป็นที่จะต้องหมั่นตรวจเช็กสภาพรถเป็นประจำและรีบซ่อมแซมในส่วนที่บกพร่องให้ทำงานได้เหมือนเดิม หรือเลือกใช้รถที่มีฟังก์ชันพิเศษต่าง ๆ ที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ เช่น ระบบเตือนสิ่งกีดขวาง ระบบหยุดรถอัตโนมัติ หรือระบบเบรก เป็นต้น

แต่ถ้าหากว่ารถคันนั้นมีสภาพรถที่แย่เกินกว่าจะที่สามารถซ่อมแซมได้แล้วผู้ขับขี่ก็ควรเปลี่ยนรถเพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ และที่ Kaidee Auto ก็มีรถสภาพดีราคาถูกให้เลือกซื้อได้ตามความชอบของแต่ละคน และทั้งหมดนี้คือ 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณขับขี่รถได้ปลอดภัยไร้กังวลในทุกสถานการณ์ค่ะ

อ่านบทความอื่น ๆ ที่ Kaidee Blog

จัดอันดับ 10 รูปภาพรถยนต์ในอนาคตสุดล้ำ

จัดอันดับ 10 รูปภาพรถยนต์ในอนาคตสุดล้ำ

เทคโนโลยีที่พัฒนาตามการก้าวไปของโลก นำมาสู่การก้าวข้ามขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างที่มนุษย์ไม่เคยประดิษฐ์มาก่อน เช่น การทำรถยนต์แห่งอนาคตที่บินได้ เรามักจะคิดว่ามันเป็นเพียงจินตนาการของเรา ทว่าในวันนี้ก็ได้มีข่าวว่า รถยนต์หลายค่ายเริ่มคิดจะที่พัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ให้เป็นจริง 

นอกจากนี้แล้ว รถยนต์บางค่าย แม้จะไม่ได้พัฒนาจนถึงขั้นบินได้ แต่เทคโนโลยีที่คิดค้นและวิจัยออกมานั้น ก็เป็นที่น่าทึ่งพอสมควร เพราะยังไม่เคยมีเทคโนโลยีแบบนี้ให้เห็น ในรถยนต์ที่วิ่งทั่วท้องถนนในปัจจุบัน มาลองดูกันว่ามีรถยนต์แห่งอนาคตคันใดบ้างที่อยู่แผนพัฒนาและกำลังจะสร้างขึ้นมา

10 ภาพรถยนต์แห่งอนาคต

Credit : Mercedes-Benz

1.Mercedes-Benz Vision AVTR

หลังจากเปิดตัวไปเมื่อไม่นานในงาน CES 2020 จนเป็นที่น่าจับตามองสำหรับรถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำคันนี้ โดยวางคอนเซปต์การดีไซน์จากหนังเรื่อง AVATAR ให้มนุษย์, เครื่องจักร และ ธรรมชาติได้ใกล้กันมากขึ้นอีกนิด 

การดีไซน์ที่ไร้ปุ่ม รวมถึงการสร้างกระจกข้างที่มองเห็นวิวรอบข้าง และแสดงผลมาในรูปแบบภาพ สามมิติ ส่วนกระจกด้านหน้าจะมองเห็นสิ่งกีดขวางชัดเจน นอกจากนี้รถยนต์คันนี้เป็นรถยนต์ไร้คนขับและมีความมนุษย์มากยิ่งขึ้น

ฟังก์ชันที่น่าสนใจในรถคันนี้ มีทั้งระบบตรวจจับ ไบโอแมทริกซ์ (Biometrics) ที่จะช่วยตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของผู้ขับขี่ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทาง ซึ่งผู้ขับสามารถบังคับรถยนต์ด้วยตนเองได้หากต้องการ ผ่านปุ่มบังคับเพียงปุ่มเดียว ล้อทั้ง 4 จะเคลื่อนตัวคล้ายกันกับปู โดยสามารถออกคำสั่งแยกการทำงานของล้อทั้ง 4 ออกจากกันได้ 

ตัวด้านหลังมีแผงโซลาร์เซลล์ถึง 33 อัน เพื่อรับพลังงานแสงอาทิตย์บรรจุเก็บไว้ในแบตเตอรี่ และนำออกมาใช้เป็นพลังงานไฟฟ้าในภายหลังได้ รวมไปถึง แบตเตอรี่ออร์แกนิกที่ย่อยสลายได้ไม่เป็นมลพิษตกค้างในโลก จัดเป็นรถที่ทั้งเป็นมิตรต่อโลกและต่อมนุษย์จริง ๆ 

Credit : Audi MediaCenter

2.Audi and Airbus Pop up

แม้จะพับโปรเจกต์ไปแล้วกับ Audi และ Airbus Pop-up โดยให้เหตุผลว่า ยังไปต่อไม่ได้สำหรับรถคันนี้ ถึงอย่างนั้นก็ตั้งใจออกแบบรถยนต์บินไร้คนขับมา โดยเน้นเป็นการบริการสำหรับ Luxury Taxi โดยมีตัวใบพัดอยู่ข้างบนตัวรถทั้งหมด 4 ใบ ให้การขับเคลื่อนคล้ายคลึงกับเฮลิคอปเตอร์ โดยตัวฐานของรถจะลอย ซึ่งสามารถถอดออกได้ เพื่อใช้การขับเคลื่อนด้วยใบพัดแทน 

