Nov 25, 2020 | บทความยานยนต์
ปัจจัยแรกในการซื้อรถ นอกจากจะมองเรื่องสมรรถนะของรถยนต์แล้ว ยังต้องนึกถึงเรื่องการประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง เป็นที่รู้กันว่านอกจากรถจะติดมากแล้ว ยังเปลืองน้ำมันอีกด้วย
การเลือกรถที่ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ คงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่หลายคนคำนึงถึง วันนี้จะมาดูกันว่ามีรถรุ่นอะไรบ้าง ที่ผ่านเข้ารอบการประหยัดน้ำมันสูงสุดประจำปี 2020
วิธีเลือกรถประหยัดน้ำมัน
1.อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน
ถ้าคุณตั้งธงในใจไว้แล้วว่า อยากได้รถยนต์ประหยัดน้ำมัน เมื่อไปถึงศูนย์จำหน่ายยานยนต์ คุณควรถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถเหล่านั้นทันที ซึ่งแน่นอนว่า เขาจะตอบกลับมาว่า รถคันนี้กินน้ำมันประมาณ 23 กิโลเมตร/ลิตร เสียส่วนใหญ่
หากแปลง่าย ๆ สำหรับหลัก กิโลเมตร/ลิตร คือ จำนวนกิโลเมตรที่รถยนต์ของเราวิ่งไป แล้วน้ำมันจะลดมา 1 ลิตร
ตัวอย่างเช่น
รถกินน้ำมัน 23 กิโลเมตร/ลิตร แสดงว่ารถยนต์ต้องวิ่งไปถึง 23 กิโลเมตร น้ำมันถึงจะลดลงมา 1 ลิตร นั่นหมายถึงว่า ยิ่งจำนวนเลขกิโลเมตรเยอะ ยิ่งเป็นเรื่องดี แปลว่า รถคันนี้สามารถช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก
2.เติมน้ำมันอะไรได้บ้าง
นอกจากถามเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ควรจะต้องพิจารณาถึงน้ำมันที่รถยนต์สามารถรองรับได้ด้วย ซึ่งน้ำมันจะแบ่งเกรดออกเป็นสองประเภทคือ ดีเซล และ เบนซิน
ในภายหลังเนื่องจากค่าน้ำมันเบนซินที่เป็นน้ำมัน 100% มีราคาแพงจนคนไม่นิยมเติม ทางผู้ให้บริการน้ำมัน จึงได้ปรับน้ำมันเบนซินมาเป็น แก๊สโซฮอล์ 95,91 ไล่เรียงลงมาถึง E20 และ E85 ตามลำดับ ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ได้รับการผสมแอลกอฮอล์เข้ามา จนมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเจือจางลง ทำให้ราคาถูกลง
ดังนั้นการซื้อรถแต่ละครั้งควรสอบถามให้ชัดเจนว่า รถสามารถรองรับน้ำมันชนิดใดได้บ้าง เพราะต่อให้เป็นรถยนต์ประหยัดน้ำมัน แต่เติมได้แค่ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือ 95 ก็ไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอยู่ดี ควรเลือกรถที่เติมได้ถึง E85 จะดีที่สุด
3.น้ำหนักตัวรถไม่เยอะเกินกว่ากำลังเครื่อง
แม้ว่าคุณจะได้รถยนต์ที่เคลมว่าประหยัดน้ำมันอย่างถึงที่สุด แล้วก็สามารถเติมน้ำมันอย่าง E20 หรือ E85 ได้ก็ตาม ทว่าขับได้ไม่ถึงสองวันดี ก็ต้องขับรถเข้าไปเติมมันเสียแล้ว
หากสภาพรถของคุณไม่ได้มีปัญหา ก็แสดงว่าน้ำหนักของรถยนต์อาจมากเกินกว่ากำลังเครื่อง ทำให้สามารถขับได้ช้าลง และกินน้ำมันมากขึ้น
คุณสามารถขอดูรายละเอียดน้ำหนักของเครื่องยนต์หรือตัวรถยนต์ได้จากโบชัวร์ แล้วเทียบเอากับตัวเครื่องยนต์ว่ามีกำลังเท่าไร
แต่หากคุณอยากให้มั่นใจมากขึ้นว่ารถยนต์ไม่ได้หนักเกิน สามารถลองทดสอบได้ตั้งแต่ตอนทดลองขับเลย ถ้าเหยียบคันเร่งไม่ขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากน้ำหนักที่มากเกินไป
ซึ่งจะแบ่งประเภทรถยนต์ประหยัดน้ำมันออกเป็นสองประเภท ได้แก่
รถยนต์ประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน
รถรุ่นประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง
Credit : Eco Sticker
1.Mazda 2
รถยนต์ Eco Car ที่หากพูดถึงความคุ้มค่า และรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในบรรดาโมเดลใกล้เคียงกัน ก็ต้องเป็นรถคันนี้ เพราะนอกจากดีไซน์โฉบเฉี่ยวแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ skyactiv ที่ทำให้สมรรถนะของยานยนต์ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายขั้น
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 26.3km/L
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร
เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร
กำลังแรงม้า : 93 แรงม้า
แรงบิด : 123 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
เน้นออกแบบดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ HMI(Human-Machine Interface) เพื่อจัดวางให้พื้นที่สามารถใช้อย่างเหมาะสมและสนุกกับทุกการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น Mazda Connect รองรับ Apple Car Play และมีหน้าจอสี Center Display ให้ควบคุมได้ง่ายและสบายขึ้นกว่าเดิม เครื่องยนต์ Skyactiv ที่พัฒนามาเพื่อให้ตัวเครื่องยนต์กับผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยอิงจากสรีระและธรรมชาติของมนุษย์ให้เกิดความใกล้เคียงมากที่สุด
