5 ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่น่าลิ้มลอง

5 ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่น่าลิ้มลอง

เชียงใหม่ จังหวัดยอดฮิตที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายประจำภาคเหนือ ทั้งวัดวาอาราม คาเฟ่น่านั่ง ภูเขา สวนดอกไม้ ไร่ชาเขียวต่าง ๆ และนอกจากเรื่องเที่ยวแล้วเรื่องกินก็สำคัญเช่นกัน ดังนั้นวันนี้เราจะมานำเสนอ 5 ร้านอาหารพื้นเมือง ที่คุณควรไปลิ้มลองและสัมผัสความเป็นเชียงใหม่อย่างแท้จริง

ต๋อง เต็ม โต๊ะ

ต๋อง เต็ม โต๊ะ ร้านอาหารเหนือชื่อดังของจังหวัดเชียงใหม่ ที่ตั้งอยู่บนถนนนิมมานเหมินทร์ซึ่งเป็นถนนยอดฮิตของนักท่องเที่ยว แต่จุดเด่นของร้านนี้คือ อาหารเหนือสไตล์ล้านนา โดยเฉพาะแกงผักเชียงดาใส่ปลาย่าง แกงคั่วเห็ดฟาง ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แกงฮังเล ลาบคั่ว และแกงคั่วเห็ดถอบ ที่ทำให้นักท่องเที่ยวติดใจกันเป็นแถบจนเต็มสมชื่อ ถ้าใครไปก็อย่าลืมจองนะ

ที่ตั้งร้าน : ซอยนิมมานเหมินทร์ 13 อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 11.00-22.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 053-894-701
เฟซบุ๊ก : ร้านต๋อง-เต็ม-โต๊ะ-Northern-Thai-cuisine

กิ๋นลำกิ๋นดี

ร้านอาหารพื้นเมืองเหนือสุดเก๋ไก๋ ย่านนิมมานอย่าง กิ๋นลำกิ๋นดี ก็เป็นอีกหนึ่งร้านอาการพื้นเมืองที่น่าสนใจ โดยมีการตกแต่งร้านแบบฮิป ๆ ถูกใจวัยรุ่น แต่ยกคงกลิ่นอายความเป็นเมืองเชียงใหม่ผ่านอาหารและภาชนะต่าง ๆ ซึ่งเมนูยอดฮิตของร้านนี้คงจะหนีไม่พ้น ปูอ่อง ลาบคั่ว และน้ำพริกหนุ่มน้ำปู๋ นั่นเอง เรียกได้ว่าถูกใจทุกคนเลยทีเดียว

ที่ตั้งร้าน : ถนน นิมมานเหมินท์ ซอย 9 ตำบล สุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 11:00 – 21:00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 085-867-8993
เฟซบุ๊ก : Kinlum Kindee – กิ๋นลำกิ๋นดี

เฮือนม่วนใจ๋

เฮือนม่วนใจ๋ เป็นร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่บรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง ปกคลุมไปด้วยต้นไม้สไตล์ล้านนาทำให้รู้สึกเหมือนไปรับประทานอาหารบ้านเพื่อน และการันตีความอร่อยของอาหารแทบทุกจานจากการเข้าแข่งขันรายการเชฟกระทะเหล็กของเจ้าของร้าน โดยมีทั้งอาหารชุด แกง หรืออาหารจานเดียวให้เลือกอย่างหลากหลาย รวมไปถึงเมนูที่หากินได้ยากอย่าง หน่อยัดไส้ทอดและแกงตูนใส่ปลาให้ลองลิ้มรสกันอีกด้วย

ที่ตั้งร้าน : 24 ถนนราชพฤกษ์ ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-22.00 น. ยกเว้นวันพุธ
เบอร์โทรศัพท์ : 053-404-998
เฟซบุ๊ก : Huen Muan Jai เฮือนม่วนใจ๋

ถึงเจียงใหม่

ฮ้านถึงเจียงใหม่ ร้านอาหารพื้นเมืองเชียงใหม่ที่ดังที่สุดร้านหนึ่ง ที่ว่ากันว่าถ้ามาแล้วไม่ได้กินร้านนี้ถือว่ามาไม่ถึงเชียงใหม่ ซึ่งตัวร้านไม่ได้มีขนาดที่ใหญ่มากนัก แต่มีการตกแต่งที่สวยงามสไตล์คนเมืองเก่าโดยใช้ฟางมาประกอบเป็นกระโจมทำให้รู้สึกโปร่งสบาย เป็นกันเอง และเป็นเอกลักษณ์ ส่วนอาหารไม่ได้เยอะหรือน้อยจนเกินไป ทำให้เราสามารถลองชิมได้หลากหลายเมนู

ที่ตั้งร้าน : ซอยวัดอุโมงค์ ถนนสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : ทุกวัน เวลา 09.00-21.00 น.
เบอร์โทรศัพท์ : 095-710-7438
เฟซบุ๊ก : ถึงเจียงใหม่

เฮือนใจ๋ยอง

ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ร้าน เฮือนใจ๋ยอง ก็ยังคงมีลูกค้าแวะเวียนมาอุดหนุนอย่างไม่ขาดสายเพราะภายในร้านตกแต่งด้วยอุปกรณ์เครื่องใช้ที่คลาสสิคในบ้านไม้ 2 ชั้น ทำให้ได้บรรยากาศแบบเป็นกันเอง รสชาติอาหารที่เหมือนต้นตำรับแท้ ๆ ของชาวเหนือ โดยมีเมนูเด็ดคือ ตำมะเขือใส่ไข่ต้ม แกงคั่วไก่ น้ำพริกปลาจี่ จอผักกาด จิ้นหมูทอด

ที่ตั้ง : 65 หมู่ 4 ตำบลบวกค้าง อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
เปิดให้บริการ : เวลา 10.00-16.00 น. หยุดทุกวันจันทร์
เบอร์โทรศัพท์ : 086-671-8710
เฟซบุ๊ก : เฮือนใจ๋ยอง อาหารพื้นเมืองยอง

เห็นแบบนี้แล้วใครอยากกินอาหารอร่อย ๆ ก็สามารถหาซื้อได้ที่ Kaidee เลย ที่นี่มีอาหารให้เลือกซื้อเยอะแยะมากมายเลยค่ะ

6 น้ำหอมกลิ่นผลไม้ หอมหวานซ่อนเปรี้ยว

6 น้ำหอมกลิ่นผลไม้ หอมหวานซ่อนเปรี้ยว

นอกจาก เสื้อผ้า การแต่งตัว เครื่องสำอาง ที่เป็นเอกลักษณ์ของคนแต่ละคนแล้วนั้น น้ำหอมก็เป็นสิ่งที่สามารถบอกตัวตนของเราได้เช่นกัน และน้ำหอมที่ให้กลิ่นที่หอมหวานแต่ซ่อนความเปรี้ยวเอาไว้อย่าง กลิ่นผลไม้ ก็เป็นที่นิยมอยู่มากเช่นกัน และนี่คือน้ำหอมเหล่านี้ที่จะพูดถึงคือ น้ำหอมยอดฮิตกลิ่นผลไม้ของสาว ๆ ที่หลายคนหลงใหล

DKNY Be Delicious

น้ำหอมแอปเปิลเขียวที่มีขวดรูปร่างคล้ายแอปเปิลสีเขียวน่ารักเข้ากับกลิ่นของน้ำหอมอย่าง DKNY Be Delicious ตัวน้ำหอมมีกลิ่นผลไม้ที่ออกเปรี้ยวสดชื่น ให้ความรู้สึกสดชื่นร่าเริง เรียกได้ว่าเป็นน้ำหอมในใจของสาว ๆ หลายคนเลย มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 บาท

Burberry Brit Sheer

น้ำหอมรุ่นยอดฮิตของแบรนด์ Burberry อย่าง Burberry Brit Sheer ที่มีความหอมหวานกลิ่นอ่อนละมุนสดชื่นจากผลไม้นานาชนิด เช่น ลูกแพร์ ลิ้นจี่ ส้มแมนดาริน และสับปะรด ให้ความรู้สึกหวานและสดใส แต่หรูหราสไตล์อังกฤษ และทำสำคัญคือ ไม่ฉุนบาดจมูก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,300-4,500 บาท

Jeanne Lanvin Lanvin for women

ด้วยกลิ่นหอมจากดอกไม้และกลิ่นหวานจากผลไม้นานาชนิดอย่างแบล็กเบอร์รี มะนาว และลูกแพร์ ทำให้ Jeanne Lanvin Lanvin for women เกิดกลิ่นที่ลงตัว ทำให้รู้สึกเป็นสาวหวานธรรมชาติแต่ก็แฝงไปด้วยความน่ารักสดใส ไม่ฉุนจนเกินไป ใครดมก็ชอบ มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,200 บาท