การออกแบบของรถคันนี้ มาจากแนวคิดที่ว่า คนล้วนพากันย้ายเข้าเมือง และกลายเป็นเทรนด์ที่ใช้เทคโนโลยีผ่านมือถือ เพื่อสร้างการคมนาคมที่ดีขึ้นในอนาคต และเพื่อกลุ่มคนที่ไม่ได้ถือครองใบขับขี่ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้ เพราะเป็นรถยนต์ไร้คนขับ

Credit : Transportup

3.Terrafugia TF-X

อีกหนึ่งยานยนต์ลอยฟ้า ที่ทำมาในจุดประสงค์เป็นยานพาหนะส่วนบุคคล โดยบริษัท Terrafugia การออกแบบยานยนต์คันนี้นั้น เรียกได้ว่า ติดปีกและใบพัดแนวตั้งไว้บนส่วนหัวของรถยนต์นั่นเอง เวลาแลนดิ้งก็สามารถใช้แรงลมกับ 4 ล้อของรถยนต์ช่วยในการทรงตัวได้ หากจินตนาการดูจะรู้สึกว่า คล้ายคลึงกับการติดคอปเตอร์ไม้ไผ่ของโดราเอม่อนลงบนยานยนต์

รายละเอียดเพิ่มเติมของยานยนต์คันนี้ที่มีออกมาเพิ่มเติมคือ รองรับผู้โดยสารทั้งหมด 4 คน ใช้พลังงานแบบ Hybrid- Electirc รวมถึงทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 200 mph ไกลถึง 700 ไมล์เลยทีเดียว

หากยานยนต์คันนี้ได้ออกมาวิ่งบนถนนจริงๆ นับว่าเป็นยานยนต์น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Credit : dezeen

4.Toyota LQ

มาถึงรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นกันบ้าง แน่นอนว่ารถยนต์คันนี้นั้นใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนเป็นหลัก ด้วยดีไซน์ที่ออกมาให้ดูเป็นมิตรกับผู้ใช้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการขับเคลื่อนอัตโนมัติ ระบบตรวจจับอารมณ์ของผู้ขับขี่ ซึ่งจะแสดงออกมาบริเวณไฟหน้าของรถเป็นสัญลักษณ์รูปตาอันแสนน่ารัก

ดีไซน์ภายนอกเน้นสีขาวเป็นหลัก เพื่อให้รู้สึกถึงความเป็นนวัตกรรมสุดล้ำ บริเวณประตูทั้งสองข้างจะเปิดขึ้นโดยยึดกับฐานโครงล้อด้านหน้า  ตัวระบบสามารถออกแบบและกำหนดอารมณ์ของรถให้เหมาะกับโทนของคุณในช่วงเวลานั้น ๆ ได้ดีด้วย

Credit : grandpix

5.Audi Ai Trail

ดีไซน์สุดล้ำของรถยนต์แห่งอนาคตคันนี้ ที่ออกแบบมาเป็นรถออฟโรดให้คุณได้ความรู้สึกที่คล้ายคลึงกับการขับเคลื่อนอยู่บนดาวอังคาร ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าเป็นเซตต่อจาก AI ของ Audi ใช้มอเตอร์ขับเคลื่อนทั้งหมด  4 ตัว กำลังรวม 435 แรงม้า แต่ความเร็วสูงสุดถูกจำกัดไว้ที่ 130 กม./ชม.

ดีไซน์ภายในห้องโดยสารถูกออกแบบให้บริเวณคอนโซลโล่ง ไม่มีหน้าจอแสดงข้อมูล โดยสามารถต่อสมาร์ทโฟนเข้ากับตัวรถและกลายเป็นแผงควบคุมหลักในทันที นอกจากนี้รถคันนี้จะไม่มีไฟหน้า แต่ทว่ามีเทคโนโลยี AI : Trail Quattro เพื่อให้ความสว่างมากกว่าเดิม ด้วยโดรนสามเหลี่ยม 5 เครื่องที่ติดตั้ง Matrix LED แทน   

Credit : apkpure

6.Lamborghini Terzo Millenio

อีกหนึ่งโฉมใหม่แห่งรถสปอร์ต อย่าง แลมโบกินี่ ที่ออกแบบดีไซน์รถสปอร์ตแห่งอนาคตมา นอกจากดีไซน์ที่ดูล้ำทั้งภายในและภายนอกแล้ว คุณสมบัติพิเศษอย่างการตรวจจับสุขภาพของรถได้ อย่างรอยแตกหรือรอยยุบก็สามารถซ่อมตัวเองได้อัตโนมัติ

ตัวรถทั้งคันผลิตมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ และมีเซ็นเซอร์ถูกติดตั้งอีกนับไม่ถ้วน ประกอบกับระบบขับเคลื่อนยานยนต์อัตโนมัติในบางสนามแข่งได้อีกด้วย ที่สำคัญคือ รถยนต์คันนี้แม้จะใช้พลังงานไฟฟ้า 