ราคา :
รุ่น 1.3 E SPORTS : 546,000 บาท
รุ่น 1.3 C SPORTS : 602,000 บาท
รุ่น 1.3 S SPORTS : 627,000 บาท
รุ่น 1.3 SPORTS LEATHER : 648,000 บาท
รุ่น 1.3 SP SPORTS : 690,000 บาท
รุ่น XD SPORTS : 782,000 บาท
รุ่น XDL SPORTS : 799,000 บาท
Credit : Eco Sticker
2.Toyota CH-R
รถสไตล์ SUV ของToyota ที่เรียกได้ว่าแม้เป็นรถ SUV แต่สามารถประหยัดน้ำมันได้ดีอย่างมาก ทั้งยังมีเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เสริมสร้างประสิทธิภาพให้รถรุ่นนี้ทรงพลังมากกว่าที่เคย นอกจากนั้นการออกแบบดีไซน์ยังเน้นความสะดวกในการใช้สอยของผู้ขับภายในรถ
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 24.4km/L
เครื่องยนต์ : 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร
กำลังแรงม้า : 72 แรงม้า
แรงบิด : 142 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
เครื่องยนต์ Hybrid ผสมผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันและวิ่งได้ดีมากยิ่งขึ้น การนำไฟฟ้ามาผสมผสานจะทำให้คุณสัมผัสความสงบและความนิ่งเงียบในการขับ ภายในรวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขึ้นกว่าเดิม จะเดินทางใกล้หรือไกลก็ไปได้ทุกที่ มีทุกอย่างพร้อมตลอดเวลา โหมด Sport, Normal, Eco และโหมด EV เพื่อลดมลพิษและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม
ราคา :
รุ่น 1.8 Entry : 979,000 บาท
รุ่น 1.8 Mid : 1,039,000 บาท
รุ่น HV Mid : 1,069,000 บาท
รุ่น HV Hi : 1,159,000 บาท
Credit : Eco Sticker
3.Nissan Kick e-Power
เผยโฉมใหม่ Nissan Kick e-Power รถยนต์ที่ทำงานเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า โดยให้การทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวสร้างพลังงานและส่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เรียกได้ว่านอกจากดีไซน์แบบ SUV จะมาอย่างโฉบเฉี่ยวแล้ว เทคโนโลยีก็ล้ำไม่แพ้กัน
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.8 km/L
เครื่องยนต์ : ประเภทเชื้อเพลิงเบนซิน (ไว้สร้างกระแสไฟฟ้า) 1.2 ลิตร
กำลังแรงม้าของเครื่องยนต์ : 79 แรงม้า
แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 103 นิวตันเมตร
กำลังแรงม้าของมอเตอร์ไฟฟ้า : 129 แรงม้า
แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 260 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
เครื่องยนต์ประเภทเบนซินที่มีไว้ใช้เพื่อสร้างกำลังไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ 100% โดยไม่ต้องชาร์จไฟ เทคโนโลยี One-Pedal สามารถเร่งและเบรกได้ในคันเร่งเดียว ทำให้ผู้ขับสนุกสนานมากยิ่งขึ้น Drive Mode ที่มี ทั้ง S Mode และ Eco Mode ให้เลือกใช้งานตามใจ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัด เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คงที่ได้มากขึ้น
ราคา :
รุ่น e-Power S : 889,000 บาท
รุ่น e-Power E : 949,000 บาท
รุ่น e-Power V : 999,000 บาท
รุ่น e-Power VL : 1,049,000 บาท
Credit : Eco Sticker
4.Mitsubishi Mirage
แม้จะออกมาสักพักแล้วกับ Mirage Eco Car Hatchback 5 ประตู แต่กระแสนิยมยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ด้วยสมรรถนะรถคันเล็ก เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ถูกออกแบบมาอย่างดี รวมถึงระบบเสริมความปลอดภัยที่มากับรถคันนี้ กลายเป็นหนึ่งในรถประหยัดน้ำมันที่น่าจับตามองในปีนี้เลย
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร
กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า
แรงบิด : 100 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
ห้องโดยสารที่ออกแบบมาด้วยลวดลาย Piano Black และ Carbon Print ไม่เหมือนใคร หน้าจอพร้อมระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถรองรับ Apple Car Play ได้ ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งแรงและเร็ว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับ ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง และระบบชะลอความเร็ว (ขณะใช้ความเร็วต่ำเท่านั้น) เครื่องยนต์ MIVEC ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดแม้รอบต่ำ มีอัตราเร่งที่ดี ประหยัดน้ำมัน และ ช่วยลดมลพิษได้ดีอีกด้วย
ราคา
รุ่น GLX MT : 474,000 บาท
รุ่น GLX CVT : 509,000 บาท
รุ่น GLS CVT : 574,000 บาท
รุ่น GLS-LTD CVT : 619,000 บาท
Credit : Eco Sticker
5.Toyota Yaris