Escada Sunset Heat women

เมื่อพูดถึงกลิ่นน้ำหอมผลไม้สไตล์ทรอปิคอลอย่าง มะละกอ มะม่วง สับปะรด และลูกพีช ก็ต้องนึกถึง Escada Sunset Heat women แบรนด์น้ำหอมที่เลื่องชื่อ น้ำหอมตัวนี้มีกลิ่นแบบซุกซนทำให้นึกถึงฤดูร้อนที่มีกลิ่นอายของแสงแดดและทะเล มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,000-4,000 บาท

Nina L`Elixir Nina Ricci

ถึงแม้จะมีรูปร่างคล้ายกับผลแอปเปิลสีแดงแต่ Nina L`Elixir Nina Ricci ก็เป็นน้ำหอมที่เกิดจากผสมผสานอย่างลงตัวของผลไม้ 2 ชนิดคือ กลิ่นเบอร์รีและเลมอนอ่อน ๆ ทำให้เกิดกลิ่นที่หอมหวาน น่ารัก ตามสไตล์สาววัยรุ่น จะฉีดไปไหนก็หอมทั้งวัน มีราคาอยู่ที่ประมาณ 2,500-3,300 บาท

BVLGARI Omnia Coral

BVLGARI Omnia Coral ขวดน้ำหอมสีแดงสไตล์เก๋ไก๋ที่เกิดจากความร้อนแรงของผลไม้อย่างโกจิเบอร์รีและดอกชบาผสมผสานกับความหอมละมุนจากดอกบัวและผลทับทิม ชวนให้นึกถึงฤดูร้อน พระอาทิตย์ และมหาสมุทร ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับสาว ๆ ให้ฮอตขึ้นไปอีก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,300-4,100 บาท

และนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของกลิ่นผลไม้ที่นำมาให้ดูกัน จริง ๆ แล้วยังมีน้ำหอมอีกหลายกลิ่นหลายสไตล์อย่างเช่น ดอกไม้ แป้ง ต้นไม้ และอื่น ๆ ให้ได้เลือกใช้อีกมาก ถ้าใครสนใจกลิ่นน้ำหอมมาเพิ่มเสน่ห์ให้ตัวเองก็ต้องไปลองกันนะคะ แล้วคุณจะเจอน้ำหอมที่ใช่แน่นอน

รวมรถรุ่นประหยัดน้ำมันที่สุดที่มีขายในไทย 2020

รวมรถรุ่นประหยัดน้ำมันที่สุดที่มีขายในไทย 2020

ปัจจัยแรกในการซื้อรถ นอกจากจะมองเรื่องสมรรถนะของรถยนต์แล้ว ยังต้องนึกถึงเรื่องการประหยัดน้ำมันอีกด้วย โดยเฉพาะการขับขี่ในเมือง เป็นที่รู้กันว่านอกจากรถจะติดมากแล้ว ยังเปลืองน้ำมันอีกด้วย

การเลือกรถที่ช่วยประหยัดค่าน้ำมันได้ คงเป็นทางเลือกแรก ๆ ที่หลายคนคำนึงถึง วันนี้จะมาดูกันว่ามีรถรุ่นอะไรบ้าง ที่ผ่านเข้ารอบการประหยัดน้ำมันสูงสุดประจำปี 2020

วิธีเลือกรถประหยัดน้ำมัน

1.อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน

ถ้าคุณตั้งธงในใจไว้แล้วว่า อยากได้รถยนต์ประหยัดน้ำมัน เมื่อไปถึงศูนย์จำหน่ายยานยนต์ คุณควรถามผู้ให้บริการเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันของรถเหล่านั้นทันที ซึ่งแน่นอนว่า เขาจะตอบกลับมาว่า รถคันนี้กินน้ำมันประมาณ 23 กิโลเมตร/ลิตร เสียส่วนใหญ่

หากแปลง่าย ๆ สำหรับหลัก กิโลเมตร/ลิตร คือ จำนวนกิโลเมตรที่รถยนต์ของเราวิ่งไป แล้วน้ำมันจะลดมา 1 ลิตร 

ตัวอย่างเช่น 

รถกินน้ำมัน 23 กิโลเมตร/ลิตร แสดงว่ารถยนต์ต้องวิ่งไปถึง 23 กิโลเมตร น้ำมันถึงจะลดลงมา 1 ลิตร นั่นหมายถึงว่า ยิ่งจำนวนเลขกิโลเมตรเยอะ ยิ่งเป็นเรื่องดี แปลว่า รถคันนี้สามารถช่วยคุณประหยัดน้ำมันได้อย่างมาก

2.เติมน้ำมันอะไรได้บ้าง

นอกจากถามเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันแล้ว ควรจะต้องพิจารณาถึงน้ำมันที่รถยนต์สามารถรองรับได้ด้วย ซึ่งน้ำมันจะแบ่งเกรดออกเป็นสองประเภทคือ ดีเซล และ เบนซิน 

ในภายหลังเนื่องจากค่าน้ำมันเบนซินที่เป็นน้ำมัน 100% มีราคาแพงจนคนไม่นิยมเติม ทางผู้ให้บริการน้ำมัน จึงได้ปรับน้ำมันเบนซินมาเป็น แก๊สโซฮอล์ 95,91 ไล่เรียงลงมาถึง E20 และ E85 ตามลำดับ ซึ่งน้ำมันเหล่านี้ได้รับการผสมแอลกอฮอล์เข้ามา จนมีเปอร์เซ็นต์น้ำมันเจือจางลง ทำให้ราคาถูกลง 

ดังนั้นการซื้อรถแต่ละครั้งควรสอบถามให้ชัดเจนว่า รถสามารถรองรับน้ำมันชนิดใดได้บ้าง เพราะต่อให้เป็นรถยนต์ประหยัดน้ำมัน แต่เติมได้แค่ แก๊สโซฮอล์ 91 หรือ 95 ก็ไม่เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายอยู่ดี ควรเลือกรถที่เติมได้ถึง E85 จะดีที่สุด

3.น้ำหนักตัวรถไม่เยอะเกินกว่ากำลังเครื่อง

แม้ว่าคุณจะได้รถยนต์ที่เคลมว่าประหยัดน้ำมันอย่างถึงที่สุด แล้วก็สามารถเติมน้ำมันอย่าง E20 หรือ E85 ได้ก็ตาม ทว่าขับได้ไม่ถึงสองวันดี ก็ต้องขับรถเข้าไปเติมมันเสียแล้ว 

หากสภาพรถของคุณไม่ได้มีปัญหา ก็แสดงว่าน้ำหนักของรถยนต์อาจมากเกินกว่ากำลังเครื่อง ทำให้สามารถขับได้ช้าลง และกินน้ำมันมากขึ้น

คุณสามารถขอดูรายละเอียดน้ำหนักของเครื่องยนต์หรือตัวรถยนต์ได้จากโบชัวร์ แล้วเทียบเอากับตัวเครื่องยนต์ว่ามีกำลังเท่าไร 

แต่หากคุณอยากให้มั่นใจมากขึ้นว่ารถยนต์ไม่ได้หนักเกิน สามารถลองทดสอบได้ตั้งแต่ตอนทดลองขับเลย ถ้าเหยียบคันเร่งไม่ขึ้น แสดงว่าอาจเกิดจากน้ำหนักที่มากเกินไป

ซึ่งจะแบ่งประเภทรถยนต์ประหยัดน้ำมันออกเป็นสองประเภท ได้แก่ 

  1. รถยนต์ประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง
  2. รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน

รถรุ่นประหยัดน้ำมันในราคาไม่แพง

Credit : Eco Sticker

1.Mazda 2

รถยนต์ Eco Car ที่หากพูดถึงความคุ้มค่า และรถที่ประหยัดน้ำมันที่สุดในบรรดาโมเดลใกล้เคียงกัน ก็ต้องเป็นรถคันนี้ เพราะนอกจากดีไซน์โฉบเฉี่ยวแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ skyactiv ที่ทำให้สมรรถนะของยานยนต์ดีขึ้นกว่าเดิมอีกหลายขั้น

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 26.3km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 1.3 ลิตร

          เครื่องยนต์ดีเซล 1.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 93 แรงม้า

แรงบิด : 123 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • เน้นออกแบบดีไซน์ตามคอนเซ็ปต์ HMI(Human-Machine Interface) เพื่อจัดวางให้พื้นที่สามารถใช้อย่างเหมาะสมและสนุกกับทุกการเดินทางได้มากยิ่งขึ้น
  • Mazda Connect รองรับ Apple Car Play และมีหน้าจอสี Center Display ให้ควบคุมได้ง่ายและสบายขึ้นกว่าเดิม
  • เครื่องยนต์ Skyactiv ที่พัฒนามาเพื่อให้ตัวเครื่องยนต์กับผู้ขับรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยอิงจากสรีระและธรรมชาติของมนุษย์ให้เกิดความใกล้เคียงมากที่สุด