แต่ไฟฟ้านั้นไม่ได้มาจากแบตเตอรี่ เพราะใช้ตัวเก็บประจุไฟฟ้าที่ตั้งอยู่ระหว่างกึ่งกลางของล้อรถเก็บประจุและปล่อยกระแสไฟฟ้าแทน โดยที่ล้อทั้ง 4 ล้อของรถคันนี้จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าอยู่ในแต่ละล้อ 

Credit : topcarrating

7.DS X E-Tense

ล้ำกว่าเดิม กับรถยนต์ที่ออกแบบมาสามที่นั่ง ให้คนขับสามารถเลือกขับได้ดั่งใจมากยิ่งขึ้น เทคโนโลยีใหม่ มอบความสามารถให้ตัวรถยนต์ ซ่อมแซมตัวเองได้อัตโนมัติหากเกิดการเฉี่ยวชน ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์คันนี้ยังสามารถตรวจจับชีพจรของผู้ขับ และปรับอารมณ์การขับให้ไปในทิศทางเดียวกันได้

ซึ่งแน่นอนว่าหากใครที่คาดหวังกับรูปแบบรถ ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมมาตรต้องวางมันทิ้งไปเลย เพราะรถคันนี้ออกแบบมาให้เหมือนรถรุ่นสองโมเดลมาประกบกัน ด้วยพลังแรงถึง 1,360 แรงม้าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2035 อันใกล้นี้ ทำให้มีหลายคนสนใจเจ้าตัวนี้เป็นอย่างมาก

Credit : engadget

8.Renault EZ GO

รถยนต์ขับเคลื่อนอัจฉริยะ ที่สุดแห่งเทคโนโลยีไร้คนขับ ที่ออกแบบมาเพื่อให้เป็นรถโดยสารที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อน โดยมีเป้าหมายหลักเป็น car sharing ที่ให้คุณและเพื่อน ๆ สามารถโดยสารรถยนต์คันเดียวกันได้สัมผัสประสบการณ์ที่ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะไม่ว่าจะไปไกลหรือใกล้ก็ไปถึง พร้อมทั้งประตูที่เปิดจากทางด้านเดียวให้ความรู้สึกใหม่ไปอีกแบบด้วยค่ะ

ภายในรถยังมีการติดตั้งที่ชาร์จแบบไร้สายและไวไฟ ให้ผู้โดยสารได้รู้สึกสนุกสนานระหว่างเดินทาง แต่ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ยานยนต์หรือแท็กซี่แห่งอนาคตคันนี้สามารถเรียกใช้งานได้ จากในแอป คล้ายคลึงกับระบบ Uber หรือ Grab Car นั่นเอง  

Credit : topspeed

9.Aston Martin Lagonda Vision

อีกหนึ่งแบรนด์ดังอย่าง Aston Martin ที่ออกรุ่นแห่งเทคโนโลยีอย่าง Lagonda Vision คาดการณ์เปิดตัวปี 2021 โดยวางฐานะโมเดลรถคันนี้ไว้ว่า รถหรูคันใหม่แห่งวงการที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ นอกจากการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแล้ว ยังออกแบบให้ห้องโดยสารกว้างขึ้นกว่าที่เคยมีในรถยนต์รุ่นอื่น ๆ 

หลังคาสามารถเปิดขึ้นได้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินเข้ามาที่ตัวรถก่อนจะนั่งลงได้ ยิ่งไปกว่านั้นตัวเบาะก็รถยนต์ก็ทำมาจาก คาร์บอนไฟเบอร์ และ หนังแคชเมียร์ระดับพรีเมี่ยม เพื่อให้ความสวยงามและสบายยิ่งกว่าเดิม

Credit : openmotors

10.EDIT EV

รถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำคันนี้ เป็นไอเดียแนวคิดของบริษัท openmotors ที่จะทำให้รถยนต์ต่อจากนี้สามารถถอดประกอบ และซ่อมได้ง่ายยิ่งขึ้นกว่าเดิม ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนทั้งชิ้นอีกต่อไป

รถยนต์คันนี้สามารถให้บริการได้ถึง 24 ชม. ในทุก ๆ วัน เน้นดึงศักยภาพของรถให้มีประสิทธิภาพที่สุดในการใช้งาน นอกจากเรื่องของแบตเตอรี่และระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติแล้ว อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การถอดประกอบรถและเปลี่ยนรูปแบบรถได้ในทุก ๆ แบบที่ต้องการโดยไม่ต้องลำบาก คล้ายคลึงกับการประกอบเลโก้รถยนต์เลยทีเดียว 

รถยนต์แห่งอนาคตควรจะเป็นอย่างไร ?