ครองใจคนไทยมานานอย่างแบรนด์ Toyota กับรุ่นสุดฮอตฮิตสไตล์ Eco Car อย่าง Yaris กับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมดีไซน์สปอร์ต สุดเร้าใจ ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5 ที่จะช่วยรักษ์โลกและประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งกว่าเดิม
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L
เครื่องยนต์ : Dual WT-iE 4 สูบ 1.2 ลิตร
กำลังแรงม้า : 68 แรงม้า
แรงบิด : 109 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
หลังคา Black Roof ที่ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น และดีไซน์ดูโฉบเฉี่ยวน่ามองทุกการขับขี่ หน้าจอสัมผัสขนาด 6.7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play ระบบ Smart Entry ช่อง USB 2 ช่อง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ ที่จะทำให้คุณมีทัศนวิสัยตอนกลางคืนได้ดีขึ้น มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ให้สามารถปะทะแรงลมและยึดเกาะถนนได้แน่น มั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป
ราคา
รุ่น Entry : 549,000 บาท
รุ่น Sport : 609,000 บาท
รุ่น Sport Premium : 679,000 บาท
Credit : Eco Sticker
6.Suzuki Swift
รถคันเล็กที่มาพร้อมกับรูปทรงแสนโดนใจ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เด่นคือเรื่องสี ที่มีความจัดจ้านโดนใจทุกคน จนเป็นที่จดจำในฐานะรถ Eco Car คันเล็ก ที่มีดีไซน์สวยงามทันสมัยและไม่กินน้ำมัน กลายเป็นหนึ่งในขวัญใจของทุกคนนั่นเอง
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L
เครื่องยนต์ : K12M 1.2 ลิตร
กำลังแรงม้า : 83 แรงม้า
แรงบิด : 108 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
คอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับ เพื่อการใช้งานที่ง่ายสะดวกมากยิ่ง ไม่เสียสมาธิขณะขับรถ ภายในที่ออกแบบมาอย่างสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว เบาะผ้าที่ดีไซน์มาอย่างเข้ากันกับตัวรถ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้และสูบฉีดเชื้อเพลิงให้ดีขึ้น ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม
ราคา :
รุ่น GA : 499,000 บาท
รุ่น GL : 536,000 บาท
รุ่น GL MAX EDITION : 541,000 บาท
รุ่น GLX : 609,000 บาท
รุ่น GLX-Navi : 629,000 บาท
Credit : Eco Sticker
7.Mitsubishi Attrage
อีกหนึ่งรุ่นของ Mitsubishi ที่มากับ Eco Car ทรงซีดาน 4 ประตู กับห้องโดยสารดีไซน์ทรงสปอร์ตที่กว้างกว่าเดิม พร้อมกับฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น ทำให้รถ Eco Car คันนี้ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่าที่เคย
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร
กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า
แรงบิด : 100 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
วงเลี้ยวแคบสุดถึง 4.8 ม. ทำให้การเลี้ยวเป็นไปได้ดั่งใจไม่ล้ำเลนมากยิ่งขึ้น อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 100 กรัม/กิโลเมตร เชื่อมต่อและรองรับ Apple Car Play ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากยิ่งขึ้น ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างแรงและเร็ว ป้องกันการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ นับเป็นฟังก์ชันความปลอดภัยที่ดีมาก
ราคา :
รุ่น GLX MT : 494,000 บาท
รุ่น GLX CVT : 529,000 บาท
รุ่น GLS CVT : 579,000 บาท
รุ่น GLS LTD CVT : 624,000 บาท
Credit : Eco Sticker
8.Toyota Corolla Cross
ประสบการณ์สุดไฉไลกับ Toyota Corolla Cross รถ SUV ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวอย่างมีสไตล์ ทั้งเทคโนโลยี TConnect ที่จะให้คุณเชื่อมต่อกับรถของคุณได้มากยิ่งขึ้น พร้อมสร้างความมั่นคงและมั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3km/L
เครื่องยนต์ : 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร
กำลังแรงม้า : 103 แรงม้า
แรงบิด : 177 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
พนักพิงเบาะหลังสามารถปรับเอนได้ 1 จังหวะ ทำให้นั่งสบายมากยิ่งขึ้น ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบ Kick Activated ช่วยทำให้การเก็บสัมภาระเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โหมดของรถยนต์ที่พกมาเต็ม ทั้ง Hybrid Mode, Sport Mode และ Eco Mode มาช่วยให้คุณขับรถได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ทำให้เห็นทัศนียภาพความสวยงามของโลกได้มากยิ่งขึ้น ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้ดั่งใจทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร
ราคา :
รุ่น 1.8 Sport : 989,000 บาท
รุ่น Hybrid Smart : 1,019,000 บาท
รุ่น Hybrid Premium : 1,089,000 บาท
รุ่น Hybrid Premium Safety : 1,199,000 บาท
รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน
Credit : Eco Sticker
1.Volvo S60 T8 Twin Engine
ด้วยชื่อ ศิลปะแห่งวิศวกรรม จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ทั้งในแง่เทคโนโลยีเหนือชั้นและสมรรถนะอันดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลังไฮบริดและการปล่อยมลพิษต่ำ เรียกได้ว่าจะในแง่ไหน วอลโว่คันนี้ก็กินขาด ให้คุณทั้งสนุกและรักษ์โลกไปในเวลาเดียวกัน
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 55.6km/L
เครื่องยนต์ : Drive-E เบนซิน 2 ลิตร 4 สูบพร้อมซูเปอร์ชาร์จ เทอร์โบชาร์จ
กำลังแรงม้า : 320 แรงม้า
แรงบิด : 640 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 4.4 วินาที
จุดเด่น :
ไฟหน้า LED ที่ออกแบบทรง T-Shaped อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลโว่ ทำให้เห็นมองเห็นตัวรถชัดขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน ระบบกันสั่นสะเทือนอิสระแบบปีกนกคู่หน้า และแบบ Integral ด้านหลังทำให้รถยนต์ทรงตัวได้ดีขึ้นและน้ำหนักน้อยที่สุดเพื่อให้ทะยานได้ไกลขึ้น โหมด Dynamic Comfort , Eco และ Individual สร้างการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ให้คุณออกแบบการขับขี่ได้ด้วยตัวคุณเอง ฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงเพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ระบบนำทาง และโทรศัพท์ที่สามารถเข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้ ไม่ต้องจดจำเซตคำสั่งให้การสั่งการ เครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า
โหมด Pure Mode ที่ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนอย่างเดียว ทำให้ประหยัดค่าน้ำมันมากขึ้น
โหมด Power Mode เน้นความเร็วแรง ให้รถของคุณทะยานได้ไกลดั่งใจปรารถนา
โหมด Hybrid Mode ที่ใช้การผสมผสานเครื่องยนต์ และไฟฟ้าในการทำงานให้ขับขี่ได้เงียบสงบและนุ่มขึ้น
ราคา :
รุ่น Momentum : 2,190,000 บาท
รุ่น R-Design : 2,590,000 บาท
Credit : Eco Sticker
2.Mercedes-Benz E 300e Plug-in Hybrid
ผู้นำแห่งนวัตกรรมอย่าง Mercedes-Benz ก็ได้นำยานยนต์ Plug-in Hybrid อวดโฉมสู่ตลาดวงการรถยนต์ เพื่อตอบสนองหลักการของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มเทคโนโลยีสุดล้ำอีกหลายตัว เพื่อพัฒนาให้เป็นรถที่ดีและตอบสนองต่อผู้ขับขี่ให้มากที่สุด
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 50.0km/L
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร
กำลังแรงม้า : 211 แรงม้า
แรงบิด : 350 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.4 วินาที
จุดเด่น :
Active Distance Assist Distronic ระบบช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถคันด้านหน้าโดยคำนวณจากความเร็วของรถ ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น Active Brake Assist ช่วยเบรกอัตโนมัติให้คุณในระยะอันตราย ระบบ Telediagnostics ที่ช่วยวิเคราะห์สภาพรถยนต์และคอยรายงานไปยัง Mercedes me เพื่อความแม่นยำและการซ่อมบำรุงได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ 4 โหมดให้คุณปรับได้ดั่งใจ
E-Mode เมื่อต้องการขับด้วยระบบไฟฟ้าล้วน
E-Save หากต้องการรักษาระดับพลังงานไฟฟ้า เน้นใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก
Charge ระบบที่ใช้เพียงเครื่องยนต์อย่างเดียวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ Hybrid ระบบผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับได้นิ่มนวลแถมยังสงบมากยิ่งขึ้น
ราคา :
รุ่น E300 e Avantgarde : 3,190,000 บาท
รุ่น E300 e Exclusive : 3,440,000 บาท
รุ่น E300 e AMG Dynamic : 3,770,000 บาท
Credit : Eco Sticker
3.BMW 300e M Sport
การปรับเป็นแบตเตอรี่เจนเนอเรชันที่ 4 เพิ่มระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนมากขึ้น ถึง 50-80 กิโลเมตร พร้อมโหมดใหม่อย่าง XtraBoost ที่จะให้รถพุ่งทะยานไปไกลได้กว่าเดิม แม้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร แต่โหมดนี้จะให้กำลังแรงม้าเพิ่มสูงสุดถึง 292 แรงม้าเลยทีเดียว