ราคา :

รุ่น 1.3 E SPORTS : 546,000 บาท

รุ่น 1.3 C SPORTS : 602,000 บาท

รุ่น 1.3 S SPORTS : 627,000 บาท

รุ่น 1.3 SPORTS LEATHER : 648,000 บาท

รุ่น 1.3 SP SPORTS : 690,000 บาท

รุ่น XD SPORTS : 782,000 บาท

รุ่น XDL SPORTS : 799,000 บาท

Credit : Eco Sticker

2.Toyota CH-R

รถสไตล์ SUV ของToyota ที่เรียกได้ว่าแม้เป็นรถ SUV แต่สามารถประหยัดน้ำมันได้ดีอย่างมาก ทั้งยังมีเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ เสริมสร้างประสิทธิภาพให้รถรุ่นนี้ทรงพลังมากกว่าที่เคย นอกจากนั้นการออกแบบดีไซน์ยังเน้นความสะดวกในการใช้สอยของผู้ขับภายในรถ

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 24.4km/L

เครื่องยนต์ : 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร

กำลังแรงม้า : 72 แรงม้า

แรงบิด : 142 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • เครื่องยนต์ Hybrid ผสมผสานการทำงานกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน ทำให้สามารถประหยัดน้ำมันและวิ่งได้ดีมากยิ่งขึ้น การนำไฟฟ้ามาผสมผสานจะทำให้คุณสัมผัสความสงบและความนิ่งเงียบในการขับ
  • ภายในรวมถึงพื้นที่เก็บสัมภาระกว้างขึ้นกว่าเดิม จะเดินทางใกล้หรือไกลก็ไปได้ทุกที่ มีทุกอย่างพร้อมตลอดเวลา
  • โหมด Sport, Normal, Eco และโหมด EV เพื่อลดมลพิษและประหยัดน้ำมันกว่าเดิม

ราคา :

รุ่น 1.8 Entry : 979,000 บาท

รุ่น 1.8 Mid : 1,039,000 บาท

รุ่น HV Mid : 1,069,000 บาท

รุ่น HV Hi : 1,159,000 บาท

Credit : Eco Sticker

3.Nissan Kick e-Power 

เผยโฉมใหม่ Nissan Kick e-Power รถยนต์ที่ทำงานเช่นเดียวกันกับรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่ไม่ต้องชาร์จไฟฟ้า โดยให้การทำงานของเครื่องยนต์สันดาปภายในเป็นตัวสร้างพลังงานและส่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากขึ้น เรียกได้ว่านอกจากดีไซน์แบบ SUV จะมาอย่างโฉบเฉี่ยวแล้ว เทคโนโลยีก็ล้ำไม่แพ้กัน

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.8 km/L

เครื่องยนต์ : ประเภทเชื้อเพลิงเบนซิน (ไว้สร้างกระแสไฟฟ้า) 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้าของเครื่องยนต์ : 79 แรงม้า

แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 103 นิวตันเมตร

กำลังแรงม้าของมอเตอร์ไฟฟ้า : 129 แรงม้า

แรงบิดของมอเตอร์ไฟฟ้า : 260 นิวตันเมตร 

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • เครื่องยนต์ประเภทเบนซินที่มีไว้ใช้เพื่อสร้างกำลังไฟฟ้าไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่ เพื่อเป็นการใช้ไฟฟ้าเพื่อขับเคลื่อนยานยนต์ 100% โดยไม่ต้องชาร์จไฟ
  • เทคโนโลยี One-Pedal สามารถเร่งและเบรกได้ในคันเร่งเดียว ทำให้ผู้ขับสนุกสนานมากยิ่งขึ้น
  • Drive Mode ที่มี ทั้ง S Mode และ Eco Mode ให้เลือกใช้งานตามใจ ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือต่างจังหวัด
  • เทคโนโลยีควบคุมความเร็วอัตโนมัติอัจฉริยะ ที่ช่วยในเรื่องของการขับขี่ให้คงที่ได้มากขึ้น

ราคา : 

รุ่น e-Power S : 889,000 บาท

รุ่น e-Power E : 949,000 บาท

รุ่น e-Power V : 999,000 บาท

รุ่น e-Power VL : 1,049,000 บาท

Mitsubishi-Mirage-Eco-Sticker
Credit : Eco Sticker

4.Mitsubishi Mirage 

แม้จะออกมาสักพักแล้วกับ Mirage Eco Car Hatchback 5 ประตู แต่กระแสนิยมยังคงมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ด้วยสมรรถนะรถคันเล็ก เครื่องยนต์ 1.2 ลิตร มาพร้อมดีไซน์ใหม่สุดโฉบเฉี่ยวทุกมุมมอง ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกก็ถูกออกแบบมาอย่างดี รวมถึงระบบเสริมความปลอดภัยที่มากับรถคันนี้ กลายเป็นหนึ่งในรถประหยัดน้ำมันที่น่าจับตามองในปีนี้เลย

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า

แรงบิด : 100 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • ห้องโดยสารที่ออกแบบมาด้วยลวดลาย Piano Black และ Carbon Print ไม่เหมือนใคร 
  • หน้าจอพร้อมระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว สามารถรองรับ Apple Car Play ได้
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะ เมื่อเหยียบคันเร่งแรงและเร็ว เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ผู้ขับ
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง และระบบชะลอความเร็ว (ขณะใช้ความเร็วต่ำเท่านั้น)
  • เครื่องยนต์ MIVEC ทำให้เครื่องยนต์มีแรงบิดแม้รอบต่ำ มีอัตราเร่งที่ดี ประหยัดน้ำมัน และ ช่วยลดมลพิษได้ดีอีกด้วย

ราคา 

รุ่น GLX MT : 474,000 บาท

รุ่น GLX CVT : 509,000 บาท

รุ่น GLS CVT : 574,000 บาท

รุ่น GLS-LTD CVT : 619,000 บาท

Credit : Eco Sticker

5.Toyota Yaris 

ครองใจคนไทยมานานอย่างแบรนด์ Toyota กับรุ่นสุดฮอตฮิตสไตล์ Eco Car อย่าง Yaris กับเครื่องยนต์ขนาด 1.2 ลิตร พร้อมดีไซน์สปอร์ต สุดเร้าใจ  ผ่านการรับรองมาตรฐานมลพิษ EURO 5 ที่จะช่วยรักษ์โลกและประหยัดน้ำมันได้ดียิ่งกว่าเดิม

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ : Dual WT-iE 4 สูบ 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 68 แรงม้า

แรงบิด : 109 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • หลังคา Black Roof ที่ทำให้รถยนต์คันนี้ดูมีมิติมากยิ่งขึ้น และดีไซน์ดูโฉบเฉี่ยวน่ามองทุกการขับขี่
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 6.7 นิ้ว รองรับ Apple Car Play  
  • ระบบ Smart Entry 
  • ช่อง USB 2 ช่อง สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง
  • กระจกมองหลังปรับลดแสงอัตโนมัติ ที่จะทำให้คุณมีทัศนวิสัยตอนกลางคืนได้ดีขึ้น
  • มีการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ให้สามารถปะทะแรงลมและยึดเกาะถนนได้แน่น มั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป

ราคา 

รุ่น Entry : 549,000 บาท

รุ่น Sport : 609,000 บาท

รุ่น Sport Premium : 679,000 บาท

Credit : Eco Sticker

6.Suzuki Swift

รถคันเล็กที่มาพร้อมกับรูปทรงแสนโดนใจ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์เด่นคือเรื่องสี ที่มีความจัดจ้านโดนใจทุกคน จนเป็นที่จดจำในฐานะรถ Eco Car คันเล็ก ที่มีดีไซน์สวยงามทันสมัยและไม่กินน้ำมัน กลายเป็นหนึ่งในขวัญใจของทุกคนนั่นเอง

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L

เครื่องยนต์ :  K12M 1.2 ลิตร

กำลังแรงม้า : 83 แรงม้า 

แรงบิด : 108 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น :

  • คอนโซลกลางด้านหน้าเบนเข้าหาคนขับ เพื่อการใช้งานที่ง่ายสะดวกมากยิ่ง ไม่เสียสมาธิขณะขับรถ
  • ภายในที่ออกแบบมาอย่างสปอร์ตและโฉบเฉี่ยว เบาะผ้าที่ดีไซน์มาอย่างเข้ากันกับตัวรถ  
  • เทคโนโลยีเครื่องยนต์ DUALJET หัวฉีดคู่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเผาไหม้และสูบฉีดเชื้อเพลิงให้ดีขึ้น ทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเดิม

ราคา :

รุ่น GA : 499,000 บาท

รุ่น GL : 536,000 บาท

รุ่น GL MAX EDITION : 541,000 บาท

รุ่น GLX : 609,000 บาท

รุ่น GLX-Navi : 629,000 บาท

Credit : Eco Sticker

7.Mitsubishi Attrage 

อีกหนึ่งรุ่นของ Mitsubishi ที่มากับ Eco Car ทรงซีดาน 4 ประตู กับห้องโดยสารดีไซน์ทรงสปอร์ตที่กว้างกว่าเดิม พร้อมกับฟังก์ชันอำนวยความสะดวก และระบบความปลอดภัยที่มากยิ่งขึ้น ทำให้รถ Eco Car คันนี้ประหยัดและคุ้มค่ามากกว่าที่เคย

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3 km/L 

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน DOHC MIVEC 1.2 ลิตร 

กำลังแรงม้า : 78 แรงม้า

แรงบิด : 100 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • วงเลี้ยวแคบสุดถึง 4.8 ม. ทำให้การเลี้ยวเป็นไปได้ดั่งใจไม่ล้ำเลนมากยิ่งขึ้น
  • อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 100 กรัม/กิโลเมตร
  • เชื่อมต่อและรองรับ Apple Car Play
  • ระบบเตือนการชนด้านหน้าตรง ช่วยลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากยิ่งขึ้น
  • ระบบตัดกำลังเครื่องยนต์ชั่วขณะเมื่อเหยียบคันเร่งอย่างแรงและเร็ว ป้องกันการเหยียบคันเร่งโดยไม่ตั้งใจ นับเป็นฟังก์ชันความปลอดภัยที่ดีมาก

ราคา :

รุ่น GLX MT : 494,000 บาท

รุ่น GLX CVT : 529,000 บาท

รุ่น GLS CVT : 579,000 บาท

รุ่น GLS LTD CVT : 624,000 บาท 

Credit : Eco Sticker

8.Toyota Corolla Cross 

ประสบการณ์สุดไฉไลกับ Toyota Corolla Cross รถ SUV ที่มาพร้อมความโฉบเฉี่ยวอย่างมีสไตล์ ทั้งเทคโนโลยี TConnect ที่จะให้คุณเชื่อมต่อกับรถของคุณได้มากยิ่งขึ้น  พร้อมสร้างความมั่นคงและมั่นใจในทุกเส้นทางที่ไป ด้วยเครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 23.3km/L

เครื่องยนต์ :  4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว 1.8 ลิตร

กำลังแรงม้า : 103 แรงม้า

แรงบิด : 177 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • พนักพิงเบาะหลังสามารถปรับเอนได้ 1 จังหวะ ทำให้นั่งสบายมากยิ่งขึ้น
  • ประตูท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบ Kick Activated ช่วยทำให้การเก็บสัมภาระเป็นเรื่องง่ายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
  • โหมดของรถยนต์ที่พกมาเต็ม ทั้ง Hybrid Mode, Sport Mode และ Eco Mode มาช่วยให้คุณขับรถได้ดั่งใจ และประหยัดน้ำมันอย่างมีประสิทธิภาพ
  • หลังคามูนรูฟแบบไฟฟ้า ทำให้เห็นทัศนียภาพความสวยงามของโลกได้มากยิ่งขึ้น
  • ระบบปรับอากาศแบบ Dual Zone ปรับอุณหภูมิซ้าย-ขวาได้ดั่งใจทั้งผู้ขับและผู้โดยสาร

ราคา :

รุ่น 1.8 Sport : 989,000 บาท

รุ่น Hybrid Smart : 1,019,000 บาท

รุ่น Hybrid Premium : 1,089,000 บาท

รุ่น Hybrid Premium Safety : 1,199,000 บาท

รถหรูประหยัดน้ำมันที่เหมาะใช้ในโอกาสออกงาน

Credit : Eco Sticker

1.Volvo S60 T8 Twin Engine 

ด้วยชื่อ ศิลปะแห่งวิศวกรรม จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง ทั้งในแง่เทคโนโลยีเหนือชั้นและสมรรถนะอันดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นระบบส่งกำลังไฮบริดและการปล่อยมลพิษต่ำ เรียกได้ว่าจะในแง่ไหน วอลโว่คันนี้ก็กินขาด ให้คุณทั้งสนุกและรักษ์โลกไปในเวลาเดียวกัน 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 55.6km/L

เครื่องยนต์ : Drive-E เบนซิน 2 ลิตร 4 สูบพร้อมซูเปอร์ชาร์จ เทอร์โบชาร์จ

กำลังแรงม้า : 320 แรงม้า

แรงบิด : 640 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 4.4 วินาที

จุดเด่น : 

  • ไฟหน้า LED ที่ออกแบบทรง T-Shaped อันเป็นเอกลักษณ์ของวอลโว่ ทำให้เห็นมองเห็นตัวรถชัดขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
  • ระบบกันสั่นสะเทือนอิสระแบบปีกนกคู่หน้า และแบบ Integral ด้านหลังทำให้รถยนต์ทรงตัวได้ดีขึ้นและน้ำหนักน้อยที่สุดเพื่อให้ทะยานได้ไกลขึ้น
  • โหมด Dynamic Comfort , Eco และ Individual สร้างการสัมผัสประสบการณ์ใหม่ให้คุณออกแบบการขับขี่ได้ด้วยตัวคุณเอง 
  • ฟังก์ชันสั่งการด้วยเสียงเพื่อปรับอุณหภูมิภายในห้องโดยสาร ระบบนำทาง และโทรศัพท์ที่สามารถเข้าใจบทสนทนาทั่วไปได้ ไม่ต้องจดจำเซตคำสั่งให้การสั่งการ
  • เครื่องยนต์ไฮบริดที่มาพร้อมกับมอเตอร์ไฟฟ้า 

โหมด Pure Mode ที่ใช้เพียงพลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนอย่างเดียว ทำให้ประหยัดค่าน้ำมันมากขึ้น 

โหมด Power Mode เน้นความเร็วแรง ให้รถของคุณทะยานได้ไกลดั่งใจปรารถนา

โหมด Hybrid Mode ที่ใช้การผสมผสานเครื่องยนต์ และไฟฟ้าในการทำงานให้ขับขี่ได้เงียบสงบและนุ่มขึ้น

ราคา :

รุ่น Momentum : 2,190,000 บาท

รุ่น R-Design : 2,590,000 บาท

Credit : Eco Sticker

2.Mercedes-Benz E 300e Plug-in Hybrid

ผู้นำแห่งนวัตกรรมอย่าง Mercedes-Benz ก็ได้นำยานยนต์ Plug-in Hybrid อวดโฉมสู่ตลาดวงการรถยนต์ เพื่อตอบสนองหลักการของการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงเพิ่มเทคโนโลยีสุดล้ำอีกหลายตัว เพื่อพัฒนาให้เป็นรถที่ดีและตอบสนองต่อผู้ขับขี่ให้มากที่สุด 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 50.0km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์ เบนซิน 4 สูบแถวเรียง 2.0 ลิตร

กำลังแรงม้า : 211 แรงม้า

แรงบิด : 350 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 5.4 วินาที

จุดเด่น : 

  • Active Distance Assist Distronic ระบบช่วยรักษาระยะห่างระหว่างรถคันด้านหน้าโดยคำนวณจากความเร็วของรถ ให้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
  • Active Brake Assist ช่วยเบรกอัตโนมัติให้คุณในระยะอันตราย
  • ระบบ Telediagnostics ที่ช่วยวิเคราะห์สภาพรถยนต์และคอยรายงานไปยัง Mercedes me เพื่อความแม่นยำและการซ่อมบำรุงได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น เมื่อนำรถเข้าศูนย์บริการ
  • 4 โหมดให้คุณปรับได้ดั่งใจ  

E-Mode เมื่อต้องการขับด้วยระบบไฟฟ้าล้วน 

E-Save หากต้องการรักษาระดับพลังงานไฟฟ้า เน้นใช้เครื่องยนต์เป็นหลัก

Charge ระบบที่ใช้เพียงเครื่องยนต์อย่างเดียวเพื่อประหยัดพลังงานไฟฟ้าในแบตเตอรี่ Hybrid ระบบผสมผสานระหว่างเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าให้ขับได้นิ่มนวลแถมยังสงบมากยิ่งขึ้น

ราคา :