แน่นอนว่า จากภาพและข้อมูลเบื้องต้นข้างบนคงจะพอคาดการณ์กันได้บ้างแล้วว่า รถยนต์ในอนาคตจะออกมาในรูปแบบไหนบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ที่สร้างเทคโนโลยีให้บินได้ เช่นเดียวกันกับเทคโนโลยีบนเครื่องบิน เพื่อลดเวลาของการเดินทาง และการจราจรบนท้องถนนที่คับคั่ง 

หรือจะเป็นรถยนต์เพื่อการขนส่งมวลชนไร้คนขับ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรมนุษย์และเพื่อการบริการที่แม่นยำตรงจุด รวมถึงปลอดภัยมากขึ้นของการขนส่ง คล้ายคลึงกับการโดยสารด้วยรถเมล์อัจฉริยะที่ไร้คนขับแทน

การคาดการณ์รถยนต์แห่งอนาคตสุดล้ำ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

1.รถยนต์ไฟฟ้า

กระแสของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) กำลังมาแรงในหลายประเทศ ถึงในไทยจะไม่ค่อยมีกระแสมากนัก ทว่านั้นไม่ได้แปลว่า เทรนด์ของโลกที่กำลังมาจะสูญหายไป แต่มันกำลังก้าวหน้าไปยิ่งกว่าที่เราคิด ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า การเห็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์จะไม่ปรากฏให้เห็นอีก

ภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นคือหนึ่งในสาเหตุ ที่นานาประเทศเลือกที่จะหันมาใช้พลังงานไฟฟ้า ในการทดแทนน้ำมันที่สิ้นเปลืองและก่อให้เกิดมลพิษ เป็นหนึ่งเหตุผลของการสร้างรถพลังงานไฟฟ้า ที่นอกจากจะลดอัตราการเผาไหม้แล้ว ยังลดค่าใช้จ่ายในการผลิตลงด้วย

2.รถยนต์ไร้คนขับ

อีกหนึ่งกระแสมาแรงอย่าง รถยนต์ไร้คนขับ ที่พร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ขับขี่ ให้ผู้ขับได้รับบทเป็นผู้นั่ง และได้รับการบริการจาก AI (Artificial Intelligence) เพิ่มความปลอดภัยและความแม่นยำของทิศทางได้ดีมากขึ้น 

แต่ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้รถยนต์คันนี้น่าสนใจ คือ ความสะดวกสบาย ที่การผู้ขับไม่จำเป็นต้องขับเองอีกต่อไป ลองคิดว่า หากคุณเลิกงานเหนื่อย ๆ อยากพักแต่ต้องฝ่ารถมากมายออกไป ก็รู้สึกเหนื่อยเป็นสองเท่า แต่ถ้าคุณมีผู้ช่วยในการขับขี่ ทั้งยังน่าไว้วางใจ แค่คิดก็รู้สึกอยากได้แบบนี้สักคันแล้วใช่ไหมล่ะคะ?

แต่นั่นก็หมายถึง การตกงานของคนกลุ่มหนึ่งที่ประกอบอาชีพด้วยการขับรถยนต์ ซึ่งนั่นจะเป็นประเด็นที่ต้องถกเถียงกันต่อไป เรื่องจริยธรรมในอนาคตอันใกล้นี้

3.รถยนต์ที่มีความคล้ายคลึงมนุษย์มากขึ้น

การออกแบบรถยนต์ที่คล้ายคลึงมนุษย์ หมายถึง รถยนต์ที่มีความเข้าใจและออกแบบให้มีแนวคิดคล้ายมนุษย์มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้ขับได้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งยังสามารถบอกสภาวะอารมณ์ ร่วมถึงสุขภาพของผู้ขับขี่ได้ในเบื้องต้นอีกด้วย 

บางครั้งการนำเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงมนุษย์มาใช้ อาจก่อให้เกิดความกลัวภายในจิตใจ ถึงอย่างนั้น การประดิษฐ์คิดค้นและนำมาใช้ จะส่งผลดีต่อมนุษย์และเติมเต็มความต้องการของมนุษย์ได้อย่างเต็มที่

4.รถยนต์บินได้

ข้อนี้ การพัฒนาเทคโนโลยีมีมานานแล้ว ตั้งแต่การผลิตเครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์ แน่นอนว่ารถยนต์ต้องเป็นหนึ่งใน หัวข้อที่นักวิจัยต้องการพัฒนาต่อไป เนื่องจากการทำความเร็วที่ได้มากกว่ารถยนต์ ทั้งการหลีกเลี่ยงการใช้พื้นถนนจนอัดแน่น ทำให้การประดิษฐ์รถยนต์บินได้เป็นที่น่าจับตามองเป็นอย่างมาก

บริษัท Airubs ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องบิน Airbus ให้แก่สายการบินต่าง ๆ จับมือร่วมทุนกับ Audi บริษัทยานยนต์ชั้นนำของโลก เพื่อสร้างรถยนต์บินได้ออกมา แม้ยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่คาดจนต้องขอพักโปรเจกต์ แต่ล่าสุดทาง Porsche กับ Boeing ก็ได้จับมือกันออกร่วมโปรเจกต์โดยแพลนว่าจะทดลองตัวโปรโตไทป์อีกด้วย

สรุปท้ายบทความ

ถึงแม้รถยนต์ในอนาคตบางคันจะดูน่าเหลือเชื่อจนเกินไป ทว่านี่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า มันสมองและความสามารถของมนุษย์สามารถขับเคลื่อนวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ และเทคโนโลยีให้ประกอบเข้ากันอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังมีความก้าวหน้าอย่างมาก 

คุณสามารถลองดูเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของรถยนต์ในปัจจุบัน หรือรถยนต์มือสองที่มีเทคโนโลยีน่าสนใจในราคาไม่แพงมาก ได้ที่ Kaidee ที่เป็นแหล่งรวมรถยนต์มือสองที่น่าสนใจหลายคันไว้ด้วยกันได้ที่นี่แล้วค่ะ 