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 47.6km/L
เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร
กำลังแรงม้า : 190 แรงม้า
แรงบิด : 400 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 6.8 วินาที
จุดเด่น :
แบตเตอรี่เจนเนอเรชัน 4 ที่มาพร้อมโหมด XtraBoost ให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องยนต์ 2.0 สู่ ความแรงถึง 292 แรงม้า ยามที่ต้องการใช้กำลังสูงสุดของรถยนต์ ระบบ e-Drive ที่จะช่วยคุณจัดการพลังงานในการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้คุณมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เพียงพอกับการขับขี่ในเวลาที่คุณต้องการ Lane Departure Warning หรือ ระบบเตือนเมื่อคุณขับออกนอกเลน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คุณได้มากขึ้น หน้าจอควบคุมแบบทัชสกรีนที่ควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวมือ และแสดงผลหน้าจอบนกระจก ให้คุณสามารถมองโดยไม่เสียสมาธิ รวมถึงที่ชาร์จแบตไร้สายให้คุณสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่มือถืออีกต่อไป
ราคา : 2,769,000 บาท
Credit : Eco Sticker
4.Toyota Camry HV
คาดไม่ถึงกับ Toyota Camry HV ที่แม้จะออกมาในแนว Luxury แต่กลับประหยัดน้ำมันได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่ออกมารองรับ ความสะดวกสบายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ Hybrid ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 25.0 km/L
เครื่องยนต์ : 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S 2.5 ลิตร
กำลังแรงม้า : 178 แรงม้า
แรงบิด : 221 นิวตันเมตร
จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง
จุดเด่น :
กระจกมองข้างปรับและพับเก็บอัตโนมัติ อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่อย่างถึงที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมพับเก็บกระจก หลังคามูนรูฟ สัมผัสประสบการณ์แห่งเทคโนโลยีเหนือชั้น ที่นำมาใส่ในรถซีดาน 4 ประตู เครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพขนาด 2.5 ลิตร ที่มากับมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ E-CVT ผสมผสานกับเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำให้รถคันนี้เร็วแรงและเงียบสงบมากกว่าที่เคย สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเกิดการเบรกฉุกเฉิน ช่วยเตือนเพื่อนร่วมทางให้ระวังได้มากขึ้น สัญญาณเตือนเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ถ้ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา เสริมความปลอดภัยทั้งคุณและเพื่อนร่วมทางได้เป็นอย่างดี
ราคา :
รุ่น 2.0 G เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด : 1,455,000 บาท
รุ่น 2.5 G เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด : 1,599,000 บาท
รุ่น 2.5 HV E-CVT : 1,649,000 บาท
รุ่น 2.5 HV Premium E-EVT : 1,809,000 บาท
Credit : Eco Sticker
5.MINI Cooper D Hatch 3-Door
โฉมใหม่แห่งวงการของ Mini Cooper D Hatch 3-Door ที่มาพร้อมสมรรถนะที่เยี่ยมกว่าที่เคย ทำให้คุณสนุกกับการขับขี่ในทุกเส้นทาง มากด้วยความสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกราวกับขับรถแข่ง พร้อมกับเทคโนโลยี MINI Connected ที่พาคุณไปถึงจุดหมายทุกที่ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 24.4 km/L
เครื่องยนต์ : 1.5 ลิตร
กำลังแรงม้า : 116 แรงม้า
แรงบิด : 270 นิวตันเมตร
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที
จุดเด่น :
จำนวน 4 ที่นั่งที่รองรับน้ำหนักกระเป๋าถึง 211 ลิตร ให้คุณได้ขนสัมภาระมากขึ้น และพร้อมในทุกสถานการณ์ ไฟ Standard LED ที่ให้แสงสว่างและทัศนวิสัยที่ดีมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน หน้าจอแสดงผลบริเวณกระจกด้านหน้า ไม่ต้องคอยเหลียวมองด้านข้างให้เสียสมาธิอีกต่อไป โหมด Sport ให้คุณสัมผัสอัตราเร่งดั่งใจคุณ โหมด Green ที่จะช่วยคุณประหยัดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า โดยกำหนัดอัตราการปล่อยเชื้อเพลิงและเมื่อปล่อยคันเร่ง ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ นวัตกรรมแห่งเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ที่จะเปลี่ยนเกียร์ตามหลักการออกแบบของสรีรศาสตร์ให้คุณสามารถใช้ได้ถนัดมากขึ้น ไม่สร้างแรงฉุด ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย
ราคา : 2,390,000 บาท