รุ่น E300 e Avantgarde : 3,190,000 บาท

รุ่น E300 e Exclusive  : 3,440,000 บาท

รุ่น E300 e AMG Dynamic : 3,770,000 บาท

Credit : Eco Sticker

3.BMW 300e M Sport 

การปรับเป็นแบตเตอรี่เจนเนอเรชันที่ 4 เพิ่มระยะทางการขับขี่ด้วยไฟฟ้าล้วนมากขึ้น ถึง 50-80 กิโลเมตร พร้อมโหมดใหม่อย่าง XtraBoost ที่จะให้รถพุ่งทะยานไปไกลได้กว่าเดิม แม้ใช้เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตร แต่โหมดนี้จะให้กำลังแรงม้าเพิ่มสูงสุดถึง 292 แรงม้าเลยทีเดียว 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 47.6km/L

เครื่องยนต์ : เครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ 2.0 ลิตร

กำลังแรงม้า : 190 แรงม้า

แรงบิด : 400 นิวตันเมตร 

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 6.8 วินาที

จุดเด่น : 

  • แบตเตอรี่เจนเนอเรชัน 4 ที่มาพร้อมโหมด XtraBoost ให้คุณก้าวข้ามขีดจำกัดของเครื่องยนต์ 2.0 สู่ ความแรงถึง 292 แรงม้า ยามที่ต้องการใช้กำลังสูงสุดของรถยนต์
  • ระบบ e-Drive ที่จะช่วยคุณจัดการพลังงานในการทำงานของเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า ได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น เพื่อให้คุณมีแบตเตอรี่ไฟฟ้าที่เพียงพอกับการขับขี่ในเวลาที่คุณต้องการ
  • Lane Departure Warning หรือ ระบบเตือนเมื่อคุณขับออกนอกเลน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้คุณได้มากขึ้น
  • หน้าจอควบคุมแบบทัชสกรีนที่ควบคุมด้วยการเคลื่อนไหวมือ และแสดงผลหน้าจอบนกระจก ให้คุณสามารถมองโดยไม่เสียสมาธิ รวมถึงที่ชาร์จแบตไร้สายให้คุณสนุกสนานได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องแบตเตอรี่มือถืออีกต่อไป

ราคา : 2,769,000 บาท

Credit : Eco Sticker

4.Toyota Camry HV 

คาดไม่ถึงกับ Toyota Camry HV ที่แม้จะออกมาในแนว Luxury แต่กลับประหยัดน้ำมันได้อย่างเหลือเชื่อ นอกจากรูปลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่ออกมารองรับ ความสะดวกสบายอย่างถึงที่สุดแล้ว ยังมีเครื่องยนต์ Hybrid ที่ช่วยให้ประหยัดน้ำมันมากยิ่งขึ้น 

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน = 25.0 km/L

เครื่องยนต์ : 4 สูบแถวเรียง DOHC 16 วาล์ว D-4S 2.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 178 แรงม้า

แรงบิด : 221 นิวตันเมตร

จำนวนที่นั่ง : 5 ที่นั่ง

จุดเด่น : 

  • กระจกมองข้างปรับและพับเก็บอัตโนมัติ อำนวยความสะดวกให้ผู้ขับขี่อย่างถึงที่สุด โดยไม่ต้องกังวลว่าจะลืมพับเก็บกระจก
  • หลังคามูนรูฟ สัมผัสประสบการณ์แห่งเทคโนโลยีเหนือชั้น ที่นำมาใส่ในรถซีดาน 4 ประตู 
  • เครื่องยนต์ทรงประสิทธิภาพขนาด 2.5 ลิตร ที่มากับมอเตอร์ไฟฟ้าและเกียร์ E-CVT ผสมผสานกับเทคโนโลยี Hybrid ที่ทำให้รถคันนี้เร็วแรงและเงียบสงบมากกว่าที่เคย
  • สัญญาณไฟกระพริบเมื่อเกิดการเบรกฉุกเฉิน ช่วยเตือนเพื่อนร่วมทางให้ระวังได้มากขึ้น
  • สัญญาณเตือนเมื่อเปิดไฟเลี้ยว ถ้ามีรถอยู่ในจุดอับสายตา เสริมความปลอดภัยทั้งคุณและเพื่อนร่วมทางได้เป็นอย่างดี 

ราคา :

รุ่น 2.0 G เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด : 1,455,000 บาท

รุ่น 2.5 G เกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด : 1,599,000 บาท

รุ่น 2.5 HV E-CVT : 1,649,000 บาท

รุ่น 2.5 HV Premium E-EVT : 1,809,000 บาท

Credit : Eco Sticker

5.MINI Cooper D Hatch 3-Door

โฉมใหม่แห่งวงการของ Mini Cooper D Hatch 3-Door ที่มาพร้อมสมรรถนะที่เยี่ยมกว่าที่เคย ทำให้คุณสนุกกับการขับขี่ในทุกเส้นทาง มากด้วยความสปอร์ตที่ให้ความรู้สึกราวกับขับรถแข่ง พร้อมกับเทคโนโลยี MINI Connected ที่พาคุณไปถึงจุดหมายทุกที่ด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม

อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน =  24.4 km/L

เครื่องยนต์ : 1.5 ลิตร

กำลังแรงม้า : 116 แรงม้า

แรงบิด : 270 นิวตันเมตร

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. : 9.2 วินาที

จุดเด่น : 

  • จำนวน 4 ที่นั่งที่รองรับน้ำหนักกระเป๋าถึง 211 ลิตร ให้คุณได้ขนสัมภาระมากขึ้น และพร้อมในทุกสถานการณ์
  • ไฟ Standard LED ที่ให้แสงสว่างและทัศนวิสัยที่ดีมากยิ่งขึ้นไม่ว่าจะกลางวันหรือกลางคืน
  • หน้าจอแสดงผลบริเวณกระจกด้านหน้า ไม่ต้องคอยเหลียวมองด้านข้างให้เสียสมาธิอีกต่อไป 
  • โหมด Sport ให้คุณสัมผัสอัตราเร่งดั่งใจคุณ 
  • โหมด Green ที่จะช่วยคุณประหยัดยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า โดยกำหนัดอัตราการปล่อยเชื้อเพลิงและเมื่อปล่อยคันเร่ง ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ
  • นวัตกรรมแห่งเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด  ที่จะเปลี่ยนเกียร์ตามหลักการออกแบบของสรีรศาสตร์ให้คุณสามารถใช้ได้ถนัดมากขึ้น ไม่สร้างแรงฉุด ทั้งยังช่วยประหยัดน้ำมันอีกด้วย

ราคา : 2,390,000 บาท

รถประหยัดน้ำมัน (Economy Car) VS. Eco Car (Ecology Car)

เชื่อหรือไม่ว่าหลายคนยังคงเข้าใจว่า Eco Car คือ Economy Car ที่หมายถึงรถยนต์ประหยัดน้ำมัน ทว่าแท้จริงแล้ว ที่พวกเราเรียก ๆ กันว่า Eco Car มีความหมายถึง Ecology Car ซึ่งก็คือรถยนต์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่างหากไม่ใช่รถยนต์ประหยัดน้ำมัน 

ดังนั้นการเลือกรถยนต์ที่ประหยัดน้ำมัน ควรคำนึงถึงอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันเป็นหลักมากกว่า การใช้คำว่ารถ Eco Car มาเป็นตัวนำในการเลือก 

แม้รถยนต์สองประเภทนี้จะมีความใกล้เคียงกันแค่ไหน ทว่าเกณฑ์แบ่งแยกกับต่างกัน ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  1. รถยนต์ Eco Car จะต้องมีเครื่องยนต์ไม่เกิน 1.3 ลิตรสำหรับเบนซิน ส่วนเครื่องยนต์ดีเซลห้ามเกิน 1.5 ลิตร
  2. ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ Euro 5 เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่เกิน 100 กรัม/กิโลเมตร
  3. อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันห้ามต่ำกว่า 23.25 km/L โดยเด็ดขาด จึงเป็นสาเหตุให้หลายคนคิดว่ารถยนต์ประหยัดน้ำมันต้องเลือก Eco Car ถึงจะดีที่สุด
  4. ติดตั้งระบบความปลอดภัยมาตรฐานให้ครบถ้วน แม้จะเป็นรุ่นโมเดลย่อยก็ตาม

ECO Sticker สำคัญยังไง

Eco Sticker เริ่มต้นจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2555 ในเรื่องของการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตรถยนต์ในด้านภาษี CO2 จึงมีคำสั่งให้ผู้ประกอบการและผู้นำเข้าในอุตสาหกรรมยานยนต์ต้องติดสติกเกอร์ที่แสดงถึงการประหยัดพลังงานและปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

นอกจากในด้านการเก็บภาษีแล้ว สติกเกอร์ตัวนี้ยังช่วยให้ผู้บริโภคได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับยานยนต์ได้อย่างถูกต้องและเที่ยงตรงมากยิ่งขึ้น โดยมีมาตรฐานการประเมินจากหน่วยงานกลางเดียวกัน ทำให้สามารถมั่นใจในข้อมูลที่ไม่ได้มาจากฝั่งผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวอย่างที่ผ่านมา 