Apple iPad Pro VS Samsung Galaxy Tab S7

Apple iPad Pro VS Samsung Galaxy Tab S7

ถ้าหากจะกล่าวถึงแบรนด์สมาร์ตโฟนยอดนิยมระดับโลก หลายๆ คนคงจะมีชื่อ Apple และ Samsung อยู่ในหัวเพราะทั้งสองแบรนด์นี้ถือเป็นแบรนด์ใหญ่ที่คนไทยหลายคนนิยมกันมากมาย และมักจะมีโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ตออกมาแข่งขันอยู่เสมอ โดยเฉพาะแท็บเล็ตที่ออกมาบ่อยเอามากๆ ซึ่งทุกคนคงสงสัยกันใช่ไหมล่ะว่า แล้วแบรนด์ไหนดีกว่ากัน ? วันนี้เราจะพามาชำแหละคุณสมบัติ Ipad pro และ Galaxy Tab S7 ที่ออกมาใหม่ล่าสุดว่ามีอะไรบ้าง ไปดูกันเลย

ipad pro
ขอบคุณรูปจาก: AppleTH

ลักษณะภายนอก

เริ่มจากลักษณะภายนอกทั้งสองแบรนด์มีความแตกต่างกันพอสมควร โดย iPad Pro มี 2 ขนาดได้แก่ 11 และ 12.9 นิ้ว สี Space Gray และ Silver ในขณะที่ Galaxy Tab S7 มี 3 สี 1 ขนาด คือ Mystic Black, Mystic Silver และ Mystic Bronze ขนาด 11 นิ้ว

หน้าจอ

ถึงแม้ว่าแท็บเล็ตทั้งสองรุ่นนี้จะมีการแสดงผลหน้าจอที่มีความคล้ายคลึงกันแต่ iPad Pro ใช้หน้าจอแบบ Liquid Retina 120Hz ทำให้เหมาะกับการตัดต่อรูปภาพหรือการเล่นเกมที่มีความลื่นไหล แต่ Galaxy Tab S7 มีหน้าจอ LTPS LCD 120Hz ที่รองรับ HDR10+ ทำให้เหมาะสำหรับการดูภาพยนตร์หรือมัลติมีเดียต่าง ๆ มากกว่า

CPU

ภายในตัวเครื่อง CPU หรือ ชิป ของ iPad Pro เป็น A12Z Bionic พร้อมสถาปัตยกรรม 64 บิต Neural Engine และมีโพรเซสเซอร์ร่วม M12 ในตัว ส่งผลให้มีความเสมือนจริงมากขึ้นสามารถทำงานหนัก ๆ ได้เยอะขึ้น ส่วน Galaxy Tab S7 ใช้ ชิปแบบ Qualcomm Snapdragon 865+ Octa Core มีความเร็วอยู่ที่ 3.09 GHz และรองรับเครือข่าย LTE กับ 5G อีกด้วย

RAM

ส่วนของ RAM หรือหน่วยความจำสำรองของ iPad Pro มีการเพิ่มจากรุ่นก่อนกลายเป็น 6GB แตกต่างกับ Galaxy Tab S7 ที่มี RAM ทั้งหมด 2 ขนาดให้เลือกระหว่าง 6GB และ 8GB

ความจุ

ในเรื่องของความจุภายในเครื่อง ทั้ง iPad Pro และ Galaxy Tab S7 มีความจุที่ 128GB 256GB 512GB เหมือนกัน แต่ตัวของ iPad Pro มีความจุที่ 1TB เพิ่มเข้ามาให้เลือกกัน

กล้องหลัง

สำหรับตัว iPad Pro มีกล้องหลัง 2 ตัวประกอบไปด้วยเลนส์ Wide 12 MP F1.8 และ กล้อง Ultra-Wide 10 MP F.2.4 ที่มาพร้อมไมโครโฟนที่มีระบบเสียง 4 ลำโพง ช่วยในการถ่ายวิดีโอให้ดีขึ้น เช่นเดียวกับตัว Galaxy Tab S7 ที่มีกล้องหลังเท่ากัน ประกอบไปด้วยกล้องตัวหลักที่มีความละเอียด 13MP และกล้อง Ultra-Wide ความละเอียด 5MP และมีลำโพง 4 ตัวเช่นเดียวกับ iPad Pro

กล้องหน้า

iPad Pro นั้นมีกล้องหน้าความละเอียด 7MP รูรับแสง F2.2 บวกกับฟีเจอร์การถ่ายภาพแบบ Portrait อีกด้วย ในขณะที่ Galaxy Tab S7 มีความละเอียดอยู่ที่ 8MP รูรับแสง F2.0 เรียกได้ว่า Galaxy Tab S7 มีทั้งความละเอียดและรูรับแสงที่มากกว่า iPad Pro

แบตเตอรี่

แบตเตอรี่ของ iPad Pro ขนาด 7,812 mAh โดยรองรับชาร์จไว 18W โดย ส่วนตัว Galaxy Tab S7 มีแบตเตอรี่ 8,000 mAh และรองรับชาร์จไว 45W เลยทีเดียว