รถประหยัดน้ำมัน (Economy Car) VS. Eco Car (Ecology Car)
เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนยังคงเข้าใจว่า Eco Car คือ Economy Car ที่หมายถึงรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ทว่าแท้จริงแล้ว ที่พวกเราเรียก ๆ กันว่า Eco Car มีความหมายถึง Ecology Car ซึ่งก็คือรถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างหากไม่ใช่รถยนต์ประหยัดน้ำมัน
ดังนั้นการเลือกรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ควรคำนึงถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นหลักมากกว่า การใช้คำว่ารถ Eco Car มาเป็นตัวนำในการเลือก
แม้รถยนต์สองประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงกันแค่ไหน ทว่าเกณฑ์แบ่งแยกกับต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
รถยนต์ Eco Car จะต้องมีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.3 ลิตรสำหรับเบนซิน ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลห้ามเกิน 1.5 ลิตร ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ Euro 5 เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันห้ามต่ำกว่า 23.25 km/L โดยเด็ดขาด จึงเป็นสาเหตุให้หลายคนคิดว่ารถยนต์ประหยัดน้ำมันต้องเลือก Eco Car ถึงจะดีที่สุด ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานให้ครบถ้วน แม้จะเป็นรุ่นโมเดลย่อยก็ตาม
ECO Sticker สำคัญยังไง
Eco Sticker เริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในด้านภาษี CO2 จึงมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องติดสติกเกอร์ที่แสดงถึงการประหยัดพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)
นอกจากในด้านการเก็บภาษีแล้ว สติกเกอร์ตัวนี้ยังช่วยให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานยนต์ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรฐานการประเมินจากหน่วยงานกลางเดียวกัน ทำให้สามารถมั่นใจในข้อมูลที่ไม่ได้มาจากฝั่งผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผ่านมา
สติกเกอร์ตัวนี้ยังเพิ่มความง่ายในการเปรียบเทียบสมรรถนะรถยนต์แต่ละคันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานได้แบ่งหมวดออกเป็นสามหมวด ได้แก่ หมวดความสะอาดของพลังงาน ความประหยัดน้ำมัน และ ความปลอดภัยในรถแต่ละคัน สติกเกอร์ตัวนี้จะบอกรายละเอียดชัดเจนมากขึ้นว่ารถยนต์คันนี้ผ่านมาตรฐานใดบ้าง
มาตรฐานหลัก ๆ ในการประเมินมีดังต่อไปนี้
ใบอนุญาต สมอ . : มาตรฐานมลพิษ
UN Reg. 83 : มาตรฐานสารมลพิษ
UN Reg. 101 : มาตรฐานการปล่อยค่า CO2 และ FC
UN Reg. 94 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านหน้า
UN Reg. 95 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านข้าง
UN Reg. 13H : มาตรฐานระบบเบรก ที่มีระบบป้องกันล้อล็อกตายจากการเบรก หรือ ABS (Anti-Lock-Braking-System) และระบบช่วยควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ ESC (Electronic Stability Control)
สรุปท้ายบทความ
จากบทความข้างต้น น่าจะพอทราบกันไปแล้วว่า มีรถยนต์ใดบ้างที่เหมาะสำหรับการขับขี่ภายในเมือง หรือมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณที่สุด ทว่าการดูอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกซื้อรถยนต์สักคัน
ความชอบของคุณและราคามักจะเป็นปัจจัยหลักในการซื้อ เพราะรถคันหนึ่งจะต้องอยู่กับคุณในทุกวัน ทุกช่วงเวลา ไปเป็นเวลายาวนาน
ดังนั้นหากคุณจะเลือกซื้อรถยนต์สักคันไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง ก็ควรเลือกรถยนต์ที่ตนชอบและถูกใจตรงตามเงื่อนไขในใจที่คุณตั้งไว้ สามารถลองสำรวจดูรถยนต์ที่อาจมอบความพึงพอใจให้คุณได้ที่ Kaidee Property เลยค่ะ
Nov 25, 2020 | บทความยานยนต์
ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อนไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนต้องมีเหงื่อตกกันบ้าง ซึ่งชีวิตประจำของคนเราส่วนใหญ่นั้นคือการเดินทาง ไม่ว่าจะไปเรียน ไปทำงาน หรือไปท่องเที่ยวก็ตาม การเดินทางด้วยรถยนต์ในแต่ละครั้ง ถ้าหากรถไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงแล้วล่ะก็ ต้องมีร้อนเหมือนโดนอบอยู่ข้างในรถอย่างแน่นอน
การติดฟิล์มกันรอยและกันความร้อนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้รถยนต์ของเรานั้นเย็นขึ้น ขับขี่ได้อย่างสบาย หมดห่วงทุกสภาพอากาศที่จะต้องเผชิญอยู่ในทุกๆวัน ซึ่งบทความนี้รวมมาให้แล้วว่าวิธีเลือกฟิล์มติดรถยนต์อย่างไรให้ตรงความต้องการ และคุ้มค่ามากที่สุด!!