สติกเกอร์ตัวนี้ยังเพิ่มความง่ายในการเปรียบเทียบสมรรถนะรถยนต์แต่ละคันได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานได้แบ่งหมวดออกเป็นสามหมวด ได้แก่ หมวดความสะอาดของพลังงาน ความประหยัดน้ำมัน และ ความปลอดภัยในรถแต่ละคัน สติกเกอร์ตัวนี้จะบอกรายละเอียดชัดเจนมากขึ้นว่ารถยนต์คันนี้ผ่านมาตรฐานใดบ้าง 

มาตรฐานหลัก ๆ ในการประเมินมีดังต่อไปนี้

ใบอนุญาต สมอ. : มาตรฐานมลพิษ

UN Reg. 83 : มาตรฐานสารมลพิษ

UN Reg. 101: มาตรฐานการปล่อยค่า CO2 และ FC 

UN Reg. 94 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านหน้า

UN Reg. 95 : มาตรฐานระบบความปลอดภัยการชนด้านข้าง

UN Reg. 13H : มาตรฐานระบบเบรก ที่มีระบบป้องกันล้อล็อกตายจากการเบรก หรือ ABS (Anti-Lock-Braking-System) และระบบช่วยควบคุมการทรงตัวของรถยนต์ขณะขับขี่ หรือ ESC (Electronic Stability Control) 

สรุปท้ายบทความ

จากบทความข้างต้น น่าจะพอทราบกันไปแล้วว่า มีรถยนต์ใดบ้างที่เหมาะสำหรับการขับขี่ภายในเมือง หรือมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณที่สุด ทว่าการดูอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันอาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกซื้อรถยนต์สักคัน 

ความชอบของคุณและราคามักจะเป็นปัจจัยหลักในการซื้อ เพราะรถคันหนึ่งจะต้องอยู่กับคุณในทุกวัน ทุกช่วงเวลา ไปเป็นเวลายาวนาน

ดังนั้นหากคุณจะเลือกซื้อรถยนต์สักคันไม่ว่าจะเป็นมือหนึ่งหรือมือสอง ก็ควรเลือกรถยนต์ที่ตนชอบและถูกใจตรงตามเงื่อนไขในใจที่คุณตั้งไว้ สามารถลองสำรวจดูรถยนต์ที่อาจมอบความพึงพอใจให้คุณได้ที่ Kaidee Property เลยค่ะ

5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อฟิล์มติดรถยนต์ มีอะไรบ้างต้องมาดู

5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อฟิล์มติดรถยนต์ มีอะไรบ้างต้องมาดู

ประเทศไทยเป็นประเทศเมืองร้อนไม่ว่าจะเดินทางไปไหนมาไหนต้องมีเหงื่อตกกันบ้าง ซึ่งชีวิตประจำของคนเราส่วนใหญ่นั้นคือการเดินทาง ไม่ว่าจะไปเรียน ไปทำงาน หรือไปท่องเที่ยวก็ตาม การเดินทางด้วยรถยนต์ในแต่ละครั้ง ถ้าหากรถไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงแล้วล่ะก็ ต้องมีร้อนเหมือนโดนอบอยู่ข้างในรถอย่างแน่นอน

การติดฟิล์มกันรอยและกันความร้อนก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ทำให้รถยนต์ของเรานั้นเย็นขึ้น ขับขี่ได้อย่างสบาย หมดห่วงทุกสภาพอากาศที่จะต้องเผชิญอยู่ในทุกๆวัน ซึ่งบทความนี้รวมมาให้แล้วว่าวิธีเลือกฟิล์มติดรถยนต์อย่างไรให้ตรงความต้องการ และคุ้มค่ามากที่สุด!!

ประเภทของฟิล์มติดรถยนต์

ฟิล์มกรองแสงรถยนต์นอกจากจะช่วยกันความร้อนและรังสี UV แล้ว ยังช่วยไม่ให้สิ่งของต่างๆหรืออุปกรณ์ที่อยู่ภายในห้องโดยสารนั้นเสื่อมสภาพเร็วอีกด้วย ซึ่งฟิล์มกรองแสงนั้นก็มีอยู่มากมายถึง 5 ประเภทด้วยกัน มาดูกันว่าจะมีอะไรบ้าง

1. ฟิล์มกรองแสงแบบธรรมดา (Deep Dyed Window Films)

เป็นฟิล์มกรองแสงแบบปกติ หรือที่เรียกๆกันว่า “ฟิล์มกรองแสงแบบย้อมสี” ที่มีประสิทธิภาพไม่ค่อยดีนัก และไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากฟิล์มชนิดนี้ ไม่สามารถกันความแรงของแสงแดดและรังสี UV ได้น้อยกว่าประเภทอื่น ๆ อีกทั้งยังมีอายุการใช้งานที่สั้น ทำให้ต้องเปลี่ยนทุก ๆ 3-5 ปี 

2. ฟิล์มลดความร้อนแบบไอโลหะ (Metallized Window Films)

ฟิล์มประเภทนี้ส่วนใหญ่จะเรียกว่า “ฟิล์มปรอท” โดยที่ผิวนอกของฟิล์มนั้นจะเคลือบสารไอโลหะ ทำให้ฟิล์มมีความแวววาว ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษและแตกต่างจากชนิดอื่น ๆ ที่จะช่วยสะท้อนแสงแดด รังสีความร้อน รวมไปถึงรังสี UV อีกทั้งยังช่วยลดอุณภูมิภายในห้องโดยสารได้ถึง 99% และมีอายุใช้งานที่ยาวนานได้ 5-7 ปี เลยทีเดียว

3. ฟิล์มลดความร้อนแบบเคลือบอนุภาคโลหะ (Metal Sputtering Window Films)

เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีความคล้ายคลึงกับ “ฟิล์มลดความร้อนแบบไอโลหะ” เพราะฟิล์มชนิดนี้เคลือบสารไอโลหะ เหมือน ๆ กัน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาพิเศษกว่า คือ การเคลือบสารไอโลหะด้วยวิธี Sputtering เป็นการทำให้อนุภาคไอโลหะนั้นบางลง ฟิล์มที่ได้จะมีความสามารถเหมือนเดิม แต่ฟิล์มภายนอกแวววาวจะใสขึ้น มีความเรียบเนียนขึ้น และเพิ่มอายุการใช้งานเกินกว่า 10 ปี

4. ฟิล์มกรองแสงนาโน (Nano-IR Window Films)

ฟิล์มชนิดนี้เป็นการนำอนุภาคนาโนมาเคลือบทำให้ฟิล์มมีความใส ทำให้ไม่บดบังวิสัยทัศน์ในการมองเห็นของทั้งผู้ขับขี่และผู้อื่นภายนอกรถยนต์อีกด้วย ซึ่งฟิล์มชนิดนี้สามารถกันแสงแดด รวมไปถึงรังสี UV ได้สูงที่ถึง 100% และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่า 10 ปี อีกด้วย 

5. ฟิล์มนิรภัย (Safety Window Films)

เป็นฟิล์มที่มีความหนากว่าฟิล์มปกติทั่วไป โดยนำแผ่น Polyester มาเคลือบไว้ ให้มีความเหนียวแน่น เพื่อป้องกันแรงกระแทกจากเศษหินที่อาจกระเด็นมาโดนหรือจากการทุบกระจกในการโจรกรรมได้ระดับหนึ่ง ฟิล์มชนิดนี้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานได้เกินกว่า 10 ปี

5 ข้อควรรู้ก่อนเลือกซื้อฟิล์ม

ก่อนที่เราจะเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงในแต่ละครั้ง มีสิ่งที่ควรเริ่มศึกษาก่อนที่จะลงทุนในอะไรก็ตามทุกๆครั้ง เพื่อที่จะได้ทราบว่าเงินที่เราลงทุนไปคุ้มค่าหรือไม่ กับความต้องการในการใช้งาน ให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่ จะมีอะไรบ้างมาดูไปพร้อม ๆ กันเลย

1. ความเข้มของฟิล์ม

ฟิล์มติดรถนั้นก็มีความเข้มที่หลากหลาย ซึ่งความเข้มนี้จะแบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์ของแสงที่สามารถทะลุผ่านเนื้อฟิล์มว่ามากหรือน้อยเท่าไร ซึ่งแบ่งออกได้ ดังนี้

  • ความเข้ม 40% แสงสามารถส่องผ่านได้ 35-50%
  • ความเข้ม 60% แสงสามารถส่องผ่านได้ 15-25%
  • ความเข้ม 80% แสงสามารถส่องผ่านได้ 5-10%