Tab S7
ขอบคุณรูปจาก: SAMSUNG

อุปกรณ์เสริม

ทั้ง 2 แบรนด์มีอุปกรณ์เสริมที่เหมือนกันคือ ปากกาและคีย์บอร์ด แต่มีความแตกต่างกันตรงสเปกและราคาดังนี้

ปากกา : สำหรับ iPad Pro ต้องซื้อ Apple Pencil (รุ่นที่ 2) ที่สามารถชาร์จผ่านด้านนอกตัวเครื่องได้ซึ่งตัวปากกามีราคา 4,490 บาท ในขณะที่ Galaxy Tab S7 แถม S-PEN ฟรีเช่นเดียวกับรุ่นอื่น ๆ และสามารถชาร์จผ่านด้านนอกตัวเครื่องได้เช่นเดียวกัน

คีย์บอร์ด : สำหรับทั้ง 2 ตัวมีคีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์เสริมที่ต้องซื้อเพิ่มเติม โดย Magic Keyboard ของ iPad Pro ราคา 9,990 บาท และ Book Cover Keyboard สำหรับ Galaxy Tab S7 มีราคาถูกกว่าอยู่ที่ 2,990 บาท

ราคาแต่ละรุ่น

Apple iPad Pro 11 นิ้ว รุ่น Wi-Fi

128GB ราคา 27,900 บาท
256GB ราคา 31,400 บาท
512GB ราคา 38,400 บาท
1TB ราคา 45,400 บาท

Apple iPad Pro 11 นิ้ว รุ่น Wi-Fi+Cellular

128GB ราคา 32,900 บาท
256GB ราคา 36,400 บาท
512GB ราคา 43,400 บาท
1TB ราคา 50,400 บาท

Apple iPad Pro 12.9 นิ้ว รุ่น Wi-Fi

128GB ราคา 34,900 บาท
256GB ราคา 38,400 บาท
512GB ราคา 45,400 บาท
1TB ราคา 52,400 บาท

Apple iPad Pro รุ่น Wi-Fi+Cellular

128GB ราคา 39,900 บาท
256GB ราคา 43,400 บาท
512GB ราคา 50,400 บาท
1TB ราคา 57,400 บาท

Samsung Galaxy Tab S7

RAM 6GB + ROM 128GB รุ่น Wi-Fi ราคา 700 ยูโร (ประมาณ 25,800 บาท)
RAM 8GB + ROM 256GB รุ่น Wi-Fi ราคา 780 ยูโร (ประมาณ 28,800 บาท)
RAM 6GB + ROM 128GB รุ่น 5G ราคา 800 ยูโร (ประมาณ 30,000 บาท)
RAM 8GB + ROM 256GB รุ่น Wi-Fi ราคา 880 ยูโร (ประมาณ 32,500 บาท)

นี่คือความแตกต่างของ Apple iPad Pro และ Samsung Galaxy Tab S7 ที่เราเอามาฝากให้ทุกคนได้นำไปพิจารณากัน และถ้าใครสนใจซื้อแท็บเล็ตหรือโทรศัพท์มือถือรุ่นอื่น ๆ ไปใช้ก็สามารถหาได้ที่ Kaidee เช่นกันนะคะ มีให้เลือกเยอะแยะแน่นอนค่ะ

รองเท้าส้นสูง มีกี่ประเภทกันนะ ?

รองเท้าส้นสูง มีกี่ประเภทกันนะ ?

รองเท้าส้นสูง เป็นไอเทมสำคัญของสาว ๆ ที่ต้องมีติดบ้าน เพราะสามารถใส่ได้หลายโอกาสไม่ว่าจะเป็น ใช้ชีวิตประจำวัน ไปท่องเที่ยว ไปเรียน ไปปาร์ตี้ หรือไปงานพิธีการต่าง ๆ ก็ย่อมได้ และยังเป็นตัวช่วยในการเพิ่มบุคลิกภาพของสาว ๆ ให้ดียิ่งข้นอีก แต่รู้ไหมว่า ส้นสูงแต่ละแบบก็มีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่วันนี้เราจะยกมาเพียงแค่ 10 แบบที่เป็นที่นิยมให้ทุกคนได้รู้จัก จะมีอะไรบ้างมาดูกัน

ประเภทของ รองเท้าส้นสูง

รองเท้าส้นสูง
ขอบคุณรูปจาก: andi asmara

Stilettos/Pump

รองเท้าส้นสูงที่เห็นกันทั่วไป มีส้นเป็นเข็มแบบสูง ที่มีหัวปิดและหุ้มส้น มักจะเห็นได้ในอาชีพแอร์โฮสเตส ซึ่งรองเท้าแบบนี้มีส้นที่สูงตั้งแต่ 2 นิ้วขึ้นไปทำให้เดินได้ยากลำบากพอสมควร

Ankle Strap

รองเท้าส้นสูงลักษณะคล้ายแบบที่หนึ่ง ต่างกันเพียงส้นสูงประเภทนี้จะมีสายรัดข้อเท้า อาจเป็นหัว กลม แบน หรือแหลมก็ได้ เหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวันปกติ เพราะให้ความรู้สึกสบาย ๆ ไม่ทางการมากนัก ทำให้เป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นอย่างมาก