ประเภทของฟิล์มติดรถยนต์
ฟิล์มกรองแสงรถยนต์นอกจากจะช่วยกันความร้อนและรังสี UV แล้ว ยังช่วยไม่ให้สิ่งของต่างๆหรืออุปกรณ์ที่อยู่ภายในห้องโดยสารนั้นเสื่อมสภาพเร็วอีกด้วย ซึ่งฟิล์มกรองแสงนั้นก็มีอยู่มากมายถึง 5 ประเภทด้วยกัน มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง
1. ฟิล์มกรองแสงแบบธรรมดา (Deep Dyed Window Films)
เป็นฟิล์มกรองแสงแบบปกติ หรือที่เรียกๆกันว่า “ฟิล์มกรองแสงแบบย้อมสี” ที่มีประสิทธิภาพไม่ค่อยดีนัก และไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากฟิล์มชนิดนี้ ไม่สามารถกันความแรงของแสงแดดและรังสี UV ได้น้อยกว่าประเภทอื่น ๆ อีกทั้งยังมีอายุการใช้งานที่สั้น ทำให้ต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3-5 ปี
2. ฟิล์มลดความร้อนแบบไอโลหะ (Metallized Window Films)
ฟิล์มประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “ฟิล์มปรอท” โดยที่ผิวนอกของฟิล์มนั้นจะเคลือบสารไอโลหะ ทำให้ฟิล์มมีความแวววาว ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษและแตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ที่จะช่วยสะท้อนแสงแดด รังสีความร้อน รวมไปถึงรังสี UV อีกทั้งยังช่วยลดอุณภูมิภายในห้องโดยสารได้ถึง 99% และมีอายุใช้งานที่ยาวนานได้ 5-7 ปี เลยทีเดียว
3. ฟิล์มลดความร้อนแบบเคลือบอนุภาคโลหะ (Metal Sputtering Window Films)
เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีความคล้ายคลึงกับ “ฟิล์มลดความร้อนแบบไอโลหะ” เพราะฟิล์มชนิดนี้เคลือบสารไอโลหะ เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาพิเศษกว่า คือ การเคลือบสารไอโลหะด้วยวิธี Sputtering เป็นการทำให้อนุภาคไอโลหะนั้นบางลง ฟิล์มที่ได้จะมีความสามารถเหมือนเดิม แต่ฟิล์มภายนอกแวววาวจะใสขึ้น มีความเรียบเนียนขึ้น และเพิ่มอายุการใช้งานเกินกว่า 10 ปี
4. ฟิล์มกรองแสงนาโน (Nano-IR Window Films)
ฟิล์มชนิดนี้เป็นการนำอนุภาคนาโนมาเคลือบทำให้ฟิล์มมีความใส ทำให้ไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็นของทั้งผู้ขับขี่และผู้อื่นภายนอกรถยนต์อีกด้วย ซึ่งฟิล์มชนิดนี้สามารถกันแสงแดด รวมไปถึงรังสี UV ได้สูงที่ถึง 100% และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี อีกด้วย
5. ฟิล์มนิรภัย (Safety Window Films)
เป็นฟิล์มที่มีความหนากว่าฟิล์มปกติทั่วไป โดยนำแผ่น Polyester มาเคลือบไว้ ให้มีความเหนียวแน่น เพื่อป้องกันแรงกระแทกจากเศษหินที่อาจกระเด็นมาโดนหรือจากการทุบกระจกในการโจรกรรมได้ระดับหนึ่ง ฟิล์มชนิดนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานได้เกินกว่า 10 ปี
5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อฟิล์ม
ก่อนที่เราจะเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงในแต่ละครั้ง มีสิ่งที่ควรเริ่มศึกษาก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามทุกๆครั้ง เพื่อที่จะได้ทราบว่าเงินที่เราลงทุนไปคุ้มค่าหรือไม่ กับความต้องการในการใช้งาน ให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ จะมีอะไรบ้างมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย
1. ความเข้มของฟิล์ม
ฟิล์มติดรถนั้นก็มีความเข้มที่หลากหลาย ซึ่งความเข้มนี้จะแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของแสงที่สามารถทะลุผ่านเนื้อฟิล์มว่ามากหรือน้อยเท่าไร ซึ่งแบ่งออกได้ ดังนี้