2. กฏหมายข้อบังคับเรื่องฟิล์มกันแดด

ก่อนที่จะติดตั้งฟิล์มลงกระจกรถยนต์นั้น ควรที่จะศึกษาข้อมูลในเรื่องของข้อกำหนดต่างๆว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ซึ่งตามกฏหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกนั้น กำหนดไว้ว่า

  • ฟิล์มกรองแสง ให้ติดได้เต็มบานหน้าต่าง แต่ทั้งนี้ เมื่อวัดการผ่านของแสงแล้ว แสงต้องผ่านทั้งวัสดุโปร่งแสงและฟิล์มกรองแสงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ห้ามมิให้ติดฟิล์มกรองแสงที่บานหน้าต่างที่กำหนดให้เป็นกระจกนิรภัยประเภทเทมเปอร์ และใช้สำหรับเป็นทางออกฉุกเฉิน 
  • วัสดุเพื่อบังหรือกรองแสงแดดแบบปรับตำแหน่งได้ ให้ติดกับบานหน้าต่างได้ แต่ต้อง ไม่บดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นของผู้ขับรถ

3. วัตถุประสงค์ในการใช้งาน

เหตุผลในการใช้ฟิล์มประเภทใดก็ตาม ขึ้นอยู่กับผู้ขับขี่นั้นติดฟิล์มเพื่ออะไร หากติดเพื่อความสวยงามอาจจะติดแบบธรรมดา แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงเลยคือเรื่องของพฤติกรรมการใช้รถยนต์

4. ราคาของแต่ละยี่ห้อ

การศึกษายี่ห้อก่อนการตัดสินใจนั้นเป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างแรกเลย ไม่ว่าจะเป็นการหารีวิวจากผู้ใช้งานจริง หรือจะหาข้อมูลจากเว็ปไซต์ตัวแทนจำหน่ายเองก็ตาม ที่ทำให้ได้ทราบถึงข้อมูลเบื้องลึกของ ประเภทของฟิล์ม สี และความแตกต่างในแต่ละรุ่น (ราคาจะเปลี่ยนแปลงไปตามประเภทของรถ รุ่น และฟิล์มกรองแสง) 

5. การรับประกันฟิล์ม

ฟิล์มยี่ห้อที่ดีนั้นควรจะมีรับประกันฟิล์มลอก ฟิล์มเสื่อมสภาพ หรือไม่ตรงตามความต้องการ ซึ่งไม่ว่าด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตาม ร้านรับติดฟิล์มส่วนใหญ่นั้นจะรับประกันฟิล์มที่ติดไปให้สูงสุดถึง 7 ปี ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ควรที่จะสอบถามรายละเอียด รวมไปถึงข้อกำหนดในการประกัน เผื่อว่าฟิล์มที่ติดไปนั้นเสื่อมสภาพก่อนอายุการใช้งานจริงโดยที่ผู้ขับขี่ไม่ได้ตั้งใจ จะได้สามารถเปลี่ยนได้อย่างทันท่วงที

สรุปท้ายบทความ

ฟิล์มติดรถยนต์นั้นเป็นอีกหนึ่งความจำเป็นที่รถยนต์ทุกคันควรจะติด นอกจากจะช่วยป้องกันผู้ขับขี่และผู้โดยสารจากแสงแดดและรังสี UV ที่อาจก่อให้เกิดโรคภัยต่างๆแล้ว ยังป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ต่างๆ เครื่องหนัง เบาะ เกิดความเสียหายและเสื่อมสภาพไปก่อนอายุการใช้งาน

ดังนั้นการติดฟิล์มเพื่อป้องกันจึงเป็นตัวช่วยในเรื่องเหล่านี้ให้หมดไป ซึ่งบทความนี้ได้บอกไว้แล้วถึง 5 สิ่งที่ควรรู้ ผู้ขับขี่ควรศึกษาความต้องการและวัตถุประสงค์ในการใช้งานเสียก่อน ศึกษาเอาไว้ก่อนที่จะนำรถยนต์สุดที่รักไปติดฟิล์ม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หากรถยนต์ที่มีอยู่นั้นร้อนเสียเหลือเกิน อยู่บนรถนานๆได้ไม่ไหว ที่อาจทำให้แอร์ไม่เย็น ใครที่ยังไม่ติดฟิล์มกรองแสงที่จะช่วยให้รถนั้นเย็นลง และกำลังมองหาที่ติดฟิล์มคุณภาพ บริการดี แล้วล่ะก็ ลองเข้ามาดูได้ที่ Kaidee Auto

5 ประเภท กาแฟ ยอดนิยมที่มือใหม่หัดดื่มต้องรู้จัก !

5 ประเภท กาแฟ ยอดนิยมที่มือใหม่หัดดื่มต้องรู้จัก !

งานไม่เสร็จแต่ง๊วงง่วงก็ต้องหาตัวช่วยมาเติมพลังสักหน่อยด้วย ‘กาแฟ’ เครื่องดื่มสุดคลาสสิกที่ใครหลายคนเคยลิ้มลอง และด้วยขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อนแต่มีความพิถีพิถันทำให้รสชาติของกาแฟที่ออกมามีความแตกต่างกันจนเกิดเป็นกาแฟประเภทต่าง ๆ ให้ผู้คนได้ดื่ม ซึ่งเชื่อว่าคงมีใครหลายคนที่ไม่สามารถแยกออกได้เพราะมีมากมายเหลือเกิน แต่ถ้าหากจะให้แนะนำทุกประเภทก็คงไม่หมดสักที วันนี้เราจึงเลือกมา 5 ประเภทกาแฟที่มือใหม่หัดดื่มควรรู้จัก

ก่อนที่จะไปรู้จักประเภทของกาแฟ เราจะพามารู้จักกาแฟกันก่อนว่า มีประเภทไหน ผลิตอย่างไร และการชงแบบต่าง ๆ ให้ทุกคนได้รู้ไปพร้อมกัน

ขอบคุณรูปจาก: shopejclothing.com

สายพันธุ์เมล็ด กาแฟ

เริ่มด้วยตัวเมล็ดกาแฟที่เรารู้จักกันดี ฟังเผิน ๆ หลายคนคงคิดว่ากินกาแฟที่ไหนก็คงเหมือนกัน แต่จริง ๆ แล้วรู้ไหมว่า เมล็ดกาแฟนั้นมีหลายสายพันธุ์ให้ได้เลือกลองเลยนะ โดยวันนี้เราจะมาแนะนำ 4 สายพันธุ์ ได้แก่

  • กาแฟอาราบิก้า (Arabica) สายพันธุ์กาแฟที่มีถึง 80 เปอร์เซ็นต์ในตลาดกาแฟโลก มีรสชาติดีที่สุด แต่ก็หากาแฟอาราบิก้าคุณภาพดียากเช่นกัน และเมื่อผ่านกระบวนการต่าง ๆ แล้วจะมีกลิ่นที่หอมหวานคล้ายช็อกโกแลตและดอกไม้
  • กาแฟโรบัสต้า (Robusta) สายพันธุ์กาแฟที่นิยมปลูกกันในภาคใต้ของประเทศไทย กลิ่นไม่หอมหวาน มีรสชาติที่ขมและฝาดกว่ากาแฟอาราบิก้า แต่ก็มีความเข้มข้นเยอะกว่าจึงนิยมนำมาผลิตเป็นกาแฟผงสำเร็จรูปหรือผสมพันธุ์กับกาแฟอาราบิก้าและเกิดรสชาติที่มากขึ้น
  • กาแฟเอ็กซ์เซลซ่า (Excelsa) สายพันธุ์กาแฟที่ถึงแม้จะมีหน้าตาคล้ายคลึงกบกาแฟโรบัสต้าและมีความทนต่อสภาพอากาศที่แห้งแล้งได้ดี แต่มีรสชาติที่ไม่ไม่ดีเท่าไรนัก จึงไม่ได้รับความนิยมในประเทศไทยมาก ในขณะที่ในประเทศแถบแอฟริกานั้นชื่นชอบกาแฟชนิดนี้เป็นอย่างมาก
  • กาแฟลิเบอริก้า (Liberica) สายพันธุ์กาแฟที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศลิเบอเรีย ตัวเมล็ดมีรสชาติคล้ายกับกาแฟอราบิก้าแต่มีรสเปรี้ยวอมหวานมากกว่า สามารถทนทานต่อโรค และชอบอากาศที่ร้อนชื้น นิยมนำไปพัฒนา หรือเบลนด์กับกาแฟสายพันธุ์อื่นมากกว่ากินเพียว ๆ

ขั้นตอนการผลิต กาแฟ

ในการผลิตเมล็ดกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องน่ารู้สำหรับนักดื่มเพราะไม่ใช่เพียงแค่นำเมล็ดกาแฟมาบดแล้วชงเพียงเท่านั้น แต่รู้ไหมว่าการผลิตกาแฟสักถุงนั้นต้องใช้เวลานานและมีถึง 3 ขั้นตอนเลยทีเดียวเชียว จะมีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