Open Toe

รองเท้าส้นสูงแบบหุ้มส้นที่มีการเปิดนิ้วเท้าให้เห็นทั้งหมด โดยมีเพียงสายรัดเพื่อทำให้รองเท้าไม่หลุดเท่านั้น เหมาะกับคนที่ต้องการโชว์เล็บที่สวยงาม

Mule

รองเท้าส้นสูงที่เคยเป็นที่นิยมในยุค 90s มีลักษณะคล้ายกับรองเท้าแตะเพราะถึงแม้ว่าตัวรองเท้าจะปิดนิ้วเท้าด้านหน้าแต่ไม่มีสายหรือส้นปิดส้นเท้าด้านหลัง ทำให้เมื่อใส่แล้วดูแปลกใหม่และมีสไตล์มากขึ้น

Wedge

หรือที่ประเทศไทยเรียกว่ารองเท้าส้นเตารีด เพราะตัวส้นมีลักษณะหนาทึบตั้งแต่ปลายจนถึงส้นเท้าคล้ายกับเตารีด ทำให้เดินบนรองเท้าประเภทนี้ง่ายกว่ารองเท้าส้นสูงแบบอื่นๆ

T-Strap

รองเท้าส้นสูงแบบเปลือยที่มีสายคาดตรงกลางคล้ายรูปตัว T ทำให้ดูทะมัดทะแมงมากขึ้น มีให้เลือกหลากหลายความสูง

Sling Back

รองเท้าส้นสูงที่มีสายรัดส้นเท้าด้านหลัง อาจเป็นหัวแหลม กลม หรือเปิดนิ้วเท้า ดูเรียบร้อยเป็นทางการ

Platform

รองเท้าส้นสูงที่เสริมพื้นด้านหน้าเท้า เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มความสูง และรองเท้าส้นสูงประเภทนี้ยังช่วยให้มีความสบายเท้าเมื่อต้องใส่นาน ๆ

Cone Heels

รองเท้าส้นสูงที่มีส้นเป็นรูปทรงกรวยคล้ายโคนไอศกรีม มักจะเห็นได้ตามงานสังคมที่ค่อนข้างเป็นทางการ

Chunky Heels

รองเท้าส้นสูงที่มีส้นแบบหนา ๆ ในประเทศไทยนิยมเรียกว่า รองเท้าส้นตึก และได้รับความนิยมมากในประเทศไทย เพราะสามารถใส่ได้ในทุกโอกาส

เราเชื่อว่าสาว ๆ ทุกคนสามารถใส่รองเท้าได้ทุกรูปแบบ เพียงแค่มีความมั่นใจก็สวยได้ในแบบของคุณ และที่นี่ก็มีบทความ แฟชั่น ให้คุณได้อ่านมากมาย สาว ๆ คนไหนถ้าอยากส่งต่อความมั่นใจหรือหารองเท้าสวย ๆ ใส่ ที่ Kaidee มีให้ได้เลือกสรรมากมาย

How to สังเกตว่าน้องหมาของเรามีภาวะซึมเศร้า

How to สังเกตว่าน้องหมาของเรามีภาวะซึมเศร้า

รู้หรือเปล่า ? ว่าเจ้าสี่ขาที่บ้านก็มีภาวะซึมเศร้าได้เหมือนกัน เพราะพวกเขาพูดไม่ได้เหมือนมนุษย์ เหล่าทาสอย่างเราเลยต้องรู้จักสังเกตมากขึ้น แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้จักตั้งแต่สาเหตุไปจนถึงขั้นตอนของการรักษา เจ้าสี่ขาจะได้อยู่กับเราไปนานๆ ยังไงล่ะ

รู้จักภาวะซึมเศร้าในสุนัข

เพราะลักษณะนิสัยของสุนัขแต่ละตัวมีความแตกต่างกัน พวกเขาจึงมีช่วงเวลาแย่ๆ ไม่แตกต่างกับมนุษย์ ส่วนสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเกิดภาวะซึมเศร้ามีหลากสาเหตุด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น โรคประจำตัว การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ การสูญเสียคนที่รัก เจ้าของใหม่ หรือ การมีสมาชิกใหม่ในครอบครัว เป็นต้น

สัญญาณเตือนว่าสุนัขของคุณอาจมีอาการซึมเศร้า

ก่อนที่จะบอกว่าสุนัขของเพื่อนๆ มีอาการซึมเศร้าหรือไม่ ลองใส่ใจกับพฤติกรรมพวกเขาดูสักนิดว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงกะทันหันหรือไม่ โดยสังเกตพฤติกรรมดังต่อไปนี้ (หากมี 3 ข้อขึ้นไป เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในภาวะดังกล่าว)

1. กินอาหารน้อยลง

สุนัขบางตัว เมื่อเกิดอาการเศร้า ความอยากอาหารของพวกเขาจะน้อยลง ส่งผลให้น้ำหนักของพวกเขาลดลงตามไปด้วย แต่ก็มีบางตัวที่กินเยอะจนน้ำหนักขึ้นได้เหมือนกัน