ความเข้ม 40% แสงสามารถส่องผ่านได้ 35-50%ความเข้ม 60% แสงสามารถส่องผ่านได้ 15-25%ความเข้ม 80% แสงสามารถส่องผ่านได้ 5-10%
2. กฏหมายข้อบังคับเรื่องฟิล์มกันแดด
ก่อนที่จะติดตั้งฟิล์มลงกระจกรถยนต์นั้น ควรที่จะศึกษาข้อมูลในเรื่องของข้อกำหนดต่างๆว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งตามกฏหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกนั้น กำหนดไว้ว่า
ฟิล์มกรองแสง ให้ติดได้เต็มบานหน้าต่าง แต่ทั้งนี้ เมื่อวัดการผ่านของแสงแล้ว แสงต้องผ่านทั้งวัสดุโปร่งแสงและฟิล์มกรองแสงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ห้ามมิให้ติดฟิล์มกรองแสงที่บานหน้าต่างที่กำหนดให้เป็นกระจกนิรภัยประเภทเทมเปอร์ และใช้สำหรับเป็นทางออกฉุกเฉิน วัสดุเพื่อบังหรือกรองแสงแดดแบบปรับตำแหน่งได้ ให้ติดกับบานหน้าต่างได้ แต่ต้อง ไม่บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นของผู้ขับรถ
3. วัตถุประสงค์ในการใช้งาน
เหตุผลในการใช้ฟิล์มประเภทใดก็ตาม ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่นั้นติดฟิล์มเพื่ออะไร หากติดเพื่อความสวยงามอาจจะติดแบบธรรมดา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเลยคือเรื่องของพฤติกรรมการใช้รถยนต์
4. ราคาของแต่ละยี่ห้อ
การศึกษายี่ห้อก่อนการตัดสินใจนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกเลย ไม่ว่าจะเป็นการหารีวิวจากผู้ใช้งานจริง หรือจะหาข้อมูลจากเว็ปไซต์ตัวแทนจำหน่ายเองก็ตาม ที่ทำให้ได้ทราบถึงข้อมูลเบื้องลึกของ ประเภทของฟิล์ม สี และความแตกต่างในแต่ละรุ่น (ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของรถ รุ่น และฟิล์มกรองแสง)
5. การรับประกันฟิล์ม
ฟิล์มยี่ห้อที่ดีนั้นควรจะมีรับประกันฟิล์มลอก ฟิล์มเสื่อมสภาพ หรือไม่ตรงตามความต้องการ ซึ่งไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ร้านรับติดฟิล์มส่วนใหญ่นั้นจะรับประกันฟิล์มที่ติดไปให้สูงสุดถึง 7 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรที่จะสอบถามรายละเอียด รวมไปถึงข้อกำหนดในการประกัน เผื่อว่าฟิล์มที่ติดไปนั้นเสื่อมสภาพก่อนอายุการใช้งานจริงโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ได้ตั้งใจ จะได้สามารถเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที
สรุปท้ายบทความ
ฟิล์มติดรถยนต์นั้นเป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่รถยนต์ทุกคันควรจะติด นอกจากจะช่วยป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารจากแสงแดดและรังสี UV ที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆแล้ว ยังป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ต่างๆ เครื่องหนัง เบาะ เกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพไปก่อนอายุการใช้งาน
ดังนั้นการติดฟิล์มเพื่อป้องกันจึงเป็นตัวช่วยในเรื่องเหล่านี้ให้หมดไป ซึ่งบทความนี้ได้บอกไว้แล้วถึง 5 สิ่งที่ควรรู้ ผู้ขับขี่ควรศึกษาความต้องการและวัตถุประสงค์ในการใช้งานเสียก่อน ศึกษาเอาไว้ก่อนที่จะนำรถยนต์สุดที่รักไปติดฟิล์ม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หากรถยนต์ที่มีอยู่นั้นร้อนเสียเหลือเกิน อยู่บนรถนานๆได้ไม่ไหว ที่อาจทำให้แอร์ไม่เย็น ใครที่ยังไม่ติดฟิล์มกรองแสงที่จะช่วยให้รถนั้นเย็นลง และกำลังมองหาที่ติดฟิล์มคุณภาพ บริการดี แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูได้ที่ Kaidee Auto