การเตรียมเมล็ด

ขั้นตอนแรกหลังจากการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟจากต้นกาแฟ โดยเป็นการปอกเปลือกสีแดงของเมล็ดกาแฟออกไป แบ่งออกเป็น 2 วิธีตามสายพันธุ์ของกาแฟ

  • แบบแห้ง เป็นวิธีเตรียมเมล็ดกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าด้วยการนำกาแฟที่เก็บมาไปตากแห้งบนพื้นเรียบอย่างคอนกรีต โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์จนกว่าเมล็ดกาแฟจะแห้งจนหมด จึงกะเทาะเปลือกกาแฟออก
  • แบบเปียก วิธีเตรียมเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า โดยเริ่มจากการแยกผลสุก ล้างน้ำด้วยเครื่องทำความสะอาดเฉพาะ ปอกเปลือกโดยใช้เครื่อง แล้วนำกลับมาล้างเมือกบนเมล็ดกาแฟออกอีกครั้ง จึงนำไปใส่ถังหมักประมาณ 12-36 ชม. และสุดท้ายคือนำไปตากแดดเพื่อไล่ความชื้นทั้งหมดให้ออกไป

การคั่ว

หลังจากเตรียมเมล็ดกาแฟให้แห้งเรียบร้อยแล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการคั่วกาแฟให้เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเกิดกลิ่นที่หอมของกาแฟที่เราได้กลิ่นกันบ่อย ๆ ซึ่งขั้นตอนนี้จะแบ่งระบบการคั่วออกเป็นทั้งหมด 3 ระดับตามความเข้มข้นของกาแฟที่ต้องการ ดังนี้

  • คั่วอ่อน ระดับแรกของการคั่วกาแฟเป็นการคั่วที่คงรสชาติของเมล็ดกาแฟไว้มากที่สุด ทำให้รสชาติกาแฟออกไปทางฝาดและเปรี้ยว มีสีน้ำตาลทองอ่อนคล้ายซินนามอน เหมาะสำหรับการทำกาแฟร้อน
  • คั่วกลาง เป็นการคั่วกาแฟในระดับกลาง มีสีที่เข้มขึ้นเล็กน้อย ส่วนรสชาติที่ได้ออกมาก็มีความเปรี้ยวลดน้อยลง แต่เพิ่มความหวานขมเล็กน้อย เหมาะสำหรับการชงกาแฟดำหรืออเมริกาโน่
  • คั่วเข้ม เป็นการคั่วระดับที่ทำให้กาแฟกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม รสชาติขมมากปนเปรี้ยวเล็กน้อยถึงไม่มี เหมาะสำหรับการทำกาแฟเย็นที่ต้องการรสชาติที่เข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะกาแฟ espresso

การบด

ขั้นตอนสุดท้ายของการผลิตกาแฟก่อนนำไปชง ซึ่งเป็นการทำให้เมล็ดกาแฟละเอียดขึ้น และการบดกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนที่มีผลต่อรสชาติของกาแฟที่ได้ออกมา เรียกว่ายิ่งบดเยอะแค่ไหนกาแฟที่ได้ก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น

วิธีการชง กาแฟ แบบต่าง ๆ

หลังจากที่ได้กาแฟที่บดสำเร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการชงกาแฟ ซึ่งมีหลากหลายวิธีให้เลือกกัน

  • การต้มเดือด เป็นวิธีชงกาแฟแบบดั้งเดิม โดยการต้มผงกาแฟละเอียดเข้ากับน้ำในหม้อคอคอด และปล่อยให้เดือดเล็กน้อย จึงทำให้เกิดกาแฟ ที่มีฟองด้านบนและผงกาแฟด้านล่าง เช่น กาแฟตุรกี เป็นต้น
  • การใช้ความดัน วิธีชงกาแฟที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทำให้เกิดกาแฟที่เข้มและมันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งหลักการชงกาแฟประเภทนี้คือ มีทั้งหมด 3 ส่วน มีส่วนล่างสำหรับต้มน้ำ ทำให้ไอลอยขึ้นไป ที่อยู่ในส่วนตรงกลาง และกาแฟที่ได้ก็จะขึ้นไปอยู่ด้านบน
  • การใช้แรงโน้มถ่วง หรือเรียกอีกอย่างว่า การชงแบบหยด (กรอง) มีวิธีง่าย ๆ ในการชงคือ การราดน้ำร้อนผ่านกาแฟที่อยู่บนแผ่นกรอง ซึ่งความเข้มข้นของกาแฟก็ขึ้นอยู่กับ น้ำหนักมือ อัตราการไหลของน้ำ และระยะเวลาที่น้ำผ่านเมล็ดกาแฟ
  • การจุ่ม วิธีการชงกาแฟที่ได้รับความนิยมน้อยที่สุด เป็นการจุ่มกาแฟลงไปในน้ำร้อนโดยใช้เครื่องมือที่มีลักษณะเป็นกระบอก

5 ประเภท กาแฟ ยอดนิยม

เอสเปรสโซ่ (Espresso)

กาแฟที่เป็นตัวตั้งต้นของกาแฟชนิดอื่น ๆ มีรสชาติที่เข้มข้น โดยเกิดจากชงแบบแรงอัดไอน้ำหรือปล่อยน้ำร้อนผ่านเมล็ดกาแฟ ซึ่งคำว่า Espresso มาจากภาษาอิตาลีที่แปลว่าเร่งด่วน และด้วยรสที่กล่าวมาข้างต้นทำให้คนที่ชื่นชอบการดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่จึงไม่นิยมใส่น้ำตาลหรือนมเพิ่มลงไป

อเมริกาโน่ (Americano)

Americano หรือชื่อภาษาไทยคือ กาแฟดำ เป็นกาแฟที่เกิดจากการนำกาแฟเอสเปรสโซ่มาผสมกับน้ำร้อน ทำให้รสชาติที่ออกมามีความเบาบางลงแต่มีกลิ่นที่คล้ายกับกาแฟเอสเปรสโซ่ ส่วนชื่อของอเมริกาโน่มาจากการที่ชาวอเมริกันไม่นิยมดื่มกาแฟเอสเปรสโซ่ที่มีรสชาติเข้มข้นเกินไปจึงทำให้เจือจางลงจนกลายเป็นกาแฟอเมริกาโน่นั่นเอง

ลาเต้ (Latte)

กาแฟ ลาเต้

Latte หรือที่เรียกกันว่ากาแฟนม เพราะเป็นการผสมนมกับกาแฟเอสเปรสโซ่ ซึ่งสัดส่วนปกติของลาเต้จะอยู่ที่ กาแฟเอสเปรสโซ่ 1 ส่วน กับ นม 2 ส่วน และมีฟองนมโปะอยู่ด้านหน้าสำหรับลาเต้ร้อน ส่วนลาเต้เย็นอาจมีการใส่ส่วนผสมอื่น ๆ เพิ่ม เช่น วานิลลา หรือคาราเมล เพิ่มเติมให้กลายเป็นเมนูย่อยอื่น ๆ อีกได้

มอคค่า (Mocha)

กาแฟ มอคค่า

สำหรับกาแฟ Mocha เป็นเมนูกาแฟที่มีส่วนผสมของกาแฟเอสเปรสโซ่ นม และช็อกโกแลต ในขณะเดียวกัน ก็ยังหมายถึง กาแฟอาราบิก้าที่มีสีและกลิ่นคล้ายช็อกโกแลต ส่วนตัวกาแฟมอคค่านั้นสามารถเสิร์ฟได้ทั้งเมนูเย็นและร้อนเลยทีเดียว

คาปูชิโน่ (Cappuccino)

กาแฟ คาปู

Cappuccino เป็นกาแฟที่มีลักษณะคล้ายกับลาเต้คือมี เอสเปรสโซ่ นม และฟองนมด้านหน้า แต่จะมีความแตกต่างตรงที่ กาแฟคาปูชิโน่จะมีนมที่น้อยกว่า แต่มีฟองนมที่เยอะกว่า และมีผงช็อกโกแลตโรยอยู่ด้านหน้า ทำให้มีรสชาติที่เข้มข้นกว่าลาเต้

นอกจากนี้ยังมีกาแฟอีกหลากหลายชนิดที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความนี้ให้ได้ลองสั่งกัน แต่ถ้าใครที่อยากทำกาแฟกินเองหรือเปิดร้านกาแฟอร่อย ๆ ก็สามารถมากหาอุปกรณ์และกาแฟแบบที่คุณชอบได้ที่ Kaidee รับรองคุณจะได้กาแฟอร่อย ๆ ไปกินแน่นอน