2. นอนเยอะขึ้นจนผิดสังเกต

โดยเฉลี่ยแล้วสุนัขโตจะนอนประมาณ 12 ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนลูกสุนัขจะนอนประมาณ 18 ถึง 20 ชั่วโมง แม้จะดูปกติ แต่ก็อย่าลืมดูพฤติกรรมพวกเขาควบคู่ไปด้วย เช่น เวลาคุณกลับถึงบ้าน พวกเขาให้ความสนใจคุณเหมือนเดิมหรือไม่

ถ้ารู้สึกว่าผิดสังเกต ให้พาพวกเขาไปตรวจสุขภาพก่อน ถ้าไม่พบปัญหาและอาการดังกล่าวยังคงอยู่ เป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า

3. เลียอุ้งเท้า

การเลียหรือบดเคี้ยวมากเกินไป อาจเกิดขึ้นจากสรีระและสุขภาพจิตของพวกเขา ทางด้านสรีระอาจมาจากอาการติดเชื้อแบคทีเรีย อาการปวดข้อ และผิวหนังแห้ง สำหรับด้านสุขภาพจิตสุนัขที่ซึมเศร้ามักจะเลียและเคี้ยวอุ้งเท้าเพื่อปลอบตัวเอง

4. หลบซ่อนตัว และหลีกเลี่ยง

โดยทั่วไปพฤติกรรมหลบซ่อนตัวของสุนัขมักเกิดขึ้นจาก 2 สิ่งด้วยกันคือ ความเจ็บป่วยและอาการบาดเจ็บ (ภาวะซึมเศร้าจัดอยู่ในหมวดหมู่ ‘เจ็บป่วย’ ) หากพวกเขาซ่อนตัวหรือมีอาการอยากอยู่คนเดียวกะทันหัน เพราะมีบางอย่างรบกวน ถ้าไม่ใช่เรื่องทางกายภาพก็คงมาจากอารมณ์นี่แหละ

5. หมดความสนใจ

ทิ้งตัวนอนทั้งวัน ไม่อยากไปเดินเล่น ไม่กัดของเล่นชิ้นโปรด ไม่สนใจสิ่งอื่นๆ ที่ปกติจะสร้างความตื่นเต้นอยู่เสมอ อาการนี้ค่อนข้างชัดว่าต้องมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่ๆ พาไปหาสัตวแพทย์ด่วน

ทาสอย่างเราดูแลพวกเขายังไงดี ?

คำถามง่ายๆ ที่ทำให้ทาสอย่างเราคิดไม่ตกว่าควรเริ่มจากอะไรก่อนดี คำแนะนำคือ เพิ่มเวลาดูแลพวกเขาให้มากขึ้น และทำในสิ่งที่พวกเขาชอบ เช่น การพาไปเดินเล่น ไปเจอเพื่อนๆ สุนัขด้วยกัน การกอดหรือเล่นด้วยอย่างสม่ำเสมอ และไม่ลืมที่จะพาพวกเขาไปออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วยังช่วยให้สภาพจิตใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย อีกทั้งยังเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคุณกับพวกเขาด้วยนะ

แต่ถ้าคำแนะนำข้างต้นไม่เป็นผล อาจจะต้องปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อหาทางออกร่วมกัน จะได้รักษาได้ตรงจุด พร้อมคำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลที่ถูกต้อง

ตัวยาในการรักษาภาวะซึมเศร้าในสุนัข

จากการศึกษาพบว่าตัวยาต่อไปนี้ค่อนข้างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษา ซึ่งแน่นอนว่าทุกการรักษามีผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ด้วย

AMITRIPTYLINE

สัตวแพทย์มักจะสั่งจ่ายยาตัวนี้เสมอ ซึ่งตัวยาจะเข้าไปปรับระดับเซโรโทนินและนอร์อิพิเนฟรินเพื่อพยายามคืนความสมดุล และรักษาอาการวิตกกังวลในสัตว์เลี้ยงผลข้างเคียงที่พบบ่อย: อาการง่วงนอน ปากแห้ง ปัสสาวะลดลง อัตราการเต้นของหัวใจเพิ่มขึ้น ท้องผูกอาเจียน

DOXEPIN

ใช้รักษาอาการกลัว (Phobia) และพฤติกรรม OCD ในสุนัขและสัตว์เลี้ยงอื่นๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นยารักษาอาการแพ้อีกด้วย ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: อาการง่วงนอน หมดแรง อาเจียน

FLUOXETINE

ตัวยาใช้รักษาภาวะซึมเศร้า OCD หรือโรคตื่นตระหนก (Panic) ผลข้างเคียงที่พบบ่อย: เบื่ออาหาร อารมณ์เปลี่ยนแปลง หงุดหงิด สมาธิสั้นและนอนไม่หลับ

การปรับเปลี่ยนภาวะอารมณ์ให้เจ้าสี่ขานั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การใส่ใจและหมั่นสังเกตของทาสอย่างเราๆ นี่แหละที่สามารถช่วยรักษาภาวะซึมเศร้าของพวกเขาได้เป็นอย่างดี เพื่อให้พวกเขากลับมามีความสุข วิ่งเล่นด้วยพลังเต็มร้อยเหมือนเดิม

สำหรับใครที่มีเพื่อนสี่ขาเต็มบ้านไปหมด อยากแบ่งปันความสดใสของน้องๆลงประกาศขายสัตว์เลี้ยงของคุณได้เลย !